ทักทาย # 23

sarasarn_head4

ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๓ ประจำเดือนเมษายน ๒๕๔๔

คำปรารภ…

สวัสดี ครับ … เดือนนี้เป็นเดือนที่ประเทศไทยจะชุ่มฉ่ำไปด้วยสายน้ำ เนื่องจากเป็นเดือนที่มีวันหยุดยาว เทศกาลสงกรานต์ครับ นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ก็ยังมีวันผู้สูงอายุ และ วันครอบครัว ด้วยนะครับ ยังไงแล้ว ถ้าต้องกลับบ้านต่างจังหวัด อย่าลืมกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่และสำหรับครอบครัวด้วยนะครับ อย่าเอาแต่ไปสาดน้ำกันอย่างเดียว

ฉบับนี้ อาจจะมีเนื้อหาน้อยอยู่สักหน่อย เนื่องจากผู้เขียนหลายท่าน มีปัญหารุมเร้า ทั้งอุบัติเหตุและปัญหาหน้าที่การงาน แต่ยังไงเสีย ความเข้มของเนื้อหา ก็ยังคงมิได้ลดลงเลย ยังอัดแน่นด้วยคุณภาพเช่นเคย…

สกู๊ปประจำฉบับ : ชุมชนที่พอเพียง

รัฐบาลชุดทักษิณเป็นรัฐบาลแรกที่ได้รับเสียงไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง และสามารถผลักดันนโยบายหาเสียงให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น ภายใต้แนวบริหาร “คิดใหม่ ทำใหม่” เป้าหมาย, ยุทธศาสตร์,กลยุทธ์ ถูกนำมาใช้บริหารประเทศแบบมืออาชีพเหมือนที่เคยทำสำเร็จใน “ชินวัตร” แต่ในสภาพสังคมที่ซับซ้อนมากกว่าบริหารในบริษัท ผลลัพธ์จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร คงได้รู้ใน ๔ ปีข้างหน้านี้

นโยบาย ๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์ ความจริงเป็นแนวทางที่ภาครัฐใช้กับสินค้าเกษตรมาแล้ว จะเห็นได้จากการดึงชนบทให้หันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวป้อนเข้าระบบอุตสาหกรรม จากชีวิตที่ “พออยู่พอกิน” กลายเป็น “ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับระบบการค้าเสรี” เหมือนปัจจุบัน หนี้สินจำนวนมากตกอยู่บนหลังคาชาวไร่, ชาวนา, ชาวสวน เพราะจาก “วิถีความเป็นคน” กลายเป็น “ปัจจัยการผลิต” ปัจจัยหนึ่งในระบบอุตสาหกรรม

แม้จะมีความเหมือนอยู่ในย่อหน้าข้างบน แต่ก็มีความต่างอยู่เช่นกัน “๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์” ถ้าคำนึงถึงความสอดคล้องความเป็นจริงของท้องถิ่นแต่ละที่ก่อน และแปรความสามารถพิเศษของแต่ละชุมชน เป็นสินค้าป้อนความสู่สังคมตลาด ภายใต้ “ความต้องการที่แท้จริงของชุมชน” กล่าวคือไม่ใช่มุ่งแต่ “กำไรขาดทุน” ซึ่งในชีวิตจริงของชาวบ้านยังพึ่งพาอาศัยกันระหว่าง “บ้านกับบ้าน” และ “ชุมชนกับชุมชน” ก็จะช่วยให้ชาวบ้านมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น และทำให้ “ท้องถิ่นเข้มแข็ง”

ดังนั้นความหมายของ “๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์” จึงมีมิติเชิงลึกมากกว่าที่รัฐจะเข้าไปจัดการได้ด้วยตัวเอง และหากต้องการประสบความสำเร็จเชิงยั่งยืนแล้ว ต้องพยายามให้ชุมชนยืนหยัดได้เองด้วยการคิดเอง ทำเอง และจัดการเอง โดยมีภาครัฐ, NGO เป็นตัวสนับสนุน

หากรัฐไม่ได้มองเพียงแค่ผลิตภัณฑ์เป็นเพียงแค่ “สินค้า” หรือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่จะไปแข่งขันแต่เพียงตลาดโลก แต่เอาชุมชนเป็นตัวตั้ง รัฐบาลจะมองเห็นโครงการอีกมากมายที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนได้ ยกตัวอย่างขนมจีนในแต่ละพื้นที่ก็ล้วนมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง การที่จะคงให้เหลือแค่หนึ่งเดียว อาจจะทำลายภูมิปัญญาชาวบ้านอีกท้องที่ไป จึงควรยกระดับรสชาติในแต่ละท้องที่ให้มีมาตรฐานและสุขอนามัย นำเสนอเข้าตลาด เพราะอย่างน้อยความต้องการในชุมชนเขายังมี แม้ขายไม่ได้ เขาก็ยังใช้บริโภคภายใน และเป็นอาชีพเสริมในท้องถิ่นตัวเอง แต่ถ้าขายได้ ก็จะขยาย “รสนิยม” ที่เหมือนกันในมิติเชิงกว้าง มากกว่าจะเป็น “ตลาด” เช่นผักปลอดสารพิษ ที่ขยายจากชุมชนหนึ่งไปสู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีรสนิยมเดียวกัน ต่างก็เกื้อหนุนช่วยเหลือกัน มากกว่าที่จะมองเพียงแค่ “ตัวเลข” มิติของ “น้ำใจ” ยังเกื้อหนุนเป็นห่วงโซ่ของการดำรงชีวิตของ “คน” ต่อไป.

เสพอักษร : ฟ้า (ฟ้าเมืองไทย)

สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

ความจริงแล้วไม่อยากจะแนะนำหนังสือ ที่หาซื้อยากๆหรือหาซื้อบนแผงหนังสือไม่ได้แล้ว มันเหมือน
เป็นการมัดมือชกผู้อ่านเกินไป

นิตยสาร “ฟ้า” ที่จะแนะนำปิดตัวเองไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้เขียนยังเก็บไว้เกือบทุกเล่มแม้บางเล่มหรือบางเรื่องได้ถูกหนูแทะเป็น อาหารไปเรียบร้อย “ฟ้า”เป็นนิตยสารที่ว่าด้วยงานเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว อีกทั้งเรื่องแปลก็ถูกอัดแน่นอยู่ในนั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า”ฟ้า” ไม่มีเรื่องราวอย่างอื่นอยู่ในนั้นเสียเลย มีทั้งเรื่องท่องเที่ยว สารคดี ปกิณกะบันเทิงเริงรมย์ ซึ่งในตอนนี้เราคงหา นิตยสารอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว

นิตยสาร “ฟ้า” อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงจาก “ฟ้าเมืองไทย”ที่ปิดตัวลง บรรณาธิการคือคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในยุคสมัยนั้นไม่มีใครเทียบเคียงได้ ทำให้”ฟ้า”อัดแน่นไปด้วยนักเขียนคุณภาพ ไม่ว่ารุ่นเล็กรุ่นใหญ่มารวมกันอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น คำสิงห์ ศรีนอก, สุจิตต์ วงษ์เทศ, รงค์ วงษ์สวรรค์, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,หรือแม้กระทั่งตลกชื่อดังผู้มากความสามารถ ยาว อยุธยา นี่ขนาดแค่ฉบับแรกคือ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ เท่านั้น
ซึ่งฉบับต่อๆมาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้เขียนนำเล่มเก่าๆมาอ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ เรื่องสั้นเรื่องยาวของนักเขียนน้อยใหญ่ที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ในปัจจุบันนักเขียนเหล่านี้ได้รางวัลใหญ่จากงานเขียนก็หลายคน แต่ถ้าย้อนกลับไปแล้วเขาเริ่มต้นงานเขียนที่”ฟ้า”

ก็อย่างที่บอกหนังสืออาจจะหายากสักหน่อย อาจจะต้องไปหาตามแผงหนังสือเก่า หรือไม่ก็ตามรถซาเล้งรับซื้อของเก่า แต่ถ้าเจอแล้วแพงอย่าซื้อครับ “ฟ้า”เป็นหนังสือที่เหมาะกับการนำไปอ่านไม่เหมาะกับการไปเก็บเก็งกำไรเป็นหนังสือหายาก หนังสืออาจจะหายากจริงๆเพราะผู้เขียนไปเดินหาหลายครั้งยังไม่เจอสักเล่ม อาจจะเป็นเพราะพิมพ์น้อย ดังที่คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์กล่าวไว้ในบทบรรณาธิการ ฉบับที่ ๒ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๒
ว่า “การที่หาซื้อยาก มิได้แสดงว่าหนังสือนี้ ดีเลิศประเสริฐศรีอะไรนักหรอก แต่มันหมายว่าเราพิมพ์น้อยเผื่อเหนียวต่างหากเล่า อันคุณภาพนั้นก็ยังคงรอให้ท่านติชมแสดงความเห็นต่อไป”

จะเห็นได้ว่าแม้บทบรรณาธิการ ท่านก็ยังกล่าวแบบอ่อนน้อม ถ่อมตน ซึ่งเป็นนิสัยแท้จริงของท่าน นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักเขียนน้อยใหญ่ แห่แหนกันมาเขียนให้นิตยสาร”ฟ้า” ด้วยความศรัทธาในบรรณาธิการคือ คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ มากกว่ามาด้วยอามิสสินจ้าง

ผู้เขียนเก็บ”ฟ้าตั้งแต่เล่มแรก คือ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ จนถึงเล่มปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓๔ ตุลาคม ๒๕๓๔ หน้าปกเป็นรูปคุณศรัญยู วงศ์กระจ่าง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเล่มสุดท้ายหรือเปล่า เพราะมีอยู่แค่นี้ ผู้เขียนพยายามค้นอ่านบทบรรณาธิการฉบับเก่าๆ โดยเฉพาะเล่มสุดท้ายที่มี ก็ไม่มีการกล่าวอะไรที่เป็นสัญญาณว่า “ฟ้า”จะต้องปิดตัวเองหรือว่าเริ่มอยู่ไม่ได้แล้ว หรือว่ายังมีต่อจากเล่มนี้ แล้วผู้เขียนไม่ได้ซื้อต่อก็เป็นไปได้ ผู้ใดทราบจะแรกเปลี่ยนข้อมูลกันก็เชิญได้

“ฟ้า” เป็นนิตยสารรายเดือน ฉบับแรกที่ออกมามีราคา ๓๐ บาท จนถึงฉบับสุดท้ายที่ผู้เขียนมีขึ้นเป็น ๓๕ บาท นับจากวันที่ออกจนถึงเดือนนี้ก็มีอายุ ๑๒ ปี ผู้เขียนยังหยิบมาอ่านได้อย่างไม่รู้เบื่อ แม้บางเล่มจะถูกกัดแทะจากแมลงและหนู “ฟ้า”อัดแน่นไปด้วยงานคุณภาพหลายแขนง ไม่ใช่เรื่องวรรณกรรมอย่างเดียว รับรองว่าหาไม่ได้ในนิตยสารปัจจุบันนี้ ถ้าไปเดินแผงหนังสือเก่าแล้วพบเจอ ถ้าไม่แพงนักพอจะซื้อได้ซื้อเถอะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแล้วถ้าได้มาสักเล่ม ผู้เขียนเชื่อว่าคราวนี้หยุดไม่ได้ที่จะต้องหาเล่มอื่นๆมาอ่านอีก

นักอ่านไส้แห้ง

ผักริมรั้ว สวนครัวข้างบ้าน : กล้วย… มากด้วยคุณค่า

ฉันได้รับข้อความผ่านอีเมล์จากหนุงหนิงว่าจะกลับมาเมืองไทยเพื่อประชุมวางแผนงานที่บริษัทเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และจะลางานต่ออีก 1 สัปดาห์ เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ และบอกอีกว่ามีเรื่องให้เซอร์ไพรซ์อีกด้วย นายภูโทรศัพท์มาแจ้งข่าวนัดหมายเพื่อนๆ มารวมกันที่บ้านสวนของฉันวันเสาร์หน้า

เช้าวันเสาร์ รถยนต์สามคันขับตามกันมา จอดเรียงกันที่ใต้ต้นมะขามเทศ หนุงหนิงลงจากรถก่อนใคร วิ่งเข้ามากอดฉัน “ตะวันจ๋า…ฉันคิดถึงเธอจริงๆเลย เมื่อคืนเกือบไม่ได้นอน หลังจากคุยโทรศัพท์กับเธอแล้ว ปูเป้ก็มานอนด้วย คุยกันเรื่องเธอกับเพื่อนคนอื่นๆเกือบเช้าแน่ะ”

“คุยเรื่องฉันน่ะเหรอ…ฉันไม่มีเรื่องอะไรให้พูดถึงสักหน่อย อยู่บ้านทุกวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

“ก็ตะวันเป็นคนที่ติดต่อยากที่สุด กว่าจะตอบเมล์ก็ตั้งอาทิตย์นึง โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยมีสัญญาณ” หนุงหนิงค้อน

” จะเอาอะไรกับบ้านกลางสวนแบบนี้ล่ะจ๊ะ ตะวันเข้าอำเภออาทิตย์ละหน ก็ได้อาศัยเช็คเมล์ตอนนั้น มือถือที่นี่สัญญาณดีเฉพาะตอนอากาศดีๆเท่านั้นแหละจ้ะ….พวกนี้ก็บ่นกันจะแย่ …..ไปๆๆขึ้นเรือนก่อนดีกว่า”

“พวกเราใช้วิธีบุกถึงบ้านเลยล่ะหนุงหนิง ไม่โทรบอกล่วงหน้าด้วย…ฮ่าๆๆๆ” ภูหิ้วของพะรุงพะรังตามหลังมา พร้อมเพื่อนๆอีก 7-8 คน

ฉันเพิ่งสังเกตว่าหนุงหนิงผมยาวขึ้นและเริ่มมีแก้มยุ้ยมากขึ้น นอกจากนี้กางเกงยีนส์ที่เคยนุ่งกลับเป็นกางเกงผ้าเนื้อเบา เสื้อสีสดใส แต่งหน้าบางๆ

“สวยขึ้นนะเนี่ย…เพื่อนเรา” ฉันชม

“ตอนฉันไปรับที่สนามบินยังจำไม่ได้เลย มัวแต่มองหายายเพิ้ง ที่แท้แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงมา” เอกกระเซ้า

“บ้า…มันก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิยะ” หนุงหนิงค้อน

“อ๋อ..นี่เหรอที่เธอบอกว่ามีเซอร์ไพรส์…” ฉันยกน้ำกระชายเย็นเจี๊ยบมาวางที่ระเบียงบ้าน

“ไม่ใช่…มีเซอร์ไพรส์กว่านั้นอีก…” คราวนี้ทุกคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม

“อะไรล่ะ..บอกมาเร็วๆ” จะมาไม้ไหนอีกหนอ พวกเพื่อนๆตัวดีของฉัน

“แหม…ไปหาของว่างมาต้อนรับเพื่อนก่อนสิจ๊ะ เลี้ยงแต่น้ำยังไม่ทันหายเหนื่อย…ปูเป้กับจุ๊บแจงไปช่วยตะวันทำแล้วยกมาดีไหม… เห็นว่าทำทอดมันหัวปลีไม่ใช่เหรอจ๊ะ” หนุงหนิงรีบรุนหลังเพื่อนอีกสองคนไปในครัว เดาว่าจะให้คอยคุมฉันไว้ก่อน

“พิธีรีตองเยอะจังนะ…เอ้า…ก็ได้” ฉันเดินเข้าครัวนำทอดมันหัวปลีที่เตรียมไว้แล้วออกมาตั้งกะทะทอดเป็นชิ้นๆ ปูเป้และจุ๊บแจงช่วยทำน้ำจิ้ม เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงยกออกไปที่ระเบียง

ภาพข้างหน้าที่ฉันเห็นทำให้ฉันแทบจะทิ้งจานทอดมัน นั่น….”กลางจันทร์” น้องสาวของฉันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร

“พี่ตะวัน สวัสดีค่ะ….แปลกใจไหม” จันทร์เดินเข้ามาไหว้ ฉันรับไหว้อย่าง งงๆอยู่

“นี่มาได้ยังไงกัน ไม่บอกกล่าวกันเลย คบคิดกับพวกพี่ๆเค้าเหรอเนี่ย จันทร์”

“มาพร้อมพี่หนุงหนิงเลยแหละ พอดีจันทร์ได้หยุดสามอาทิตย์ก่อนเสนอวิทยานิพนธ์ค่ะ เก็บตังค์ตั้งนานแน่ะ กว่าจะได้มา” จันทร์ยกจานทอดมันหัวปลีไปตั้งบนโต๊ะ

“สายๆแม่คงกลับมาจากวัด แล้วอย่าเล่นอย่างนี้กับแม่นะ เดี๋ยวดีใจจนช็อคตาย”

เป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก น้องสาวฉันได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศสองปีแล้วที่ไม่ได้กลับมาบ้านเลย แล้วจู่ๆก็มาปรากฏตัวโดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าแบบนี้

“แม่ตากกล้วยอีกหรือเปล่าคะพี่ตะวัน” จันทร์เดินไปเปิดตู้ในครัว แม่มักจะมีอาหารแปรรูปใส่โหลเรียงรายไว้ เช่น ฟักทองอบกรอบ กล้วยตาก กล้วยกวน ถั่วลิสงคั่ว มะม่วงแผ่น มะยมหยี ฯลฯ เป็นของกินเล่นของลูกๆเวลาหิว นั่งดูโทรทัศน์ และได้รับแขกเวลาเพื่อนๆของลูกมาเที่ยวบ้าน ครั้งนี้ จันทร์ยกโหลใสบรรจุของกินเล่นไปหลายโหล

“ฉันชอบบ้านตะวันก็ตรงนี้แหละ ไม่มีวันอดตาย ผักก็มี ผลไม้ก็มี ขนมก็มีกินสารพัดหาจากในบ้านได้เลย” เอกว่า

“กล้วยตากหวานจังเลยตะวัน แม่แช่น้ำผึ้งด้วยเหรอ” จุ๊บแจงหยิบกล้วยตากขึ้นมาชิม

“ไม่ได้แช่หรอกจ้ะ ใช้กล้วยน้ำว้าสุกมาตากก็เลยหวาน” ฉันตอบ

“จริงสินะ ในบรรดากล้วยทั้งหลายนี่ เรื่องความหวานต้องยกให้กล้วยน้ำว้า แถมยังมีธาตุเหล็กและวิตามินซีเยอะกว่าชนิดอื่น” เภสัชกรเอกเริ่มบรรยาย “กล้วยสุกก็ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และเป็นยาระบายที่ดีเลยละ”

“ทำไมบางทีฉันกินกล้วยแล้วท้องอืดน่ะเอก” ปูเป้สงสัย

“เธอไปกินกล้วยที่ยังไม่สุกน่ะสิ จะท้องอืด กล้วยดิบช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ แต่เป็นท้องเสียแบบไม่ได้ติดเชื้อนะ รักษาโรคกระเพาะด้วย ทางยาสมุนไพรเขาใช้สมานแผลได้อีก” เอกอธิบายต่อ

“แล้วหัวปลีนี่ล่ะ แก้อะไรได้” หนุงหนิงถามบ้าง

“หัวปลีมีธาตุเหล็กสูงมาก..เอ้า ให้ทายดีกว่า” เอกยิ้ม

“โรคโลหิตจางใช่ไหม” จุ๊บแจงตอบ

“เก่งนี่” เอกหัวเราะ

“ใบตองก็ใช้ประโยชน์สารพัดเนอะ หยวกอ่อนข้างในก็อร่อย ตะวันจำได้ไหมที่เราไปเดินป่าที่ จ. น่าน กัน แล้วพี่ที่เป็นทหารนำทางเค้าตัดหยวกกล้วยป่ามาจิ้มน้ำพริกกัน อร่อยแทบตาย” ภูบอก

“เมื่อก่อนแม่กับพวกเรานั่งลอกก้านใบ ตรงที่เราเห็นเป็นต้นน่ะค่ะ ลอกเป็นเส้นยาวๆแล้วชุบน้ำเกลือตาก เอาไปขายที่ตลาดให้แม่ค้าทำเชือกผูกของ” จันทร์บอก “ตัดใบตองขายด้วย ใครตัด ใครมัด ก็ได้ค่าขนมไปโรงเรียน”

“ดาวสิ เก่งกว่าใคร..เอาขนมที่แม่ทำให้เราไปกินที่โรงเรียนไปขายต่อเพื่อนๆ ได้สตางค์เยอะเลย กว่าจะรู้ เล่นเอากล้วยฉาบ กับกล้วยกวนหมดโหลเลย” จันทร์เล่าต่อ

“ทำไมกล้วยบางชนิดมีเมล็ดบางชนิดไม่มีล่ะ” ปูเป้ถาม

“จุดดำๆที่แกนกลางนั่นแหละจ้ะ มันคือรังไข่ที่ไม่เจริญเลยไม่เป็นเมล็ด มันจึงหาทางแพร่พันธุ์โดยมีหน่อไงล่ะ” ฉันตอบ

“ถ้าอย่างนั้นก็ปลูกไม่ยากสิ แค่เอาหน่อไปปลูกเอง” ภูถามต่อ

“จ้ะ แต่ต้องปลูกในดินร่วนปนดินเหนียว พอระบายน้ำได้ดี แต่อย่าให้น้ำท่วมขัง หน่อที่จะเอาไปปลูกจะต้องสูงสักเมตรนึงจะดี”

“เห็นแม่ตัดรากก่อนลงดินด้วยนะพี่ตะวัน” จันทร์บอก

“ใช่จ้ะ ขุดหลุมลึกสักสองฟุต ใส่ปุ๋ยด้วย พอปลูกแล้วต้องรดน้ำ แต่อย่าให้น้ำขังสัก ๓ เดือนค่อยใส่ปุ๋ยอีกที … ๒-๓ เดือนเอง…..ก็ได้กินแล้ว”

“ง่ายดีเนอะ”

เซ็นในสวนโมกข์ : คนอิ่ม

zen_23

คนอิ่ม (จนปิดปาก กินไม่เข้า)

เพราะได้ดื่ม วิมุติภาพเข้าไป จนอ้วนพี

อิ่มเอิบด้วยความสุข เกินกว่าจะเปิดปากกินตัณหาเข้าไปลงคออีก

นี่คือ อิ่มจนไม่อยากกินเหยื่อโลกอีก ไม่ว่าเหยื่อชนิดไหนหมด

ทักทาย # 22

sarasarn_head4

ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๒ ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๔๔


คำปรารภ…

สวัสดีครับ …สวัสดีประเทศไทย ประเทศที่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ แม้กระทั่ง สมาชิกวุฒิสภาหรือ สว.ไปล่อลวงเด็ก ประเทศที่เพื่อนพ้องเหล่าสมาชิกวุฒิสภาพร้อมน้อมรับการกระทำ อีกทั้งยังโอบอุ้มไม่ให้กฏหมายเข้าไปจัดการ

ประเทศไทยของเรา ดินแดงแห่งความเป็นไปได้ทุกอย่าง (ที่ไม่ใช่เรื่องดี).. ไม่รู้จะภูมิใจ หรือ เศร้าสลดใจกันดี ???

สกู๊ปประจำฉบับ : กำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติ

ในอดีตกว่า 50 ปี การพัฒนาด้านการเกษตรของเราถูกเน้นให้เป็นไปตามแนวทางพัฒนาโลกตะวันตก มีการนำเทคโนโลยีจากตะวันตกมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น เช่น การใช้ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช เครื่องจักรการเกษตร ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า “การปฏิวัติโลกสีเขียว” โดยเท็จจริงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ในระยะต้น แต่กลับสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดั่งจะเห็นได้ชัดในปัจจุบัน และบางครั้งเทคโนโลยีเหล่านี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเท่านั้น แต่มีผลเสียต่อระยะยาวค่อนข้างมาก เช่น การระบาดของแมลง จากการดื้อยาต่อสารเคมีที่ใช้กำจัด ทำให้สังคมโลกฉุกคิดและส่วนหนึ่งได้หวนกลับมาใช้วิถีดั้งเดิมในการทำเกษตร เราจะประมวลวิธีแก้ปัญหาโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน :

การ บริหารศัตรูพืชด้วยวิธผสมผสาน เป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน เพราะต้องอาศัยความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อม วิธีการเพาะปลูก และระบบการเพาะปลูกมาใช้เข้าด้วยกัน ดังนั้นการบริหารศัตรูพืชไม่ได้มีหลักอยู่ที่การกำจัด หากหมายถึงนำเทคนิคหลายอย่างมาผสมและป้องกัน วิธีที่ใช้กันมีอยู่หลายวิธี เช่น ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แมลงชนิดนั้น ๆ มีอาหารกินและขาดที่อยู่อาศัย, การปลูกพืชสลับ เป็นการปลูกพืชชนิดสลับกันไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดประชากรของแมลงศัตรูพืชทำให้เป็นที่ชุมนุมของแมลง ที่อาศัยแหล่งอาหารแตกต่างกัน เพิ่มแมลงศัตรูธรรมชาติที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช, การปลูกพืชกับดักแมลง เป็นการปลูกพืชล่อให้แมลงออกจากแปลงปลูกพืชไปอยู่ในแปลงกับดักโดยใช้พืชใน แปลงกับดักเป็นอาหาร เป็นต้น

เรา จะเห็นได้ว่าวิธีเหล่านี้ข้างต้นไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา แต่ใช้ความสังเกตและธรรมชาติมาควบคุม ซึ่งส่งผลเสียต่อธรรมชาติน้อยกว่าใช้สารเคมีมาก ยกตัวอย่างเช่นการนำโคมาไถนาจะทำผืนดินร่วนซุย ไม่แข็งกระด้างมากเท่ารถอีแต๋น แต่อาจจะได้ผลผลิตน้อยกว่า แต่ระยะยาวแล้วเป็นผลดีกับดินมากกว่า อีกทั้งมูลวัวหรือโคยังมาเป็นปุ๋ยสดได้ดียิ่ง, น้ำปัสสาวะวัวนำมาผสมเป็นสารไล่แมลง เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ละเอียดอ่อนสะสมเป็นองค์ความรู้ ที่สร้างความยั่งยืนให้กับชีวิตและธรรมชาติมากกว่าเทคโนโลยีที่มุ่งจะเอาชนะ ธรรมชาติอย่างเดียว แต่นำผลร้ายกลับสู่ธรรมชาติและย้อนกลับมาทำลายตัวมนุษย์เราเอง.

หมายเหตุ สรุปจากนิตยสาร “เกษตรกรรมธรรมชาติ” ฉบับที่ 8/2543.

เคาะฝาโลง : ท้องใคร . . .

โดย… ส้มจี๊ด

คอลัมภ์ “เคาะฝาโลง” ของส้มจี๊ด อาจจะทำตัวเป็นแผ่นเสียงตกร่อง เน้นเรื่องเดียวซ้ำไป ซ้ำมา อ่านไปมาดูเหมือนน้ำเน่า แต่ส่วนตัวส้มจี๊ดขอให้ผู้อ่านคิดว่า “เป็นอีกด้านหนึ่งของสังคม” ถูกต้องเราคงหนีความจริงของโลกาภิวัฒน์ไปไม่พ้น เพราะระบบ “เงินตรา” มันซึมเข้าไปอยู่ในดรรชนีความเจริญของประเทศ ดังนั้นเราจึงเร่งรัดตัวเงินเพื่อวัดอัตราเติบโต แต่ฉันใดระบบนี้ก็ทำลายชุมชนท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีงามของโลกไปไม่น้อย ถูกต้องด้านดีมันก็มี แต่ด้านเสียมันก็มาก ซึ่งที่จริงถ้าเราเอา “ธรรม” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต มันอาจจะดีกว่านี้ เพราะระบบ “เงินตรา” ที่ขาดหลักธรรม บางครั้งทำลายคนที่อยู่กับ “ธรรมชาติหรือน้ำใจ” ลงไปโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างระบบเกษตรกรซึ่งสมัยก่อนคนมีอาชีพนี้มีที่ดินทำกินกว้างขวาง เพราะเขาใช้ความขยันเป็นเกณฑ์ และแลกเปลี่ยนการกินระหว่างเพื่อนบ้าน ทำให้ต่างอยู่ได้ผาสุก แต่พอถูกการครอบงำด้วย “เกษตรเชิงเดี่ยว” เน้นพืชอย่างเดียวเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เกษตรกรกลายเป็นคนยากไร้ ต้องนำเข้าหยูกยาจากต่างประเทศ ติดหนี้สิน จนต้องขายไร่นาให้อุตสาหกรรมเป็นนิคมอุตสาหกรรมไป ส่วนตัวเองต้องเข้าไปเป็นลูกจ้างรายวัน ทำงานตามชั่วโมง ชีวิตอิสระสูญสิ้น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า “ความเป็นอยู่ได้เปลี่ยนไป และท้องของใครอิ่มหรือหิว”

ขึ้นต้นคอลัมภ์อย่างซีเรียส เพราะส้มจี๊ดอยากจะคัดท้ายประเทศเล็กน้อย ด้วยกำลังตัวคนเดียว เพราะเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ทำใจกว้างต้อน รับ “ค้าปลีก” รายใหญ่จากบรรษัทข้ามชาติ เช่นเทสโก้ ที่ขยายตัวไปทุกชุมชน จนดูไม่ออกว่าเขาจะทำกำไรได้อย่างไร ทางกระทรวงพาณิชย์อ้างเหตุผลว่าเขานำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยประเทศ และอาจจะนำสินค้าไทยไปกระจายไปต่างประเทศ เป็นรายได้เข้าประเทศ ฟังดูก็ถูกต้อง แต่ถ้าดูให้ดีมันก็เหมือนสมัยโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนตร์ที่สนับสนุนเข้ามา แต่โกยกำไรกลับประเทศ ส่วนไทยเป็นแค่โรงงานผลิตที่มีต้นทุนต่ำ ดังนั้นพอต้นทุนค่าแรงสูง การย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศต้นทุนต่ำก็เกิดขึ้น ทิ้งซากโรงงานไว้ ฉันใดฉันนั้นการสนับสนุนให้ค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายตัวเกินพอดี ไม่ใช่ที่จะสามารถนำเงินตราเข้าประเทศ แต่จะทำให้รากหญ้าของสังคมล่มสลาย ร้านโชวห่วยที่อาศัยความสัมพันธ์ฉันพี่น้องก็ไม่มี การที่ธุรกิจขนาดย่อมจะเขาของไปขายก็ถูกปิด เพราะถูกบล๊อคด้วยระบบการสั่งซื้อที่ทันสมัยที่น้อยซัพพลายเออร์จะทำได้ ผลสุดท้ายธุรกิจที่อยู่ก็จะเหลืออยู่ไม่กี่กลุ่ม ส่วนที่ทำมาค้าขายไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปหากินในห้างเหล่านี้ นอกจากนี้การระดมเปิดสาขาไปเกลื่อนเมืองก็เพราะต้องการทำแบรนด์ให้เป็นที่ รู้จักโดยง่าย และให้เกิดการประหยัดต่อขนาด พอถึงจุดหนึ่งส้มจี๊ดว่าจะเห็นซากขนาดยักษ์ทิ้งเกลื่อนเมือง เมื่อถึงตอนนั้นชุมชนที่ล่มสลายขาดฐานธุรกิจครอบครัวรองรับจะมีปัญหาขนาดไหน ซึ่งอาจจะร้ายแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นปัจจุบันก็ได้ เพราะอย่างน้อยคนยังมีธุรกิจครอบครัวรองรับ พออยู่พอกินไปวัน ๆ

ส้มจี๊ดจึงอยากอ้อนวอนให้รัฐทบทวนกฎเกณฑ์กติกาการแข่งขันที่ยุติธรรมกับสังคม อย่าละโมมกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า ขนาดนักมวยยังเห็นว่าเขามีรุ่นยักษ์และรุ่นเล็ก รุ่นยักษ์เขาก็ให้ซัดกันในยุโรป รุ่นเล็กเขาก็ให้ชกกันเป็นแชมป์ในเอเชีย ดังนั้นถ้าอยากมันส์ ก็ควรสร้างน้ำหนักเพื่อไปชกกับเขาในรุ่นยักษ์ก่อน ไม่ฉะนั้นยักษ์เล็กที่คิดว่ายิ่งใหญ่ ก็อาจจะถูกน๊อคด้วยกฎการค้าเสรีของรุ่นยักษ์โดยไม่รู้ตัว สุดท้ายคนท้องอิ่มก็คงไม่ใช่ทุกคนในสังคม แต่จะเป็นบางคนที่เขาว่า “มีประสิทธิภาพ” นะเจ้าค่ะ.

ผักริมรั้ว สวนครัวข้างบ้าน : มะเขือเทศ… เจ้าหญิงแห่งผัก

โดย… ต้นตะวัน

“ขึ้นเหนือช่วงหน้าหนาวนี่สุขใจจริงๆเลยนะ” จุ๊บแจงลงจากรถมายืดเส้นยืดสาย เมื่อรถของเราเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง

“เอ้า…สาวๆ มาเติมพลังกันหน่อยดีไหม” เอกปลุกเพื่อนๆที่นอนขดกันอยู่ด้านหลังรถ

“ถึงไหนแล้วนี่…” ปูเป้ค่อยๆลืมตา

“หลับตลอดทางเลยนะเธอ….ถึงลำพูนแล้วจ้ะ” ภูตอบ “ตะวัน … กาแฟสักถ้วยไหม กลิ่นมันยั่วยวนมาถึงนี่เลย”

“ดีเหมือนกันภู ขอบใจมาก ขอไปล้างหน้าสักประเดี๋ยวนะ….ไปไหมปูเป้” ฉันหันไปชวนปูเป้ที่ทำท่าจะนอนต่อ

“อืม…ก็ได้จ้ะ”

แสงสีส้มแดงเริ่มปรากฏบนท้องฟ้า ลมหนาวพัดแรงจนทำให้พวกเราต้องหยิบเสื้อแขนยาวออกมาด้วย กลิ่นกาแฟขมๆอุ่นๆ โชยมาจากร้านกาแฟเล็ก แคบ แต่สะอาดตา โลโก้หน้าร้านบ่งบอกว่าเป็นร้านกาแฟแฟรนไชส์ เราพักรถที่นี่ เราออกเดินทางจากบ้านสวนของฉันตั้งแต่เที่ยงคืน เอกและภูอาสาเป็นคนขับรถให้สาวๆ สามคนหลับสบายอยู่ด้านหลัง เรานั่งจิบกาแฟอุ่นเติมพลัง พร้อมกับรอรับเสด็จสุริยะเทพทรงรถสีทองจากฟากฟ้าตะวันออก

ไม่นานนักเราก็มาถึงเรือนไม้งามกลางทุ่ง “พลอยงาม” เจ้าของบ้านเดินยิ้มแป้นออกมาต้อนรับ บ้านเรือนไม้งามมีเรือนนอนของพลอยกับน้องอีกสองคนหนึ่งหลัง และเรือนหลังใหญ่ ซึ่งเป็นโถงกว้างอีกหนึ่งหลังไว้เป็นเรือนรับเพื่อนๆหรือญาติพี่น้องเวลามาพัก ระหว่างเรือนมีสะพานไม้ทอดเชื่อมกันทั้งสองหลัง

“ไม่ได้มาหลายเดือน ต้นไม้โตขึ้นเยอะเลยนะพลอย” ฉันทัก

“ใช่จ้ะ ที่นี่อากาศดี เลยแข่งกันโตใหญ่เลย….นี่ต้นโมกที่เอามาจากบ้านตะวัน จำได้ไหม ออกดอกหอมฟุ้งทุกวันเลย” พลอยชี้ไปที่ต้นโมกลาย ปลูกอยู่ข้างบ้าน

“เอาของขึ้นไปเก็บก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวค่อยเดินดูบ้าน รับรองแปลกตาไปเยอะเลย”

“พลอยทำอะไรอยู่เนี่ย…ชิมได้ไหม” ภูเดินเข้าไปในครัว

“มะเขือเทศอบแห้งน่ะ ภู….ลองชิมสิ ใช้ได้ไหม”

“ทำไมซื้อมะเขือเทศมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะพลอย …. นี่ตั้งใจจะทำขายเลยเหรอเนี่ย” ปูเป้หยิบมะเขือเทศจากเข่งข้างครัวเดินเข้ามาสมทบ

“ก็ เจ้าของไร่ฝั่งตรงข้ามนั่นแหละจ้ะ เขาเก็บขายแล้วมันเหลือ ช่วงหน้าหนาวนี่มะเขือเทศออกเยอะ ราคาไม่ค่อยดี เหลือทิ้งกันเป็นเข่งๆ” พลอยบอก “ลูกศิษย์ของพลอยเค้าเป็นญาติกับเจ้าของไร่นี่แหละ เค้าอยากลองแปรรูปมะเขือเทศเป็นซอสมะเขือเทศ เห็นว่าจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ด้วย พลอยเห็นว่าน่าสนใจดี เลยลองเอามาทำมะเขือเทศอบแห้งบ้าง คงคุณค่าทางอาหารเหมือนเดิม แต่เก็บได้นาน”

“ทำแพคเกจสวยๆ แล้วหาตลาดวางขายเลยพลอย” นักการตลาดภูเสนอ “ของก็ไม่เสีย ได้ประโยชน์กับชาวไร่ด้วย”

“ถ้าเป็นไปได้ให้เขารวมตัวกันสิ ทำเป็นกลุ่มแม่บ้าน ระดมทุนกันคนละนิดหน่อย แล้วมาช่วยกันทำ พลอยก็เป็นที่ปรึกษาให้” เอกเสนอบ้าง “แล้วพลอยก็คิดผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศใหม่ๆ มาทดลองตลาด แล้วค่อยสอนให้กลุ่มแม่บ้านทำ”

“นี่ๆๆๆ พวกเธอ มาเสนอโน่นเสนอนี่ แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆกันไป โครงการใหญ่พันแปดร้อยล้านทั้งนั้นเลยนะนี่” พลอยหัวเราะ

“อันที่จริงพลอยก็คิดจะทำเหมือนกัน แต่คงค่อยเป็นค่อยไปก่อน พลอยก็เพิ่งย้ายกลับมาสอนที่นี่ คงต้องใช้เวลาสักพัก เธออยากไปคุยกับเค้าไหมล่ะ พลอยจะพาไป”

พวกเรายกโขยงกันมาบ้านลุงเวียง ไชยแสน เจ้าของไร่มะเขือเทศ อายุประมาณ ๕๐ ปี ปลูกผักหลายชนิดแต่ปลูกมะเขือเทศมากที่สุด ลุงเวียงเล่าว่าปลูกมะเขือเทศ ๒ ชนิด เป็นพันธุ์ใหญ่ที่กินได้สดๆ ส่งที่ตลาดในเชียงใหม่ อีกชนิดหนึ่งคือพันธุ์ที่ส่งโรงงาน เนื้อจะหนากว่า และมีสีแดงสดกว่าพันธุ์ที่กินสด พันธุ์โรงงานจะสุกพร้อมกันส่งครั้งเดียว แต่พันธุ์กินสดบางทีจะเหลือส่ง

“ช่วงหน้าหนาวติดลูกเยอะ อาจารย์ก็เอาไปลองทำน้ำมะเขือเทศบ้าง อบแห้งบ้าง” ลุงบอกพวกเรา

“มะเขือเทศต้องปลูกหน้าหนาวเหรอคะลุง” ปูเป้ถาม

“หน้าฝนปลูกไม่ได้ ช่วงออกดอกพอฝนตกแล้วดอกร่วงหมด หน้าร้อนก็มีโรคระบาด แมลงเยอะ” ลุงตอบ “มะเขือเทศปลูกยาก ต้องดูแลกันตลอดตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บขายเลย”

“ต้องเพาะกล้าก่อนไหมคะลุง” ฉันเริ่มสนใจ เพราะที่บ้านยังไม่เคยปลูกมะเขือเทศมาก่อน ได้แต่ซื้อมาจากตลาด

“ต้องเพาะก่อนถ้าหยอดหลุมปลูกจะไม่ค่อยงอก ฉันเพาะในกะบะปุ๊น” ลุงพยักหน้าไปทางข้างแคร่ มีกะบะไม้ขนาดประมาณ ๒ ฟุต ลึกสัก ๑๐ เซนติเมตร ตั้งวางอยู่เกือบสิบกะบะ

“เตรียมดินในกะบะอย่างไรคะลุง” ฉันถามต่อ

“ใช้ดิน ๓ ส่วน ต้องดูให้แน่ใจว่าดินไม่มีโรค คลุกกับปุ๋ยคอก ๑ ส่วน แกลบ ๑ ส่วนถ้าไม่มีใช้ทรายก็ได้ โรยเมล็ดลงไปให้เป็นแถว กลบด้วยแกลบหรือทรายบางๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม” ลุงอธิบาย

“พอสัก ๒ อาทิตย์หรือรอให้ต้นกล้ามีใบจริง ๒ ใบ ค่อยย้ายกล้าลงถุงพลาสติก หาที่วางอย่าให้ถูกแดดจัดพอกล้าสูงสักคืบแล้วค่อยย้ายไปปลูก ก่อนปลูกก็ไม่ต้องรดน้ำ ๑ วันดินจะได้จับเป็นก้อน ปลูกง่าย”

“ย้ายไปย้ายมา น่าจะตายไปเยอะนะครับลุง” ภูถาม

“ก็ต้องระวังให้ดี บางคนที่เขาปลูกมากๆเขาก็ไม่ใส่ถุง แต่ขุดย้ายไปแปลงชำ แล้วค่อยย้ายไปปลูกจริงอีกที แต่ใส่ถุงจะดีกว่าเพราะจะลงปลูกตอนไหนก็ได้ ต้นแข็งแรง รอดตายเกือบทั้งหมด”

“แล้วพันธุ์ที่ต้องทำค้างให้เลื้อย กับแบบพุ่มนี่ปลูกต่างกันไหมคะ” ฉันถามต่อ

“ปลูกเหมือนกันขุดหลุมไม่ต้องลึกมาก ปลูกหลุมละต้นสองต้นก็ได้ ต้องคอยตัดกิ่งออก พรวนดินกลบโคนต้น รดน้ำอย่าให้ขาด อย่าให้น้ำขัง ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงลูกเริ่มแก่เป็นสีแดง ตอนนี้ฉันไม่ค่อยรดน้ำแล้ว ลูกมันจะแตกขายไม่ได้”

“ตั้งแต่เพาะจนถึงเก็บขายได้ ใช้เวลาเท่าไรคะลุง” จุ๊บแจงถามบ้าง

” ๓ เดือนได้ แต่ก็เก็บไปขายไปได้เรื่อยๆอีก ๒ เดือน”

“ไม่ไหว…ปลูกยากจริงๆเลย ยังกับคุ้มครองอารักขาเจ้าหญิง” ภูส่ายหน้า

” ใช่ … ฉันซื้อกินน่ะดีแล้ว” จุ๊บแจงว่า

เสพอักษร : มหัศจรรย์ผัก 108

สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

เอ้า ! ฟังนะ ผมกำลังจะเรียนจบแล้ว วิชาการเกษตรไม่ใช่เป็นอะไรที่ง่ายๆ ใช่ครับการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ายาก ที่ว่ายากนั้นเพราะเราทำเกษตรในแบบ ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่กันมากเกินไป ถ้าหันกลับมาทำเกษตรแบบโบราณรับรองว่าไม่ยุ่งยาก แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย

ความจริงแล้วมาแนะนำหนังสือ ที่เกี่ยวกับผักและคุณประโยชน์ของผัก ชื่อ มหัศจรรย์ผัก 108 แต่เกริ่นเข้าไปหาเรื่องเกษตรเสียนิด เผื่อได้มีโอกาสปลูกผักไว้กินกันเองที่บ้าน หรือจะคลิ๊กเข้าไปดูงานเขียนของ “ต้นตะวัน” เจ้าของคอลัมน์ “ผักริมรั้ว สวนครัวข้างบ้าน” ใน สาระสาร ก็ให้ความรู้เรื่องเหล่านี้ไว้เยอะ

มหัศจรรย์ผัก 108 หนังสือว่าด้วยผักและคุณประโยชน์ของผักล้วนๆ เป็นหนังสือเล่มโตหนากว่า 400หน้า แต่ราคาเล็กกระทัดรัดแค่ 200 บาท ที่ขายในราคาขนาดนี้ได้ เพราะเป็นหนังสือในโครงการสนับสนุนของ มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย สำหรับข้อมูลนั้นทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้จัดทำ ที่เห็นว่าน่าแนะนำให้หามาอ่านกันเพราะว่าทำได้ดีมาก ทั้งในแง่เนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ อ่านได้ทุกเพศทุกวัย รู้จักใช้เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยที่น่าสนใจมาอธิบายประกอบ ทำให้เข้าใจได้ง่ายไม่เหมือนกำลังนั่งอ่านตำราทางวิชาการ มีภาพสี่สีประกอบ แถมข้อมูลทางวิชาการที่เรียบเรียงไว้อย่างเป็นระบบ นำไปเป็นหนังสือเรียนหรือหนังสืออ้างอิงได้ พอได้เปิดอ่านแล้วทำให้นึกไปว่าตำราเรียนทั้งหลายแหล่ น่าจะเอาเยี่ยงเอาอย่าง เอารูปแบบไปปรับใช้สำหรับตำราเรียนบ้าง เด็กๆจะได้ไม่เบื่ออ่านตำราเหมือนทุกวันนี้ที่เปิดเข้าไปเนื้อหาก็ไม่ได้เรื่อง รูปเล่มก็ไม่เร้าใจ สู้การ์ตูนญี่ปุ่นไม่ได้

เนื้อหา ในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบกินผัก รู้ว่ามีประโยชน์แต่ก็รู้แค่นั้น จนได้อ่านเล่มนี้ทำให้เพลิดเพลินกับการกินผักเพิ่มขึ้นไปอีก ได้รู้ว่ามากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ต้องเดินสายกลางคือพอดีๆ อย่างเช่นใครจะไปรู้ว่า พริกเผ็ดๆที่เรากินเข้าไปมีประโยชน์มากกว่าการเพิ่มรสชาดให้อาหาร แต่พริกสามารถยับยั้ง โรคมะเร็งได้ เพราะพริกมีสารชื่อว่าแคปไซซิน(capsaicin) ที่อยู่ในไส้ของพริก และยังแถมทำให้เลือดไหลเวียนดีอีกด้วย แต่นั่นใช่ว่าพริกจะไม่มีโทษเสียเลย ถ้ากินมากไปจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้ไม่ดี นี่เป็นตัวอย่างเพียงหนึ่งเดียวจากร้อยแปดของหนังสือเล่มนี้

เรามัวมานั่งถกเถียงกันถึงเรื่องปลายเหตุ เช่นเสียค่ารักษาพยาบาล 30 บาทต่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
แต่ผู้มีอำนาจกับละเลย ที่จะรู้จักหาวิธีที่จะไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่นรณรงค์ให้รู้จักการกิน การอยู่ การออกกำลังกายที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เผยแพร่ข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างเช่นหนังสือเล่มนี้

ทำดีก็ต้องช่วยกันเชียร์ มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย นับได้ว่าเป็นองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ให้กับส่วนรวม เป็นของแท้ไม่ใช่พวกอีแอบ ที่แฝงธุรกิจเข้ามาในรูปของการทำบุญบังหน้า หนังสือของมูลนิธิฯออกมาหลายเล่ม ทุกเล่มล้วนมีประโยชน์ ราคาไม่แพง พิถีพิถันทั้งด้านเนื้อหาสาระ การออกแบบรูปเล่ม
การใช้ขนาดของตัวอักษร คุณภาพของรูปภาพประกอบ ล้วนทำได้ดีไม่สุกเอาเผากิน

เป็นอันว่าไปหามาอ่านกันดีกว่า หรือจะไปเลือกดูก่อนก็ได้ อาจจะมีให้ตัดสินใจอีกหลายเล่มไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของมูลนิธิโตโยต้าเท่านั้น ใครมีดีก็บอกบ้างแล้วกัน ทางเราไม่ยึดติดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งอยู่แล้ว

นักอ่านไส้แห้ง

มหัศจรรย์ผัก 108
โครงการหนูรักผักสีเขียว