ทักทาย # 26

sarasarn_head4

ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๖ ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๔

เคาะฝาโลง : ธุรกิจ "กล้วยแขก"

โดย… ส้มจี๊ด

เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกล้วยแขก และคงเคยลิ้มชิมมัน อาจจะชอบหรือไม่ ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน ส่วนตัวส้มจี๊ดต้องถือว่าชอบมาก เป็นของว่างที่คลาสสิคของส้มจี๊ดประเภทหนึ่งเลย แต่ถ้าอยากทาน ต้องไปหาซื้อตามตลาดหรือท้องถนน ถ้าเดินตามห้าง เห็นทีจะต้องอด เพราะของว่างอย่างนี้ยังไม่ได้ขึ้นห้าง หรืออาจจะขึ้นแล้ว แต่ส้มจี๊ดอาจจะไม่รู้ เมื่อหาซื้อตามท้องถนน ก็ต้องยอมรับว่าอนามัยอาจจะไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งในอดีตอาหารบนท้องถนนอาจจะถือว่ามีสุขลักษณะที่เข้ายุคสมัยนั้น แต่ปัจจุบันรถก็มาก ควันเสียจากรถยนตร์ บวกกับมลภาวะต่าง ๆ อาจจะทำให้อาหารบนท้องถนนไม่ได้มาตราฐานตามหลักวิชาการ แต่ส้มจี๊ดก็ยังชอบทานเจ้าค่ะ

เกริ่นนำมาค่อนข้างยาว เพื่อมาชี้ให้เห็นถึงข่าวสั้น ๆ หนึ่งก็คือ น้ำมันที่ได้จากการทอดกล้วยแขกนั้นได้มาจากน้ำมันที่ใช้แล้วของอาหาร ฟาสต์ฟู๊ด จำพวกเคเอฟซี, แมคโดนัลด์ ที่ขายต่อให้บรรจุขายกับร้านอาหารข้างทางจำพวกกล้วยแขก นักวิชาการท่านออกมาชี้ว่าน้ำมันเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการ ผลิต “ไบโอดีเซล” ได้ดี สมควรนำมาให้ท่านในการผลิต และชี้ต่อไปว่าน้ำมันที่นำทอดกล้วยแขกนั้น หากใช้ไปหลายครั้ง จะมีสารทำให้เกิดมะเร็งขึ้นกับคนทาน และบอกว่าที่ต้องพูดเพราะว่าสงสารคนทานที่เป็นคนส่วนใหญ่ ถึงแม้จะมีผลกระทบกับคนหาเช้ากินค่ำ แต่คิดว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ก็ต้องชี้แจง

เจตนาดีของท่าน ส้มจี๊ดขอน้อมนับถือ เพียงแต่ว่าในฐานะที่ท่านเป็นนักวิจัย ไฉนเมื่อคิดค้นสูตรไบโอดีเซลช่วยชาติได้แล้ว ไฉนไม่คิดหาวิธีคิดค้นน้ำมันราคาถูกที่ปลอดสารให้กับพ่อค้าแม่ขายข้างถนนเหล่านี้บ้าง ซึ่งการใช้น้ำมันเก่าหลายหน ทำให้เป็นมะเร็ง เป็นเรื่องที่ควรชี้แจง แต่ขณะเดียวกันมาตราการแก้ไขควรจะต้องมี ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเรื่องด้านเดียวไป เหมือนตาบอดคลำช้าง คือมุ่งแต่ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง

กล้วยแขกเป็นอาชีพหนึ่งที่ถือว่าเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี แน่นอนหากเทียบกับกลุ่มฟาสต์ฟู๊ดส์ที่มีศักยภาพในการประหยัดต่อหน่วย จนสามารถแสวงหาต้นทุนต่ำสุดมารองรับผู้บริโภคได้ กลุ่มกล้วยแขกต้องสู้ไม่ได้ในการหาวัตถุดิบที่ต้นทุนต่ำสุด ในขณะที่คุณภาพเหมาะสม ดังนั้นปัญหานี้มันไม่ง่ายแต่เพียงการพูด การผลิตน้ำมันปาล์มที่ถูก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่ค่าย เพื่อเป็นวัตถุดิบที่เหมาะสมต่อกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี น่าจะเป็นวาระแห่งชาติได้วาระหนึ่ง เพราะหากให้พวกเขายืนอยู่ได้ในสังคม ในกฎเกณฑ์มาตราฐานโลกานุวัตร ก็คงต้องมีวิธีสนับสนุนให้พวกเขาเข้มแข็งได้เช่นกัน ซึ่งส้มจี๊ดว่าปัญหานี้แก้ไม่ง่ายเลย หรือไม่มีใครใส่ใจจะแก้ เพราะไม่เห็นช่วยเสริมภาพพจน์ ประเด็นผู้ก่อการร้าย จึงตกเป็นของพ่อค้าแม่ขาย “กล้วยแขก” ไปเสียฉิบ

นโยบายประเภทโลกาภิวัฒน์มุ่งสู่สากล แต่ทำร้ายรากหญ้าของกลไกบ้านเรา ยังมีมาก ตัวอย่างง่าย ๆ อีกตัวอย่างก็เช่น นโยบายอาหารจานละยี่สิบบาท ซึ่งเมื่อก่อนเห็นว่าจะสร้างศูนย์อาหารเองให้พ่อค้าแม่ขายมาขายกันได้อิสระ ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นไปตกร่วมกับบิ๊กโฟร์ อาทิ เทสโก้, คาร์ฟูรล์, บิ๊กซี, แมคโคร ทำให้พ่อค้าแม่ขายกลายเป็นไก่ในเล้า ถูกเขาหลอกให้ร่วมในอัตรากำไรที่ต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ เพียงแค่เป็นเครื่อง Sales Promotion สนับสนุนกิจกรรมของพวกเขาเอง แต่ผลร้ายพ่อค้าแม่ขายอาหารตามห้องแถว ตามท้องถนนจะไปสู้กับกลุ่มบิ๊กโฟร์ได้อย่างไร มันเป็นนโยบายที่กลับมาทำลายความเข้มแข็งชุมชนของตนเอง ตัวอย่างเหล่านี้ส้มจี๊ดเสนอว่าน่าจะมี Work Shop นะเจ้าค่ะ ท่านทักษิณ เพื่อว่ากลไกการค้าขายระดับรากหญ้าที่ท่านหวังจะได้เดินเต็มลูกสูบ ไม่นั้นเตะลูก จะไปเข้าเท้าของคนไม่กี่คนนะเจ้าค่ะ.

เสพอักษร : คืนชีวิต สู่ความเรียบง่าย Living the Simple Life

สวัสดีครับแฟนๆ เสพอักษรทุกๆท่าน

ในสภาวะการณ์ที่สับสน ท่ามกลางสังคมที่วุ่นวาย การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น พวกคุณๆเคยเจอสภาวะแบบนี้หรือเปล่า หรือว่าคุณบางคนอาจเป็นผู้ทำให้มันเกิด คุณอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเมื่อเข้าไปสู่สภาวะแบบนี้

ขึ้นย่อหน้าแรกดูเครียดๆอย่างไรก็ไม่รู้ ผู้เขียนเจอหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจ ที่ว่าเจอคือเจอจริงๆ เพราะมีคนมาลืมวางไว้ที่โต๊ะทำงานของผู้เขียน เลยถือวิสาสะรีบนำไปอ่าน รวดเดียวภายในคืนเดียว หนังสือที่ว่าน่าจะเกี่ยวพันกับย่อหน้าแรกอยู่ เป็นหนังสือแปลชื่อเรื่อง คืนชีวิต สู่ความเรียบง่าย

หนังสือนี้น่าสนใจตรงที่ผู้เขียน เป็นนักธุรกิจผู้ประสพความสำเร็จชาวอเมริกัน ที่เคยทุ่มเทชีวิตก่อนหน้าให้กับงาน ออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้า กลับเข้าบ้านอีกทีสองสามทุ่มทุกวัน เวลาในแต่ละวันหมดไปกับงานจริงๆ ไม่มีเวลาที่จะคิดเรื่องอื่นนอกจากงาน ชีวิตอย่างนี้น่าจะตรงกับใครหลายๆคน แต่ใครหลายๆคนไม่โชคดีอย่างเธอ ที่เธอมีโอกาสฉุกคิดและทบทวนด้วยเวลาว่างแค่ห้านาที แล้วคำถามเกี่ยวกับชีวิตก็พรั่งพรูออกมา ที่ผ่านมาใช้ชีวิตแบบนั้นไปเพื่ออะไร มีความสุขดีไหม ชีวิตด้านอื่นๆหายไปไหน ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงวิธีคิด เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต ทำให้เธอได้ค้นเจอชีวิตที่เรียบง่าย และก็เขียนมันออกมา

ความจริงหนังสือแนวนี้ คนที่ไม่สนใจจริงๆไม่กล้าซื้อ แต่สำหรับเล่มนี้แล้ว ผู้เขียนขอแนะนำว่าอ่านง่าย ไม่ซับซ้อนหากนำไปปฏิบัติจริง ถ้าผู้เขียนตั้งชื่อเรื่องเองได้ ขอตั้งชื่อเล่มนี้ว่า สู๋ความเรียบง่ายในยุคดิจิตอล เหตุว่าแนวหนังสือเป็นอย่างนั้น แนะนำการใช้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักดิบ ตั้งแต่ตื่นนอน จนหมดวัน แม้อยู่ที่ทำงานก็มีวิธีการที่สามารถทำให้มันเรียบง่ายได้ เหมาะกับชีวิตคนเมืองอย่างพวกๆเรา ไม่ต้องสุดโต่งจนถึงขนาดย้ายตัวเองไปปฏิบัติในที่วิเวก หรือจนขนาดต้องสละทุกอย่างแล้วไปบวช พวกคุณสามารถมีชีวิตที่เรียบง่ายตามแบบฉบับของตนเองได้

นักเขียนคนนี้เป็นนักเขียนสาวชาวอเมริกัน เมืองที่มีความขัดแย้งกันในตัวเองสูง เธอถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือได้อย่างงดงามในแง่เนื้อหาสาระ ผู้แปลก็แปลได้ไม่มีที่ตำหนิ แต่ขอติงสักนิดสำหรับชื่อเรื่อง เพราะว่าบางคนเกิดมาก็ไม่เคยเจอะเจอความเรียบง่ายเลย แต่อยากจะแสวงหา ก็เป็นอันว่าขอแนะนำเล่มนี้ ไปหาอ่านกันให้ได้อาจจะค้นพบอะไรใหม่ๆให้กับชีวิต โดยเฉพาะความเรียบง่าย แล้วจะรู้ว่ามันอยู่ใกล้ๆตัวพวกเรานี่เอง

คืนชีวิต สู๋ความเรียบง่าย
Living the Simple Lift
เอเลน เซนต์ เจมส์ / เขียน
นุชจรีย์ ชลคุป / แปล
สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
ราคา 180 บาท

นักอ่านไส้แห้ง

ทักทาย # 25

sarasarn_head4

ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๕ ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๔๔

cover_25

เคาะฝาโลง : ชาติ…

โดย… ส้มจี๊ด

เพื่อชาติ … วลีนี้กำลังฮิตในยุคไทยไอเอ็มเอฟ แต่รับรองว่าความหมายของชาติของแต่ละคนมันแตกต่างกันแน่ ซับซ้อนและซ่อนเงื่อน เหมือนองค์กรซ่อนเงื่อน มันไม่ใช่ยุคกรุงศรีอยุธยา ที่สามารถชี้นิ้วได้เลยว่า “คนไทยที่เปิดประตูป้อมรับพม่า เป็นคนขายชาติ” ทุกวันนี้นิ้วที่ชี้ไปกล่าวหาคนโน้นคนนี้ว่า “ขายชาติ” อาจจะถูกอีกสี่นิ้วที่ชี้กลับมาว่า “คุณนั่นแหละขายชาติ”

ความซับซ้อนของมิติ “เพื่อชาติ” นั้นทำให้เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่สถานการณ์ปกติไม่เกิด แต่ดันมาเกิดในยุคดิจิตอลนี้ ไม่ว่า “เสียบเพื่อชาติ” หรือ “อุ้ม … เพื่อชาติ” ความละเอียดอ่อนของปัญหาทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดของกลุ่มคนในชาติ เดียวกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ยก ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การควบคุมธุรกิจขายปลีกข้ามชาติขนาดใหญ่ จนบัดนี้ยังไม่สามารถจบประเด็นเลยว่าควรควบคุมหรือไม่ ถ้ามันง่ายเหมือนปอกกล้วย ส้มจี๊ดว่าปัญหาคงจบไปได้นานแล้ว ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าถ้าไม่ควบคุมธุรกิจของคนไทยที่เป็นร้านค้าขนาดเล็กขนาดกลาง ขาดเงินทุน เทคโนโลยี อำนาจการต่อรองต่าง ๆ จะสูญหายไป และมีผลต่อสังคม อีกฝ่ายเห็นว่าธุรกิจเหล่านี้นำเงินตราเข้ามาสร้างงานให้คนจำนวนมาก ขับเคลื่อนจรวด GDP ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้ามากกว่า ดังนั้นควรสนับสนุน ถกไปถกมาก็ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจะถูกต้องมากกว่ากัน เพราะระยะสั้นและระยะยาวที่แต่ละคนเห็นต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นคนไทยจนลง ๆ แต่อีกฝ่ายเห็นว่าโลกมันเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ จะมาปิดประเทศไม่ได้ ยังไง ๆ ก็ต้องพึ่งบรรษัทข้ามชาติ แม้ว่าเงินตราจะไหลออก แต่ถ้าไม่พึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ ไทยก็จะล้าหลัง ต่างคนต่างถูก แต่ใครถูกมากกว่ากันนั้น ส้มจี๊ดว่าคงต้องไปดูประวัติศาสตร์ในอนาคตอีกสองร้อยปีข้างหน้า ว่าลูกหลานเขาคิดกับบรรพบุรุษตัวเองอย่างไร

ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเลขซึ่งแปลงออกมาเป็นเงิน ไม่ว่าจะบาทหรือดอลล่าห์ มันได้ถีบให้แต่ละคนคิดต่างมุม ต่างยึดตัวกู ของกู จนบดขยี้อีกฝ่ายให้ย่อยยับ ขาดความอารีของศาสนาเป็นตัวรั้ง ก็หวังว่ายุครุ่งโรจน์จะกลับมาฟื้นตัว อุ๊ย ฟื้นชาติเจ้าค่ะ สุดท้ายยังไง ๆ ส้มจี๊ดก็ขอเขียนเพื่อชาติ … เหมือนกันเจ้าค่ะ.

เสพอักษร : เรื่องเหนือสามัญวิสัย อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา

สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เป็นวลียอดฮิตในขณะนี้ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ความจริงถ้าวิเคราะห์กันให้ลึกลงไปมันมีนัยยะอะไรแอบแฝงอยู่ในนั้น แม้วลีนี้มาพักหลัง ผู้พูดแค่พูดออกไปเพราะว่ามันฮิต พูดแค่สนุกกับคำ แต่รากเง้าที่แท้ มันถูกพูดออกมาจากปากนักจัดรายการวิทยุ-โทรทัศน์ท่านหนึ่ง(เจ้าตัวยืนยันว่าเป็นคนพูดคนแรก)
อิทธิพลของวลีนี้มันเกิดจากนักจัดรายการท่านนั้น จัดรายการที่เกี่ยวกับการพิสูจน์เรื่องเร้นลับ เรื่องผีสาง เทวดา เรื่องเหนือจริงที่มีผู้คนติดกันมากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่น

ถามว่าทำไมเรื่องราวเหล่านี้ผู้คนจึงให้ความสนใจกันมากมาย แม้แต่วัยรุ่น ผู้เขียนขอตอบว่าเป็นเรื่องความเชื่อ ความเชื่อเรื่องที่ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้เป็นเรื่องงมงาย ในขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มคนที่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง ผีสาง นางไม้ ทรงเจ้าเป็นเรื่องที่โกหกทั้งเพ คนกลุ่มหลังก็น่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มงมงายได้เช่นกัน เราอาจจะสอนลูก สอนหลานให้มีทัศนะคติที่ถูกที่ควรกับเรื่องเหล่านี้ยากสักหน่อย เพราะขนบเก่าๆที่สั่งสมมายังเป็นตัวชี้นำความคิดอยู่ อย่างเช่นภาพเหล่านี้สะท้อนอะไรบ้างในสายตาของทุกคน รัฐมนตรีใหม่กระทรวงวิทยาศาสตร์บวงสรวงใหญ่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง , สนามสอบบรรจุครูโคราชคึกคัก ผู้เข้าสอบแห่บนย่าโมแน่นขนัด

หนังสือ เรื่องเหนือสามัญวิสัย อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) น่าจะเป็นหนังสือที่เหมาะกับทั้งผู้ที่เชื่อ และผู้ที่ไม่เชื่อ ผู้เขียนไม่ขอบรรยายว่าท่านได้เขียนอะไรบ้าง ถ้าเป็นผู้อ่านที่เคยได้อ่านงานของ ท่านพระธรรมปิฎก จะรู้ว่างานของท่านอ่านง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สำหรับเล่มนี้แยกเป็นบทไว้ชัดเจน เล่มกระทัดรัดไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป รับรองว่าได้อ่านแล้วน่าจะได้มีทัศนะคติใหม่ๆกับเรื่องราวเหล่านี้ที่ผู้คนให้ความสนใจกันทุกยุคทุกสมัย และผู้เขียนเห็นว่ายิ่งในยุคนี้ มีสิ่งบีบคั้น ผู้คนสับสน ขาดที่พึ่งทั้งทางกายทางใจ จึงทำให้ผู้คนเห็นว่าสิ่งที่เหนือสามัญ สิ่งที่เชื่อว่าศักดิสิทธิ์ การทรงเจ้า หมอดู หรือแม้แต่ผีสางนางไม้ ก็น่าจะเป็นที่พึ่งพิงในยามนี้ได้

ผู้เขียนเห็นว่า การเกิดมาและการดำเนินชีวิตอยู่ ล้วนเป็นปาฏิหาริย์ และที่เหนือไปกว่านั้นก็คือการยังชีวิตอยู่ได้ด้วยสติ ได้ด้วยปัญญา และสามารถประคับประคองหรือช่วยเหลือให้ผู้อื่น มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิงตนเองด้วยความดีความชอบ นับว่าน่าเป็นปาฏิหาริย์ยิ่งกว่า

เรื่องเหนือสามัญวิสัย
อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา
โดย พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต)
สำนักพิมพ์ ธรรมดา
ราคา 60 บาท

นักแห้งอ่านไส้

ทักทาย # 24

sarasarn_head4

ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๔ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๔

cover_24

เคาะฝาโลง : ชาติไทยเสรี

โดย… ส้มจี๊ด

ส้มจี๊ดต้องขออภัยที่ฉบับที่แล้วหนีหน้าหายไปไม่บอกกล่าว ความจริงส้มจี๊ดไม่อยาก “แวบ” หรอก เพียงแต่แบตเตอรี่การเขียนมันหดหาย จึงต้องขออนุญาตโดยไม่บอกกล่าวแอบไปชาร์จแบตเตอรี่ แต่ขอรับรองว่าไม่ได้ไปชาร์จผิดที่เหมือนใครบางคน จนเบลอ ๆ ไป

เห็นชื่อเรื่องวันนี้ไม่ต้องตกใจ คิดว่าพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคชาติไทยผสมกับพรรคเสรีธรรม เพียงแต่ว่าหมู่นี้ส้มจี๊ดเห็นโรค “การค้าเสรี” จับสมองของผู้นำประเทศหลายคน จึงขอเล่นด้วยคนเจ้าค่ะ อันว่า “การค้าเสรี” ฟังก็ดูดีออก มันคงไม่มีการกีดกันการทำมาค้าขาย แต่จริง ๆ แล้วมันอยู่ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า “การไหลอย่างเสรีของทุน” ซึ่งก็คือผู้มีเงิน สามารถทำการค้าขายได้คล่องกว่าคนที่มีทุนน้อย ส่วนทุนน้อยก็ต้องหมอบให้ทุนมาก คือยอมเป็นพวกเขา หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไปเลย

อย่าถามหาความยุติธรรมกับการค้าเสรี เพราะเงินซึ่งก็คืออัตราการเติบโตของประเทศ (GDP) เป็นคำตอบสุดท้ายของเกมเศรษฐีนี้ มันต่างจากวลีในอดีตของคนไทยที่จารึกในหลักศิลาว่า “ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย” ถ้าส้มจี๊ดเขียนผิดก็ต้องขออภัยด้วย เพราะหลงลืมตามวัยของตัวเอง แต่รับรองจิตวิญญาณของประโยคนี้มันต่างจากเสรีที่เหล่าผู้นำพูดถึงแน่

การค้าเสรีที่เป็นธรรม ส้มจี๊ดของย้ำคำว่า “เป็นธรรม” มากกว่า “ยุติธรรม” เพราะส้มจี๊ดเชื่อในหลักธรรมของศาสนามากกว่าหลักยุติธรรมของกฎหมาย เราควรเห็นแก่ชุมชน สิ่งแวดล้อม สถาบันครอบครัว มากกว่าแค่เงินอย่างเดียว บางครั้งการค้าเสรีอาจจะนำมากซึ่งอัตราเติบโตเศรษฐกิจที่สูงปรี๊ด แต่บอกได้ว่ามันอยู่กับกลุ่มคนแค่หยิบมือเดียว เหมือนผู้บริหารคนหนึ่งในอดีตได้เงินเดือนเป็นล้านบาทในบริษัทของตนเอง แต่พอทำงานการเมืองเหลือเงินเดือนแค่แสนบาท ฟังแล้วน่าสงสาร แต่ถ้าเทียบกับรายได้ค่าแรงรายวันวันละประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่าบาท มันเทียบไม่ได้ ช่องว่างคนมันต่างนัก ดังนั้นหากหวังว่าคนหยิบมือที่สร้างความรุ่มรวยและความเจริญให้กับประเทศ จะเป็นแรงฉุดให้คนระดับล่างอยู่อย่างสุขสบายแล้วละก็ ส้มจี๊ดว่าไม่จริง เพียงแต่เราควรทำให้คนระดับล่างสามารถอยู่กินได้อย่างผาสุก มุ่งหาอบายมุขที่น้อยลง ส้มจี๊ดว่าจะดีกว่ารอหัวรถจักรของการค้าเสรีมาฉุดนำประเทศ

ร่ายมาตั้งนานท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ไฟในตัวส้มจี๊ดก็เดือดปุด ๆ อยากให้ประเทศไทยอยู่อย่างเป็นธรรมจริง ๆ เด็กข้างถนนล้วนรอความหวังจากผู้นำเงินล้านของเรา แต่อย่างว่าเดี๋ยวนี้ความจริงของเราอยู่อย่างตัวใครตัวมัน อากาศร้อนเร่งแอร์ เปิดแอร์อย่างสุด ๆ ค่าไฟขึ้นกระฉูด ดุลเงินไหลออกตามน้ำมัน หรือต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม และยังผลักอากาศร้อนออกสู่ภายนอก ปากก็ว่า “ร้อน ๆ ขึ้นทุกปี” แต่ความจริงส่วนหนึ่งของกระทำของคนเราที่อยากสบายอยู่คนเดียว ทำให้อากาศร้อนขึ้น ก็ต้องอนาถกับชะตาของโลกใบนี้ ผู้อ่านอย่างงนะเจ้าค่ะว่าส้มจี๊ดบ้า มันเหมือนคนละเรื่อง แต่จะบอกว่า “การกระทำเสรีบางครั้ง มันทำร้ายส่วนรวมในภายหน้า” เจ้าค่ะ.

เสพอักษร : หนังสือพิมพ์

สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

เป็นอย่างไรบ้างครับ สงกรานต์ที่ผ่านมา คงสนุกสนานกันเต็มที่ สำหรับผู้เขียนคงจะแก่ไปสำหรับการไปเล่นสาดน้ำ เลยอยู่แต่บ้าน หาหนังสือมาอ่านก็ดีเหมือนกันไม่สิ้นเปลืองเงินทอง

อยู่ที่บ้านช่วงสงกรานต์ ขอสารภาพว่าได้อ่านแต่หนังสือพิมพ์ ได้อ่านเต็มๆเลยครับ อ่านทุกหน้า อ่านแบบละเอียดยิบ ซึ่งที่ผ่านๆมาอ่านแบบผ่านๆ พอได้อ่านละเอียดขนาดนี้จึงได้รู้ว่าหนังสือพิมพ์ไม่เหมาะกับเด็กครับ(ทัศนะ ส่วนตัวของผู้เขียน) ความจริงแล้วผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า หนังสือพิมพ์เป็นหนังสือที่สร้างให้ผู้เขียนรักการอ่าน เพราะที่บ้านรับหนังสือพิมพ์รายวัน

ส่วนที่ไม่เหมาะกับเด็กที่ชัดเจนที่สุด คือหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ ไม่ว่ากรอบเล็กกรอบใหญ่ ล้วนใช้คำที่หวือหวา หรือใช้คำย่อต่างๆ แม้แต่ผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่สามารถเข้าใจความหมายเหล่านี้ได้ ถ้าไม่ได้ติดตามข่าวมาตลอด เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเด็ก นี่ยังไม่ได้นับรวมภาพข่าวที่ไม่เหมาะสม หรือภาพหวือหวายั่วยุกามมารมณ์ในฉบับวันเสาร์ หรืออาทิตย์ของหนังสือพิมพ์บางฉบับ แต่ก็ต้องขอชมเชยบางฉบับที่ทั้งคำและภาพข่าวยังพอทนได้ หรือหน้าสำหรับเด็กๆในวันหยุด ส่วนการตรวจคำผิดก่อนนำเสนอก็ต้องเห็นใจทางหนังสือพิมพ์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา จนทำให้มีคำผิดเยอะแยะในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ

ที่กล่าวๆมาไม่ใช่หนังสือพิมพ์จะมีแต่เรื่องไม่ดีสำหรับเด็ก เรื่องดีๆก็มีเยอะแยะ ความใหม่ของเรื่องราวต่างในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความรู้ทางการศึกษา ความบันเทิง ศิลปหรือวัฒนธรรม ล้วนหาได้จากหนังสือพิมพ์ทั้งสิ้น เพราะหนังสือพิมพ์ออกทุกวัน และมีการแข่งขันการนำเสนอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับเด็กเล็กๆที่ยังไม่สามารถใช้วิจารณญาณของตนเองได้ พ่อแม่ควรมีส่วนช่วยเหลือ

ต้องยอมรับถึงการพาดหัวข่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ขายดี บ่อยครั้งเราซื้อเพราะหัวข่าว แม้ข้างในรายละเอียดของข่าวจะแห้งแล้งเสียเต็มที สำหรับพาดหัวแล้วความหมายของคำย่อ ชื่อเล่นหรือฉายาที่นักข่าวใช้เรียกบุคคลสำคัญภายในประเทศ คนที่อ่านแล้วจะเข้าใจในระดับหนึ่ง น่าจะต้องเป็นแฟนพันธ์แท้ของหนังสือพิมพ์และข่าวสารบ้านเมือง เพราะถ้าคนที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ต้องงงเป็นไก่ตาแตกแน่ๆ อย่างเช่นพาดหัวเหล่านี้ผู้อ่านเห็นแล้วคิดอย่างไรบ้าง วาระซ่อนเร้นย้าย”มธ” ฟาด”โท-เอก” 60ล./ปี หรือ 3ปี”เต่า พาศก.ลงหลุม นี่ยังไม่นับรวมพาดหัวของหนังสือพิมพ์ข่าวชาวบ้านบางฉบับ ที่ชอบลงเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่องมงายของชาวบ้าน เช่นควายออกลูกมีหน้าคล้ายหมู หรือคนเมาสุราอาละวาดกัดกับหมาโดเบอแมน ซึ่งมีคนเคยกล่าวถึงเรื่องที่จะเป็นข่าวได้คือ หมากัดคนไม่เป็นข่าวแต่ถ้าคนไปกัดหมาเข้าละก้อดังแน่ๆ

สรุปว่าหนังสือทุกชนิดมีทั้งดี ไม่ดี พ่อแม่ผู้ปกครองควรพิถีพิถันในเรื่องนี้ ไม่ควรเพียงแต่เห็นว่าลูกรักการอ่านก็อัดเข้าไป ไม่ต้องสนกันหรอกว่าหนังสือนั้นมีประโยชน์หรือไม่ ผู้เขียนคนหนึ่งแหละที่จะไม่ยอมให้ลูกอ่านหนังสือที่ไม่มีประโยชน์ จนกว่าเข้าจะโตพอที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่ามันไม่มีประโยชน์ตรงไหน

นักอ่านไส้แห้ง

ผักริมรั้ว สวนครัวข้างบ้าน : โอ้..เจ้าพวงชมพู… ใครจะรู้ว่ากินได้

ฉันกับแม่กลับจากตลาดแดดก็เริ่มแรงแล้ว ด้วยความที่ตลาดอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 20 กิโลเมตร เราจึงไปตลาดเพื่อซื้อของแห้ง และเนื้อสัตว์อาทิตย์ละครั้ง จันทร์กำลังรดน้ำแปลงผักข้างครัว วางมือมาช่วยถือของ

“วันนี้แม่ซื้อขนมจีนมาด้วย … ทำขนมจีนน้ำพริกนะคะแม่” จันทร์ช่วยเก็บของเข้าที่
“จ้ะ…แม่เห็นว่าจันทร์ชอบ แล้วก็ไม่ได้กินเสียนาน …. แล้วรดน้ำเสร็จแล้วหรือลูก ไปทำต่อก็ได้เดี๋ยวแม่กับพี่ตะวันเก็บกันเอง” แม่ตอบ
“เสร็จแล้วละค่ะแม่ จันทร์เดินไปดูฟักทองที่เจ้าไทมาปลูก ลูกโตแล้วนะคะ”
“แม่เก็บขายไปรุ่นนึงแล้วล่ะจันทร์ พี่ก็เขียนจดหมายไปบอกไทว่าฟักทองที่ไทมาปลูก ตอนนี้ทำ Jack-o’-lantern ได้แล้ว คงจะดีใจแน่…แม่จะทำน้ำพริกเลยไหมคะ ตะวันจะเตรียมเครื่องไว้ให้เลย”
“เอาสิลูก….จันทร์ไปเก็บผักมาทอดแกล้มขนมจีนสิลูก ตะกร้าอยู่ตรงที่คว่ำจานแน่ะ เก็บมาเผื่อทอดไปถวายเพลหลวงลุงด้วยนะ”

แม่พาจันทร์ไปกราบนมัสการหลวงลุง ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของแม่ ตอนที่ท่านยังเด็กอาศัยวัดเป็นที่เรียนหนังสือ ท่านรักเรียนมากแต่ตากับยายไม่มีเงินส่งให้เรียนจึงให้หลวงลุงบวชเรียนทางธรรม ด้วยความที่ใกล้พระใกล้วัด และถูกอบรมสั่งสอนโดยหลวงตาที่เป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ยังเด็ก หลวงลุงจึงศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก บวชมาเกือบสามสิบพรรษาแล้ว ถวายเพลหลวงลุงแล้วจึงกลับ

“จันทร์…ไปเด็ดพวงชมพูข้างวัดมาทำไม บาปตายเลย” ฉันเห็นจันทร์ถือยอดพวงชมพูมากำมือหนึ่ง
“หลวงลุงอนุญาตแล้วจ้ะพี่ตะวัน แถมยังบอกให้เด็ดมาเยอะๆเอามาชุบแป้งทอดแกล้มขนมจีนอีก” จันทร์เดินถือเข้าครัวไปล้างเตรียมทอด….ฉันงง
“กินได้หรือคะแม่…ตะวันไม่ทราบมาก่อนเลย เห็นปลูกเลื้อยไว้ทำรั้วให้สวยๆ”
“ได้สิลูก…แม่ก็ลืมไปหลวงลุงเคยบอกแม่นานแล้วว่ากินได้ สมัยที่หลวงลุงธุดงค์ไปที่ไชยา หลวงลุงว่าทางใต้เขาเอามาลวกจิ้มน้ำพริกบ้าง ผัดใส่ไข่ยังได้เลย”
“หัวที่อยู่ใต้ดินก็เอามาต้มกินได้นะพี่ตะวัน จันทร์เด็ดยอดมาลองชุบแป้งทอดดูก่อน ถ้าอร่อยคราวหน้าค่อยลองขอหัวมาต้มมั่ง”

เรา นั่งล้อมวงกินข้าวกันสามแม่ลูก ผักที่นำมาทอดมีหลายอย่าง หาได้ในบ้านทั้งนั้น เช่น ใบพริก ใบทองหลาง ใบเล็บครุฑ ใบตำลึง ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว หัวปลีสด ฯลฯ ทั้งอร่อยและปลอดภัย เราไม่ได้อยู่พร้อมกันนานมากแล้ว ตั้งแต่กลางจันทร์สอบชิงทุนรัฐบาลเยอรมันได้เมื่อสองปีที่แล้วก็เพิ่งกลับมา เยี่ยมบ้านครั้งนี้ ส่วนปลายดาวน้องสาวคนเล็กพอจบปริญญาโทที่ออสเตรเลียก็แต่งงาน สร้างครอบครัวอยู่ที่นั่นมาเกือบสี่ปีแล้ว แต่ก็กลับมาเยี่ยมบ้านปีละ 2-3 ครั้ง

“พี่ตะวันรู้ไหม พวงชมพูเนี่ยฝรั่งเค้าเรียกว่า Chain of love นะ”
“อ๋อ…เพราะใบเป็นรูปหัวใจใช่ไหม อืมม….จริงสิ เหมือนเอาหัวใจมาร้อยเป็นเส้นยาวๆเลยนะ”
“คิดถึงดาวนะคะแม่ ถ้าดาวอยู่ต้องมีแกงเขียวหวานไก่อีกอย่าง” จันทร์ตักน้ำพริกราดขนมจีนส่งให้แม่
“อยู่ที่เยอรมันคิดถึงบ้านจะแย่ คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่” จันทร์หันมายักคิ้วกับฉัน
“อย่ามาประจบแม่ ที่โน่นก็มีอาหารไทยกิน จันทร์ก็ซื้อมาทำเองออกบ่อยนี่” แม่ยิ้ม
“มันไม่เหมือนแม่ทำนี่คะ แม่รู้ไหมคะที่โน่นเค้าไม่ค่อยทำอาหารกัน มัวแต่ทำงานหาเงิน แล้วเอาเงินไปซื้อมากินกันในครอบครัว”
“เมืองไทยก็มีเยอะไปจ้ะ หลายคนถือว่าเงินคือความสุข ใครที่หาได้มากถือว่าเก่ง และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต” ฉันว่า
“เรากำลังทำลายสังคมที่เป็นรากหรือเป็นแก่นของเราจนเกือบหมดแล้วละลูก เมื่อสมัยตากับยาย และสมัยแม่ยังเด็กๆ สังคมไทยเป็นเรื่องของมนุษย์ มีความผูกพันกันทุกระบบสังคม ตอนนั้นความสุขคือการได้แบ่งปัน เป็นการร่วมสุขร่วมทุกข์กัน เป็นเหมือนกันทั้งระบบสังคม” แม่อธิบาย
“ตอนนี้ไม่มีใครรู้จักความสุขที่แท้จริงนะคะแม่” จันทร์ต่อ
“ตอนนี้ต่างคนต่างให้ความหมายกันไป ถ้าเราให้ความสำคัญกับอะไรมากสิ่งนั้นก็เป็นความสุขสูงสุดในชีวิตนั่นแหละจ้ะ” แม่ตอบ
“สังคมเมื่อก่อนให้ความสำคัญกับอะไรคะแม่” ฉันถามบ้าง
“สังคมเมื่อก่อนเป็นสังคมแม่จ้ะ ผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน เขาถึงเรียกว่า แม่ศรีเรือน เมื่อก่อนผู้ชาย ไปขอสาวมาเป็นแม่เรือนต้องเอาเงินเอาทองไปขอ แต่งงานแล้วต้องเข้ามาอยู่บ้านผู้หญิง ถือว่าผู้ชายเป็น ขี้ข้าเงินแถม มาอยู่บ้านผู้หญิงก็ต้องออกไปทำงานหารายได้ แล้วยังเอาเงินมาให้ผู้หญิงเก็บด้วยแน่ะ” เราหัวเราะกันใหญ่
“มีเงินมันก็ดี มันแลกความสะดวกสบายได้หลายอย่าง แต่มีให้พอดี” แม่พูดต่อ
“คนส่วนใหญ่จะสะกดคำว่าพอดีไม่ค่อยเป็นนะคะแม่ หรือกะไม่ถูกว่าความพอดีอยู่ตรงไหน”
“ใช่ลูก….สมัยนี้เราเน้นสอนกันแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ลืมสอนเรื่องสุนทรีย์เรื่องความเป็นมนุษย์ไปหมด พอเด็กถูกสอนแบบนี้ก็จะลืมนึกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะมีแต่เรื่องตัวเลข เรื่องเครื่องจักรกล เอาชนะธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับเงินเป็นใหญ่” แม่อธิบายต่อ
“ประเทศที่เห็นเงินทองเป็นเรื่องใหญ่ จะหลงลืมความเป็นสังคมแม่มากขึ้น ลูกสังเกตไหมว่าผู้หญิงถูกทำร้ายมากขึ้น”
“โชคดีที่บ้านเรามี Chain of love อยู่นะคะแม่ …. และแม่ก็ยังเป็นคนที่สำคัญที่สุดของเรา”

ฉันไปถามวิธีการปลูกพวงชมพู หรือ Chain of love จากหลวงลุงมาแล้วละค่ะ ถ้าใครสนใจจะปลูกไว้เลื้อยริมรั้วสวยๆจะเหมาะมากเพราะจะคลุมรั้วมิดชิด ออกดอกตลอดปี ปลูกโดยใช้เมล็ดค่ะ ขุดหลุมเล็กๆริมรั้วให้ลึกประมาณสองข้อนิ้วมือ โรยปุ๋ยคอกก้นหลุม ใช้ดินกลบทับเล็กน้อยหยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 2 เมตร แล้วกลบดินบางๆ รดน้ำทุกวันให้ชุ่มๆ พอแตกใบจริงและตั้งยอดได้ คราวนี้ก็คอยจัดยอดให้เลื้อยไปตามรั้วให้สวยงามค่ะ

←Older