แล้วมันจะ "ชนะ" ได้ยังไง
ได้มีโอกาสไปนั่งฟังการพิจารณา “โจทย์ปัญหา” ของ 2 บริษัท ที่กำลังมีข้อพิพาทกัน ฟังไปตั้งขึ้นค่อนวัน จนแล้วจนรอดก็มองไม่ออกว่า “แล้วมันจะชนะได้ยังไง”
เรื่องทั้งเรื่อง มี บริษัท 2 แห่ง ซึ่งต่างก็เคยทำธุรกิจ ธุรกรรม มีสัมพันธ์ทางการค้าขายต่อกันมาด้วยดี จนวันหนึ่ง เกิดมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ด้วยปัญหา แย่ง “ศาลพระภูมิ” กัน
“ศาลพระภูมิ” แห่งนี้ ก็เผอิญไม่ใช่ “ศาลพระภูมิ” ที่แค่สวยสง่าน่ามองเท่านั้น แต่ยังมีดีตรงที่ เป็นศาลฯเก่าแก่ ตั้งอยู่บนเขาเด่นตระหง่าน คนที่ไหน ใครจะไป เขาจะมา ก็อยากมาแวะ กราบไหว้ บูชาให้เห็นเป็นขวัญตา แม้จะไม่ได้เป็นคนของ 2 บริษัท นี้ก็ตาม
เหตุผลที่แย่งกันอยู่ที่ว่า ถ้า “ศาลพระภูมิ” ไปอยู่บน “ที่ดิน” ของใครคนนั้นก็มีรายได้ จากการขาย ธูปเทียน ดอกไม้ เครื่องบูชา ต่างฝ่ายต่างก็เลยอยากได้รับผลประโยชน์
“บริษัท ข” บอกว่า “ศาลพระภูมิ” นี่เป็นของฉัน ศาลตัดสินแล้ว
ส่วน “บริษัท ท” ก็บอกว่า “ศาลพระภูมิ” เป็นของคุณก็ได้ แต่ที่ดินที่ตั้งศาลฯเป็นที่ดินของผม แล้วก็จะขีดเส้นกำกับไว้ว่า ที่คุณมีแค่นี้ ถ้าจะขึ้นไปไหว้ “ศาลพระภูมิ” สะดวกต้องมาขึ้นฝั่งที่ดินของผม
ก็เลยมีเรื่องให้ต้องทะเลาะกันหนักยิ่งกว่าเก่า แทนที่จะเถียงแค่เรื่องแย่ง “ศาลพระภูมิ” แต่กลับมีเรื่อง “ที่ดินรอบศาลฯ ที่มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามา” เพราะที่ดิน ที่ติดกันนั้น ยังไม่ได้ทำรั้ว เป็นเรื่องเป็นราว ก่อนหน้านี้ คนของแต่ละบริษัท ก็เดินข้ามไปข้ามมา บางทีก็มานั่งล้อมวงกินข้าวไม่ได้มีปัญหาอะไร ครั้นพอนานๆเข้า “บริษัท ข” ก็ปล่อยหมามาฉี่ มาอึ แล้ว ก็มาสร้างกระต๊อบ แสดงอาณาเขตเอาไว้
ใน “บริษัท ท” เอง ยามนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหารฯ กันบ่อย เปลี่ยนที ก็วุ่นที “บริษัท ข” ก็ยิ่งฉวยโอกาส ล้ำเขตเข้ามา
จนมาตอนนี้ทะเลาะกันหนักขึ้น จนถึงขั้นทะเลาะแย่ง”ที่ดิน” มากกว่าจะทะเลาะแย่ง “ศาลพระภูมิ” แล้ว ต่างฝ่ายก็ยึดถือว่าโฉนดตัวเองถูกต้อง ถึงขนาดต่อยกันไปหลายตุ้บ ต้องเดือดร้อนคนกลางมาหย่าศึก โดยเฉพาะด้วยเหตุที่ “บริษัท ข” จ้องจะรีบปรับปรุง “ศาลพระภูมิ” ไว้เปิดขายเครื่องไหว้ หารายได้เข้าบริษัท
ใน “บริษัท ท” เอง “คณะกรรมการบริหารบริษัทฯ” เมื่อจะตัดสินใจจะลงทุน ทำงาน อะไรสักอย่างสักเรื่อง ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ กรรมการฯด้วยกันเองพอเห็นไม่ตรงกัน ก็เตะแข้ง ตัดขากัน บางที ผู้จัดการสาขา หัวหน้าคนงาน ไม่ยอม ก็ไปชักชวน “ผู้ถือหุ้น” มาไล่ “กรรมการฯ” ก็เคยทำสำเร็จมาแล้ว
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ “ศาลพระภูมิ กับ ที่ดินรอบศาลพระภูมิ” ก็เช่นกัน “หัวหน้าคนงาน” ซึ่งสนิทสนมกับ ประธานที่ปรึกษาใหญ่ในบริษัทฯ ลุกขึ้นมาไล่ กรรมการผู้จัดการ ชักชวนให้ “ผู้ถือหุ้น” ให้มาไล่ “กรรมการบริหารฯ” เพราะไม่ทำตามที่ตนต้องการ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า “หัวหน้าคนงาน” ท่านนี้ ต้องการได้ “ที่ดินรอบศาลฯ” คืน หรือ ต้องการ “ไล่กรรมการผู้จัดการ” กันแน่ ทั้งๆที่อยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานกันแท้ๆ ที่จริงควรจะเก็บ “เป้าหมาย” อื่นไว้ก่อน แล้วมานั่งร่วมโต๊ะ แก้ปัญหาเรื่องนี้ดีกว่า ถ้ายังมัวแต่ทะเลาะกันแล้วปล่อยให้ “บริษัท ข” ได้พื้นที่รอบศาลพระภูมิฯ ไป “บริษัท ท” อาจต้องเสียอย่างอื่นตามไปอีกมากหลายกระบุงโกย
ต่างกับ “บริษัท ข” ที่มีกรรมการผู้จัดการ ของบริษัทฯ นั้นบริหารงานเหมือนเป็น “กิจการเจ้าของคนเดียว” สามารถที่จะ กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน วางแผนรับมือเรื่องนี้เป็นอย่างดี อีกทั้งกรรมการผู้จัดการของ “บริษัท ข” เอง ก็มีเดิมพันกับเรื่องนี้อีกไม่น้อย เพราะถ้าทำสำเร็จ ก็จะได้รับการสนับสนุนจาก “ผู้ถือหุ้น” ของบริษัทฯ ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์อีกมหาศาลที่จะได้รับ
พอนั่งฟังจบ ก็เลยมาคิดว่า จริงๆแล้ว ตอนนี้ ปัญหา “ศาลพระภูมิ และที่ดินรอบศาลฯ” นี้ “บริษัท ท” นี่กำลังต่อสู้กับ “บริษัท ข” หรือ “หัวหน้าคนงาน” ของบริษัทฯ ตนเองกันแน่ แล้วสุดท้าย ถ้า “บริษัท ท” แพ้ นี่มันจะแพ้เพราะอะไร
Add new comment