เปรี้ยงๆ บนกองผลประโยชน์ทับซ้อน

ณ เวลานี้ เสียงปืนดังไม่ขาดสาย อยู่ตามแนวชายแดนไทย-เขมร ด้านจังหวัดศรีสะเกษ เห็นใจชาวบ้าน ตาดำ ๆ ที่ต้องเสี่ยงกับห่ากระสุน ไม่ก็ปืนครก ปืนใหญ่บ้าง เป็นระยะ ๆ ซึ่งหลาย ๆ คนก็อพยพกันออกนอกพื้นที่เสี่ยงอันตราย ก่อนแน่ใจว่าปลอดภัย จึงกลับบ้าน ดูแลพื้นที่บ้านและค้าขายกันต่อไป ขนาดที่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ใจดีสู้เสีอ ไปนอนกับชาวบ้านเพื่อรับประกันความปลอดภัยกันเลยทีเดียว ซื้อใจชาวบ้านกันเต็มที่่ เต็มกำลังความสามารถที่จะเสี่ยงภัยได้ ก็ต้องชื่นชมข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการทหารหาญ ที่ต้องต่อสู้กับเขมร เพื่ออธิปไตยของชาติไทย ไม่ให้มีใครมารุกรานได้

สื่อสาส์น ขอเปิดมุมมอง ข้อมูลบางส่วนที่ประกอบเรื่องนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า เชื่อได้ว่าจะเป็นมูลเหตุให้สถานการณ์บานปลายได้เพียงนี้ รบกันแล้ว ยิงกันแล้ว ... ยิงจริง ระเบิดจริง ไม่ต้องมีตัวแสดงแทน กระผมมีคำถามให้ตัวเองว่า ทำไมน๊าต้องรบกัน มีเหตุจูงใจอันใดฤา ในเมื่อเขมร-ไทย พี่น้องกัน อยู่กันบนผลประโยชน์ร่วม มาตั้งนานนม คงจะย่อมาให้เป็นท่อน ๆ นะครับ เพราะมหากาพย์นี้ นั่งคิด นั่งเขียนกันไม่ไหวหรอก เริ่มด้วยคดีเขาพระวิหาร ใครแพ้ ใครชนะ แล้วใครเป็นเจ้าของ ลองอ่านคำตัดสินของศาลโลก เมื่อปี พ.ศ. 2505

เมื่อปี พ.ศ. 2505 ได้มีคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย-ราชอาณาจักรกัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ลงความเห็นว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ในการปฏิบัติการตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต่อกรณีปราสาทพระวิหาร นั้น ประเทศไทยโดยกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดเขตแดนและเนื้อที่รองรับปราสาทพระวิหารที่ยกให้กัมพูชา ดังนี้ “กำหนดไว้ไม่เกิน 150 ไร่ สัณฐานเป็นรูปห้าเหลี่ยมคางหมู โดย กำหนดวัดจากบันไดนาคไปทางทิศเหนือ 20 เมตร ทางทิศตะวันออกลากไปจรดหน้าผา ทางทิศตะวันตกวัดจากกึ่งกลางปราสาทและกึ่งกลางทางเดินออกไป 100 เมตร โดยมีการล้อมรั้วลวดหนามรอบบริเวณ มีป้ายบอกเขตแดนเป็นภาษาไทย กัมพูชา และฝรั่งเศส โดยศาลกำหนดให้ไทยถอนกำลังลงมาภายในเที่ยงวันของวันที่ 15 กรกฎาคม 2505 ฝ่ายไทยนำโดย พลเอก ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการถอนกำลัง”

คำฟ้องของกัมพูชาระบุเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ มิอาจขยายให้กว้างออกไปนอกพื้นที่จนครอบคลุมเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาดงรัก ฉะนั้น การกล่าวถึงข้อพิพาทในคดีว่าเป็น ‘คดีเขาพระวิหาร’ หรือ ‘คดีปราสาทเขาพระวิหาร’ จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและเป็นความพยายามบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ ที่ถูกต้องคือ ‘คดีปราสาทพระวิหาร’ โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ตั้งของปราสาท จะเห็นว่า ในเชิงคำตัดสิน คำพูดที่ต้องใช้ในเรื่องนี้ ควรจะต้องย้ำว่า เป็นคดีปราสาทเขาพระวิหาร พูดกันถึงสิทธิบนตัวปราสาท ไม่ได้หมายรวมถึงพื้นที่ พื้นดินโดยรอบปราสาท หรือโดยรอบบริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ทับซ้อน อยู่ในระหว่างการเจรจา และยังไม่ยุติใดใด ซึ่่งไม่สามารถเรียกร้องสิทธิในการครอบครองแผ่นดินได้ ไม่ชอบธรรมทั้งปวงในการแอบอ้างใดใด

สาเหตุของปัญหานี้ เกิดจากไทยและกัมพูชา ตีความคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 แตกต่างกัน ฝ่ายกัมพูชาเห็นว่านอกจากศาลตัดสินว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาแล้ว แล้วยังตัดสินเรื่องเขตแดนด้วย ส่วนฝ่ายไทยเห็นว่าคำพิพากษาตัดสิน เฉพาะเรื่องอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร แต่มิได้ตัดสินบังคับคดีในเรื่องเขตแดนเนื่องจากศาลไม่มีอำนาจ

เรื่องนี้มีข้อพิพาทมาอย่างยาวนาน โดยข้อเท็จจริงคือ แผนที่ของรัฐบาลกัมพูชา ยืนยันตามแผนที่ของฝรั่งเศสเมื่อปี 2515 ซึ่งแผนที่เป็นทางการนี้คลุมส่วนเกินเข้ามาในพื้นที่เขาพระวิหารมากกว่าที่รับรู้กัน รวมถึงพื้นที่บริเวณเกาะกูดและอาณาจักรทางทะเล ซึ่งเป็นคนละฉบับกับแผนที่ประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยพูดเพียงฝ่ายเดียวว่าเป็น “พื้นที่ทับซ้อน” ซึ่ง บริเวณนี้ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ตรงปราสาทเขาพระวิหาร ที่รัฐบาลไทยพยายามบิดเบือน และอ้างว่าการให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน หลังจากข้อพิพาทยาวนาน องค์การยูเนสโก ให้ทั้งสองประเทศตกลงเรื่องเขตแดนกันบริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่นอกความรับผิดชอบของยูเนสโก เสร็จแล้วจึงส่งแผนที่ของทั้งสองฝ่ายให้ยูเนสโก โดยยูเนสโกจะตัดสินเรื่องนี้ในวันที่ 2 กรกฎาคม วันเดียวกับที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลาย?

ปัญหาเรื่องอธิปไตยของชาติ เหตุใดรัฐบาลไม่เปิดเผยแผนที่ใหม่ที่ตกลงกับกัมพูชาให้ประชาชนรับรู้ ตลอดช่วงทีผ่านมา หรือเรื่องเขตแดนของประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลนายทุนเท่านั้น?
หรือการเฉยชาของรัฐบาลไทย เพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตนของกลุ่มนายทุนที่ได้จากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้ละเลยการเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนที่รัฐบาลไทยอ้าง แต่รัฐบาลกัมพูชาถือว่าเป็นของตนเอง?

จากหลักฐานเป็นที่ชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกัมพูชาอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนมาโดยตลอด ตามแผนที่ฝรั่งเศส ปี 2515 และยื่นแผนที่นี้เพื่อขอขึ้นทะเบียนในเดือนมกราคม 2549 โดยที่รัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้คัดค้าน? แผนที่นี้มีส่วนเกินมาในพื้นที่ทับซ้อนที่ประเทศไทยกล่าวอ้างเพราะแผนที่ไม่เหมือนกัน และมีข้อพิพาทเรื่องแผนที่มากว่า 30 ปี ทั้งบริเวณเขาพระวิหารและข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณอ่าวไทย เพราะแผนที่กัมพูชาแบ่งเกาะกูดไปส่วนหนึ่ง และยังตกลงกันไม่ได้ จนมีการค้นพบแหล่งพลังงานในบริเวณนั้นในช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา (ทั้งนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เคยเดินทางไปพักผ่อนช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่เกาะช้าง เกาะกูด พร้อมยกเป็นโมเดลท่องเที่ยวระดับโลก ในเดือนกรกฎาคม 2549) จึงทำให้มีการเจรจาและตกลงกันได้ที่จะร่วมกันพัฒนาแหล่งพลังงานในบริเวณนั้น ร่วมกัน

แพลมออกมาแล้วครับท่าน การเมืองและผลประโยชน์เป็นของคู่กัน ไม่เว้นแม้ต้องเกี่ยวกับผลประโยชน์ประเทศชาติ ผู้ที่มีจิตสำนึกเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ คงเดินหน้าต่อทั้งในทางลับและในทางแจ้ง เพื่อให้กรณีข้อพิพาทนี้บานปลายจนสั่นคลอนรัฐบาลได้ในที่สุด แม้จะใกล้กำหนดการยุบสภาเข้าไปทุกทีแล้วก็ตาม คงยังหนีไม่พ้นกระบวนการดิสเครดิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมองกลับไปที่ต้นตอนั้น มีทั้งการเรียกร้องสิทธิครอบครองพื้นที่ การรุกรานพื้นที่ ผลประโยชน์มหาศาลจากแหล่งบันเทิงระดับภูมิภาค และแหล่งพลังงานธรรมชาติ ที่ให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไม่สิ้นสุด อ่านไป คิดไป ก็เหน็จหนา ระอาใจ จริง ๆ ขอบอก

หมวดหมู่/คอลัมน์:

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.