เข้าแถว-ยืนชิดขวา

“โห แถวยาวเหยียดเลย ต้องรอคิวนานแน่ๆ กว่าจะได้กินข้าวเที่ยง รับรองไส้กิ่วแหง “ เสียงบ่นจากลูกชายคนเล็กขณะพาไปยืนรอเข้าคิวทำธุรกรรมที่ธนาคารแห่งหนึ่งในช่วงเที่ยงก่อนทานอาหารกลางวัน

“ถึงแถวจะยาว ต้องรอคิวนาน แต่ทุกคนจะได้สิทธิเท่าเทียมกันนะ คนมาต่อแถวก่อน ก็ได้รับบริการก่อน มาทีหลัง ก็ต้องยืนรอนานหน่อย ถือว่ายุติธรรมกับทุกคนนะ” ผมอธิบายให้กับลูกที่กำลังยืนบิดไส้เพราะหิวมื้อเที่ยงอยู่

“เราขอเขาแซงคิวไปก่อนได้ไหมอะ หิวข้าวแล้ว” ลูกเริ่มบ่น

“ไม่ต้องหรอก ลองนึกดูสิ หากเรากำลังยืนรอคิวอยู่ แล้วจู่ๆ ก็มีใครไม่รู้โผล่มาแทรกโดยที่ไม่ต่อแถว จะอ้างว่ามีธุระด่วนอะไรก็ตาม มันไม่ได้หรอกนะ คนอื่นเขาก็มีธุระเหมือนกัน อาจไม่ด่วนมาก แต่ก็ใช่ว่าธุระของเราจะต้องสำคัญกว่าธุระของคนอื่น” ผมเริ่มเทศนา

“แต่ถ้าเราไปขอพี่คนที่อยู่ข้างหน้าแล้วเขาอนุญาต ก็ทำได้ใช่ไหม” ลูกยังหาวิธีอยู่

“ถ้าจะขออนุญาต ลูกต้องไปขออนุญาตคนทั้งแถว ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง อาจมีคนใจดี อนุญาตให้เราทำธุระก่อน แต่ลูกจะอยู่ได้ไงว่า คนที่ต่อคิวคนหลังๆ จากเขาคนนั้นจะใจดี ยอมให้เราไปก่อน เราต้องเคารพสิทธิของคนอื่นด้วยนะ หากอยากทำธุระเสร็จเร็ว ก็ต้องมาต่อแถวให้เร็วขึ้น หากรอไม่ได้ ก็ยกเลิกธุระนั้นไปทำคราวหลัง จะมาแย่งสิทธิของคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด” แล้วผมก็เทศนาต่อไปอีกบท

“โอเค เข้าใจละ รอก็รอ ลืมไป คนอืนที่ยืนรอคิว เขาอาจยังไม่ได้กินมื้อเช้าเลยด้วยซ้ำ อาจมีใครบางคนหิวกว่าเราก็ได้นะพ่อ” ลูกเริ่มเกทับใส่

“ใช่แล้ว เข้าใจง่ายๆ แบบนี้ เดี๋ยวพาไปกินอาหารอร่อยๆ รับรองมื้อนี้จะอร่อยที่สุด” ผมเริ่มเบนความสนใจ หิวแบบนี้ กินอะไรก็อร่อยอยู่แล้ว

หลังจากทำธุรกรรมการเงินและทานมื้อเที่ยงเสร็จ ก็ถึงคราวต้องกลับบ้าน ผมเลือกกลับบ้านด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้สถานี ขึ้นจากสถานีแล้วเดินต่อนิดหน่อยก็ถึงบ้านแล้ว ตอนกำลังลงสู่สถานี ลูกก็ค่อนข้างใจร้อน อยากกลับบ้านไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์เร็วๆ เจอคนยืนบนขั้นบันไดเลื่อนเกะกะไปหมด รีบเดินลงไปไม่ได้  ต้องยืนเฉยๆ ปล่อยให้บันไดเลื่อนส่งลงไปถึงสถานีเอง”

“พวกเขาน่าจะยืนต่อคิวที่บ้ันไดเลื่อนให้เป็นระเบียบนะ เห็นบางคนยืนทางซ้ายบ้าง ทางขวาบ้าง คนที่มาสองคนก็ยืนคุยกันไปบนขั้นเดียวกัน ดูแล้วมั่วๆ ยังไงไม่รู้ น่าจะให้ยืนตรงกลางบันไดทุกคน จะได้ต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ” ลูกเริ่มอวดภูมิ

คราวนี้ก็ถึงคราวสอนลูกอีกเรื่อง “ลูกจำไม่ได้หรือ ตอนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าเขาจะมากันกี่คน เขาจะยืนชิดขวากันหมดทุกคน คนที่มาด้วยกัน ก็ยืนกันคนละขั้น พวกเขาจะเว้นพื้นที่ทางด้านซ้ายไว้ เขาเว้เนทำไมรู้ไหม ก็เว้นไว้สำหรับให้คนที่รีบ ต้องการเดินลงบันไดเร็วๆ สามารถเดินต่อไปได้ไง”

ลูกมองเพดานทำท่านึกอยู่สักพักก็โพล่งออกมาว่า “จำได้แล้ว ใช่ๆ เขายืนชิดขวากันหมด ทั้งที่เป็นบันไดเลื่อนขึ้นลงและที่เป็นทางเลื่อน จำได้ว่าตอนนี้เผลอไปยืนคุยกันพ่อ ยังโดนพ่อลากผมมายืนข้างหน้าอีกขั้นบันไดหนึ่งเลย ยืนๆ อยู่ก็จะมีคนเดินแซงเราไปตลอด ว่าแต่ทำไมเขาไม่ยืนรอคิว ทำไมมีแซงกันด้วย”

“เอ่อ… ก็เพราะปกติบันไดเขามีไว้ให้เดิน ใครเดินเร็วก็แซงไปได้ ไม่ต้องรอคิวกัน พอเป็นบันไดเลื่อน หลายๆ คนที่ไม่รีบร้อน ก็จะไม่เดิน แค่ยืนอยู่เฉยๆ บันไดมันก็เลื่อนไปถึงปลายทางเองได้ แต่คนที่ต้องการจะเดินก็มี เขาก็เลยยืนหลบมาทางขวากันทุกคน คนที่ต้องการเดินจะได้ไม่ต้องเดินโยกซ้ายทีขวาที สามารถเดินไปได้ด้วยสะดวก ก็เหมือนถนนที่มีหลายช่องทาง สำหรับประเทศไทย คนที่ขับช้าก็ต้องขับชิบซ้าย คนขับเร็วกว่าก็ไปทางช่องขวา เป็นกฎหมายบังคับใช้เลย ส่วนการยืนขิดขวาบนบันไดเลื่อน ประเทศไทยก็เห็นว่ารณรงค์ขึ้นลงบันไดให้ยืนชิดขวากันอยู่ ไม่ได้บังคับเป็นกฎหมายอะไร ถือเป็นมารยาททางสังคม” เที่ยวนี้ตอนลูกซะยาวเลย กลัวไม่เข้าใจ

“โอเค เข้าใจละ ขอถามอีกข้อละกันนะ ก็ในเมื่อประเทศไทยเราขับรถช้าชิดซ้าย แล้วทำไมไม่รณรงค์ให้ยืนชิดซ้ายเหมือนๆ กัน จะได้ไม่สับสน” ขนาดอธิบายไปอย่างยาว ลูกยังมีถามต่อ

แล้วผมก็ตอบอย่างมั่นใจสุดชีวิต “ไม่รู้เหมือนกันวุ้ย ปรากฏการณ์ Thailand only มั๊ง”

หมวดหมู่/คอลัมน์:

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.