อย่าให้เห็น เป็นแค่ "วันหยุด"

จำได้เมื่อสมัยเรียนหนังสือ นอกจากเสาร์-อาทิตย์ แล้ว ครั้งไหนที่มีวันหยุดราชการก็แสนจะมีความสุข ด้วยความที่ไม่ต้องไปโรงเรียน เว้นอย่างเดียวการบ้านจะเยอะเป็นพิเศษ
และในบรรดาวันหยุดทั้งหลาย ช่วงคาบเกี่ยวของปีจะเป็นวันหยุดที่สนุกที่สุด ลากยาวตั้งแต่ วันคริสต์มาส ปีใหม่ โดยเฉพาะ เทศกาลตรุษจีนที่สมัยก่อนจะหยุดทีละ ๓-๕ วัน จนมาถึง วันมาฆบูชา ก็ใกล้สอบไล่ จะปิดเทอมใหญ่แล้ว นับเป็นช่วงเวลาแห่งความหฤหรรษ์อย่างต่อเนื่อง ก่อนพายุใหญ่ใน วันสอบไล่

ผ่านมาจนโตใหญ่ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย จนเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ ได้ยินเด็กอนุบาล ๒ บอกว่า “ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดมาฆบูชา คุณครูบอกว่า ให้ตอนเช้าไปทำบุญใส่บาตร ตอนเย็นไปเวียนเทียน”

จึงแว่บขึ้นมาว่า สมัยก่อนเวลาเรียนหมวดพุทธศาสนา ซึ่งรวมอยู่ในกระบวนวิชาสังคมศึกษา มีวันสำคัญทางศาสนาอยู่ ๓ วัน ที่ต้องท่อง ต้องจำไปสอบ คือ วันมาฆะบูชา วันวิสาขะบูชา และ วันอาสาฬหบูชา ไม่รู้ปัจจุบันยังเรียนกันอยู่หรือไม่อย่างไร ก็เลยจะถือ โอกาส ทบทวน ความสำคัญทางพุทธศาสนา ของวันทั้ง ๓ เผื่อใครจะลืม เวลาลูกหลานมาถาม จะได้ตอบได้ หรือจะได้หาโอกาสไปเข้าวัด ทำบุญ ตามโอกาส จึงขอเริ่ม

วันมาฆบูชา

คือ วันบูชาพระในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ย่อจากคำว่า “มาฆปุรณมีบูชา” ถือเป็นวันสำคัญที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตใหญ่ทางพุทธศาสนาที่มีองค์ประกอบ ๔ ประการ ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต” อันประกอบด้วย
๑. เป็นวันที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑๒๕๐ รูปได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
๒. พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ล้วนเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือ เป็นพระสงฆ์ผู้ซึ่งได้รับการอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้า
๓. พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ล้วนบรรลุ “อภิญาฌาน 6” อันหมายถึงเป็น พระอรหันต์ แล้วทั้งสิ้น
๔. เป็นวันเพ็ญ พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์

ด้วยเหตุที่มีองค์ประกอบสำคัญดังข้างต้น พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า จึงได้แสดงธรรม “โอวาทปาฎิโมกข์” มี ๓ คาถากึ่งเป็นใจความโดยย่อดังนี้
- พระพุทธพจน์คาถาแรกเป็นจุดมุ่งหมายหรืออุดมการณ์อันสูงสุดของบรรพชิตและพุทธบริษัท คือ “นิพพาน”
- คาถาที่สองทรงกล่าวถึง "วิธีการอันเป็นหัวใจสำคัญเพื่อเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาคือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี และการทำจิตของตนให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง ส่วนนี้เองของโอวาทปาฏิโมกข์ที่พุทธศาสนิกชนมักท่องจำกันไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งคาถาในสามคาถากึ่งของโอวาทปาฏิโมกข์เท่านั้น
- ส่วนพระพุทธพจน์คาถาสุดท้าย ทรงกล่าวถึงหลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา 6 ประการ คือ การไม่กล่าวร้ายใคร, การไม่ทำร้ายใคร , การมีความสำรวมในปาฏิโมกข์ทั้งหลาย, การเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร และการรู้จักที่นั่งนอนอันสงัด

วันวิสาขบูชา

ย่อมาจาก “วิสาขปุรณมีบูชา” อันหมายถึง วันบูชาพระในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ใจความสำคัญของวันวิสาขบูชา นี้คือ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประสูติ ทรงตรัสรู้ และทรงนิพพาน ตรงกัน
๑. เมื่อครั้งทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
๒. ทรงตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย
๓. หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี จนพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก

วันอาสฬหาบูชา

คือ วันบูชาขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ เรียกว่า “อาสฬหปุรณมีบูชา” โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ
๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร แก่ ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ ถือเป็นการ เริ่มประกาศศาสนาเป็นครั้งแรก ในโลก
๒. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรก คือการที่ท่านโกณฑัญญะ รู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน หลังจากฟังปฐมเทศนา จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์ และ ได้บวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า
๓. เป็นวันที่ พระรัตนตรัย ครบองค์ คือ พระพุทธ พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาเป็นพระศาสดา พระธรรม พระปฐมเทศนา คือ กงล้อของธรรมจักรที่เริ่มหมุน พระสงฆ์ คือ ท่านโกณฑัญญะ บวชเป็น พระสงฆ์ รูปแรกในพุทธศาสนา

ใจความสำคัญของ ปฐมเทศนา
ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ

ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ
๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค
๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค
ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่
๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด
๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ
๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา
๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น

ข้อมูลทั้งหลายทั้งปวง ต้องยกความดีให้ วิกิพีเดีย และ เว็บไซต์ ธรรมะไทย ที่รวบรวมไว้ให้ไปย่อยมาแจกแจง ซึ่งต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

ก็หวังว่าบางที เมื่อมองปฏิทิน หาวันหยุดประจำปี เพื่อจะได้วางแผนเที่ยวล่วงหน้า ครั้งต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะใครๆเขาก็ทำกัน

คงจะได้มองหาความสำคัญของวันหยุดแต่ละวัน อย่างน้อยก็จะระลึกได้ว่า วันนี้ วันสำคัญอะไร ทำไมจึงได้ใช้เป็น วันหยุด จริงไหม

หมวดหมู่/คอลัมน์:

คำค้น:

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.