รู้ได้ไง ผมจะ "VOTE NO"
เพราะเชื่อว่า คงมีผู้คนไม่น้อย ที่คิดเหมือน “ตนเอง” ว่า อึดอัด และไม่อยาก “ถูกสังคมกำหนด” ว่าตนเองเป็น พวกไหน ฝ่ายใด จากการ “เลือกพรรคฯ”
ซื่งทางออกทิ่ตั้งใจไว้แต่แรก ก็คือ ”กา” งดออกเสียง แล้วก็เลิกสนใจไปเลยว่า พรรคไหน จะได้จัดเป็นรัฐบาล แล้ว ยังจะตีกันอีกไหม หลังทราบผล
โอ๊ะ...โอ๋ ดันมาเจอ พวกแสนรู้ รู้ทัน ว่ามีคนไม่น้อยที่คิดคล้ายกัน ก็เลยไปทำติดสติกเกอร์ รณรงค์ ให้ “VOTE NO” มาแปะไปทั่วบ้าน ทั่วเมือง
แต่ขอบอกว่า กระบวนความคิด กับ วัตถุประสงค์ของผู้ออกเสียง “VOTE NO” กับของพวกสติกเกอร์นี้ อาจต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่า
จะ “VOTE NO” เพราะ ไม่รู้จะ “ โหวต ให้ ใคร”
จะ “VOTE NO” เพราะ ไม่มี “ใคร ให้ โหวต”
จะ “NO VOTE” เพราะ เซ็ง
และ ไม่ว่าความประสงค์ของเหล่าผู้ออกเสียง “VOTE NO” จะตรง หรือต่าง
สุดท้าย ปลายทาง ก็เข้าข้าง พวกสติกเกอร์ เหล่านี้ อยู่ดี
ที่ยังคงจะเลือก สู้แบบใช้ “ประชาชน เป็น เกราะกำบัง”
แทนการลงสู่สนามเลือกตั้ง สู้แบบใช้ "ประชาธิปไตย"
แน่นอน การให้เหตุผลที่ ดูดี (ทำให้)ดูมีอุดมการณ์ ที่ว่า “ไม่กระสัน” จะเป็น รัฐมนตรี อาจกินใจ คนใส่สีเหลือง
ทำไม ไม่มีคนคิดว่า “ได้แต่ด่า ถึงเวลาทำไม่เป็น”
เชื่อเอง ว่า เหตุผลหนึ่ง คือ ตัดขาพวกเดียวกันเอง
เชื่อโดยสนิทใจ ว่า การแตกแยก ของ เหล่าแกนนำใน พธม ที่ บางฝ่าย เลือกจะใช้วิถีของการเลือกตั้ง
คือ หนึ่งในมูลเหตุ เพราะ
เชื่อลึก ๆ ว่า อาจมีคนคิดว่า ในเมื่อ “ตรู” อุตส่าห์ ลงทุน ชุบตัว แก้ชื่อเสีย ด้วยสุดยอด สื่อ-สาร-มวลชน ในมือ จนโดดเด้งขึ้นมาได้ขนาดนี้
แถมร่วมตั้ง ”พรรคอะไรใหม่ๆ” ขึ้นมา
ก็ยังเป็นนายกฯ ไม่ได้ จะทำใจให้คนอื่น ชุบมือเปิบ ได้ไง
ก็ไม่รู้ว่า การรณรงค์ให้ “VOTE NO” กันเป็นล่ำเป็นสันอย่างนี้ พลพรรค รักเหลือง จะตามแห่กันไป แค่ไหนอย่างไร
หรือทาง กกต จะพิจารณาว่าเข้าข่าย ขัดขวางการเลือกตั้ง หรือไม่
สำหรับ ตนเอง ในเมื่อมีคนรู้ทัน ว่าจะ “VOTE NO”
ก็ขอเปลี่ยนใจไป “VOTE” ดีกว่า
จะได้ไม่เข้าทาง พวกสติกเกอร์
ว่าแล้วก็ ปวดหัวตุ้บ จะ “VOTE” ให้ใครละทีนี้
"เบื่อ เป็น บ่น"
Add new comment