ระทึกขวัญกับการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมาได้ไปส่งลูกชายคนโตไปเรียนช่วงสั้นๆ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่าไปเรียนซัมเมอร์ที่ประเทศออสเตรเลีย ก่อนไปก็ต้องเตรียมข้าวของกันพอสมควร ทั้งเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ และเนื่องจากลูกชายเป็นคนสายตาสั้นด้วย ก็เลยต้องไปวัดสายตาจนต้องเปลียนเลนส์อันใหม่อีก ตอนแรกว่าจะไปตรวจสุขภาพฟันด้วย แต่คิดๆ ดูแล้ว ไปเรียนแค่ประมาณ 5 สัปดาห์ ฟันคงไม่เกเรขึ้นมาตอนอยู่ต่างประเทศ ปกติก็รักษาสุขภาพฟันดีอยู่แล้วด้วย เลยไม่ห่วงนัก เสื้อผ้าและของใช้ก็เตรียมไปแบบพอประมาณ ตอนเตรียมเสื้อผ้าก็ลำบากเหมือนกัน เช็คสภาพอากาศแล้ว เห็นว่ากำลังเปลี่ยนจากฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศต่ำสุดและสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 20 -28 องศา แต่ก็อดห่วงว่าจะหนาวไม่ได้ เลยเตรียมเสื้อแขนขาวไปด้วย มีลองจอห์นด้วยอีกต่างหาก (บ้าไปแล้ว)

แม้ลูกชายคนโตจะไม่ค่อยติดพ่อแม่มากนัก ปกติอยู่ที่ประเทศไทย ช่วงปิดภาคเรียนไม่เคยนอนที่ห้องด้วยกันเลย จะหนีไปนอนห้องอากง ห้องอาโกวหรือแม้จะทั่งไปนอนที่บ้่านคุณตา แต่เขาเองไม่ค่อยได้ไปค้างแรมแบบไม่มีญาติพี่น้องนัก มีแค่ไปค่ายลูกเสือช่วงสั้นๆ สองสามวันเท่านั้น แน่นอนว่าการไปไกลๆ เป็นเวลาเดือนกว่าๆ คงต้องเหงาและเกิดอาการคิดถึงบ้านหรือโฮมซิคแน่นอน เลยตระเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คให้พกไปด้วย โดยได้ติดตั้งโปรแกรม Skype และให้นำโทรศัทพ์มือถือเก่าๆ ไปหนึ่งเครื่อง กะว่าคิดถึงกันก็ให้โทรมานัดเวลาแล้วคุยกันผ่านโปรแกรม Skype ได้

เรื่องของเอกสาร โดยทั่วไปก็มีหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตและวีซ่า นอกจากนั้นยังต้องมีหนังสือรับรองจากทางโรงเรียนอีก แต่ที่ไม่เคยรู้เลยก็คือเอกสารอนุญาตจากทั้งพ่อและแม่ให้เด็กไปต่างประเทศกับบุคคลอื่น เอกสารนี้สำคัญมาก ไม่มีไม่ได้ เนื่องจากมันจะเป็นเอกสารที่ช่วยป้องกันการส่งเด็กไปต่างประเทศโดยที่พ่อแม่ไม่รู้เห็น ลดการลักพาและส่งเด็กไปขายหรือทำงานต่างประเทศได้ พ่อๆ แม่ๆ ทุกคนอย่าลืมเอกสารใบนี้ด้วย เรียกว่าใบอะไร ก็ลืมไปแล้ว เวลาจะขอให้ไปขอที่สำนักงานเขตทีระบุในทะเบียนบ้าน ของ่ายๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

พูดถึงการขอเอกสารใบนี้ ตอนไปขอก็ออกอาการเหวอเหมือนกัน วันที่ไปขอนั้น เมื่อเดินขึ้นไปบนสำนักงาน ทั้งชั้นเหลือคนทำงานอยู่ 2-3 คนเท่านั้นทั้งๆ ที่มีโต๊ะทำงานอยู่มากกว่ายี่สิบตัว ถามคนที่เหลืออยู่ก็บอกว่าไปประชุมกันหมด ในใจก็คิดว่า "แม้เจ้า เลือกเวลาประชุมได้ดีจริงๆ แถมประชุมกันทั้งฝ่ายเลย คนมาติดต่องานก็นั่งรอกันไปแล้วกัน"

นั่งรออยู่สัก 20 นาที เจ้าหน้าที่ก็มาบริการจนได้ มาถึงก็ให้กรอกเอกสารที่อ่านแล้วเข้าใจยากอย่างแรง กรอกเสร็จแล้วยังงงว่ามันหมายความแบบนั้นจริงๆ หรือ ตอนกรอกก็ถามเขาว่าต้องกรอกชื่่อและนามสกุลของบุคคลที่จะพาลูกเราไปด้วยไหม เขาบอกไม่ต้องหรอก แค่มีเอกสารนี้ไปยื่นเป็นหลักฐานเท่านั้น จะไปกับใครก็ได้ ไม่สำคัญอะไรนัก ทำเอาเรางงไปเลย เจตนารมณ์กฎหมายดี แต่ทางปฏิบัติหละหลวมดีจริงๆ แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก ได้เอกสารมาก็พอแล้ว

กลับมาเหตุการณ์วันที่ 11 มีนาคมอีกที (เกริ่นเสียยาว) วันที่ไปส่ง เหตุการณ์ก็เหมือนปกติดี ไปถึงสนามบินเร็ว ได้เช็คอินตั้งแต่เคาน์เตอร์เปิด พนักงานหน้าเคาน์เตอร์เช็คอินก็บริการได้ดี นอกจากเช็คอินจองที่นั่งเครื่องบินที่เมืองไทยแล้ว ยังช่วยเช็คอินไปถึงเครื่องบินอีกลำที่ต้องไปเปลียนเครื่องด้วย เป็นอันว่าเด็กๆ ที่ไปด้วยกันสามคนก็ได้นั่งติดกันหมด ไม่กระจัดกระจายไปนั่งคนละที่ หลังจากเช็คอินเสร็จก็ไปเดินเล่นรอเวลาสักพัก ได้เวลาก็เข้าไปข้างใน เข้าไปตรวจพาสปอร์ดและเอกสารต่างๆ ที่เคาน์เตอร์ตรวจคนออกเมือง จุดนี่แหละที่ทำให้ระทึกใจ พ่อแม้ที่ได้ส่งด้วยกัน ก็ยืนรอมองดูอยู่ด้านนอก แม้จะมองไม่ค่อยเห้นเนื่องจากมีกระจกฝ้ากั้นอยู่ ก็กะว่าให้ผ่านจุดตรวจนี้เข้าไปข้างในก็จะกลับกัน เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกันแก้ไขได้

ก็ไม่นึกว่าจะมีเรื่องจริงๆ เนื่องจากการไปครั้งนี้ เด็กสามคนที่ไปจะไปพร้อมกับผู้ใหญ่หนึ่งคน โดยทั้งสี่คนมีนามสกุลไม่เหมือนกันเลย แล้วก็มีเรื่องให้ระทีกใจจนได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนออกเมืองเรียกหาเอกสารการอนุญาตของพ่อแม่ให้เด็กเดินทางกับบุคคลอื่น แต่เอกสารนี้ถูกยื่นไปพร้อมกับการขอยื่นทำวีซ่าไปแล้ว แถมเขาไม่คืนให้ งานเข้าเลยคราวนี้ ทำให้บรรดาพ่อๆ แม่ๆ ที่ไปด้วยกันต้องเดินฝ่าเข้าไปหลังเคาน์เตอร์นี้ (ปกติห้ามเข้า) เพื่อไปทำเอกสารแบบฉุกเฉิน โดยเป็นการเขียนบนสำเนาบัตรประชาชนของทั้งพ่อและแม่ด้วยลายมือถึงการอนุญาตที่ว่านี้ แต่ก็อดระทึกใจไม่ได้ หากพวกเรากลับไปก่อนแล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือหากพ่อหรือแม่ของเด็กคนใดคนหนึ่งไม่มาส่งแล้วจะทำอย่างไร (เอกสารต้องลงลายมือชื่อทั้งพ่อและแม่ แค่คนใดคนหนึ่งไม่ได้) วันนั้นเป็นวันทำงานปกติด้วย หากใครไม่ว่างมาส่ง คงได้ซ้อนมอเตอร์ไซด์แบบด่วนที่สุดมาที่สนามบินแน่นอน

จากเหตุการณ์นี้ก็เลยสงสัยว่า เอกสารนี้ต้องใช้ตอนไหนกันแน่ระหว่างการยื่นขอวีซ่าหรือตอนตรวจคนออกเมือง หรือทั้งสองที่ แล้วทำไมที่สำนักงานเขตไม่แนะนำอะไรเลย มีแต่บอกว่าแค่แนบไปให้เห็นก็พอ นึกไม่ออกเลยจริงๆ หากว่าวันนั้นไปส่งแบบเวลาเฉียดฉิว จะเหลือเวลาให้แก้ไขปัญหานี้หรือไม่ จะตกเครื่องเพราะเอกสารที่ทำไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะยื่นให้ใครกันแน่หรือไม่ แล้วถ้าวันนั้นเจอคิวคนเข้าตรวจที่เคาน์เตอร์ตรวจคนออกเมืองยาวเหยียวจนล้นออกไปข้างบนอย่างที่เคยเห็นแล้วจะทำอย่างไรกัน

ถือว่าวันนั้นโชคดีที่เจ้าหน้าที่หลังเคาน์เตอร์ตรวคคนออกเมืองที่เป็นผู้หญิงบริการได้ดีมาก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ผู้ชายแก่ๆ ที่เคาน์เตอร์เองกลับบริการแบบ "เอ็งต้องฟังข้า ข้าบอกแบบนี้ก็คือแบบนี้" บริการแบบเอาหน้าสลับกับตูดแบบนี้ สนามบินไทยคงแข่งขันกับสนามบินอื่นๆ ของโลกได้หรอกนะ

หมวดหมู่/คอลัมน์:

Add new comment

Plain text

  • No HTML tags allowed.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Lines and paragraphs break automatically.
By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.