นิพพานัง ปรมังสุขขัง
ด้วยความบังเอิญว่าเดือนที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรม 5 วัน ในโครงการ Wisdom Exploration 1 สำหรับผู้บริหารของอาจารย์ ไชย ณ พล อัคร ศุภเศรษฐ์ ที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่ว่าบังเอิญก็เพราะว่าคนที่สมัครและตั้งใจไปคือภรรยาผม แต่ว่าติดภารกิจบางประการ ทำให้คนที่ไปแทนคือผม
ก็เพราะการไปแทน จึงทำให้การไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายล่วงหน้า ว่าจะไปดับทุกข์ จะไปเจริญสติ จะไปแสวงธรรม จะไปหานิพพาน หรืออื่น ๆ ก็แค่ไปแทนภรรยา บวกกับความสนใจส่วนตัว และความตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่า ผมเองไม่เคยเข้าค่ายธรรมมะที่ไหน ไม่เคยบวช ไม่เคยฝึกนั่งสมาธิ วิปัสสนาเลย แม้ว่าจะเคยนั่งเองบ้างก็มีเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็สักแต่นั่งไปอย่างผู้ไม่รู้ แน่นอนก็ไม่ได้รับผลอะไร ไม่ได้ให้สาระ หรือแก่นสารอย่างจริงจังกับตัวเอง แต่ก็อาจจะเพราะไม่ได้ตั้งเป้าหมาย เพียงทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ จิตใจจึงผ่อนคลาย สบาย ๆ ไม่เครียด ทำให้ได้มาพบซึ่งสิ่งดีดีหลายอย่างกับตัวเอง ผมคงไม่สามารถกล่าวโดยละเอียดได้ว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร แม้จะมีเวลาเล่าก็ไม่รู้จะเล่าออกมาเป็นตัวหนังสือได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวเชื่อว่าเป็นคนที่มีความสามารถในการอธิบายความยาก ๆ ได้ดีพอสมควร
จากประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า พุทธศาสนิกชนอย่างผมมีความรู้อยู่ในระดับหางอึ่ง เทียบได้เพียงแต่กระพี้ของต้นไม้เล็ก ๆ ในป่าใหญ่แห่งพุทธศาสนา จากที่เคยคิดว่ารู้ดีก็รู้ตัวว่ารู้น้อย จากที่เคยคิดว่ารู้บ้างก็รู้ตัวว่าเป็นคนไม่รู้ แต่ก็ยินดีกับตัวเอง ว่านี่คงเป็นเพราะบุญที่สะสมมา จึงทำให้เราได้รับโอกาสนี้ อยากจะแชร์ให้ฟังว่า การบรรยายธรรม และรวมไปถึงการนำปฏิบัติตามแบบวิธีของอาจารย์ไชย เป็นวิธีเข้าถึง เข้าใจได้ง่ายในโลกผู้บริหาร (หรือผู้ที่ทำงานทั่วไป) ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่ว่าเป็นแก่นสาร เนื้อหา ตัวอย่าง และที่ชอบที่สุดคือการตั้งคำถามให้คิด ยกตัวอย่างเช่น
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีกลางวันกลางคืน
A. มองไม่เห็นกันเลย
B. เห็นกันตลอดเวลา
C. ชีวิตจะพัฒนาสู่รูปแบบใหม่
D. ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่เป็น
E. อย่างอื่น.....ระบุ......
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทุกคนมีแต่ทุกข์
A. หาที่พึ่งไม่ได้
B. ศาสนาแก้ทุกข์จะเกิดขึ้นมากมาย
C. คนจะฆ่าตัวตายกันตลอดเวลา
D. ดี ไม่มีใครเป็นสุข
E. อย่างอื่น.....ระบุ......
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทุกคนสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง (ไม่เข้าใจกัน)
A. ทะเลาะกันเป็นประจำ
B. หมางเมินกันไป ไม่อยากข้องเกี่ยวกัน
C. ต่างจะพยายามหาทางเข้าใจกัน
D. ดี ได้ลุ้นตลอดเวลา
E. อย่างอื่น.....ระบุ......
ไม่ได้มีการเฉลยคำตอบของคำถามเหล่านี้จากวิทยากร สำหรับผมเอง คำตอบจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงระดับจิตใจของผู้ปฏิบัติคนนั้น ไม่ใช่ระดับความคิด หรือสมอง เพราะคำถามเหล่านี้ ไม่น่าจะตอบได้จากความคิดที่ได้ออกมาจากสมองครับ
เนื้อหาหลักของโครงการนี้ แบ่งเป็นสองส่วนคือ
1. Pure Wisdom ซึ่งบรรยายถึงปัญญาบริสุทธ์ อันเป็นแก่นที่ตรงเข้าสู่พุทธธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า หรืออีกนัยว่าเป็นปัญญาทางธรรม และ
2 . Apply Wisdom ซึ่งเป็นการนำเอาปัญญาทางธรรม Pure Wisdom มาปรับ ประกอบ ประยุกต์ให้เข้ากับทางโลก และศาสตร์สมัยใหม่
ซึ่งเนื้อหาทั้งสองส่วนจะถูกส่งผ่านให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจ (กระจ่าง) ด้วย
1 การบรรยายของ อาจารย์ไชย ณ พล เป็นหลัก และ trainer อื่น ๆ และ
2. การเข้าสมาธิ (ฌาน)ให้รู้ ภายใต้ loupe ที่มีสามองค์ประกอบที่เชื่อมต่อกันเป็นวงคือ
ก. สมถะ (การดิ่งเข้าไปหาฐานใจ เมื่อพบแล้วแผ่ใจออกให้กว้าง)
ข.วิปัสสนา (ดูสิ่งที่พบในฐานใจ อาจจะเป็นแสง สัญญา (ละอองความทรงจำ) หรือแม้กระทั่งไม่เห็นอะไร ก็ให้กำหนด "รู้" ชัดด้วยความเป็นกลาง ทำความเข้าใจ และ เมื่อเข้าใจดีแล้วก็
ค. วิราคะ (ปล่อยวางไป อย่าได้ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น)
ซึ่งในการปฏิบัติจริง ผู้ปฏิบัติอาจจะเริ่มที่ใดก่อนก็ได้ แต่ต้องทำทั้งสามส่วนเพื่อให้บรรลุ
ในการปฏิบัติครั้งนี้ มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ผมกระจ่างได้ง่ายขึ้น อาจเป็นเพราะมีการนำเข้าสู่สมาธิในหลายรูปแบบ อาจารย์ และ trainer แต่ละคนก็มีรูปแบบต่าง ๆ มาให้ฝึกปฏิบัติ เช่น เดินจงกรม อาณาฯ มุตรา กำหนดฐานใจ นอน ฯลฯ ซึ่งเราก็สามารถเลือกนำมาปรับใช้ให้ถูกกับจริตของเรา และเมื่อถูกกับจริต ความกระจ่างและการบรรลุธรรมก็จะเกิดง่ายขึ้น การนำเข้าสู่สมาธิเป็นวิธีการ (mechanic) และวิธีการของพุทธศาสนามีหลากหลาย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะเป้าหมายสุดท้ายของผู้ปฏิบัติก็คือนิพพาน "นิพพานัง ปรมังสุขขัง" นิพพานสุขอย่างยิ่ง
วิรัช ฉัตรพร
Comments
cyberean
Wed, 04/20/2011 - 19:03
Permalink
ระดับปัญญา ที่ต่างกัน ทำให้
ระดับปัญญา ที่ต่างกัน ทำให้ ผู้ปฏิบัติ รับผลต่างกัน
เชื่อเช่นกันว่า บุญบารมี กุศลทาน ที่เคยทำมา
จะส่งผลต่อระดับ ฌาณ ที่จะเข้าถึงได้ในระหว่างปฎิบัติ
มะลิ (not verified)
Thu, 04/28/2011 - 02:53
Permalink
ขอบคุณค่ะ
อ่านแล้วเข้าใจง่ายดี เพิ่งทราบว่า สมถะ วิปัสสนา แล้วต่อด้วย วิราคะ คิดว่ามีเพียงสองอย่างเท่านั้น (คิดไปเอง) ^^
Add new comment