ฉันได้รับข้อความผ่านอีเมล์จากหนุงหนิงว่าจะกลับมาเมืองไทยเพื่อประชุมวางแผนงานที่บริษัทเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และจะลางานต่ออีก 1 สัปดาห์ เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ และบอกอีกว่ามีเรื่องให้เซอร์ไพรซ์อีกด้วย นายภูโทรศัพท์มาแจ้งข่าวนัดหมายเพื่อนๆ มารวมกันที่บ้านสวนของฉันวันเสาร์หน้า
เช้าวันเสาร์ รถยนต์สามคันขับตามกันมา จอดเรียงกันที่ใต้ต้นมะขามเทศ หนุงหนิงลงจากรถก่อนใคร วิ่งเข้ามากอดฉัน “ตะวันจ๋า…ฉันคิดถึงเธอจริงๆเลย เมื่อคืนเกือบไม่ได้นอน หลังจากคุยโทรศัพท์กับเธอแล้ว ปูเป้ก็มานอนด้วย คุยกันเรื่องเธอกับเพื่อนคนอื่นๆเกือบเช้าแน่ะ”
“คุยเรื่องฉันน่ะเหรอ…ฉันไม่มีเรื่องอะไรให้พูดถึงสักหน่อย อยู่บ้านทุกวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”
“ก็ตะวันเป็นคนที่ติดต่อยากที่สุด กว่าจะตอบเมล์ก็ตั้งอาทิตย์นึง โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยมีสัญญาณ” หนุงหนิงค้อน
” จะเอาอะไรกับบ้านกลางสวนแบบนี้ล่ะจ๊ะ ตะวันเข้าอำเภออาทิตย์ละหน ก็ได้อาศัยเช็คเมล์ตอนนั้น มือถือที่นี่สัญญาณดีเฉพาะตอนอากาศดีๆเท่านั้นแหละจ้ะ….พวกนี้ก็บ่นกันจะแย่ …..ไปๆๆขึ้นเรือนก่อนดีกว่า”
“พวกเราใช้วิธีบุกถึงบ้านเลยล่ะหนุงหนิง ไม่โทรบอกล่วงหน้าด้วย…ฮ่าๆๆๆ” ภูหิ้วของพะรุงพะรังตามหลังมา พร้อมเพื่อนๆอีก 7-8 คน
ฉันเพิ่งสังเกตว่าหนุงหนิงผมยาวขึ้นและเริ่มมีแก้มยุ้ยมากขึ้น นอกจากนี้กางเกงยีนส์ที่เคยนุ่งกลับเป็นกางเกงผ้าเนื้อเบา เสื้อสีสดใส แต่งหน้าบางๆ
“สวยขึ้นนะเนี่ย…เพื่อนเรา” ฉันชม
“ตอนฉันไปรับที่สนามบินยังจำไม่ได้เลย มัวแต่มองหายายเพิ้ง ที่แท้แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงมา” เอกกระเซ้า
“บ้า…มันก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิยะ” หนุงหนิงค้อน
“อ๋อ..นี่เหรอที่เธอบอกว่ามีเซอร์ไพรส์…” ฉันยกน้ำกระชายเย็นเจี๊ยบมาวางที่ระเบียงบ้าน
“ไม่ใช่…มีเซอร์ไพรส์กว่านั้นอีก…” คราวนี้ทุกคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม
“อะไรล่ะ..บอกมาเร็วๆ” จะมาไม้ไหนอีกหนอ พวกเพื่อนๆตัวดีของฉัน
“แหม…ไปหาของว่างมาต้อนรับเพื่อนก่อนสิจ๊ะ เลี้ยงแต่น้ำยังไม่ทันหายเหนื่อย…ปูเป้กับจุ๊บแจงไปช่วยตะวันทำแล้วยกมาดีไหม… เห็นว่าทำทอดมันหัวปลีไม่ใช่เหรอจ๊ะ” หนุงหนิงรีบรุนหลังเพื่อนอีกสองคนไปในครัว เดาว่าจะให้คอยคุมฉันไว้ก่อน
“พิธีรีตองเยอะจังนะ…เอ้า…ก็ได้” ฉันเดินเข้าครัวนำทอดมันหัวปลีที่เตรียมไว้แล้วออกมาตั้งกะทะทอดเป็นชิ้นๆ ปูเป้และจุ๊บแจงช่วยทำน้ำจิ้ม เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงยกออกไปที่ระเบียง
ภาพข้างหน้าที่ฉันเห็นทำให้ฉันแทบจะทิ้งจานทอดมัน นั่น….”กลางจันทร์” น้องสาวของฉันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
“พี่ตะวัน สวัสดีค่ะ….แปลกใจไหม” จันทร์เดินเข้ามาไหว้ ฉันรับไหว้อย่าง งงๆอยู่
“นี่มาได้ยังไงกัน ไม่บอกกล่าวกันเลย คบคิดกับพวกพี่ๆเค้าเหรอเนี่ย จันทร์”
“มาพร้อมพี่หนุงหนิงเลยแหละ พอดีจันทร์ได้หยุดสามอาทิตย์ก่อนเสนอวิทยานิพนธ์ค่ะ เก็บตังค์ตั้งนานแน่ะ กว่าจะได้มา” จันทร์ยกจานทอดมันหัวปลีไปตั้งบนโต๊ะ
“สายๆแม่คงกลับมาจากวัด แล้วอย่าเล่นอย่างนี้กับแม่นะ เดี๋ยวดีใจจนช็อคตาย”
เป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก น้องสาวฉันได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศสองปีแล้วที่ไม่ได้กลับมาบ้านเลย แล้วจู่ๆก็มาปรากฏตัวโดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าแบบนี้
“แม่ตากกล้วยอีกหรือเปล่าคะพี่ตะวัน” จันทร์เดินไปเปิดตู้ในครัว แม่มักจะมีอาหารแปรรูปใส่โหลเรียงรายไว้ เช่น ฟักทองอบกรอบ กล้วยตาก กล้วยกวน ถั่วลิสงคั่ว มะม่วงแผ่น มะยมหยี ฯลฯ เป็นของกินเล่นของลูกๆเวลาหิว นั่งดูโทรทัศน์ และได้รับแขกเวลาเพื่อนๆของลูกมาเที่ยวบ้าน ครั้งนี้ จันทร์ยกโหลใสบรรจุของกินเล่นไปหลายโหล
“ฉันชอบบ้านตะวันก็ตรงนี้แหละ ไม่มีวันอดตาย ผักก็มี ผลไม้ก็มี ขนมก็มีกินสารพัดหาจากในบ้านได้เลย” เอกว่า
“กล้วยตากหวานจังเลยตะวัน แม่แช่น้ำผึ้งด้วยเหรอ” จุ๊บแจงหยิบกล้วยตากขึ้นมาชิม
“ไม่ได้แช่หรอกจ้ะ ใช้กล้วยน้ำว้าสุกมาตากก็เลยหวาน” ฉันตอบ
“จริงสินะ ในบรรดากล้วยทั้งหลายนี่ เรื่องความหวานต้องยกให้กล้วยน้ำว้า แถมยังมีธาตุเหล็กและวิตามินซีเยอะกว่าชนิดอื่น” เภสัชกรเอกเริ่มบรรยาย “กล้วยสุกก็ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และเป็นยาระบายที่ดีเลยละ”
“ทำไมบางทีฉันกินกล้วยแล้วท้องอืดน่ะเอก” ปูเป้สงสัย
“เธอไปกินกล้วยที่ยังไม่สุกน่ะสิ จะท้องอืด กล้วยดิบช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ แต่เป็นท้องเสียแบบไม่ได้ติดเชื้อนะ รักษาโรคกระเพาะด้วย ทางยาสมุนไพรเขาใช้สมานแผลได้อีก” เอกอธิบายต่อ
“แล้วหัวปลีนี่ล่ะ แก้อะไรได้” หนุงหนิงถามบ้าง
“หัวปลีมีธาตุเหล็กสูงมาก..เอ้า ให้ทายดีกว่า” เอกยิ้ม
“โรคโลหิตจางใช่ไหม” จุ๊บแจงตอบ
“เก่งนี่” เอกหัวเราะ
“ใบตองก็ใช้ประโยชน์สารพัดเนอะ หยวกอ่อนข้างในก็อร่อย ตะวันจำได้ไหมที่เราไปเดินป่าที่ จ. น่าน กัน แล้วพี่ที่เป็นทหารนำทางเค้าตัดหยวกกล้วยป่ามาจิ้มน้ำพริกกัน อร่อยแทบตาย” ภูบอก
“เมื่อก่อนแม่กับพวกเรานั่งลอกก้านใบ ตรงที่เราเห็นเป็นต้นน่ะค่ะ ลอกเป็นเส้นยาวๆแล้วชุบน้ำเกลือตาก เอาไปขายที่ตลาดให้แม่ค้าทำเชือกผูกของ” จันทร์บอก “ตัดใบตองขายด้วย ใครตัด ใครมัด ก็ได้ค่าขนมไปโรงเรียน”
“ดาวสิ เก่งกว่าใคร..เอาขนมที่แม่ทำให้เราไปกินที่โรงเรียนไปขายต่อเพื่อนๆ ได้สตางค์เยอะเลย กว่าจะรู้ เล่นเอากล้วยฉาบ กับกล้วยกวนหมดโหลเลย” จันทร์เล่าต่อ
“ทำไมกล้วยบางชนิดมีเมล็ดบางชนิดไม่มีล่ะ” ปูเป้ถาม
“จุดดำๆที่แกนกลางนั่นแหละจ้ะ มันคือรังไข่ที่ไม่เจริญเลยไม่เป็นเมล็ด มันจึงหาทางแพร่พันธุ์โดยมีหน่อไงล่ะ” ฉันตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ปลูกไม่ยากสิ แค่เอาหน่อไปปลูกเอง” ภูถามต่อ
“จ้ะ แต่ต้องปลูกในดินร่วนปนดินเหนียว พอระบายน้ำได้ดี แต่อย่าให้น้ำท่วมขัง หน่อที่จะเอาไปปลูกจะต้องสูงสักเมตรนึงจะดี”
“เห็นแม่ตัดรากก่อนลงดินด้วยนะพี่ตะวัน” จันทร์บอก
“ใช่จ้ะ ขุดหลุมลึกสักสองฟุต ใส่ปุ๋ยด้วย พอปลูกแล้วต้องรดน้ำ แต่อย่าให้น้ำขังสัก ๓ เดือนค่อยใส่ปุ๋ยอีกที … ๒-๓ เดือนเอง…..ก็ได้กินแล้ว”
“ง่ายดีเนอะ”