
ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๔ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๔


ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๔ ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๔

Tags: ทักทาย, สาระสาร # 24
โดย… ส้มจี๊ด
ส้มจี๊ดต้องขออภัยที่ฉบับที่แล้วหนีหน้าหายไปไม่บอกกล่าว ความจริงส้มจี๊ดไม่อยาก “แวบ” หรอก เพียงแต่แบตเตอรี่การเขียนมันหดหาย จึงต้องขออนุญาตโดยไม่บอกกล่าวแอบไปชาร์จแบตเตอรี่ แต่ขอรับรองว่าไม่ได้ไปชาร์จผิดที่เหมือนใครบางคน จนเบลอ ๆ ไป
เห็นชื่อเรื่องวันนี้ไม่ต้องตกใจ คิดว่าพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคชาติไทยผสมกับพรรคเสรีธรรม เพียงแต่ว่าหมู่นี้ส้มจี๊ดเห็นโรค “การค้าเสรี” จับสมองของผู้นำประเทศหลายคน จึงขอเล่นด้วยคนเจ้าค่ะ อันว่า “การค้าเสรี” ฟังก็ดูดีออก มันคงไม่มีการกีดกันการทำมาค้าขาย แต่จริง ๆ แล้วมันอยู่ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า “การไหลอย่างเสรีของทุน” ซึ่งก็คือผู้มีเงิน สามารถทำการค้าขายได้คล่องกว่าคนที่มีทุนน้อย ส่วนทุนน้อยก็ต้องหมอบให้ทุนมาก คือยอมเป็นพวกเขา หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไปเลย
อย่าถามหาความยุติธรรมกับการค้าเสรี เพราะเงินซึ่งก็คืออัตราการเติบโตของประเทศ (GDP) เป็นคำตอบสุดท้ายของเกมเศรษฐีนี้ มันต่างจากวลีในอดีตของคนไทยที่จารึกในหลักศิลาว่า “ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย” ถ้าส้มจี๊ดเขียนผิดก็ต้องขออภัยด้วย เพราะหลงลืมตามวัยของตัวเอง แต่รับรองจิตวิญญาณของประโยคนี้มันต่างจากเสรีที่เหล่าผู้นำพูดถึงแน่
การค้าเสรีที่เป็นธรรม ส้มจี๊ดของย้ำคำว่า “เป็นธรรม” มากกว่า “ยุติธรรม” เพราะส้มจี๊ดเชื่อในหลักธรรมของศาสนามากกว่าหลักยุติธรรมของกฎหมาย เราควรเห็นแก่ชุมชน สิ่งแวดล้อม สถาบันครอบครัว มากกว่าแค่เงินอย่างเดียว บางครั้งการค้าเสรีอาจจะนำมากซึ่งอัตราเติบโตเศรษฐกิจที่สูงปรี๊ด แต่บอกได้ว่ามันอยู่กับกลุ่มคนแค่หยิบมือเดียว เหมือนผู้บริหารคนหนึ่งในอดีตได้เงินเดือนเป็นล้านบาทในบริษัทของตนเอง แต่พอทำงานการเมืองเหลือเงินเดือนแค่แสนบาท ฟังแล้วน่าสงสาร แต่ถ้าเทียบกับรายได้ค่าแรงรายวันวันละประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่าบาท มันเทียบไม่ได้ ช่องว่างคนมันต่างนัก ดังนั้นหากหวังว่าคนหยิบมือที่สร้างความรุ่มรวยและความเจริญให้กับประเทศ จะเป็นแรงฉุดให้คนระดับล่างอยู่อย่างสุขสบายแล้วละก็ ส้มจี๊ดว่าไม่จริง เพียงแต่เราควรทำให้คนระดับล่างสามารถอยู่กินได้อย่างผาสุก มุ่งหาอบายมุขที่น้อยลง ส้มจี๊ดว่าจะดีกว่ารอหัวรถจักรของการค้าเสรีมาฉุดนำประเทศ
ร่ายมาตั้งนานท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ไฟในตัวส้มจี๊ดก็เดือดปุด ๆ อยากให้ประเทศไทยอยู่อย่างเป็นธรรมจริง ๆ เด็กข้างถนนล้วนรอความหวังจากผู้นำเงินล้านของเรา แต่อย่างว่าเดี๋ยวนี้ความจริงของเราอยู่อย่างตัวใครตัวมัน อากาศร้อนเร่งแอร์ เปิดแอร์อย่างสุด ๆ ค่าไฟขึ้นกระฉูด ดุลเงินไหลออกตามน้ำมัน หรือต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม และยังผลักอากาศร้อนออกสู่ภายนอก ปากก็ว่า “ร้อน ๆ ขึ้นทุกปี” แต่ความจริงส่วนหนึ่งของกระทำของคนเราที่อยากสบายอยู่คนเดียว ทำให้อากาศร้อนขึ้น ก็ต้องอนาถกับชะตาของโลกใบนี้ ผู้อ่านอย่างงนะเจ้าค่ะว่าส้มจี๊ดบ้า มันเหมือนคนละเรื่อง แต่จะบอกว่า “การกระทำเสรีบางครั้ง มันทำร้ายส่วนรวมในภายหน้า” เจ้าค่ะ.
Tags: ชาติไทยเสรี, สาระสาร # 24
สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน
เป็นอย่างไรบ้างครับ สงกรานต์ที่ผ่านมา คงสนุกสนานกันเต็มที่ สำหรับผู้เขียนคงจะแก่ไปสำหรับการไปเล่นสาดน้ำ เลยอยู่แต่บ้าน หาหนังสือมาอ่านก็ดีเหมือนกันไม่สิ้นเปลืองเงินทอง
อยู่ที่บ้านช่วงสงกรานต์ ขอสารภาพว่าได้อ่านแต่หนังสือพิมพ์ ได้อ่านเต็มๆเลยครับ อ่านทุกหน้า อ่านแบบละเอียดยิบ ซึ่งที่ผ่านๆมาอ่านแบบผ่านๆ พอได้อ่านละเอียดขนาดนี้จึงได้รู้ว่าหนังสือพิมพ์ไม่เหมาะกับเด็กครับ(ทัศนะ ส่วนตัวของผู้เขียน) ความจริงแล้วผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า หนังสือพิมพ์เป็นหนังสือที่สร้างให้ผู้เขียนรักการอ่าน เพราะที่บ้านรับหนังสือพิมพ์รายวัน
ส่วนที่ไม่เหมาะกับเด็กที่ชัดเจนที่สุด คือหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ ไม่ว่ากรอบเล็กกรอบใหญ่ ล้วนใช้คำที่หวือหวา หรือใช้คำย่อต่างๆ แม้แต่ผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่สามารถเข้าใจความหมายเหล่านี้ได้ ถ้าไม่ได้ติดตามข่าวมาตลอด เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเด็ก นี่ยังไม่ได้นับรวมภาพข่าวที่ไม่เหมาะสม หรือภาพหวือหวายั่วยุกามมารมณ์ในฉบับวันเสาร์ หรืออาทิตย์ของหนังสือพิมพ์บางฉบับ แต่ก็ต้องขอชมเชยบางฉบับที่ทั้งคำและภาพข่าวยังพอทนได้ หรือหน้าสำหรับเด็กๆในวันหยุด ส่วนการตรวจคำผิดก่อนนำเสนอก็ต้องเห็นใจทางหนังสือพิมพ์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา จนทำให้มีคำผิดเยอะแยะในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ
ที่กล่าวๆมาไม่ใช่หนังสือพิมพ์จะมีแต่เรื่องไม่ดีสำหรับเด็ก เรื่องดีๆก็มีเยอะแยะ ความใหม่ของเรื่องราวต่างในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความรู้ทางการศึกษา ความบันเทิง ศิลปหรือวัฒนธรรม ล้วนหาได้จากหนังสือพิมพ์ทั้งสิ้น เพราะหนังสือพิมพ์ออกทุกวัน และมีการแข่งขันการนำเสนอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับเด็กเล็กๆที่ยังไม่สามารถใช้วิจารณญาณของตนเองได้ พ่อแม่ควรมีส่วนช่วยเหลือ
ต้องยอมรับถึงการพาดหัวข่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ขายดี บ่อยครั้งเราซื้อเพราะหัวข่าว แม้ข้างในรายละเอียดของข่าวจะแห้งแล้งเสียเต็มที สำหรับพาดหัวแล้วความหมายของคำย่อ ชื่อเล่นหรือฉายาที่นักข่าวใช้เรียกบุคคลสำคัญภายในประเทศ คนที่อ่านแล้วจะเข้าใจในระดับหนึ่ง น่าจะต้องเป็นแฟนพันธ์แท้ของหนังสือพิมพ์และข่าวสารบ้านเมือง เพราะถ้าคนที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ต้องงงเป็นไก่ตาแตกแน่ๆ อย่างเช่นพาดหัวเหล่านี้ผู้อ่านเห็นแล้วคิดอย่างไรบ้าง วาระซ่อนเร้นย้าย”มธ” ฟาด”โท-เอก” 60ล./ปี หรือ 3ปี”เต่า พาศก.ลงหลุม นี่ยังไม่นับรวมพาดหัวของหนังสือพิมพ์ข่าวชาวบ้านบางฉบับ ที่ชอบลงเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่องมงายของชาวบ้าน เช่นควายออกลูกมีหน้าคล้ายหมู หรือคนเมาสุราอาละวาดกัดกับหมาโดเบอแมน ซึ่งมีคนเคยกล่าวถึงเรื่องที่จะเป็นข่าวได้คือ หมากัดคนไม่เป็นข่าวแต่ถ้าคนไปกัดหมาเข้าละก้อดังแน่ๆ
สรุปว่าหนังสือทุกชนิดมีทั้งดี ไม่ดี พ่อแม่ผู้ปกครองควรพิถีพิถันในเรื่องนี้ ไม่ควรเพียงแต่เห็นว่าลูกรักการอ่านก็อัดเข้าไป ไม่ต้องสนกันหรอกว่าหนังสือนั้นมีประโยชน์หรือไม่ ผู้เขียนคนหนึ่งแหละที่จะไม่ยอมให้ลูกอ่านหนังสือที่ไม่มีประโยชน์ จนกว่าเข้าจะโตพอที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่ามันไม่มีประโยชน์ตรงไหน
นักอ่านไส้แห้ง
Tags: สาระสาร # 24, หนังสือพิมพ์
ฉันกับแม่กลับจากตลาดแดดก็เริ่มแรงแล้ว ด้วยความที่ตลาดอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 20 กิโลเมตร เราจึงไปตลาดเพื่อซื้อของแห้ง และเนื้อสัตว์อาทิตย์ละครั้ง จันทร์กำลังรดน้ำแปลงผักข้างครัว วางมือมาช่วยถือของ
“วันนี้แม่ซื้อขนมจีนมาด้วย … ทำขนมจีนน้ำพริกนะคะแม่” จันทร์ช่วยเก็บของเข้าที่
“จ้ะ…แม่เห็นว่าจันทร์ชอบ แล้วก็ไม่ได้กินเสียนาน …. แล้วรดน้ำเสร็จแล้วหรือลูก ไปทำต่อก็ได้เดี๋ยวแม่กับพี่ตะวันเก็บกันเอง” แม่ตอบ
“เสร็จแล้วละค่ะแม่ จันทร์เดินไปดูฟักทองที่เจ้าไทมาปลูก ลูกโตแล้วนะคะ”
“แม่เก็บขายไปรุ่นนึงแล้วล่ะจันทร์ พี่ก็เขียนจดหมายไปบอกไทว่าฟักทองที่ไทมาปลูก ตอนนี้ทำ Jack-o’-lantern ได้แล้ว คงจะดีใจแน่…แม่จะทำน้ำพริกเลยไหมคะ ตะวันจะเตรียมเครื่องไว้ให้เลย”
“เอาสิลูก….จันทร์ไปเก็บผักมาทอดแกล้มขนมจีนสิลูก ตะกร้าอยู่ตรงที่คว่ำจานแน่ะ เก็บมาเผื่อทอดไปถวายเพลหลวงลุงด้วยนะ”
แม่พาจันทร์ไปกราบนมัสการหลวงลุง ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของแม่ ตอนที่ท่านยังเด็กอาศัยวัดเป็นที่เรียนหนังสือ ท่านรักเรียนมากแต่ตากับยายไม่มีเงินส่งให้เรียนจึงให้หลวงลุงบวชเรียนทางธรรม ด้วยความที่ใกล้พระใกล้วัด และถูกอบรมสั่งสอนโดยหลวงตาที่เป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ยังเด็ก หลวงลุงจึงศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก บวชมาเกือบสามสิบพรรษาแล้ว ถวายเพลหลวงลุงแล้วจึงกลับ
“จันทร์…ไปเด็ดพวงชมพูข้างวัดมาทำไม บาปตายเลย” ฉันเห็นจันทร์ถือยอดพวงชมพูมากำมือหนึ่ง
“หลวงลุงอนุญาตแล้วจ้ะพี่ตะวัน แถมยังบอกให้เด็ดมาเยอะๆเอามาชุบแป้งทอดแกล้มขนมจีนอีก” จันทร์เดินถือเข้าครัวไปล้างเตรียมทอด….ฉันงง
“กินได้หรือคะแม่…ตะวันไม่ทราบมาก่อนเลย เห็นปลูกเลื้อยไว้ทำรั้วให้สวยๆ”
“ได้สิลูก…แม่ก็ลืมไปหลวงลุงเคยบอกแม่นานแล้วว่ากินได้ สมัยที่หลวงลุงธุดงค์ไปที่ไชยา หลวงลุงว่าทางใต้เขาเอามาลวกจิ้มน้ำพริกบ้าง ผัดใส่ไข่ยังได้เลย”
“หัวที่อยู่ใต้ดินก็เอามาต้มกินได้นะพี่ตะวัน จันทร์เด็ดยอดมาลองชุบแป้งทอดดูก่อน ถ้าอร่อยคราวหน้าค่อยลองขอหัวมาต้มมั่ง”
เรา นั่งล้อมวงกินข้าวกันสามแม่ลูก ผักที่นำมาทอดมีหลายอย่าง หาได้ในบ้านทั้งนั้น เช่น ใบพริก ใบทองหลาง ใบเล็บครุฑ ใบตำลึง ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว หัวปลีสด ฯลฯ ทั้งอร่อยและปลอดภัย เราไม่ได้อยู่พร้อมกันนานมากแล้ว ตั้งแต่กลางจันทร์สอบชิงทุนรัฐบาลเยอรมันได้เมื่อสองปีที่แล้วก็เพิ่งกลับมา เยี่ยมบ้านครั้งนี้ ส่วนปลายดาวน้องสาวคนเล็กพอจบปริญญาโทที่ออสเตรเลียก็แต่งงาน สร้างครอบครัวอยู่ที่นั่นมาเกือบสี่ปีแล้ว แต่ก็กลับมาเยี่ยมบ้านปีละ 2-3 ครั้ง
“พี่ตะวันรู้ไหม พวงชมพูเนี่ยฝรั่งเค้าเรียกว่า Chain of love นะ”
“อ๋อ…เพราะใบเป็นรูปหัวใจใช่ไหม อืมม….จริงสิ เหมือนเอาหัวใจมาร้อยเป็นเส้นยาวๆเลยนะ”
“คิดถึงดาวนะคะแม่ ถ้าดาวอยู่ต้องมีแกงเขียวหวานไก่อีกอย่าง” จันทร์ตักน้ำพริกราดขนมจีนส่งให้แม่
“อยู่ที่เยอรมันคิดถึงบ้านจะแย่ คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่” จันทร์หันมายักคิ้วกับฉัน
“อย่ามาประจบแม่ ที่โน่นก็มีอาหารไทยกิน จันทร์ก็ซื้อมาทำเองออกบ่อยนี่” แม่ยิ้ม
“มันไม่เหมือนแม่ทำนี่คะ แม่รู้ไหมคะที่โน่นเค้าไม่ค่อยทำอาหารกัน มัวแต่ทำงานหาเงิน แล้วเอาเงินไปซื้อมากินกันในครอบครัว”
“เมืองไทยก็มีเยอะไปจ้ะ หลายคนถือว่าเงินคือความสุข ใครที่หาได้มากถือว่าเก่ง และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต” ฉันว่า
“เรากำลังทำลายสังคมที่เป็นรากหรือเป็นแก่นของเราจนเกือบหมดแล้วละลูก เมื่อสมัยตากับยาย และสมัยแม่ยังเด็กๆ สังคมไทยเป็นเรื่องของมนุษย์ มีความผูกพันกันทุกระบบสังคม ตอนนั้นความสุขคือการได้แบ่งปัน เป็นการร่วมสุขร่วมทุกข์กัน เป็นเหมือนกันทั้งระบบสังคม” แม่อธิบาย
“ตอนนี้ไม่มีใครรู้จักความสุขที่แท้จริงนะคะแม่” จันทร์ต่อ
“ตอนนี้ต่างคนต่างให้ความหมายกันไป ถ้าเราให้ความสำคัญกับอะไรมากสิ่งนั้นก็เป็นความสุขสูงสุดในชีวิตนั่นแหละจ้ะ” แม่ตอบ
“สังคมเมื่อก่อนให้ความสำคัญกับอะไรคะแม่” ฉันถามบ้าง
“สังคมเมื่อก่อนเป็นสังคมแม่จ้ะ ผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน เขาถึงเรียกว่า แม่ศรีเรือน เมื่อก่อนผู้ชาย ไปขอสาวมาเป็นแม่เรือนต้องเอาเงินเอาทองไปขอ แต่งงานแล้วต้องเข้ามาอยู่บ้านผู้หญิง ถือว่าผู้ชายเป็น ขี้ข้าเงินแถม มาอยู่บ้านผู้หญิงก็ต้องออกไปทำงานหารายได้ แล้วยังเอาเงินมาให้ผู้หญิงเก็บด้วยแน่ะ” เราหัวเราะกันใหญ่
“มีเงินมันก็ดี มันแลกความสะดวกสบายได้หลายอย่าง แต่มีให้พอดี” แม่พูดต่อ
“คนส่วนใหญ่จะสะกดคำว่าพอดีไม่ค่อยเป็นนะคะแม่ หรือกะไม่ถูกว่าความพอดีอยู่ตรงไหน”
“ใช่ลูก….สมัยนี้เราเน้นสอนกันแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ลืมสอนเรื่องสุนทรีย์เรื่องความเป็นมนุษย์ไปหมด พอเด็กถูกสอนแบบนี้ก็จะลืมนึกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะมีแต่เรื่องตัวเลข เรื่องเครื่องจักรกล เอาชนะธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับเงินเป็นใหญ่” แม่อธิบายต่อ
“ประเทศที่เห็นเงินทองเป็นเรื่องใหญ่ จะหลงลืมความเป็นสังคมแม่มากขึ้น ลูกสังเกตไหมว่าผู้หญิงถูกทำร้ายมากขึ้น”
“โชคดีที่บ้านเรามี Chain of love อยู่นะคะแม่ …. และแม่ก็ยังเป็นคนที่สำคัญที่สุดของเรา”
ฉันไปถามวิธีการปลูกพวงชมพู หรือ Chain of love จากหลวงลุงมาแล้วละค่ะ ถ้าใครสนใจจะปลูกไว้เลื้อยริมรั้วสวยๆจะเหมาะมากเพราะจะคลุมรั้วมิดชิด ออกดอกตลอดปี ปลูกโดยใช้เมล็ดค่ะ ขุดหลุมเล็กๆริมรั้วให้ลึกประมาณสองข้อนิ้วมือ โรยปุ๋ยคอกก้นหลุม ใช้ดินกลบทับเล็กน้อยหยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 2 เมตร แล้วกลบดินบางๆ รดน้ำทุกวันให้ชุ่มๆ พอแตกใบจริงและตั้งยอดได้ คราวนี้ก็คอยจัดยอดให้เลื้อยไปตามรั้วให้สวยงามค่ะ
Tags: พวงชมพู, สาระสาร # 24




