• sarasarn_head4

    ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๓ ประจำเดือนเมษายน ๒๕๔๔

    คำปรารภ…

    สวัสดี ครับ … เดือนนี้เป็นเดือนที่ประเทศไทยจะชุ่มฉ่ำไปด้วยสายน้ำ เนื่องจากเป็นเดือนที่มีวันหยุดยาว เทศกาลสงกรานต์ครับ นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ก็ยังมีวันผู้สูงอายุ และ วันครอบครัว ด้วยนะครับ ยังไงแล้ว ถ้าต้องกลับบ้านต่างจังหวัด อย่าลืมกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่และสำหรับครอบครัวด้วยนะครับ อย่าเอาแต่ไปสาดน้ำกันอย่างเดียว

    ฉบับนี้ อาจจะมีเนื้อหาน้อยอยู่สักหน่อย เนื่องจากผู้เขียนหลายท่าน มีปัญหารุมเร้า ทั้งอุบัติเหตุและปัญหาหน้าที่การงาน แต่ยังไงเสีย ความเข้มของเนื้อหา ก็ยังคงมิได้ลดลงเลย ยังอัดแน่นด้วยคุณภาพเช่นเคย…

    Tags: ,

  • รัฐบาลชุดทักษิณเป็นรัฐบาลแรกที่ได้รับเสียงไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง และสามารถผลักดันนโยบายหาเสียงให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น ภายใต้แนวบริหาร “คิดใหม่ ทำใหม่” เป้าหมาย, ยุทธศาสตร์,กลยุทธ์ ถูกนำมาใช้บริหารประเทศแบบมืออาชีพเหมือนที่เคยทำสำเร็จใน “ชินวัตร” แต่ในสภาพสังคมที่ซับซ้อนมากกว่าบริหารในบริษัท ผลลัพธ์จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร คงได้รู้ใน ๔ ปีข้างหน้านี้

    นโยบาย ๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์ ความจริงเป็นแนวทางที่ภาครัฐใช้กับสินค้าเกษตรมาแล้ว จะเห็นได้จากการดึงชนบทให้หันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวป้อนเข้าระบบอุตสาหกรรม จากชีวิตที่ “พออยู่พอกิน” กลายเป็น “ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับระบบการค้าเสรี” เหมือนปัจจุบัน หนี้สินจำนวนมากตกอยู่บนหลังคาชาวไร่, ชาวนา, ชาวสวน เพราะจาก “วิถีความเป็นคน” กลายเป็น “ปัจจัยการผลิต” ปัจจัยหนึ่งในระบบอุตสาหกรรม

    แม้จะมีความเหมือนอยู่ในย่อหน้าข้างบน แต่ก็มีความต่างอยู่เช่นกัน “๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์” ถ้าคำนึงถึงความสอดคล้องความเป็นจริงของท้องถิ่นแต่ละที่ก่อน และแปรความสามารถพิเศษของแต่ละชุมชน เป็นสินค้าป้อนความสู่สังคมตลาด ภายใต้ “ความต้องการที่แท้จริงของชุมชน” กล่าวคือไม่ใช่มุ่งแต่ “กำไรขาดทุน” ซึ่งในชีวิตจริงของชาวบ้านยังพึ่งพาอาศัยกันระหว่าง “บ้านกับบ้าน” และ “ชุมชนกับชุมชน” ก็จะช่วยให้ชาวบ้านมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น และทำให้ “ท้องถิ่นเข้มแข็ง”

    ดังนั้นความหมายของ “๑ หมู่บ้าน ๑ ผลิตภัณฑ์” จึงมีมิติเชิงลึกมากกว่าที่รัฐจะเข้าไปจัดการได้ด้วยตัวเอง และหากต้องการประสบความสำเร็จเชิงยั่งยืนแล้ว ต้องพยายามให้ชุมชนยืนหยัดได้เองด้วยการคิดเอง ทำเอง และจัดการเอง โดยมีภาครัฐ, NGO เป็นตัวสนับสนุน

    หากรัฐไม่ได้มองเพียงแค่ผลิตภัณฑ์เป็นเพียงแค่ “สินค้า” หรือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่จะไปแข่งขันแต่เพียงตลาดโลก แต่เอาชุมชนเป็นตัวตั้ง รัฐบาลจะมองเห็นโครงการอีกมากมายที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนได้ ยกตัวอย่างขนมจีนในแต่ละพื้นที่ก็ล้วนมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง การที่จะคงให้เหลือแค่หนึ่งเดียว อาจจะทำลายภูมิปัญญาชาวบ้านอีกท้องที่ไป จึงควรยกระดับรสชาติในแต่ละท้องที่ให้มีมาตรฐานและสุขอนามัย นำเสนอเข้าตลาด เพราะอย่างน้อยความต้องการในชุมชนเขายังมี แม้ขายไม่ได้ เขาก็ยังใช้บริโภคภายใน และเป็นอาชีพเสริมในท้องถิ่นตัวเอง แต่ถ้าขายได้ ก็จะขยาย “รสนิยม” ที่เหมือนกันในมิติเชิงกว้าง มากกว่าจะเป็น “ตลาด” เช่นผักปลอดสารพิษ ที่ขยายจากชุมชนหนึ่งไปสู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีรสนิยมเดียวกัน ต่างก็เกื้อหนุนช่วยเหลือกัน มากกว่าที่จะมองเพียงแค่ “ตัวเลข” มิติของ “น้ำใจ” ยังเกื้อหนุนเป็นห่วงโซ่ของการดำรงชีวิตของ “คน” ต่อไป.

    Tags: , ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    ความจริงแล้วไม่อยากจะแนะนำหนังสือ ที่หาซื้อยากๆหรือหาซื้อบนแผงหนังสือไม่ได้แล้ว มันเหมือน
    เป็นการมัดมือชกผู้อ่านเกินไป

    นิตยสาร “ฟ้า” ที่จะแนะนำปิดตัวเองไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้เขียนยังเก็บไว้เกือบทุกเล่มแม้บางเล่มหรือบางเรื่องได้ถูกหนูแทะเป็น อาหารไปเรียบร้อย “ฟ้า”เป็นนิตยสารที่ว่าด้วยงานเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว อีกทั้งเรื่องแปลก็ถูกอัดแน่นอยู่ในนั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า”ฟ้า” ไม่มีเรื่องราวอย่างอื่นอยู่ในนั้นเสียเลย มีทั้งเรื่องท่องเที่ยว สารคดี ปกิณกะบันเทิงเริงรมย์ ซึ่งในตอนนี้เราคงหา นิตยสารอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว

    นิตยสาร “ฟ้า” อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงจาก “ฟ้าเมืองไทย”ที่ปิดตัวลง บรรณาธิการคือคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในยุคสมัยนั้นไม่มีใครเทียบเคียงได้ ทำให้”ฟ้า”อัดแน่นไปด้วยนักเขียนคุณภาพ ไม่ว่ารุ่นเล็กรุ่นใหญ่มารวมกันอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น คำสิงห์ ศรีนอก, สุจิตต์ วงษ์เทศ, รงค์ วงษ์สวรรค์, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,หรือแม้กระทั่งตลกชื่อดังผู้มากความสามารถ ยาว อยุธยา นี่ขนาดแค่ฉบับแรกคือ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ เท่านั้น
    ซึ่งฉบับต่อๆมาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้เขียนนำเล่มเก่าๆมาอ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ เรื่องสั้นเรื่องยาวของนักเขียนน้อยใหญ่ที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ในปัจจุบันนักเขียนเหล่านี้ได้รางวัลใหญ่จากงานเขียนก็หลายคน แต่ถ้าย้อนกลับไปแล้วเขาเริ่มต้นงานเขียนที่”ฟ้า”

    ก็อย่างที่บอกหนังสืออาจจะหายากสักหน่อย อาจจะต้องไปหาตามแผงหนังสือเก่า หรือไม่ก็ตามรถซาเล้งรับซื้อของเก่า แต่ถ้าเจอแล้วแพงอย่าซื้อครับ “ฟ้า”เป็นหนังสือที่เหมาะกับการนำไปอ่านไม่เหมาะกับการไปเก็บเก็งกำไรเป็นหนังสือหายาก หนังสืออาจจะหายากจริงๆเพราะผู้เขียนไปเดินหาหลายครั้งยังไม่เจอสักเล่ม อาจจะเป็นเพราะพิมพ์น้อย ดังที่คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์กล่าวไว้ในบทบรรณาธิการ ฉบับที่ ๒ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๒
    ว่า “การที่หาซื้อยาก มิได้แสดงว่าหนังสือนี้ ดีเลิศประเสริฐศรีอะไรนักหรอก แต่มันหมายว่าเราพิมพ์น้อยเผื่อเหนียวต่างหากเล่า อันคุณภาพนั้นก็ยังคงรอให้ท่านติชมแสดงความเห็นต่อไป”

    จะเห็นได้ว่าแม้บทบรรณาธิการ ท่านก็ยังกล่าวแบบอ่อนน้อม ถ่อมตน ซึ่งเป็นนิสัยแท้จริงของท่าน นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักเขียนน้อยใหญ่ แห่แหนกันมาเขียนให้นิตยสาร”ฟ้า” ด้วยความศรัทธาในบรรณาธิการคือ คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ มากกว่ามาด้วยอามิสสินจ้าง

    ผู้เขียนเก็บ”ฟ้าตั้งแต่เล่มแรก คือ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ จนถึงเล่มปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓๔ ตุลาคม ๒๕๓๔ หน้าปกเป็นรูปคุณศรัญยู วงศ์กระจ่าง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเล่มสุดท้ายหรือเปล่า เพราะมีอยู่แค่นี้ ผู้เขียนพยายามค้นอ่านบทบรรณาธิการฉบับเก่าๆ โดยเฉพาะเล่มสุดท้ายที่มี ก็ไม่มีการกล่าวอะไรที่เป็นสัญญาณว่า “ฟ้า”จะต้องปิดตัวเองหรือว่าเริ่มอยู่ไม่ได้แล้ว หรือว่ายังมีต่อจากเล่มนี้ แล้วผู้เขียนไม่ได้ซื้อต่อก็เป็นไปได้ ผู้ใดทราบจะแรกเปลี่ยนข้อมูลกันก็เชิญได้

    “ฟ้า” เป็นนิตยสารรายเดือน ฉบับแรกที่ออกมามีราคา ๓๐ บาท จนถึงฉบับสุดท้ายที่ผู้เขียนมีขึ้นเป็น ๓๕ บาท นับจากวันที่ออกจนถึงเดือนนี้ก็มีอายุ ๑๒ ปี ผู้เขียนยังหยิบมาอ่านได้อย่างไม่รู้เบื่อ แม้บางเล่มจะถูกกัดแทะจากแมลงและหนู “ฟ้า”อัดแน่นไปด้วยงานคุณภาพหลายแขนง ไม่ใช่เรื่องวรรณกรรมอย่างเดียว รับรองว่าหาไม่ได้ในนิตยสารปัจจุบันนี้ ถ้าไปเดินแผงหนังสือเก่าแล้วพบเจอ ถ้าไม่แพงนักพอจะซื้อได้ซื้อเถอะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแล้วถ้าได้มาสักเล่ม ผู้เขียนเชื่อว่าคราวนี้หยุดไม่ได้ที่จะต้องหาเล่มอื่นๆมาอ่านอีก

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: , ,

  • ฉันได้รับข้อความผ่านอีเมล์จากหนุงหนิงว่าจะกลับมาเมืองไทยเพื่อประชุมวางแผนงานที่บริษัทเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และจะลางานต่ออีก 1 สัปดาห์ เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ และบอกอีกว่ามีเรื่องให้เซอร์ไพรซ์อีกด้วย นายภูโทรศัพท์มาแจ้งข่าวนัดหมายเพื่อนๆ มารวมกันที่บ้านสวนของฉันวันเสาร์หน้า

    เช้าวันเสาร์ รถยนต์สามคันขับตามกันมา จอดเรียงกันที่ใต้ต้นมะขามเทศ หนุงหนิงลงจากรถก่อนใคร วิ่งเข้ามากอดฉัน “ตะวันจ๋า…ฉันคิดถึงเธอจริงๆเลย เมื่อคืนเกือบไม่ได้นอน หลังจากคุยโทรศัพท์กับเธอแล้ว ปูเป้ก็มานอนด้วย คุยกันเรื่องเธอกับเพื่อนคนอื่นๆเกือบเช้าแน่ะ”

    “คุยเรื่องฉันน่ะเหรอ…ฉันไม่มีเรื่องอะไรให้พูดถึงสักหน่อย อยู่บ้านทุกวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

    “ก็ตะวันเป็นคนที่ติดต่อยากที่สุด กว่าจะตอบเมล์ก็ตั้งอาทิตย์นึง โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยมีสัญญาณ” หนุงหนิงค้อน

    ” จะเอาอะไรกับบ้านกลางสวนแบบนี้ล่ะจ๊ะ ตะวันเข้าอำเภออาทิตย์ละหน ก็ได้อาศัยเช็คเมล์ตอนนั้น มือถือที่นี่สัญญาณดีเฉพาะตอนอากาศดีๆเท่านั้นแหละจ้ะ….พวกนี้ก็บ่นกันจะแย่ …..ไปๆๆขึ้นเรือนก่อนดีกว่า”

    “พวกเราใช้วิธีบุกถึงบ้านเลยล่ะหนุงหนิง ไม่โทรบอกล่วงหน้าด้วย…ฮ่าๆๆๆ” ภูหิ้วของพะรุงพะรังตามหลังมา พร้อมเพื่อนๆอีก 7-8 คน

    ฉันเพิ่งสังเกตว่าหนุงหนิงผมยาวขึ้นและเริ่มมีแก้มยุ้ยมากขึ้น นอกจากนี้กางเกงยีนส์ที่เคยนุ่งกลับเป็นกางเกงผ้าเนื้อเบา เสื้อสีสดใส แต่งหน้าบางๆ

    “สวยขึ้นนะเนี่ย…เพื่อนเรา” ฉันชม

    “ตอนฉันไปรับที่สนามบินยังจำไม่ได้เลย มัวแต่มองหายายเพิ้ง ที่แท้แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงมา” เอกกระเซ้า

    “บ้า…มันก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิยะ” หนุงหนิงค้อน

    “อ๋อ..นี่เหรอที่เธอบอกว่ามีเซอร์ไพรส์…” ฉันยกน้ำกระชายเย็นเจี๊ยบมาวางที่ระเบียงบ้าน

    “ไม่ใช่…มีเซอร์ไพรส์กว่านั้นอีก…” คราวนี้ทุกคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม

    “อะไรล่ะ..บอกมาเร็วๆ” จะมาไม้ไหนอีกหนอ พวกเพื่อนๆตัวดีของฉัน

    “แหม…ไปหาของว่างมาต้อนรับเพื่อนก่อนสิจ๊ะ เลี้ยงแต่น้ำยังไม่ทันหายเหนื่อย…ปูเป้กับจุ๊บแจงไปช่วยตะวันทำแล้วยกมาดีไหม… เห็นว่าทำทอดมันหัวปลีไม่ใช่เหรอจ๊ะ” หนุงหนิงรีบรุนหลังเพื่อนอีกสองคนไปในครัว เดาว่าจะให้คอยคุมฉันไว้ก่อน

    “พิธีรีตองเยอะจังนะ…เอ้า…ก็ได้” ฉันเดินเข้าครัวนำทอดมันหัวปลีที่เตรียมไว้แล้วออกมาตั้งกะทะทอดเป็นชิ้นๆ ปูเป้และจุ๊บแจงช่วยทำน้ำจิ้ม เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงยกออกไปที่ระเบียง

    ภาพข้างหน้าที่ฉันเห็นทำให้ฉันแทบจะทิ้งจานทอดมัน นั่น….”กลางจันทร์” น้องสาวของฉันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร

    “พี่ตะวัน สวัสดีค่ะ….แปลกใจไหม” จันทร์เดินเข้ามาไหว้ ฉันรับไหว้อย่าง งงๆอยู่

    “นี่มาได้ยังไงกัน ไม่บอกกล่าวกันเลย คบคิดกับพวกพี่ๆเค้าเหรอเนี่ย จันทร์”

    “มาพร้อมพี่หนุงหนิงเลยแหละ พอดีจันทร์ได้หยุดสามอาทิตย์ก่อนเสนอวิทยานิพนธ์ค่ะ เก็บตังค์ตั้งนานแน่ะ กว่าจะได้มา” จันทร์ยกจานทอดมันหัวปลีไปตั้งบนโต๊ะ

    “สายๆแม่คงกลับมาจากวัด แล้วอย่าเล่นอย่างนี้กับแม่นะ เดี๋ยวดีใจจนช็อคตาย”

    เป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก น้องสาวฉันได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศสองปีแล้วที่ไม่ได้กลับมาบ้านเลย แล้วจู่ๆก็มาปรากฏตัวโดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าแบบนี้

    “แม่ตากกล้วยอีกหรือเปล่าคะพี่ตะวัน” จันทร์เดินไปเปิดตู้ในครัว แม่มักจะมีอาหารแปรรูปใส่โหลเรียงรายไว้ เช่น ฟักทองอบกรอบ กล้วยตาก กล้วยกวน ถั่วลิสงคั่ว มะม่วงแผ่น มะยมหยี ฯลฯ เป็นของกินเล่นของลูกๆเวลาหิว นั่งดูโทรทัศน์ และได้รับแขกเวลาเพื่อนๆของลูกมาเที่ยวบ้าน ครั้งนี้ จันทร์ยกโหลใสบรรจุของกินเล่นไปหลายโหล

    “ฉันชอบบ้านตะวันก็ตรงนี้แหละ ไม่มีวันอดตาย ผักก็มี ผลไม้ก็มี ขนมก็มีกินสารพัดหาจากในบ้านได้เลย” เอกว่า

    “กล้วยตากหวานจังเลยตะวัน แม่แช่น้ำผึ้งด้วยเหรอ” จุ๊บแจงหยิบกล้วยตากขึ้นมาชิม

    “ไม่ได้แช่หรอกจ้ะ ใช้กล้วยน้ำว้าสุกมาตากก็เลยหวาน” ฉันตอบ

    “จริงสินะ ในบรรดากล้วยทั้งหลายนี่ เรื่องความหวานต้องยกให้กล้วยน้ำว้า แถมยังมีธาตุเหล็กและวิตามินซีเยอะกว่าชนิดอื่น” เภสัชกรเอกเริ่มบรรยาย “กล้วยสุกก็ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และเป็นยาระบายที่ดีเลยละ”

    “ทำไมบางทีฉันกินกล้วยแล้วท้องอืดน่ะเอก” ปูเป้สงสัย

    “เธอไปกินกล้วยที่ยังไม่สุกน่ะสิ จะท้องอืด กล้วยดิบช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ แต่เป็นท้องเสียแบบไม่ได้ติดเชื้อนะ รักษาโรคกระเพาะด้วย ทางยาสมุนไพรเขาใช้สมานแผลได้อีก” เอกอธิบายต่อ

    “แล้วหัวปลีนี่ล่ะ แก้อะไรได้” หนุงหนิงถามบ้าง

    “หัวปลีมีธาตุเหล็กสูงมาก..เอ้า ให้ทายดีกว่า” เอกยิ้ม

    “โรคโลหิตจางใช่ไหม” จุ๊บแจงตอบ

    “เก่งนี่” เอกหัวเราะ

    “ใบตองก็ใช้ประโยชน์สารพัดเนอะ หยวกอ่อนข้างในก็อร่อย ตะวันจำได้ไหมที่เราไปเดินป่าที่ จ. น่าน กัน แล้วพี่ที่เป็นทหารนำทางเค้าตัดหยวกกล้วยป่ามาจิ้มน้ำพริกกัน อร่อยแทบตาย” ภูบอก

    “เมื่อก่อนแม่กับพวกเรานั่งลอกก้านใบ ตรงที่เราเห็นเป็นต้นน่ะค่ะ ลอกเป็นเส้นยาวๆแล้วชุบน้ำเกลือตาก เอาไปขายที่ตลาดให้แม่ค้าทำเชือกผูกของ” จันทร์บอก “ตัดใบตองขายด้วย ใครตัด ใครมัด ก็ได้ค่าขนมไปโรงเรียน”

    “ดาวสิ เก่งกว่าใคร..เอาขนมที่แม่ทำให้เราไปกินที่โรงเรียนไปขายต่อเพื่อนๆ ได้สตางค์เยอะเลย กว่าจะรู้ เล่นเอากล้วยฉาบ กับกล้วยกวนหมดโหลเลย” จันทร์เล่าต่อ

    “ทำไมกล้วยบางชนิดมีเมล็ดบางชนิดไม่มีล่ะ” ปูเป้ถาม

    “จุดดำๆที่แกนกลางนั่นแหละจ้ะ มันคือรังไข่ที่ไม่เจริญเลยไม่เป็นเมล็ด มันจึงหาทางแพร่พันธุ์โดยมีหน่อไงล่ะ” ฉันตอบ

    “ถ้าอย่างนั้นก็ปลูกไม่ยากสิ แค่เอาหน่อไปปลูกเอง” ภูถามต่อ

    “จ้ะ แต่ต้องปลูกในดินร่วนปนดินเหนียว พอระบายน้ำได้ดี แต่อย่าให้น้ำท่วมขัง หน่อที่จะเอาไปปลูกจะต้องสูงสักเมตรนึงจะดี”

    “เห็นแม่ตัดรากก่อนลงดินด้วยนะพี่ตะวัน” จันทร์บอก

    “ใช่จ้ะ ขุดหลุมลึกสักสองฟุต ใส่ปุ๋ยด้วย พอปลูกแล้วต้องรดน้ำ แต่อย่าให้น้ำขังสัก ๓ เดือนค่อยใส่ปุ๋ยอีกที … ๒-๓ เดือนเอง…..ก็ได้กินแล้ว”

    “ง่ายดีเนอะ”

    Tags: , ,