
คนอิ่ม (จนปิดปาก กินไม่เข้า)
เพราะได้ดื่ม วิมุติภาพเข้าไป จนอ้วนพี
อิ่มเอิบด้วยความสุข เกินกว่าจะเปิดปากกินตัณหาเข้าไปลงคออีก
นี่คือ อิ่มจนไม่อยากกินเหยื่อโลกอีก ไม่ว่าเหยื่อชนิดไหนหมด

คนอิ่ม (จนปิดปาก กินไม่เข้า)
เพราะได้ดื่ม วิมุติภาพเข้าไป จนอ้วนพี
อิ่มเอิบด้วยความสุข เกินกว่าจะเปิดปากกินตัณหาเข้าไปลงคออีก
นี่คือ อิ่มจนไม่อยากกินเหยื่อโลกอีก ไม่ว่าเหยื่อชนิดไหนหมด
Tags: คนอิ่ม, สาระสาร # 23

ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๒ ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๔๔
คำปรารภ…
สวัสดีครับ …สวัสดีประเทศไทย ประเทศที่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ แม้กระทั่ง สมาชิกวุฒิสภาหรือ สว.ไปล่อลวงเด็ก ประเทศที่เพื่อนพ้องเหล่าสมาชิกวุฒิสภาพร้อมน้อมรับการกระทำ อีกทั้งยังโอบอุ้มไม่ให้กฏหมายเข้าไปจัดการ
ประเทศไทยของเรา ดินแดงแห่งความเป็นไปได้ทุกอย่าง (ที่ไม่ใช่เรื่องดี).. ไม่รู้จะภูมิใจ หรือ เศร้าสลดใจกันดี ???
Tags: ทักทาย, สาระสาร # 22
ในอดีตกว่า 50 ปี การพัฒนาด้านการเกษตรของเราถูกเน้นให้เป็นไปตามแนวทางพัฒนาโลกตะวันตก มีการนำเทคโนโลยีจากตะวันตกมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น เช่น การใช้ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช เครื่องจักรการเกษตร ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า “การปฏิวัติโลกสีเขียว” โดยเท็จจริงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ในระยะต้น แต่กลับสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดั่งจะเห็นได้ชัดในปัจจุบัน และบางครั้งเทคโนโลยีเหล่านี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเท่านั้น แต่มีผลเสียต่อระยะยาวค่อนข้างมาก เช่น การระบาดของแมลง จากการดื้อยาต่อสารเคมีที่ใช้กำจัด ทำให้สังคมโลกฉุกคิดและส่วนหนึ่งได้หวนกลับมาใช้วิถีดั้งเดิมในการทำเกษตร เราจะประมวลวิธีแก้ปัญหาโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน :
การ บริหารศัตรูพืชด้วยวิธผสมผสาน เป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน เพราะต้องอาศัยความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อม วิธีการเพาะปลูก และระบบการเพาะปลูกมาใช้เข้าด้วยกัน ดังนั้นการบริหารศัตรูพืชไม่ได้มีหลักอยู่ที่การกำจัด หากหมายถึงนำเทคนิคหลายอย่างมาผสมและป้องกัน วิธีที่ใช้กันมีอยู่หลายวิธี เช่น ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แมลงชนิดนั้น ๆ มีอาหารกินและขาดที่อยู่อาศัย, การปลูกพืชสลับ เป็นการปลูกพืชชนิดสลับกันไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดประชากรของแมลงศัตรูพืชทำให้เป็นที่ชุมนุมของแมลง ที่อาศัยแหล่งอาหารแตกต่างกัน เพิ่มแมลงศัตรูธรรมชาติที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช, การปลูกพืชกับดักแมลง เป็นการปลูกพืชล่อให้แมลงออกจากแปลงปลูกพืชไปอยู่ในแปลงกับดักโดยใช้พืชใน แปลงกับดักเป็นอาหาร เป็นต้น
เรา จะเห็นได้ว่าวิธีเหล่านี้ข้างต้นไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา แต่ใช้ความสังเกตและธรรมชาติมาควบคุม ซึ่งส่งผลเสียต่อธรรมชาติน้อยกว่าใช้สารเคมีมาก ยกตัวอย่างเช่นการนำโคมาไถนาจะทำผืนดินร่วนซุย ไม่แข็งกระด้างมากเท่ารถอีแต๋น แต่อาจจะได้ผลผลิตน้อยกว่า แต่ระยะยาวแล้วเป็นผลดีกับดินมากกว่า อีกทั้งมูลวัวหรือโคยังมาเป็นปุ๋ยสดได้ดียิ่ง, น้ำปัสสาวะวัวนำมาผสมเป็นสารไล่แมลง เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่ละเอียดอ่อนสะสมเป็นองค์ความรู้ ที่สร้างความยั่งยืนให้กับชีวิตและธรรมชาติมากกว่าเทคโนโลยีที่มุ่งจะเอาชนะ ธรรมชาติอย่างเดียว แต่นำผลร้ายกลับสู่ธรรมชาติและย้อนกลับมาทำลายตัวมนุษย์เราเอง.
หมายเหตุ สรุปจากนิตยสาร “เกษตรกรรมธรรมชาติ” ฉบับที่ 8/2543.
Tags: ธรรมช่าติ, ศัตรูพืช, สาระสาร # 22
โดย… ส้มจี๊ด
คอลัมภ์ “เคาะฝาโลง” ของส้มจี๊ด อาจจะทำตัวเป็นแผ่นเสียงตกร่อง เน้นเรื่องเดียวซ้ำไป ซ้ำมา อ่านไปมาดูเหมือนน้ำเน่า แต่ส่วนตัวส้มจี๊ดขอให้ผู้อ่านคิดว่า “เป็นอีกด้านหนึ่งของสังคม” ถูกต้องเราคงหนีความจริงของโลกาภิวัฒน์ไปไม่พ้น เพราะระบบ “เงินตรา” มันซึมเข้าไปอยู่ในดรรชนีความเจริญของประเทศ ดังนั้นเราจึงเร่งรัดตัวเงินเพื่อวัดอัตราเติบโต แต่ฉันใดระบบนี้ก็ทำลายชุมชนท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีงามของโลกไปไม่น้อย ถูกต้องด้านดีมันก็มี แต่ด้านเสียมันก็มาก ซึ่งที่จริงถ้าเราเอา “ธรรม” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต มันอาจจะดีกว่านี้ เพราะระบบ “เงินตรา” ที่ขาดหลักธรรม บางครั้งทำลายคนที่อยู่กับ “ธรรมชาติหรือน้ำใจ” ลงไปโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างระบบเกษตรกรซึ่งสมัยก่อนคนมีอาชีพนี้มีที่ดินทำกินกว้างขวาง เพราะเขาใช้ความขยันเป็นเกณฑ์ และแลกเปลี่ยนการกินระหว่างเพื่อนบ้าน ทำให้ต่างอยู่ได้ผาสุก แต่พอถูกการครอบงำด้วย “เกษตรเชิงเดี่ยว” เน้นพืชอย่างเดียวเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เกษตรกรกลายเป็นคนยากไร้ ต้องนำเข้าหยูกยาจากต่างประเทศ ติดหนี้สิน จนต้องขายไร่นาให้อุตสาหกรรมเป็นนิคมอุตสาหกรรมไป ส่วนตัวเองต้องเข้าไปเป็นลูกจ้างรายวัน ทำงานตามชั่วโมง ชีวิตอิสระสูญสิ้น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า “ความเป็นอยู่ได้เปลี่ยนไป และท้องของใครอิ่มหรือหิว”
ขึ้นต้นคอลัมภ์อย่างซีเรียส เพราะส้มจี๊ดอยากจะคัดท้ายประเทศเล็กน้อย ด้วยกำลังตัวคนเดียว เพราะเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ทำใจกว้างต้อน รับ “ค้าปลีก” รายใหญ่จากบรรษัทข้ามชาติ เช่นเทสโก้ ที่ขยายตัวไปทุกชุมชน จนดูไม่ออกว่าเขาจะทำกำไรได้อย่างไร ทางกระทรวงพาณิชย์อ้างเหตุผลว่าเขานำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยประเทศ และอาจจะนำสินค้าไทยไปกระจายไปต่างประเทศ เป็นรายได้เข้าประเทศ ฟังดูก็ถูกต้อง แต่ถ้าดูให้ดีมันก็เหมือนสมัยโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนตร์ที่สนับสนุนเข้ามา แต่โกยกำไรกลับประเทศ ส่วนไทยเป็นแค่โรงงานผลิตที่มีต้นทุนต่ำ ดังนั้นพอต้นทุนค่าแรงสูง การย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศต้นทุนต่ำก็เกิดขึ้น ทิ้งซากโรงงานไว้ ฉันใดฉันนั้นการสนับสนุนให้ค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายตัวเกินพอดี ไม่ใช่ที่จะสามารถนำเงินตราเข้าประเทศ แต่จะทำให้รากหญ้าของสังคมล่มสลาย ร้านโชวห่วยที่อาศัยความสัมพันธ์ฉันพี่น้องก็ไม่มี การที่ธุรกิจขนาดย่อมจะเขาของไปขายก็ถูกปิด เพราะถูกบล๊อคด้วยระบบการสั่งซื้อที่ทันสมัยที่น้อยซัพพลายเออร์จะทำได้ ผลสุดท้ายธุรกิจที่อยู่ก็จะเหลืออยู่ไม่กี่กลุ่ม ส่วนที่ทำมาค้าขายไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปหากินในห้างเหล่านี้ นอกจากนี้การระดมเปิดสาขาไปเกลื่อนเมืองก็เพราะต้องการทำแบรนด์ให้เป็นที่ รู้จักโดยง่าย และให้เกิดการประหยัดต่อขนาด พอถึงจุดหนึ่งส้มจี๊ดว่าจะเห็นซากขนาดยักษ์ทิ้งเกลื่อนเมือง เมื่อถึงตอนนั้นชุมชนที่ล่มสลายขาดฐานธุรกิจครอบครัวรองรับจะมีปัญหาขนาดไหน ซึ่งอาจจะร้ายแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นปัจจุบันก็ได้ เพราะอย่างน้อยคนยังมีธุรกิจครอบครัวรองรับ พออยู่พอกินไปวัน ๆ
ส้มจี๊ดจึงอยากอ้อนวอนให้รัฐทบทวนกฎเกณฑ์กติกาการแข่งขันที่ยุติธรรมกับสังคม อย่าละโมมกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า ขนาดนักมวยยังเห็นว่าเขามีรุ่นยักษ์และรุ่นเล็ก รุ่นยักษ์เขาก็ให้ซัดกันในยุโรป รุ่นเล็กเขาก็ให้ชกกันเป็นแชมป์ในเอเชีย ดังนั้นถ้าอยากมันส์ ก็ควรสร้างน้ำหนักเพื่อไปชกกับเขาในรุ่นยักษ์ก่อน ไม่ฉะนั้นยักษ์เล็กที่คิดว่ายิ่งใหญ่ ก็อาจจะถูกน๊อคด้วยกฎการค้าเสรีของรุ่นยักษ์โดยไม่รู้ตัว สุดท้ายคนท้องอิ่มก็คงไม่ใช่ทุกคนในสังคม แต่จะเป็นบางคนที่เขาว่า “มีประสิทธิภาพ” นะเจ้าค่ะ.
Tags: ท้องใคร, สาระสาร # 22
โดย… ต้นตะวัน
“ขึ้นเหนือช่วงหน้าหนาวนี่สุขใจจริงๆเลยนะ” จุ๊บแจงลงจากรถมายืดเส้นยืดสาย เมื่อรถของเราเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง
“เอ้า…สาวๆ มาเติมพลังกันหน่อยดีไหม” เอกปลุกเพื่อนๆที่นอนขดกันอยู่ด้านหลังรถ
“ถึงไหนแล้วนี่…” ปูเป้ค่อยๆลืมตา
“หลับตลอดทางเลยนะเธอ….ถึงลำพูนแล้วจ้ะ” ภูตอบ “ตะวัน … กาแฟสักถ้วยไหม กลิ่นมันยั่วยวนมาถึงนี่เลย”
“ดีเหมือนกันภู ขอบใจมาก ขอไปล้างหน้าสักประเดี๋ยวนะ….ไปไหมปูเป้” ฉันหันไปชวนปูเป้ที่ทำท่าจะนอนต่อ
“อืม…ก็ได้จ้ะ”
แสงสีส้มแดงเริ่มปรากฏบนท้องฟ้า ลมหนาวพัดแรงจนทำให้พวกเราต้องหยิบเสื้อแขนยาวออกมาด้วย กลิ่นกาแฟขมๆอุ่นๆ โชยมาจากร้านกาแฟเล็ก แคบ แต่สะอาดตา โลโก้หน้าร้านบ่งบอกว่าเป็นร้านกาแฟแฟรนไชส์ เราพักรถที่นี่ เราออกเดินทางจากบ้านสวนของฉันตั้งแต่เที่ยงคืน เอกและภูอาสาเป็นคนขับรถให้สาวๆ สามคนหลับสบายอยู่ด้านหลัง เรานั่งจิบกาแฟอุ่นเติมพลัง พร้อมกับรอรับเสด็จสุริยะเทพทรงรถสีทองจากฟากฟ้าตะวันออก
ไม่นานนักเราก็มาถึงเรือนไม้งามกลางทุ่ง “พลอยงาม” เจ้าของบ้านเดินยิ้มแป้นออกมาต้อนรับ บ้านเรือนไม้งามมีเรือนนอนของพลอยกับน้องอีกสองคนหนึ่งหลัง และเรือนหลังใหญ่ ซึ่งเป็นโถงกว้างอีกหนึ่งหลังไว้เป็นเรือนรับเพื่อนๆหรือญาติพี่น้องเวลามาพัก ระหว่างเรือนมีสะพานไม้ทอดเชื่อมกันทั้งสองหลัง
“ไม่ได้มาหลายเดือน ต้นไม้โตขึ้นเยอะเลยนะพลอย” ฉันทัก
“ใช่จ้ะ ที่นี่อากาศดี เลยแข่งกันโตใหญ่เลย….นี่ต้นโมกที่เอามาจากบ้านตะวัน จำได้ไหม ออกดอกหอมฟุ้งทุกวันเลย” พลอยชี้ไปที่ต้นโมกลาย ปลูกอยู่ข้างบ้าน
“เอาของขึ้นไปเก็บก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวค่อยเดินดูบ้าน รับรองแปลกตาไปเยอะเลย”
“พลอยทำอะไรอยู่เนี่ย…ชิมได้ไหม” ภูเดินเข้าไปในครัว
“มะเขือเทศอบแห้งน่ะ ภู….ลองชิมสิ ใช้ได้ไหม”
“ทำไมซื้อมะเขือเทศมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะพลอย …. นี่ตั้งใจจะทำขายเลยเหรอเนี่ย” ปูเป้หยิบมะเขือเทศจากเข่งข้างครัวเดินเข้ามาสมทบ
“ก็ เจ้าของไร่ฝั่งตรงข้ามนั่นแหละจ้ะ เขาเก็บขายแล้วมันเหลือ ช่วงหน้าหนาวนี่มะเขือเทศออกเยอะ ราคาไม่ค่อยดี เหลือทิ้งกันเป็นเข่งๆ” พลอยบอก “ลูกศิษย์ของพลอยเค้าเป็นญาติกับเจ้าของไร่นี่แหละ เค้าอยากลองแปรรูปมะเขือเทศเป็นซอสมะเขือเทศ เห็นว่าจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ด้วย พลอยเห็นว่าน่าสนใจดี เลยลองเอามาทำมะเขือเทศอบแห้งบ้าง คงคุณค่าทางอาหารเหมือนเดิม แต่เก็บได้นาน”
“ทำแพคเกจสวยๆ แล้วหาตลาดวางขายเลยพลอย” นักการตลาดภูเสนอ “ของก็ไม่เสีย ได้ประโยชน์กับชาวไร่ด้วย”
“ถ้าเป็นไปได้ให้เขารวมตัวกันสิ ทำเป็นกลุ่มแม่บ้าน ระดมทุนกันคนละนิดหน่อย แล้วมาช่วยกันทำ พลอยก็เป็นที่ปรึกษาให้” เอกเสนอบ้าง “แล้วพลอยก็คิดผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศใหม่ๆ มาทดลองตลาด แล้วค่อยสอนให้กลุ่มแม่บ้านทำ”
“นี่ๆๆๆ พวกเธอ มาเสนอโน่นเสนอนี่ แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆกันไป โครงการใหญ่พันแปดร้อยล้านทั้งนั้นเลยนะนี่” พลอยหัวเราะ
“อันที่จริงพลอยก็คิดจะทำเหมือนกัน แต่คงค่อยเป็นค่อยไปก่อน พลอยก็เพิ่งย้ายกลับมาสอนที่นี่ คงต้องใช้เวลาสักพัก เธออยากไปคุยกับเค้าไหมล่ะ พลอยจะพาไป”
พวกเรายกโขยงกันมาบ้านลุงเวียง ไชยแสน เจ้าของไร่มะเขือเทศ อายุประมาณ ๕๐ ปี ปลูกผักหลายชนิดแต่ปลูกมะเขือเทศมากที่สุด ลุงเวียงเล่าว่าปลูกมะเขือเทศ ๒ ชนิด เป็นพันธุ์ใหญ่ที่กินได้สดๆ ส่งที่ตลาดในเชียงใหม่ อีกชนิดหนึ่งคือพันธุ์ที่ส่งโรงงาน เนื้อจะหนากว่า และมีสีแดงสดกว่าพันธุ์ที่กินสด พันธุ์โรงงานจะสุกพร้อมกันส่งครั้งเดียว แต่พันธุ์กินสดบางทีจะเหลือส่ง
“ช่วงหน้าหนาวติดลูกเยอะ อาจารย์ก็เอาไปลองทำน้ำมะเขือเทศบ้าง อบแห้งบ้าง” ลุงบอกพวกเรา
“มะเขือเทศต้องปลูกหน้าหนาวเหรอคะลุง” ปูเป้ถาม
“หน้าฝนปลูกไม่ได้ ช่วงออกดอกพอฝนตกแล้วดอกร่วงหมด หน้าร้อนก็มีโรคระบาด แมลงเยอะ” ลุงตอบ “มะเขือเทศปลูกยาก ต้องดูแลกันตลอดตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บขายเลย”
“ต้องเพาะกล้าก่อนไหมคะลุง” ฉันเริ่มสนใจ เพราะที่บ้านยังไม่เคยปลูกมะเขือเทศมาก่อน ได้แต่ซื้อมาจากตลาด
“ต้องเพาะก่อนถ้าหยอดหลุมปลูกจะไม่ค่อยงอก ฉันเพาะในกะบะปุ๊น” ลุงพยักหน้าไปทางข้างแคร่ มีกะบะไม้ขนาดประมาณ ๒ ฟุต ลึกสัก ๑๐ เซนติเมตร ตั้งวางอยู่เกือบสิบกะบะ
“เตรียมดินในกะบะอย่างไรคะลุง” ฉันถามต่อ
“ใช้ดิน ๓ ส่วน ต้องดูให้แน่ใจว่าดินไม่มีโรค คลุกกับปุ๋ยคอก ๑ ส่วน แกลบ ๑ ส่วนถ้าไม่มีใช้ทรายก็ได้ โรยเมล็ดลงไปให้เป็นแถว กลบด้วยแกลบหรือทรายบางๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม” ลุงอธิบาย
“พอสัก ๒ อาทิตย์หรือรอให้ต้นกล้ามีใบจริง ๒ ใบ ค่อยย้ายกล้าลงถุงพลาสติก หาที่วางอย่าให้ถูกแดดจัดพอกล้าสูงสักคืบแล้วค่อยย้ายไปปลูก ก่อนปลูกก็ไม่ต้องรดน้ำ ๑ วันดินจะได้จับเป็นก้อน ปลูกง่าย”
“ย้ายไปย้ายมา น่าจะตายไปเยอะนะครับลุง” ภูถาม
“ก็ต้องระวังให้ดี บางคนที่เขาปลูกมากๆเขาก็ไม่ใส่ถุง แต่ขุดย้ายไปแปลงชำ แล้วค่อยย้ายไปปลูกจริงอีกที แต่ใส่ถุงจะดีกว่าเพราะจะลงปลูกตอนไหนก็ได้ ต้นแข็งแรง รอดตายเกือบทั้งหมด”
“แล้วพันธุ์ที่ต้องทำค้างให้เลื้อย กับแบบพุ่มนี่ปลูกต่างกันไหมคะ” ฉันถามต่อ
“ปลูกเหมือนกันขุดหลุมไม่ต้องลึกมาก ปลูกหลุมละต้นสองต้นก็ได้ ต้องคอยตัดกิ่งออก พรวนดินกลบโคนต้น รดน้ำอย่าให้ขาด อย่าให้น้ำขัง ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงลูกเริ่มแก่เป็นสีแดง ตอนนี้ฉันไม่ค่อยรดน้ำแล้ว ลูกมันจะแตกขายไม่ได้”
“ตั้งแต่เพาะจนถึงเก็บขายได้ ใช้เวลาเท่าไรคะลุง” จุ๊บแจงถามบ้าง
” ๓ เดือนได้ แต่ก็เก็บไปขายไปได้เรื่อยๆอีก ๒ เดือน”
“ไม่ไหว…ปลูกยากจริงๆเลย ยังกับคุ้มครองอารักขาเจ้าหญิง” ภูส่ายหน้า
” ใช่ … ฉันซื้อกินน่ะดีแล้ว” จุ๊บแจงว่า
Tags: ผัก, มะเขือเทศ, สาระสาร # 22, เจ้าหญิง
สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน
เอ้า ! ฟังนะ ผมกำลังจะเรียนจบแล้ว วิชาการเกษตรไม่ใช่เป็นอะไรที่ง่ายๆ ใช่ครับการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ายาก ที่ว่ายากนั้นเพราะเราทำเกษตรในแบบ ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่กันมากเกินไป ถ้าหันกลับมาทำเกษตรแบบโบราณรับรองว่าไม่ยุ่งยาก แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย
ความจริงแล้วมาแนะนำหนังสือ ที่เกี่ยวกับผักและคุณประโยชน์ของผัก ชื่อ มหัศจรรย์ผัก 108 แต่เกริ่นเข้าไปหาเรื่องเกษตรเสียนิด เผื่อได้มีโอกาสปลูกผักไว้กินกันเองที่บ้าน หรือจะคลิ๊กเข้าไปดูงานเขียนของ “ต้นตะวัน” เจ้าของคอลัมน์ “ผักริมรั้ว สวนครัวข้างบ้าน” ใน สาระสาร ก็ให้ความรู้เรื่องเหล่านี้ไว้เยอะ
มหัศจรรย์ผัก 108 หนังสือว่าด้วยผักและคุณประโยชน์ของผักล้วนๆ เป็นหนังสือเล่มโตหนากว่า 400หน้า แต่ราคาเล็กกระทัดรัดแค่ 200 บาท ที่ขายในราคาขนาดนี้ได้ เพราะเป็นหนังสือในโครงการสนับสนุนของ มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย สำหรับข้อมูลนั้นทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้จัดทำ ที่เห็นว่าน่าแนะนำให้หามาอ่านกันเพราะว่าทำได้ดีมาก ทั้งในแง่เนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ อ่านได้ทุกเพศทุกวัย รู้จักใช้เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยที่น่าสนใจมาอธิบายประกอบ ทำให้เข้าใจได้ง่ายไม่เหมือนกำลังนั่งอ่านตำราทางวิชาการ มีภาพสี่สีประกอบ แถมข้อมูลทางวิชาการที่เรียบเรียงไว้อย่างเป็นระบบ นำไปเป็นหนังสือเรียนหรือหนังสืออ้างอิงได้ พอได้เปิดอ่านแล้วทำให้นึกไปว่าตำราเรียนทั้งหลายแหล่ น่าจะเอาเยี่ยงเอาอย่าง เอารูปแบบไปปรับใช้สำหรับตำราเรียนบ้าง เด็กๆจะได้ไม่เบื่ออ่านตำราเหมือนทุกวันนี้ที่เปิดเข้าไปเนื้อหาก็ไม่ได้เรื่อง รูปเล่มก็ไม่เร้าใจ สู้การ์ตูนญี่ปุ่นไม่ได้
เนื้อหา ในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบกินผัก รู้ว่ามีประโยชน์แต่ก็รู้แค่นั้น จนได้อ่านเล่มนี้ทำให้เพลิดเพลินกับการกินผักเพิ่มขึ้นไปอีก ได้รู้ว่ามากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ต้องเดินสายกลางคือพอดีๆ อย่างเช่นใครจะไปรู้ว่า พริกเผ็ดๆที่เรากินเข้าไปมีประโยชน์มากกว่าการเพิ่มรสชาดให้อาหาร แต่พริกสามารถยับยั้ง โรคมะเร็งได้ เพราะพริกมีสารชื่อว่าแคปไซซิน(capsaicin) ที่อยู่ในไส้ของพริก และยังแถมทำให้เลือดไหลเวียนดีอีกด้วย แต่นั่นใช่ว่าพริกจะไม่มีโทษเสียเลย ถ้ากินมากไปจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้ไม่ดี นี่เป็นตัวอย่างเพียงหนึ่งเดียวจากร้อยแปดของหนังสือเล่มนี้
เรามัวมานั่งถกเถียงกันถึงเรื่องปลายเหตุ เช่นเสียค่ารักษาพยาบาล 30 บาทต่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
แต่ผู้มีอำนาจกับละเลย ที่จะรู้จักหาวิธีที่จะไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่นรณรงค์ให้รู้จักการกิน การอยู่ การออกกำลังกายที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เผยแพร่ข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างเช่นหนังสือเล่มนี้
ทำดีก็ต้องช่วยกันเชียร์ มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย นับได้ว่าเป็นองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ให้กับส่วนรวม เป็นของแท้ไม่ใช่พวกอีแอบ ที่แฝงธุรกิจเข้ามาในรูปของการทำบุญบังหน้า หนังสือของมูลนิธิฯออกมาหลายเล่ม ทุกเล่มล้วนมีประโยชน์ ราคาไม่แพง พิถีพิถันทั้งด้านเนื้อหาสาระ การออกแบบรูปเล่ม
การใช้ขนาดของตัวอักษร คุณภาพของรูปภาพประกอบ ล้วนทำได้ดีไม่สุกเอาเผากิน
เป็นอันว่าไปหามาอ่านกันดีกว่า หรือจะไปเลือกดูก่อนก็ได้ อาจจะมีให้ตัดสินใจอีกหลายเล่มไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของมูลนิธิโตโยต้าเท่านั้น ใครมีดีก็บอกบ้างแล้วกัน ทางเราไม่ยึดติดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งอยู่แล้ว
นักอ่านไส้แห้ง
มหัศจรรย์ผัก 108
โครงการหนูรักผักสีเขียว
Tags: ผัก 108, มหัศจรรย์, สาระสาร # 22
Tags: สาระสาร # 22, หนังสือ/บทประพันธ์, ในดวงใจ
แดดแรงร้อน และวันอันน่าเบื่อ….และมันจะยังคงน่าเบื่อต่อไป……….ยกเว้นริมถนนแห่งนี้
ชายวัยสามสิบเศษจ่อปากกระบอกปืนที่ขมับขวาของตัวเอง นิ้วสอดไกปืนพร้อมจะลั่นกระสุน เสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นจนผู้คนบนถนนนั้นแตกตื่น
ฝูงชนแหวกวงกว้างออกพร้อมๆกับที่มุงหนาแน่นเข้ามา และเมื่อเขาขยับร่างไปทางใด ทางนั้นฝูงชนแตกฮือพร้อมกับเสียงร้องกรี๊ดๆของผู้หญิง
รถบนถนนวิ่งช้าลง คนขับชะโงกดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถนนซึ่งเคยคล่องตัวเริ่มติดขัด และเกือบหยุดนิ่งในเวลาต่อมา เสียงชายผู้นั้นยังตะโกนลั่นจับใจความไม่ได้ราวคนบ้า
รายการวิทยุได้รับโทรศัพท์ไม่ขาดสาย รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ฟังหมุนคลื่นติดตามเหตุการณ์อันตึงเครียด ไม่มีใครรู้ว่าชายผู้นั้นเป็นใคร ไม่มีใครรู้ว่าเขาเรียกร้องสิ่งใด รู้เพียงแต่ว่าเขาจ่อปืนที่ศรีษะ และพร้อมจะเจาะสมองตัวเอง… ผู้จัดรายการวิทยุได้แต่หวังให้เหตุการณ์คลี่คลายในทางดี และเตือนผู้สัญจรบนเส้นทางสายนั้น รวมทั้งแจ้งไปยังสถานีตำรวจอย่างเร่งด่วน
เขาคลั่งขึ้นอีก กวาดปากกระบอกปืนไปยังฝูงชนที่ห้อมล้อม ต่างคนต่างกระเจิงไปคนละทิศ หลบหนีไปยังที่ปลอดภัย บ้างวิ่งลงไปบนถนน บ้างวิ่งหนีหายไปเลย แต่ส่วนใหญ่ขึ้นไปออกันอยู่บนสะพานลอยใกล้ๆนั้น ส่วนมากไม่มีใครอยากพลาดเหตุการณ์สำคัญ จึงเหมือนเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง “ชายบ้า” กับ “ฝูงชน”
กลุ่มคนที่มาเป็นอันดับสองต่อจากฝูงชนก็คือ “ฝูงนักข่าว” รถตู้ติดป้ายบอกสังกัดจอดอยู่อีกซอยห่างจากสถานที่เกิดเหตุพอสมควร นักข่าวหนังสือพิมพ์ซึ่งใช้อาวุธเพียงแค่กล้องสะพายและสมุดจดเล่มเล็กเป็นกลุ่มแรกๆที่เข้าถึงเหตุการณ์ก่อนกลุ่มอื่น บางคนใช้วิทยุเทปเครื่องจิ๋วยื่นไปที่ชายผู้นั้นเพื่อเก็บเสียงตะโกนโหวกเหวกของเขา บางคนเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้คนที่ยืนหยัดรอดูเหตุการณ์บนสะพานลอย ส่วนที่ใกล้ชิดที่สุดคือพวกตกกล้องที่กดชัตเตอร์ระรัวราวกับปืนกล แสงแฟลช์แวบใส่ชายผู้นั้นราวกับดาราดัง ส่วนพวกนักข่าวตามโทรทัศน์เสียเวลาหวีผมด้วยความรีบเร่ง ก่อนจะสั่งเดินกล้อง แล้วรายงานสดสู่สถานีโทรทัศน์ พร้อมๆกับยื่นไมโครโฟนใส่หน้าผู้คนเพื่อสอบถามถึงเหตุที่เกิด
ไม่ถึงนาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่าสิบนายล้อมบริเวณนั้นไว้หมด ถนนถูกปิดกั้นด้วยรถตำรวจ และกันผู้คนที่เหลือออกจากเขตอันตรายให้ไปรวมกันอยู่บนสะพานลอย สั่งให้ปิดประตูลงกลอนร้านค้าทุกร้านในบริเวณนั้น ห้ามออกมาจากเคหะสถานเป็นอันขาด ตำรวจทุกคนชักปืนออกเล็งไปที่ชายผู้กำลังจะฆ่าตัวตาย….ปืนทุกกระบอกพร้อมจะปลิดชีพเขา
นักข่าวรายงานสดเป็นระยะๆ วิทยุกระจายเสียงถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ วิทยุประจำตัวตำรวจส่งเสียงติดต่อกันไม่ขาดสาย นักข่าวหลายคนยืนกรอกคำพูดใส่โทรศัพท์มือถือไปที่สำนักพิมพ์ และอีกหลายคนอัดทุกเสียงที่ได้ยินลงเครื่องเทป
ตำรวจนายหนึ่งเก็บปืนเข้าซอง ค่อยๆเดินล้ำหน้าคนอื่นๆเข้าไปหาชายผู้นั้นอย่างช้าๆ ชายผู้นั้นจ้องมองด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ นายตำรวจใจกล้าผู้นั้นพยายามพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุด ท่ามกลางสายตาทุกคู่ลุ้นระทึกจนแทบจะกลั้นหายใจ ผู้หญิงหลายคนไม่กล้ามองดูเหตุการณ์ตอนนั้น
“มีอะไรค่อยคุยกันก็ได้คุณ….วางปืนก่อนเถอะนะ”
ชายคนนั้นสะบัดปืนจากศรีษะจ้องไปยังตำรวจนายนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนสะดุ้งวาบสันหลังกระตุกจนเกือบจะเหนี่ยวไกปืน ดีที่ชายผู้นั้นดึงปืนกลับมาจ่อหัวตัวเองเสียก่อน
“อย่าเข้ามานะ!….เข้ามาอีกก้าวเดียวกูจะยิงตัวตายเดี๋ยวนี้แหละ”
เป็นคำสั่งเฉียบขาด….ตำรวจนายนั้นหยุดกึก ไม่สาวเท้าคืบเข้าหา แต่ก็ไม่ถอยกลับมือขวาแตะปืนที่เหน็บข้างเอวโดยสัญชาติญาณ
“เอามือออก!” เขาตวาดลั่น
“โอเคๆ….ใจเย็นนะ…..ใจเย็นๆ” ตำรวจนายนั้นแผ่มือสองข้างออกห่างบั้นเอว พยายามพูดช้าๆ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของไทยมุงบนสะพานลอย
“วางปืนก่อนเถอะคุณ…..มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันก็ได้…….พวกผมไม่ได้มาจับคุณหรอก….ทุกคนมาช่วยคุณทั้งนั้นแหละ” ตำรวจนายนั้นพูดช้าๆ พยายามวางท่าสบายๆ ทว่าร่างทั้งร่างเกร็งแข็งจนดูเหมือนหุ่นยนต์ที่กำลังจะหน้าคะมำ
“ตอแหล!…….นึกว่ากูไม่รู้กฏหมายเหรอ…..ขืนกูวางอาวุธ พวกมึงก็แห่กันมาจับกูอยู่ดี อย่างเบาๆก็ข้อหาพกพาอาวุธในที่สาธารณะล่ะวะ…ถุย”
นักข่าวจดคำพูดลงสมุดยิกๆ….พลางวิเคราะห์ได้ว่าชายผู้นี้ไม่โง่ ตากล้องข่าวโทรทัศน์ซูมภาพให้เห็นหน้าชายผู้นั้นชัดๆในขณะที่นักข่าวหญิงซึ่งหลังจากว่างจากการเป็นผู้รายงาน ก็ยื่นไมโครโฟนไปจนสุดมือเพื่อเก็บเสียงให้ได้มากที่สุด(ถึงแม้พวกเธอจะอยู่บนสะพานลอยก็ตาม) ส่วนสำนักข่าวต่างๆ เริ่มสืบเสาะหาที่มาว่าชายผู้นี้เป็นใคร พวกเขาทำงานพร้อมๆกับตำรวจ
“คุณมีปัญหาอะไรล่ะ…..จู่ๆก็จะมาฆ่าตัวตายริมถนนอย่างนี้น่ะ..” ตำรวจผู้นั้นยังทำหน้าที่ต่อไป
“กูจะฆ่าตัวตายมันไปเกี่ยวอะไรกับใคร……นี่ประเทศประชาธิปไตยโวย….ใครจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น….. กูจะระเบิดหัวตัวเองมันก็เป็นสิทธิ์ของกู….หัวกูไม่ใช่หัวพวกมึง!”
ตำรวจนายนั้นอึ้งพูดอะไรไม่ออก…. นับเป็นรายแรกตั้งแต่ทำงานเป็นตำรวจมาที่เขายังไม่สามารถหาเหตุจูงใจในการ ก่อคดีได้ เขาแอบกังวลนิดๆว่าเขาอาจทำไม่สำเร็จ ทว่าสิ่งที่ได้รับการฝึกฝนมาสอนไม่ให้เขาหันไปสบตากับใครได้นอกจากผู้ก่อ เหตุเท่านั้น
“มันอ้างประชาธิปไตยด้วยว่ะ”
นักข่าวสาวได้ยินเสียงหนึ่งในผู้คนที่ยืนลุ้นข้างๆเธอ เธออดที่จะยิ้มกับประโยคนั้นไม่ได้ แล้วก็รีบหุบยิ้มทันทีที่สำนึกได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก
“ใจเย็นๆคุณ……วางปืนก่อนเถอะ….ไม่มีใครทำอะไรคุณได้หรอก….อย่างที่คุณบอกไง ประเทศประชาธิปไตย…. ไม่มีใครจับคุณได้หรอก” ตำรวจนายนั้นเออออตาม หวังเพียงอย่างเดียว ให้ชายผู้นั้นวางปืนลง อะไรๆจะได้ง่ายเข้า
“เสือก!” เขาตะโกนตอบกลับมา นิ้วเกร็งแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน เหงื่อกาฬแตกพลั่กท่วมหน้าและแผ่นหลัง
“เอาล่ะๆ….คุณไม่ต้องวางปืนก็ได้….ผมไม่ห้ามแล้ว….แต่ผมอยากคุยกับคุณ….ได้รึเปล่า” ตำรวจนายนั้นเบี่ยงเบนประเด็นเมื่อรู้ว่าไม่อาจพูดให้ชายแปลกหน้าวางปืนลงได้
“ถอยออกไป….กูบอกให้ถอยออกไป!” ชายคนนั้นตวาดลั่น นายตำรวจหนุ่มค่อยๆถอยหลังไปรวมกับกลุ่มตำรวจที่กำลังเล็งปืนไปที่ชายผู้บ้าคลั่ง
เขากำลังคิดว่าจะจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร แดดร้อนแรงไม่ต่างกับเหตุการณ์แผดเผาจนแผ่นหลังเปียกชุ่ม ถอดหมวกปาดเหงื่อก่อนจะใส่ลงไปเช่นเดิม สายตายังจับจ้องไปปืนบนมือชายผู้นั้น-มันเป็นปืนทำเอง…เขาหันไปกระซิบกับตำรวจนายหนึ่งข้างๆตัว ตำรวจอีกนายให้ความเห็นว่าเขาน่าจะใช้ทำปืนกระบอกนั้นเพื่อการอื่นมากกว่าจะใช้เพื่อจ่อหัวตัวเองเพียงอย่างเดียว ตำรวจผู้กล้าพยักหน้า แล้วสั่งการให้ตรวจสอบหาประวัติชายแปลกหน้าจากแฟ้มอาชญากร
สิบนาทีต่อมาโดยไม่มีเหตุร้ายแรง- เขาได้รับรายงานว่าชายคนนั้นไม่มีประวัติในแฟ้มอาชญากร อีกทั้งยังไม่สามารถรู้ได้ว่าชายคนนั้นเป็นใคร เขาแปลกใจเล็กน้อย แต่ทำได้เพียงพยักหน้า แล้วตัดสินใจพูดคุยกับผู้ก่อเหตุ
เขาใช้โทรโข่งถามคำถาม “ผมสารวัตรธานินท์……ขอพูดคุยกับคุณฉันท์เพื่อนได้มั้ย”
“เออ….” เขากล่าวเบาๆ ปืนยังจ่อขมับ “….อย่าใช้โทรโข่ง……กูแสบแก้วหู”
“ก็ได้….ผมจะเข้าไปคุยใกล้ๆ….ระหว่างนั้นคุณอย่าเพิ่งเหนี่ยวไก……ผมจะสั่งลูกน้องให้ลดปืนลง”
ชายคนนั้นพยักหน้า สารวัตรธานินท์โบกมือให้ตำรวจทุกนายเก็บปืน แล้วเขาก็ค่อยๆสืบเท้าเข้าไปหาชายผู้นั้นอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของฝูงชนนับร้อยและกล้องที่จับตลอดการเคลื่อนไหว นักข่าวสาวยืนรายงานสดพร้อมกับกล้องที่จับภาพ เรียวปากแดงชาดพร่ำพูดอยากให้เหตุการณ์คลี่คลาย ทว่าในใจกลับอยากได้ยินเสียงปืน…..นั่นหมายถึงข่าวเด็ดในรอบปี!
เมื่อสารวัตรธานินท์เข้าใกล้ได้ระยะพอ ชายผู้นั้นออกคำสั่งให้หยุด เขาทำตาม และเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง
“คุณชื่ออะไรล่ะ….ผมบอกชื่อตัวเองไปแล้ว”
“เพิ่ม….กูชื่อเพิ่ม” ชายคนนั้นตอบคำถาม
“คุณเพิ่มทำงานอะไร”
“อยากรู้ไปทำไม” เขาย้อนถาม
“ไม่มีอะไรหรอก…แค่ทำความรู้จักกันน่ะ” สารวัตรกล่าวเสียงเรียบขัดกับท่าทางที่เกร็งนิดๆ
“เป็นช่างเครื่องยนต์….ตอนนี้ออกแล้ว….เจ้านายไม่มีเงินจ้าง” เพิ่มตอบเนือยๆ
“คุณถึงทำอย่างนี้เหรอ” เริ่มเข้าเค้า สารวัตรคิด
ในขณะเดียวกันที่สื่อมวลชนจดทุกบทการสนทนาเท่าที่ได้ยินลงบนสมุด ชื่อ”เพิ่ม”ถูกบันทึกลงไปในทุกเล่ม
“เปล่า…..ถึงออกแล้วแต่ก็มีเงินใช้…ไม่เดือดร้อน….” นายเพิ่มลดระดับเสียง ยักไหล่ตอบเพื่อแสดงว่าเขาไม่เห็นการตกงานเป็นปัญหาของเขา
“งั้นคุณทำแบบนี้ทำไม…ครอบครัวมีปัญหาหรือเปล่า” สารวัตรธานินท์ยิงคำถามไปอีก เขาคิดว่าน่าจะคลำถูกทาง
“กูโสดโว้ย….” เขากล่าวปนยิ้ม
สารวัตรธานินท์ผิดหวังเล็กน้อย แต่เขาก็ถอนใจที่ดูเหมือนนายเพิ่มจะอารมณ์เย็นขึ้น
“งั้นคุณทำอย่างนี้ทำไม…บอกผมได้มั้ย”
“ยังไงดีล่ะ…..” เขากล่าวค้างเพียงเท่านั้น
ดูเหมือนสารวัตรธานินท์ ฝูงชน….และนักข่าว ต่างรอคำตอบจากนายเพิ่ม ทว่านายเพิ่มกลับไม่กล่าวอะไรเลย
เพิ่ม-หนุ่มวัยสามสิบเศษ ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าเขาเอาปืนจ่อหัวตัวเองไปทำไม สิ่งหนึ่งที่เป็นอยู่ก็คือ เขายืนอยู่ที่นี่ ในมือถือปืน และนิ้วที่พร้อมจะเหนี่ยวไกระเบิดสมองตัวเอง เขาพยายามคิดว่าเริ่มแรกเป็นอย่างไร
สิ่งแรกที่จำได้ก็คือ เขาเพิ่งออกมาจากอู่ของเจ้านายพร้อมกับปืนที่ทดลองทำเอง ยังไม่ได้ลองยิงดูด้วยซ้ำ ถึงแม้กระสุนจะพร้อมอยู่ในรังเพลิงแล้วก็ตาม วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาทำงานในอู่ เจ้าของอู่ตบบ่าเขาเบาๆ แสดงความเสียใจที่ต้องให้เขาออกจากงานด้วยปัญหาการเงิน เขาพยักหน้าเข้าใจและรับเงินเดือนงวดสุดท้าย ยัดปืนทำเองไว้ในกระเป๋าและเดินออกมา
เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำปืนกระบอกนั้นทำไม อาจจะเพื่อลองวิชาหรืออะไรก็แล้วแต่ ถึงกระนั้น เขาก็รู้สึกภูมิใจกับมัน อย่างน้อยมันก็คือสมบัติที่เขาเพียรพยายามทำขึ้นด้วยความรู้ที่ตัวมีและอุปกรณ์ที่พอหาได้…. มันก็ไม่ได้ยากไปกว่าการคว้านลูกสูบรถหรอก
บางทีเขาอาจใช้มันยิงนกเล่น หรือฝึกฝีมือด้วยการยิงกระป๋องเบียร์ จุดเริ่มแรกที่เขาคิดทำปืนมาจากข่าวทางโทรทัศน์ เขาเห็นตำรวจนำคนร้ายพร้อมของกลางมาแถลงต่อสื่อมวลชน ปืนทำเองวางอยู่ตรงหน้าผู้ต้องหา เขาสังเกตเห็นมัน และจดจำรูปร่างลักษณะตามประสาช่าง แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็เริ่มทำมันหลังจากเห็นท่อเหล็กขนาดไม่ต่างกันปะปนกับ อุปกรณ์อื่น เขาทำมันไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งเสร็จ และเขาไม่อยากทิ้งมันไป….ก็เท่านั้น….ไม่มีเหตุผลอะไรมาอธิบายอีก
เขารู้สึกเหนื่อย ร้อนและเบื่อ….นั่นคือเหตุผลของเขา จะด้วยอะไรก็ตาม เขาเดินมาถึง ณ จุดนี้ ยืนมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ รถราที่แล่นผ่านหน้าระลอกแล้วระลอกเล่า มองสีหน้าผู้คนที่บึ้งตึงขณะเดินไปเดินมา ไม่มีคำพูดจา มุ่งหวังแต่จุดหมายของตัวเอง แหงนมองท้องฟ้าที่สาดแสงอาทิตย์ร้อนแรง ไม่รับรู้ว่าสิ่งมีชีวิตในโลกกำลังจะถูกเผาตาย ท้องไส้ปั่นป่วนด้วยความกระหาย ทว่ากลับไม่อยากย่างก้าวอีกต่อไป ในตอนนั้นเองที่เขารู้สึกแปลกแยกจากสังคมขึ้นมา
เขาไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนที่ไม่มีใครสนใจใคร ไม่อยากกลายเป็นคนธรรมดาที่เดินไปเดินมาบนฟุตบาท นอกจากนั้นเขายังไม่อยากอีกหลายๆสิ่งที่เขาคิดไม่ออก จู่ๆ-โดยยังไม่ทันรู้ตัว เขาก็ชักปืนออกมาจ่อหัว…..
มันได้ผลในทันที ผู้คนที่เดินเริ่มสนใจเขา คนขับในรถเหลียวมองเขา จากคนหนึ่ง สองคน ขยายวงกว้างขึ้นๆ จนเหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนี้ มีนักข่าวมาเกี่ยวข้อง ตำรวจอีกสิบกว่านาย เขาอยากจะพูดอะไรก็พูด เขาอยากจะด่าใครก็ด่า….. ตอนแรกเขารู้สึกสนุกและคิดจะเลิกในไม่นาน ทว่าพอมาถึงเวลานี้…..เวลาที่ภาพของเขาแพร่ไปทั่วประเทศ เวลาที่ใครๆอยากจะรู้ว่าเขาเป็นใคร เขากลับไม่กล้าหยุดมัน….นิ้วที่สอดไกดูเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง ใช่-รวมถึงสมองของเขาด้วย…เขาอยากหยุดมัน สารวัตรนั่นช่วยเขาได้…ทว่าเขากลับคิดว่าเขากำลังถูกบังคับให้แสดงบทนี้ต่อ ไป มองสายตาทุกคู่ที่หยุดลงที่เขา แรงกดดันอันมหาศาลบีบคั้นมิให้เขาเลิกเล่น…..เอาเถอะนายเพิ่ม….นายจะลองเล่น ดู….ดูซิว่าตอนจบมันจะเป็นอย่างไร-เขาพูดกับตัวเอง
“…กูทำเพื่อประชาชน!” นายเพิ่มโพล่งออกไป นึกงงว่าตัวเองพูดอย่างนั้นไปได้อย่างไร
“ว่าไงนะ….คุณทำเพื่อประชาชนเหรอ……ผมหูฝาดไปรึเปล่า” สารวัตรย้อนถามเหมือนไม่เชื่อหู เสียงผู้คนครางฮือ กับนักข่าวที่ระดมถ่ายรูปอีกชุดใหญ่ ไม่มีใครนึกถึงว่าชายแปลกหน้าคนนั้นจะพูดอย่างนี้
“…ไม่ฝาดหรอก…. กูต้องการให้รัฐบาลสร้างอนุสาวรีย์ให้วีรชนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และต้องการให้เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ” เพิ่มขยายความ เขารู้สึกเหมือนคำพูดตัวเองกลายเป็นเชือกที่มัดแน่นขึ้น
ทั้งข่าวทางโทรทัศน์และข่าวทางวิทยุต่างแถลงถึงจุดมุ่งหมายของชายชื่อเพิ่ม พร้อมๆกับเสนอประวัติโดยย่อของเพิ่มและเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พร้อมๆกับรายงานพิเศษวิเคราะห์ถึงตัวชายผู้นี้กับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ นายเพิ่มหนุ่มวัยสามสิบเศษซึ่งจบเพียงชั้นปอหกและทำงานเป็นลูกมือในอู่รถ แห่งหนึ่งไม่น่าจะเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ นักวิเคราะห์สถานการณ์จึงปักใจเชื่อว่านายเพิ่มต้องเป็นคนหนึ่งในฝูงชนที่มี ส่วนร่วมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเป็นแน่ นักข่าวกลุ่มหนึ่งได้สัมภาษณ์เจ้าของอู่และเพื่อนร่วมงานของนายเพิ่มถึง นิสัยใจคอของเขา โดยเฉพาะเรื่องการเมือง
“ก็พูดบ้างนะ….” เจ้าของอู่ว่า “…..ส่วนมากจะพูดตอนกินเหล้า”
“สนใจพี่….เรื่องการเมืองนี่เขาสนใจ…วันก่อนยังด่าพรรคการเมืองบางพรรคให้ได้ยินเลย” ผู้ร่วมงานคนหนึ่งว่า
“ไม่รู้สิ….สนใจมั้ง…..เคยได้ยิน…” ผู้ร่วมงานอีกคนหนึ่งว่า
“….ส่วนมากได้ยินตอนมันเมาน่ะพี่” ผู้ร่วมงานอีกคนว่า
ฯลฯ
นักวิเคราะห์สรุปว่านายเพิ่มเป็นคนสนใจการเมือง แต่มีความเก็บกดอยู่ในใจลึกๆ เพราะจากการสัมภาษณ์มักจะได้ยินเสมอว่า นายเพิ่มมักพูดจาอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหลังจากเมามายจากการดื่มสุรา……จบรายงานพิเศษ
สารวัตรธานินท์นิ่งฟังนายเพิ่มพ่นคำพูดอย่างเผ็ดร้อน
“คนตายไปเท่าไหร่……ทำไมไม่มีคนผิด……คนสั่งการให้ทหารตำรวจยิงประชาชนอยู่ไหน ไม่มีใครสั่งแล้วไอ้หน้าไหนมันจะกล้ายิง…กี่ปีมาแล้ว….รัฐบาลเงียบเฉย….เห็นแก่พวกพ้องกันทั้งนั้น แล้วคนที่ตายไปล่ะ…..ตายฟรีเหรอ!” นายเพิ่มเดินวนไปวนมา ปืนยังคงจ่อหัว พร้อมกับคำพูดอันเกรี้ยวกราด
“ทางผู้ใหญ่กำลังหาหลักฐานอยู่น่ะ….ใจเย็นๆสิคุณเพิ่ม….เขาไม่ปล่อยให้คนตายฟรีหรอก ทางสมาคมญาติวีรชนก็กำลังเรียกร้องอยู่ คุณเพิ่มก็ไม่เห็นต้องใช้วิธีรุนแรงอย่างนี้นี่” สารวัตรยังพูดจาหว่านล้อม
“ทางนั้นเรียกร้องก็เป็นสิทธิ์ของเขา กูก็เรียกร้องของกู….. ดีซะอีกสองแรงช่วยกันรัฐบาลจะได้ทำอะไรบ้าง….ไม่ใช่นั่งแช่คดีกันอยู่นั่นแหละ….. ความตายของกูนี่ล่ะที่จะทำให้รัฐบาลตัดสินใจทำอะไรซักที” ว่าแล้วนายเพิ่มก็ทำท่าจะเหนี่ยวไกปืน สารวัตรรีบตะโกนห้ามพร้อมๆกับผู้คนที่ร้องระงม นายเพิ่มจึงผ่อนนิ้วลง
“ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว……มีใครคิดจะสร้างอะไรไว้เป็นอนุสรณ์ให้ชนรุ่นหลังบ้าง มั้ย อนุสาวรีย์น่ะมีมั้ย…..วีรชนพวกนั้นเป็นนักต่อสู้ เสียสละเลือดเนื้อเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญของประชาชน ทำไมไม่คิดจะสร้างให้บ้าง….ทีตึกราบ้านช่องสร้างกันได้…..แค่อนุสาวรีย์ วีรชนทำไมสร้างกันไม่ได้….รัฐบาลมัวทำห่าอะไรกันอยู่” เขาตวาดใส่หน้าสารวัตรธานินท์อีกครั้ง
“เรื่องนี้กำลังดำเนินการอยู่คุณเพิ่ม…..ใจเย็นๆนะ…..ใจเย็นๆ….รัฐบาลจะสร้างให้สวยเชียว..คุณเพิ่มต้องรู้จักรอสิ” สารวัตรกล่าว
“กูไม่รอแล้วโว้ย!” เพิ่มตะโกนบีบปืนในมือแน่น เสียงผู้คนฮืออีกครั้ง
“สถานการณ์เข้าสู่ความตึงเครียดถึงที่สุด เห็นได้ชัดว่านายเพิ่มพร้อมจะยิงตัวตายได้ทุกเมื่อ สภาพอารมณ์ของผู้ก่อเหตุกำลังตึงเครียดอย่างหนัก ทางตำรวจต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อมิให้อารมณ์ของนายเพิ่มระเบิดออกมา…. ซึ่งจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น…..” นักข่าวสาวรายงานสดต่อหน้ากล้องด้วยคำพูดอันสับสนและตื่นเต้น
จังหวะนั้น อธิบดีกรมตำรวจพร้อมกับนายตำรวจอีกประมาณยี่สิบนายเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เขาสั่งให้สารวัตรธานินท์ถอยกลับออกมา เพื่อรายงานสถานการณ์ สารวัตรธานินท์บอกกับนายเพิ่มว่าขอเวลาสักครู่ ซึ่งนายเพิ่มก็พยักหน้าให้
เพิ่ม-หนุ่มวัยสามสิบเศษ มองเห็นอธิบดีกรมตำรวจในระยะเพียงสองร้อยเมตร…. น่าดีใจที่บุคคลระดับใหญ่ขนาดนั้นมาที่นี่เพราะตัวเขา ทว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปนั้นกลับทำให้เขาไม่รู้จะจัดการอย่างไรได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม…..เขาไม่เคยสนใจเรื่องเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มากไปกว่าคนทั่วๆไป ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองมากไปกว่าการสนทนาในวงเหล้าเพื่อความสนุกสนาน และไม่เคยคิดว่าเพียงแค่ยกปืนจ่อหัวแล้วพูดไปเรื่อยเปื่อยเรื่องการเมืองจะ ทำให้เป็นที่สนใจของใครต่อใคร
สารวัตรธานินท์รายงานถึงสถานกาณ์ล่าสุดให้กับท่านอธิบดี ภายหลังท่านได้ฟังแล้วท่านถามความเห็นสารวัตร
“คุณคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตายจริงๆมั้ย”
“กระผมคิดว่า…เป็นไปได้ครับ” สารวัตรตอบ
“งั้นเราคงต้องทำให้เขาวางปืนโดยเร็ว” ท่านอธิบดีกล่าวสีหน้าเครียด
“ครับ”
กล่าวจบ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาที่นี่พร้อมกับป้ายผ้าขนาดใหญ่ ข้อความว่า “กลุ่มญาติวีรชน ขอเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้สั่งฆ่าประชาชน” นอกจากนั้นยังมีป้ายกระดาษอีกมากมาย แสดงจุดยืนให้ดำเนินคดีกับผู้ผิด และให้สร้างอนุสาวรีย์ พร้อมกับเสียงตะโกนร้องว่า
“จับคนผิด สร้างสาวรีย์!”
ท่านอธิบดีและสารวัตรมองหน้ากันเลิกลัก นึกไม่ถึงว่าคราวนี้จะมีกลุ่มคนมาร่วมด้วยอีกกลุ่ม แต่ความแปลกใจยังไม่ทันจางหาย ท่านอธิบดีและสารวัตรธานินท์ก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อมีผู้ชุมนุมอีกกลุ่มโผล่มา กลุ่มนี้เขียนป้ายผ้าว่าตัวเองคือกลุ่ม “ญาติวีรชนผู้ต่อต้านความรุนแรง” ออกมาคัดค้านการกระทำของนายเพิ่มที่ใช้ความรุนแรงในการกดดันรัฐบาลเรื่องคดีความเดือนพฤษภา และการบังคับให้สร้างอนุสาวรีย์วีรชน
พวกเหยี่ยวข่าวที่เห็นกลุ่มทั้งสองกลุ่มซึ่งกำลังประจัญหน้ากัน รีบลงจากสะพานลอยตรงเข้าไปหาทั้งสองกลุ่มนั้น บางคนไปสัมภาษณ์กลุ่มญาติวีรชน บางคนก็สัมภาษณ์ญาติวีรชนผู้ต่อต้านความรุนแรง
“นายเพิ่มออกมาเรียกร้องด้วยความบริสุทธิ์ใจ….เราเห็นด้วยกับแนวคิดของเขา และเราจะถือว่าเขาคือวีรชนด้วยเช่นกัน” กลุ่มญาติวีรชนกล่าว
“นายเพิ่มคือไอ้บ้าคนหนึ่ง…..การใช้ความรุนแรงด้วยการฆ่าตัวตายไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราขอประนามการกระทำของนายเพิ่ม” กลุ่มญาติวีรชนผู้ต่อต้านความรุนแรงกล่าว
ข่าวเสนอทั้งสองแง่มุม โดยมีนายเพิ่มเป็นตัวแปรสำคัญ สร้างให้เหตุการณ์ยิ่งบานปลายใหญ่ เพิ่มงุนงงต่อสิ่งตรงหน้า เขาไม่สามารถหาทางออกให้กับเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้ ทุกสิ่งเริ่มจากเขา…..เขาไม่อยากเล่นอีกต่อไปแล้ว เขาอยากโยนปืนทิ้งแล้วหนีหายกลืนไปกับฝูงชน ทว่าเขาทำไม่ได้…..สายตาทุกคู่จ้องมองมายังเขา ทุกสิ่งเริ่มต้นที่เขา….และจะต้องจบลงที่เขาด้วยเช่นกัน
ตำรวจเสริมกำลังมาอีกยี่สิบนาย ส่วนหนึ่งป้องกันการปะทะระหว่างคนสองกลุ่มที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อีกส่วนหนึ่งยังคงปักหลักต่อหน้านายเพิ่ม
“สารวัตร…….สารวัตรอยู่ไหน” นายเพิ่มตะโกนถามเมื่อไม่เห็นสารวัตรธานินท์….เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนโดดเดี่ยวเสียแล้ว
“ผมอยู่นี่” สารวัตรธานินท์ตอบ เขาหันไปพูดกับท่านอธิบดีสองสามคำ เมื่อท่านอธิบดีอนุญาติ เขาเดินช้าๆเข้าไปหานายเพิ่มอีกในระยะเท่าเดิม
“เกิดอะไรขึ้น” เพิ่มถาม
“ตอนนี้มีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสองพวกมารวมตัวกันที่นี่ พวกหนึ่งสนับสนุนความคิดคุณ อีกพวกหนึ่งต่อต้านที่คุณใช้ความรุนแรง…..ผมว่าคุณวางปืนเสียเถอะนะ เรื่องมันชักไปกันใหญ่แล้ว”
เพิ่มลังเลเล็กน้อย เขาคิดว่าทุกอย่างน่าจะจบลงได้หากเพียงเขาแค่วางปืนลง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เขาปรารถนามาตั้งแต่ต้น ทว่าก่อนที่เขาจะลดปืนลงจากขมับ เสียงตะโกนจากกลุ่มญาติวีรชนก็ตะโกนขึ้นมาก่อน
“แสดงจุดยืน….คุณเพิ่ม….วีรชนของเรา!”
เพิ่มชะงัก สารวัตรธานินท์หันไปทางต้นเสียงด้วยความขุ่นเคือง
“วางปืนลงไอ้บ้า!….อย่าแอบอ้างวีรชน!” อีกกลุ่มตะโกนสวนมาอีก
คราวนี้เพิ่มสองจิตสองใจ เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี สารวัตรธานินท์ประเมินเพิ่มได้ เขากล่าวท่ามกลางเสียงตะโกนประโยคเดิมของทั้งสองฝ่าย
“อย่าไปฟังคุณเพิ่ม…..วางปืนลงเถอะ…..เรื่องทั้งหลายจะได้จบไปเสียที….วางปืนลงนะ…”
“แสดงจุดยืน…คุณเพิ่ม..วีรชนของเรา!”
“วางปืนลงไอ้บ้า!….อย่าแอบอ้างวีรชน!”
เสียงสองประโยครุกเร้าหนัก กระหึ่มไปทั่วท้องถนนแห่งนั้น สายตาทุกคู่จ้องไปยังชายผู้จ่อปืนบนศรีษะ เพิ่มไม่ได้ยินเสียงปลอบและเสียงขอร้องของสารวัตรอีกต่อไป ทว่าเสียงเดียวที่แทงทะลุใจดำของเขาก็คือเสียงด่าจากกลุ่มผู้ต่อต้านการ กระทำของเขา ในที่สุดเขาตะโกนลั่น
“กูต้องการพบนายกฯ!…..พานายกมาหากูเดี๋ยวนี้!”
เงียบกริบ
ทุกเสียงหยุด…..การเคลื่อนไหวทั้งหมดหยุด….ประโยคของนายเพิ่มกลายเป็นมนต์สะกดอยู่พักใหญ่ เขากล่าวต่อ
“กูจะบอกนายกฯเองว่ากูจะทำอย่างไรต่อไป….ไปพานายกฯมา”
สารวัตรธานินท์เดินกลับมาหาท่านอธิบดีกรมตำรวจ ทั้งสองปรึกษาเครียด
“คุณเห็นเป็นไงสารวัตร”
“สถานการณ์เช่นนี้ ผมประเมินไม่ถูกครับ” เขาหันมองไปยังกลุ่มทั้งสอง
“ถ้าท่านนายกฯ มาที่นี่ คุณว่านายเพิ่มจะทำอะไรบ้าๆมั้ย…..อย่างเช่น……อะไรที่ร้ายแรงต่อท่าน”
“ผมคิดว่าไม่ครับ….จุดประสงค์นายเพิ่มคือเรียกร้อง ถ้าท่านนายกฯรับปาก สถานการณ์ก็คงคลี่คลาย”
ท่านอธิบดีนิ่งเงียบสักครู่ ในขณะนั้นผู้คนก็เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่ นักข่าวเริ่มรายงานเหตุการณ์สด และประโยคเดิมๆก็กลับมา การกู่ร้องอีกครั้งของสองกลุ่ม เริ่มมีการกระทบกระทั่ง ตำรวจที่ควบคุมสถานการณ์พยายามกันทั้งสองพวกให้แยกห่าง
“ผมคิดว่าถ้าท่านนายกฯไม่มา….สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย” สารวัตรธานินท์มองไปยังกลุ่มคนที่เริ่มขว้างปาสิ่งของใส่กัน
“เอางั้นก็ได้” ท่านอธิบดีตัดสินใจ เขาโทรศัพท์สายตรงต่อถึงท่านนายกฯ เชิญท่านมาที่นี่โดยสัญญาว่าจะดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง
สารวัตรธานินท์เดินไปบอกนายเพิ่มว่าท่านนายกฯรับปากว่าจะมาที่นี่ให้เร็วที่สุด เพิ่มพยักหน้าอย่างตื่นกลัว หัวของเขาหมุนอื้อจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังยืนหรือนั่งอยู่
ช่วงขณะที่รอเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเพิ่ม คำถามมากมายผุดขึ้นเหมือนฟองสบู่ เขาให้ท่านนายกฯมาทำไม เขาจะตัดสินใจอย่างไร และเมื่อท่านมาแล้วเขาจะมีคำตอบใดๆให้กับท่านนายกฯ เขามองไปยังฝูงชนบนสะพานลอยที่คอยชะโงกมองเขา มองนักข่าวมากมายที่เดินสัมภาษณ์กันขวักไขว่ มองช่างภาพที่บันทึกภาพเขาและกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างบ้าคลั่ง มองตำรวจที่ทำหน้าที่ห้ามทัพด้วยความทุลักทุเล และอีกกลุ่มที่จ้องเขาตาไม่กระพริบ มองท่านอธิบดีกรมตำรวจซึ่งยืนหน้าเครียดจ้องมองเขาอยู่… และมองสารวัตรธานินท์ที่ดูเหมือนสายตาของสารวัตรได้จับจ้องเขาอยู่ก่อนแล้ว
ในที่สุดรถเก๋งของท่านนายกฯก็มาถึงพร้อมกับรถตำรวจอีกห้าคัน ท่านนายกฯเดินฝ่าฝูงชนเข้ามายังที่เกิดเหตุโดยมีนายตำรวจคอยแหวกทาง ทางด้านกลุ่มญาติวีรชนตะโกนให้ท่านนายกฯรับปากว่าจะจัดการกับผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อีกทางด้านหนึ่งให้ท่านนายกฯอย่าไขว้เขวกับไอ้บ้าคนหนึ่งที่อยากดัง ท่านนายกฯมีสีหน้าเคร่งเครียดฝ่าฝูงชนมาอย่างช้าๆ
เพิ่ม-หนุ่มวัยสามสิบเศษ หัวใจเต้นโครมคราม เขากำลังประจัญหน้ากับท่านนายกฯ เขากำลังจะจบสถานการณ์ที่เขาก่อขึ้น การตัดสินครั้งสุดท้ายกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน ทั้งที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เขาอยากจะบอกให้ใครๆรู้ว่าเขามิได้ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ใครล่ะที่จะฟังความในเขา..ใครล่ะ
ท่านนายกฯปรากฏตัวต่อหน้าเขา ท่านอยู่กลางฝูงตำรวจ….ท่านยิ้มนิดๆให้เขา ในขณะเดียวกันมือเพิ่มสั่นระริก เม็ดเหงื่อผุดพราย หัวหมุนเหมือนลูกข่าง และมวนท้องบิดเป็นเกลียว ท่านนายกพูดคุยกับท่านอธิบดีกรมตำรวจและสารวัตรธานินท์ หลังจากนั้นท่านมองมายังเพิ่ม มีเพียงคนเดียวที่เพิ่มคิดว่าเขาสามารถเพิ่งได้ เขาจ้องไปยังสารวัตรธานินท์ มีคำพูดที่เขาอยากจะพูด ทว่าพูดไม่ออก
ท่านนายกฯ ขยับชุดสูท ก้าวเดินออกมาจากกลุ่มตำรวจด้วยท่าทีผึ่งผาย ตำรวจทุกนายเล็งปืนไปยังนายเพิ่ม
เพิ่มจ้องเขม็งไปยังสารวัตร น้ำตาเอ่อท่วมเบ้าตา….เสียงทั้งหมดเงียบสนิท
สารวัตรมองเพิ่ม……เขาเอะใจ….มองความนัยน์จากสายตาผู้ก่อเหตุ
ท่านนายกฯก้าวช้าๆเข้าไปหานายเพิ่ม ทีละก้าว ทีละก้าว
เพิ่มขาสั่นพรั่บ น้ำตานองหน้า ขบริมฝีปากจนเลือดออก
ท่านนายกฯหยุดในระยะพอเหมาะ….ท่าน กล่าวประโยคแรก
“สวัสดีคุณเพิ่ม”
สารวัตรธานินท์เบิกตาโพลง……ขยับร่างวิ่งพร้อมกับตะโกนลั่น
“เดี๋ยวก่อนคุณเพิ่ม!”
เพิ่มกล่าวตอบท่านนายก “สวัสดีครับ……ท่านนายกฯ” แล้วทันใดนั้นเองนิ้วที่สอดไกก็กระตุก
ปัง!
ร่างนั้นทรุดฮวบ เศษสมองกระจายเต็มพื้น รูโหว่ที่ขมับด้านซ้ายทะลักเลือดสีแดงข้น กลิ่นดินปืนผสมกลิ่นเลือดตลบอบอวลชวนคลื่นเหียน ปืนทำเองตกกระเด็นออกจากมือ มันกระเด็นไปกระทบรองเท้าท่านนายกฯที่ยืนจังงัง….ละอองเลือดเประใบหน้าและชุดสูทของท่าน
ตอนนั้น…ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีเสียงใดๆ…..มีแต่คราบเลือดและความงุนงง
แดดแรงร้อน และวันอันน่าเบื่อ….และมันจะยังคงน่าเบื่อต่อไป……….ยกเว้นริมถนนแห่งนี้
อัฏฐพล ส่งแสง
พิมพ์ครั้งแรก : ช่อการะเกด
Tags: ความบ้า, วีรชน, สาระสาร # 22




