• sarasarn_head4

    ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒๑ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

    คำปรารภ…

    สวัสดีครับ ในที่สุดพวกเราชาวไทยก็ได้รัฐบาลใหม่ รัฐบาลที่จะต้องทำงานอยู่ภายใต้ความคาดหวังของประชาชนนับล้านๆ คน ประชาชนซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง โดยไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ความหวังนั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น

    ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งเหมือนกับหลายๆ คนที่ใจจดใจจ่อและเปี่ยมด้วยความหวัง พร้อมเสมอสำหรับการให้โอกาสการทำงานของรัฐบาลใหม่ พร้อมจะให้โอกาสด้วยใจเป็นกลางที่สุด จะเฝ้ามองการทำงานของรัฐบาลโดยไม่มีอคติต่อภาพลักษณ์ของบุคคลในรัฐบาลนี้ โดยแค่ความหวังเพียงว่า “พวกท่านจะทำให้ประชาชนที่ไว้เนื้อเชื่อใจท่าน น้ำตาแห้งลงไปบ้าง…”

    อ้อ เกือบลืม ทางทีมงานไปเพิ่มเติมสาระใหม่ๆ มาอีกแล้วครับ นั่นก็คือ Edsquares เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแนะแนวการศึกษาครับ ลองให้ไปชมกันครับ

    Tags: ,

  • ในยุคเริ่มต้นปีสหัสวรรษใหม่ 2000 จะเห็นเทคโนโลยีชีวภาพเริ่มแตกหน่อขึ้นมา ตัวอย่างเช่น เรื่องจีโนม, โคลนนิ่ง, ดีเอ็นเอ, รหัสพันธุกรรม เป็นต้น จนหลายคนเป็นงงว่าเรื่องที่ซับซ้อนเหล่านี้จะสัมพันธ์กับชีวิตของคนเราเช่น ไร หากนึกไม่ออกลองตามสกู๊ปฉบับนี้ :

    ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวที่ขึ้นชื่อของเมืองไทย และสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายล้านบาท จนมีบริษัทอเมริกันลอบเอายีนส์ข้าว ไปทดลองและสร้างสายพันธุ์เลียนแบบขึ้น โดยมีรสชาติเหมือนข้าวหอมมะลิไทย และจดสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ เพื่อผูกขาดตลาดนี้ ซึ่งหมายถึงว่าผู้ใดปลูกข้าวโดยไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์ มีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องและถูกลงโทษตามกฎหมาย

    ความจริงภูมิปัญญาชาวนาไทย รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนไทยเป็นตัวสร้างสายพันธุ์ของอาหารที่อร่อย ถูกใจตลาด เช่น ข้าวหอมมะลิ, ส้มบางมด เป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้สืบทอดและพัฒนาด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะถูกผูกขาดและกีดกันด้วยกฎหมายที่นำโดยเครื่องหมาย การค้า, ลิขสิทธิ์, สิทธิบัตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยของคนไทย และจะทำให้การแข่งขันของเราเสียเปรียบประเทศที่พัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือ เหล่านี้

    จากข้าวที่สามารถปลูกได้เสรี กลายเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบรรษัทข้ามชาติและขออนุญาตในการปลูกทั้งเพื่อกินหรือพาณิชย์ เป็นการผูกขาดภายใต้การค้าเสรี โดยข้ออ้างเพื่อสร้างแหล่งอาหารเพียงพอสำหรับประชากรโลก แต่ผลอีกด้านหนึ่งทำลายวิถีชิวิตของคนทั้งโลก และต้องพึ่งพาอยู่ใต้การอุปการะของบรรษัทข้ามชาติ แทนที่จะยืนได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรของชาวบ้านตัวเล็ก ๆ ของประเทศที่ด้อยพัฒนา

    มาทำความเข้าใจเทคโนโลยีชีวิภาคนี้กันหน่อย มันคือการนำจีโนม ซึ่งเปรียบเสมือนแผนที่ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมายมาสังเคราะห์ และสร้างขึ้นในห้องทดลองโดยไม่ต้องพึ่งพาวิธีธรรมชาติเพื่อได้ผลผลิตที่เหมือนต้นแบบ

    การหาจีโนมของสายพันธุ์ใด ๆ ก็คือการหาคู่เบสของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ มาเรียงลำดับ โดยอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์เข้าช่วย ซึ่งเป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เมื่อวิธีเรียงลำดับยีนส์ เช่นเรื่องข้าวเสร็จออกมา ก็สามารถรู้ว่าสามารถสร้างผลผลิตที่ดีกว่าด้วยการตัดต่อท่อนไหน เช่น ถ้าต้องการข้าวเพิ่มวิตามินเอ ตัวอย่างจากโครงการข้าวสีทอง ก็เอายีนส์ของพืชที่มีวิตามินเอสูงใส่เข้าไปในข้าว และเป็นข้าวใหม่ที่มีรสชาติอร่อยแต่มีคุณค่าวิตามินเอที่สูง นำไปปลูก เป็นผลผลิตที่สามารถแก้ปัญหาของคนที่เป็นโรคตาฟ้าฟางจนถึงตาบอดได้

    ความจริงเทคโนโลยีชีวภาพนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ส่วนหนึ่งสามารถช่วยให้สังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถ้าหากใช้ภายใต้ศีลธรรม แต่อีกด้านมันก็ทำลายคุณค่าของสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าสร้างขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ผลสะท้อนกลับจะเหมือนกับเชื้ออะนีมาหรือเปล่า.

    หมายเหตุ เรียบเรียงจากมติชนรายวัน หน้า 7 ฉบับพฤหัสที่ 8 กุมภาพันธ์ 2544

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    อกส้มจี๊ดจะแตกเจ้าค่ะ เห็นข่าวชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง สมองส้มจี๊ดต้องหมุนติ๋ว ๆ ด้วยความเวทนาประเทศ ความจริงเนื้อข่าวก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่เป็นคนคิดลึกแบบส้มจี๊ด ก็คงไม่หมกหมุ่น จนต้องมานั่งจ่าชื่อชื่อหัวคอลัมภ์น่ากลัวประมาณนี้นะเจ้าค่ะ ข่าวชิ้นนี้ปรากฎที่หน้าเศรษฐกิจของมติชนรายวัน ขึ้นด้วยข้อความที่ว่า

    “ติงสหกรณ์ทำสุราพื้นบ้านยาก ชี้ขายเกิน 30 บาทต่อขวด ไปไม่รอด”

    ฮิ ฮิ อ่านแล้วเหมือนไม่มีอะไร ซึ่งความจริงก็คือไม่มีปัญญาในหัวของคนให้ข่าว ซึ่งส้มจี๊ดเห็นแล้วเวทนาประเทศ ถ้าหากมีข้าราชการมีแนวคิดอยู่ประมาณนี้อย่างดาษดื่น ความจริงเมรัยจำพวก “อุ สาโท” เป็นของพื้นบ้านเสมือนไวน์ขวดละหนึ่งแสนของเสธหนั่น ที่นำเข้าหรือจำลองมาจากประเทศแม่แบบ แต่ไฉนเมรัยของไทยจึงดูด้อยค่านัก

    ความจริงสมัยก่อนชาวบ้านต้มเหล้ากินจนเป็นเครื่องดื่มประจำหมู่บ้าน แต่อยู่ไปวันหนึ่งราชการซึ่งก็รับแนวคิด “พัฒนาประเทศ” มาจากประเทศที่เข้าอ้างว่า “เจริญแล้ว” มาพัฒนาระบบประเทศใหม่ เห็นว่าเมรัยจำพวกนี้เป็นของไม่ดี และในเมื่อไม่ดีรัฐก็ต้องริบสิทธิเหล่านี้มาควบคุม จึงเปิดให้กลุ่มทุนแค่บางกลุ่มเข้ามาลงทุน จนร่ำรวยอยู่ ส่วนชาวบ้านหากจะต้มเหล้ากิน ก็ระวังให้ดีตำรวจท่านจะเชิญไปนอนเล่นในคุก เหมือนประหนึ่งว่าทำผิดอาชญากรรมอุกฤษ ซึ่งถ้าเห็นหนังไทยบางเรื่องที่เป็นสื่อกลาง จะมีภาพชาวบ้านที่ต้มเหล้าเถื่อนแตกกระเจิงเมื่อเห็นตำรวจ เป็นมุขตลกของภาพยนตร์ แต่ส้มจี๊ดดูไปแล้วเสมือนว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้ชาวบ้านดูต่ำต้อย ที่ริอ่านทำมาหากินด้วยตนเอง ตัดรายได้ของรัฐท่านเข้า

    ถ้าเปรียบเมรัยพื้นบ้านของชาวบ้านเฉกเช่นไวน์ สาเก ก็จะเห็นว่าที่ประเทศกลุ่มนี้พัฒนาอุตสาหกรรมแขนงนี้จนเป็นรายได้เข้าประเทศ ก็เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่รัฐไม่ได้ (เสือก) เข้าไปเตะต้อง แต่สนับสนุนให้เขาอยู่ได้ จนประเทศไทยต้องนำเข้ามาเป็นเครื่องดื่มที่แสดงถึงฐานะ

    เข้าหัวข้อดีกว่า ส้มจี๊ดไม่เห็นด้วยว่าทำไม่เหล้าไทยต้องลดเกรดไปแข่งขวดละ 30-40 บาท เหมือนเบียร์บางยี่ห้อ และหากจะไปแข่งก็ดี ก็ไม่เห็นว่าจะต้องขาดทุนเหมือนที่เขาปรามาส เพราะแนวคิดเริ่มต้นของคนสองกลุ่มก็ต่างกัน หากราชการคิดว่าอุตสาหกรรมนี้ต้องคืนทุน มีผลกำไรประมาณนี้ถึงอยู่รอด นั่นก็ถูกแต่เป็นแนวคิดแบบหอคอยงาช้าง ขณะที่ชาวบ้านอาจจะคิดเพียงแต่ผลิตเพื่อลดการบริโภคของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ เป็นเครื่องดื่มที่ผ่อนคลายในยามพัก ดังนั้นหากเหลือจึงค่อยขาย มันก็คือ “เศรษฐกิจพอเพียง” ดังนั้นแนวคิดสองขั้วจะวัดว่ากิจกรรม “ต้มเมรัย” จะไปถึงดวงดาวนั้น ก็ต่างกันแล้วเจ้าค่ะ

    ส้มจี๊ดไม่ได้เชียร์ให้คนกินเหล้า แต่อยากเอาเรื่องนี้มาเตือนใจคนในชาติ เพราะหากไม่สะกิดก็อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา หากสหกรณ์คิดผลิตเมรัยเพื่อครัวเรือนและเพื่อนฝูง ความเป็นไปได้ก็จะมีสูง ไม่ต้องไปดูตัวเลข อีกประการทำไม่สินค้าที่ผลิตต้องขายในราคาต่ำ ขณะที่เมรัยต่างชาติขายในราคาที่สูงได้ และมีคนนำเข้าจนขาดดุลการค้าและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาติไทยต้องพึ่งพา IMF อยู่ขณะนี้ เราทำไมไม่คิดว่าสินค้าที่ผลิตสามารถขายได้ราคาที่สูง หากรสชาติและคุณค่าที่เสพเป็นที่พอใจของผู้บริโภค การตลาดแบบ Nich ไม่ทราบท่านเคยเรียนรู้หรือไม่ หรือมัวแต่ถูกครอบด้วย Mass Marketing ซึ่งเป็นของเหลือเดนจากเขาแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เขาพูดกันแต่เรื่อง “Customized Marketing” ซึ่งก็คือผลิตเพื่อคนคนนั้นคนเดียว

    สุดท้ายส้มจี๊ดหวังว่าทางราชการคงไม่กำหนดชะตาชีวิตของชาติไว้คนเดียว ซึ่งความจริงภูมิปัญญาของชาวบ้านในหลายท้องถิ่นก็สามารถอยูได้อย่างไท แบบสหกรณ์ที่รวมกลุ่มจนมีเงินออมมหาศาล แม้จะไม่มีระบบบัญชีที่รัดกุม แต่ยึดถือ “มิตรและน้ำใจ” ก็สามารถอุ้มชูคนในสหกรณ์อยู่ได้อย่างสบาย ดังนั้นหากราชการจะมีใจสนับสนุนชาวบ้าน ก็ไม่ควรใช้วิธีครอบงำ แต่เป็นช่วยสนับสนุนในสิ่งที่ท้องถิ่นนั้นต้องการ ดังนั้นหากคิดแค่ว่าเหล้าไทยสู้อุตสาหกรรมใหญ่ไม่ได้ มันก็ปิดกั้นความสามารถและดูถูกภูมิปัญญาตนเองแล้วนะเจ้าค่ะ.

    Tags: ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    “ตะวัน….ตะวัน…อยู่หรือเปล่า” เสียงคุ้นหูตะโกนมาแต่ไกล ฉันกำลังยกแปลงใหม่กับแม่อยู่ในสวนหลังบ้าน

    “เพื่อนมาละมั้ง ไปดูหน่อยสิตะวันว่าใครมา เดี๋ยวจะเดินหาไม่เจอ” แม่ให้ฉันวางมือจากแปลงดินก่อน

    “เสียงแบบนี้จะเป็นใครล่ะคะแม่ … อ้าว…นั่นไง ว่าแล้วเชียว” นายภูเดินยิ้มเลาะริมแปลงผักมา

    “สวัสดีครับแม่ … เป็นไงบ้างตะวัน นึกอยู่แล้วว่าต้องอยู่ที่นี่” ภูไหว้แม่แล้วนั่งลงข้างๆ ช่วยแม่ทุบดิน

    “อย่าทำเลยภู แม่ว่าจะเลิกอยู่เหมือนกันแดดเริ่มแรงแล้ว นี่ไปไหนมาล่ะ มากันกี่คน” แม่ลุกขึ้นล้างมือ

    “มาแต่เช้าเชียวนะเธอ กินข้าวมาหรือยังล่ะ” ฉันเตรียมเก็บอุปกรณ์สวนครัวเข้ากระต๊อบไม้ไผ่ข้างรั้ว

    “ว่าจะมาชวนตะวันขึ้นเชียงใหม่ด้วยกันครับ ไปเที่ยวบ้านใหม่ของพลอย ขออนุญาตนะครับแม่” ภูหันไปขออนุญาตแม่ให้

    “เธอนี่…จู่ๆก็มาไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เห็นฉันว่างงานหรือยังไง จะมาลากไปไหนก็ไปได้”

    “ไปคุยกันในบ้านดีกว่าลูก…แดดแรงแล้ว” แม่เดินนำหน้าไป

    ——————————————————————————

    เรา นั่งปูเสื่อทานอาหารเช้ากันบนระเบียงหน้าบ้าน คุยกันถึงบ้านใหม่ของพลอยที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบถึงแปดปีเต็ม ปลูกเรือนไม้เล็กๆเป็นเรือนนอนหนึ่งหลัง และเรือนหลังใหญ่ ซึ่งเป็นโถงกว้างอีกหนึ่งหลังไว้เป็นเรือนรับเพื่อนๆหรือญาติพี่น้องเวลามา พัก ระหว่างเรือนมีสะพานไม้ทอดเชื่อมกัน และที่น่ารักที่สุดคือ หอดูดาวสูง 20 เมตร มีบันไดปีนขึ้น ด้านบนเป็นลานวงกลมกว้างขวาง เราเคยไปนอนเรียงรายดูดาวกันเป็นแถวยาวนับได้ 12 คน ครบโหลพอดี

    “เดี๋ยวเอก จะไปรับจุ๊บแจง กับปูเป้แล้วจะตามมาคงมาถึงบ่ายๆหน่อยละ เพราะวันนี้สองสาวนั่นทำงานครึ่งวัน” ภูบอก

    “อ้าว แล้วจะเดินทางกันคืนนี้เลยหรือยังไง ค้างที่นี่กันสักคืนก่อนสิลูก เช้าๆค่อยไป คืนนี้ที่วัดมีงานพุทธาภิเษกด้วยจะได้ไปเที่ยวกัน” แม่ชวน

    “ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับแม่ นี่เอกเขาขนเทเลสโคปมาด้วย บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะดูนกที่นี่ก่อน สายๆค่อยไปกัน”

    “ช่วงนี้นกเป็ดน้ำมากันแล้ว นกน้ำอื่นก็เยอะ เมื่อวานตะวันก็พาเด็กๆแถวนี้ไปดู เฮฮากันใหญ่ … เดี๋ยวแม่จะไปช่วยเขาที่วัดหน่อยนะตะวัน แล้วจะเลยไปตลาด ซื้อของแห้งมาไว้สักหน่อย”

    “ค่ะแม่… ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวตะวันลงไปเตรียมแปลงต่อดีกว่า เย็นนี้จะได้ย้ายกล้ากะหล่ำปลีกัน…มีผู้ช่วยแล้วล่ะค่ะแม่”

    “ไปทำแถวต้นขนุนก่อนก็ได้ลูก ไม่ค่อยร้อน”

    ——————————————————————————

    “นี่เหรอ กะหล่ำปลีน่ะ ตอนต้นเล็กนี่หน้าตาแปลกๆนะ ไม่เห็นจะเป็นก้อนๆเหมือนตอนโตเลย” ภูชี้ไปที่แปลงเพาะกล้า

    “นี่แหละ เริ่มเพาะเมื่อเดือนที่แล้วพอมันโตประมาณนี้ คือมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ ก็ต้องย้ายกล้าไปปลูกแปลงใหม่”

    “นานไหมตะวันถึงจะโตขนาดนี้”

    “ก็ประมาณเดือนนึง … แล้วนี่นะ ต้นที่ไม่ค่อยแข็งแรงแบบนี้เราก็ถอนทิ้งได้เลย อย่าเสียดาย เราคัดต้นที่แข็งแรงไปปลูก เพราะทนต่อโรคและแมลงได้ดีกว่า บ้านเราไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงก็อย่างนี้แหละ”

    “แปลงเพาะนี่เป็นแปลงเล็กๆเองเหรอ”

    “ใช่จ้ะ..ยกแปลงกว้างสักเมตรนึงก็พอ ขุดดินลึกสักครึ่งฟุต ตากดินไว้สัก 5-7 วัน แล้วค่อยใส่ปุ๋ย ย่อยดินให้ละเอียดแล้วคลุกใหม่ เวลาเราโรยเมล็ดมันจะได้ไม่ตกลงไปลึกนัก เพราะมันจะไม่ขึ้นเป็นต้น”

    “แปลงปลูกนี่ก็ต้องทำวิธีเดียวกันไหม…ตะวัน” ภูนั่งย่อยดินที่แปลงปลูกอย่างขะมักเขม้น

    “เหมือนกันจ้ะ … แล้วไม่ต้องยกแปลงสูงนักแค่ประมาณ 20 เซนติเมตรก็พอ เพราะกะหล่ำปลีเป็นผักที่มีรากตื้น…พอเราย่อยดินเสร็จแล้วเดี๋ยวตอนเย็นค่อยมาปลูก”

    “ทำไมล่ะตะวัน ปลูกไปเลยก็ได้นะ….หรือว่ารอแรงงานอีก 3 คน..ฮ่าๆๆๆ”

    “นั่นแหละ.. วัตถุประสงค์หลัก… แต่จริงๆไม่ใช่หรอก การย้ายต้นกล้าไม่ควรย้ายเวลาแดดร้อนเปรี้ยงแบบนี้ เดี๋ยวตายหมด ย้ายตอนเย็นหรือแดดร่มลมตกหน่อยจะดีกว่า”

    ——————————————————————————

    เกือบห้าโมงเย็นแรงงานปลูกกะหล่ำปลีอีก 3 คนก็มาถึง

    “ขอโทษทีนะตะวัน มาถึงช้าไปหน่อย ปูเป้แย่เลย ปวดท้องโรคกระเพาะมาตลอดทาง แถมยังจู๊ดๆอีก เภสัชกรเอกต้องจอดปั๊มเป็นระยะๆ” ปูเป้บอก

    “งั้นปูเป้ไปพักก่อนดีกว่าจ้ะ เอกพาเพื่อนไปกินอะไรมาจนท้องเสียเลยล่ะ”

    “สงสัยก๋วยเตี๋ยวเรือใกล้ๆที่ทำงานนั่นแหละ กินแต่เช้าเลย ใส่พริกเสียน่ากลัว” จุ๊บแจงบอก

    “สมน้ำหน้าแล้ว…เป็นโรคกระเพาะยังไม่ดูแลตัวเองอีก” เอกว่า

    “แต่ตอนนี้หายแล้วจ้ะ…ถ้าไม่มีเพื่อนเป็นเภสัชกรเราก็แย่เหมือนกันนะ” ปูเป้ยิ้มหวาน

    “นี่เรารอพวกเธออยู่พอดี ตะวันบอกว่าต้องทำงานแลกข้าวแลกที่พักนะ ไม่งั้นคืนนี้เชิญนอนในรถและกินข้าวนอกบ้าน” ภูเดินไปช่วยเพื่อนๆขนของ

    “เธอพูดเองน่ะสินายภู” จุ๊บแจงค้อน

    “อ้าว…จริงๆนะ นี่ฉันทำมาแล้ว ย่อยดินแปลงปลูกกะหล่ำปลี 3 แปลง แลกกับข้าวเช้า-กลางวัน 2 มื้อเลย” ภูทำท่าจริงจัง

    “ฉันว่าตะวันขาดทุนนะเนี่ย…นายภูกินมากกว่าที่ลงแรงไปอีก ฮ่ะๆๆๆ”

    ——————————————————————————

    แรงงานปลูกผักทั้งหมดดูตื่นเต้นเกินจริงที่ได้มาปลูกกะหล่ำปลี

    “ฉันมาบ้านตะวันทีไรได้กำไรชีวิตกลับไปทุกทีเลย” จุ๊บแจงบอก

    “คราวที่แล้วก็เรื่อง ขิง ข่า กระชาย ใช่ไหมเอก คราวนี้ได้ปลูกกะหล่ำปลีอีก …มาๆๆๆ ช่วยๆๆๆๆ”

    “อ๊ะ.. อย่าจับดึงแบบนั้นจ้ะ จุ๊บแจง เวลาย้ายต้นกล้าเราจะใช้ไม้แผ่นบางๆนี่ งัดต้นขึ้นมาให้ดินติดรากเป็นก้อนแบบนี้จ้ะ ไม่อย่างนั้นรากขาดหมดเลย” ฉันบอกจุ๊บแจงที่ทำท่าจะถอนต้นกล้าด้วยมือ

    “ให้ปูเป้ทำอะไรดีล่ะตะวัน”

    “ปูเป้ตัดปลายใบออกสักครึ่งนึงแบบนี้ก็ได้นะ เดี๋ยวค่อยส่งให้หนุ่มๆที่ขุดดินอยู่ทางโน้นเขาปลูกเลย”

    “ทำไมต้องตัดใบทิ้งด้วยล่ะตะวัน”

    “ใบกับรากทำงานสัมพันธ์กันไง เวลาเราย้ายต้นกล้าจะทำให้รากบางส่วนขาด ดูดน้ำได้น้อย แต่ถ้าใบคายน้ำมากเกินไปก็อาจทำให้ต้นเหี่ยว ตั้งตัวช้า”

    “ตัดใบออกบ้างเพื่อลดการคายน้ำเหรอจ๊ะ…แหมเป็นเคล็ดลับเลยนะเนี่ย” จุ๊บแจงบอก

    “เดี๋ยวตะวันขอไปดูหนุ่มๆทางโน้นก่อนนะจ๊ะ…อ้าว หนุ่มๆ เป็นไงบ้าง”

    “ขุดลึกแค่นี้ใช้ได้ไหม ตะวัน” เอกถาม

    “ได้เลย ขุดให้กว้างๆแต่อย่าลึกแบบนี้แหละจ้ะ เพราะเวลารดน้ำ น้ำจะได้ไม่ขังอยู่ในหลุม รากจะได้ไม่เน่าไง”

    “เวลาปลูกก็ ใช้มือจับใบเลี้ยงหย่อนลงหลุม กลบดินให้เสมอหลังแปลงกดดินให้จับรากแบบนี้จ้ะ”

    “อืม…ขั้นตอนเยอะแต่ก็ง่ายดีเนอะ”

    “แล้วเมื่อไรจะเก็บได้ล่ะตะวัน…ฉันจะได้มาอีก ไหนๆก็ปลูกแล้ว อยากเก็บด้วย บริการครบวงจร”

    “อีกสองเดือนเธอมาได้เลยเอก ได้เก็บแน่จ้ะ”

    เรา 5 คนช่วยกันปลูก เอกกับภูช่วยตัดใบตองมาทำร่มบังแดดให้แปลงผัก สามสาวช่วยกันรดน้ำ
    ตะวันตกดินพอดี แม่ตะโกนเรียกมาจากบนเรือน

    “เอ้า…ขึ้นบ้านมากินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวแม่จะพาไปเที่ยวงานวัด”

    “แม่เธอนี่ยังคิดว่าพวกเราเป็นเด็กๆอยู่เลยเนอะ ตะวัน” ภูกระซิบ

    “เราทุกคนก็ยังเด็กในสายตาแม่อยู่ดีแหละ” จุ๊บแจงบอก

    “ดีเลย เดี๋ยวฉันจะร้องเอาลูกโป่งสวรรค์”

    “งั้นฉันจะเอาสายไหมสีชมพู”

    “ฉันจะนั่งม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ด้วย”

    แล้วพวกนี้ก็ทำอย่างที่พูดกันเสียด้วยสิคะ…..เฮ้อ…..

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    เห็นแค่ชื่อหนังสือ “สนามหลวง” ก็ได้อารมณ์ร่วมมากมาย คนรุ่นผู้เขียนอายุ ๓๐ ค่อนขึ้นเลข ๔ ยังได้สัมผัสสนามหลวงในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของคนทุกเพศทุกวัย ให้ค้นหา “เวลาว่าง” ของตนเอง และบางคนก็อาจจะใช้
    สนามหลวงเต็มเวลา

    aksorn_21

    หนังสือเป็น “เวลาว่าง” ที่ผู้เขียนค้นพบที่นี่ เพียงก้าวย่างไปสนามหลวงครั้งแรกเท่านั้น นี่คือโลกใหม่ที่น่าพิสมัยยิ่ง โลกของการอ่านที่แท้จริงถูกเปิดขึ้นแล้ว แม้ที่บ้านจะปลูกฝังให้อ่านตั้งแต่เด็กๆ ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจไปกว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่พ่อรับทุกวัน หนังสือเก่าหลายเล่มถูกซื้อไปอ่านด้วยเงินค่าข้าว ที่แม่ให้มากินข้าวในขณะเรียนหนังสือ แม้หนังสือไม่ทำให้อิ่มจนหนังท้องตึง ความอิ่มกลับไปบังเกิดขึ้นที่ใจแทน

    ผู้เขียนอาจจะฟุ้งไปหน่อย ที่พอคิดถึงสนามหลวงก็หยุดไม่ได้ อยากจะบรรยายความรู้สึกออกมา แม้สนามหลวงปัจจุบันเป็นแค่ตำนาน ให้คนแก่หรือเริ่มแก่ขนาดผู้เขียนโหยหารำลึกถึง ให้เด็กรุ่นใหม่ค้นหาถึงที่มาที่ไป

    เห็น แค่ชื่อหนังสือ “สนามหลวง” ก็ได้อารมณ์ร่วมมากมาย ขึ้นต้นประโยคนี้เอาไว้แต่มัวไปฟุ้งถึงเรื่องอื่น แต่จะว่าเป็นเรื่องอื่นก็ไม่ได้ หนังสือ “สนามหลวง” ถูกตั้งชื่อขึ้นโดย คำสิงห์ ศรีนอก(ลาว คำหอม) โดยมีความหมายให้เป็นสนามกลางของทุกคน มีคนเคยบอกว่าหัวเรือใหญ่และต้นคิดทำหนังสือเล่มนี้คือ ชาติ กอบจิตติ

    ผู้เขียนขอแนะนำหนังสือ “สนามหลวง” เล่มนี้ไม่ใช่แค่เป็นการรวมเรื่องสั้นคุณภาพ ๒๔ เรื่องของนักเขียน ๒๔ ท่านเท่านั้นแต่ผู้เขียนมองว่านี้คือการเกิด “ประชาคม” ของนักเขียนและนักอ่านอย่างธรรมชาติที่สุด แม้หนังสือจะพิมพ์มาน้อยและวางแผงมานานแล้ว คงยังมีเหลือให้หามาอ่านกันอยู่บ้าง ลองอ่านข้อความที่พิมพ์อยู่ปกด้านหลัง จะรู้ได้ว่า
    “ประชาคม” เกิดขึ้นได้อย่างไรใครทำให้เกิดขึ้น

    หนังสือรวมเรื่องสั้น “สนามหลวง” เล่มนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความเมตตา,
    ความร่วมมือจากนักเขียนทุกท่าน ตั้งแต่พี่(ใหญ่) จนถึงรุ่นน้อง(สุดท้อง) ซึ่งเป็นที่น่ายิน
    ดีว่าความเป็น “พี่น้อง” ยังอบอุ่นเหมือนเดิม ไม่เสื่อมคลาย นักเขียนทุกท่านยินดีเขียน
    เรื่องขึ้น “ใหม่” โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ใดๆ นอกจากนั้น หลายท่านยังกรุณามอบเงินช่วย
    สมทบทุนในการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกด้วยโดยมีจุดประสงค์ร่วมกันคือ อยากทำให้
    “ช่อการะเกด” มีอายุยืนยาวต่อไป

    ๑. อาจินต์ ปัญจพรรค์ : ลูกหมาป่า
    ๒. ลาว คำหอม : โถ พ่อ
    ๓. อัศศิริ ธรรมโชติ : เหนือเหน็บหนาวและเร่าร้อน
    ๔. ศรีดาวเรือง : งามเมือง-กลางเมือง
    ๕. วาณิช จรุงกิจอนันต์ : ไก่ชน
    ๖. ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ : ไก่ ซี.พี.
    ๗. วัฒน์ วรรลยางกูร : หักมุมหัวใจ
    ๘. “อัญชัน” : การประเมินค่า
    ๙. “เหลืองฝ้ายคำ” : เรื่องเล็กๆ
    ๑๐. ไพโรจน์ บุญประกอบ : ลมกระพือ
    ๑๑. มาลา คำจันทร์ : หนองเขียว
    ๑๒. วิมล ไทรนิ่มนวล : พรหมจารี
    ๑๓. ประมวล มณีโรจน์ : บ้านหลังสุดท้ายของดวงตะวัน
    ๑๔. จำลอง ฝั่งชลจิตร : อนาคตของชาติ
    ๑๕. ชาติ กอบจิตติ : เรื่องเบาสมอง
    ๑๖. ไพฑูรย์ ธัญญา : ร่วงหล่นอยู่ปลายเท้า
    ๑๗. ศิลา โคมฉาย : ผู้ชม
    ๑๘. กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ : ระหว่างวินาศกรรม
    ๑๙. เสี้ยวจันทร์ แรมไพร : ถ้ำ
    ๒๐. ชีวี ชีวา : หิ่งห้อย
    ๒๑. ขจรฤทธิ์ รักษา : เรื่องเล่าของคนล้มเหลว
    ๒๒. เดือนวาด พิมวนา : ผมอยากนอนกับคุณ
    ๒๓. วินทร์ เลียววาริณ : วรรณกรรม ๔๘ ชั่วโมง
    ๒๔. ประชาคม ลุนาชัย : เพลงขลุ่ย แสงเดือน และดาวเสด็จ

    ผู้เขียนมองว่า “ประชาคม” เกิดขึ้นแล้วแต่จะดำรงอยู่หรือไม่ อยู่แบบยั่งยืนหรือเปล่าพวกเราต้องช่วยกัน ไม่ว่านักเขียนหรือว่านักอ่าน โดยเฉพาะนักอ่าน การช่วยที่เป็นรูปธรรมที่สุด ก็คือการช่วยกันสนับสนุนงานของนักเขียน โดยเฉพาะงานที่มีคุณภาพ สำหรับงานที่ไม่เอาไหน ไม่ต้องถึงกับโห่ไล่ก็ได้ แต่ช่วยกันติติงให้แก้ไขให้กำลังใจกันก็พอ
    หนังสือนั้นไม่ได้มีไว้ให้รักอย่างเดียว รักแล้วต้องอ่านด้วย

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: ,

  • เรื่องสั้น

    • The Trail of Your Blood in the Snow / การ์เบรียล กาเซีย มาร์เกซ
      ความจริงชอบนิยายเรื่องสั้นของนักเขียนท่านนี้ทุกเรื่อง เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องความรักที่จบเศร้าในปารีส
    • รักด้วยเลือด / ยูกิโอะ มิชิมา
      บรรยายภาพคนที่กำลังเดินไปสู่ความตายได้อย่างมีพลัง สวยงาม
    • Lost Letters / มิลาน กุนเดอรา
      เป็นตอนหนึ่งในนิยาย The Book of Laughter and Forgetting เล่าถึงผู้หญิงซึ่งห่างบ้าน
    • ผีหลอก / แมกซิม กอร์กี้
      เรื่องง่าย ๆ แต่อ่านแล้วน้ำตาซึม
    • เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ / ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น
      ไม่มีนิทานเรื่องไหนสวยงามเท่าเรื่องนี้ เด็กหญิงจุดไม้ขีดไฟจนหมดและตายเพราะความหนาว

    นิยาย

    • หนังสือรวมนิทาน / ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น
      จุดความฝัน จินตนาการให้อยากเขียนหนังสือ
    • เจ้าชายน้อย / อังตวน แซงเต๊ก ซูปรี
      หนังสือเล่มเล็กที่ยิ่งใหญ่
    • หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว / การ์เบรียล กาเซีย มาร์เกซ
      นิยายที่เปลี่ยนชีวิตกับความคิดคนได้
    • Immortality / มิลาน กุนเดอรา
      ชอบเท่า Unbearable Lightness of Being แต่เรื่องนี้ร่วมสมัยกว่า
    • พี่น้องคารามาซอฟ / ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้
      หนังสือที่ต้องอ่าน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ
    • Law of Love / ลอร่า เอสควิเวล
      นิยายเมจิคเรียลลิสม์ผสมแนววิทยาศาสตร์

    ทินกร หุตางกูร
    นักเขียน,คอลัมนิสต์
    เจ้าของผลงาน รวมเรื่องสั้น คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า

    Tags: , ,

  • เมื่อหลายวันก่อน ผมและครอบครัวได้วางแผนกันจะไปเที่ยวจังหวัดสระบุรี โดยจะไปเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ น้ำตกเจ็ดสาวน้อย และไร่ข้าวโพดของญาติที่ทำงานอยู่แถวๆ นั้น ก่อนไปผมและแม่ของเจ้าลูกหัวแก้วหัวแหวน ก็จะพยายามปูพื้นเรื่องราวและสถานที่ที่จะไปให้กับเจ้าลูกชายของผมไว้ก่อน เนื่องจากโดยปกติผมจะพาเขาไปเที่ยวทะเลเกือบทุกครั้ง เนื่องจากเขาจะชอบทะเล ชอบเล่นน้ำ เล่นทรายมาก คราวนี้ที่เที่ยวส่วนใหญ่จะได้แค่เดินๆ ดู เดินๆ ชมเสียก่อนใหญ่ ก็เลยต้องสร้างความอยากไปสักหน่อย

    ภรรยาของผมก็จะเข้าไปพูดคุย และบอกเรื่องราวสถานที่ต่างๆ ให้เขาฟัง เขาสนใจมากเรื่องเขื่อน เนื่องจากเป็นศัพท์ใหม่ทีเดียว ไม่เคยเห็นในทีวีเสียด้วย

    “อะไรนะที่เป็นที่เก็บน้ำกว้างๆ ใหญ่ๆ มากๆ เลย มีปลาอยู่ในน้ำเยอะแยะไปหมด ฝั่งนึงมีน้ำเด็มสูง แต่อีกฝั่งนึงไม่ค่อยจะมีน้ำ”

    “น้ำตก ก็คล้ายๆ กับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ๆ บ้านเราที่แหละ แต่มันมีน้ำไหลลงมาจากที่สูงกว่า เสียงน้ำไหลก็ดังซู่ๆ บางทีก็เห็นมีหินก้อนใหญ่ๆ อยู่ในน้ำด้วย น้ำก็เย็นฉ่ำ มีปลาตัวเล็กๆ ให้เห็นเยอะแยะไปหมด มีคนลงไปเล่นน้ำหลายคน สนุกมากๆ เลย”

    แล้วผมก็มีเรื่องเด็ดๆ จะเล่าให้ฟังครับ คือตอนที่ภรรยาของผมบอกเขาว่า “เราจะไปไร่ข้างโพดด้วยนะ” แล้วก็หยุดดูปฏิกิริยาของเขา เพราะเชื่อแน่ว่า เขาคงไม่รู้จัก และแน่นอนเขาไม่รู้จัก เขาทำหน้าตาแปลกๆ และพูดว่า “คุณแม่ไปไล่ข้าวโพดมันทำไม เดี๋ยวมันก็ร้องไห้ เสียใจหรอก” …..แป่วววว…บอกไม่ถูกเลยครับ ความรู้สึกตอนนั้น สุดๆ จริงๆ ไม่คิดว่าเขาจะพูดออกมาแบบนั้น คิดว่าเขาคงถามว่า “ไร่ข้าวโพดเป็นยังไงครับ” “ข้าวโพดที่เรากินใช่เปล่าครับ”

    เจอคำตอบแบบนี้ เล่นเอางงไปเลย แต่ก่อนงง รับรองถ้าใครอยู่ในเหตุการณ์ ก็ต้องหัวเราะท้องแข็งไปก่อนแน่นอนเลย ประโยดเด็ดจริงๆ “คุณแม่ไปไล่ข้าวโพดมันทำไม เดี๋ยวมันก็ร้องไห้ เสียใจหรอก” หลังจากได้สติ ผมก็คิดอยู่ในใจว่า “เด็กเอ๋ยเด็ก ช่างมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับสิ่งรอบตัวเสียเหลือเกิน บริสุทธิ์ใจซื่อจริงๆ ” นี่ถ้าเกิดกวนเขากลับไปว่า “ก็ต้องไล่สิ ข้าวโพดมันดื้อ มันไม่มี ” ผมว่าเขาคงเกลียดข้าวโพดไปเลยกระมัง

    เขียนมาตั้งมากมาย ก็ไม่รู้จะสื่ออะไร รู้แต่เพียงว่า “ถึงลูกของเรา จะดื้อ จะดูฉลาดแค่ไหน แต่เขาก็คือผ้าขาว ถ้าเรารู้จักแต่งเติมสีให้ดี ผ้าขาวนั้นก็จะดูสวยสด ทั้งให้สื่อความรู้สึกออกมาได้ด้วย…”

    Tags: , , ,

  • “หนาวไหม” สหัสถาม หญิงสาวที่นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ตรงข้ามไม่ตอบแต่พยักหน้ารับแทน

    “ใส่ไฟอีกไหม” เขาตั้งคำถามแกมขอความเห็น

    “ไม่ค่ะ ปล่อยมันเถอะ” หล่อนบอกพร้อมเงยหน้าขึ้นสบตาเขานิ่งและนาน

    “ผมอยากกอดคุณ” คำพูดของเขาทำให้ความเงียบแตกกระจาย

    “ทำไม” หล่อนเชิดหน้า น้ำเสียงกระด้างหลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก

    “เผื่อคุณจะได้อุ่นขึ้นมาบ้าง” เขาหลบตาพูดเสียงแผ่ว

    “อย่าเลย ให้ฉันอยู่อย่างนี้ดีกว่า อกคุณไม่อุ่นสำหรับฉันหรอก” น้ำเสียงหล่อนสั่นทั้งที่พยายามควบคุม เขาก้มหน้านิ่ง

    ลมหนาวโบกโบยกรีดผิวให้เจ็บแสบ น้ำตาหล่นรินไหลและปลิวหายไปพร้อมสายลม ดาวหลบหลู่อยู่บนท้องฟ้าสีน้ำเงิน ดวงจันทร์หายหน้า เมฆตั้งเค้ามาทางทิศตะวันออก เสียงน้ำยังคงระรินไหลอย่างต่อเนื่อง สรรพสำเนียงของสัตว์กลางคืนระงมก้อง

    ขณะที่หัวใจเขาปวดแปลบ หัวใจหล่อนกลับแตกสลาย

    “ฟ้า…” เขาเรียกชื่อหล่อนด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแฝงความเจ็บปวด

    ” คะ” หล่อนขานรับ น้ำเสียงแผ่วโผย เขาเงยหน้าสบตาหล่อน จ้องมองดวงตาคู่สวยที่เขาเคยบอกว่าคล้ายดวงดาวบนฟากฟ้า ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ความอบอุ่นผสมผสานเป็นมิตรภาพที่หล่อนวางใจมอบให้เขา แต่นี้ ดวงตาคู่นั้น หม่นหมอง ท้อแท้ เจ็บปวดและตัดพ้อ ประกายวับวาวของน้ำที่กักขังอยู่ในหน่วยตาคู่นั้นทำให้เขารู้สึกวูบไหว

    “ผมอยากกลับมาหาคุณ”

    “คุณก็ได้กลับมาแล้วนี่ไง”

    “ชั่วครู่”

    “นั่นคุณเป็นคนกำหนด ไม่ใช่ฉัน” เขาหลบสายตาของหล่อนที่จ้องสู่ดวงตาเขา

    อากาศเย็นเยือก ลมพัดไม่ขาดสาย หล่อนนั่งหันหลังให้เรือนไม้ที่ปลูกใกล้ริมธาร เขานั่งอยู่ไม่ห่าง ทั้งที่แค่เอื้อมมือมาสัมผัสแต่กลับเหมือนไกลห่าง เขาเองใช่ไหม สร้างช่องว่างนี้ขึ้นมา

    “ผมอยากขอโทษคุณ” ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยของเขาทำลายความอึดอัด หลังจากปล่อยให้ความเงียบลัดเลาะเข้ามาสร้างกำแพงกักขังคนทั้งสองไว้

    “ไม่เป็นไรนี่ คุณบอกฉันเองไม่ใช่หรือว่า คุณสามารถรักใครต่อใครได้มากมายในเวลาเดียวกัน แต่คุณต้องเลือกที่จะมีชีวิตอยู่กับใครคนหนึ่งเท่านั้น และคุณก็ได้เลือกแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ฉัน…แต่ฉันก็เข้าใจนะ มันเป็นเรื่องลำบากใจหากมีใครมาให้เลือก และเราจะต้องเลือกใครสักคน ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ อย่างน้อย ช่วงเวลาหนึ่ง เรารักกัน ฉันดีใจที่ได้เป็นเจ้าของช่วงเวลานั้น” น้ำตาหล่อนเริ่มรื้น ก่อนเอ่อล้นสองเบ้าตา ไหลคลอเคลียพวงแก้มที่เขาเคยถนอม เฟื่องฟ้าเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า สูดลมหายใจยาว ๆ เข้าปอด บางที ความบอบช้ำที่กำลังเกาะกินความรู้สึกหล่อนอาจจะเจือจางไปได้บ้าง

    สหัสเขยิบร่างเข้ามานั่งเคียงข้าง เขาโอบบ่าหล่อน หล่อนฝืนตัวไว้ ความรู้สึกน้อยใจกลับพุ่งพล่าน แต่แล้ว หล่อนต้องพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนา ซบหน้าลงกับอกของเขา มือหยาบใหญ่ลูบไล้เส้นผมของหล่อน ก่อนโน้มใบหน้าลงไปจุมพิตอย่างนุ่มนวล น้ำตาชายหนุ่มตกต้องเส้นผมของหล่อนจนร่างที่ซุกอยู่กับอกสัมผัสได้ หล่อนสะอื้นไห้แรงขึ้น กระชับอ้อมแขนรอบเอวเขา

    “ผมรักคุณ” เสียงเขาสั่นเครือ

    “แต่คุณยังรักคนอื่นมากกว่า” เสียงหล่อนสั่นสะท้าน ขณะปล่อยน้ำตาให้รินไหลซึมผ่านเนื้อผ้าสู่อกเขา

    “คุณรักผมไหม”

    “ถึงเวลานี้ คุณยังไม่แน่ใจฉันอีกหรือ ที่ฉันแอบมากับคุณนี่ ไม่ใช่สิ่งที่ฉันแสดงความรักที่มีต่อคุณเช่นนั้นหรือ” เสียงหล่อนสั่นเครือ น้ำตาร่วงพรู

    เมฆเริ่มก่อตัวหนา ฟ้าสีขุ่นมัว น้ำตาของคนสองคนต้องลมจนแห้ง ความหนาวบาดผิว ความเจ็บปวดบาดใจ หล่อนคลายอ้อมกอด ไฟในกองมอดเกือบหมด สหัสหยิบดุ้นฟืนที่อยู่ข้าง ๆ ทำท่าจะโยนเข้าไปในกอง แต่หล่อนยั้งไว้

    “อย่าเลยค่ะ ฉันอยากให้มันจบเพียงแค่นี้ เราบอกลาน้ำตกกันเถอะ”

    “แต่ผมอยากอยู่กับคุณให้นาน”

    “นานแค่ไหนคุณก็ต้องกลับไปอยู่ดี” หล่อนลุกขึ้นยืน หันหลัง สาวเท้าขึ้นบันได ขึ้นไปบนเรือนที่เขามาเช่าไว้ หยิบกระเป๋าผ้าสองใบที่จัดไว้เมื่อเย็น หิ้วลงมา เขายืนคอยอยู่ที่ตีนบันได สหัสรับกระเป๋าไปถือ เขาคอยให้หล่อนลงออกแล้วออกเดินนำไปที่รถ เปิดท้าย เหวี่ยงกระเป๋าลงไป กระแทกกระโปรงปิดโดยแรง สองคืนสองวัน มันเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขาอยากมีเวลาอยู่กับเฟื่องฟ้านานกว่านี้ แต่หน้าที่การงานและใครอีกคนทางกรุงเทพฯ กำลังรออยู่ ถ้ารู้ว่าเขาไม่ได้มาทำงานอย่างที่เอ่ยอ้าง หล่อนจะเศร้าสักเพียงไหน ยิ่งหากรู้ว่าเขามีใครซ่อนไว้อีกคน หล่อนคงทุกข์ระทมแทบขาดใจ

    เขาเปิดประตูให้เฟื่องฟ้า

    “แล้วเราจะได้พบกันอีกไหม” เขาถาม

    “ทำไมคะ”

    “ผมยังต้องการคุณอยู่น่ะซิ” เขาบอกอย่างสุภาพ หล่อนผลุบตัวเข้าไปนั่ง ดึงประตูปิด เขาเดินอ้อมไปอีกด้าน เปิดประตูขึ้นไปนั่งคู่กับหล่อน

    ฮอนด้า City สีบรอนด์ยังคงจอดนิ่งอยู่ตรงนั้น สหัสเอื้อมมือไปดึงมือที่ผสานอยู่บนตักของหญิงสาวมากุมไว้ หล่อนหันมาสบตา เขายกมือหล่อนขึ้นจูบเบา ๆ อย่างถนอม ก่อนถูมือหล่อนไปมากับแผ่นแก้ม

    หล่อนรู้สึกหวานไหวกับเคราของเขาที่เริ่มยาวเพราะไม่ได้ผ่านใบมีด

    “ฉันรู้สึกผิดค่ะ” น้ำเสียงหล่อนเหมือนขาดหายไปในลำคอ

    “ฉันอยากมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ แต่…ช่างมันเถอะ” หล่อนดึงมือกลับ เขาขยับปากจะพูด แต่ริมฝีปากบอบบางได้รูปของหล่อนห้ามเขาไว้

    สองนาฬิกาเศษ รถเคลื่อนตัวออกจากน้ำตกเจ็ดสาวน้อย มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ท่ามกลางพายุฝน หล่อนนอนหลับอยู่บนเบาะข้าง ๆ

    คนกวี/สะ

    Tags: ,