โดย… ต้นตะวัน
“ตะวัน….ตะวัน…อยู่หรือเปล่า” เสียงคุ้นหูตะโกนมาแต่ไกล ฉันกำลังยกแปลงใหม่กับแม่อยู่ในสวนหลังบ้าน
“เพื่อนมาละมั้ง ไปดูหน่อยสิตะวันว่าใครมา เดี๋ยวจะเดินหาไม่เจอ” แม่ให้ฉันวางมือจากแปลงดินก่อน
“เสียงแบบนี้จะเป็นใครล่ะคะแม่ … อ้าว…นั่นไง ว่าแล้วเชียว” นายภูเดินยิ้มเลาะริมแปลงผักมา
“สวัสดีครับแม่ … เป็นไงบ้างตะวัน นึกอยู่แล้วว่าต้องอยู่ที่นี่” ภูไหว้แม่แล้วนั่งลงข้างๆ ช่วยแม่ทุบดิน
“อย่าทำเลยภู แม่ว่าจะเลิกอยู่เหมือนกันแดดเริ่มแรงแล้ว นี่ไปไหนมาล่ะ มากันกี่คน” แม่ลุกขึ้นล้างมือ
“มาแต่เช้าเชียวนะเธอ กินข้าวมาหรือยังล่ะ” ฉันเตรียมเก็บอุปกรณ์สวนครัวเข้ากระต๊อบไม้ไผ่ข้างรั้ว
“ว่าจะมาชวนตะวันขึ้นเชียงใหม่ด้วยกันครับ ไปเที่ยวบ้านใหม่ของพลอย ขออนุญาตนะครับแม่” ภูหันไปขออนุญาตแม่ให้
“เธอนี่…จู่ๆก็มาไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เห็นฉันว่างงานหรือยังไง จะมาลากไปไหนก็ไปได้”
“ไปคุยกันในบ้านดีกว่าลูก…แดดแรงแล้ว” แม่เดินนำหน้าไป
——————————————————————————
เรา นั่งปูเสื่อทานอาหารเช้ากันบนระเบียงหน้าบ้าน คุยกันถึงบ้านใหม่ของพลอยที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบถึงแปดปีเต็ม ปลูกเรือนไม้เล็กๆเป็นเรือนนอนหนึ่งหลัง และเรือนหลังใหญ่ ซึ่งเป็นโถงกว้างอีกหนึ่งหลังไว้เป็นเรือนรับเพื่อนๆหรือญาติพี่น้องเวลามา พัก ระหว่างเรือนมีสะพานไม้ทอดเชื่อมกัน และที่น่ารักที่สุดคือ หอดูดาวสูง 20 เมตร มีบันไดปีนขึ้น ด้านบนเป็นลานวงกลมกว้างขวาง เราเคยไปนอนเรียงรายดูดาวกันเป็นแถวยาวนับได้ 12 คน ครบโหลพอดี
“เดี๋ยวเอก จะไปรับจุ๊บแจง กับปูเป้แล้วจะตามมาคงมาถึงบ่ายๆหน่อยละ เพราะวันนี้สองสาวนั่นทำงานครึ่งวัน” ภูบอก
“อ้าว แล้วจะเดินทางกันคืนนี้เลยหรือยังไง ค้างที่นี่กันสักคืนก่อนสิลูก เช้าๆค่อยไป คืนนี้ที่วัดมีงานพุทธาภิเษกด้วยจะได้ไปเที่ยวกัน” แม่ชวน
“ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับแม่ นี่เอกเขาขนเทเลสโคปมาด้วย บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะดูนกที่นี่ก่อน สายๆค่อยไปกัน”
“ช่วงนี้นกเป็ดน้ำมากันแล้ว นกน้ำอื่นก็เยอะ เมื่อวานตะวันก็พาเด็กๆแถวนี้ไปดู เฮฮากันใหญ่ … เดี๋ยวแม่จะไปช่วยเขาที่วัดหน่อยนะตะวัน แล้วจะเลยไปตลาด ซื้อของแห้งมาไว้สักหน่อย”
“ค่ะแม่… ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวตะวันลงไปเตรียมแปลงต่อดีกว่า เย็นนี้จะได้ย้ายกล้ากะหล่ำปลีกัน…มีผู้ช่วยแล้วล่ะค่ะแม่”
“ไปทำแถวต้นขนุนก่อนก็ได้ลูก ไม่ค่อยร้อน”
——————————————————————————
“นี่เหรอ กะหล่ำปลีน่ะ ตอนต้นเล็กนี่หน้าตาแปลกๆนะ ไม่เห็นจะเป็นก้อนๆเหมือนตอนโตเลย” ภูชี้ไปที่แปลงเพาะกล้า
“นี่แหละ เริ่มเพาะเมื่อเดือนที่แล้วพอมันโตประมาณนี้ คือมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ ก็ต้องย้ายกล้าไปปลูกแปลงใหม่”
“นานไหมตะวันถึงจะโตขนาดนี้”
“ก็ประมาณเดือนนึง … แล้วนี่นะ ต้นที่ไม่ค่อยแข็งแรงแบบนี้เราก็ถอนทิ้งได้เลย อย่าเสียดาย เราคัดต้นที่แข็งแรงไปปลูก เพราะทนต่อโรคและแมลงได้ดีกว่า บ้านเราไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงก็อย่างนี้แหละ”
“แปลงเพาะนี่เป็นแปลงเล็กๆเองเหรอ”
“ใช่จ้ะ..ยกแปลงกว้างสักเมตรนึงก็พอ ขุดดินลึกสักครึ่งฟุต ตากดินไว้สัก 5-7 วัน แล้วค่อยใส่ปุ๋ย ย่อยดินให้ละเอียดแล้วคลุกใหม่ เวลาเราโรยเมล็ดมันจะได้ไม่ตกลงไปลึกนัก เพราะมันจะไม่ขึ้นเป็นต้น”
“แปลงปลูกนี่ก็ต้องทำวิธีเดียวกันไหม…ตะวัน” ภูนั่งย่อยดินที่แปลงปลูกอย่างขะมักเขม้น
“เหมือนกันจ้ะ … แล้วไม่ต้องยกแปลงสูงนักแค่ประมาณ 20 เซนติเมตรก็พอ เพราะกะหล่ำปลีเป็นผักที่มีรากตื้น…พอเราย่อยดินเสร็จแล้วเดี๋ยวตอนเย็นค่อยมาปลูก”
“ทำไมล่ะตะวัน ปลูกไปเลยก็ได้นะ….หรือว่ารอแรงงานอีก 3 คน..ฮ่าๆๆๆ”
“นั่นแหละ.. วัตถุประสงค์หลัก… แต่จริงๆไม่ใช่หรอก การย้ายต้นกล้าไม่ควรย้ายเวลาแดดร้อนเปรี้ยงแบบนี้ เดี๋ยวตายหมด ย้ายตอนเย็นหรือแดดร่มลมตกหน่อยจะดีกว่า”
——————————————————————————
เกือบห้าโมงเย็นแรงงานปลูกกะหล่ำปลีอีก 3 คนก็มาถึง
“ขอโทษทีนะตะวัน มาถึงช้าไปหน่อย ปูเป้แย่เลย ปวดท้องโรคกระเพาะมาตลอดทาง แถมยังจู๊ดๆอีก เภสัชกรเอกต้องจอดปั๊มเป็นระยะๆ” ปูเป้บอก
“งั้นปูเป้ไปพักก่อนดีกว่าจ้ะ เอกพาเพื่อนไปกินอะไรมาจนท้องเสียเลยล่ะ”
“สงสัยก๋วยเตี๋ยวเรือใกล้ๆที่ทำงานนั่นแหละ กินแต่เช้าเลย ใส่พริกเสียน่ากลัว” จุ๊บแจงบอก
“สมน้ำหน้าแล้ว…เป็นโรคกระเพาะยังไม่ดูแลตัวเองอีก” เอกว่า
“แต่ตอนนี้หายแล้วจ้ะ…ถ้าไม่มีเพื่อนเป็นเภสัชกรเราก็แย่เหมือนกันนะ” ปูเป้ยิ้มหวาน
“นี่เรารอพวกเธออยู่พอดี ตะวันบอกว่าต้องทำงานแลกข้าวแลกที่พักนะ ไม่งั้นคืนนี้เชิญนอนในรถและกินข้าวนอกบ้าน” ภูเดินไปช่วยเพื่อนๆขนของ
“เธอพูดเองน่ะสินายภู” จุ๊บแจงค้อน
“อ้าว…จริงๆนะ นี่ฉันทำมาแล้ว ย่อยดินแปลงปลูกกะหล่ำปลี 3 แปลง แลกกับข้าวเช้า-กลางวัน 2 มื้อเลย” ภูทำท่าจริงจัง
“ฉันว่าตะวันขาดทุนนะเนี่ย…นายภูกินมากกว่าที่ลงแรงไปอีก ฮ่ะๆๆๆ”
——————————————————————————
แรงงานปลูกผักทั้งหมดดูตื่นเต้นเกินจริงที่ได้มาปลูกกะหล่ำปลี
“ฉันมาบ้านตะวันทีไรได้กำไรชีวิตกลับไปทุกทีเลย” จุ๊บแจงบอก
“คราวที่แล้วก็เรื่อง ขิง ข่า กระชาย ใช่ไหมเอก คราวนี้ได้ปลูกกะหล่ำปลีอีก …มาๆๆๆ ช่วยๆๆๆๆ”
“อ๊ะ.. อย่าจับดึงแบบนั้นจ้ะ จุ๊บแจง เวลาย้ายต้นกล้าเราจะใช้ไม้แผ่นบางๆนี่ งัดต้นขึ้นมาให้ดินติดรากเป็นก้อนแบบนี้จ้ะ ไม่อย่างนั้นรากขาดหมดเลย” ฉันบอกจุ๊บแจงที่ทำท่าจะถอนต้นกล้าด้วยมือ
“ให้ปูเป้ทำอะไรดีล่ะตะวัน”
“ปูเป้ตัดปลายใบออกสักครึ่งนึงแบบนี้ก็ได้นะ เดี๋ยวค่อยส่งให้หนุ่มๆที่ขุดดินอยู่ทางโน้นเขาปลูกเลย”
“ทำไมต้องตัดใบทิ้งด้วยล่ะตะวัน”
“ใบกับรากทำงานสัมพันธ์กันไง เวลาเราย้ายต้นกล้าจะทำให้รากบางส่วนขาด ดูดน้ำได้น้อย แต่ถ้าใบคายน้ำมากเกินไปก็อาจทำให้ต้นเหี่ยว ตั้งตัวช้า”
“ตัดใบออกบ้างเพื่อลดการคายน้ำเหรอจ๊ะ…แหมเป็นเคล็ดลับเลยนะเนี่ย” จุ๊บแจงบอก
“เดี๋ยวตะวันขอไปดูหนุ่มๆทางโน้นก่อนนะจ๊ะ…อ้าว หนุ่มๆ เป็นไงบ้าง”
“ขุดลึกแค่นี้ใช้ได้ไหม ตะวัน” เอกถาม
“ได้เลย ขุดให้กว้างๆแต่อย่าลึกแบบนี้แหละจ้ะ เพราะเวลารดน้ำ น้ำจะได้ไม่ขังอยู่ในหลุม รากจะได้ไม่เน่าไง”
“เวลาปลูกก็ ใช้มือจับใบเลี้ยงหย่อนลงหลุม กลบดินให้เสมอหลังแปลงกดดินให้จับรากแบบนี้จ้ะ”
“อืม…ขั้นตอนเยอะแต่ก็ง่ายดีเนอะ”
“แล้วเมื่อไรจะเก็บได้ล่ะตะวัน…ฉันจะได้มาอีก ไหนๆก็ปลูกแล้ว อยากเก็บด้วย บริการครบวงจร”
“อีกสองเดือนเธอมาได้เลยเอก ได้เก็บแน่จ้ะ”
เรา 5 คนช่วยกันปลูก เอกกับภูช่วยตัดใบตองมาทำร่มบังแดดให้แปลงผัก สามสาวช่วยกันรดน้ำ
ตะวันตกดินพอดี แม่ตะโกนเรียกมาจากบนเรือน
“เอ้า…ขึ้นบ้านมากินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวแม่จะพาไปเที่ยวงานวัด”
“แม่เธอนี่ยังคิดว่าพวกเราเป็นเด็กๆอยู่เลยเนอะ ตะวัน” ภูกระซิบ
“เราทุกคนก็ยังเด็กในสายตาแม่อยู่ดีแหละ” จุ๊บแจงบอก
“ดีเลย เดี๋ยวฉันจะร้องเอาลูกโป่งสวรรค์”
“งั้นฉันจะเอาสายไหมสีชมพู”
“ฉันจะนั่งม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ด้วย”
แล้วพวกนี้ก็ทำอย่างที่พูดกันเสียด้วยสิคะ…..เฮ้อ…..