โดย… ต้นตะวัน
ในร้านอาหารเล็กๆ บนถนนพระอาทิตย์ ที่เป็นที่นัดพบกันระหว่างเพื่อนๆเป็นประจำ วันนี้ถูกเนรมิตเป็นสถานที่จัดงานพบปะสังสรรค์ หรืองานเลี้ยงรุ่นของพวกเรา ทำให้ร้านที่เล็กอยู่แล้วดูคับแคบไปอีก เจ้าของร้านเดินยิ้มแย้มต้อนรับเพื่อนๆถึง 22 ชีวิต บ้างก็มีผู้ติดสอยห้อยตามมาด้วย ทั้งสามีหรือภรรยาและว่าที่ แต่ไม่มีใครพาลูกๆ มาเนื่องจากเป็นมื้อเย็นและมีการวางแผนกันว่าจะมี “ต่อ” ภาคสองกันด้วย
โต๊ะ อาหารในร้านแปลงร่างมาเป็นโต๊ะกลางแบบบุฟเฟต์ ไม่มีเก้าอี้ตั้งวางให้เปลืองเนื้อที่ ทุกคนเดินทักทายเพื่อนๆ ซึ่งแยกย้ายกันไปทำงานหลากหลายอาชีพ บางคนไม่ได้พบกันตั้งแต่เรียนจบ บ้างก็ไปเรียนต่อเพิ่งกลับมา ในร้านอบอวลไปด้วยมิตรภาพและเรื่องราวในอดีตที่นำมาเล่ากันไม่รู้เบื่อ
“เสียดายที่หนุงหนิงมาไม่ได้ ไม่งั้นคงสนุกกว่านี้นะตะวัน” ภูยื่นแก้วน้ำผลไม้มาให้
“แต่ฉันว่ายายหนุงหนิงต้องหาเรื่องบ่นอยู่ดีนั่นแหละ อย่างน้อยก็เรื่องเพลง แล้วก็เรื่องกลิ่นบุหรี่ในร้านนี่”
“ฉันว่าแม่ครัวของป้อมนี่ทำอาหารอร่อยนะ จัดจานอาหารก็ดูน่ากิน” ภูตักลาบปลาช่อนทอดใส่จาน
“เป็นไงบ้างตะวัน ลองทานเมี่ยงก๋วยเตี๋ยวหรือยัง” ป้อม เจ้าของร้านเป็นสาวตัวเล็กๆ ท่าทางคล่องแคล่ว เดินเข้ามาพร้อมกับเอกและนพ คนหลังนี่เป็นหุ้นส่วนร้าน และเป็นหุ้นส่วนชีวิตด้วย
“ทานแล้ว เครื่องเยอะดี และน้ำจิ้มอร่อยมากจ้ะ เมนูใหม่ของร้านหรือเมนูพิเศษวันนี้ล่ะป้อม”
“ฉันก็ลองดัดแปลงเอง ใส่โน่นใส่นี่ ผักที่เอามารองแผ่นก๋วยเตี๋ยวนี่ก็ใช้ผักกาดหอม ฉันว่าเป็นผักที่สวยดี ทั้งสีและรูปทรงของมัน”
“จริงสินะ ถ้าใช้คะน้าก็คงดูแข็งๆ ไปหน่อย ดูไม่ค่อยอ่อนหวานเท่า” ภูว่า
“ผักกาดหอมป้องกันมะเร็งได้จริงๆหรือเปล่า..เอก” ภูหันไปถามเภสัชกรเอก
“จริงสิ มีแอนติออกซิแดนท์หลายชนิดเลยแหละ ทั้งกรดโฟลิค แล้วก็ลูทีน” เอกอธิบาย
“ฉันเคยได้ยินแต่เบต้า-แคโรทีน แล้วโฟลิคกับลูทีน นี่ทำหน้าที่เหมือนกันไหม” ป้อมถาม
“ก็เป็นแอนติออกซิแดนท์เหมือนกันนั่นแหละป้อม คอยไปจับอนุมูลอิสระในตัวเรา แล้วร่างกายก็จะปลอดภัยจากมะเร็งไง ทางมหาวิทยาลัยมินเนโซตาทำวิจัยไว้ว่า ถ้ากินผักกาดหอมสดๆ จะลดการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้นะ”
“ดูท่าทางเธอจะชอบผักกาดหอมนะป้อม ฉันเห็นใช้ตกแต่งจานทุกจานเลย” เอกพูดต่อ
“ฉันว่ามันสวยกว่าผักชนิดอื่นน่ะ เอามารองจาน หรือจัดตะกร้าก็ได้ แล้วหยิบโน่นนิดนี่หน่อย วางๆประกอบกันเข้าก็สวยแล้วเห็นไหม” ป้อมชี้ให้ดูตะกร้าผักหลากชนิดที่วางประดับบนโต๊ะอาหารแทนแจกันดอกไม้
“แล้วเธอรู้ไหมว่ายายหนุงหนิงเรียกผักกาดหอมว่าอะไร” ภูถามยิ้มๆ
“บางคนเขาก็เรียกผักสลัดนะ ทางเหนือเขาเรียกอะไรนะคะนพ” ป้อมหันไปถามคู่หมั้น
“ผักกาดยี” นพตอบ
“แต่หนุงหนิงเค้าเรียกว่า ผักเสือก” นายภูพูดหน้าตาเฉย
“ต๊าย…ทำไมเรียกอย่างนั้นล่ะภู” ป้อมหัวเราะ
“ก็หนุงหนิงเขาสังเกตว่าเวลาเราไปทานข้าวตามร้านอาหาร จะมีผักกาดหอมเนี่ย แซมมาทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นจานทอด จานยำ จานลาบ จานผัดยังเคยเจอเลย” ภูตอบ
“ตายแล้ว…ถ้าหนุงหนิงกลับมา ฉันต้องหาวิธีตกแต่งจานอาหารฉันใหม่แล้วละ”
“ตะวันเอาผักที่บ้านมาส่งที่ร้านป้อมสิ ปลอดสารพิษของแท้เลยนะป้อม” นักการตลาดภูเริ่มทำตลาดสินค้า
“คุ้มตายละ… หรือเธอจะรับอาสาไปรับผักจากบ้านฉันแล้วมาส่งให้ป้อมล่ะ”
“ปลูกเองไหมป้อม… ประดับบ้านก็ได้” ภูยุป้อม
“ปลูกง่ายเหรอ”
“เรื่องนี้ต้องยกให้ตะวัน.. เอ้า..ว่าไงตะวัน”
“ไม่ยากหรอกจ้ะ ก่อนอื่นต้องเลือกพันธุ์ก่อน มี 3 ชนิดนะ คือชนิดใบห่อเป็นหัว แบบนี้จะสวยมากแต่ต้องปลูกที่อากาศเย็นๆ ส่วนชนิดต้น เขาจะปลูกไว้กินต้น ใบจะเล็กแต่หนา ไม่ค่อยนิยมปลูก อีกชนิดนึงคือพันธุ์ใบ เมืองไทยนิยมปลูกกันเพราะทนร้อนได้ดีกว่า”
“เออ..ฉันก็เพิ่งรู้ว่ามีหลายพันธุ์นะนี่” ป้อมพูด “ปลูกยังไงล่ะตะวัน”
“ปลูกในดินได้ทุกประเภทจ้ะ ที่ดีคือดินร่วนปนดินเหนียวหน่อย ตากดินไว้ก่อนสัก 5-7 วัน แล้วใส่ปุ๋ยคอกคลุกกับดินเลย ปลูกหน้าหนาวนี่เหมาะเลยเพราะผักกาดหอมชอบอากาศเย็น จะโตเร็ว ถ้าอากาศร้อนผักจะออกรสขมเลยละ และต้องให้ได้รับแสงเต็มที่ด้วยนะ ถ้าจะปลูกแบบใบห่อเป็นหัวต้องทำแปลงเพาะก่อน ถ้าจะปลูกแบบพันธุ์ใบ ก็หว่านเมล็ดได้เลยจ้ะ ปลูกในกระถางก็ได้ หยอดเมล็ดสัก 3-4 เมล็ด กลบดินหนาสัก 1 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งคลุมหน้าดิน รดน้ำให้ชุ่มๆ ทุกวัน แรกๆ อาจต้องให้เช้า-เย็น พอเป็นต้นแล้วให้วันละครั้งก็พอ ประมาณเดือนครึ่งก็เก็บกินได้แล้วจ้ะ อย่าปล่อยทิ้งให้แก่เพราะจะขม”
“อืม…ไม่ยากๆๆ”
“คุณนี่โชคดีจริงๆนะป้อม เพื่อนๆ หลายอาชีพดีจัง พอคิดถึงกันก็แวะเวียนมาให้ความรู้ถึงบ้าน…ไม่ต้องไปลงทะเบียนเรียนเอง ฮ่าๆๆ”