โดย… ปราการ รัตนวิสุทธิ์ตระการ
ประตูบานนั้นเป็นประตูเหล็กขึ้นสนิม สีเดิมที่พอเหลืออยู่บนบานประตูโดยไม่หลุดออกไปทำให้พอจะรู้ได้ว่าสีเดิมของ ประตูนี่เป็นสีเทา บานประตูยึดติดอยู่กับกรอบไม้เก่า ๆ ที่ดูเหมือนว่าจะเก่ายิ่งกว่าตัวประตูเองซะอีก แต่กระนั้นก็ยังแข็งแรงจนแม้จะพยายามงัด หรือทุบยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะพัง และดูเหมือนว่าร่องรอยจารึกที่อยู่บนกรอบไม้ก็แสดงว่าคงมีคนทำไปเยอะแล้ว ด้วย แต่ถ้าจะเลิกความพยายามไปหมด กรอบประตูแทรกลึกเข้าไปในเนื้อหินที่ล้อมรอบกรอบไม้อีกที จนดูเหมือนว่าประตูบานนี้ทำมาเพื่อไม่ให้ใครสามารถพังได้ทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะประตูบานนี้ไม่เคยล็อค ประตูเปิดอยู่เสมอ แต่ไม่เคยเปิดได้มากเกินกว่า 2 นิ้วเลย ไม่ว่าจะพยายามผลักหรือดึงสักเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมให้คุณเปิดมันได้กว้างกว่านี้
ประตูบานนี้อยู่ในป่าข้างโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ของผมเอง ผมก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่เรียนอยู่ ป. 3 ของโรงเรียนบ้านนอกแห่งนี้ วันหนึ่ง ๆ ก็เหมือนเด็กทั่วไป เล่น เที่ยว ซนไปตามเรื่อง และที่พวกกลุ่มของผมชอบมากคือการเที่ยวผจญภัยตามที่ ๆ ผู้ใหญ่เขาห้ามนั่นแหละ บางวันเราก็จะคิดว่าเราเป็นกลุ่มทหารที่กำลังบุกฝ่าอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย บางวันเราก็เป็นกลุ่มนักบุกเบิกหาดินแดนใหม่ ๆ และวันหนึ่งขณะที่เรากำลังค้นหาดินแดนใหม่ ๆ นี่เองเราก็ได้พบประตูบานนี้ ตอนแรกที่เราพบมัน มันก็ดูเหมือนประตูธรรมดา ๆ อันหนึ่ง แต่แปลกที่มันฝังอยู่ในเนินดิน ทำให้ดูเหมือนว่าประตูบานนี้จะเปิดลึกเข้าสู่ใต้โลกยังไงยังงั้น และมันก็ดูท้าทายไม่น้อยเลยสำหรับพวกเรา แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ตอนแรกก็ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับมันหรอก ทุกคนต่างก็กลัวว่าอาจจะมีคนบ้าหรือไม่ก็อะไรร้าย ๆ อยู่หลังประตูนั่น ผมเองนี่แหละที่เป็นผู้กล้าหาญ
จะว่าไปก็คงใช่นะถึงจะไม่เชิงซะทีเดียวเพราะว่ามันเกิดจากหลังที่เราทำการเป่ายิ้งฉุบเสร็จแล้วผมแพ้นะ ผมก็กล้า ๆ กลัว ๆ อยู่พักหนึ่งก่อนที่จะค่อย ๆ เดินไปที่ประตูนั่น ตอนแรกผมเข้าใจว่าประตูมันล็อคอยู่ แต่เปล่าเลย พอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็รู้ว่าประตูไม่ได้ปิดอยู่ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ล็อคเลย มันเปิดแง้มอยู่นิดหนึ่ง ไม่มากพอจะสอดการ์ตูนเข้าไปซักเล่ม ทุกอย่างดูเงียบสงบ ไม่มีเสียงอะไรดังออกมาจากประตูนั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะเงียบอย่างประหลาด เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหลังแต่ละคนไม่ได้ออกเสียงเชียร์หรือยุอะไรเลย แต่ดูเหมือนว่าทุกคนกำลังคาดหมายหรือหวังว่าจะมีอะไรซักอย่างเกิดขึ้น อะไรก็ตามสุดที่เด็กอย่างเราจะจินตนาการได้นั่นแหละ เสียงที่พอจะทำให้รู้สึกว่ายังอยู่บนโลกจริง ๆ ก็คงเป็นเสียงนกร้องเป็นบางครั้ง พอผมเดินเข้าไปถึงประตู ก็มีเสียงกึงก็ทำให้ผมสะดุ้ง อย่าว่าแต่ผมเลยเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างหลังแต่ละคนแทบจะออกวิ่งทิ้งผมไว้ทีเดียว ผมพอจะรู้ถึงความตื่นกลัวที่ปรากฎบนใบหน้าเพื่อนแต่ละคนได้ แต่ก็ไม่มีใครออกวิ่ง ผมว่าคงไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่อยากทิ้งผมไว้หรอก แต่คงเหมือนผมมากกว่าคือขาแข็งก้าวไม่ออก เสียงกึงที่ดังขึ้นมากึงเดียวไม่รู้ว่ามาจากไหน ความจริงมันก็คงไม่ได้เป็นเสียงอะไรมากไปกว่า เสียงไม้ล้มหรืออื่น ๆ อีกเยอะแยะ เพราะมันไม่ได้ดังมาจากทางประตูซักหน่อย มันคงไม่ทำให้ผมตกใจแบบนี้หรอก
ถ้าไม่ใช่ผมกำลังยืนอยู่หน้าบ้านผีสิงนี่นะ บ้านผีสิง ผมชอบคำนี้แฮะ แม้มันจะไม่ดูเหมือนบ้านสักนิดก็เหอะ แต่มันก็คล้ายบ้านผีสิงอยู่ดี ดูมันมีคุณสมบัติของบ้านผีสิงได้ครบถ้วนจริง ๆ ดึงดูดใจให้ค้นหา สร้างความกลัวยามอยู่ใกล้ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัส และตอนนี้ผมก็อยากจะลองจับประตูนั่นดูจริง ๆ แล้วสิ มันมีแรงดึงดูดที่ผมต้านทานไม่ได้ที่จะลองจับแล้วเปิดมันออกดู ความอยากรู้มันยั่วใจจริง ๆ ผมค่อย ๆ ยื่นมือออกไป มือจับขอบบานประตูที่ยังดูแข็งแรงถึงแม้จะขึ้นสนิมไปเสียเยอะแล้ว พอผมจับถูกความเย็นของเหล็กทำให้ผมสะดุ้งนิด ๆ มันเย็นจริง ๆ จนตอนนี้เองที่ผมเริ่มได้กลิ่น กลิ่นที่มาจากประตูบานนั้น มันเป็นกลิ่นจาง ๆ ของห้องใต้ถุน กลิ่นของใบไม้ที่เน่าทับถมกันนาน ๆ กลิ่นของดินชื้น ๆ กลิ่นทั้งหมดปนเปกันแต่ไม่ฉุน เป็นกลิ่นจาง ๆ ที่พอจะรับรู้ได้ แม้ในป่าจะมีกลิ่นมากมายก็ตาม กลิ่นมันทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมลงไปห้องใต้ถุนของบ้าน ประตูที่พอเปิดออกแสงจากภายนอกจะส่องเข้าไปได้เล็กน้อย ต้องค่อย ๆ คลำทางลงสู่ความมืด ปล่อยให้ความมืดและอะไรที่คอยคุณอยู่ในความมืดโอบล้อมคุณไว้
มือ ที่ต้องคลำหาสวิทซ์ไฟเพื่อเปิดไฟไล่วิญญาณร้ายที่อาจจะคอยคุณอยู่ แต่ขณะที่คุณยื่นมือออกไปในความมืดของห้องใต้ถุน คุณจะรู้ได้ไงว่าสัตว์ร้ายที่ชอบเนื้อเด็ก ๆ ที่แอบอยู่มันจะไม่จับมือคุณและลากคุณเข้าไปในความมืด หวังว่าคุณคงมีเวลาพอจะร้องสักคำนะ เอเมน แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น คุณจะเปิดไฟได้ และความมืดและสัตว์ร้ายจะหายไป แต่นั่นแหละใครจะไปรู้ว่ามันจะไม่มีครั้งแรกจริงไหม และประตูบานนี้มันก็เหมาะจะเป็นครั้งแรกจริง ๆ ทันทีผมก็เริ่มกลัว กลัวจนฉี่แทบราดว่าขณะที่ผมกำลังกุมมือจับด้านนี้อยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งของประตูมีปีศาจร้ายที่กำลังยิ้มเยาะในความมืด รอให้ผมจับประตูให้แน่นแล้วมันจะได้กระชากประตูดึงผมเข้าไปในความมืดแล้ว ก็…..โอ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ ทันใดผมก็รีบปล่อยมือออกจากมือจับ ประตูเลื่อนตามแรงที่ผมดึงค่อย ๆ ปิดลง เสียงเอี๊ยดดังบาดหูดังจากบานพับชื้นเก่า ๆ ประตูเลื่อนนิดหน่อยเท่าที่ช่องว่างจะอำนวย ไม่มากมายแล้วก็เลื่อนกลับที่เดิม ดูเหมือนว่ามันพอใจที่จะเปิดแง้มอยู่อย่างนั้น ผมถอยหลังกลับก้าวหนึ่งเพื่อตั้งหลัก เผื่อว่าบานประตูจะกระชากออกแล้วจะมีมือที่ยื่นออกจากความมืดพยายามจะคว้า ตัวผมไว้ ผมจะได้หนีได้ทัน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประตูก็ยังคงแง้มอยู่อย่างเดิม มีเสียงถอนหายใจจากเพื่อนหลายคนข้างหลัง เหมือนโล่งอกที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือว่าเสียดายก็ไม่รู้สิ
เพื่อน ข้างหลังเริ่มพูดกระแนะกระแหนเรื่องผมขี้ขลาดและไม่กล้าเปิดประตู ไอ้ผมมันก็พวกบ้ายุซะด้วยสิ จะให้ใครมาลบเหลี่ยมผมนะไม่ได้หรอก ผมหันมาบอกกับเพื่อนว่าจะเปิดให้ดู แล้วก็รวบรวมความกล้าเท่าที่ยังเหลืออยู่ สูดหายใจหนึ่งเฮือกเต็ม ๆ ก่อนที่จะออกแรงผลักอย่างเต็มที่ พร้อมกับหวังว่าผมคงไม่เป็นเหมือนในการ์ตูนที่เห็นบ่อย ๆ พอกำลังผลักประตูแล้วก่อนที่ผมจะแตะโดนประตูประตูก็เปิดออกแล้วผมก็จะหลุด เข้าไปเพราะแรงของผมเอง เพราะคราวนี้ผมคงจะหลุดเข้าไปในความมืด และไอ้ตัวอะไรที่เปิดประตูก็คงชอบใจแน่ ก่อนที่มันจะปิดประตูขังผมไว้กับมันสองต่อสองเพื่อ…. โอ อย่างว่าแหละพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ พระเจ้าโปรดด้วยเถอะ มือผมสัมผัสกับบานประตูพร้อมส่งแรงผลัก ตอนแรกประตูก็เลื่อนออกตามแรงผลักของผมอย่างว่าง่าย แต่อยู่ ๆ มันก็หยุดกึกซะเฉย ๆ อย่างนั้นแหละทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปิดเข้าไปไปนิดเดียวเอง มีเสียงดังกึก แล้วประตูก็หยุดอยู่ตรงนั้น ผมใจหายวาบนึกถึงว่าอะไรที่ดันประตูไว้ไม่ให้มันเปิดออก อะไรที่อยู่ในตู้ล็อคเกอร์ที่เปิดไม่ออก แล้วใครที่พยายามเปิดก็จะต้องเป็นอาหารให้มัน ผมถอยออกมา เรียกว่ากระโดดเหยงเลยจะเหมาะกว่า แต่ก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประตูเปิดค้างอยู่ที่ ๆ มันหยุดอย่างไม่มีทีท่าว่าจะดีดกลับ สร้างช่องว่างซักสองนิ้วที่มือเด็กอย่างผมพอจะสอดเข้าไปได้ แต่ก็ไม่มากพอจะมองเข้าไปดูว่าอะไรอยู่ข้างใน เพราะแสงที่ส่องเข้าไปได้นิดเดียวก็ถูกความมืดกลืนหายไปหมด
วูบ หนึ่งที่ผมมองเข้าไปในความมืด ผมเหมือนเห็นอะไรดำ ๆ วาบผ่านแสงจาง ๆ ในความมืดนั้น ผมรู้สึกขนลุกซู่ ไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าอะไรอยู่ข้างในนั่น อะไรที่อาศัยอยู่ในความมืด ไร้แสงสว่างใด ๆ ช่องว่าง ช่องว่าง ช่องว่าง ผมรู้สึกเหมือนได้ยินคำนี้ซ้ำ ๆ อยู่ในหูยังกับถูกสะกดจิต เคยไหมที่คุณเดินไปตามถนนแล้วคุณก็เห็นช่องว่าง อาจจะเป็นรูบนกำแพง หรือช่องว่างระหว่างหมู่ตึก แล้วก็อยากรู้ขึ้นมาว่าอะไรอยู่หลังช่องว่างนั้น มันดึงดูดใจจริงไหม ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้นแหละตอนนี้ ผมรู้สึกอยากพยายามมองลอดช่องว่างนั่นเข้าไป เพื่อดูว่าอะไรอยู่หลังประตูนั่น ในความมืด และผมพอผมรู้สึกตัวอีกทีตาของผมก็ทาบอยู่กับช่องว่างนั่นแล้ว ตาของผมมองเข้าไปในความมืด มองหาอะไรซักอย่างที่อยู่ข้างใน อาจจะอะไรดำ ๆ ที่วูบไปเมื่อกี้ พระเจ้า ใช่แล้วมันจะเป็นอะไรก็ตามแต่ผมไม่ควรจะเข้ามาใกล้ขนาดนี้ เหมือนกับอาหารในจานพร้อมเสริฟยังไงยังงั้น ผมถอยออกมาช้า ๆ ทำไมถึงไม่รีบถอยออกมางั้นหรือ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จะว่าไปมันก็เหมือนกับคุณจ้องตากับงูเห่า คุณคงอยากมองตาของมันไว้เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังแผ่แม่เบี้ยอยู่ตรงนั้นไม่ ได้พุ่งเข้ามากัดคุณ ใช่คงประมาณนั้น
ผมรู้สึกถึงสายตาที่จ้องตอบออกมาจากความมืด มองมายังผม ค้นหาความจริงที่อยู่ในตาของผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นจริงจนแทบเห็นตาคู่นั้นในความมืดข้างในนั้นด้วยซ้ำ ตาที่มีประกายเหมือนกับตาของสัตว์ตอนกลางคืน แต่เป็นสีแดงก่ำ ทำไมจะไม่ละก็มันกินเด็ก ๆ เป็นอาหารนี่ แต่มันไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีดวงตา ไม่มีอะไรนอกจากสีดำของความมืด ผมถอยออกมาจากประตูห่างเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะแน่ใจได้ว่าไม่มีอะไรที่จะออกมาจากประตูนั่นโดยผมหนีไม่ทัน ช่องว่างนั่นดูเหมือนจะถามคำถามผมและเชิญชวน มาสิไอ้หนู ฉันมันก็แค่ช่องว่างธรรมดาเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรเลยจริงไหม นายจะเอาอะไรเล่าก็ฉันมันแค่ช่องว่างเท่านั้น นายคงอยากเอาตาของนายเข้ามาแนบกับฉันเพื่อดูว่าอะไรอยู่หลังฉันจริงไหม เข้ามาสิน่า มา มา ไอ้หนู มาพิสูจน์สิ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก เว้นแต่เมื่อนายเข้ามาแล้ว อะไรที่อยู่หลังฉันอาจจะอยากให้นายเข้าไปเยี่ยมเขาซักหน่อย หึ หึ หึ บางทีนายอาจจะชอบก็ได้นะ อยู่กับพวกเราในความมืด ความมืดดดดดดดดด……. หึ หึ หึ แนบตาของนายมาสิไอ้หนู เข้ามาเลย พิสูจน์สิ….
ผม ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ จนกระทั่งรู้สึกว่าแสงแดดเริ่มรา แสงสีส้มเริ่มย้อมป่าทำให้เกิดเงามากมายซับซ้อน ยิ่งทำให้ประตูบานนี้ดูมืดครึ้มกว่าเดิม ผมเริ่มบอกตัวเองว่า อะไรที่อยู่ข้างในมันอาจจะกำลังรอเวลานี้อยู่ก็ได้ ขณะนี้ใต้แสงอาทิตย์ผมอาจจะไม่ต้องกลัวอะไร เพราะมันอาศัยอยู่กับความมืด ไม่สามารถออกมาสู้แสงได้เหมือนกับแดร็กคูล่า แต่เมื่อความมืดมาเยือนประตูที่เปิดไม่ออกก็จะค่อย ๆ แง้มตัวเองออกมา พร้อมกับอะไรก็ตามที่อยู่ในความมืดนั้นมันก็จะออกมา และถ้าผมยังอยู่ที่นี่…. ผมหันกลับและบอกเพื่อน ๆ ว่าควรกลับกันได้แล้ว เย็นมากแล้ว ผมว่าทุกคนก็คงคิดเหมือนกับผมนั่นแหละ ปกติแล้วเย็นแค่นี้ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับความซนของพวกผมเลย ผมเคยเล่นซ่อนหากันทั้ง ๆ ที่โพล้เพล้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาที่ผู้ใหญ่มักจะบอกว่าผีจะออกมาพาเด็กที่ซ่อนหาไปซ่อนไว้และจะ ไม่ได้พบกับพ่อแม่อีก แต่พวกเราก็ไม่เคยกลัว แต่ก็นั่นแหละนะมันคงไม่ใช่ในป่านี่ หน้าประตูบานนี้แน่ พวกเราเริ่มเคลื่อนขบวนกลับ ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครเยาะเย้ยว่าผมเปิดประตูบานนั้นไม่ได้ ดูเหมือนทุกคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง ใช่ ผมเองก็กำลังคิดอยู่ คิดถึงคำพูดที่ว่า มีประตูบางบานไม่สมควรเปิด และไม่ควรจะถูกเปิดออก คิดถึงเรื่องตำนานของแพนโดร่า แพนโดร่าไม่ควรเปิดหีบที่บรรจุความชั่วร้ายเอาไว้ แต่หล่อนก็เปิดออกเพราะหล่อนอยากรู้ ความอยากรู้ของแพนโดร่าทำให้โลกเต็มไปด้วยความชั่วร้าย แล้วความอยากรู้ของผมละจะทำให้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า
และ ที่ผมคิดมากที่สุดก็คงยังเป็นแพนโดร่าเปิดหีบแล้วพบความชั่วร้าย แล้วหลังประตูบานนั้นละ มีอะไรอยู่ปีศาจในความมืดที่จ้องจับเด็ก ๆ ไปกินเล่น ภูติผีวิญญาณที่คอยหลอกหลอนเด็ก ๆ ที่เข้านอนดึก ปีศาจที่อยู่ในห้องใต้ถุน หรือความชั่วร้ายเหมือนที่แพนโดร่าเจอ เมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดคุณจะเห็นอะไร เมื่อมองลอดผ่านประตูที่แง้มอยู่แค่สองนิ้วเข้าไปสู่ความมืดข้างในคุณจะเห็น อะไร หรือเมื่อคุณต้องการมองให้ชัดขึ้นคุณอาจจะแนบตาของคุณเข้ากับช่องนั่น แล้วสิ่งสุดท้ายที่คุณเห็นคือตาที่จ้องตอบคุณมาหรือเปล่า หรือคุณอาจจะถูกมือที่ยื่นจากความมืดลากคุณหายเข้าไปในความมืด เป็นส่วนหนึ่งของความมืดที่จะหลอกหลอนคนต่อไป คำถามนี้ดูจะไร้คำตอบสำหรับเด็ก ป.3 อย่างผม …..
อีกหลายครั้งที่ผมและเพื่อน ๆ มาเล่นกันในป่านี่ แต่ส่วนมากเราจะเลี่ยงที่จะเดินมาใกล้ ๆ กับ ประตูบานนี้ เว้นแต่บางครั้งอาจจะมีใครสักคนชวน เราก็จะแสดงความกล้าออกมาทีหนึ่งโดยทำเป็นว่าไม่กลัว แต่นั่นแหละต้องยังสว่างอยู่นะ ไม่แม้แต่วันที่ครึ้ม ๆ ก็ไม่เอา มายืนกันที่หน้าประตูบานนี้ หาผู้กล้าซักคน ซึ่งก็มักใช้วิธีเดิม ๆ คือเป่ายิ้งฉุบ เพื่อให้ใครสักคนเดินเข้าไป พยายามดูว่าอะไรอยู่หลังบานประตูนั่น ทั้งผลักทั้งดันประตูที่ไม่เคยยอมเปิดมากกว่านั้น และทุกครั้งที่ใครสักคนที่ไม่ใช่ผมเดินไปยืนอยู่หน้าประตูนั่น ผมก็จะรู้สึกถึงความคาดหวัง หรือความกลัว ถึงอะไรสักอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนบ้า ปีศาจใต้โลก ปีศาจในห้องใต้ถุน จะเปิดประตูบานนั้นออกมาลากพวกเราทั้งหมด เริ่มจากคนที่ยืนหน้าประตู เข้าไปสู่โลกหลังบานประตูนั่น อาจจะกินเรา ฆ่าเรา หรือขังเราเอาไว้ในความมืด ขังเอาไว้ตลอดกาล ขังเราไว้กับเสียงร้องไห้ของเราเอง…… เปิดประตูเข้ามาเลยไอ้หนู อ้อขอโทษทีนะฉันเปิดได้แค่นี้นี่ เอาเถอะนายคงอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าอะไรอยู่หลังประตูนี่นะ เข้ามาสิเข้ามาใกล้ ๆ อย่างนั้น ค่อย ๆ แนบตาของนายเข้ามาสิ มองเข้ามาและพิสูจน์ หึ หึ หึ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกน่า……. แค่บางทีนายอาจจะอยากมาดินเนอร์ข้างในนี่กับเราแล้วฉันจะได้เปิดตัวฉันออกเต็ม ๆ นายจะได้มาดินเนอร์กับเรา ในความมืดนี่ ตลอดกาล ตลอดกาล….. นายจะสนุกแน่ฉันรับรอง …….
จากผู้แต่ง แปลกดีสำหรับเรื่องนี้ อยู่ ๆ ผมก็ปิ้งขึ้นมาซะเฉย ๆ ว่าถ้ามีประตูซักบานหนึ่งซึ่งเปิดอยู่เสมอแต่เปิดได้แค่นิดเดียว ไม่พอจะให้รู้ว่าอะไรอยู่ข้างหลังมัน มันจะเป็นยังไง โครงของเรื่องส่วนใหญ่ก็มาจากความรู้สึกลึก ๆ ที่พอนึกจริง ๆ ก็จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนเรียนอยู่ประถมที่โรงเรียนก็มีประตูคล้าย ๆ อย่างนี้อยู่ แต่เป็นประตูที่ไม่เคยเปิด เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่เด็ก ๆ ว่าอะไรอยู่หลังประตูบานนั้น บ้างก็ว่าเป็นห้องที่มีโลงผีดูดเลือด บ้างก็ว่าเป็นประตูลับ อะไรสารพัดสุดที่เด็กจะนึกไปถึง หลายครั้งที่เดินผ่านประตูบานนั้นแล้วพยายามจะชะเง้อ พยายามมองลอดรอยแตกของประตูเข้าไปดูว่าอะไรอยู่ข้างหลังมัน แต่มันก็มืดเกินไปที่จะเห็น เหมือนในเรื่องที่แต่งเอาไว้มาก คนเราจะมองเห็นอะไรหลังประตูบานนี้ ประตูที่เปิดได้นิดเดียวให้เรามองเข้าไปในความมืด ผมว่าคนที่โต ๆ แล้วคงอ่านแล้วรู้สึกแปลก ๆ ว่าเรื่องมันไม่เห็นจะมีอะไรเลย ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ แต่ถ้าคุณลองกลับไปเป็นเด็ก ป.3 อย่างที่ผมพยายามเป็นขณะแต่ง ผมมองเห็นอะไรเยอะเลยจากช่องว่างเล็ก ๆ ของประตูบานนี้ เชื่อไหม ผมขนลุกหลายครั้งมาก เพราะรู้สึกว่าเจอเพื่อนเก่ามากมายที่หลุดจากหลุมฝังศพที่ถูกฝังเอาไว้นาน ขณะที่แต่งผมต้องเหลียวซ้ายแลขวา มองออกไปยังความมืดที่อยู่รอบตัวที่ไกลไปจากแสงโคม ผมไม่อยากจะไปห้องน้ำด้วยซ้ำ ตลกดีมีเพื่อนถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแบบไหน (แบบผมชอบแต่งเรื่องผีหรือเหนือธรรมชาติ) ก็บอกได้แค่ว่าอ่านดูแล้วตัดสินทีสิ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้อาจจะเป็นตลกร้ายสำหรับหลายคนเพราะผมว่าเขาอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ว่าผมอยากบอกอะไร นั่นสิ คุณบอกผมหน่อยสิผมอยากบอกอะไรคุณ