• sarasarn_head4

    ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๙ ประจำเดือนธันวาคม ๒๕๔๓

    คำปรารภ…

    สวัสดีครับ เดือนนี้เป็นเดือนแห่งวันหยุดเลยก็ว่าได้ ไหนจะวันพ่อ วันรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายก็วันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เดือนนี้คงมีการจับจ่ายใช้สอยกันมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของขวัญ งานเลี้ยง งานแต่งงาน (ไม่รู้ทำไมชอบแต่งกันปลายปี) หรือการเฉลิมฉลองกันส่วนตัวตามลานเบียร์สดต่าง ๆ

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเดือนเทศกาลแห่งความสุข แต่ก็มีเรื่องที่ทุกคนพึงระลึกไว้เสมอว่า พวกเรากำลังจะมีผู้แทนฯ ผู้ปกครองบ้านเมืองกันใหม่แล้ว และพวกเขาเหล่านั้น จะไปทำหน้าที่เหล่านี้ได้ ก็ต่อเมื่อพวกเราร่วมกันไปใช้สิทธิ์การเลือกตั้ง สิทธิ์ที่มีมากับตัวเราที่จะเลือกคนดีๆ เข้าสภา เข้าไปเป็นตัวแทนบริหารประเทศชาติ บ้านเมืองของเราต่อไป

    ร่วมกันไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๓ ด้วยนะครับ…

    Tags: ,

  • เดือนธันวาคมเป็นเดือนทุกคนรอคอย เพราะมันเป็นเทศกาลแห่งการจับจ่ายใช้สอย ซื้อของขวัญให้ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ในอีกมุมหนึ่งจะมีบรรยากาศที่ทุกคนชินตา และบางคนตั้งหน้าตั้งตารอคอย เพราะในรอบหนึ่งจะได้สัมผัสต้องย่างเข้าช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงมกราคมเท่านั้น นั่นคือ “เทศกาลเบียร์สด”

    ในอดีต “เบียร์สด” ถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ควบคู่กับหน้าหนาว ต่างจากปัจจุบันที่หาซื้อเบียร์สดได้ง่ายขึ้น ท้องที่แรกที่จัดเทศกาลเบียร์สดและถือว่าเป็นตำนาน ต้องที่สยามเซ็นเตอร์ เพราะจะมีโต๊ะเก้าอี้เรียงรายกัน พร้อมกับผู้คนมานั่งละเลียดฟองเบียร์เคล้าบรรยากาศหน้าหนาว รวมทั้งดนตรีคลาสิค ซึ่งต้องถือว่า “คลอสเตอร์” เป็นผู้บุกเบิกมา เป็นสัญลักษณ์ที่ตรึงตาและภาพประทับใจ

    บรรยากาศหน้าหนาว จะเป็นเวลาที่ท้องฟ้ามืดเร็ว ยิ่งวันไหนอากาศเย็นสบาย ยิ่งเป็นตัวเร่งดีกรีให้คนไปหาที่นั่งดื่มเบียร์กัน ซึ่งทำเลที่ขึ้นมาทดแทนสยามเซ็นเตอร์ น่าจะเป็นที่เวิรด์เทรดเซ็นเตอร์ และลานของตึกเอสซีบีปาร์ค ซึ่งมีเบียร์สดหลายยี่ห้อประชันกำลังกันทุกปี ตลาดเบียร์สดที่มีมูลค่า 30,000 ล้านบาทจะเป็นแม่เหล็กดึงคนมานั่งจนเต็มลาน พร้อมเพลงทำนองต่าง ๆ ที่จะไม่ใช่เป็นประเภทคลาสิคเหมือนในอดีต

    ปัจจุบันเบียร์สดมีอยู่หลายยี่ห้อ เช่น สิงห์, ไฮเนเก้นส์, คลอสเตอร์, คาร์ลสเบิร์ก ซึ่งทั้งสี่เจ้านี้ประชันกันอย่างถึงพริกถึงขิง ทำให้คอเบียร์พากันเมาได้ทุกวัน เพราะทุกยี่ห้อก็รับประกันความเมาครบถ้วน แม้บรรยากาศจะไม่ดึงดูดแบบในอดีต เพราะเทศกาลเบียร์สดไม่ได้ถูกจำกัดเวลาเหมือนในอดีต แต่คอเบียร์ก็ไม่รอพลาด

    ถังเบียร์สดที่มีท่อรินยาวขึ้นมาติดยี่ห้อของแต่ละเจ้า จะผุดเรียงรายกัน แต่เป็นเบียร์สดที่กลั่นมาจากโรงงาน แต่ถ้าเป็นเบียร์สดที่กลั่นโดยตรงจากถังหมัก ที่ขึ้นชื่อลือชาต้องยกให้ “เบียร์ตะวันแดง” รสชาติที่นุ่ม ละมุน ทำให้ท้องถนนนราธิวาสที่ตัดขึ้นใหม่ เป็นที่จอดรถเก๋งยาวเหยียด ทุกโต๊ะจะเต็มแน่น เป็นปรากฎการณ์ที่ใหม่ในวงการเบียร์ และเติมสีสันใหม่ ถังหมักเบียร์จำลองขนาดใหญ่จะเป็นที่คุ้นตาผู้คนริมถนนนราธิวาส ตำนาน “เบียร์ตะวันแดง” อาจจะถือได้ว่าเป็นตำนานที่สองนับแต่ “ลานเบียร์สดแถวสยาม” ในอดีต

    ความจริงการกลั่นเบียร์ถือเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนในสังคมยุโรป ซึ่งจะมีรสชาติต่าง ๆ นา ๆ ให้เลือก เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งวิธีการกลั่นเบียร์ก็ไม่ยาก ดังนั้นในประเทศตะวันตก จึงมีเบียร์หลากหลายมากกว่าในเมืองไทย เพราะทุกคนมีสิทธิกลั่นเองในบ้าน ต่างจากเมืองไทยที่อุตสาหกรรมนี้จะถูกจับจองด้วยธุรกิจขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

    การกลั่นเบียร์เป็นภูมิปัญญาตะวันตก ซึ่งก็เหมือน “ยาดอง” ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านแบบไทย ๆ โดยชาวบ้านจะนำสมุนไพรต่าง ๆ หมักกับเหล้าขาว 40 ดีกรี ผสมเป็นสูตรต่าง ๆ โดยจะใช้ดื่มเป็นยาเพื่อลดอาการปวดเมื่อย หรือดื่มเพื่อเจริญอาหาร แผงยาดองอาจจะเป็นที่คุ้นตาของคนต่างจังหวัดมากกว่าลานเบียร์สดของคนเมือง.

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ว้าว เผลอแป๊บเดียวก็จะพ้นปีมิลเลนเนียมตามฉบับฝรั่งจ๋าแล้ว แต่ใจจริงส้มจี๊ดว่ามันเพิ่งเข้าสู่ยุคสหัสวรรษใหม่ เพราะมันเพิ่งเริ่มเลขหนึ่งของปีสองพันก็ปีหน้านี้ไงเจ้าค่ะ งานนี้ไม่รู้ฝรั่งหลอก หรือฝรั่งโง่ ก็ไม่รู้ แต่รู้อย่างเดียวว่าพี่ไทยตามก้นเขาต้อย ๆ ทุกทีเลยเจ้าค่ะ

    ทีนี้ ขอเข้าประเด็นเลยนะเจ้าค่ะ ที่จ่าหัวไว้ข้างบนเป็นเพราะเห็นซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง นั่นคือ “กฎของการแข่งขัน” อ้าว อย่าเพิ่งงงเป็นไก่ตาแตก เดี๋ยวจะอธิบายความหมายให้ฟัง เวลาเราเล่นเกมส์ ย่อมมีกฎกติกาต่าง ๆ กำหนดวิธีการเล่นได้และเสีย ทีนี้ในเกมส์ธุรกิจขบวนการต่าง ๆ ก็จะถูกกำหนดจากสภาพแวดล้อม ยกตัวอย่างง่าย ๆ WTO, ISO, การค้าเสรี, กำไร หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ประเด็นมันอยู่ที่ว่าตอนนี้เราใช้กฎการแข่งขันตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่เคยชินกับสภาพการแข่งขันแบบนี้ ทำให้เสียเปรียบผู้ที่คอยเล่นเกมส์นี้มาอย่างช่ำชอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าหากเราให้ฝรั่งเล่นตะกร้อ หรือต่อยมวยไทย มันจะสู้เราได้หรือ แต่ถ้าเราดันไปแข่งมวยสากล หรือเล่นอเมริกันฟุตบอล ก็จบเห่เลยสิเจ้าค่ะ

    เหตุที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะกฎกติกามันบังคับให้เราเดินตามมัน เป็นทิศทางที่เขากำหนด ดังนั้นในช่วงเวลานี้เราจึงได้ยินคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่ไม่ชินหูดั่งที่ว่า “สะดวกสบาย, รวดเร็ว, คุณภาพ, บรรษัทภิบาล, . . . ” ล้อมกรอบเราอยู่ทุกทิศทาง ทำให้ผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน แพ้เกมส์นี้เป็นแถบ ๆ ถูกยึดกิจการและปรับสู่ระบบสากล แม้บางครั้งจะพยายามเล่นกฎหมู่ แต่ในเมื่อเดินตามกรอบเกมส์ใหญ่ ๆ ก็ทำให้สู้เขาไม่ได้ ยกเว้นเราจะล้มกระดาน และเลือกทางเราเอง ถ้าหากเราเล่นตามกฎเขา แต่ใช้สไตล์ของตัวเอง ไม่ปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำ ในที่สุดก็เหมือนกบอยู่ในกะทะน้ำร้อน ตายแบบไม่รู้ตัว

    ความจริงคนไทยเรามีความเก่งไม้แพ้คนชาติอื่น แต่วัฒนธรรมของเรามักจะชอบอยู่แบบรักสงบ และอารีกับคนใกล้เคียง ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอก ถ้าเราอยู่แค่สังคมของเราเอง แต่หากเปิดรับความคิดและวัฒนธรรมสังคมอื่นเข้ามา และที่สำคัญปล่อยให้เขากำหนดเกมส์ เราก็ม้วยแน่ เพียงช้าหรือเร็ว ยกตัวอย่างละครเรื่อง “บุญรอด” ที่เพิ่งจบไปเร็ว ๆ นี้ มีอยู่ตอนหนึ่งที่บุญรอดพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการทำขนมขาย และเดินฝากขายตามร้านค้าต่าง ๆ แม้ขนมของเธอจะอร่อย แต่ผู้คนยังไม่รู้จักชื่อเสียง ทำให้เธอถูกปฏิเสธจากเจ้าของร้าน จนถึงกับบุญรอดต้องยอมให้วางขนมขาย แล้วมาเก็บเงินทีหลังตามยอดขายจริง แบบที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Consignment” ด้วยน้ำใจของเจ้าของร้านบ้าง หรือทนความอ้อนวอนไม่ไหว ในที่สุดเจ้าของร้านก็ยอมให้เธอวางขาย ปรากฎว่าขนมมีรสชาติดี ลูกค้าอุดหนุนกันมาก ทำให้ในที่สุดเธอสามารถตั้งตัวขึ้นมาได้

    ที่ยกตัวอย่างละครเรื่องนี้ เพราะอยากให้เปรียบเทียบการค้าขายของอดีตและปัจจุบัน เมื่อก่อนความสัมพันธ์เกิดระหว่างผู้ค้าและเจ้าของร้าน ดังนั้นการพึ่งพาแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยจึงเกิดขึ้น มีหลายคนในอดีตที่ร่ำรวยได้ด้วยวิธีนี้ คือใช้ลูกตื้อหรืออ้อนวอน และน้ำใจตอบแทนกันไปมา แต่ปัจจุบันระบบค้าปลีกตกอยู่ในมือของ Discount Store หรือร้านสะดวกซื้อ ภาพเหล่านี้ย่อมเห็นได้ยาก เพราะมันไม่ “โปร่งใส” ตรวจสอบได้ลำบาก จึงถูกแทนที่ด้วย “ระบบ” ดังนั้นผู้ค้ารายเล็กรายน้อย จึงมีแนวโน้มจะสาบสูญไป สินค้าที่คิดใช้วิธีในอดีต “ป่าล้อมเมือง” คงจะลำบากขึ้น เพราะนโยบายถูกกำหนดจากศูนย์กลาง ซึ่งบางครั้งอยู่นอกประเทศไทยเสียอีก ดังนั้นแบรนด์ใหม่ ๆ มีแนวโน้มว่าจะเกิดได้ยาก เพราะเขาจะวัดกันที่ “อัตราหมุนเวียนของสินค้า” มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์จับสถิติ และมักจะเลือกสินค้าที่มีงบโฆษณาสูงมาลงในร้าน เพราะมันขายคล่องกว่า ดังนั้นเราอาจจะต้องเป็นเพียงแค่ “ผู้รับจ้างทำของ” หรือ “ลูกจ้าง” เขานั่นแหละ

    เพราะความโลภของตัวเลขมันมากขึ้น ดังนั้นทฤษฎีมือที่มองไม่เห็นจึงเดินเครื่องได้เต็มที่ กวาดต้อนคนชายขอบตกขอบไป หากเราจะใช้กฎกติกาการแข่งขันแบบเขา เราต้องเตรียมพร้อม และหากคิดว่ายังไม่พร้อม เราควรถอยก้าวหนึ่ง แต่ถ้าให้ดีเราควรอยู่บนความจริงของสังคมไทยเราเอง “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระราชดำรัสของในหลวงของเรา.

    Tags: ,

  • เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน ดูเหมือนอะไรๆ จะยังไม่ดีขึ้นมากนัก เจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผมก็ยังคงขี้อ้อนเหมือนกัน ซ้ำร้ายตอนนี้จะมีอาการหนักขึ้นไปอีก คือ เขาจะหันมาแกล้งน้องคนรองของเขา แม้ว่าจะหงุดหงิดกับการสมาชิกใหม่คนทีสามก็ตามที ความซวยเลยตกอยู่กับเจ้าน้องรอง

    ในทุกๆ วันเจ้าลูกชายหัวแก้วของผมนั้น ก็จะต้องหาเรื่องแกล้งน้องตลอดเวลา บางทีแค่เดินผ่านโฉบๆ ไปแค่นั้น เขาก็ยังไม่วาย ผลักน้องเข้าให้ทีหนึ่งให้น้องล้มลง แล้วตัวเองก็เดินต่อไปเหมือนกับผลักอะไรเป็นก้อนๆ ที่อยู่ใกล้ตัวออกไปแค่นั้น ไม่ได้หันมาสนใจอะไรต่อจากนั้น เรื่องแย่งของน้อง นี่ก็ที่หนึ่งเลย ของเล่นอะไรที่น้องหยิบเอามาเล่น เขาจะต้องไปแย่งมาจากมือให้ได้ ไม่ยอมให้น้องได้เล่นอะไรสักอย่าง พอดุเข้าหน่อย ก็ขว้างปาสิ่งของออกไป ทำหน้าตาน้อยใจในโชคชะตาว่า “ทำไมต้องมีน้องมาแย่งของๆ เราตลอดเวลาเลย พอไปแย่งกลับมา ก็ถูกคุณพ่อคุณแม่ดุอีก ไม่เข้าใจจริง ๆ”

    บางครั้ง ตื่นมาแต่เช้าตรู่ พอเริ่มมีอาการอิจฉาน้อง ก็จะบ่นออกมาว่า “ไม่อยากมีน้อง ไม่อยากมีน้อง” ฟังแล้วก็ทำให้ผมและภรรยาอดสงสารเขาไม่ได้เหมือนกัน เขาคงจะรู้สึกไม่ดีเอามากๆ เลยกับการมีน้อง มีแค่คนเดียวก็มาแย่งความรักมากพออยู่แล้ว ตอนนี้คุณแม่ก็กำลังอุ้มท้องอีกคน อีกหน่อยก็คงจะมีแต่คนมาแย่งของ แย่งความรัก แย่งคุณพ่อคุณแม่ไปหมด “ไม่อยากมีน้องจริงๆ เลย”

    ตอน นี้ผมเองก็มึน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเขาดี พอดุเขาเรื่องแกล้งน้องมากๆ เขาก็น้อยใจ ยิ่งทำให้เขาไม่ชอบน้องมากขึ้นไปอีก ถ้าไม่ดุ เจ้าน้องก็คงกลายเป็นกระสอบทราย โดนพี่แกล้งทั้งวัน ทั้งตีน้อง เตะน้อง หยิกน้อง ผลักน้อง แย่งของของน้อง เรียกว่าทุกรูปแบบที่จะทำได้เลย ทางฝ่ายพี่ว่าน่าเห็นใจ ฝ่ายน้องยิ่งน่าเห็นใจว่า เกิดมาก็โดนซ้อมแต่เด็กเลย เขาก็คงน้อยใจอยู่เหมือนกันว่าทำไม คุณพ่อคุณแม่ไม่จัดการเอาไอ้เจ้าพี่ชายจอมเกเรให้เด็ดขาดไปเสียที ยังดีว่าเจ้าน้องนั้นค่อนข้างรักพี่พอดู ถูกแกล้งสารพัดสารเพ ก็ยังมาชวนเล่นบ่อยๆ ของเล่นไม่เคยหวง จะหยิบให้พี่แต่โดยดี ยกเว้นตอนถูกแย่งจากมือเท่านั้น ที่จะร้องสุดเสียง

    ยังมีเรื่องดีอยู่สักเรื่อง คือ ทั้งสองคนไม่เคยแย่งของกินกันเลย น้องมีก็จะหยิบไปให้พี่ พี่มีก็จะหยิบให้น้อง พี่อยากกินอะไร ก็แอบอ้างชื่อน้องก็มี แต่ก็ไม่ได้กินคนเดียว ยังแบ่งกันดี ถือว่าเรื่องกินนี้ ทำให้เขารู้จักรักน้องขึ้นมามากทีเดียว

    เมื่อตอนเขาไม่ค่อยสบาย ผมพาเขาไปหาหมอที่โรงพยาบาล แล้วผมก็บ่นกับพยาบาลว่าเขาชอบแกล้งน้องเหลือเกิน พยาบาลบอกว่า เรื่องธรรมดา เด็กเขามีน้องเร็ว เขาเลยไม่เข้าใจ ลูกของคุณพยาบาลก็เป็นเหมือนกัน ต้องสัก 4-5 ขวบโน้น ถึงจะหายอิจฉาน้อง ผมฟังแล้วก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยลูกเราก็ไม่ผิดปกติสักเท่าไรนัก แต่ก็ยังอดหวั่นๆ ไม่ได้เหมือนกัน เพราะน้องเขาคงต้องไปกระสอบทรายไปอีก 2-3 ปีเลยทีเดียว….

    Tags: , ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    ชื่อเรื่องดูแปลกๆ ไม่ใช่ชื่อเรื่องสั้นนะ เป็นเพลงครับ ผู้เขียนเป็นคนชอบจัดหนังสือบ่อย เนื่องจากไม่มีที่เก็บที่แน่นอน จัดทีหนึ่งมักเจอหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน หนังสือเพลงหลายเล่มได้เจอจากการจัดหนังสือครั้งนี้ แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับเสพอักษร เกี่ยวแน่นอนครับ

    การที่ไม่ได้ซื้อหนังสือมานาน(ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้หลังจากตกงาน)ทำให้ผู้เขียนจัดหนังสืออยู่บ่อยๆ เผื่อได้เจอหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน พอได้เจอหนังสือเพลงก็อ่านเป็นการใหญ่ ดีครับไม่เคยอ่านเพลงจริงๆจังๆสักที ได้อ่านเต็มอิ่มเลยครับเที่ยวนี้ พออ่านไปสักพักเข้าท่าครับใครจะว่ายังไงก็ไม่สน หนังสือเพลงที่เจอจากการจัดมีอยู่3เล่มใหญ่ๆ มีทั้งรวมเพลงเพื่อชีวิต ลูกทุ่งเสียงทอง อีกเล่มเป็นคู่มือการเกากีต้าร์ ทั้งหมดไม่รู้ว่าซื้อมาตอนใหน ซื้อมาเพื่ออะไร ไม่ต้องสนใจแล้ว เพราะว่าตอนนี้มันถูกอ่านไปเรียบร้อยแล้ว

    เราเคยแต่ฟังใช่ไหมครับสำหรับเพลง ผู้เขียนอยากให้ลองอ่านกันดูบ้าง บางบทเพลงเหมือนเรื่องสั้นดีๆเรื่องหนึ่ง บางบทเพลงเป็นกวีรักชั้นดี บางบทเพลงพออ่านก็รู้ได้ว่า ชีวิตต้องผ่านร้อนหนาวมาขนาดไหนกว่าจะออกมาเป็นเพลงบทนี้ อย่างบทเพลงอมตะอย่าง คิดถึงบ้าน ของอัสนีย์ พลจันทร์ ที่มีเนื้อหาดังนี้ เดือนเพ็ญ แสงเย็น เห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา นี่เป็นบางส่วนนะครับคิดว่าหลายคนคงเคยฟัง ลองไปหาอ่านกันดูเอาแบบที่ไม่ ต้องมีเสียงดนตรี หรืออย่างลูกทุ่งนี่พออ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บไม่ต้องตีความ ใช้ภาษาซื่อๆแต่งดงามในแง่วรรณกรรม อย่าง เพลง เซียมซีเสี่ยงรัก ขับร้องโดย สมยศ ทัศนพันธ์ ต้องขออภัยที่ไม่ทราบนามผู้แต่ง เนื้อหามีว่า เซียมซีเสี่ยงรักทักทำนายว่า ใบที่เก้านั่นหนาชีวิตเกิดมาเหมือนฟ้ามืดมน สูญสิ้นความหวังกระทั่งคนรักอับจน ขาดชู้ราหูเข้าดล จำทนเศร้าหมองมิคลาย สำหรับลูกทุ่งนั้นต้องขอบอกว่าเป็นของโปรดสำหรับผู้เขียนเลยทีเดียว

    ความจริงยุคนี้พวกเราใกล้ชิดกับการอ่านเพลง อ่านกันแบบไม่รู้ตัวนั่นคือ คาราโอเกะ ตามบ้านนอกมีกันแทบทุกบ้าน หรือไปนั่งตามร้านอาหารก็มักจะมีให้บริการ แต่การอ่านแบบนี้มักไม่มีสมาธิเพราะมีเสียงดนตรีที่ดังแสบแก้วหู แถมฉากหลังยังมักมีภาพวาบหวิวช่วยดึงสมาธิให้กระเจิดกระเจิงอีก เอาเป็นว่าใครใคร่อยากอ่านแบบไหนก็เชิญตาม อัธยาศัย ก็ลองเสพอรรถรถจากเนื้อหากันดูบ้าง อาจจะได้ความแปลกใหม่จากการเสพอักษรจากเพลงก็ได้ หรือเมื่อ เสพอย่างที่ว่าจนเข้าที่แล้ว จะลองทั้งอ่านและฟังแบบที่มีดนตรีประกอบก็ไม่ว่ากัน แผ่นเพลงมี ทั้งของจริงจากค่ายหรือ แผ่นผีละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ใตร่ตรองเอาเองแล้วกันว่าอันไหนควรไม่ควร สำหรับผู้เขียนแล้วก็ขอเอาแบบถูกทำนองคลองธรรมดีกว่า เห็นบรรดานักแสดง ของแต่ละค่ายเขามารณรงค์ให้ อย่าซื้อของละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ต้องวอนขอร้องนักแสดงเหล่านั้นว่าอย่าเอาค่าตัวจากค่ายให้มากมายนัก เพราะเมื่อค่าตัวนักแสดงแพง คนที่ต้องจ่ายไม่ใช่ค่ายหรอกครับ คนเสพที่ซื้องานของพวกคุณต่างหากที่ต้องจ่าย เมื่อแพงนักเขาก็ต้องหาทางเลือกที่ดีกว่า

    วนไปเวียนมาไม่พ้นเรื่องเพลง เอาเป็นว่าไปหามาทั้งอ่านและฟังไปพร้อมๆกันไม่ผิดกติกาครับ ใกล้จะหมดปีเข้าไปทุกที ถือโอกาสอวยพรปีใหม่เลยดีกว่า ขอให้มีความสุข สุขภาพทั้งร่างกายและการเงินขอให้ดีตลอดปีและตลอดไปนะครับ

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: ,

    • Travel ของไมเคิล ไครซ์ตัน
      เป็นบันทึกไครซ์ตันช่วงเริ่มต้นอาชีพนักเขียนแล้วและช่วงที่เขาเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ของโลก เช่น นิวกีนี ปากีสถาน ฮ่องกงและอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่เขาไม่ประทับใจเมืองไทยเท่าไหร่ ที่ชอบคือ ถึงเป็นบันทึกส่วนตัวแต่เขาไม่ได้เปิดเผยตัวเขาทั้งหมด ถ้าเกี่ยวพันเขาถึงจะเล่าเรื่องครอบครัวหรือเรื่องชีวิตส่วนตัวช่วงนั้น ส่วนที่ไม่เกี่ยวก็ไม่เล่า เวลาอ่านเราต้องปะติดปะต่อเอาเอง ตรงนี้ดีนะ แสดงว่าเขาไม่ใช่พวกขี้โม้ที่บ้าความสำเร็จจนน้ำลายฟูมปาก เราชอบนักเขียนแบบนี้ คือเปิดเผยนิด ปกปิดหน่อย ๆ มันมีเสน่ห์น่าติดตามดีและลึก ๆ แล้ว เราจะรู้สึกว่าเขาเป็นพวกใจนักเลงที่มีด้านเซนสิทีฟอยู่ด้วยแต่ไม่ใช่พวกขี้อ้อนอ่อนไหว ลม ๆ แล้ง ๆ
    • ฤทธิ์มีดสั้น
      ตอนดูหนังเรื่อง The Last Seduction เห็นบทบาทของลินดา ฟิโอเรนติโนในหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงลิ่มเซียวยี้ในเรื่องฤทธิ์มีดสั้นที่ สุด แต่ใน The Last Seduction เป็นลิ่มเซียวยี้ที่วิวัฒนาการตัวเองสำเร็จเรียบร้อย เลยไม่ต้องเจอชะตากรรมทุเรศแบบในฤทธิ์มีดสั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการจนมุมของโกวเล้งด้วย เพราะใส่สีสันขนาดนั้นแล้ว คงไม่รู้จะจบยังไงจึงจะสะอาดถูกหลักอนามัย พอผิดหวังจากอาฮุยเลยให้หายวับไปจากหน้ากระดาษเลย อีกสี่ห้าบรรทัดต่อมาปรากฏว่ากลายเป็นนางคณิกาไปเสียแล้ว แถมนอนกับผู้ชายวันละสิบคนโดยไม่เอาเงิน โอโห เป็นจินตนาการที่ผู้ชายมาก
    • The Enchanted Desna ของ อเล็กซานเดอร์ ดอฟเชนโก
      อเล็กซานเดอร์ ดอฟเชนโก เป็นผู้กำกับหนังและนักเขียนยูเครน ไปเจอหนังสือฉบับแปลเป็นไทย(คะนึงหา)ของคุณผาติ เผ่าไท แสดงว่าคนแปลเด็ดมากจริง ๆ ที่เลือกเรื่องนี้มาแปลให้อ่านกัน เป็นหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติของอเล็กซานเดอร์ ดอฟเชนโกเอง ส่วนที่ประทับใจเป็นอารมณ์ขันเศร้า ๆ แสบ ๆ อย่างตอนที่เขาเล่าเรื่องย่าซึ่งเป็นคนแก่ปากจัด เขาก็บอกว่า ย่าของเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้สามวันโดยไม่ต้องกินอะไรเลย แต่ถ้าไม่ได้ด่าอะไรเลย ย่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้แค่วันเดียวเท่านั้นหรือถ้าจะพูดถึงความยากจนของยูเครน เขาก็จะบอกว่าคนบ้านเขายิงปืนแม่นเกือบทุกคน เพราะต้องยิงนกเป็ดน้ำมาเป็นอาหาร ยิ่งจนก็ยิ่งต้องยิงปืนแม่นเพื่อจะไม่ต้องเสียลูกกระสุนเปล่า ๆ
    • “A life less ordinary” ของ จอห์น ฮอดจ์
      ไม่ใช่หนังสือดี แต่ไอเดียมันน่ารักดี เพราะมันเป็นผลผลิตของ pop culture ที่ชัดเจนดี แล้วบังเอิญไปรู้เบื้องหลังมานิดหน่อย คือ จอห์น ฮอดจ์จริง ๆ แล้วเขาเป็นแพทย์แต่เข้าใจชีวิตพังก์มาก เขาเพิ่งแต่งงานกับคนที่ดีไซน์เสื้อผ้าให้หนังเรื่อง Trainspotting คงทำให้เขาทึ่งในเรื่องบุพเพสันนิวาสหรือพรหมลิขิตอะไรทำนองนี้อยู่ เลยเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ไอเดียมันมีอยู่ว่ากว่าที่คนสองคนจะมารักกัน พระเจ้าต้องทำงานหนักมาก ต้องลงทุนสร้างสถานการณ์ให้มาเจอกัน ต้องสร้างอุปสรรคขึ้นมาเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ จะได้รักกันมากยิ่งขึ้น คนไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่ต้องรักกันให้ได้แค่นั้นแหละ แต่ยากชิบเป๋ง ทำไมทำไม่ได้สักที เออ เข้าใจคิดดี แต่เป็นหนังแล้วไม่ค่อยสนุก อย่างตอนที่นางฟ้าโดนพระเอกต่อยหน้า อ่านหนังสือตะลึงมากว่าคิดได้ไง แต่พอเห็นหนังแล้วกลับรู้สึกเฉย ๆ
    • วิจารณ์หนังทัศนะใหม่ ของ อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ
      อันที่จริงควรจะบอกว่าอาจารย์กาญจนาเป็นแม่คนที่สองผู้ให้กำเนิดทางปัญญาคง จะถูกกว่า เพราะหนังสือของอาจารย์หลายเล่มเป็นหนังสือที่ต้องหยิบมาอ่านเรื่อย ๆ มีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของเรามาก แต่เล่มนี้พิเศษหน่อยนึงคือ เราคิดว่าตัวเองไม่ใช่เฟมินิสต์ แต่สามารถอ่านงานวิจารณ์ภาพยนตร์จากมุมมองนักสิทธิสตรีอย่างอาจารย์ได้อย่าง สนุกสนาน และพูดได้ว่า อาจารย์น่าจะเป็นนักวิจารณ์ไทยคนแรก ที่ใช้มุมมองของเฟมินิสต์เข้าไปศึกษาภาพยนตร์อย่างจริงจังและปากจัดด้วย เราคิดว่านี่คืออาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ภาคที่เป็นผู้หญิง
    • Flower for Mrs.Harris ของ พอล กาลลิโค
      ไปดูละครเวทีมาก่อน รู้สึกจะเป็นกลุ่มของนักศึกษาธรรมศาสตร์ทำ ไปแสดงที่เอ.ยู.เอ เข้าไปดูแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย เพราะเพื่อนพาไป ปรากฏว่า นั่ง ๆ ดูไปแล้วน้ำตาไหลไม่รู้ตัว ละครเลิกเลยไปร้านหนังสือกัน ก็ได้หนังสือมาอ่าน ปรากฏว่ายิ่งอ่านยิ่งประทับใจ เขาพูดถึงเรื่องความใฝ่ฝันและความปรารถนาของคนเราได้ชัดเจนและใกล้ชิดกับเราดี ทำให้เราสัมผัสได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่เราสัมผัสได้ง่าย ๆ
    • เมฆสูงและร่มไม้ ของ ยังดี วจีจันทร์
      ไม่ค่อยชอบงานสั่งสอนศีลธรรม แต่หนังสือรวมบทกวีของยังดีเล่มนี้เป็นขอยกเว้น รู้สึกว่าเขาไม่ใช่สักแต่ประดิษฐ์สำนวน ชอบที่เขาใช้คำสั้น ๆ แต่หนัก อ่านแล้วเป๊ะ เป๊ะ น็อคเราได้ทุกคำ เข้าใจง่าย ไม่มีสัมผัส แต่เขียนออกมามีเสียงไพเราะมาก มีจังหวะแบบบทกวีจีน บางบทก็อารมณ์จิ๊กโก๋นิด ๆ มีบทหนึ่งจำฝังใจตั้งแต่อ่านครั้งแรก เขาบอกว่าในแง่ของส้นตีน คนขาเดียวยืนน้อยกว่าคนสองขา แต่ในแง่ของหัวใจ คนขาเดียวบอกว่า ถ้าต้องเสียขาที่เหลือไปเขาก็จะบิน โอ้โห ส้นตีนกับหัวใจเนี่ยนะ เหมือนเจออัพเปอร์คัทสอยคางน็อคเห็นดาวเลย
    • พฤกษนิยาย ของ ส.พลายน้อย
      ความจริงหนังสือชุดนี้มีสี่เล่ม มีสัตวนิยาย เทวนิยาย พฤษนิยายและอมนุษยนิยาย ซึ่งเล่มนี้ยังหาไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้ชอบพฤกษนิยายที่สุดเพราะชอบประวัติดอกไม้ต้นไม้ อย่างหนังสือกลุ่มพฤกษศาสตร์ที่พิมพ์สวย ๆ ขายกันทุกวันนี้ก็ซื้อสะสมไว้หลายเล่ม อย่างของสำนักพิมพ์แพรวพวก บัว ไม้ดอก ไม้ประดับอะไรพวกนี้ ทำสวยมาก ดอกไม้ที่เราชอบ ๆ ก็ซื้อเก็บ ภาพสวย มีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ครบ แต่อ่านแล้วรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง มีพฤกษนิยายอยู่ด้วยอีกเล่มจึงค่อยสบายใจหน่อย
    • เหี้ย ห่า และสารพัดสัตว์ ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล
      เป็นเชื้อพระวงศ์ที่ทรงมันส์มาก ท่านบอกว่าเขียนเรื่องพวกนี้ขึ้นมาในวันที่รู้สึกเหี้ยที่สุดในชีวิต พวกสัตว์ในเรื่องนี้ชื่อเพราะทุกตัวเลย โดยเฉพาะชื่อบรรดาเหี้ยทั้งหลาย เป็นหนังสือที่มอบให้คนที่เรารักก็สนุกดี เอามุข ส่วนคนที่เราไม่ชอบ เราก็สามารถมอบให้เขาได้เหมือนกัน เพราะชื่อของสัตว์บางตัวในเล่มนี้อาจจะตรงกับชื่อของคนที่เราตั้งใจมอบให้ด้วย

    “ปราย พันแสง”
    นักเขียน-นักวิจารณ์ เจ้าของ www.bookcyber.com

    Tags: , ,

  • โดย… ปราการ รัตนวิสุทธิ์ตระการ

    ประตูบานนั้นเป็นประตูเหล็กขึ้นสนิม สีเดิมที่พอเหลืออยู่บนบานประตูโดยไม่หลุดออกไปทำให้พอจะรู้ได้ว่าสีเดิมของ ประตูนี่เป็นสีเทา บานประตูยึดติดอยู่กับกรอบไม้เก่า ๆ ที่ดูเหมือนว่าจะเก่ายิ่งกว่าตัวประตูเองซะอีก แต่กระนั้นก็ยังแข็งแรงจนแม้จะพยายามงัด หรือทุบยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะพัง และดูเหมือนว่าร่องรอยจารึกที่อยู่บนกรอบไม้ก็แสดงว่าคงมีคนทำไปเยอะแล้ว ด้วย แต่ถ้าจะเลิกความพยายามไปหมด กรอบประตูแทรกลึกเข้าไปในเนื้อหินที่ล้อมรอบกรอบไม้อีกที จนดูเหมือนว่าประตูบานนี้ทำมาเพื่อไม่ให้ใครสามารถพังได้ทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะประตูบานนี้ไม่เคยล็อค ประตูเปิดอยู่เสมอ แต่ไม่เคยเปิดได้มากเกินกว่า 2 นิ้วเลย ไม่ว่าจะพยายามผลักหรือดึงสักเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมให้คุณเปิดมันได้กว้างกว่านี้

    ประตูบานนี้อยู่ในป่าข้างโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ของผมเอง ผมก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่เรียนอยู่ ป. 3 ของโรงเรียนบ้านนอกแห่งนี้ วันหนึ่ง ๆ ก็เหมือนเด็กทั่วไป เล่น เที่ยว ซนไปตามเรื่อง และที่พวกกลุ่มของผมชอบมากคือการเที่ยวผจญภัยตามที่ ๆ ผู้ใหญ่เขาห้ามนั่นแหละ บางวันเราก็จะคิดว่าเราเป็นกลุ่มทหารที่กำลังบุกฝ่าอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย บางวันเราก็เป็นกลุ่มนักบุกเบิกหาดินแดนใหม่ ๆ และวันหนึ่งขณะที่เรากำลังค้นหาดินแดนใหม่ ๆ นี่เองเราก็ได้พบประตูบานนี้ ตอนแรกที่เราพบมัน มันก็ดูเหมือนประตูธรรมดา ๆ อันหนึ่ง แต่แปลกที่มันฝังอยู่ในเนินดิน ทำให้ดูเหมือนว่าประตูบานนี้จะเปิดลึกเข้าสู่ใต้โลกยังไงยังงั้น และมันก็ดูท้าทายไม่น้อยเลยสำหรับพวกเรา แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ตอนแรกก็ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับมันหรอก ทุกคนต่างก็กลัวว่าอาจจะมีคนบ้าหรือไม่ก็อะไรร้าย ๆ อยู่หลังประตูนั่น ผมเองนี่แหละที่เป็นผู้กล้าหาญ

    จะว่าไปก็คงใช่นะถึงจะไม่เชิงซะทีเดียวเพราะว่ามันเกิดจากหลังที่เราทำการเป่ายิ้งฉุบเสร็จแล้วผมแพ้นะ ผมก็กล้า ๆ กลัว ๆ อยู่พักหนึ่งก่อนที่จะค่อย ๆ เดินไปที่ประตูนั่น ตอนแรกผมเข้าใจว่าประตูมันล็อคอยู่ แต่เปล่าเลย พอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็รู้ว่าประตูไม่ได้ปิดอยู่ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ล็อคเลย มันเปิดแง้มอยู่นิดหนึ่ง ไม่มากพอจะสอดการ์ตูนเข้าไปซักเล่ม ทุกอย่างดูเงียบสงบ ไม่มีเสียงอะไรดังออกมาจากประตูนั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะเงียบอย่างประหลาด เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหลังแต่ละคนไม่ได้ออกเสียงเชียร์หรือยุอะไรเลย แต่ดูเหมือนว่าทุกคนกำลังคาดหมายหรือหวังว่าจะมีอะไรซักอย่างเกิดขึ้น อะไรก็ตามสุดที่เด็กอย่างเราจะจินตนาการได้นั่นแหละ เสียงที่พอจะทำให้รู้สึกว่ายังอยู่บนโลกจริง ๆ ก็คงเป็นเสียงนกร้องเป็นบางครั้ง พอผมเดินเข้าไปถึงประตู ก็มีเสียงกึงก็ทำให้ผมสะดุ้ง อย่าว่าแต่ผมเลยเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างหลังแต่ละคนแทบจะออกวิ่งทิ้งผมไว้ทีเดียว ผมพอจะรู้ถึงความตื่นกลัวที่ปรากฎบนใบหน้าเพื่อนแต่ละคนได้ แต่ก็ไม่มีใครออกวิ่ง ผมว่าคงไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่อยากทิ้งผมไว้หรอก แต่คงเหมือนผมมากกว่าคือขาแข็งก้าวไม่ออก เสียงกึงที่ดังขึ้นมากึงเดียวไม่รู้ว่ามาจากไหน ความจริงมันก็คงไม่ได้เป็นเสียงอะไรมากไปกว่า เสียงไม้ล้มหรืออื่น ๆ อีกเยอะแยะ เพราะมันไม่ได้ดังมาจากทางประตูซักหน่อย มันคงไม่ทำให้ผมตกใจแบบนี้หรอก

    ถ้าไม่ใช่ผมกำลังยืนอยู่หน้าบ้านผีสิงนี่นะ บ้านผีสิง ผมชอบคำนี้แฮะ แม้มันจะไม่ดูเหมือนบ้านสักนิดก็เหอะ แต่มันก็คล้ายบ้านผีสิงอยู่ดี ดูมันมีคุณสมบัติของบ้านผีสิงได้ครบถ้วนจริง ๆ ดึงดูดใจให้ค้นหา สร้างความกลัวยามอยู่ใกล้ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัส และตอนนี้ผมก็อยากจะลองจับประตูนั่นดูจริง ๆ แล้วสิ มันมีแรงดึงดูดที่ผมต้านทานไม่ได้ที่จะลองจับแล้วเปิดมันออกดู ความอยากรู้มันยั่วใจจริง ๆ ผมค่อย ๆ ยื่นมือออกไป มือจับขอบบานประตูที่ยังดูแข็งแรงถึงแม้จะขึ้นสนิมไปเสียเยอะแล้ว พอผมจับถูกความเย็นของเหล็กทำให้ผมสะดุ้งนิด ๆ มันเย็นจริง ๆ จนตอนนี้เองที่ผมเริ่มได้กลิ่น กลิ่นที่มาจากประตูบานนั้น มันเป็นกลิ่นจาง ๆ ของห้องใต้ถุน กลิ่นของใบไม้ที่เน่าทับถมกันนาน ๆ กลิ่นของดินชื้น ๆ กลิ่นทั้งหมดปนเปกันแต่ไม่ฉุน เป็นกลิ่นจาง ๆ ที่พอจะรับรู้ได้ แม้ในป่าจะมีกลิ่นมากมายก็ตาม กลิ่นมันทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมลงไปห้องใต้ถุนของบ้าน ประตูที่พอเปิดออกแสงจากภายนอกจะส่องเข้าไปได้เล็กน้อย ต้องค่อย ๆ คลำทางลงสู่ความมืด ปล่อยให้ความมืดและอะไรที่คอยคุณอยู่ในความมืดโอบล้อมคุณไว้

    มือ ที่ต้องคลำหาสวิทซ์ไฟเพื่อเปิดไฟไล่วิญญาณร้ายที่อาจจะคอยคุณอยู่ แต่ขณะที่คุณยื่นมือออกไปในความมืดของห้องใต้ถุน คุณจะรู้ได้ไงว่าสัตว์ร้ายที่ชอบเนื้อเด็ก ๆ ที่แอบอยู่มันจะไม่จับมือคุณและลากคุณเข้าไปในความมืด หวังว่าคุณคงมีเวลาพอจะร้องสักคำนะ เอเมน แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น คุณจะเปิดไฟได้ และความมืดและสัตว์ร้ายจะหายไป แต่นั่นแหละใครจะไปรู้ว่ามันจะไม่มีครั้งแรกจริงไหม และประตูบานนี้มันก็เหมาะจะเป็นครั้งแรกจริง ๆ ทันทีผมก็เริ่มกลัว กลัวจนฉี่แทบราดว่าขณะที่ผมกำลังกุมมือจับด้านนี้อยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งของประตูมีปีศาจร้ายที่กำลังยิ้มเยาะในความมืด รอให้ผมจับประตูให้แน่นแล้วมันจะได้กระชากประตูดึงผมเข้าไปในความมืดแล้ว ก็…..โอ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ ทันใดผมก็รีบปล่อยมือออกจากมือจับ ประตูเลื่อนตามแรงที่ผมดึงค่อย ๆ ปิดลง เสียงเอี๊ยดดังบาดหูดังจากบานพับชื้นเก่า ๆ ประตูเลื่อนนิดหน่อยเท่าที่ช่องว่างจะอำนวย ไม่มากมายแล้วก็เลื่อนกลับที่เดิม ดูเหมือนว่ามันพอใจที่จะเปิดแง้มอยู่อย่างนั้น ผมถอยหลังกลับก้าวหนึ่งเพื่อตั้งหลัก เผื่อว่าบานประตูจะกระชากออกแล้วจะมีมือที่ยื่นออกจากความมืดพยายามจะคว้า ตัวผมไว้ ผมจะได้หนีได้ทัน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประตูก็ยังคงแง้มอยู่อย่างเดิม มีเสียงถอนหายใจจากเพื่อนหลายคนข้างหลัง เหมือนโล่งอกที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือว่าเสียดายก็ไม่รู้สิ

    เพื่อน ข้างหลังเริ่มพูดกระแนะกระแหนเรื่องผมขี้ขลาดและไม่กล้าเปิดประตู ไอ้ผมมันก็พวกบ้ายุซะด้วยสิ จะให้ใครมาลบเหลี่ยมผมนะไม่ได้หรอก ผมหันมาบอกกับเพื่อนว่าจะเปิดให้ดู แล้วก็รวบรวมความกล้าเท่าที่ยังเหลืออยู่ สูดหายใจหนึ่งเฮือกเต็ม ๆ ก่อนที่จะออกแรงผลักอย่างเต็มที่ พร้อมกับหวังว่าผมคงไม่เป็นเหมือนในการ์ตูนที่เห็นบ่อย ๆ พอกำลังผลักประตูแล้วก่อนที่ผมจะแตะโดนประตูประตูก็เปิดออกแล้วผมก็จะหลุด เข้าไปเพราะแรงของผมเอง เพราะคราวนี้ผมคงจะหลุดเข้าไปในความมืด และไอ้ตัวอะไรที่เปิดประตูก็คงชอบใจแน่ ก่อนที่มันจะปิดประตูขังผมไว้กับมันสองต่อสองเพื่อ…. โอ อย่างว่าแหละพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ พระเจ้าโปรดด้วยเถอะ มือผมสัมผัสกับบานประตูพร้อมส่งแรงผลัก ตอนแรกประตูก็เลื่อนออกตามแรงผลักของผมอย่างว่าง่าย แต่อยู่ ๆ มันก็หยุดกึกซะเฉย ๆ อย่างนั้นแหละทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปิดเข้าไปไปนิดเดียวเอง มีเสียงดังกึก แล้วประตูก็หยุดอยู่ตรงนั้น ผมใจหายวาบนึกถึงว่าอะไรที่ดันประตูไว้ไม่ให้มันเปิดออก อะไรที่อยู่ในตู้ล็อคเกอร์ที่เปิดไม่ออก แล้วใครที่พยายามเปิดก็จะต้องเป็นอาหารให้มัน ผมถอยออกมา เรียกว่ากระโดดเหยงเลยจะเหมาะกว่า แต่ก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประตูเปิดค้างอยู่ที่ ๆ มันหยุดอย่างไม่มีทีท่าว่าจะดีดกลับ สร้างช่องว่างซักสองนิ้วที่มือเด็กอย่างผมพอจะสอดเข้าไปได้ แต่ก็ไม่มากพอจะมองเข้าไปดูว่าอะไรอยู่ข้างใน เพราะแสงที่ส่องเข้าไปได้นิดเดียวก็ถูกความมืดกลืนหายไปหมด

    วูบ หนึ่งที่ผมมองเข้าไปในความมืด ผมเหมือนเห็นอะไรดำ ๆ วาบผ่านแสงจาง ๆ ในความมืดนั้น ผมรู้สึกขนลุกซู่ ไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าอะไรอยู่ข้างในนั่น อะไรที่อาศัยอยู่ในความมืด ไร้แสงสว่างใด ๆ ช่องว่าง ช่องว่าง ช่องว่าง ผมรู้สึกเหมือนได้ยินคำนี้ซ้ำ ๆ อยู่ในหูยังกับถูกสะกดจิต เคยไหมที่คุณเดินไปตามถนนแล้วคุณก็เห็นช่องว่าง อาจจะเป็นรูบนกำแพง หรือช่องว่างระหว่างหมู่ตึก แล้วก็อยากรู้ขึ้นมาว่าอะไรอยู่หลังช่องว่างนั้น มันดึงดูดใจจริงไหม ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้นแหละตอนนี้ ผมรู้สึกอยากพยายามมองลอดช่องว่างนั่นเข้าไป เพื่อดูว่าอะไรอยู่หลังประตูนั่น ในความมืด และผมพอผมรู้สึกตัวอีกทีตาของผมก็ทาบอยู่กับช่องว่างนั่นแล้ว ตาของผมมองเข้าไปในความมืด มองหาอะไรซักอย่างที่อยู่ข้างใน อาจจะอะไรดำ ๆ ที่วูบไปเมื่อกี้ พระเจ้า ใช่แล้วมันจะเป็นอะไรก็ตามแต่ผมไม่ควรจะเข้ามาใกล้ขนาดนี้ เหมือนกับอาหารในจานพร้อมเสริฟยังไงยังงั้น ผมถอยออกมาช้า ๆ ทำไมถึงไม่รีบถอยออกมางั้นหรือ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน จะว่าไปมันก็เหมือนกับคุณจ้องตากับงูเห่า คุณคงอยากมองตาของมันไว้เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังแผ่แม่เบี้ยอยู่ตรงนั้นไม่ ได้พุ่งเข้ามากัดคุณ ใช่คงประมาณนั้น

    ผมรู้สึกถึงสายตาที่จ้องตอบออกมาจากความมืด มองมายังผม ค้นหาความจริงที่อยู่ในตาของผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นจริงจนแทบเห็นตาคู่นั้นในความมืดข้างในนั้นด้วยซ้ำ ตาที่มีประกายเหมือนกับตาของสัตว์ตอนกลางคืน แต่เป็นสีแดงก่ำ ทำไมจะไม่ละก็มันกินเด็ก ๆ เป็นอาหารนี่ แต่มันไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่มีดวงตา ไม่มีอะไรนอกจากสีดำของความมืด ผมถอยออกมาจากประตูห่างเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะแน่ใจได้ว่าไม่มีอะไรที่จะออกมาจากประตูนั่นโดยผมหนีไม่ทัน ช่องว่างนั่นดูเหมือนจะถามคำถามผมและเชิญชวน มาสิไอ้หนู ฉันมันก็แค่ช่องว่างธรรมดาเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีอะไรเลยจริงไหม นายจะเอาอะไรเล่าก็ฉันมันแค่ช่องว่างเท่านั้น นายคงอยากเอาตาของนายเข้ามาแนบกับฉันเพื่อดูว่าอะไรอยู่หลังฉันจริงไหม เข้ามาสิน่า มา มา ไอ้หนู มาพิสูจน์สิ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก เว้นแต่เมื่อนายเข้ามาแล้ว อะไรที่อยู่หลังฉันอาจจะอยากให้นายเข้าไปเยี่ยมเขาซักหน่อย หึ หึ หึ บางทีนายอาจจะชอบก็ได้นะ อยู่กับพวกเราในความมืด ความมืดดดดดดดดด……. หึ หึ หึ แนบตาของนายมาสิไอ้หนู เข้ามาเลย พิสูจน์สิ….

    ผม ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ จนกระทั่งรู้สึกว่าแสงแดดเริ่มรา แสงสีส้มเริ่มย้อมป่าทำให้เกิดเงามากมายซับซ้อน ยิ่งทำให้ประตูบานนี้ดูมืดครึ้มกว่าเดิม ผมเริ่มบอกตัวเองว่า อะไรที่อยู่ข้างในมันอาจจะกำลังรอเวลานี้อยู่ก็ได้ ขณะนี้ใต้แสงอาทิตย์ผมอาจจะไม่ต้องกลัวอะไร เพราะมันอาศัยอยู่กับความมืด ไม่สามารถออกมาสู้แสงได้เหมือนกับแดร็กคูล่า แต่เมื่อความมืดมาเยือนประตูที่เปิดไม่ออกก็จะค่อย ๆ แง้มตัวเองออกมา พร้อมกับอะไรก็ตามที่อยู่ในความมืดนั้นมันก็จะออกมา และถ้าผมยังอยู่ที่นี่…. ผมหันกลับและบอกเพื่อน ๆ ว่าควรกลับกันได้แล้ว เย็นมากแล้ว ผมว่าทุกคนก็คงคิดเหมือนกับผมนั่นแหละ ปกติแล้วเย็นแค่นี้ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับความซนของพวกผมเลย ผมเคยเล่นซ่อนหากันทั้ง ๆ ที่โพล้เพล้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาที่ผู้ใหญ่มักจะบอกว่าผีจะออกมาพาเด็กที่ซ่อนหาไปซ่อนไว้และจะ ไม่ได้พบกับพ่อแม่อีก แต่พวกเราก็ไม่เคยกลัว แต่ก็นั่นแหละนะมันคงไม่ใช่ในป่านี่ หน้าประตูบานนี้แน่ พวกเราเริ่มเคลื่อนขบวนกลับ ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครเยาะเย้ยว่าผมเปิดประตูบานนั้นไม่ได้ ดูเหมือนทุกคนต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง ใช่ ผมเองก็กำลังคิดอยู่ คิดถึงคำพูดที่ว่า มีประตูบางบานไม่สมควรเปิด และไม่ควรจะถูกเปิดออก คิดถึงเรื่องตำนานของแพนโดร่า แพนโดร่าไม่ควรเปิดหีบที่บรรจุความชั่วร้ายเอาไว้ แต่หล่อนก็เปิดออกเพราะหล่อนอยากรู้ ความอยากรู้ของแพนโดร่าทำให้โลกเต็มไปด้วยความชั่วร้าย แล้วความอยากรู้ของผมละจะทำให้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า

    และ ที่ผมคิดมากที่สุดก็คงยังเป็นแพนโดร่าเปิดหีบแล้วพบความชั่วร้าย แล้วหลังประตูบานนั้นละ มีอะไรอยู่ปีศาจในความมืดที่จ้องจับเด็ก ๆ ไปกินเล่น ภูติผีวิญญาณที่คอยหลอกหลอนเด็ก ๆ ที่เข้านอนดึก ปีศาจที่อยู่ในห้องใต้ถุน หรือความชั่วร้ายเหมือนที่แพนโดร่าเจอ เมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดคุณจะเห็นอะไร เมื่อมองลอดผ่านประตูที่แง้มอยู่แค่สองนิ้วเข้าไปสู่ความมืดข้างในคุณจะเห็น อะไร หรือเมื่อคุณต้องการมองให้ชัดขึ้นคุณอาจจะแนบตาของคุณเข้ากับช่องนั่น แล้วสิ่งสุดท้ายที่คุณเห็นคือตาที่จ้องตอบคุณมาหรือเปล่า หรือคุณอาจจะถูกมือที่ยื่นจากความมืดลากคุณหายเข้าไปในความมืด เป็นส่วนหนึ่งของความมืดที่จะหลอกหลอนคนต่อไป คำถามนี้ดูจะไร้คำตอบสำหรับเด็ก ป.3 อย่างผม …..

    อีกหลายครั้งที่ผมและเพื่อน ๆ มาเล่นกันในป่านี่ แต่ส่วนมากเราจะเลี่ยงที่จะเดินมาใกล้ ๆ กับ ประตูบานนี้ เว้นแต่บางครั้งอาจจะมีใครสักคนชวน เราก็จะแสดงความกล้าออกมาทีหนึ่งโดยทำเป็นว่าไม่กลัว แต่นั่นแหละต้องยังสว่างอยู่นะ ไม่แม้แต่วันที่ครึ้ม ๆ ก็ไม่เอา มายืนกันที่หน้าประตูบานนี้ หาผู้กล้าซักคน ซึ่งก็มักใช้วิธีเดิม ๆ คือเป่ายิ้งฉุบ เพื่อให้ใครสักคนเดินเข้าไป พยายามดูว่าอะไรอยู่หลังบานประตูนั่น ทั้งผลักทั้งดันประตูที่ไม่เคยยอมเปิดมากกว่านั้น และทุกครั้งที่ใครสักคนที่ไม่ใช่ผมเดินไปยืนอยู่หน้าประตูนั่น ผมก็จะรู้สึกถึงความคาดหวัง หรือความกลัว ถึงอะไรสักอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนบ้า ปีศาจใต้โลก ปีศาจในห้องใต้ถุน จะเปิดประตูบานนั้นออกมาลากพวกเราทั้งหมด เริ่มจากคนที่ยืนหน้าประตู เข้าไปสู่โลกหลังบานประตูนั่น อาจจะกินเรา ฆ่าเรา หรือขังเราเอาไว้ในความมืด ขังเอาไว้ตลอดกาล ขังเราไว้กับเสียงร้องไห้ของเราเอง…… เปิดประตูเข้ามาเลยไอ้หนู อ้อขอโทษทีนะฉันเปิดได้แค่นี้นี่ เอาเถอะนายคงอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าอะไรอยู่หลังประตูนี่นะ เข้ามาสิเข้ามาใกล้ ๆ อย่างนั้น ค่อย ๆ แนบตาของนายเข้ามาสิ มองเข้ามาและพิสูจน์ หึ หึ หึ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกน่า……. แค่บางทีนายอาจจะอยากมาดินเนอร์ข้างในนี่กับเราแล้วฉันจะได้เปิดตัวฉันออกเต็ม ๆ นายจะได้มาดินเนอร์กับเรา ในความมืดนี่ ตลอดกาล ตลอดกาล….. นายจะสนุกแน่ฉันรับรอง …….

    จากผู้แต่ง แปลกดีสำหรับเรื่องนี้ อยู่ ๆ ผมก็ปิ้งขึ้นมาซะเฉย ๆ ว่าถ้ามีประตูซักบานหนึ่งซึ่งเปิดอยู่เสมอแต่เปิดได้แค่นิดเดียว ไม่พอจะให้รู้ว่าอะไรอยู่ข้างหลังมัน มันจะเป็นยังไง โครงของเรื่องส่วนใหญ่ก็มาจากความรู้สึกลึก ๆ ที่พอนึกจริง ๆ ก็จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนเรียนอยู่ประถมที่โรงเรียนก็มีประตูคล้าย ๆ อย่างนี้อยู่ แต่เป็นประตูที่ไม่เคยเปิด เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่เด็ก ๆ ว่าอะไรอยู่หลังประตูบานนั้น บ้างก็ว่าเป็นห้องที่มีโลงผีดูดเลือด บ้างก็ว่าเป็นประตูลับ อะไรสารพัดสุดที่เด็กจะนึกไปถึง หลายครั้งที่เดินผ่านประตูบานนั้นแล้วพยายามจะชะเง้อ พยายามมองลอดรอยแตกของประตูเข้าไปดูว่าอะไรอยู่ข้างหลังมัน แต่มันก็มืดเกินไปที่จะเห็น เหมือนในเรื่องที่แต่งเอาไว้มาก คนเราจะมองเห็นอะไรหลังประตูบานนี้ ประตูที่เปิดได้นิดเดียวให้เรามองเข้าไปในความมืด ผมว่าคนที่โต ๆ แล้วคงอ่านแล้วรู้สึกแปลก ๆ ว่าเรื่องมันไม่เห็นจะมีอะไรเลย ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ แต่ถ้าคุณลองกลับไปเป็นเด็ก ป.3 อย่างที่ผมพยายามเป็นขณะแต่ง ผมมองเห็นอะไรเยอะเลยจากช่องว่างเล็ก ๆ ของประตูบานนี้ เชื่อไหม ผมขนลุกหลายครั้งมาก เพราะรู้สึกว่าเจอเพื่อนเก่ามากมายที่หลุดจากหลุมฝังศพที่ถูกฝังเอาไว้นาน ขณะที่แต่งผมต้องเหลียวซ้ายแลขวา มองออกไปยังความมืดที่อยู่รอบตัวที่ไกลไปจากแสงโคม ผมไม่อยากจะไปห้องน้ำด้วยซ้ำ ตลกดีมีเพื่อนถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแบบไหน (แบบผมชอบแต่งเรื่องผีหรือเหนือธรรมชาติ) ก็บอกได้แค่ว่าอ่านดูแล้วตัดสินทีสิ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้อาจจะเป็นตลกร้ายสำหรับหลายคนเพราะผมว่าเขาอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ว่าผมอยากบอกอะไร นั่นสิ คุณบอกผมหน่อยสิผมอยากบอกอะไรคุณ

    Tags: ,

  • คนนั่งจัด ปุปผชาติ ก็คาดคิด ว่าพิชิต มันได้ ตามใจหวัง
    ความคิดนี้ ถูกดี แล้วหรือยัง มันจัดใคร เข้าให้มั่ง หยั่งคิดดู
    คิดดูเถิด พวกถนัด จัดมาลัย ลิงโลดใจ ว่าจัด ได้สวยหรู
    ใครจัดใคร แย่ไป ให้นึกดู อย่าหลงรู้ แต่ว่าตน จัดมาลัย
    ดูให้ดี พวกคน หลงดอกไม้ มันมัดท่าน ใจไข้ อยู่ไหวไหว
    ในทันที ที่คนจัด ดอกไม้ไป มันรวบใจ คนมัด ในบัดดล
    ดอกไม้จัด คนบ้าง อย่างภาพนี้ คือพวกที่ หลงมัน ทุกแห่งหน
    เด็กผู้ใหญ่ ไพร่ผู้ดี มีหรือจน ไม่เคยพ้น บุปผชาติ คาดมัดเอยฯ

    zen_19

    คนมีกิเลสหมายมั่นว่าเราเป็นผู้จัดการ, เราเป็นผู้บงการทุกสิ่ง, เราเป็นผู้กระทำให้ได้ตามใจเรา แต่ที่แท้คนกำลังถูกบงการจากกิเลสนั่นเอง ; จึงถูกกิเลสรัดรึงอยู่รอบด้าน.

    ส่วนผู้รู้ใช้ปัญญาเข้าจัดการกับทุกเรื่อง จึงเป็น “อิสระ” .

    Tags: ,