ผู้รจนา : ดาราราย
ในวันหนึ่งได้ใช้เวลาอันมีค่า นั่งทอดหุ่ยดูทีวี ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีสาระเท่าไหร่ ที่มีสาระสุดๆ เห็นจะเป็นรายการข่าวภาคค่ำ กดรีโมทไปมา เข้าช่องนี้ ข้ามช่องโน้น กระโดดมาช่องนั้น กดไปกดมาเจอรายการหนึ่ง เห็นเด็กสาวฝรั่งเต้นด๊อกแด็กร้องเพลงแสดงความสามารถอยู่ต่อหน้าฝรั่ง อีกกลุ่มหนึ่งยืนมองดูด้วยความสนใจ ภาพตัดไป .. เห็นพิธีกรหนุ่มมาดเข้ม ยืนบรรยายขยายความว่าเป็นรายการสารคดีต่างแดน ในสัปดาห์นี้ขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความใฝ่ฝัน และมุ่งมั่นอยากจะเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ของประเทศออสเตรเลีย
ในรายการสารคดีรายการนั้นก็ตัดภาพกิจกรรมต่างๆ ของเด็กสาวเหล่านั้นสลับไปกับการสัมภาษณ์และเบื้องหลังของการถ่ายทำและลักษณะของกิจกรรมดังกล่าวไปมา สรุปพอจะเล่าให้ฟังได้เพื่อความเข้าใจว่า รายการอันนี้เกิดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย ชื่อรายการว่า Popstar โดยผู้จัดรายการซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นบริษัทแมวมองหาคนมาปันให้เป็นซุปเปอร์สตาร์ (ถ้าจะเปรียบเทียบกับเมืองไทย ก็น่าจะเป็นแกรมมี่, อาร์เอส หรือคุณพจน์ อานนท์ อะไรเทือกๆนั้นแหละ) โดยบริษัทนี้ได้ประกาศรับสมัครสตรีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยคุณสมบัติจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการร้องเพลง pop ได้ เพื่อนำมาคัดเลือกให้ได้คุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะปั้นให้เป็น Popstar ออสเตรเลีย
บริษัทนี้ได้รับความเชื่อถือว่าทำได้จริง เพราะมีผลงานที่ปรากฏว่าได้ปั้นสาว ๆ ทั้งวัยรุ่นและไม่รุ่นมาแล้วมากมายให้กลายเป็น Popstar ได้ ส่วนจะเป็นใครที่ดัง ๆ อยู่ในตอนนี้นั้นเขาไม่ได้เอ่ยถึง แต่เอาเถอะว่าบริษัทนี้เขามีเครดิตในการปล้ำ เอ้ย! ปั้นนักร้องสาวๆ เซ็กซี่มาแล้วไม่น้อยก็แล้วกัน
พิธีกร มาดเข้มของเราซึ่งเป็นหนุ่มมาดเข้มที่ไปเอารายการของฝรั่งมาฉายให้เราดูเขา ก็อธิบายว่า ที่เอามาให้ดูกันี่ก็เพราะว่า อยากจะให้ผู้ชมเห็นว่าการจะได้เป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ของฝรั่งนั้นไม่ใช่ เป็นกันได้ง่าย ๆ นอกจากจะร้องเพลงเป็นแล้ว ต้องมีน้ำเสียงมีพลังในการร้องและแสดงออกเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น บุคลิกหน้าตาก็ต้องดูดีเหมาะสม การแสดงเป็นเยี่ยมด้วยจึงจะเป็นได้ เพราะเขามีกติกาว่า ผู้สมัครคนหนึ่งๆ จะต้องมาร้องเพลงแสดงท่าทางให้เหล่ากรรมการดูว่า เธอเหล่านั้นเจ๋งแค่ใหน โดยแต่ละคนต้องมายืนร้องเพลงประโยคสั้น ๆ พอได้ใจความ และแสดงความสามารถออกมาให้มากที่สุดต่อหน้าคณะกรรมการซึ่งมีอยู่ประมาณ 3-4 คนที่จัดว่าเป็นผู้มีสายตาอันเลิศในการพิจารณาแยกแยะ และมีประสบการณ์อันช่ำชองว่าเธอผู้ใดร้องเพลงและแสดงออกเป็นที่เข้าตาตนเอง บ้าง
พิธีกรไทยของเราก็เน้นย้ำว่าเป็นเพราะพลังของความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นอันแรงกล้านี้เองที่ผลักดันพวกเธอ (เหล่าสาว ๆ ผู้สมัคร) ให้มาสมัครประกวดและต้องแสดงออกถึงความสามารถของเธอให้ดีที่สุด จึงจะมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือก แต่เมื่อได้รับคัดเลือกแล้วก็ไม่เสมอไปว่าเธอจะดังได้จริง ๆ ถ้าผลงานที่ออกสู่สาธารณะชนแล้วไม่เป็นที่พึงใจของประชาชน เห็นไหมล่ะว่ามันยาก ผมเองนึก ๆ ไปก็ไม่รู้ว่ากระแนะกระแหนศิลปิล( ออกเสียงเป็น ศิล-ละ ปิล.ล ไม่ได้พิมพ์ผิด) วัยรุ่นของไทยเราหรือเปล่า ที่จะออกเทปดูง่ายเสียเหลือเกิน ขอให้รูปหล่อรูปสวยเป็นใช้ได้ เสียงร้องเพลงจะเป็นยังไงช่างมัน เปิดเพลงอัดกรอกหูมันทุก ๆ วันเดี๋ยวก็ดังเองแหละ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ดูฝรั่งเขาซี๊ .. ของเขาไม่ใช่เป็นกันได้ง่าย ๆ นา จาบอกให้
ดูรายการต่อไป เห็นภาพที่ฉายออกมาว่าเป็นภาพเด็กสาว ๆ เสียส่วนมากมานั่งรอที่หน้าประตูสำนักงานที่เปิดรับสมัครกันหลายร้อยคน แต่ละคนแต่งตัวเซ็กซี่ตามวัย พยายามแสดงความสามารถของตัวเองกันสุดฤทธิ์ เต้นยักย้ายส่ายสะโพกให้ได้ดูกวนอารมณ์ให้ฟุ้งได้เป็นดีที่สุด และพยายามโชว์พลังเสียงร้องของตัวเองกันอย่างสุดเดช ซึ่งสไตล์ที่ร้องก็มาแนว ๆ เพลงพ็อพฝรั่งที่ได้ยินกันจนเจนหูทุกวันนี้แหละ อย่างเพลงของสไปร์ซเกิลล์, ซีลีน ดีออน, บริทนีย์ สเปียร์ อะไรเทือก ๆ นี้แหละ แล้วก็มีคนทำรายการของฝรั่งเดินสัมภาษณ์สาว ๆ นางนู้นนางนี้ รวม ๆ แล้วได้ใจความว่า หนูอยากเป็นนักร้องค่ะ หนูอยากเป็นซุปเปอร์สตาร์อย่างมาดอนน่าค่ะ หนูอยากดังค่ะ ดังแล้วก็มีชื่อเสียงด้วย รวยด้วยค่ะ ดังแล้วใคร ๆ ก็จะมาสนใจ อยากมาดูอยากมารุมล้อม อะไรเทือก ๆ นี้แหละค่ะ เอ้ย! ครับ เป็นคนเดินดินกินข้าวแกงข้างทางมันไม่เท่หรอกค่ะ (อันหลังนี่หนูคนเขียนเติมเองฮ่ะ) เอาเป็นว่าคุณเธอทั้งหลายอยากเป็นซุปเปอร์สตาร์ก็แล้วกัน
ดู ๆ ไปแล้วรายการประเภทประกวดคนอยากดังใช่ว่าจะมีแต่ในออสเตรเลียเท่านั้น ในจีน ในญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป อเมริกา และแม้แต่บ้านเราเองก็มีเหมือน ๆ กัน ก็ไอ้รายการประกวดนู่นประกวดนี่ทั้งหลายนี่แหละ ที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นการประกวดนางงามจักรวาล เพราะประกวดกันทั่วโลก มีประเทศทั่วโลกบ้าจี้ส่งประกวดกันเป็นร้อย ๆ ประเทศ ของไทยก็เอากับเขาด้วย เคยยื้อแย่งตำแหน่งมาได้สองครั้งด้วยแน่ะ นี่ก็เป็นเพราะอิทธิพลของคำว่า “โลกาภิวัตน์” นั่นเอง แล้วก็คงไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดว่าไอ้โลกาภิวัฒน์นี่มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง เอาเป็นว่าตอนนี้มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว และกำลังครอบงำอะไรบางอย่างของคนทั้งโลกไปเสียแล้ว เอาไว้ตอนหลังจะว่าให้ฟังว่าโลกาภิวัฒน์ได้ครอบงำอะไร .. ? ของเรา
ผู้อ่านบางท่านอาจนึกหมั่นไส้ผู้เขียนก็ได้ว่า การประกวดมันเสียหายตรงไหน มันทำให้คนกล้าแสดงออกและมีความเชื่อมั่น การมีความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นมันผิดหรือเสียหายตรงไหน เขียนเหน็บมาซะยืดยาว แล้วตัวเองล่ะมีดีอะไร ถึงมาวิจารณ์คนอื่นแบบนี้
ตัวผู้เขียนเองก็กำลังจะเข้าประเด็นในการสื่อสารของผมเดี๋ยวนี้แหละ ที่เขียนมาก่อนหน้านี้ ก็เล่าให้ฟังว่าผมเห็นอะไรและคิดอะไรได้ จึงอยากจะสื่อสารกับท่านผู้อ่าน
ประเด็นแรก คือความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่น
พิธีกร ไทยมาดเข้ม เขาก็เน้นย้ำหนักหนาอีกว่า เด็กสาวเหล่านั้นจะได้รับคัดเลือกได้เป็นเพราะพวกเธอนั้นมีความใฝ่ฝันเป็น อย่างยิ่งและมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะพรีเซนต์ตัวเองว่าเธอมีความสามารถนะ คุณกรรมการคะเลือกฉันเถอะฉันเหมาะสม (แววตาของเธอบอกอย่างนั้น ผมเห็น) ก็ไม่ต่างอะไรกับการประกวดนางงาม โชว์หน้าตาโชว์สัดส่วน กรรมการขาหนูขาวไหมคะ หนูหุ่นดีเซ็กซี่นะคะ ดูบุคลิกหนูสิคะงามสง่าไหมคะ หนูตอบคำถามแล้วเห็นไหมคะว่าหนูฉลาด หรือแม้แต่การประกวดสุนัขน่ารักสุขภาพดี หมามันก็วิ่งด๊อกด๊อกไปตามแรงจูงของเจ้าของหมา กรรมการก็ดูอื้อฮือ อ้าฮา ดูหมามันนั่งสองขา เอาขาหน้าไหว้หวัดดีประหลก ๆ แล้วก็ให้คะแนนกันไป อันนี้ก็ไม่ทราบได้เหมือนกันว่าหมามันมีความมุ่งมั่นหรือเปล่า ในใจมันคงคิดแต่ว่า เออทำ ๆ มัน ๆ เหอะเดี๋ยวก็ได้กินเพลดดีกรีห่อใหญ่แถมด้วยกระดูกไก่ของจริงอย่างดีอีกหนึ่ง ท่อนหรือหลายท่อนเป็นแน่
ฝ่าย นักร้องหรือนางงาม เจ้าหล่อนคงตั้งความหวังว่า ถ้าชั้นได้เป็นซุปเปอร์สตาร์หรือนางงามจักรวาลแล้วอย่างแรกเลยฉันก็ได้ รางวัลเป็นเงินเท่านั้นเท่านี้ ได้รถสปอร์ตคันงาม อย่างที่สองก็ดัง มีคนรู้จักกันทั้งเมืองทั่วโลก มีคนมาหุ้มรุมล้อมขอลายเซ็น เปิดคอนเสริต์คนก็แย่งกันมาดู เป็นนางงามเดินไปไหนคนก็อยากมายลโฉม อย่างที่สาม ฉันก็อาจจะได้เป็นดารา แสดงภาพยนตร์ ยิ่งดังหนักเข้าไปใหญ่ อย่างที่สี่ เมื่อได้อะไรต่าง ๆ มากมายแล้วก็รวยสิคะ รวยแน่ ๆ อย่างที่ห้า เมื่อสวยเมื่อรวยเมื่อดังแล้ว อะไรอื่น ๆ ก็จะตามมาอีกเยอะแยะ โอกาสก็ดีกว่าคนอื่น จะหยิบจะจับทำการงานอะไรก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นมากมายประการใด ใช่ไหมคะ
ก็ใช่ล่ะครับ ไม่ใช่เพียงแต่ผู้หญิงนะครับที่อยากดัง อยากแสดงความสามารถ ผู้ชายก็เป็น ก็อยาก ผมเองก็อยากเป็น (แต่รู้ตัวว่าเป็นไม่ได้ แฮ่ ๆ) ประกวดชายงาม ชายเสียงดี เล่นดนตรีไพเราะก็เยอะแยะ รวม ๆ แล้วคนเราก็อยากเด่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเด่นกว่าคนอื่น กินดีอยู่ดีกว่าคนอื่น ๆ หล่อและสวยกว่าคนอื่น ๆ ได้เหรียญทองมากกว่าคนอื่น มียศสูงกว่าคนอื่น หรือคนอื่น ๆ เขามีเขาเป็นเขาได้ ก็อยากจะมีจะเป็นจะได้อย่างเขาเหล่านั้นบ้าง รุ่นนี้ไปรุ่นใหม่ก็ตามมา รุ่นนี้แก่ไป รุ่นใหม่สาวกว่าก็ตามมา อีอย่างนี้ภาษาบ้านเรารวม ๆ ทั้งหมดนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ ถ้านึกไม่ออกจะบอกให้ ก็ . . กิเลส ยังไงล่ะครับ
อันกิเลสนี้หอมหวนเย้ายวนหนักหนา
อันกิเลสนี้ชี้นำให้ทำมา
อันกิเลสนี้ก็ชักมาพาให้ทำ
ใช่แล้วครับ เพราะกิเลสต่าง ๆ ร้อยแปดพันประการของคนทุกคนนี่แหละครับ ที่ทำให้สาว ๆ เสียงดี ก็ใฝ่ฝันและมุ่งมั่นปรารถนาจะโด่งดัง สาว ๆ หุ่นดีรูปงามก็ใฝ่ฝันและมุ่งมั่นจะเป็นนางงาม นักกีฬาก็ใฝ่ฝันมุ่งมั่นที่จะได้เหรียญทอง ได้เป็นแชมป์โลก นักวาดรูปต๊อกต๋อยก็อยากเป็นศิลปิลล์ใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ก็อยากได้โนเบลไพร์ส พลตำรวจพลทหารก็อยากจะเป็นนายพันนายพล สามล้อถีบก็อยากจะถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่งบ้าง ทั้งหลายเหล่านี้ถ้าพวกเขาอยากมีอยากได้อยากเป็น พวกเขาย่อมต้องมีความมุ่งมั่น และความใฝ่ฝันด้วยกันทั้งนั้น แต่ตอนนี้ผมอยากจะฉายสารคดีตามแบบฉบับของผมบ้าง เพื่อแสดงให้ท่านเห็นว่ายังมีความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นอีกแบบหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ท่านได้รับรู้ไปเมื่อข้างต้น และเป็นความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่ระดับมหาจักรวาลเลยที่เดียว ขอเชิญท่านสะดับทัศนาสารคดีฉบับของผมดังต่อไปนี้
เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเมื่ออดีตกาลนับได้ 2594 ปีก่อน มีชายผู้หนึ่งเกิดมาในตระกูลดีเป็นที่สุดของประเทศแล้ว บิดาของเขาเป็นถึงพระมหากษัตริย์ของเมืองนั้นแคว้นนั้น แต่เขาก็หาได้ยินดีในสิ่งที่เขาเป็นเขาได้ไม่ เขามีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการแสวงหาอยู่ในใจ มันเป็นความใฝ่ฝันอันแรงกล้ามานานมากแล้วที่จะได้พบกับสิ่งที่เขาต้องการ แสวงหาและรอคอยมาหลายร้อยหลายพันชาติ เขาเบื่อสิ่งที่อยู่รอบข้างที่เขาเห็นว่าหาได้มีความจีรังยั่งยืนไม่ ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดา อาคารห้องหับอันใหญ่โตโอ่อ่าตระการตา นางกำนัล นางสนม การร้องรำดีดสีตีเป่า วัน ๆ มีแต่การเสพสุข เสพจนเบื่อหน่าย ขณะเดียวกันเมื่อออกไปนอกบ้านเขาก็พบว่ายังมีคนอดโซ คนจน คนอดอยากอัถดัตขัดสนอยู่เป็นอันมาก มีคนเป็นโรคเรื้อน เจ็บป่วยนอนอยู่ข้างถนน มีคนแก่ไร้ลูกหลานดูแลเดินอยู่เต็มถนน ไม่นานคนแก่และคนหนุ่มก็เจ็บป่วยล้มตายกันไปตาม ๆ กัน ตายไปแล้วก็เอาไปเผาบ้าง เอาไปฝังบ้าง เอาไปทิ้งให้แร้งกากินบ้าง เป็นที่น่าหดหู่สมเพชยิ่งนัก ครั้นเมื่อกลับมาบ้านคนใกล้ชิดก็มีแต่เสพกามเสวยสุขไปวัน ๆ ไม่สนใจใยดีใคร บางคนก็เกิด ก็แก่ ก็เจ็บป่วย และตายไปเหมือน ๆ กับคนข้างนอกนั่น เขาได้คิดคำนึงว่าในไม่ช้าวันหนึ่งเขาก็ต้องประสบกับความเสื่อมสลายไปดัง เช่นคนอื่น ๆ เหมือน ๆ กัน บิดาของเขาในตอนนี้ก็แก่ชราแล้วเหมือนกัน ในใจเขาครุ่นคิดแต่ว่าสิ่งที่เขาใฝ่ฝันปรารถนาจะได้พบได้เห็นก็คือ สัจธรรม
วันหนึ่งในคืนพระจันทร์เต็มดวง เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไป ทิ้งบ้านเมืองญาติพี่น้อง สมบัติทั้งหลาย ในใจเขามีแต่ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาโมข์กธรรมเพีงประการเดียวเท่านั้น เพื่อที่เขาสามารถได้รู้แจ้งและหาทางพ้นไปจากความทุกข์อันเป็นชาติชรามรณะไปให้จงได้ เมื่อออกจากบ้าน เขาได้ร่ำเรียนวิชาการที่คิดว่าจะตอบคำถามที่มีอยู่ในใจได้กับอาจารย์ทางวิญญาน ที่เป็นเลิศที่สุดในแผ่นดินสมัยนั้นถึงสองคน แต่เมื่อเรียนจบได้วิชาเหล่านั้นแล้ว เขาก็ยังไม่พบคำตอบที่ตนเองต้องการ เขาจึงตัดสินในเด็ดเดี่ยวที่จะมุ่งมั่นแสวงหาหนทางและวิธีของตนเองต่อไป เขาต้องลองผิดลองถูกอยู่นานหลายปี แต่เขาก็ยังไม่พบทางอันเลิศ แม้ต้องทรมานตนจนอดผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นก็หาได้เสื่อมคลายลงไม่ จนกระทั่งหมดเรี่ยวแรงจวนเจียนถึงความตายนั่นเอง มีหญิงสาวนางหนึ่งนำน้ำนมมาป้อนใส่ปากด้วยความสงสารและเอื้ออาทรอย่างยิ่ง ในขณะที่เขาหมดสติไป เมื่อได้รับน้ำนมแล้ว สติของเขาก็กลับมาตั้งมั่น แล้วรับรู้ได้ว่า วิถีทางอันเดิมที่เคยทำมานั้นมันผิดพลาดและหาใช่ทางที่แท้จริงไม่ เขาได้ลุกขึ้นมาแสวงหาหนทางของตนเองใหม่ที่เขาพบด้วยตนเอง จึงทำให้เขาได้ทราบคำตอบที่ค้างคาใจมานานแสนนาน เขาปิติสุขเป็นอย่างยิ่งในชีวิตและเข้าใจความหมายของชีวิตอย่างหมดจด และเที่ยงแท้ บัดนั้นพระพุทธะอันประเสริฐจึงได้อุบัติขึ้นแต่บัดนั้น
แต่กระนั้นเองพระพุทธองค์ทรงพิจารณาว่าอันสิ่งที่พระองค์ได้รู้ได้ด้วยตนเอง แล้วนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครในยุคนั้นได้รู้มาก่อน แล้วพระธรรมที่ทรงรู้นั้นเป็นสิ่งที่เหนือโลกเหนือกาลเวลา ถ้านำไปบอกแก่ใคร เขาอาจจะไม่เชื่อ พระองค์ทรงใช้เวลาพิจารณาอยู่นานหลายสัปดาห์ถึงเรื่องราวที่ผ่านมาและ อนาคตกาลภายหน้า ด้วยความรักและความอาทรต่อโลกและสรรพสัตว์เป็นอย่างยิ่ง พระองค์จึงมีความมุ่งมั่นอันใหม่ที่จะประกาศสัจธรรมที่ได้ค้นพบและได้รู้ให้ แก่มวลชน ๆ ได้ทราบและปฏิบัติตาม นั่นก็คือ อริยสัจ 4 ประการ คือความทุกข์, เหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด, ความดับทุกข์ได้ ,และวิถีทางที่จะทำให้ทุกข์นั้นหมดไปอย่างสิ้นเชิง
พระองค์ใช้เวลาอีก 45 ปีในครึ่งหลังของชีวิตทั้งหมดในการเผยแพร่สัจธรรมและคำสั่งสอน มีผู้คนเป็นจำนวนมากมายเชื่อฟังและปฏิบัติตามจนพ้นจากห้วงทุกข์ไปตาม ๆ กัน ระยะเวลา 45 ปี พระองค์มีแต่ความมุ่งมั่น จริงใจ จริงจัง ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ตามไปด้วย และด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นนั้น สิ่งที่พระองค์ได้บอกได้สอนสั่งก็ยังคงดำรงอยู่จนถึงบัดนี้ และมีผู้ปฏิบัติตามและรู้ตามพ้นทุกข์ตามไปเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วน
สารคดี ของผมก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ทีนี้ท่านคงทราบแล้วว่าไอ้เจ้าความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้นมันมีธรรมชาติ อันหนึ่งก็คือว่ามันต้องมีการใช้พลัง และพลังที่ว่านี่เป็นพลังอะไรล่ะครับ เราอาจจะเรียกว่าพลังใจ พลังผลักดันอันหนึ่งให้เรามีกำลังที่จะลุกขึ้นมากระทำการใด ๆ ก็ตามเรียกว่าพลังแห่งความมุ่งมั่น ตั้งใจ พลังแห่งการยืนหยัดแสดงออกซึ่งความเป็นตัวเรา พลังอันจะแสดงศักยภาพของเราให้คนอื่นได้เห็น นั่นก็หมายถึงว่าความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้นมีที่มาจากพลังอันหนึ่ง ผลักดันพลังอีกอันหนึ่งให้แปรรูปเป็นสิ่งที่เราต้องการใช้มัน เช่นนักร้องก็ต้องฝึกต้องหัดร้องจนให้ได้ดี และก็ผลักดันพลังนั้นในการแสดงออกต่อหน้าคนอื่นให้เขาได้รับรู้ว่าเราร้อง เพลงเป็นอย่างไร อะไร ๆ มันก็จะสะท้อนออกมาจากการแสดงออกของเรา นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปิดบังได้และเป็นความจริงอย่างยิ่ง ในเมื่อทุก ๆ คนก็ต้องอาศัยพลังในการผลักดันเหมือนกันทุก ๆ คน แต่ผมก็ตั้งคำถามเปรียบเทียบไว้ในใจว่า แล้วพลังที่แต่ละคนฝึกแต่ละคนใช้ แต่ละคนแสดงออกมานั้น มันเป็นการแสดงพลังไปเพื่ออะไร ได้อะไร และเป็นประโยชน์กับใคร
แน่นอน เด็กสาวเหล่านั้นย่อมแสดงพลังไปเพื่อความสำเร็จของตัวเอง เพื่อจะได้สิ่งที่ตนเองคิดว่าจะได้ตาม ๆ มาอีก นี่เรียกว่าอะไร .. แสดงพลัง ใช้พลังเพื่อตัวเองได้ประโยชน์ แต่พลังอันเดียวกันนี้แหละ มีคน ๆ หนึ่งใช้ในการแสวงหาหนทางหลุดพ้น ทีแรกก็ทำเพื่อตัวเอง แต่เมื่อเขาได้แล้ว เขาก็นำมาแบ่งปัน ใช้พลังในการช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีกจำนวนมากมายให้พ้นทุกข์หลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด แถมพลังอันนั้นก็ยังคงอยู่ได้อีกถึงสองพันกว่าปีและจะยืนยงไปเรื่อย ๆ อีกจนครบห้าพันปี นี่จึงเรียกว่าแสดงพลังเพื่อมวลชน เพื่อสรรพสัตว์อันไม่มีประมาณ ไม่เป็นไปเพื่อตนเองแต่อย่างเดียว
สรุป ได้ง่าย ๆ ว่าความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้น มีเหมือนกันทุกคนนั่นแหละ แต่ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วหรือเปล่า ในกรณีของปุถุชนนั้น ความใฝ่ฝันอาจเจือปนและถูกผลักดันร่วมกันด้วยความทะยานอยากหรือที่เรียกว่า ความทะเยอทะยานด้วย ซึ่งความทะเยอทะยานนั้นก็ถูกผลักดันด้วยกิเลส ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น แล้วเมื่อได้ก็สมหวัง ไม่ได้ก็ผิดหวังเสียใจ เป็นทุกข์เพราะไม่ได้ดังใจหวัง หรืออาจได้สมหวังแต่ก็ไม่ได้เสียทุกอย่าง เมื่อได้แล้วมีแล้วแต่ก็ยังไม่เต็มมักจะพร่องอยู่เสมอ เมื่อพร่องแล้วก็ขวนขวายหาใหม่อีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต จิตก็กระเพื่อมฟู ๆ แฟบ ๆ จนไม่พบกับความสุขความสงบที่แท้จริงเลย
แต่ ถ้าความใฝ่ฝันมุ่งมั่นที่มีความผ่องแผ้วของจิตไม่มีความทะยานอยากที่จะได้จะ ครอบครอง จิตย่อมไม่เป็นกังวล จิตไม่ยึดติดกับอะไร จิตนี้จึงผ่องใส สงบ และสันติ จบเรื่องราวทุกอย่างที่ตัวเอง ดังนี้แล้วพลังนี้จึงบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่หาพลังอันใดจะยิ่งใหญ่มีคุณค่ามาก ไปกว่าพลังแห่งความสงบนี้เป็นไม่มี ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นของท่านเป็นเช่นใด เป็นไปเพื่อพอกพูนหรือขจัดทิ้งความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นอันใดกันเล่า ที่ทรงคุณค่าต่อโลกและจักรวาล
ในประเด็นที่สอง ภาพในสารคดีการประกวด Popstar นั้น สาว ๆ แต่ละคนต้องมาร้องเพลงและแสดงออกต่อหน้ากรรมการ 3-4 ท่านเรียงกันไปเป็นคน ๆ จนกระทั่งกรรมการก็มาตัดสินว่าใครผ่านไม่ผ่าน ใครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือก ในกรณีนี้ผมเห็นว่า นักร้องสาวจะสำเร็จได้เธอต้องมีกรรมการตัดสินก่อนว่าเธอได้ เธอจึงจะผ่านด่านไปและอาจจะได้สิ่งที่เธอคิดว่าจะได้ตาม ๆ มา แต่ในกรณีที่เราทำดีอยู่แล้ว มีดีในตัวเอง มันก็ไม่จำเป็นต้องมีใครมาตัดสินว่าผมทำดีหรือไม่ดี เพราะมันมีดีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และความดีนั้น ๆ ก็ให้ผลที่ดีตามมาโดยอาจจะปรากฏเป็นความปิติ ความสุขทางใจที่ใครก็ไม่อาจจะรู้ได้นอกจากตัวเราเอง เราสุขก็สุขที่เรา เราร้องเพลงดี ร้องเพลงเพราะ เราก็มีความสุขแล้วที่ได้ร้องเพลง แต่ถ้าต้องมีใครมาตัดสินว่าเราร้องดีหรือไม่ดี เราอาจจะสูญเสียความเชื่อมั่น ความมั่นใจ หรือเสียใจที่คนอื่น ๆ ไม่เห็นคุณค่าของเรา หรือเขาไม่เลือกเรา บางคนก็มาคิดว่าเราไม่ดีตรงไหน นี่เรียกว่าเราอยากทำตัวให้เป็นไปตามฟองน้ำลายคนอื่น เราไม่เป็นตัวของเราเอง เราจึงไม่มีความสุข ไม่มีความภูมิใจในตัวเรา นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงภาวะสองด้านของความจริงที่ว่า ของดีก็คือของดี ไม่ต้องตัดสิน ถ้าตัดสินก็ย่อมมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา ซึ่งในกรณีการประกวดร้องเพลง จริง ๆ แล้ว นักร้องคนนั้นก็เสียงดี ลีลาดีอยู่แล้ว แต่บังเอิญในสายตาของกรรมการนั้นเห็นว่าไม่เหมาะกับตลาด หรือไม่เหมาะกับช่วงเวลาหรือแผนงานของบริษัทของเขาก็เป็นได้ ถ้านักร้องเธอไม่เข้าใจตรงนี้ เธอก็คงเสียใจและก็คิดว่า เธอคงมีอะไรไม่ดี แต่ถ้าเธอเข้าใจเธอก็คงทำใจได้และก็คิดว่าเธอยังมีดีอยู่ เพียงแต่ไม่เหมาะสมกับเธอตอนนี้ ก็เท่านั้น
การตัดสินของใครคนใดก็ตามต่อสิ่งใด ๆ ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป ตราบใดที่จิตใจของผู้ตัดสินนั้นไม่ว่างเปล่าจากความสะอาดบริสุทธิ์ หรือว่างเปล่าจากตัณหาและอุปาทาน สิ่งที่ดีจริงแท้ไม่จำเป็นต้องตัดสิน สิ่งที่ดีจริงแท้ไม่ต้องรอการพิสูจน์.