• sarasarn_head4

    ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๘ ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๓

    คำปรารภ…

    สวัสดีเดือนพฤศจิกายน เดือนที่พวกเราชาวไทยจะได้มีประเพณีลอยกระทง ไม่ว่าจะใช้กระทงโฟมหรือกระทงวัสดุธรรมชาติ ยังไงเสีย พวกเราก็คงสนุกสนานกันได้โดยไม่เกี่ยงรูปแบบของกระทงหรอก เพราะมันไม่ใช่สาระสำคัญของประเพณีนี้มิใช่หรือ

    เดือนพฤศจิกายน เดือนที่ประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งตัวกระผมเองรู้สึกปลื้มปีติอย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกถึงผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลที่น่ายกย่องและน่าสดุดีอย่างยิ่ง ผลงานที่ว่านี้คือ “การยุบสภา”

    เดือนพฤศจิกายน เดือนที่ทำให้เราได้ยิ้มได้อย่างกว้างๆ ด้วยความรู้สึกยินใจยิ่งนัก…

    Tags: ,

  • “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง”

    เพลงนี้พวกเราคงเคยได้ยินกันบ้าง เพราะเป็นเพลงของเทศกาลวันลอยกระทง ซึ่งเมื่อได้ยินเพลงนี้เมื่อไร ย่อมหมายถึงว่าใกล้ถึงวันลอยกระทงแล้ว ซึ่งทำให้ทุกคนนึกถึงความสนุกสนานของการนำกระทงใบน้อยลอยตามแม่น้ำ และสังสรรค์กัน เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองไทยซึ่งสร้างความทึ่งให้กับนักท่องเที่ยว จนปัจจุบันตามโรงแรมต่าง ๆ มักบรรจุรายการนี้ในการต้อนรับแขกบ้านต่างเมือง ด้วยการให้แขกแต่งชุดไทยบ้าง ร้องรำตามทำนองเพลงไทย และลอยกระทงที่ข้างสระน้ำหรือริมแม่น้ำใกล้โรงแรมเป็นไฮไลท์ของรายการ

    ประเพณีลอยกระทงของไทยเราสืบสาวไปได้ไกลถึงสุโขทัย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรไทยในยุคหนึ่งที่มีความเจริญด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นที่เลี่ยงลือไปทั่วสารทิศ กล่าวกันว่านางนพมาศเป็นผู้ริเริ่มประเพณีนี้มา

    ใน สมัยเด็ก ๆ เชื่อว่าทุกคนคงเคยนำกระทงใบน้อยไปลอยในแม่น้ำลำคลอง หรือในตุ่มกันบ้าง เป็นภาพประทับใจในวัยเด็ก บางบ้านอาจจะเป็นการรวมญาติ และให้ลูกหลานตัวน้อย ๆ ได้เล่นสนุกสนานกับการลอยกระทง ส่วนผู้ใหญ่ก็จับกลุ่มคุยกัน แต่ถ้าเป็นหนุ่มสาวมักถือโอกาสนี้ชวนกันไปลอยกระทง ซึ่งเปรียบเสมือนการร่วมทำบุญกัน โดยนำกระทงลอยเคียงคู่กันในคูคลอง ซึ่งมีเป็นจำนวนมากในกรุงเทพ และในสมัยก่อนน้ำในคลองยังใสสะอาด นอกจากนี้อาจจะลอยในสระน้ำตามสวนสาธารณะ ซึ่งเมื่อก่อนเปิดให้คนเข้าไปลอยกระทง ก่อนที่จะปิดสวนในสมัยผู้ว่าจำลอง เนื่องจากทำให้ดอกไม้และหญ้าเสียหายจากการถูกเหยียบย่ำของคนจำนวนมาก และปัจจุบันก็ได้ทำการเปิดให้คนเข้าไปใช้ได้อีกในสมัยผู้ว่าสมัคร ซึ่งการใช้สวนสาธารณะกับประเพณีลอยกระทงก็กลายเป็นวิวาทะของคนเมืองหลวงได้ เช่นกัน และเชื่อว่าอนาคตก็คงอาจจะปิดสวนอีก เป็นเรื่องนโยบายที่เปลี่ยนไปตามผู้ว่ากรุงเทพและความเชื่อของแต่ละท่าน

    งาน ลอยกระทงมักจัดในเวลากลางคืน แต่การเตรียมงานอาจจะมีมาก่อนล่วงหน้าสองหรือสามวัน สมัยก่อนคนอาจจะทำกระทงเองด้วยใบไม้ใบตอง ด้วยการช่วยกันเย็บกระทงเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน นอกจากใช้วัสดุธรรมชาติ ปัจจุบันกระทงก็มีการนำโฟมและกระดาษสีมาใช้ ซึ่งเชื่อว่าครั้งหนึ่งในสมัยเรียนเราคงเคยประดิษฐ์กระทงด้วยวัสดุอย่างใด อย่างหนึ่ง และนำไปให้คุณครูให้คะแนนเป็นงานฝีมือ ก่อนนำกระทงที่ประกวดกันในหมู่เพื่อนฝูงไปลอยในตุ่มน้ำบ้าง หรือลำคลองบ้าง

    ประเพณีลอยกระทงยังถือว่าเป็นการบูชาพระแม่คงคา ดังนั้นจึงมักมีธูปเทียนติดไว้บนกระทง และปล่อยให้ลอยไปตามแม่น้ำลำคลอง เพื่อขอขมาพระแม่คงคา ที่ได้ใช้น้ำและบางครั้งทิ้งของเสียลงสู่แม่น้ำ ซึ่งสีสันของงานลอยกระทงเมืองไทยเรา สามารถสู้กับเทศกาลฮาโลวีนหรืออะไรของฝรั่งได้อย่างสบาย ขอเพียงแต่ว่าเราช่วยกันจรรโลง และบางครั้งต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ท้ายสุดอย่าได้ละเลยรากฐานที่มาของวัฒนธรรมที่งดงาม จนเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ฉาบฉวยเพื่อการขายเพียงอย่างเดียว.

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ช่วงหาเสียงผู้ว่ากทม. ได้ฟังไอเดียสุดบรรเจิดของผู้ว่าหนึ่งล้านเสียงแล้ว ชวนเคลิบเคลิ้มดียิ่งนัก ท่านหาเสียงทำนองว่าจะขยายความเจริญไปแถบชานเมืองซึ่งยังมีพื้นที่ว่างเปล่าเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาคารสงเคราะห์ ถนนหนทาง หรือสวนสัตว์ แง่หนึ่งฟังแล้วดูดี เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือความเจริญ แต่อีกแง่หนึ่งส้มจี๊ดรู้สึกวังเวงยังไงไม่รู้ เพราะพื้นที่ที่ท่านว่าส่วนใหญ่เป็นผืนนาไร่สวนของคนกลุ่มหนึ่ง . . .

    วันหนึ่งส้มจี๊ดไปแถวหนองจอก ยืนอยู่บนอาคารพาณิชย์หลังหนึ่งติดกับอาคารเป็นทุ่งนาเขียวขจีกว้างยาวสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศที่เงียบสงบ ชวนให้จิตใจแจ่มใส หวนคิดถึงเมื่อครั้งอดีตบุคคลที่เป็นคนขยันขันแข็ง จะต้องต่อสู้กับความทุรกันดาร จึงจะได้ผืนดินที่กว้างใหญ่มา ถือว่าเป็นคนที่ร่ำรวย แต่ช่วงพริบตาเดียวที่ดินที่กว้างใหญ่เหล่านี้กลับเปลี่ยนแปลงไปสู่ในเงื้อม มือของนายทุนหรือของรัฐด้วยการออกกฎหมายเวนคืน เปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาความเจริญให้กับประเทศ จ้างคนในท้องถิ่นมาเป็นลูกจ้างในโรงงาน รับค่าแรงรายวัน เสริมสร้าง GDP ถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลยทีเดียว แต่เผลอแผล๋บเดียว ที่ดินที่ตกอยู่ในกำมือของเศรษฐียุคใหม่ ก็เปลี่ยนไปอยู่ในกำมือของเศรษฐียุคโลกาภิวัฒน์ คือตกอยู่ในกำมือของบรรษัทข้ามชาติ ที่มีเทคโนโลยีและระบบการสื่อสารที่ทันสมัยกว่าเรา นำระบบจัดการที่ทันสมัย จำพวก ISO หรือแฟรนไชส์ มาสวมทับการดำเนินธุรกิจของคนไทย เพราะระบบที่เป็นมาตราฐานเดียวกันนี้ ทำให้บรรษัทข้ามชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวก นี่แหละอนิจาของชีวิต ทุกอย่างล้วนไม่จีรังเป็นสัจจธรรมที่แท้จริง

    ท่านผู้อ่านฟังส้มจี๊ดบ่นแล้วอย่าเพิ่งเบื่อนะเจ้าค่ะ เพราะส้มจี๊ดพยายามที่จะเชื่อมให้เห็นว่าบางครั้งเรานึกแค่ความเจริญ จนขาดความสมดุลย์ของชีวิต นั่นก็คือคุณภาพของชีวิตที่ประกอบด้วยจริยะธรรม สังคมที่ผูกพัน และวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่มีค่าในแง่ GDP แต่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศที่จะช่วยให้เราอยู่อย่างไท จินตนาการอันสุดพริ้งนี้เจ้าค่ะ เกิดแวบเดียวเมื่อมองที่นาของหนองจอก มันอะไรจะขนาดนั้น !

    หัวใจของบทความนี้คือความพอเพียง จริงอยู่เราคงปฏิเสธกระแสโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็มีสิทธิเลือกรับสิ่งที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของสังคม เรา บางครั้งการที่ทำอะไรจนเฟ้อไป มันส่งผลในแง่ลบกลับมา ยกตัวอย่างเรื่องที่กำลังอยู่ในช่วงเทศกาลก็คือกระทง จริง ๆ แล้วประเพณีการลอยกระทงเป็นวัฒนธรรมที่งดงามของสังคมไทย ที่ต้องการบูชาเจ้าแม่คงคา เนื่องจากการใช้น้ำมาตลอดปี แต่พอถูกแปรเข้ามาเป็นการบริโภค การลอยกระทงไม่ใช่แค่วัฒนธรรม แต่เป็นการสนุก เป็นการขายกระทง ดังนั้นผลของกระทงโฟมหรือวัสดุธรรมชาติล้วนส่งผลเสียของสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโฟมที่ทำลายได้ยาก แต่เก็บได้ง่าย เพราะไม่จมน้ำ ขณะเดียวกันวัสดุธรรมชาติที่จมน้ำได้ ก็เป็นการทำให้น้ำเสีย เหล่านี้เพราะเราก้าวเลยความพอดีไป จนเปลี่ยนประเด็นมาทะเลาะกันแค่โฟมหรือวัสดุธรรมชาติอย่างไหนส่งผลเสียต่อ สภาพแวดล้อมมากกว่ากัน นี่หละผลของความไม่พอดี และเกิดความไม่พอใจในที่สุด.

    Tags: , ,

  • หลังจากเปิดเทอมๆ ที่สองแล้ว ดูลูกชายผมรู้สึกเหงาๆ ซึมๆ บางครั้งก็จะขี้อ้อน ทำตัวเหมือนไม่ได้เจอพ่อแม่มาหลายวัน ทั้งๆ ที่ก็เจอกันทุกวัน แล้วก็เล่นกัน พากันไปเที่ยวแทบทุกอาทิตย์ มันเกิดอะไรขึ้น น่าสงสัยจริงๆ

    ผมเองรู้สึกรำคาญเขาพอสมควรทีเดียวในช่วงนี้ เพราะความขึ้อ้อน ขี้งอแงเป็นพิเศษของเขา บางครั้งทำเอาอารมณ์เสียไปเลย คิดดูสิครับ บางครั้ง แค่เดินอีก 3 ก้าวก็ถึงที่หมาย เขายังบอกว่าให้อุ้มไปส่งหน่อย ผมเองก็ถือของอยู่เต็มมือเต็มไม้อยู่แล้ว บอกเขาว่า อุ้มไม่ได้แล้ว ไม่มีมือจะอุ้มแล้ว อธิบายให้เขาเข้าใจ ซึงปกติเขาก็จะเข้าใจโดยดี แต่หลังๆ นี้ ไม่มีเลย บางครั้งบอกว่า “ยังเดินไม่เป็น” “เพิ่งหัดเดิน” “ไม่มีขา เดินไม่ได้” อะไรทำนองนั้น เรียกว่า น่าเตะ เป็นที่สุด (ลูกก็ลูกเหอะ)

    ผมรู้สึกหงุดหงิดกับการกระทำของเขาอยู่สองสามวัน ก็พอดีได้คุยกับภรรยาผม ก็เลยถึงบางอ้อ เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพราะครอบครัวผมกำลังจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกคน นั่นก็คือ เจ้าลูกชายหัวแก้วของผม จะมีน้องเพิ่มอีกคน จากที่มีอยู่แล้วหนึ่งคน แล้วโดยความ sensitive ของเจ้าลูกชายหัวแหวนของผมนี้เอง ทำให้เขาเป็นแบบนี้ คล้ายๆ กับว่าเด็กจะมี sense หรือสัมผัสพิเศษ ที่จะรับรู้เรื่องนี้

    ภรรยาผมบอกว่า เจ้าลูกชายหัวแก้วของผมคนนี้ เคยเป็นแบบนี้ครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่มีน้องคนแรก ช่วงนั้นผมคงไม่ได้สังเกตุ อาจเป็นเขายังเด็กกว่านี้มาก เลยคิดว่า อ้อนแบบเด็กๆ ทั่วไป แต่พอมาช่วงนี้ เขาโตขึ้น ผมเลยคิดว่า เขาไม่น่าต้องมากอ้อนอะไรมาก ไม่เคยมีพัฒนาการถดถอยเป็นเหมือนเด็กๆ อีก โดยปกติแล้ว คำพูดคำจาเขาจะแสดงออกถึงความฉลาดเฉลียว รู้จักหาเหตุผลประกอบคำพูดของเขาเสมอ

    เมื่อรู้อย่างนี้ ความรู้สึกรำคาญใจก็หดหายไป กลับกลายเป็นความสงสาร ความเห็นใจมากกว่า เขาเองคงรู้สึกเหมือนจะถูกแย่งความรักอีกแล้ว จะต้องมีเจ้าตัวเล็กๆ เดินไม่ได้ พูดไม่เป็น เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว มาเรียกร้องความรัก ความสนใจของพ่อแม่ไปจากเขาอีกครั้ง น่าสงสารจริงๆ เจ้าลูกชาย

    ทุกวันนี้ ผมเองต้องพยายามเอาใจใส่เขามากขึ้นไปอีก พยายามพูดถึงน้องที่เขายังมองไม่เห็นให้เขาฟังมากๆ โดยพูดให้เขารู้สึกมีทัศนคติที่ดี มีความรักความห่วงใย และที่สำคัญภาระการเป็นพี่คนโตของเขา แม้เขายังเด็กอยู่ก็ตาม ผมก็ยังเชื่อว่า เขาสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ และเขาจะทำหน้าที่พี่ชายที่แสนดีให้กับน้องๆ เขาได้เป็นอย่างดี…

    Tags: , ,

  • สวัสดีครับแฟนเสพอักษรทุกท่านมีปัญหามาทายครับ ต่อไปนี้ข้อไหนเป็น คอร์รัปชั่น , คอมมิสชั่น , คอนเน็คชั่น

    1. อดีตรองนายกของประเทศหนึ่ง แจ้งทรัพย์สินไม่ครบในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่าต้องแจ้งให้ชัดเจน
    2. น้องนักการเมืองท่านหนึ่ง ชนะการประมูลก่อสร้างที่ทำการสหกรณ์ซึ่งนำงบ ส.ส.ของพี่ชายผู้เป็น ส.ส.ในจังหวัดนั้นไปจัดตั้งสหกรณ
    3. บิ๊กทหารของประเทศด้อยในทุก ๆ ทางประเทศหนึ่ง ได้รับเงินก้นถุงหลายร้อยล้าน จากบริษัทค้าอาวุธสงครามซึ่งขายอาวุธให้กับประเทศด้อยในทุก ๆ ทางประเทศนั้น
    4. รัฐมนตรีกระทรวงมือถือ อนุมัติโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ใหม่ มูลค่าโครงการ 5,400 ล้านบาทขอย้ำ 5,400 ล้านบาท ก่อนจะหมดวาระการบริหารประเทศไม่กี่เดือน ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นกับประชาชนในสภาวะการขณะนั้

    aksorn_18

    คำถามเหล่านี้ถ้าคุณต้องไปตอบใน รายการเกมเศรษฐี คุณอาจจะต้องใช้ ตัวช่วยเช่น ขอเปลี่ยนคำถาม ต้องช่วยให้คนทางบ้านตอบ หรือไม่ก็ขอตอบสองครั้ง แต่ที่หนักกว่านั้นคุณอาจจะถูกบีบคั้นให้ตอบเป็น คำตอบสุดท้าย ผมขอแนะนำให้คุณอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ แม้คุณจะไม่ได้เงินล้านจากการรู้คำตอบแต่คุณจะเพลิดเพลินกับการรู้เท่าทัน รู้จักวิเคราะห์ หรือเลยเถิดไปรู้จักที่จะปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมซึ่งเป็นของคุณด้วยเช่นกัน

    คู่มือทรราช เทคนิคในการคอร์รัปชั่น ปล้นชาติ ยึดประเทศ และทำลายคนดี ทั้งหมดเป็นชื่อหนังสือ และคำโปรย ผมว่าอ่านแล้วได้อารมณ์ดี หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมา แล้วก็ตั้งชื่อให้แค่สะใจเล่นๆ มันเหมาะสมจริงๆที่หนังสือมีชื่อเช่นนี้ และมีข้อความโปรยอย่างนี้ ผู้เขียนมีดีกรีเป็นถึง ด๊อกเตอร์ทางด้านเศรฐศาสตร์ แถมมีอาจารย์ ชัยอนันต์ สมุทรวณิช มาเขียนคำนิยมให้ก็ยิ่งเพิ่มความไม่ธรรมดาให้กับงานเขียนชิ้นนี้

    แบบเรียนวิชาทรราชวิทยา พิมพ์อยู่ในปกด้านใน เมื่ออ่านจบจึงรู้ว่าเป็นแบบเรียนให้กับผู้อ่านทุกคน ทำให้เรารู้เท่าทันรู้ว่าในทุกวงการมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ทำให้ฉุกคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เราควรมองข้าม เราเคยปล่อยให้มันผ่านไปเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเราไปติดต่อหน่วยงานไม่ว่าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งเอกชน เรามักซื้อความสะดวกด้วยการจ่ายใต้โต๊ะ มีสิ่งของกำนัลติดไม้ติดมือจนเกิดเป็นประเพณี อันนี้ผมว่าเราไปว่าใครไม่ได้เพราะพวกเราทำให้มันเกิดขึ้นมาเอง

    อาจารย์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช เขียนคำนิยมไว้ได้ตรงประเด็น และช่วยทำให้เห็นภาพของเรื่องราวรวม ๆ ในหนังสือเล่มนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจารย์เขียนไว้ว่า “ผมเห็นว่าหนังสือนี้จะเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญที่ สุดอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งสะท้อนสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยในยุคการเปลี่ยนผ่าน ที่การปล้นชาติกระทำได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ในนามของความชอบธรรมและเพื่อสาธารณะประโยชน์ เป็นยุคที่อัปยศมากที่สุดยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติไทย”

    อาจจะกล่าวได้ว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ อาจหาญมากที่กล้าวิเคราะห์แล้วเขียนออกมาแบบฟันธง แต่ถึงแม้เนื้อหาจะหนักในเชิงวิชาการ แต่รูปแบบและสำนวนของตัวหนังสือ ทำให้หนังสือเล่มนี้เบาลงจนอ่านง่าย ผู้เขียนจัดลำดับเนื้อเรื่อง วิเคราะห์แบบตรรกศาสตร์ง่ายๆ ที่ใครเมื่ออ่านก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่ออ่านจนจบก็รู้สึกใจหายที่เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดจริง ๆ แล้วมันอยู่ใกล้ตัวเรามาก เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่ดูดายมันเอง

    คู่มือทรราช วางเนื้อหาเป็นสามส่วน คือ 1 ภาคทฤษฎี 2 แนวทางปฏิบัติ 3 แบบฝึกหัด ผู้อ่านควรจะอ่านตามลำดับ เพราะเนื้อหาได้กล่าวที่มาที่ไป ตั้งแต่การสร้างฐานอำนาจ เริ่มเข้าไปครอบครอง จนถึงการเข้าไปจัดการ ใครได้อ่านจนจบจากนี้ผมเชื่อว่า เราจะรับข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องการโกงกิน ปล้นชาติ ได้อย่างมีรสมีชาด เพราะเราจะวิเคราะห์เป็น นอกจากพวกคนเหล่านั้นจะหาวิธีการที่มันแยบคายมากขึ้น

    ผมไม่รู้จะบอกอย่างไรดี เป็นอันว่าผมแนะนำให้ไปหามาอ่านกันดีกว่า เอาหนังสือดี ๆ อย่างนี้ไปไว้ในชั้นหนังสืออีกสักเล่มจะเป็นอะไรไปใช่ไหมครับ

    “นักอ่านใส้แห้ง”

    Tags: ,

  • Eat Am Are 25.11.2000 No Comments

    โดย พาฝัน

    เคยสังเกตไหมว่า มีอาหารบางจานเป็นอาหารจานบังคับที่จะทำกินคนเดียวไม่ได้เด็ด ๆ ด้วยเหตุผลจะด้วยทั้งขนาด ปริมาณของอาหารแล้ว ยังเป็นเรื่องของขั้นตอนการเตรียมและกรรมวิธีในการปรุง อาหารที่ว่านี้ยังเป็นอาหารที่กินคนเดียวแล้วรสชาติกร่อยสนิทอีกต่างหาก

    เมี่ยงคำ เป็นอาหารที่แวบเข้ามาในความคิดก่อนใคร จำได้ว่า เมื่อตอนเด็ก ๆ เวลาที่บ้านเราจะทำเมี่ยงคำกินกันสักทีหนึ่งนั้น เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน เราต้องนับถอยหลังไปสักหนึ่งวัน เริ่มตั้งแต่คัดมะพร้าวแก่จัด เนื้อหนา นำมากะเทาะเอากะลาแข็ง ๆ ออก แล้วนำมาไสจนเป็นแผ่นบาง ๆ ตามหน้าตัดของมะพร้าว ถึงตอนนี้ เด็ก ๆ อย่างเราก็จะมีหน้าที่จับเจ้าแผ่นมะพร้าวนี้มาเรียงซ้อนเป็นตั้ง ๆ รอให้ผู้ใหญ่ที่ชำนาญการมาหั่น มาซอยให้เป็นแท่งฝอย ละเอียดยิบ ยิ่งละเอียดเท่าไร ก็ถือว่ามีฝีมือมากเท่านั้นคนหั่นนั้นบางทีก็ไม่ใช่คนในบ้าน หากแต่เป็นเพื่อนบ้านที่แวะเวียนมาคุย ปากก็คุย มือก็ทำงานไปด้วย มือหั่นเมี่ยงคำจึงมีมากหน้าหลายตา คนโน้นไป คนนี้มา ครั้นพอหั่นเสร็จ ก็ต้องผึ่งมะพร้าวให้แห้งหมาด ๆ เวลาคั่วจะได้กรอบง่าย ค่อย ๆ คั่วด้วยไฟอ่อน ๆ แถมต้องใจเย็นด้วย รอจนมะพร้าวกรอบเป็นสีทองอร่ามเสมอกัน ปล่อยให้เย็น แล้วเก็บใส่โหลปิดฝาให้แน่น ตอนที่ทางหนึ่งกำลังคั่วมะพร้าว อีกทางหนึ่งอาจจะง่วนกับการปรุงน้ำเมี่ยง อันมีมะพร้าวคั่วตำละเอียด ผสมกับถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง ตะไคร้ ข่า ขิง หอมแดง ที่ทั้งหมดจะต้องโขลกให้ละเอียดละลายในน้ำตาลปีบ ปรุงรสด้วยเกลือป่น และเคี่ยวให้เหนียวข้น

    ถึงเวลากิน เราก็ต้องเชื้อเชิญผู้คนมาร่วมกินกัน ก็ญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงที่มาช่วยกันหั่นเมี่ยง เมื่อวานก่อนนั่นไง ล้อมวงกันเข้ามาเลย แต่ยังก่อนยังขาดเครื่องสดที่จะต้องมีคือ หอมแดงสด มะนาว ถั่วลิสงคั่ว ขิง พริกขี้หนูสด และใบเมี่ยงจะเป็นใบชะพลูหรือทองหลางตามแต่ชอบ เวลากินนี่แหละ เราจะเห็นว่าเมี่ยงคำเป็นมากกว่าอาหาร ผู้คนที่ล้อมรอบวงเมี่ยงคำก็จะคุยเรื่องสรรพเพเหระกันไปพลาง มือก็จับใบเมี่ยงซ้อนเป็นรูปกรวยเล็ก ๆ ค่อย ๆ บรรจงหยิบเครื่องใส่ทีละอย่าง ก่อนจะตามด้วยมะพร้าวคั่วและหยอดน้ำเมี่ยงในอันดับสุดท้าย ความมันจากใบทองหลาง และมะพร้าวคั่ว รวมทั้งความหอมของเครื่องสดทำให้บรรยากาศในวงสนทนาประกอบการกินเมี่ยงนั้นสนุกสนาน เพิ่มรสชาติอีกตั้งก่ายกองบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัยในวงเมี่ยง ผลัดกันหยิบ ผลัดกันหยอด ถ้ามีเด็ก ๆ ร่วมวงด้วย ก็จะเลือกใบทองหลางที่อ่อนเป็นพิเศษส่งให้ อีกทั้งได้รับการอนุโลมให้ใส่เฉพาะถั่วกับกุ้งแห้งได้ แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจถูกถลึงตาดุเอาได้

    ผู้ใหญ่ควรสอนให้รู้จักเผื่อแผ่และมีมารยาทในการรับประทานอาหารกับผู้อื่นมากกว่า นั่งคุยกันไป ถ้าไม่ค่อยสบอารมณ์ ไม่อยากคุยแล้ว ก็ไม่ต้องรีบลุกจากวงให้เสียมารยาท ทำเป็นเสห่อเมี่ยงคำเข้าปากไปเรื่อย ๆ ทำว่าปากไม่ว่าง ก็ช่วยได้เหมือนกัน หรือใครพูดมากชักรำคาญ เราก็แกล้งห่อเมี่ยงส่งให้ถี่ ๆ เข้า รับรองเงียบแน่

    ลองนึก ๆ ดู เมี่ยงคำเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นด้วยความตั้งใจทำให้เกิดบรรยากาศของมิตรไมตรีในระหว่างที่ทำ คล้ายงานบุญย่อย ๆ เหมือนกัน ถึงวันนี้ โลกยุคดอทคอม . . . เราไม่ต้องหาเวลานัดกันทำเมี่ยงคำแล้ว อยากกินก็ซื้อเขามากิน บางเจ้าสร้างสรรค์มาก มีการเอาเมี่ยงห่อเป็นคำ ๆ แล้วเสียบไม้ทางมะพร้าว ดูเหมือนลูกชิ้น กิน ๆ ไปก็เออ เมี่ยงคำ ใช่น่ะ . . . แต่บรรยากาศมวลมิตรมันไม่มีแล้ว วัฒนธรรมเมี่ยงคำหรือสายสัมพันธ์วงเมี่ยงค่อย ๆ จางหายไปจากสังคม ด้วยเหตุและผลที่เข้าใจได้ แต่เวลาอาหารก็ยังเป็นเวลาเพื่อการสมาคมอยู่นั่นเอง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นวัฒนธรรมใหม่ ๆ เป็นสายสัมพันธ์รอบหม้อสุกี้บ้าง ถาดพิซซ่าบ้าง เนื้อย่างไดโดมอน จุ่มแซบ แจ่วฮ้อน ขึ้นมาแทนที่.

    Tags: ,

  • ผู้รจนา : ดาราราย

    ในวันหนึ่งได้ใช้เวลาอันมีค่า นั่งทอดหุ่ยดูทีวี ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีสาระเท่าไหร่ ที่มีสาระสุดๆ เห็นจะเป็นรายการข่าวภาคค่ำ กดรีโมทไปมา เข้าช่องนี้ ข้ามช่องโน้น กระโดดมาช่องนั้น กดไปกดมาเจอรายการหนึ่ง เห็นเด็กสาวฝรั่งเต้นด๊อกแด็กร้องเพลงแสดงความสามารถอยู่ต่อหน้าฝรั่ง อีกกลุ่มหนึ่งยืนมองดูด้วยความสนใจ ภาพตัดไป .. เห็นพิธีกรหนุ่มมาดเข้ม ยืนบรรยายขยายความว่าเป็นรายการสารคดีต่างแดน ในสัปดาห์นี้ขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความใฝ่ฝัน และมุ่งมั่นอยากจะเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ของประเทศออสเตรเลีย

    ในรายการสารคดีรายการนั้นก็ตัดภาพกิจกรรมต่างๆ ของเด็กสาวเหล่านั้นสลับไปกับการสัมภาษณ์และเบื้องหลังของการถ่ายทำและลักษณะของกิจกรรมดังกล่าวไปมา สรุปพอจะเล่าให้ฟังได้เพื่อความเข้าใจว่า รายการอันนี้เกิดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย ชื่อรายการว่า Popstar โดยผู้จัดรายการซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นบริษัทแมวมองหาคนมาปันให้เป็นซุปเปอร์สตาร์ (ถ้าจะเปรียบเทียบกับเมืองไทย ก็น่าจะเป็นแกรมมี่, อาร์เอส หรือคุณพจน์ อานนท์ อะไรเทือกๆนั้นแหละ) โดยบริษัทนี้ได้ประกาศรับสมัครสตรีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยคุณสมบัติจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการร้องเพลง pop ได้ เพื่อนำมาคัดเลือกให้ได้คุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะปั้นให้เป็น Popstar ออสเตรเลีย

    บริษัทนี้ได้รับความเชื่อถือว่าทำได้จริง เพราะมีผลงานที่ปรากฏว่าได้ปั้นสาว ๆ ทั้งวัยรุ่นและไม่รุ่นมาแล้วมากมายให้กลายเป็น Popstar ได้ ส่วนจะเป็นใครที่ดัง ๆ อยู่ในตอนนี้นั้นเขาไม่ได้เอ่ยถึง แต่เอาเถอะว่าบริษัทนี้เขามีเครดิตในการปล้ำ เอ้ย! ปั้นนักร้องสาวๆ เซ็กซี่มาแล้วไม่น้อยก็แล้วกัน

    พิธีกร มาดเข้มของเราซึ่งเป็นหนุ่มมาดเข้มที่ไปเอารายการของฝรั่งมาฉายให้เราดูเขา ก็อธิบายว่า ที่เอามาให้ดูกันี่ก็เพราะว่า อยากจะให้ผู้ชมเห็นว่าการจะได้เป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ของฝรั่งนั้นไม่ใช่ เป็นกันได้ง่าย ๆ นอกจากจะร้องเพลงเป็นแล้ว ต้องมีน้ำเสียงมีพลังในการร้องและแสดงออกเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น บุคลิกหน้าตาก็ต้องดูดีเหมาะสม การแสดงเป็นเยี่ยมด้วยจึงจะเป็นได้ เพราะเขามีกติกาว่า ผู้สมัครคนหนึ่งๆ จะต้องมาร้องเพลงแสดงท่าทางให้เหล่ากรรมการดูว่า เธอเหล่านั้นเจ๋งแค่ใหน โดยแต่ละคนต้องมายืนร้องเพลงประโยคสั้น ๆ พอได้ใจความ และแสดงความสามารถออกมาให้มากที่สุดต่อหน้าคณะกรรมการซึ่งมีอยู่ประมาณ 3-4 คนที่จัดว่าเป็นผู้มีสายตาอันเลิศในการพิจารณาแยกแยะ และมีประสบการณ์อันช่ำชองว่าเธอผู้ใดร้องเพลงและแสดงออกเป็นที่เข้าตาตนเอง บ้าง

    พิธีกรไทยของเราก็เน้นย้ำว่าเป็นเพราะพลังของความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นอันแรงกล้านี้เองที่ผลักดันพวกเธอ (เหล่าสาว ๆ ผู้สมัคร) ให้มาสมัครประกวดและต้องแสดงออกถึงความสามารถของเธอให้ดีที่สุด จึงจะมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือก แต่เมื่อได้รับคัดเลือกแล้วก็ไม่เสมอไปว่าเธอจะดังได้จริง ๆ ถ้าผลงานที่ออกสู่สาธารณะชนแล้วไม่เป็นที่พึงใจของประชาชน เห็นไหมล่ะว่ามันยาก ผมเองนึก ๆ ไปก็ไม่รู้ว่ากระแนะกระแหนศิลปิล( ออกเสียงเป็น ศิล-ละ ปิล.ล ไม่ได้พิมพ์ผิด) วัยรุ่นของไทยเราหรือเปล่า ที่จะออกเทปดูง่ายเสียเหลือเกิน ขอให้รูปหล่อรูปสวยเป็นใช้ได้ เสียงร้องเพลงจะเป็นยังไงช่างมัน เปิดเพลงอัดกรอกหูมันทุก ๆ วันเดี๋ยวก็ดังเองแหละ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ดูฝรั่งเขาซี๊ .. ของเขาไม่ใช่เป็นกันได้ง่าย ๆ นา จาบอกให้

    ดูรายการต่อไป เห็นภาพที่ฉายออกมาว่าเป็นภาพเด็กสาว ๆ เสียส่วนมากมานั่งรอที่หน้าประตูสำนักงานที่เปิดรับสมัครกันหลายร้อยคน แต่ละคนแต่งตัวเซ็กซี่ตามวัย พยายามแสดงความสามารถของตัวเองกันสุดฤทธิ์ เต้นยักย้ายส่ายสะโพกให้ได้ดูกวนอารมณ์ให้ฟุ้งได้เป็นดีที่สุด และพยายามโชว์พลังเสียงร้องของตัวเองกันอย่างสุดเดช ซึ่งสไตล์ที่ร้องก็มาแนว ๆ เพลงพ็อพฝรั่งที่ได้ยินกันจนเจนหูทุกวันนี้แหละ อย่างเพลงของสไปร์ซเกิลล์, ซีลีน ดีออน, บริทนีย์ สเปียร์ อะไรเทือก ๆ นี้แหละ แล้วก็มีคนทำรายการของฝรั่งเดินสัมภาษณ์สาว ๆ นางนู้นนางนี้ รวม ๆ แล้วได้ใจความว่า หนูอยากเป็นนักร้องค่ะ หนูอยากเป็นซุปเปอร์สตาร์อย่างมาดอนน่าค่ะ หนูอยากดังค่ะ ดังแล้วก็มีชื่อเสียงด้วย รวยด้วยค่ะ ดังแล้วใคร ๆ ก็จะมาสนใจ อยากมาดูอยากมารุมล้อม อะไรเทือก ๆ นี้แหละค่ะ เอ้ย! ครับ เป็นคนเดินดินกินข้าวแกงข้างทางมันไม่เท่หรอกค่ะ (อันหลังนี่หนูคนเขียนเติมเองฮ่ะ) เอาเป็นว่าคุณเธอทั้งหลายอยากเป็นซุปเปอร์สตาร์ก็แล้วกัน

    ดู ๆ ไปแล้วรายการประเภทประกวดคนอยากดังใช่ว่าจะมีแต่ในออสเตรเลียเท่านั้น ในจีน ในญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป อเมริกา และแม้แต่บ้านเราเองก็มีเหมือน ๆ กัน ก็ไอ้รายการประกวดนู่นประกวดนี่ทั้งหลายนี่แหละ ที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นการประกวดนางงามจักรวาล เพราะประกวดกันทั่วโลก มีประเทศทั่วโลกบ้าจี้ส่งประกวดกันเป็นร้อย ๆ ประเทศ ของไทยก็เอากับเขาด้วย เคยยื้อแย่งตำแหน่งมาได้สองครั้งด้วยแน่ะ นี่ก็เป็นเพราะอิทธิพลของคำว่า “โลกาภิวัตน์” นั่นเอง แล้วก็คงไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดว่าไอ้โลกาภิวัฒน์นี่มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง เอาเป็นว่าตอนนี้มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว และกำลังครอบงำอะไรบางอย่างของคนทั้งโลกไปเสียแล้ว เอาไว้ตอนหลังจะว่าให้ฟังว่าโลกาภิวัฒน์ได้ครอบงำอะไร .. ? ของเรา

    ผู้อ่านบางท่านอาจนึกหมั่นไส้ผู้เขียนก็ได้ว่า การประกวดมันเสียหายตรงไหน มันทำให้คนกล้าแสดงออกและมีความเชื่อมั่น การมีความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นมันผิดหรือเสียหายตรงไหน เขียนเหน็บมาซะยืดยาว แล้วตัวเองล่ะมีดีอะไร ถึงมาวิจารณ์คนอื่นแบบนี้

    ตัวผู้เขียนเองก็กำลังจะเข้าประเด็นในการสื่อสารของผมเดี๋ยวนี้แหละ ที่เขียนมาก่อนหน้านี้ ก็เล่าให้ฟังว่าผมเห็นอะไรและคิดอะไรได้ จึงอยากจะสื่อสารกับท่านผู้อ่าน

    ประเด็นแรก คือความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่น

    พิธีกร ไทยมาดเข้ม เขาก็เน้นย้ำหนักหนาอีกว่า เด็กสาวเหล่านั้นจะได้รับคัดเลือกได้เป็นเพราะพวกเธอนั้นมีความใฝ่ฝันเป็น อย่างยิ่งและมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะพรีเซนต์ตัวเองว่าเธอมีความสามารถนะ คุณกรรมการคะเลือกฉันเถอะฉันเหมาะสม (แววตาของเธอบอกอย่างนั้น ผมเห็น) ก็ไม่ต่างอะไรกับการประกวดนางงาม โชว์หน้าตาโชว์สัดส่วน กรรมการขาหนูขาวไหมคะ หนูหุ่นดีเซ็กซี่นะคะ ดูบุคลิกหนูสิคะงามสง่าไหมคะ หนูตอบคำถามแล้วเห็นไหมคะว่าหนูฉลาด หรือแม้แต่การประกวดสุนัขน่ารักสุขภาพดี หมามันก็วิ่งด๊อกด๊อกไปตามแรงจูงของเจ้าของหมา กรรมการก็ดูอื้อฮือ อ้าฮา ดูหมามันนั่งสองขา เอาขาหน้าไหว้หวัดดีประหลก ๆ แล้วก็ให้คะแนนกันไป อันนี้ก็ไม่ทราบได้เหมือนกันว่าหมามันมีความมุ่งมั่นหรือเปล่า ในใจมันคงคิดแต่ว่า เออทำ ๆ มัน ๆ เหอะเดี๋ยวก็ได้กินเพลดดีกรีห่อใหญ่แถมด้วยกระดูกไก่ของจริงอย่างดีอีกหนึ่ง ท่อนหรือหลายท่อนเป็นแน่

    ฝ่าย นักร้องหรือนางงาม เจ้าหล่อนคงตั้งความหวังว่า ถ้าชั้นได้เป็นซุปเปอร์สตาร์หรือนางงามจักรวาลแล้วอย่างแรกเลยฉันก็ได้ รางวัลเป็นเงินเท่านั้นเท่านี้ ได้รถสปอร์ตคันงาม อย่างที่สองก็ดัง มีคนรู้จักกันทั้งเมืองทั่วโลก มีคนมาหุ้มรุมล้อมขอลายเซ็น เปิดคอนเสริต์คนก็แย่งกันมาดู เป็นนางงามเดินไปไหนคนก็อยากมายลโฉม อย่างที่สาม ฉันก็อาจจะได้เป็นดารา แสดงภาพยนตร์ ยิ่งดังหนักเข้าไปใหญ่ อย่างที่สี่ เมื่อได้อะไรต่าง ๆ มากมายแล้วก็รวยสิคะ รวยแน่ ๆ อย่างที่ห้า เมื่อสวยเมื่อรวยเมื่อดังแล้ว อะไรอื่น ๆ ก็จะตามมาอีกเยอะแยะ โอกาสก็ดีกว่าคนอื่น จะหยิบจะจับทำการงานอะไรก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นมากมายประการใด ใช่ไหมคะ

    ก็ใช่ล่ะครับ ไม่ใช่เพียงแต่ผู้หญิงนะครับที่อยากดัง อยากแสดงความสามารถ ผู้ชายก็เป็น ก็อยาก ผมเองก็อยากเป็น (แต่รู้ตัวว่าเป็นไม่ได้ แฮ่ ๆ) ประกวดชายงาม ชายเสียงดี เล่นดนตรีไพเราะก็เยอะแยะ รวม ๆ แล้วคนเราก็อยากเด่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากเด่นกว่าคนอื่น กินดีอยู่ดีกว่าคนอื่น ๆ หล่อและสวยกว่าคนอื่น ๆ ได้เหรียญทองมากกว่าคนอื่น มียศสูงกว่าคนอื่น หรือคนอื่น ๆ เขามีเขาเป็นเขาได้ ก็อยากจะมีจะเป็นจะได้อย่างเขาเหล่านั้นบ้าง รุ่นนี้ไปรุ่นใหม่ก็ตามมา รุ่นนี้แก่ไป รุ่นใหม่สาวกว่าก็ตามมา อีอย่างนี้ภาษาบ้านเรารวม ๆ ทั้งหมดนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ ถ้านึกไม่ออกจะบอกให้ ก็ . . กิเลส ยังไงล่ะครับ

    อันกิเลสนี้หอมหวนเย้ายวนหนักหนา
    อันกิเลสนี้ชี้นำให้ทำมา
    อันกิเลสนี้ก็ชักมาพาให้ทำ

    ใช่แล้วครับ เพราะกิเลสต่าง ๆ ร้อยแปดพันประการของคนทุกคนนี่แหละครับ ที่ทำให้สาว ๆ เสียงดี ก็ใฝ่ฝันและมุ่งมั่นปรารถนาจะโด่งดัง สาว ๆ หุ่นดีรูปงามก็ใฝ่ฝันและมุ่งมั่นจะเป็นนางงาม นักกีฬาก็ใฝ่ฝันมุ่งมั่นที่จะได้เหรียญทอง ได้เป็นแชมป์โลก นักวาดรูปต๊อกต๋อยก็อยากเป็นศิลปิลล์ใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ก็อยากได้โนเบลไพร์ส พลตำรวจพลทหารก็อยากจะเป็นนายพันนายพล สามล้อถีบก็อยากจะถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่งบ้าง ทั้งหลายเหล่านี้ถ้าพวกเขาอยากมีอยากได้อยากเป็น พวกเขาย่อมต้องมีความมุ่งมั่น และความใฝ่ฝันด้วยกันทั้งนั้น แต่ตอนนี้ผมอยากจะฉายสารคดีตามแบบฉบับของผมบ้าง เพื่อแสดงให้ท่านเห็นว่ายังมีความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นอีกแบบหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ท่านได้รับรู้ไปเมื่อข้างต้น และเป็นความใฝ่ฝันและมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่ระดับมหาจักรวาลเลยที่เดียว ขอเชิญท่านสะดับทัศนาสารคดีฉบับของผมดังต่อไปนี้

    เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเมื่ออดีตกาลนับได้ 2594 ปีก่อน มีชายผู้หนึ่งเกิดมาในตระกูลดีเป็นที่สุดของประเทศแล้ว บิดาของเขาเป็นถึงพระมหากษัตริย์ของเมืองนั้นแคว้นนั้น แต่เขาก็หาได้ยินดีในสิ่งที่เขาเป็นเขาได้ไม่ เขามีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการแสวงหาอยู่ในใจ มันเป็นความใฝ่ฝันอันแรงกล้ามานานมากแล้วที่จะได้พบกับสิ่งที่เขาต้องการ แสวงหาและรอคอยมาหลายร้อยหลายพันชาติ เขาเบื่อสิ่งที่อยู่รอบข้างที่เขาเห็นว่าหาได้มีความจีรังยั่งยืนไม่ ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดา อาคารห้องหับอันใหญ่โตโอ่อ่าตระการตา นางกำนัล นางสนม การร้องรำดีดสีตีเป่า วัน ๆ มีแต่การเสพสุข เสพจนเบื่อหน่าย ขณะเดียวกันเมื่อออกไปนอกบ้านเขาก็พบว่ายังมีคนอดโซ คนจน คนอดอยากอัถดัตขัดสนอยู่เป็นอันมาก มีคนเป็นโรคเรื้อน เจ็บป่วยนอนอยู่ข้างถนน มีคนแก่ไร้ลูกหลานดูแลเดินอยู่เต็มถนน ไม่นานคนแก่และคนหนุ่มก็เจ็บป่วยล้มตายกันไปตาม ๆ กัน ตายไปแล้วก็เอาไปเผาบ้าง เอาไปฝังบ้าง เอาไปทิ้งให้แร้งกากินบ้าง เป็นที่น่าหดหู่สมเพชยิ่งนัก ครั้นเมื่อกลับมาบ้านคนใกล้ชิดก็มีแต่เสพกามเสวยสุขไปวัน ๆ ไม่สนใจใยดีใคร บางคนก็เกิด ก็แก่ ก็เจ็บป่วย และตายไปเหมือน ๆ กับคนข้างนอกนั่น เขาได้คิดคำนึงว่าในไม่ช้าวันหนึ่งเขาก็ต้องประสบกับความเสื่อมสลายไปดัง เช่นคนอื่น ๆ เหมือน ๆ กัน บิดาของเขาในตอนนี้ก็แก่ชราแล้วเหมือนกัน ในใจเขาครุ่นคิดแต่ว่าสิ่งที่เขาใฝ่ฝันปรารถนาจะได้พบได้เห็นก็คือ สัจธรรม

    วันหนึ่งในคืนพระจันทร์เต็มดวง เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไป ทิ้งบ้านเมืองญาติพี่น้อง สมบัติทั้งหลาย ในใจเขามีแต่ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาโมข์กธรรมเพีงประการเดียวเท่านั้น เพื่อที่เขาสามารถได้รู้แจ้งและหาทางพ้นไปจากความทุกข์อันเป็นชาติชรามรณะไปให้จงได้ เมื่อออกจากบ้าน เขาได้ร่ำเรียนวิชาการที่คิดว่าจะตอบคำถามที่มีอยู่ในใจได้กับอาจารย์ทางวิญญาน ที่เป็นเลิศที่สุดในแผ่นดินสมัยนั้นถึงสองคน แต่เมื่อเรียนจบได้วิชาเหล่านั้นแล้ว เขาก็ยังไม่พบคำตอบที่ตนเองต้องการ เขาจึงตัดสินในเด็ดเดี่ยวที่จะมุ่งมั่นแสวงหาหนทางและวิธีของตนเองต่อไป เขาต้องลองผิดลองถูกอยู่นานหลายปี แต่เขาก็ยังไม่พบทางอันเลิศ แม้ต้องทรมานตนจนอดผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นก็หาได้เสื่อมคลายลงไม่ จนกระทั่งหมดเรี่ยวแรงจวนเจียนถึงความตายนั่นเอง มีหญิงสาวนางหนึ่งนำน้ำนมมาป้อนใส่ปากด้วยความสงสารและเอื้ออาทรอย่างยิ่ง ในขณะที่เขาหมดสติไป เมื่อได้รับน้ำนมแล้ว สติของเขาก็กลับมาตั้งมั่น แล้วรับรู้ได้ว่า วิถีทางอันเดิมที่เคยทำมานั้นมันผิดพลาดและหาใช่ทางที่แท้จริงไม่ เขาได้ลุกขึ้นมาแสวงหาหนทางของตนเองใหม่ที่เขาพบด้วยตนเอง จึงทำให้เขาได้ทราบคำตอบที่ค้างคาใจมานานแสนนาน เขาปิติสุขเป็นอย่างยิ่งในชีวิตและเข้าใจความหมายของชีวิตอย่างหมดจด และเที่ยงแท้ บัดนั้นพระพุทธะอันประเสริฐจึงได้อุบัติขึ้นแต่บัดนั้น

    แต่กระนั้นเองพระพุทธองค์ทรงพิจารณาว่าอันสิ่งที่พระองค์ได้รู้ได้ด้วยตนเอง แล้วนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครในยุคนั้นได้รู้มาก่อน แล้วพระธรรมที่ทรงรู้นั้นเป็นสิ่งที่เหนือโลกเหนือกาลเวลา ถ้านำไปบอกแก่ใคร เขาอาจจะไม่เชื่อ พระองค์ทรงใช้เวลาพิจารณาอยู่นานหลายสัปดาห์ถึงเรื่องราวที่ผ่านมาและ อนาคตกาลภายหน้า ด้วยความรักและความอาทรต่อโลกและสรรพสัตว์เป็นอย่างยิ่ง พระองค์จึงมีความมุ่งมั่นอันใหม่ที่จะประกาศสัจธรรมที่ได้ค้นพบและได้รู้ให้ แก่มวลชน ๆ ได้ทราบและปฏิบัติตาม นั่นก็คือ อริยสัจ 4 ประการ คือความทุกข์, เหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด, ความดับทุกข์ได้ ,และวิถีทางที่จะทำให้ทุกข์นั้นหมดไปอย่างสิ้นเชิง

    พระองค์ใช้เวลาอีก 45 ปีในครึ่งหลังของชีวิตทั้งหมดในการเผยแพร่สัจธรรมและคำสั่งสอน มีผู้คนเป็นจำนวนมากมายเชื่อฟังและปฏิบัติตามจนพ้นจากห้วงทุกข์ไปตาม ๆ กัน ระยะเวลา 45 ปี พระองค์มีแต่ความมุ่งมั่น จริงใจ จริงจัง ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ตามไปด้วย และด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นนั้น สิ่งที่พระองค์ได้บอกได้สอนสั่งก็ยังคงดำรงอยู่จนถึงบัดนี้ และมีผู้ปฏิบัติตามและรู้ตามพ้นทุกข์ตามไปเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วน

    สารคดี ของผมก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ทีนี้ท่านคงทราบแล้วว่าไอ้เจ้าความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้นมันมีธรรมชาติ อันหนึ่งก็คือว่ามันต้องมีการใช้พลัง และพลังที่ว่านี่เป็นพลังอะไรล่ะครับ เราอาจจะเรียกว่าพลังใจ พลังผลักดันอันหนึ่งให้เรามีกำลังที่จะลุกขึ้นมากระทำการใด ๆ ก็ตามเรียกว่าพลังแห่งความมุ่งมั่น ตั้งใจ พลังแห่งการยืนหยัดแสดงออกซึ่งความเป็นตัวเรา พลังอันจะแสดงศักยภาพของเราให้คนอื่นได้เห็น นั่นก็หมายถึงว่าความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้นมีที่มาจากพลังอันหนึ่ง ผลักดันพลังอีกอันหนึ่งให้แปรรูปเป็นสิ่งที่เราต้องการใช้มัน เช่นนักร้องก็ต้องฝึกต้องหัดร้องจนให้ได้ดี และก็ผลักดันพลังนั้นในการแสดงออกต่อหน้าคนอื่นให้เขาได้รับรู้ว่าเราร้อง เพลงเป็นอย่างไร อะไร ๆ มันก็จะสะท้อนออกมาจากการแสดงออกของเรา นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปิดบังได้และเป็นความจริงอย่างยิ่ง ในเมื่อทุก ๆ คนก็ต้องอาศัยพลังในการผลักดันเหมือนกันทุก ๆ คน แต่ผมก็ตั้งคำถามเปรียบเทียบไว้ในใจว่า แล้วพลังที่แต่ละคนฝึกแต่ละคนใช้ แต่ละคนแสดงออกมานั้น มันเป็นการแสดงพลังไปเพื่ออะไร ได้อะไร และเป็นประโยชน์กับใคร

    แน่นอน เด็กสาวเหล่านั้นย่อมแสดงพลังไปเพื่อความสำเร็จของตัวเอง เพื่อจะได้สิ่งที่ตนเองคิดว่าจะได้ตาม ๆ มาอีก นี่เรียกว่าอะไร .. แสดงพลัง ใช้พลังเพื่อตัวเองได้ประโยชน์ แต่พลังอันเดียวกันนี้แหละ มีคน ๆ หนึ่งใช้ในการแสวงหาหนทางหลุดพ้น ทีแรกก็ทำเพื่อตัวเอง แต่เมื่อเขาได้แล้ว เขาก็นำมาแบ่งปัน ใช้พลังในการช่วยเหลือคนอื่น ๆ อีกจำนวนมากมายให้พ้นทุกข์หลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด แถมพลังอันนั้นก็ยังคงอยู่ได้อีกถึงสองพันกว่าปีและจะยืนยงไปเรื่อย ๆ อีกจนครบห้าพันปี นี่จึงเรียกว่าแสดงพลังเพื่อมวลชน เพื่อสรรพสัตว์อันไม่มีประมาณ ไม่เป็นไปเพื่อตนเองแต่อย่างเดียว

    สรุป ได้ง่าย ๆ ว่าความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้น มีเหมือนกันทุกคนนั่นแหละ แต่ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วหรือเปล่า ในกรณีของปุถุชนนั้น ความใฝ่ฝันอาจเจือปนและถูกผลักดันร่วมกันด้วยความทะยานอยากหรือที่เรียกว่า ความทะเยอทะยานด้วย ซึ่งความทะเยอทะยานนั้นก็ถูกผลักดันด้วยกิเลส ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น แล้วเมื่อได้ก็สมหวัง ไม่ได้ก็ผิดหวังเสียใจ เป็นทุกข์เพราะไม่ได้ดังใจหวัง หรืออาจได้สมหวังแต่ก็ไม่ได้เสียทุกอย่าง เมื่อได้แล้วมีแล้วแต่ก็ยังไม่เต็มมักจะพร่องอยู่เสมอ เมื่อพร่องแล้วก็ขวนขวายหาใหม่อีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต จิตก็กระเพื่อมฟู ๆ แฟบ ๆ จนไม่พบกับความสุขความสงบที่แท้จริงเลย

    แต่ ถ้าความใฝ่ฝันมุ่งมั่นที่มีความผ่องแผ้วของจิตไม่มีความทะยานอยากที่จะได้จะ ครอบครอง จิตย่อมไม่เป็นกังวล จิตไม่ยึดติดกับอะไร จิตนี้จึงผ่องใส สงบ และสันติ จบเรื่องราวทุกอย่างที่ตัวเอง ดังนี้แล้วพลังนี้จึงบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่หาพลังอันใดจะยิ่งใหญ่มีคุณค่ามาก ไปกว่าพลังแห่งความสงบนี้เป็นไม่มี ความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นของท่านเป็นเช่นใด เป็นไปเพื่อพอกพูนหรือขจัดทิ้งความใฝ่ฝันและความมุ่งมั่นอันใดกันเล่า ที่ทรงคุณค่าต่อโลกและจักรวาล

    ในประเด็นที่สอง ภาพในสารคดีการประกวด Popstar นั้น สาว ๆ แต่ละคนต้องมาร้องเพลงและแสดงออกต่อหน้ากรรมการ 3-4 ท่านเรียงกันไปเป็นคน ๆ จนกระทั่งกรรมการก็มาตัดสินว่าใครผ่านไม่ผ่าน ใครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือก ในกรณีนี้ผมเห็นว่า นักร้องสาวจะสำเร็จได้เธอต้องมีกรรมการตัดสินก่อนว่าเธอได้ เธอจึงจะผ่านด่านไปและอาจจะได้สิ่งที่เธอคิดว่าจะได้ตาม ๆ มา แต่ในกรณีที่เราทำดีอยู่แล้ว มีดีในตัวเอง มันก็ไม่จำเป็นต้องมีใครมาตัดสินว่าผมทำดีหรือไม่ดี เพราะมันมีดีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และความดีนั้น ๆ ก็ให้ผลที่ดีตามมาโดยอาจจะปรากฏเป็นความปิติ ความสุขทางใจที่ใครก็ไม่อาจจะรู้ได้นอกจากตัวเราเอง เราสุขก็สุขที่เรา เราร้องเพลงดี ร้องเพลงเพราะ เราก็มีความสุขแล้วที่ได้ร้องเพลง แต่ถ้าต้องมีใครมาตัดสินว่าเราร้องดีหรือไม่ดี เราอาจจะสูญเสียความเชื่อมั่น ความมั่นใจ หรือเสียใจที่คนอื่น ๆ ไม่เห็นคุณค่าของเรา หรือเขาไม่เลือกเรา บางคนก็มาคิดว่าเราไม่ดีตรงไหน นี่เรียกว่าเราอยากทำตัวให้เป็นไปตามฟองน้ำลายคนอื่น เราไม่เป็นตัวของเราเอง เราจึงไม่มีความสุข ไม่มีความภูมิใจในตัวเรา นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงภาวะสองด้านของความจริงที่ว่า ของดีก็คือของดี ไม่ต้องตัดสิน ถ้าตัดสินก็ย่อมมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา ซึ่งในกรณีการประกวดร้องเพลง จริง ๆ แล้ว นักร้องคนนั้นก็เสียงดี ลีลาดีอยู่แล้ว แต่บังเอิญในสายตาของกรรมการนั้นเห็นว่าไม่เหมาะกับตลาด หรือไม่เหมาะกับช่วงเวลาหรือแผนงานของบริษัทของเขาก็เป็นได้ ถ้านักร้องเธอไม่เข้าใจตรงนี้ เธอก็คงเสียใจและก็คิดว่า เธอคงมีอะไรไม่ดี แต่ถ้าเธอเข้าใจเธอก็คงทำใจได้และก็คิดว่าเธอยังมีดีอยู่ เพียงแต่ไม่เหมาะสมกับเธอตอนนี้ ก็เท่านั้น

    การตัดสินของใครคนใดก็ตามต่อสิ่งใด ๆ ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป ตราบใดที่จิตใจของผู้ตัดสินนั้นไม่ว่างเปล่าจากความสะอาดบริสุทธิ์ หรือว่างเปล่าจากตัณหาและอุปาทาน สิ่งที่ดีจริงแท้ไม่จำเป็นต้องตัดสิน สิ่งที่ดีจริงแท้ไม่ต้องรอการพิสูจน์.

    Tags: , ,