โดย… ปราการ รัตนวิสุทธิตระการ
ผมทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่เข่าของผมไม่มีแรงที่จะพยุงตัวอีก แรงทั้งหมดของผมดูเหมือนจะหมดไปแล้ว โลกทั้งโลกดูเหมือนจะหมุนขว้าง มือของผมสั่นเทา อากาศในตรอกดูเหมือนจะเย็นวูบลงทันที แต่กระนั้น เหงื่อไม่รู้ว่ามาจากไหนไหลออกมาจนชุ่มแผ่นหลัง เสียงเอะอะจอแจของท้องถนนดูเหมือนจะห่างไกลออกไป ณ.ที่นี้ที่ส่วนมืดมิดของเมืองใหญ่ ในเงามืดของตรอกเล็ก ๆ ผมจ้องลงไปที่ร่างที่ล้มอยู่เบื้องหน้า ไม่มีเสียงใด ๆ ลอดออกมาจากร่างที่เป็นเงาอยู่นั้น ผมรู้สึกว่ามือของผมชุ่มโชก ผมยกมือขึ้นดู แสงไฟเล็กน้อยจากปากตรอกส่องให้เห็นน้ำที่เหนียวค่อย ๆ หยดจากมือของผม ลงไปรวมกับน้ำที่ค่อย ๆ แผ่กระจายออกมาจากร่างนั้นอย่างช้า ๆ เสียงแตรรถดังขึ้นดึงผมจากการจ้องมือตัวเอง ผมส่ายหน้าไปยังปากตรอก ที่นั่นคนเดินขวักไขว่ แต่ไม่มีใครสักคนที่มองเข้ามาหรือหยุดยืนอยู่ ผมรีบเช็ดมือของผมกับเสื้อ เสียงลมหายใจของผมไม่เป็นจังหวะ ผสานกับเสียงเต้นระรัวของหัวใจที่สั่นแทบจะหลุดออกมาจากอก ผมค่อย ๆ ยื่นมือออกไปช้า ๆ อย่างไม่สามารถหยุดอาการสั่นเทาของมันได้ไปยังร่างที่อยู่เบื้องหน้า ผมพยายามระงับความตื่นเต้น และเริ่มตระหนักถึงสถานะของตัวเอง ผมรีบล้วงมือเข้าไปยังกระเป๋าหลังของร่างนั้น ควานหากระเป๋าเงินของเขา ใช่แล้วของชายคนนี้ จะว่าไปแล้วผมไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะเป็นอย่างนี้เลย ใช่ผมยอมรับว่าผมต้องการเงิน แต่ผมไม่เคยคิดจะทำให้เขาเจ็บ แต่ผมไม่สามารถถอยได้อีกแล้ว ก็เขาดันโพล่เข้ามาในตอนที่ผมไม่มีทางอีกแล้ว ในขณะที่ผมยืนอยู่ในความมืดของตรอกและรู้สึกตันตื้อไม่มีทางออก ผมต้องการเงินมันก็เท่านั้น ผมกำลังเสี้ยนยา แต่ผมไม่มีเงินที่จะซื้อมันอีก ผมเข้ามาในตรอกนี้เพราะอาการเสี้ยนยามันกำเริบทำให้ผมคลื่นไส้ ผมเซเข้ามาในตรอกแล้วเอามือยันกำแพงและขย้อน แล้วเขาก็ดันโพล่เข้ามาในตรอกนี้ เขาก็ดูเป็นเด็กหนุ่มเหมือน ๆ กับผม แต่งตัวดี ใส่เสื้อยืดสีขาวมี ใส่แจ็คเก็ตเดำ และกางเกงยีนที่ค่อนข้างคับ ดูเป็นนักเที่ยว ท่าทางจะดื่มมาพอควร เดินเลยผมลึกเข้าไปอีก ผมมองตามเขาเข้าไป ที่กระเป๋าหลังของกางเกงยีนที่คับนั้นเองที่ผมเห็นกระเป๋าเงินของเขาที่ตุงอยู่ แล้วเขาก็เดินหายเขาไปในเงามืดของตรอก มีเสียงน้ำไหลกระทบพื้นดังลอดออกมา ทันใดส่วนหนึ่งในใจผมก็กระตุ้นให้ผมชักเอามีดพับออกมาแล้วเดินตามเข้าไปอย่างช้า ๆ ผมเริ่มเห็นหลังของเขาลาง ๆ ก่อนจะชัดขึ้น ๆ เสียงน้ำหยุดไปแล้ว มีเสียงถอนหายใจ แล้วมีเสียงซิปที่ถูกรูดดังขั้น และก่อนที่เขาจะหันหลังกลับออกมา ผมก็ยื่นมือของผมออกไปตวัดปิดปากของเขาอย่างรวดเร็ว แล้วดึงเขาเข้ามาหาตัวก่อนที่จะใช้มีดจ่อเข้าไปที่คอของเขา ก่อนที่ผมจะพูดขู่เขาหรือทำอะไร เขาก็ใช้ศอกตีเข้าที่ท้องผมทำให้ผมคู้ตัวลงปล่อยให้เขาหลุดออกจากวงแขน เขาหันกลับตั้งการด์และจะตะโกนร้อง ผมทั้งเจ็บทั้งโกรธ จึงแทงมีดในมือเข้าที่ท้องเขาอย่างแรง มีเสียงดังอ๊อกเบา ๆ จากปากของเขาก่อนที่เขาจะทรุดล้มลงในท่าโก้งโค้ง และผมก็ทรุดลงเหมือนกัน … นั่นแหละทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะปล้นใครมาก่อน อย่าว่าแต่จะแทงใครเลย แต่นี่มันสุดวิสัย เขาดันโพล่เข้ามา แล้วเขาดันไม่ยอมผมดี ๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาบาดเจ็บมากแค่ไหน แต่พระเจ้าเป็นพยานเถอะ เดี๋ยวหลังจากผมเอากระเป๋าของเขาไปแล้ว ผมจะหาตู้โทรศัพท์สักตู้แล้วโทรเรียกรถพยาบาลให้เขา ผมไม่กลัวหรอกว่าเขาจะจำผมได้ ตอนแรกเขาก็ไม่เห็นหน้าผมแน่ ๆ อยู่แล้วเพราะผมก้มตัวอยู่ แถมยังยกมือยันกำแพงบังอยู่ด้วย และตอนที่เขาหันกลับมาก็ไม่มีแสงมากพอจะให้เขาเห็นหน้าผมแน่ ๆ ….ก่อนที่ผมจะคิดอะไรต่อ ผมก็รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างนั้น เขาเงียบ ใช่เขาเงียบเกินไป ไม่มีเสียงคราง หรือแม้แต่เสียง…ลมหายใจ ผมดึงมือที่ควานหากระเป๋าออกมาจากระเป๋าหลังของเขา ค่อย ๆ ยื่นเข้าไปจ่อที่จมูกของเขา ไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย เขาไม่หายใจแล้ว แสงสะท้อนจากตาที่เบิกโพลงของเขาเข้าตาผม ใช่แล้ว…เขาตายแล้ว…
นี่หมายถึงผมได้ฆ่าคนตาย ทันใดทั้งร่างของผมรู้สึกเย็นเชียบ นี่มันร้ายแรงกว่าที่ผมคิดไว้มากกว่ามากนัก… ผมสะดุ้งทันทีที่คิดได้ ผมผวาออกจากศพ ก่อนที่อาการเสี้ยนยาจะกลับมาอีก ทำให้ผมรู้สึกอยากมากกว่าเดิม ผมตัดสินใจทันที ชีวิตต้องเดินต่อไป ผมไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว ผมเริ่มสำรวจตัวเอง ผมก็พบว่าเมื่อครู่นี้ผมเช็ดมือของผมเข้ากับเสื้อยืดของผมทำให้เลือดเลอะ อยู่ ส่วนยีนที่ผมใส่นั้นดูเหมือนว่าผมจะโชคดีที่ไม่มีรอยเลือดเลอะเลย ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมค่อย ๆ ยกศพของเขาขึ้นอย่างระวังไม่ให้เลือดของเขาโดนตัวอีก แล้วแบกลึกเข้าไปในตรอกจนสุดตรอกตันตรอกนั้น ผมใช้มือค่อย ๆ ลูบดูแจ็คเก็ตของเขาดูเหมือนว่าเลือดจะไม่เลอะแจ็คเก็ตเขามากนัก และสีดำก็คงทำให้เสือดไม่สะดุดตา ผมจึงค่อย ๆ ถอดเอาแจ็คเก็ตของเขาออกมา และสวมเข้ากับตัวโชคดีที่รูปร่างของเขาใกล้เคียงกับผมมาก ผมรูดซิปของแจ็คเก็ตขึ้นจนสุดปิดรอยเลือดที่ติดอยู่ที่เสื้อยืดของผม แล้วผมก็ดึงเอามีดที่ปักอยู่ออกมา ผมถอดเสื้อยืดของเขาออกมา ใช้เสื้อของเขาเช็ดมีดก่อนซุกเสื้อของเขาไว้ในแจ็คเก็ต โดยเก็บมีดเอาไว้กับเสื้อของเขา ผมมองไปยังร่างที่เปลือยท่อนบนของเขา ใช่สิ่งที่ทำให้ผมต้องทำอย่างนี้ผมยังไม่ได้ทำ ผมรีบค้นกระเป๋าหลังก่อนจะดึงเอากระเป๋าของเขาออกมาแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าแจ็ค เก็ต เสร็จทุกอย่างแล้ว ผมค่อย ๆ เดินออกถอยมาจากที่นั้น ผมเห็นร่างของเขาค่อย ๆ ถูกความมืดกลืนไประหว่างที่ผมค่อย ๆ ออกสู่แสงสว่างของเมืองใหญ่ ผมหันกลับไปยังปากตรอกค่อย ๆ เดินออกไปอย่างปกติ ดูเหมือนว่าทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีใครผิดสังเกตผมแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าปีศาจจะเข้าข้างผม…
…ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย…ดูเหมือนเป็นความฝันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่ไม่รู้เรื่องนัก ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ผมถูกแสงไฟมากมายส่องมายังตัว มีดวงตาหลังแสงไฟนั้นมองจ้องมายังผมในความเงียบ ภาพที่ผุดขึ้นมาสลับคือมือของผมที่แดงฉานไปด้วยเลือด และร่างของเขาที่นอนจมกองเลือดอยู่… นี่เป็นวันที่ 2 แล้วหลังจากคืนนั้น คืนที่ผมได้ก่ออาชญากรรมที่ไม่อาจเรียกคืนได้ นับแต่คืนนั้นมา ไม่มีคืนไหนที่ผมสามารถนอนหลับได้อย่างมีความสุขอีก แม้ผมจะพี้ยามาเต็มที่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีกแล้ว เมื่อก่อนเมื่อผมได้ยาผมจะรู้สึกเบาโหวงและรู้สึกปลดเปลื้องเหมือนขึ้นสวรรค์ แต่ตอนนี้…มันเหมือนกับนรกมากกว่า ยิ่งผมพี้มันหนักมากเท่าไหร ก็ดูเหมือนว่าฝันร้ายมันจะหลอกหลอนผมมากขั้นเท่านั้น …
… ยัง ยังไม่มีใครตามหาผม ข่าวจากหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งเช้าก็ไม่มีรายละเอียดมากนัก แค่บอกถึงสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว และที่เหนือความคาดหมายของผม ชายคนหนึ่งที่เข้าไปหลังจากผมออกมาสักพัก โชคร้ายที่ไอ้หมอนี่ร้องดังลั่นออกมากับหน้าซีดเผือก หนำซ้ำออกมาเจอกับตำรวจพอดีอีก ดูท่าจะเป็นคนขี้ขลาดเอาการ จนกระทั่งพูดผิด ๆ ถูก ๆ ตอนที่ถูกจับฐานผู้ต้องสงสัย ทำให้ตำรวจมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ที่ไม่สามารถจับได้ก็เพราะของกลางกับอาวุธไม่ถูกค้นพบกับตัวผู้ต้องสงสัย หรือบริเวณใกล้เคียง แน่นอนจะพบได้ยังไง ในเมื่อผมนำมันไปทิ้งไว้ในถังขยะหลังตลาดรวมกับเศษขยะของตลาดที่ไม่ค่อยมีคน อยากค้น ห่างออกมาจากที่เกิดเหตุตั้งกิโลฯ …นายสุเมธ ถาวรวัตน์คือชื่อของคนที่ตายคนนั้น ใช่หนังสือพิมพ์ลงข่าว แต่ถึงไม่ลงผมก็รู้เพราะเมื่อผมเปิดกระเป๋าของเขาออก ผมก็เจอเงินเกือบหมื่นกับบัตรประจำตัวนักศึกษาของเขาที่บอกชื่อและสถาบันของ เขาเอาไว้ ก่อนที่ผมจะทิ้งกระเป๋ากับเอกสารทั้งหลายพร้อมกับมีดและเสื้อผ้าเปื้อนเลือด ไป ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์ ไม่มีใครสาวมาถึงตัวผม และสังคมก็ได้จำเลยไปแล้ว แต่กระนั้นผมก็ยังไม่สบายใจ คล้ายกับถูกจับตามองจากคนรอบ ๆ ตัวตลอดเวลา เหมือนว่าอย่างน้อยต้องมีตาสักคู่หนึ่งที่รู้ว่าผมเป็นฆาตกร ทุกครั้งที่ผมหันไปมองรอบ ๆ จะต้องมีใครสักคนมองกลับมาจับจ้องที่ผม ผมไม่กล้าออกไปข้างนอก ผมกลัว ๆ ทุกครั้งที่เปิดประตูออกไป กลัวสายตาของคนรอบข้าง กลัวเขาจะมองเห็นอะไรที่ผมไม่คาดคิด สิ่งที่ผมลืมทำ สิ่งที่ผมพลาด ผมได้แต่คุดคู้อยู่ในห้องแถวเล็ก ๆ ของผม ผมไม่…. ปัง ๆ ๆ ๆ ผมสะดุ้งเฮือก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไม่นะ คงไม่ใช่ตำรวจนะ ผมค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นช้า ๆ อย่างเงียบ ๆ ค่อย ๆ ย่องไปยังช่องหน้าต่าง แล้วค่อย ๆ แง้มผ้าม่านถูก ๆ ที่บังสายตาของผมขึ้นเล็กน้อย เพียงแวบแรกที่เห็นทำให้ใจผมหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม ไม่ เป็นไปไม่ได้ เขารู้ได้ยังไง ผมเห็นตำรวจ….อ๊ะ…ไม่ใช่ ผมสะบัดหัวสองสามครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วมองอีกครั้ง…. อา..ใช่ครั้งแรกผมมองผิดไปเอง ผมเดินไปเปิดประตู บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายให้ …. ดูเหมือนว่าความกลัวจะเกาะกินใจผมจริง ๆ ไม่ว่าอะไรรอบตัวก็ดูคล้ายไม่มีความเป็นมิตรหลงเหลืออยู่อีก ก่อนที่ผมจะปิดประตู เจ้าของห้องเช่าก็เดินเข้ามาทวงค่าเช่าที่ค้างอยู่ 2 เดือน ยายปีศาจร้ายปากจัดขู่ให้ผมจ่ายไม่งั้นก็ย้ายเสีย แวบหนึ่งในสมองผมเห็น ยายปีศาจร้ายนอนอยู่บนพื้นโดยมีอีโต้ปักอยู่ที่หัว เสือดสาดกระจายทั่วใบหน้า มันสมองสีแดง ๆ เหลือง ๆ ค่อย ๆ ไหลเย้มจากช่องกระโหลกที่ถูกเปิดออก และแสงสะท้อนจากแววตาของหล่อนที่…. เหมือนกับเขา …
.. ผมรู้สึกขย้อน ยกมือขึ้นปิดปาก แล้วรีบวิ่งไปยังห้องน้ำ โดยมีเสียงก่นด่าของยายปีศาจดังตามหลัง ผมเห็นอีก ภาพของยายปีศาจค่อย ๆ ถอยรูดไปตามพี้น สร้างรอยสีแดงคล้ำเป็นทาง จากเลือดที่ไหลจากแผลหลายแผลทั่วตัว โดยปากก็ร้องขอชีวิต จนสุดท้ายหลังของหล่อนก็จนอยู่ที่สุดตรอก…ใช่ตรอกนั้นอีกแล้ว ….ก่อนที่ผมจะเงื้อมีดที่ผมทิ้งไปแล้วเล่มนั้นแทงซวบเข้าที่ท้องของหล่อน ผมแทบจะรู้สึกถึงความตายที่กำลังย่างกรายเข้าสู่หล่อน แขนขาที่สั่นกระตุก ค่อย ๆ เบาลง ลมหายใจหนัก ๆ เฮือกหนึ่งก่อนจะหยุด เสียงครางเบา ๆ จากคอสั้น ๆ เสียงหัวใจที่ค่อย ๆ เงียบ แต่ผมยังแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้ว่าหล่อนจะเงียบไปแล้วก็ตาม และแสงสะท้อนจากแววตาของหล่อน….ผมรู้สึกสุดเลวร้าย…ทำไมต้องจ้องผมด้วยสายตาอย่างนั้น สายตาที่ผมไม่เข้าใจ สายตาที่ผมกลัว สายตาที่คนเป็น ๆ ไม่สามารถทำได้ สายตาในแบบเดียวกัน ….และเรื่องวันนี้ก็จบลงด้วยการจ่ายค่าเช่าที่ค้างจ่ายให้กับยายปีศาจ หลังจากที่ผมสามารถหยุดอาการสั่นเทิ้ม และพยายามละความคิดออกไปจากสมอง แต่….ยังความรู้สึกหนึ่งยังคงข้างอยู่ในอารมณ์ผม ความรู้สึกหนึ่งที่ผมยังไม่เข้าใจนัก…
….ผมยืนอยู่ในตรอกนั่น…ผมค่อย ๆ เดินลึกเข้าไปในตรอกอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงจอแจของเมืองให้ได้ยิน ดูเหมือนเวลาของทุกอย่างในโลกได้หยุดไป ยกเว้นในตรอกนี่เท่านั้น เมื่อเดินลึกเข้าไปในความมืดผมเริ่มเห็นหลังของชายคนหนึ่งค่อย ๆ ปรากฎชัดขึ้นในความมืด ผมค่อย ๆ เอื้อมมือขึ้นอย่างช้า ๆ และก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอีกชายคนนั้นก็หันหลังกลับมา ใบหน้าของเขาคือเขานั่นเองชายในตรอกเมื่อคืนนั้น คืนที่เปลี่ยนชีวิตของผม ใบหน้าของเขาซีดเผือก ปากที่ค่อย ๆ อ้าออกมีเลือดไหลเยิ้มออกมาช้า ๆ และที่สำคัญสายตาที่จับจ้องมายังผม ดูเหมือนว่าสายตาของเราทั้งสองต่างจับจ้องอยู่ที่ตาของอีกฝ่าย แต่ความอดทนของผมได้สิ้นสุดลงนับแต่วินาทีที่ผมเห็นสายตาคู่นั้นแล้ว แสงสะท้อนจากแววตาคู่นั้น ผมหันหลังกลับแล้วเริ่มวิ่ง ๆ ๆ แต่ไม่ว่าผมจะวิ่งเท่าไหร่ดูเหมือนว่าปากตรอกแห่งนั้นจะไม่มาถึง ยิ่งวิ่งปากตรอกก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกขณะ ขณะที่เบื้องหลังของผม มีเสียงหยดของน้ำ ติ๋ง…. สลับกับเสียงลากเท้าช้า ๆ เสียงนั้นค่อย ๆ ไกล้เข้ามาจนในที่สุดมันก็เข้ามาอยู่ติดหลังของผม ผมรู้สึกถึงความตายที่แผ่เงาทาบบนตัวผม ความเย็นยะเยียบที่เสียดแทงลึกเข้าไปในความรู้สึก
ผมรู้สึกถึงสายลมเบา ๆ ที่ราดรดที่ต้นคอของผม ความมืดที่บีบรัดเข้ามาจากทุกทิศทาง และแววตาที่จ้องมองผมอย่างไม่สามารถหนีพ้น และ…เสียงคำถามที่ดังมาจากเบื้องหลัง…..”ทำไม…” ก่อนที่ผมจะสะดุ้งตื่น ผมหอบครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจ แต่กลับมีความรู้สึกแย่ที่สุดนับแต่เกิดมา ผมรู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ หายใจลำบาก ปวดไปหมดทั้งตัว ผมคงจะไม่สบาย ตาผมจับจ้องไปในความมืดที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัว เสียงของนาฬิกาดัง ติ๊ก ๆ ๆ ดูเหมือนว่าจะดังจนทำให้ผมยิ่งปวดหัวหนักขึ้น และมันยิ่งดังขึ้น ดังขึ้น จนหัวผมแทบจะระเบิด ผมจับเอานาฬิกาขว้างออกไป มีเสียงดังปัง ก่อนที่เสียงติ๊ก ๆ จะเงียบไป ตอนนี้เหลือเพียงความเงียบ ความเงียบงันที่ดูไม่เป็นมิตรมากกว่าเสียงนาฬิกา ความเงียบที่บีบรัดผม ผมรู้สึกได้ว่าตัวผมสั่นเทา ไม่ใช่ด้วยความหนาว เพราะเหงื่อกาฬของผมออกชุ่มโชก ทันใดนั้นผมก็เห็นแสงแวบมาจากเงามืดของห้องน้ำที่ประตูเปิดอยู่ แสงแวบของดวงตาที่สะท้อนออกมา ขนทั่วตัวผมลุกซู่ และสติของผมก็ขาดผึง ผมร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง คว้าจับอะไรที่อยู่รอบตัวขว้างไปยังดวงตาคู่นั้น แต่มันไม่หายไป มันยังคงมองมายังผม แววตาของคนตาย แววตาคู่นั้นที่บอกอะไรบางอย่างกับผม ผมรู้ดีว่ามันอยากจะบอกอะไร ผมทะยานลุกจากที่นอน คว้าเอามีดจากตู้ วิ่งไปยังห้องน้ำที่ดวงตานั้นยังจับจ้องผมอยู่ และสับลงไป เสียงมีดกระทบผนังดังเคร้งพร้อมกับประกายไฟแวบหนึ่ง ซึ่งก็พอจะให้ผมเห็นถึงขอแขวนผ้า 2 อันในห้องน้ำที่ผมติดเอาไว้ ก่อนที่ความมืดจะมาและแสงสะท้อนของมันก็กลับมา เสียงด่าขรมจากห้องข้าง ๆ ดังขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจมันนัก ประสาทของผมดูเหมือนว่าจะสิ้นสุดความอดทนแล้ว ผมค่อย ๆ หัวเราะออกมาตอนแรกก็เบา ๆ แล้วก็ดังขึ้น ๆ จนกระทั่งดังลั่น ประสานกับเสียงทุบฝาผนังของคนห้องข้าง ๆ หึ…หึ…หึ…ฮ่า..ฮ่า…ฮ่า…
แสง แรกของยามเช้าส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เสียงเอะอะเอ็ดตะโรเงียบไปนานแล้ว ในห้องตอนนี้มีแต่ผมที่นั่งคุดคู้อยู่ที่มุมห้อง ผมยังคงหัวเราหึ ๆ อยู่เบา ๆ ในลำคอ สายตาของผมไม่ได้มองไปยังที่ใด เพราะในหัวของผมเป็นแต่ใบหน้าของชายคนนั้น และ สายตาที่เบิกโพลงที่มองมายังผม พร้อมกับคำถามที่ผมรู้แม้ว่าเจ้าตัวไม่สามารถจะบอกได้ว่า …”ทำไมต้องฆ่าฉันด้วย….” ผมหยุดหัวเราะและในที่สุดน้ำตาหยดแรกก็เริ่มไหลออกมาจากตา นบของความรู้สึกของผมในที่สุดก็พังทะลาย ผมเริ่มร้องให้ ผมยกมือทั้งสองข้างของผมขึ้นมาปิดหน้า แล้วผมก็เห็นมือทั้งสองข้างของผมมีสีแดงฉาดเพราะแสงที่ส่องทะลุผ้าม่านสีแดง ส่องมายังมือของผม แต่สิ่งที่ผมเห็นมันคือเสือดของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ที่เปรอะเปื้อนมือผมอย่างไม่สามารถล้างออก น้ำตาของความสำนึกไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ผมคงร้องอย่างนั้นเป็นชั่วโมง ก่อนที่ผมจะลุกขึ้น ผมรู้สึกโล่งอกขึ้นเมื่อผมตัดสินใจได้ ใช่ผมต้องได้รับการลงทัณฑ์ในสิ่งที่ผมก่อ ไม่ว่าอย่างไรชีวิตต้องเดินต่อไป หรือไม่นี่ก็เป็นสุดทางเดินชีวิตของผมแล้ว….












