• โดย… ปราการ รัตนวิสุทธิตระการ

    ผมทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่เข่าของผมไม่มีแรงที่จะพยุงตัวอีก แรงทั้งหมดของผมดูเหมือนจะหมดไปแล้ว โลกทั้งโลกดูเหมือนจะหมุนขว้าง มือของผมสั่นเทา อากาศในตรอกดูเหมือนจะเย็นวูบลงทันที แต่กระนั้น เหงื่อไม่รู้ว่ามาจากไหนไหลออกมาจนชุ่มแผ่นหลัง เสียงเอะอะจอแจของท้องถนนดูเหมือนจะห่างไกลออกไป ณ.ที่นี้ที่ส่วนมืดมิดของเมืองใหญ่ ในเงามืดของตรอกเล็ก ๆ ผมจ้องลงไปที่ร่างที่ล้มอยู่เบื้องหน้า ไม่มีเสียงใด ๆ ลอดออกมาจากร่างที่เป็นเงาอยู่นั้น ผมรู้สึกว่ามือของผมชุ่มโชก ผมยกมือขึ้นดู แสงไฟเล็กน้อยจากปากตรอกส่องให้เห็นน้ำที่เหนียวค่อย ๆ หยดจากมือของผม ลงไปรวมกับน้ำที่ค่อย ๆ แผ่กระจายออกมาจากร่างนั้นอย่างช้า ๆ เสียงแตรรถดังขึ้นดึงผมจากการจ้องมือตัวเอง ผมส่ายหน้าไปยังปากตรอก ที่นั่นคนเดินขวักไขว่ แต่ไม่มีใครสักคนที่มองเข้ามาหรือหยุดยืนอยู่ ผมรีบเช็ดมือของผมกับเสื้อ เสียงลมหายใจของผมไม่เป็นจังหวะ ผสานกับเสียงเต้นระรัวของหัวใจที่สั่นแทบจะหลุดออกมาจากอก ผมค่อย ๆ ยื่นมือออกไปช้า ๆ อย่างไม่สามารถหยุดอาการสั่นเทาของมันได้ไปยังร่างที่อยู่เบื้องหน้า ผมพยายามระงับความตื่นเต้น และเริ่มตระหนักถึงสถานะของตัวเอง ผมรีบล้วงมือเข้าไปยังกระเป๋าหลังของร่างนั้น ควานหากระเป๋าเงินของเขา ใช่แล้วของชายคนนี้ จะว่าไปแล้วผมไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะเป็นอย่างนี้เลย ใช่ผมยอมรับว่าผมต้องการเงิน แต่ผมไม่เคยคิดจะทำให้เขาเจ็บ แต่ผมไม่สามารถถอยได้อีกแล้ว ก็เขาดันโพล่เข้ามาในตอนที่ผมไม่มีทางอีกแล้ว ในขณะที่ผมยืนอยู่ในความมืดของตรอกและรู้สึกตันตื้อไม่มีทางออก ผมต้องการเงินมันก็เท่านั้น ผมกำลังเสี้ยนยา แต่ผมไม่มีเงินที่จะซื้อมันอีก ผมเข้ามาในตรอกนี้เพราะอาการเสี้ยนยามันกำเริบทำให้ผมคลื่นไส้ ผมเซเข้ามาในตรอกแล้วเอามือยันกำแพงและขย้อน แล้วเขาก็ดันโพล่เข้ามาในตรอกนี้ เขาก็ดูเป็นเด็กหนุ่มเหมือน ๆ กับผม แต่งตัวดี ใส่เสื้อยืดสีขาวมี ใส่แจ็คเก็ตเดำ และกางเกงยีนที่ค่อนข้างคับ ดูเป็นนักเที่ยว ท่าทางจะดื่มมาพอควร เดินเลยผมลึกเข้าไปอีก ผมมองตามเขาเข้าไป ที่กระเป๋าหลังของกางเกงยีนที่คับนั้นเองที่ผมเห็นกระเป๋าเงินของเขาที่ตุงอยู่ แล้วเขาก็เดินหายเขาไปในเงามืดของตรอก มีเสียงน้ำไหลกระทบพื้นดังลอดออกมา ทันใดส่วนหนึ่งในใจผมก็กระตุ้นให้ผมชักเอามีดพับออกมาแล้วเดินตามเข้าไปอย่างช้า ๆ ผมเริ่มเห็นหลังของเขาลาง ๆ ก่อนจะชัดขึ้น ๆ เสียงน้ำหยุดไปแล้ว มีเสียงถอนหายใจ แล้วมีเสียงซิปที่ถูกรูดดังขั้น และก่อนที่เขาจะหันหลังกลับออกมา ผมก็ยื่นมือของผมออกไปตวัดปิดปากของเขาอย่างรวดเร็ว แล้วดึงเขาเข้ามาหาตัวก่อนที่จะใช้มีดจ่อเข้าไปที่คอของเขา ก่อนที่ผมจะพูดขู่เขาหรือทำอะไร เขาก็ใช้ศอกตีเข้าที่ท้องผมทำให้ผมคู้ตัวลงปล่อยให้เขาหลุดออกจากวงแขน เขาหันกลับตั้งการด์และจะตะโกนร้อง ผมทั้งเจ็บทั้งโกรธ จึงแทงมีดในมือเข้าที่ท้องเขาอย่างแรง มีเสียงดังอ๊อกเบา ๆ จากปากของเขาก่อนที่เขาจะทรุดล้มลงในท่าโก้งโค้ง และผมก็ทรุดลงเหมือนกัน … นั่นแหละทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะปล้นใครมาก่อน อย่าว่าแต่จะแทงใครเลย แต่นี่มันสุดวิสัย เขาดันโพล่เข้ามา แล้วเขาดันไม่ยอมผมดี ๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเขาบาดเจ็บมากแค่ไหน แต่พระเจ้าเป็นพยานเถอะ เดี๋ยวหลังจากผมเอากระเป๋าของเขาไปแล้ว ผมจะหาตู้โทรศัพท์สักตู้แล้วโทรเรียกรถพยาบาลให้เขา ผมไม่กลัวหรอกว่าเขาจะจำผมได้ ตอนแรกเขาก็ไม่เห็นหน้าผมแน่ ๆ อยู่แล้วเพราะผมก้มตัวอยู่ แถมยังยกมือยันกำแพงบังอยู่ด้วย และตอนที่เขาหันกลับมาก็ไม่มีแสงมากพอจะให้เขาเห็นหน้าผมแน่ ๆ ….ก่อนที่ผมจะคิดอะไรต่อ ผมก็รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างนั้น เขาเงียบ ใช่เขาเงียบเกินไป ไม่มีเสียงคราง หรือแม้แต่เสียง…ลมหายใจ ผมดึงมือที่ควานหากระเป๋าออกมาจากระเป๋าหลังของเขา ค่อย ๆ ยื่นเข้าไปจ่อที่จมูกของเขา ไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย เขาไม่หายใจแล้ว แสงสะท้อนจากตาที่เบิกโพลงของเขาเข้าตาผม ใช่แล้ว…เขาตายแล้ว…

    นี่หมายถึงผมได้ฆ่าคนตาย ทันใดทั้งร่างของผมรู้สึกเย็นเชียบ นี่มันร้ายแรงกว่าที่ผมคิดไว้มากกว่ามากนัก… ผมสะดุ้งทันทีที่คิดได้ ผมผวาออกจากศพ ก่อนที่อาการเสี้ยนยาจะกลับมาอีก ทำให้ผมรู้สึกอยากมากกว่าเดิม ผมตัดสินใจทันที ชีวิตต้องเดินต่อไป ผมไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว ผมเริ่มสำรวจตัวเอง ผมก็พบว่าเมื่อครู่นี้ผมเช็ดมือของผมเข้ากับเสื้อยืดของผมทำให้เลือดเลอะ อยู่ ส่วนยีนที่ผมใส่นั้นดูเหมือนว่าผมจะโชคดีที่ไม่มีรอยเลือดเลอะเลย ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมค่อย ๆ ยกศพของเขาขึ้นอย่างระวังไม่ให้เลือดของเขาโดนตัวอีก แล้วแบกลึกเข้าไปในตรอกจนสุดตรอกตันตรอกนั้น ผมใช้มือค่อย ๆ ลูบดูแจ็คเก็ตของเขาดูเหมือนว่าเลือดจะไม่เลอะแจ็คเก็ตเขามากนัก และสีดำก็คงทำให้เสือดไม่สะดุดตา ผมจึงค่อย ๆ ถอดเอาแจ็คเก็ตของเขาออกมา และสวมเข้ากับตัวโชคดีที่รูปร่างของเขาใกล้เคียงกับผมมาก ผมรูดซิปของแจ็คเก็ตขึ้นจนสุดปิดรอยเลือดที่ติดอยู่ที่เสื้อยืดของผม แล้วผมก็ดึงเอามีดที่ปักอยู่ออกมา ผมถอดเสื้อยืดของเขาออกมา ใช้เสื้อของเขาเช็ดมีดก่อนซุกเสื้อของเขาไว้ในแจ็คเก็ต โดยเก็บมีดเอาไว้กับเสื้อของเขา ผมมองไปยังร่างที่เปลือยท่อนบนของเขา ใช่สิ่งที่ทำให้ผมต้องทำอย่างนี้ผมยังไม่ได้ทำ ผมรีบค้นกระเป๋าหลังก่อนจะดึงเอากระเป๋าของเขาออกมาแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าแจ็ค เก็ต เสร็จทุกอย่างแล้ว ผมค่อย ๆ เดินออกถอยมาจากที่นั้น ผมเห็นร่างของเขาค่อย ๆ ถูกความมืดกลืนไประหว่างที่ผมค่อย ๆ ออกสู่แสงสว่างของเมืองใหญ่ ผมหันกลับไปยังปากตรอกค่อย ๆ เดินออกไปอย่างปกติ ดูเหมือนว่าทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีใครผิดสังเกตผมแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าปีศาจจะเข้าข้างผม…

    …ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย…ดูเหมือนเป็นความฝันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่ไม่รู้เรื่องนัก ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ผมถูกแสงไฟมากมายส่องมายังตัว มีดวงตาหลังแสงไฟนั้นมองจ้องมายังผมในความเงียบ ภาพที่ผุดขึ้นมาสลับคือมือของผมที่แดงฉานไปด้วยเลือด และร่างของเขาที่นอนจมกองเลือดอยู่… นี่เป็นวันที่ 2 แล้วหลังจากคืนนั้น คืนที่ผมได้ก่ออาชญากรรมที่ไม่อาจเรียกคืนได้ นับแต่คืนนั้นมา ไม่มีคืนไหนที่ผมสามารถนอนหลับได้อย่างมีความสุขอีก แม้ผมจะพี้ยามาเต็มที่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีกแล้ว เมื่อก่อนเมื่อผมได้ยาผมจะรู้สึกเบาโหวงและรู้สึกปลดเปลื้องเหมือนขึ้นสวรรค์ แต่ตอนนี้…มันเหมือนกับนรกมากกว่า ยิ่งผมพี้มันหนักมากเท่าไหร ก็ดูเหมือนว่าฝันร้ายมันจะหลอกหลอนผมมากขั้นเท่านั้น …

    … ยัง ยังไม่มีใครตามหาผม ข่าวจากหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งเช้าก็ไม่มีรายละเอียดมากนัก แค่บอกถึงสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว และที่เหนือความคาดหมายของผม ชายคนหนึ่งที่เข้าไปหลังจากผมออกมาสักพัก โชคร้ายที่ไอ้หมอนี่ร้องดังลั่นออกมากับหน้าซีดเผือก หนำซ้ำออกมาเจอกับตำรวจพอดีอีก ดูท่าจะเป็นคนขี้ขลาดเอาการ จนกระทั่งพูดผิด ๆ ถูก ๆ ตอนที่ถูกจับฐานผู้ต้องสงสัย ทำให้ตำรวจมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ที่ไม่สามารถจับได้ก็เพราะของกลางกับอาวุธไม่ถูกค้นพบกับตัวผู้ต้องสงสัย หรือบริเวณใกล้เคียง แน่นอนจะพบได้ยังไง ในเมื่อผมนำมันไปทิ้งไว้ในถังขยะหลังตลาดรวมกับเศษขยะของตลาดที่ไม่ค่อยมีคน อยากค้น ห่างออกมาจากที่เกิดเหตุตั้งกิโลฯ …นายสุเมธ ถาวรวัตน์คือชื่อของคนที่ตายคนนั้น ใช่หนังสือพิมพ์ลงข่าว แต่ถึงไม่ลงผมก็รู้เพราะเมื่อผมเปิดกระเป๋าของเขาออก ผมก็เจอเงินเกือบหมื่นกับบัตรประจำตัวนักศึกษาของเขาที่บอกชื่อและสถาบันของ เขาเอาไว้ ก่อนที่ผมจะทิ้งกระเป๋ากับเอกสารทั้งหลายพร้อมกับมีดและเสื้อผ้าเปื้อนเลือด ไป ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์ ไม่มีใครสาวมาถึงตัวผม และสังคมก็ได้จำเลยไปแล้ว แต่กระนั้นผมก็ยังไม่สบายใจ คล้ายกับถูกจับตามองจากคนรอบ ๆ ตัวตลอดเวลา เหมือนว่าอย่างน้อยต้องมีตาสักคู่หนึ่งที่รู้ว่าผมเป็นฆาตกร ทุกครั้งที่ผมหันไปมองรอบ ๆ จะต้องมีใครสักคนมองกลับมาจับจ้องที่ผม ผมไม่กล้าออกไปข้างนอก ผมกลัว ๆ ทุกครั้งที่เปิดประตูออกไป กลัวสายตาของคนรอบข้าง กลัวเขาจะมองเห็นอะไรที่ผมไม่คาดคิด สิ่งที่ผมลืมทำ สิ่งที่ผมพลาด ผมได้แต่คุดคู้อยู่ในห้องแถวเล็ก ๆ ของผม ผมไม่…. ปัง ๆ ๆ ๆ ผมสะดุ้งเฮือก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไม่นะ คงไม่ใช่ตำรวจนะ ผมค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นช้า ๆ อย่างเงียบ ๆ ค่อย ๆ ย่องไปยังช่องหน้าต่าง แล้วค่อย ๆ แง้มผ้าม่านถูก ๆ ที่บังสายตาของผมขึ้นเล็กน้อย เพียงแวบแรกที่เห็นทำให้ใจผมหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม ไม่ เป็นไปไม่ได้ เขารู้ได้ยังไง ผมเห็นตำรวจ….อ๊ะ…ไม่ใช่ ผมสะบัดหัวสองสามครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วมองอีกครั้ง…. อา..ใช่ครั้งแรกผมมองผิดไปเอง ผมเดินไปเปิดประตู บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายให้ …. ดูเหมือนว่าความกลัวจะเกาะกินใจผมจริง ๆ ไม่ว่าอะไรรอบตัวก็ดูคล้ายไม่มีความเป็นมิตรหลงเหลืออยู่อีก ก่อนที่ผมจะปิดประตู เจ้าของห้องเช่าก็เดินเข้ามาทวงค่าเช่าที่ค้างอยู่ 2 เดือน ยายปีศาจร้ายปากจัดขู่ให้ผมจ่ายไม่งั้นก็ย้ายเสีย แวบหนึ่งในสมองผมเห็น ยายปีศาจร้ายนอนอยู่บนพื้นโดยมีอีโต้ปักอยู่ที่หัว เสือดสาดกระจายทั่วใบหน้า มันสมองสีแดง ๆ เหลือง ๆ ค่อย ๆ ไหลเย้มจากช่องกระโหลกที่ถูกเปิดออก และแสงสะท้อนจากแววตาของหล่อนที่…. เหมือนกับเขา …

    .. ผมรู้สึกขย้อน ยกมือขึ้นปิดปาก แล้วรีบวิ่งไปยังห้องน้ำ โดยมีเสียงก่นด่าของยายปีศาจดังตามหลัง ผมเห็นอีก ภาพของยายปีศาจค่อย ๆ ถอยรูดไปตามพี้น สร้างรอยสีแดงคล้ำเป็นทาง จากเลือดที่ไหลจากแผลหลายแผลทั่วตัว โดยปากก็ร้องขอชีวิต จนสุดท้ายหลังของหล่อนก็จนอยู่ที่สุดตรอก…ใช่ตรอกนั้นอีกแล้ว ….ก่อนที่ผมจะเงื้อมีดที่ผมทิ้งไปแล้วเล่มนั้นแทงซวบเข้าที่ท้องของหล่อน ผมแทบจะรู้สึกถึงความตายที่กำลังย่างกรายเข้าสู่หล่อน แขนขาที่สั่นกระตุก ค่อย ๆ เบาลง ลมหายใจหนัก ๆ เฮือกหนึ่งก่อนจะหยุด เสียงครางเบา ๆ จากคอสั้น ๆ เสียงหัวใจที่ค่อย ๆ เงียบ แต่ผมยังแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้ว่าหล่อนจะเงียบไปแล้วก็ตาม และแสงสะท้อนจากแววตาของหล่อน….ผมรู้สึกสุดเลวร้าย…ทำไมต้องจ้องผมด้วยสายตาอย่างนั้น สายตาที่ผมไม่เข้าใจ สายตาที่ผมกลัว สายตาที่คนเป็น ๆ ไม่สามารถทำได้ สายตาในแบบเดียวกัน ….และเรื่องวันนี้ก็จบลงด้วยการจ่ายค่าเช่าที่ค้างจ่ายให้กับยายปีศาจ หลังจากที่ผมสามารถหยุดอาการสั่นเทิ้ม และพยายามละความคิดออกไปจากสมอง แต่….ยังความรู้สึกหนึ่งยังคงข้างอยู่ในอารมณ์ผม ความรู้สึกหนึ่งที่ผมยังไม่เข้าใจนัก…

    ….ผมยืนอยู่ในตรอกนั่น…ผมค่อย ๆ เดินลึกเข้าไปในตรอกอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงจอแจของเมืองให้ได้ยิน ดูเหมือนเวลาของทุกอย่างในโลกได้หยุดไป ยกเว้นในตรอกนี่เท่านั้น เมื่อเดินลึกเข้าไปในความมืดผมเริ่มเห็นหลังของชายคนหนึ่งค่อย ๆ ปรากฎชัดขึ้นในความมืด ผมค่อย ๆ เอื้อมมือขึ้นอย่างช้า ๆ และก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอีกชายคนนั้นก็หันหลังกลับมา ใบหน้าของเขาคือเขานั่นเองชายในตรอกเมื่อคืนนั้น คืนที่เปลี่ยนชีวิตของผม ใบหน้าของเขาซีดเผือก ปากที่ค่อย ๆ อ้าออกมีเลือดไหลเยิ้มออกมาช้า ๆ และที่สำคัญสายตาที่จับจ้องมายังผม ดูเหมือนว่าสายตาของเราทั้งสองต่างจับจ้องอยู่ที่ตาของอีกฝ่าย แต่ความอดทนของผมได้สิ้นสุดลงนับแต่วินาทีที่ผมเห็นสายตาคู่นั้นแล้ว แสงสะท้อนจากแววตาคู่นั้น ผมหันหลังกลับแล้วเริ่มวิ่ง ๆ ๆ แต่ไม่ว่าผมจะวิ่งเท่าไหร่ดูเหมือนว่าปากตรอกแห่งนั้นจะไม่มาถึง ยิ่งวิ่งปากตรอกก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกขณะ ขณะที่เบื้องหลังของผม มีเสียงหยดของน้ำ ติ๋ง…. สลับกับเสียงลากเท้าช้า ๆ เสียงนั้นค่อย ๆ ไกล้เข้ามาจนในที่สุดมันก็เข้ามาอยู่ติดหลังของผม ผมรู้สึกถึงความตายที่แผ่เงาทาบบนตัวผม ความเย็นยะเยียบที่เสียดแทงลึกเข้าไปในความรู้สึก

    ผมรู้สึกถึงสายลมเบา ๆ ที่ราดรดที่ต้นคอของผม ความมืดที่บีบรัดเข้ามาจากทุกทิศทาง และแววตาที่จ้องมองผมอย่างไม่สามารถหนีพ้น และ…เสียงคำถามที่ดังมาจากเบื้องหลัง…..”ทำไม…” ก่อนที่ผมจะสะดุ้งตื่น ผมหอบครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจ แต่กลับมีความรู้สึกแย่ที่สุดนับแต่เกิดมา ผมรู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ หายใจลำบาก ปวดไปหมดทั้งตัว ผมคงจะไม่สบาย ตาผมจับจ้องไปในความมืดที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัว เสียงของนาฬิกาดัง ติ๊ก ๆ ๆ ดูเหมือนว่าจะดังจนทำให้ผมยิ่งปวดหัวหนักขึ้น และมันยิ่งดังขึ้น ดังขึ้น จนหัวผมแทบจะระเบิด ผมจับเอานาฬิกาขว้างออกไป มีเสียงดังปัง ก่อนที่เสียงติ๊ก ๆ จะเงียบไป ตอนนี้เหลือเพียงความเงียบ ความเงียบงันที่ดูไม่เป็นมิตรมากกว่าเสียงนาฬิกา ความเงียบที่บีบรัดผม ผมรู้สึกได้ว่าตัวผมสั่นเทา ไม่ใช่ด้วยความหนาว เพราะเหงื่อกาฬของผมออกชุ่มโชก ทันใดนั้นผมก็เห็นแสงแวบมาจากเงามืดของห้องน้ำที่ประตูเปิดอยู่ แสงแวบของดวงตาที่สะท้อนออกมา ขนทั่วตัวผมลุกซู่ และสติของผมก็ขาดผึง ผมร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง คว้าจับอะไรที่อยู่รอบตัวขว้างไปยังดวงตาคู่นั้น แต่มันไม่หายไป มันยังคงมองมายังผม แววตาของคนตาย แววตาคู่นั้นที่บอกอะไรบางอย่างกับผม ผมรู้ดีว่ามันอยากจะบอกอะไร ผมทะยานลุกจากที่นอน คว้าเอามีดจากตู้ วิ่งไปยังห้องน้ำที่ดวงตานั้นยังจับจ้องผมอยู่ และสับลงไป เสียงมีดกระทบผนังดังเคร้งพร้อมกับประกายไฟแวบหนึ่ง ซึ่งก็พอจะให้ผมเห็นถึงขอแขวนผ้า 2 อันในห้องน้ำที่ผมติดเอาไว้ ก่อนที่ความมืดจะมาและแสงสะท้อนของมันก็กลับมา เสียงด่าขรมจากห้องข้าง ๆ ดังขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจมันนัก ประสาทของผมดูเหมือนว่าจะสิ้นสุดความอดทนแล้ว ผมค่อย ๆ หัวเราะออกมาตอนแรกก็เบา ๆ แล้วก็ดังขึ้น ๆ จนกระทั่งดังลั่น ประสานกับเสียงทุบฝาผนังของคนห้องข้าง ๆ หึ…หึ…หึ…ฮ่า..ฮ่า…ฮ่า…

    แสง แรกของยามเช้าส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เสียงเอะอะเอ็ดตะโรเงียบไปนานแล้ว ในห้องตอนนี้มีแต่ผมที่นั่งคุดคู้อยู่ที่มุมห้อง ผมยังคงหัวเราหึ ๆ อยู่เบา ๆ ในลำคอ สายตาของผมไม่ได้มองไปยังที่ใด เพราะในหัวของผมเป็นแต่ใบหน้าของชายคนนั้น และ สายตาที่เบิกโพลงที่มองมายังผม พร้อมกับคำถามที่ผมรู้แม้ว่าเจ้าตัวไม่สามารถจะบอกได้ว่า …”ทำไมต้องฆ่าฉันด้วย….” ผมหยุดหัวเราะและในที่สุดน้ำตาหยดแรกก็เริ่มไหลออกมาจากตา นบของความรู้สึกของผมในที่สุดก็พังทะลาย ผมเริ่มร้องให้ ผมยกมือทั้งสองข้างของผมขึ้นมาปิดหน้า แล้วผมก็เห็นมือทั้งสองข้างของผมมีสีแดงฉาดเพราะแสงที่ส่องทะลุผ้าม่านสีแดง ส่องมายังมือของผม แต่สิ่งที่ผมเห็นมันคือเสือดของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ที่เปรอะเปื้อนมือผมอย่างไม่สามารถล้างออก น้ำตาของความสำนึกไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ผมคงร้องอย่างนั้นเป็นชั่วโมง ก่อนที่ผมจะลุกขึ้น ผมรู้สึกโล่งอกขึ้นเมื่อผมตัดสินใจได้ ใช่ผมต้องได้รับการลงทัณฑ์ในสิ่งที่ผมก่อ ไม่ว่าอย่างไรชีวิตต้องเดินต่อไป หรือไม่นี่ก็เป็นสุดทางเดินชีวิตของผมแล้ว….

    Tags: ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    “แม่คะ เตรียมแปลงไว้ลงอะไรคะ” ฉันเดินไปสวนครัวหลังบ้าน เห็นแม่กำลังยกแปลงเตรียมดินไว้สองแปลง

    “แม่ว่าจะลงฟักทองน่ะตะวัน เก็บถั่วหมดเมื่อเดือนที่แล้วที่มันว่าง ปลายฝนพอดีด้วย”

    “ฟักทองไม่ชอบฝนเหรอคะแม่” ฉันลงไปช่วยเก็บเศษหญ้าและทุบดินก้อนใหญ่ให้แตก

    “ฟักทองชอบแดดจัด และไม่ชอบชื้นแฉะจ้ะ ปลูกช่วงหน้าหนาวจะดี ถ้าจะเริ่มปลูกก็ปลายฝนต้นหนาวเหมาะที่สุดจ้ะ” เราช่วยกันทำดินให้ร่วน ใส่ปุ๋ยคอกแล้วคลุกดินอีกครั้ง รดน้ำสวนครัวชนิดอื่นๆเสร็จ แดดก็เริ่มแรงขึ้น

    “เมื่อเช้าตอนแม่ใส่บาตรอยู่ ดาวโทรมานะคะ บอกว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงออกพรรษานี่ค่ะ แฟรงค์จะมาบันทึกรายการโทรทัศน์ เรื่องตักบาตรเทโวด้วยค่ะ” ฉันพูดถึงปลายดาวน้องสาวคนเล็กที่มีครอบครัวน่ารักอยู่ออสเตรเลีย

    “แล้วจะพาหลานมาด้วยหรือเปล่า”

    “มาด้วยทั้งคู่เลยค่ะแม่ คราวนี้มาอยู่ 2 อาทิตย์เลยนะคะ ส่วนคณะของแฟรงค์เขาก็พักโรงแรมกัน”

    “ดีเลย เดี๋ยวแม่จะทำสังขยาฟักทอง แบบนึ่งทั้งลูกดีไหม แฟรงค์มาคราวก่อนเห็นบอกว่าชอบ”

    บ้านเรามีชีวิตชีวาขึ้นมากเมื่อหลานชายทั้งสองคนมาอยู่ เด็กชายไทคนโต 3 ขวบครึ่งกำลังอยากรู้อยากเห็น และซนมาก ส่วนเด็กชายทิมคนเล็ก 8 เดือนเหมือนตุ๊กตาฝรั่ง ผมหยิก ตาสีเขียวใส มองตาแป๋วแหวว ชอบทำเสียงอือออเวลาที่ถูกใจ

    ไทชอบวิ่งเล่นในสวนครัว พอบอกว่าทุกชนิดในบริเวณนี้กินได้ก็ลองเด็ดใบไม้ทุกใบเข้าปาก ต้องคอยห้าม ตอนเช้าไทมีหน้าที่รดน้ำต้นไม้กับคุณยาย และจะมีคำถามทุกวันวันละหลายสิบคำถาม

    “แกรนด์มา ครับ ทำไมใบนี้มีกลิ่น แล้วใบนี้ไม่มี”

    “ทำไมเราไม่เอาใบยาวๆนี้ไปใส่ซุปบ้างล่ะครับ” “ทำไมเราไม่กินใบนี้ด้วยล่ะครับ กินได้แต่ลูกมันหรือครับ” ฯลฯ

    วันนี้ไทช่วยคุณยายกับป้าตะวันปลูกฟักทอง ป้าตะวันขุดหลุมลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร คุณยายเอาปุ๋ยคอกโรยก้นหลุมเล็กน้อย ไทเป็นคนหยอดเมล็ดฟักทองที่แช่น้ำมาแล้ว 1 คืน ลงในหลุม ทุกครั้งที่หยอดไทจะนับ 1-2-3-4-5 หยอด 5 เมล็ด แล้วเอาดินกลบ ไทภูมิใจมากที่รู้ว่าต่อไปเมล็ดที่ไทหยอดนั้นจะกลายเป็น pumpkin ผลโต

    “เมื่อไรจะโตล่ะครับแกรนด์มา” ไทถาม

    “ก็อีก 2 เดือนจ้ะ ประมาณคริสต์มาส ถ้าไทมาหาคุณยายอีกก็จะเห็นต้นมันจ้ะ มีดอกสีเหลืองแล้วด้วยนะ”

    “แล้วเมื่อไรเป็น pumpkin ล่ะครับ” ไทเอาบัวเล็กๆรดน้ำ ป้าตะวันเกลี่ยฟางคลุมแปลงที่หยอดเมล็ดไว้แล้ว

    “เดือนมกราคมก็เริ่มมี pumpkin เล็กๆแล้ว ถ้าอยากให้โตกว่านั้นต้องรอเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมจ้ะ” คุณยายตอบหลาน

    “แล้วเราเก็บมาทำ Jack-o’-lantern ได้ไหมครับ” ไทหมายถึงฟักทองที่แกะเป็นรูปหน้าประหลาดๆ แล้วจุดเทียนไว้ข้างใน ช่วงเทศกาลฮัลโลวีน ปลายเดือนตุลาคมนี้

    “ได้สิจ๊ะ แต่ปีนี้เราต้องซื้อมาก่อนนะ เพราะที่เราปลูกจะยังโตไม่ทันจ้ะไท” ไทมีความสุขมาก ไปคุยให้แฟรงค์ฟังว่าวันนี้เขาปลูกฟักทองกับคุณยาย และคุณยายจะส่งฟักทองที่เขาปลูกไปให้แดดดี้ทำ Jack-o’-lantern ในวันฮัลโลวีนปีหน้าด้วย

    Tags: , ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    ต้องยอมรับว่า กระแสกีฬาในปัจจุบันนี้รุนแรง และเป็นที่นิยมของคนทุกหมู่เหล่า

    ไม่ว่าจะเป็นทั้งชายและหญิง
    ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วันฉกรรจ์ หรือวัยโรย
    ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนคอเสื้อขาว(white collar) หรือคอเสื้อฟ้า(blue collar) คนทำงานสำนักงานหรือคนทำงานโรงงาน
    ไม่ว่าจะเป็นชาวกรุงเทพหรือต่างจังหวัด

    เมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยน นักกีฬา หรือคนที่เก่งทางด้านกีฬา ก็จะกลายเป็นฮีโร่ของทุกคน ถ้าเป็นเหล่าไฮโซ ก็ต้องกอล์ฟ เทนนิส เล่นสค็วอช หรือดำน้ำ ถ้าเป็นคนระดับกลาง ก็จะมีตั้งแต่ แบดมินตัน ว่ายน้ำ ส่วนคนระดับโลโซ ก็จะวิ่ง ชกมวย
    แต่กีฬาที่ได้รับการยอมรับจากทุกชนชั้น คือฟุตบอล ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีความสมดุลในตัวของมันเอง ไม่ว่าด้านความแข็งแกร่ง ความเร้าใจ ความรวดเร็ว ความสวยงาม ความเป็นทีม ความเท่ และความง่ายในการชม จึงไม่แปลกว่า ฟุตบอลเป็นประเภทกีฬาที่มีคนชมมากที่สุดในโลก เอาเป็นว่าไม่ชอบเล่น ก็ต้องชอบดู

    ด้วยความที่กีฬาที่ยอดนิยม เริ่มทำให้สิ่งต่าง ๆ เข้ามาทำธุรกิจกับมัน เช่น ของชำร่วย แฟชั่น สปอนเซอร์ การถ่ายทอดสัญญาณ และแน่นอนที่สุด การพนัน!!!

    tanon_17

    ผมไม่ปฏิเสธว่า การพนันฟุตบอล หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เล่นบอลนั้น มีมานมนาม แต่ต้องยอมรับว่า ในอดีตนั้นการพนันบอลไม่เหมือนกับปัจจุบัน ในอดีตจะมีเล่นได้เสียก็ต่อเมื่อคู่นั้นค่อนข้างสูสี หรือทิ้งกันไม่ว่า โดยจะมีการต่อกัน ครึ่งลูก หนึ่งลูก หรือลูกครึ่ง ซึ่งถ้ามากกว่านั้น ฝ่ายที่ต่อมักจะไม่ยอม เพราะความเสี่ยงสูง ในขณะที่ฝ่ายรองก็ไม่อยากเล่น สำหรับคู่ที่ฝีเท้าทิ้งกันมาก ๆ ทำให้การพนันบอลไม่เป็นที่เผยแพร่มากนัก

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันไม่ใช่อย่างนั้น

    พนันบอลได้ถูกพัฒนาขึ้นมากเรื่อย ๆ ทั้งอัตราต่อรอง และจุดรับพนัน

    อัตราต่อรองได้ทำขึ้นมาให้น่าสนใจ สำหรับทั้งสองทีม โดยมีการต่อลูก และต่ออัตราจ่าย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายน่าสนใจ และเคยได้รับข้อมูลว่า คนที่คิดสูตรอัตราต่อรองแบบนี้เป็นคนแรก เป็นนักพากย์ชื่อดังที่เสียชีวิตไปแล้ว (จริงหรือเท็จใครทราบช่วย e-mail บอกด้วยครับ)

    จุดรับพนันมีอยู่เกลื่อนเมือง เรียกกันว่าบ่อนวิ่ง ส่วนใหญ่นักเล่นจะรู้กันว่าใครรับ ที่สังเกตง่าย ๆ คือ คนที่รับมักจะถือโทรศัพท์มือถือหลาย ๆ เครื่อง

    โทรทัศน์ ทั้งสถานีฟรี และ ยูบีซีที่เสียค่าสมาชิก ก็มีถ่ายทอดสดเกือบทุกนัด

    มันสุดล่ะครับ ทั้งดูกีฬาและพนันไปในตัว

    มันเป็นเรื่องต้องยอมรับว่า คนไทยเป็นชนชาติที่นิยมการพนันขันต่อ บวกกับฟุตบอลที่สุดมัน ถ่ายทอดกันสด ๆ รวมถึงการรายงานผล และการทำนายทายทักว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะของสถานีต่าง ๆ พร้อมกับการเอื้ออำนวยความสะดวกในการรับพนัน ด้วยโทรศัพท์ เครดิตที่น่าเชื่อถือของปั๊วทั้งหลาย ไม่แปลกใจว่าทำไมพนันบอลมันถึงเฟื่องฟูปานนี้

    สิ่งที่ผมจะพูดถึงวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของชนชาติไทยที่ชอบพนันขันต่อ เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ที่ค่านิยม รวมทั้งการให้การอบรมสั่งสอน ขัดเกลาจิตใจ

    ไม่ใช่การถ่ายทอดสดฟุตบอล เพราะเป็นธุรกิจของสถานีต่าง ๆ และความบันเทิงของผู้ชมแท้ ๆ

    ไม่ใช่การที่มีปั๊วผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เพราะเขาเหล่านั้นรักอาชีพที่ไม่สุจริต รักที่จะทำธุรกิจแล้วทำให้ครอบครัวคนอื่นล่มสลาย และรักการทำเงินจากความหายนะของคนชอบพนัน

    แต่เป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์กีฬา หนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับฟุตบอล ที่ให้อัตราการต่อรองแบบโจ๋งครึ่ม อย่างที่แสดงอยู่นี้

    ยังพออนุโลม ถ้าท่านพูด ถึงอัตราต่อรองของบ่อนพนันที่ถูกกฎหมายของต่างชาติ เพราะสามารถแก้ตัวเอาข้างถูว่า เป็นข่าวแปล หรือข้อมูลสำหรับนักพนันบางท่านที่ต้องการพนันข้ามชาติ

    แต่สิ่งที่ท่านทำอยู่ คือลงอัตราต่อรองของบ่อนในประเทศ ของปั๊วต่าง ๆ ในประเทศ ซึ่งเป็นบ่อนที่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอนที่สุด

    โดยสามัญสำนึกของ คนที่เป็นฐานันดรที่ 4
    คนที่ปาวารนาตัว เป็นสื่อสารมวลชน
    คนที่หากินกับคนทั้งชาติ โดยเฉพาะกับคนที่หลงไหลกีฬา
    คนที่สามารถส่งผลต่อความนึกคิดของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะวัยรุ่น
    ผมไม่คิดว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอย ู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

    คุณกำลังทำให้คนที่หลงใหลฟุตบอล เปลี่ยนเป็นคนที่หลงใหลพนัน
    คุณกำลังเอื้อให้คนทำผิดกฎหมาย ทำได้สะดวกมากขึ้น
    คุณกำลังเปลี่ยนครอบครัวที่อบอุ่น ให้แตกแยกในอนาคตอันใกล้
    คุณกำลังกรุยทางให้เด็กวัยรุ่น เข้าสู่เส้นทางเสียคน
    ฯลฯ

    มันเป็นเรื่องที่น่าตลกสิ้นดี ที่หนังสือพิมพ์ส่วนหนึ่ง ลงข่าวด้านลบของพนันบอล เช่น พนักงานฉ้อโกงบริษัท นักเรียนปล้นฆ่า เพื่อนำเงินไปเล่นบอลหรือจ่ายบอล แต่หนังสือพิมพ์ส่วนหนึ่ง ลงราคาต่อรองพนันฟุตบอลที่ผิดกฎหมาย

    ประเทศไทย รัฐบาลไทย กระทรวงศึกษา สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ สมาคมฟุตบอล กรมตำรวจ ท่านทั้งหลายทำอะไรกันอยู่ ???

    หรือต้องรอให้พนักงานที่ฉ้อโกง นักเรียนที่ปล้นฆ่าตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ เป็นลูกหลานของท่านถึงจะพอใจ!!!

    Tags: ,

  • Eat Am Are 25.10.2000 No Comments

    โดย… พาฝัน

    ในบางเวลาที่ต้องรอนแรมอยู่บนถนน แล้วกระเพาะอาหารเจ้ากรรมเกิดส่งสัญญาณเตือนให้ส่งอาหารลงไปโดยด่วน แต่คุณกลับพบว่าตัวเองอยู่บนถนนไฮเวย์ยาวสุดลูกหูลูกตา นั่นข้างหน้ามองเหมือนมีทะเลสาบ เดี๋ยวจะมีร้านรวงให้หยุดแวะบ้างน่า พอขับไปมันไม่ใช่สักหน่อย เจ้ามิราจ (Mirage) ต่างหากที่ทำให้ดูเหมือนมีน้ำอยู่บนท้องถนน โดยเฉพาะในเวลาที่แดดร้อนจัดจ้า วันที่ต้องเดินทางไกล ลองหากล่องพลาสติก หรือตะกร้าสี่เหลี่ยมสักใบ (รูปทรงสี่เหลี่ยมจะไม่กินเนื้อที่ในรถ) ใส่อุปกรณ์จำเป็น เช่น มีด จาน ช้อน ขวดน้ำ แก้วน้ำ กระดาษเช็ดมือ กระติกน้ำร้อน หรือ กระติกน้ำแข็ง ผ้าพลาสติกผืนเล็ก ๆ สักผืน อุปกรณ์เหล่านี้ทำให้อาหารมื้อระหว่างทาง ดูเป็นเรื่องเป็นราวจริงจังขึ้นมาทันที ถ้ามีเวลามากหน่อย การจอดรถทานอาหารแกล้มวิวสวยข้างทาง ก็ทำให้คนขับได้พักสายตาและรีแลกซ์ขึ้นมาบ้าง ก่อนเลือกอาหารใส่ตู้กับข้าวบนรถของคุณ ให้ลองเช็คลิสต์ประเภทอาหารที่เหมาะกับการนำไปกินบนรถ อันดับแรกสุดเลยนั้น ต้องมีหีบห่อที่สามารถพกพาไปได้ง่าย (Packagable & portable) แห้ง หยิบจับสะดวก กลิ่นไม่รุนแรง ที่สำคัญต้องอร่อย (ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังหาความอร่อยได้) และต้องอิ่มทอ้ง

    ลองดูเมนู Food on the Wheel ที่จัดไว้เป็นเมนูแนะนำสำหรับชาว Summer ข้าวเหนียว - หมูปิ้ง จะจอดกิน หรือกินไปขับไปก็สะดวกดีทั้งนั้น เคล็ดลับในการกิน ให้ใช้มือข้างที่ว่างบีบข้าวเหนียวในถุงเบา ๆ ให้ข้าวเหนียวจับตัวติดกัน ปั้นให้เป็นก้อน ก่อนส่งเข้าปากตามด้วยหมูปิ้ง แต่ต้องระวังไม้ที่เสียบหมูทิ่มตำเหงือก กับอาการสุดท้ายที่มากับข้าวเหนียว ถ้ากินมากอาจทำให้ง่วงนอนในขณะขับขี่ ถ้าจะให้ดีเปิดไดเอทโค้กอีกสักกระป๋องล้างปากหลังอาหาร

    แซนด์วิชกับน้ำผลไม้กระป๋อง ขอบคุณคุณ John Mongtagu เซียนพนันชาวอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 18 ผู้คิดค้นตำรับแซนด์วิชขณะที่กำลังเล่นไพ่ติดลมจนไม่อยากลุกไปจากโต๊ะ เขาใช้ขนมปังสองแผ่นประกบกัน สอดไส้ด้วยเนื้อเย็นสองสามชิ้นเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาแซนด์วิชก็ได้ชื่อว่า เป็นอาหารที่สะดวกต่อการพกพามากที่สุดในโลก จะใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต หรือจะวางซุกไว้ในกระเป๋าถือ กระเป๋าเอกสารก็ได้ กรรมวิธีทำแซนด์วิชก็แสนง่าย เลือกขนมปังชนิดที่คุณชอบสัก 2 แผ่น ชอบไส้อะไรก็ใส่ลงไป จะเป็นแฮม ไส้กรอก ทูน่า หรือเป็นแกงพะแนงข้น ๆ น้ำพริกเผา หมูหยอง ได้ทั้งนั้น ถ้าชอบผักก็ใส่ผัก ตกแต่งให้มีหน้าตาสวยงามชวนรับประทานก่อนห่อตัดเป็นชิ้นสามเหลี่ยม จะได้สะดวกตอนเอาเข้าปาก แล้วกลั้วคอด้วยน้ำผลไม้กระป๋องบรรจุกล่อง ที่แช่เย็นในกระติกน้ำแข็ง

    ซาลาเปา อาหารเซ็ตนี้จะกินเป็นขนมหวาน หรือจะเป็นของคาวก็อิ่มทั้งสองแบบ เลือกไส้ตามใจชอบ กินเป็นมื้อเช้า กลางวัน ก็ได้ทั้งนั้น เวลาพกถ้าอยากกินอุ่น ๆ ให้ใส่ไว้ในกระติกอาหารแบบที่มีสองชั้น จะช่วยรักษาซาลาเปาให้อุ่นนุ่มตลอดเวลา จิบน้ำชาจีนร้อนที่ชงใส่กระติกไว้ก่อนออกเดินทาง

    กล้วยแขก / โอเลี้ยง ชุดนี้ไม้ต้องเตรียมไปจากบ้าน ไปหาเอาดาบหน้าได้เลย ถ้าเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย กล้วยแขกยิ่งกินยิ่งเพลิน โดยเฉพาะถ้ากินกับโอเลี้ยงที่ไม่หวานนัก หยิบกล้วยแขกแต่ละชิ้นอาจจะมีน้ำมันติดมือสักหน่อยก็เช็ดเอาแล้วกัน ถ้าไม่อยากมันมือ ก็ให้คนข้าง ๆ ช่วยป้อนให้ เห็นมั้ย ง่ายจะตายไป

    ซาโมซา / ชานมร้อน ๆ ซาโมซาเป็นอาหารแขก เป็นแป้งทอด สอดไส้มันผัดผงกะหรี่ หากินได้ตามสถานีรถไฟ รถบัสทั่วชมพูทวีป ถ้าเป็นเมืองไทยเขาก็เรียกกระหรี่ปั๊บนั่นเอง อาจหากระหรี่ปั๊บที่อร่อยกินยาก ก็ต้องหัดทำเอง ทำแล้วเก็บได้ 2 - 3 วัน ของอร่อยเย็นแล้วก็ยังอร่อยอยู่ เพิ่มความอร่อยด้วยการชงชานมแบบแขกแท้ ๆ (ต้มผงชากับน้ำนมในหม้อไม่ปิดฝาให้เดือด ใส่เม็ดจันทน์เทศ (Cardamon) กับยี่หร่า และเติมน้ำตาลทรายนิดหน่อย ก็เดือดพล่าน ดูว่าผงชาออกน้ำเต็มที่ก็กรองกากออก) ใส่กระติกพกไปด้วย กินแล้วอาจเคลิ้มว่าขับรถอยู่ในดินแดนภารตะ จะหาว่าไม่เตือน.

    ได้รับอนุญาตถูกต้องจากผู้เขียน
    ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Summer ฉบับสิงหาคม + กันยายน 2000

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกท่าน

    อาชีวะ………..พ่อทุกสถาบัน? ประโยคนี้ใครเป็นผู้คิดได้คนแรก ใครรู้ช่วยบอกที มีปรากฏให้เห็นทั่วไป ตามกำแพง บนป้ายจราจร หลังเบาะรถเมล์ หรือแม้บนเสาตอม่อสะพานทางด่วน

    ผมวิเคราะห์เอาเองว่า คนไทยมีวิญญาณกวี มาตั้งแต่เกิดโดยไม่รู้ตัว สมัยก่อนหนุ่มจีบสาว จะต้องเขียนกลอนรักส่งไปให้สาว แต่งเพลงเกี่ยวข้าวหน้าลงนา เพลงเรือในหน้าน้ำหลาก เรียกว่าหายใจเข้าออก เป็นโคลงเป็นกลอนกันเลยทีเดียว

    ในยุคนี้ก็ใช่น้อยหน้า กลอนเพจของวัยรุ่น สำหรับส่งข้อความจีบกัน หรือส่งไปให้เพื่อน กลอนเปล่าที่ไม่มีสัมผัส หรือแม้กระทั่งคำหรือสัญลักษณ์คิดขึ้นมา สำหรับใช้คุยกันแบบออนไลน์ที่เรียกกันว่า แชท [Chat] ถึงขนาดรวมเป็นเล่มออกมาขายกันเป็นล่ำเป็นสัน

    กลอนฟรีที่จะแนะนำ มักปรากฏอยู่ในที่สาธารณะ ในที่ต่างๆ ตามกำแพง แต่ที่น่าสังเกตก็คือผู้แต่งมักไม่เขียนบนกำแพงบ้านตัวเอง แต่ดันไปเขียนบนที่ของคนอื่น สร้างความเลอะเทอะพอสมควร แต่มีอีกมากอยู่ในห้องน้ำสาธารณะ เป็นสติกเกอร์ ติดกระจกรถ ติดท้ายรถบรรทุก ใครได้เห็นก็อดอมยิ้มในอารมณ์ขันของผู้คิดคำเหล่านี้ ไม่ได้

    ส่วนที่ปรากฏในที่นี้ เป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่มีอยู่ เอามาเสนอเพื่อเรียกน้ำย่อยเท่านั้น

    บนกำแพง ป้ายจราจร เสาสะพาน บนรถเมล์

    ส่วนใหญ่ข้อความที่ปรากฏ มักจะเป็นการประกาศศักดา ของบรรดาเหล่านักเรียนนักศึกษาผู้รักสถาบันทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าในน้ำมีปลา บางนามี………….ในช่องจุด….ที่เว้นไว้เป็นชื่อสถาบันมีชื่อเสียงย่านบางนา ประกาศให้รู้ว่าย่านบางนานั้นเราคุม นักเรียนมัธยมกางเกงขาสั้นก็ใช่ย่อยเขียนไว้ตามกำแพง หรือหลังเบาะรถเมล์…………เจ้าพ่อขาสั้น ใครอยากเป็นเจ้าพ่อก็เขียนได้ มีบางที่ประกาศความยิ่งใหญ่แค่สาขาที่ตนเองเรียน แย่งตำแหน่งกันภายในสถาบัน เช่นช่างก่อสร้างรุ่น 30 อยากเจอกับทุกคน อันนี้ไม่ใช่อยากเจอเพื่อท้าลองวิชาที่ร่ำเรียนมาหรอก ส่วนอยากเจอกับใคร เพื่ออะไรตามดูกันเอาเอง วันสถาปนาสถาบันอันนี้ก็เอามาอวดได้เหมือนกัน 32 มกราคม วันเทวดาเกิด มีบางสถาบันไม่เห็นด้วยว่าวันนั้นมีเทวดามาเกิด เลยพ่นทับข้อความด้านท้ายว่า วันหมาเกิด เห็นไหมครับว่าอารมณ์กวีเหลือเกิน มีการต่อบทต่อกลอนกัน

    ผนังห้องน้ำห้างสรรพสินค้า ห้องน้ำสาธารณะ

    ่ ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่หยาบคาย ลามก มีภาพประกอบบ้างนิดหน่อย ไม่เหมาะที่จะนำมาเผยแพร่ ผมเข้าห้องน้ำชายที่สถาบันการศึกษาของรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งใน กทม. เหนือโถฉี่บนผนังมีข้อความน่ารักร้ายๆ ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์หลายๆอารมณ์พร้อมกันได้ ข้อความที่ว่าคือ พ่อเเม่ส่งให้มาเรียน(เสือก)ดันมาเยี่ยว

    รถยนต์ส่วนตัว รถโดยสาร รถบรรทุก

    รถส่วนตัวมักติดสติกเกอร์ ร้านแอร์หรือไม่ก็ร้านเครื่องเสียงไว้ที่กระจกหลัง นอกเหนือจากนี้ที่นิยมติดกันมากคือ มือใหม่หัดขับ ประโยคนี้น่าจะขึ้นแท่นเป็นประโยคคลาสสิคไปแล้ว บางคันอารมณ์กวีเกิดเพราะต้องการประชดประชัน เช่นรถของทางราชการติดข้อความ ใช้ในราชการเท่านั้น

    แต่ของกวีนายนี้ติด ใช้นอกราชการเท่านั้น รถสองแถว หรือรถโดยสารชอบติดสติกเกอร์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับตนเองและผู้โดยสารเช่น ไม่มี่ท่านเราอด ไม่มีรถท่านเดิน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกัน ส่วน เดินในคนละนิดต่อชีวิตให้คนรถ อันนี้ออดอ้อนให้ช่วยชิดใน ผู้โดยสารจะได้ขึ้นได้อีก รายได้จะได้เยอะขึ้น ข้อความที่บ่งบอกได้ว่าคนทุกเพศทุกวัย ใช้บริการรถโดยสารต้องนี่เลย ขับเร็วคนแก่ก็ว่า ขับช้าวัยรุ่นก็บ่น มีบ้างที่ข้อความเหมือนกันแต่ดัดแปลงตัวบุคคล ขับเร็วเมียหลวงก็ว่า ขับช้าเมียน้อยก็บ่น อันนี้วิเคราะห์เล่นๆว่า เมียน้อยกับเมียหลวงต้องมีวัยต่างกันแน่นอน

    สำหรับท้ายรถบรรทุกสิบล้อแล้ว เป็นที่รวมข้อความเด็ดๆ รถสิบล้อมักวิ่งช้าในเวลากลางวันเพราะตำรวจดักจับ เป็นโอกาสดีถ้าเราขับตามหลัง จะได้อ่านประโยคเด็ดๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ แต่ก็อย่าเพลินจนเกิดอุบัติเหตุ แซงไปเลยไอ้น้องเมีย อันนี้ใครขับตามมักไม่กล้าแซง ทำไมดูกันเอาเอง ส่วนต้องรีบแซงถ้าสิบล้อคันหน้าติดประโยคนี้ ดีใจจังคันหลังก็ลาว สำหรับอันนี้ผมยกให้เป็นประโยคเด็ดประจำสหัสวรรษ นายกชวนยังหลีกภัย(มึง)คุณเป็นใครไม่หลีกผม(กู) ไม่รู้ว่าท่านนายกเคยเห็นหรือเปล่า คิดว่าคงยากเพราะท่านไปแบบมีรถนำรถตามเต็มไปหมด มีบางอันเป็นรูปภาพที่ติดไว้ตรงยางบังโคลนล้อรถ มักเป็นรูปดาราดังๆ ทั้งไทยและเทศ แต่ต้องดังทางบู๊และมีบุคคลิกเฉพาะตัว คือต้องหล่อแบบโหดๆ ดิบๆ เช่น เซอร์ปิโก้ ตี๋ใหญ่ แต่ที่น่าสนใจคือคนนี้ เช กูวาร่า คุณหมอนักปฏิวัติชาวคิวบา ถ้ายังไม่เคยเห็นหรือนึกไม่ออกจะบอกคร่าวๆ คนที่ใส่หมวกทหารเบเร่ต์(ใส่เอียงๆ)มีดาวแดงอยู่ที่หมวก ผมเผ้าหนวดเครารุงรังดูเท่แบบเถื่อนๆ ตัวจริงเสียงจริงท่านตายไปนมนานแล้ว แต่ยังมีคนที่มีอารมณ์กวีลงตับอุตส่าห์กล่าวไว้ว่า เชยังไม่ตาย แต่อยู่ท้ายรถบรรทุก

    ยังมีอีกมากครับ หาดูกันเอง บางอันมีสาระบางอันไม่มี สุดแท้แต่ว่าผู้เสพจะหยิบจะฉวยเอาไปได้มากได้น้อยแค่ไหน แต่ทุกๆอันที่ผมได้เห็นได้อ่านสร้างอารมณ์ที่พักนี้ไม่ค่อยเกิดให้กับผมได้ นั้นคืออารมณ์ขัน อารมณ์ขันในยุคนี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ พบเจอใครก็มีแต่หน้าแห้ง หน้าเหี่ยว ยิ้มไม่ออกว่าอย่านั้นเถอะ ตักตวงกันเอาไว้ครับไม่ต้องลงทุนอะไร ก่อนที่ไอ้เจ้าอารมณ์นี้มันจะหมดไปจากโลกของเรา

    Tags: , ,

  • ปิดเทอมแล้วครับ เจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผม ต้องกลับมาซนที่บ้านอีกแล้ว (กลัวจริงๆ ) ใครๆ ในบ้านก็ต้องรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ กันไปหมดครับ ทำไมหรือครับ ก็ขนาดคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย บอกกับผมว่า ตั้งแต่เกิดมา เห็นเด็กมาก็มาก เลี้ยงเด็กเล็กๆ มาก็มาก ยังไม่เคยเห็นใครซนเท่าเจ้าลูกชายของผมเลย แบบนี้ไม่รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ก็คงกระไรอยู่

    พอ ปิดเทอมได้สักอาทิตย์หนึ่ง ผมก็เริ่มหาวิธีกำจัดเจ้าลูกชายของผมออกไปจากบ้านสักระยะหนึ่ง เพื่อคงไว้ซึ่งความสงบสุขในบ้าน (ล้อเล่นครับ ผมหมายถึงหาคนวุ่นๆ แทนสักระยะหนึ่งเท่านั้น) พอดีคุณยายซึ่งเป็นครูอยู่ก็ปิดเทอมพร้อมกับเด็กๆ ด้วย ส่วนคุณตาก็เกษียนแล้ว อยู่บ้านสักสองคน คงจะเหงา ท่านเลยอยากเอาหลานไปค้างด้วยสัก 3-4 วัน จังหวะก็เลยเข้าล๊อค ผมก็เลยรีบจัดแจงข้าวของให้เสร็จสรรพ เรียกว่าครบเครื่อง จะได้ไม่มาคืนก่อนกำหนดเพราะของไม่พอ ไม่ครบ อีกอย่างเขาก็เคยไปค้างบ้านคุณตาคุณยายมาบ้างแล้วตอนยังเด็กกว่านี้ (ไม่ซนเท่านี้ ) ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ร้องเรียกหาพ่อแม่ตอนกลางคืน ฉะนั้น วางใจได้

    ปกติแล้ว บ้านของผมจะเป็นบ้านตึกแถวใจกลางเมือง เอาไว้ทำมาค้าขาย ก็เลยไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นหน้าบ้าน นอกจากเดินเล่นดูหมาแมวเท่านั้น พอเขาได้ไปบ้านคุณตาคุณยาย ก็จะชอบมากอยู่แล้ว เพราะมีสนามหญ้าหน้าบ้านให้วิ่งเล่น มีต้นไม้มากมายให้รดน้ำเล่น มีดงกล้วยเล็กๆ อยู่ข้างๆ บ้าน แม้จะอยู่ในกรุงเทพฯก็ตามที

    เมื่อเขาอยู่ที่บ้านคุณตาคุณยาย เขาจะมีอะไรเล่นสนุกมาก เล่นแบบที่เขาไม่ค่อยได้เล่นเวลาอยู่บ้าน เขาจะไปรดน้ำต้นไม้ ปีนต้นไม้ คราวนี้มีของใหม่เล่น คือเขาจะไปขุดดินหาไส้เดือน และไปช้อนปลา (ต้องแก้ผ้าทั้งตัว เนื่องจากความซนจะทำให้เสื้อผ้าเปียกหมดทั้งตัว) เขายังได้ขี่จักรยานเล่นทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ผมว่าเขาต้องมีความสุขมากๆ เลย

    ไปคราวนี้ เขาไปถึง 5 วันเต็มๆ แถมกลับมาเพราะคุณยายมีธุระ ต้องไปประชุมครูที่โรงเรียน ก็เลยต้องเอาเขามาส่งคืน แต่ 5 วันนี้ ทุกๆ คนในบ้านจะบ่นถึงเขาตลอดทุกวัน คอยถามว่า ตกลงจะกลับมาวันไหน ผมเองว่าใจแข็งๆ แล้ว ยังรู้สึกหวิวๆ รู้สึกชีวิตขาดอะไรไปอย่างเหมือนกัน พอเขากลับมา ก็ดีใจกันทุกคน เนื้อตัวก็มีแผลมาบ้างนิดหน่อย เล็บนี่ดำปี๋เลย คงมีดินเข้าไปอยู่ข้างใน และที่ขาดไม่ได้เลย ความซน ยังคงซนอยู่ ไม่น้อยลง และไม่มากขึ้น (ตอนนี้ก็มากที่สุดแล้ว เลยมากขึ้นไปอีกไม่ได้)

    ยังเหลือเวลาอีกเกือบ 20 วันกว่าจะเปิดเทอมอีกที ไม่รู้คุณตาคุณยายสนใจเอาไปอีกรอบหรือเปล่า ?

    Tags: , , , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ส้มจี๊ดยอมรับว่าเป็นผู้หนึ่งที่คลั่งไคล้ใหลหลงทฤษฎีและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ เห็นชื่อแปลก ๆ เป็นต้องวิ่งเข้าใส่ ไม่ว่า Re Engineering, Just In Time, Quality Control, ชุมชนเข้มแข็ง, ทฤษฎีไร้ระบบ เป็นต้น ขวนขวายจนเสียเงินไปตั้งเยอะ เพื่อหามาประดับไว้ในสมอง แต่ค่อนข้างอาภัพขาดสถานที่โชว์หยักสมอง จึงต้องร่ายคียบอร์ดบ่น ๆ อยู่แถว ๆ นี้

    แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ส้มจี๊ดช่วงแรกฟังดูแล้วรู้สึกซู่ซ่า แต่สักพักเกิดอาการขย้อนในอารมณ์พิกล นั่นก็คือ Benchmarking ซึ่งได้ยินมาว่าฝรั่งเขานิยมยิ่งนัก ขนาด Re Engineering ของอีตาแฮมเมอร์ยังต้องชิดซ้าย (นี่ไม่ใช่พูดเองนะ เคยได้ยินคนพูดในศูนย์หนังสือจุฬา สมัย Re Engineering บูมในไทย)

    เอ้า แล้วส้มจี๊ดหวั่นอะไรกับไอ้ Benchmarking นี่หล่ะ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง ทุกทฤษฎีที่เอ่ยมาข้างต้น ล้วนแฝงความหมายสองแง่สองง่าม นั่นก็คือ ใช้ซื่อ ๆ ก็เสร็จมัน ถ้าประยุกต์ใช้ ก็อาจจะดี เหมือนกระบี่ที่สิบสามของอี้จับซาไงล่ะครับ แต่ของอี้จับซาเลือกจบชีวิตกับกระบวนท่าตนเอง จนเป็นโศกนาฎกรรมอมตะจนถึงทุกวันนี้ แต่ส้มจี๊ดไม่อยากให้พวกเราเป็นอย่างนั้น

    เกริ่นมาเนิ่นนานขอเข้าประเด็นเลยนะเจ้าค่ะ ทฤษฎี Benchmarking นั้น เขาให้ใช้มาตราฐานที่เราเลือกแล้วเป็นต้นแบบ เพื่อให้เราพัฒนาไปสู่ต้นแบบนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเลือกเบอร์หนึ่งกัน ทีนี้การที่จะชักนำตัวเราไปสู่ Benchmark ก็ต้องมาแยกส่วนว่าไอ้ตัวต้นแบบนั้นประกอบด้วยอะไร มันถึงดีนะหนา เพื่อดรรชนีชี้วัด และหาวิธีการผลักดันตัวเราให้ถึงมาตราฐานเขา มันเหมือนงานวาดรูปจากต้นแบบของจริง ที่เอาต้นแบบมาให้นักเรียนในชั้นหัดวาดให้เหมือนจริงที่สุด

    การ Benchmark แบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็เหมือนการบริโภคนิยม ที่กลไกลการค้าเสรีเขาชอบนัก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนอเมริกาดื่มกาแฟวันละห้าแก้ว ขณะที่คนไทยดื่มวันละหนึ่งแก้ว Benchmark เริ่มทำงานแล้วไงเจ้าค่ะ “ทำอย่างไรให้คนไทยดื่มให้เท่ากับคนอเมริกา โอกาสมันยังมีอีกเยอะ โดยละเลยสภาพสังคมและภูมิศาสตร์ไป” ดังนั้นจึงเห็นร้านกาแฟเปิดใหม่ยี่ห้อต่างชาติเปิดตัวเป็นทิวแถว อาทิ สตาร์บัคส์ ออปองแปง คอฟฟี่เวิร์ด เดอลิฟรานซ์ เป็นไงค่ะฟังแล้วอยากจิบหรือดื่มหรือยัง มันเข้ากับสโลแกน “Anyway Any Cups” ตัวเลขแก้วกาแฟต่อคนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแน่ ๆ เลย หรืออีกกรณีหนึ่ง ตอนที่ประเทศไทยเจอพิษ “ต้มยำกุ้ง” ต้องพึ่งคุณหมอ IMF ซึ่งท่านก็ใจดีเจียดยามาให้ชุดหนึ่ง คือผลักดันสถาบันการเงินไทยให้เข้าสู่ระบบการเงินสากลแบบอารยชนตะวันตก ด้วยการสร้างทุนสำรองต่อหนี้สินประมาณนี้ ผลสุดท้ายธนาคารเราก็รับอานิสงฆ์ของ Benchmark ด้วยการแปลงสัญชาติเป็นลูกครึ่งเหมือนสมัยนิยมเป็นทิวแถว อีกส่วนก็เข้าโรงเรียนติวเข้มของ พณ.ท่านผู้นำฮาร์วาร์ด ด้วยวิธีการยุบ ๆ แยก ๆ จนเป็นเป็ดง่อยทุกวันนี้

    ที่ร่ายมานี้ไม่ใช่บอกว่า Benchmark มันไม่ดี แต่ถ้าหากการใช้โดยไม่รู้ลึกหนาบางของอวิชชา รับมาดุ้น ๆ แบบไม่ประยุกต์เลย มหันตภัยจะเกิดตามหลังมา ไม่ใช่หลงดีใจร้องแต่เพลง “เราจะโต ๆ” เสร็จแล้ว กลายเป็น “เด็กตาลขโมย” โตแค่บางส่วน กลายเป็นเด็กขาดสารอาหารไป เป็นภาระต่อสังคม มันดูแล้วทุเรศเจ้าค่ะ

    เราควรเลือกมาใช้อยากมีสติ นั่นก็คือนำต้นแบบ Benchmark มาวิเคราะห์ หาข้อดีข้อเสีย ดูว่าทำไมเขาถึงสามารถอยู่จุดนี้ บวกกับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวที่เขาดำรงอยู่ เสร็จแล้วนำมาปรับเป็นวิสัยทัศน์แบบที่เหมาะกับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบเขา สร้างกลยุทธ์ที่จะไปให้ถึง ไม่แปลกถ้าจะมีผลออกมาไปอีกแบบหนึ่ง ไม่ต้องมุ่งไปทิศทางเดียวกันแบบแม่ปูกับลูกปู พวกเราพึงระลึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงเรา “อย่าตาโต” นั่นแหละจะคุ้มครองพวกเราให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน.

    Tags: , ,

  • วัยรุ่น เป็นตลาดที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นกลุ่มคนที่ซื้อง่าย เนื่องจากขอเงินจากพ่อแม่ และสื่อหลายอย่างก็ผลักดันให้วัยรุ่นตัดสินใจอะไรที่ฉาบฉวย ตามกระแสทั้งเพื่อนและสังคม เนื่องจากข้อเท็จจริงของคนวัยนี้ “เพื่อนเป็นอะไรทุกอย่างในความต้องการของเขา และภูมิใจในแก๊งของตนเองมาก” กระแสตามอย่าง จึงแพร่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าตลาดเพลง ตลาดฟาสต์ฟู้ด ตลาดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

    cover_17_3

    ความจริงนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และจวบจนถึงอนาคต สังคมของวัยรุ่นไม่ได้แตกต่างกันเลยในแง่จิตวิทยา จะต่างกันก็เพียงสภาพแวดล้อมที่ห้อมล้อมรอบตัวพวกเขา สัจจะธรรมของวัยรุ่นก็คือ “วัยของเพื่อนมากกว่าพ่อแม่” ถ้าเราหวนนึกถึงเรื่องราวในช่วงอายุตั้งแต่สิบห้าจนถึงยี่สิบกว่า ก็จะเห็นพฤติกรรมของตนเองก็ไม่ต่างจากวัยรุ่นสมัยนี้มากนัก และจะเห็นว่านั่นเป็นความเป็นจริง พวกเขาต้องการสิ่งที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ค่อนข้างกบฎ ชอบท้าทายและต่อต้านอะไรที่อยู่ในกรอบ นั่นเป็นตัวตนของวัยช่วงนั้น และเป็นคุณค่าแห่งชีวิต

    cover_17_7

    แต่ยุคปัจจุบันแตกต่างกว่าในอดีตมากนัก เนื่องจากเป็นยุคของโลกาภิวัฒน์ การรับสื่อจากมุมหนึ่งของโลกง่ายยิ่งนัก เพียงคลิ้กเดียวก็รู้ข่าวสารอีกขั้วหนึ่งของโลก พรมแดนวัฒนธรรมเริ่มเลือนลาง การเสพย์รับสิ่งที่ถือว่าทันสมัยจากอีกแง่มุมหนึ่งจึงง่ายดาย จนบางครั้งคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เริ่มไม่เข้าใจในตัววัยรุ่น จนเป็นคำถาม

    ถามหาความรับผิดชอบต่อสังคมที่ควรจะมี ซึ่งความเป็นจริงก็เป็นการห่วงใยที่ถูกต้อง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคนรุ่นพ่อรุ่นแม่อีกนั่นแหละ ที่สร้างภาพโฆษณาชวนเชื่อให้พฤติกรรมวัยรุ่นเป็นเยี่ยงนั้น ด้วยการเป็นกำลังซื้อที่สำคัญในตลาดปัจจุบัน เพื่อหล่อเลี้ยงอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้นการถามหาความรับผิดชอบ (Responsibility) นั้น เราควรถามหาความรับผิดชอบร่วมของสังคม (Accountability) ด้วย

    cover_17_5

    แม้ว่าตอนนี้ระบบการศึกษาจะหวนกลับมาให้ความสำคัญต่อวิชา “หน้าที่พลเมือง” อีกครั้ง แต่หากการสอนเพียงแค่ให้รู้ว่าหน้าที่พลเมืองเพียงเพื่อว่าทำอย่างไรไม่ให้ตำรวจจับ หรือถูกปรับเพราะทำผิดกฎหมาย ในขณะที่ตัวสถานศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษาพัฒนาสู่ระดับนานาชาติ ด้วยการสร้างวัตถุและสอนหลักสูตรด้วยภาษาอังกฤษ รวมทั้งหลักสูตรหาเงินเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อเป็นรายได้หลักหลังจากต้องพ้นจากความเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ ก็อย่าหวังว่า สังคมไทยในอนาคต จะเข้าใจความหมายของหน้าที่พลเมืองในเชิงมิติจิตวิญญาณ เราคงเห็นคำถามประเภทว่า “แต่งตัวแบบนี้ผิดรัฐธรรมนูญข้อไหน” ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีกฎหมายข้อไหนบังคับ แต่มันผิดต่อจริยธรรมหรือสำนึกร่วมของสังคม ที่ควรเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น โดยคิดถึงตัวเองให้น้อยลง นั่นคือมีความเป็นตัวกูน้อยลงนั่นเอง

    ความจริงวัยรุ่นไทยในช่วง 2500 ก็ไม่ได้สนใจต่อปัญหาบ้านเมืองเท่าไหร่นัก เนื่องจากช่วงนั้นเป็นยุคมืด ภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม ทำให้พลังขับเคลื่อนของนักศึกษาหยุดไป บรรยากาศในสถาบันอุดมศึกษาเต็มไปด้วยกิจกรรมฟุ้งเฟ้อ การจัดงานบอลล์ งานลีลาศเต้นรำเฟื่องฟู เป็นยุคที่เรียกว่า “ยุคสายลมแสงแดด” ไม่ข้องเกี่ยวกับกิจกรรมทางสังคมและการเมือง แต่แล้วอยู่ ๆ หลายคนก็ “ฉุกคิดขึ้น” เกิดเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นกลุ่มพลังต่าง ๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย อาทิ กลุ่มปริทัศน์เสวนาที่มีส่วนร่วม ทำหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ฉบับนักศึกษา ตลอดจนออกหนังสือเจ็ดสถาบันจนถูกรัฐบาลในขณะนั้นเตือน กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทก็ได้เกิดขึ้น ออกไปช่วยพัฒนาชนบทจนเกิดเป็นกลุ่มบูรณะชนบท นอกจากนี้ ก็จะมีกลุ่มที่แสวงหาทางออกของสังคมอีกมากมายเป็นกลุ่มพลังประชาธิปไตย เช่น กลุ่มสภาหน้าโดม กลุ่มเศรษฐธรรม กลุ่มนิติศึกษา กลุ่มผู้หญิง กลุ่มฟื้นฟูโซตัสใหม่ กลุ่มสภากาแฟ กลุ่มต่อต้านญี่ปุ่น ชมรมคนรุ่นใหม่ กลุ่มวลัญชทัศน์ แม้แต่ในระดับโรงเรียนก็เกิดกลุ่มยุวชนสยาม ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างสถาบันในระดับนักเรียน ออกวารสารเล่มละบาทชื่อยุวทัศน์ เน้นวิจารณ์ระบบการศึกษา วิจารณ์การผูกขาดอำนาจและโจมตีความคิดเห็นแก่ตัวของระบอบทุนนิยม

    cover_17_4

    พลังขับเคลื่อนของวัยรุ่นขณะนั้น เป็นแรงกดดันทำให้การเมืองในขณะนั้นที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการอยู่ไม่ได้ เกิดการชุมนุมและเดินขบวนของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนร่วมหลายแสนคน จนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขึ้น ทำให้รัฐบาลจอมพลถนอมจบสิ้นลง และจอมพลถนอม จอมพลประภาส และพันเอกณรงค์ ต้องเดินทางออกนอกประเทศ จนเป็นประวัติศาสตร์การเมืองที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งของสังคมไทย จนเรียกได้ว่า เมื่อถึงเดือนตุลาคมทีไร เหตุการณ์เหล่านี้ต้องหวนกลับมาเป็นกลิ่นอายบนสื่อต่าง ๆ อยู่ทุกปี

    ปัจจุบันวัยรุ่นไทยถูกขนานนามว่า “เจ๊าะแจ๊ะเจนเนอเรชั่น” ความหมายก็คือนอกเหนือจากการเรียนแล้ว วัยรุ่นไทยจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความเครียดมากขึ้น ดังนั้นจึงเกิดการระบายออกด้วยการคุย . . . คุย ไม่ว่าผ่านโทรศัพท์ มือถือ อินเตอร์เนต ซึ่งเป็นการระบายความเครียดทางหนึ่งของพวกเขา มีการรวมกลุ่มกันตามห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะปัจจุบันที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือเซ็นเตอร์พอยท์ แม้ว่าการแสดงออกที่แตกต่างจากคนยุคสายลมแสงแดด เนื่องจากอัตราความเร็วที่แตกต่างกันของโลกาภิวัฒน์ แต่ก็ถูกผลักดันจากสังคมที่วัยรุ่นในช่วงนั้นเผชิญอยู่เป็นหลัก ในยุคสายลมแสงแดด เกิดเผด็จการสภา เป็นยุคมืดของประชาธิปไตย ทำให้วัยรุ่นสมัยนั้นหลีกหนีจากสภาพปัญหานั้น ด้วยการรวมตัวกันด้วยงานรื่นเริงเฉกเช่นงานบอลล์ งานลีลาศ ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม แต่วัยรุ่นปัจจุบันเผชิญกับความเครียดของการแข่งขันจากการเรียน จนต้องอาศัยมุมหนึ่งของสังคมระบายความเครียด นั่นก็คือการพูดคุย มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่สุดเหวี่ยง จนเกิดยุคเจ๊าะแจ๊ะเจนเนอเรชั่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลิตผลของสังคมที่แวดล้อมอยู่ในแต่ละยุคนั้น จนทำให้ดูเหมือนกับว่าวัยรุ่นไม่สนใจปัญหาสังคมและการเมืองแล้ว แต่ก็หวังว่าพลังของลูกตุ้มอีกด้านหนึ่งกำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา และเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคมอีกครั้ง.

    เอกสารอ้างอิง :

    1. ปูมเหตุการณ์ กว่าจะมาเป็น 14 ตุลา” วารสาร “เศรษฐศษสตร์การเมืองเพื่อชุมชน” ปีที่ 8 ฉบับที่ 3 (ตุลาคม - ธันวาคม 2540)
    2. “คนส่วนใหญ่ยังเงียบสงัด” เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สยารัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 45 ฉบับที่ 44 วันอาทิตย์ที่ 4 - วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2542
    3. “มติชนสุขสรรค์” หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ.2543
    4. “มหาวิทยาลัยกากฝรั่ง” นิธิ เอียวศรีวงศ์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ.2543
    5. “ธรรมศาสตร์กับคนอื่น” เกษียร เตชะพีระ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ.254

    Tags: , , , ,

  • sarasarn_head4

    ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๗ ประจำเดือนตุลาคม ๒๕๔๓

    คำปรารภ…

    เดือนตุลาคม เดือนที่ครั้งหนึ่ง คนรุ่นก่อนได้เสียเลือดเนื้อ ต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งประชาธิปไตย เดือนที่จะอยู่ในความทรงจำของหลายๆ คนตลอดชั่วชีวิต เดือนที่ทำให้หลายๆ คนต้องน้ำตาไหล ห่อเหี่ยว สิ้นหวังได้ทุกปี

    เดือนตุลาคม เดือนที่มีการแข่งขันโอลิมปิคปี 2000 เดือนซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถลงคะแนนเสียงผ่านร่างกฎหมายได้ เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. อยู่ไม่ครบองค์ประชุม เนื่องจากสส.เหล่านั้น ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน แอบหลบออกนอกที่ประชุม เพียงเพื่อการชมการแข่งขันชกมวยชิงเหรียญทองโอลิมปิค

    เดือนตุลาคม ปี ๒๕๔๓ ยังคงทำให้หลายๆ คนต้องน้ำตาไหล ห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ได้อีกครั้ง …

    Tags: ,