• โดย… ต้นตะวัน

    พี่ตะวันคะ

    เมื่อวานนี้พี่หนุงหนิงโทรศัพท์มาหาจันทร์ บอกว่ามาถึงที่พักแล้ว แหม..บ่นเรื่องการเดินทางเสียกระบุงโกย แล้วยังบ่นอีกว่าพี่ตะวันน่ะใจดำไม่ยอมไปส่งที่สนามบิน จันทร์ว่าจะแวะไปหาพี่หนุงหนิงอาทิตย์หน้าค่ะ เพราะต้องรอสอบเสร็จก่อน จะได้พาพี่หนุงหนิงไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาได้ โชคดีที่เราอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร ขับรถประมาณ 20 นาทีก็ถึงค่ะ อีกอย่าง..เล่นจองตัวจันทร์ไว้ล่วงหน้าขนาดนี้ หากไม่ว่างจะได้โดนบ่นหูชาอีกปะไร

    เดือนหน้าจะถึงวันจัด party ของกลุ่มเพื่อนๆ จันทร์ที่นี่ค่ะ ซึ่งเวียนกลับมาถึงคราวที่ต้องจัดที่บ้านจันทร์ กำลังคิดว่าจะทำอะไรเลี้ยงเพื่อนๆ ดี คราวที่แล้วทำข้าวเหนียว ส้มตำ ย่างบาบิคิวไก่กันสนุกสนาน คราวนี้อยากได้อาหารไทยง่ายๆ (หมายถึงทำง่าย และกินง่ายด้วยค่ะ) เหมาะทั้งไทยและฝรั่ง พี่ตะวันแนะนำหน่อยนะคะ e-mail มาบอกก็ได้ค่ะ ไม่ต้องโทรศัพท์จะได้ไม่เปลืองสตางค์ไง จันทร์ว่าจะชวนพี่หนุงหนิงมา party ด้วย จะได้รู้จักกับเพื่อนๆ จันทร์ด้วย

    จันทร์ไปเรียนก่อนนะคะ ฝากกอดแม่หลายๆครั้งเลย อีกปีเดียวจันทร์ก็เรียนจบแล้วค่ะ แล้วจะไปกอดแม่เอง

    รักค่ะ

    กลางจันทร์

    ฉันนั่งอ่านข้อความที่ถูกส่งมาทาง e-mail ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข่าวจากเพื่อนๆ เล่าให้ฟังถึงวันไปส่งหนุงหนิงที่สนามบิน รวมทั้งจดหมายจาก บก. สาระสาร ที่ขยันทวงต้นฉบับกันได้ทุกเดือน กำลังนั่งกุมขมับว่าจะเขียนอะไรดีหนอ พอเห็นจดหมายของน้องสาวก็ช่วยชีวิตทำให้เกิดความคิดที่จะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาได้ แต่ขอตอบจดหมายจันทร์ก่อนนะคะท่านผู้อ่าน

    จันทร์เจ้าน้องรัก

    ขอบใจจันทร์มากที่เป็นธุระเรื่องพี่หนุงหนิงให้ พี่ต้องฝากจันทร์ดูแลสักพักล่ะจ้ะ ทนฟังพี่เขาบ่นหน่อยนะ (ฮา) อ้อ…ที่จะพาพี่เขาไปช็อปปิ้งน่ะ เลือกที่เดินสบายๆ ไม่ร้อน และมียี่ห้อหน่อยนะจ๊ะ ไม่งั้นต้องฟังบ่นตลอดทางเลยละ

    ปาร์ตี้ คราวนี้ลองทำทอดมันดีไหมล่ะจันทร์ ตั้งโต๊ะทอดกันเลย ทำไปทานไปร้อนๆ อร่อยดี เสิร์ฟเป็นของทานเล่นกันก่อน อาหารจานหลักก็เป็นผัดไทยดีไหม เครื่องเยอะไปหน่อย แต่ก็ทำไม่ยาก คิดว่าน่าจะถูกปากเพื่อนฝรั่งด้วย อ้อ…ช่วงนี้ถั่วพูที่บ้านกำลังออกเยอะเลยจ้ะ ค้างถั่วที่จันทร์ทำไว้ให้เมื่อปีที่แล้วยังใช้การได้อยู่เลย แข็งแรงทนทานจริงๆ เมื่อวานแม่ยังพูดถึงฝีมือการยำถั่วพูของจันทร์ คราวนี้ก็โชว์ที่นั่นเสียเลยสิจ๊ะ ที่นั่นคงหาซื้อได้ไม่ยาก ยำแบบไม่ใส่น้ำพริกเผากับกะปิน่ะ เดี๋ยวเพื่อนๆฝรั่งจะทานกันไม่ได้ ส่วนทอดมันก็ลองซอยถั่วพูลงไปแทนถั่วฝักยาวก็น่าทานดีจ้ะ

    อ้อ….ถั่วพูเค้าเรียกว่า wing bean หรือ princess bean นะ ขอให้สนุกกับปาร์ตี้จ้ะ

    พี่ตะวัน

    วิธีปลูกถั่วพู

    หน้าฝนแบบนี้เป็นเวลาที่ดีสำหรับการปลูกถั่วพูเลยค่ะ เตรียมดินร่วนๆสักหน่อย ปนทรายลงไปบ้างให้ระบายน้ำได้ดี หรืออาจใช้ดินที่ผสมกับเศษใบไม้หยาบๆ จะดีมากเลยค่ะ โรยปุ๋ยคอกผสมนิดหน่อย ได้ดินปลูกแล้วก็เตรียมปลูกค่ะ หัวถั่วพูรากตื้น ดังนั้นจึงขุดหลุมไม่ต้องลึกมาก สัก 2 ข้อนิ้วมือก็พอ นำเมล็ดถั่วพูหยอดลงหลุม หลุมละ 3-4 เมล็ด กลบดินบางๆ รดน้ำเช้าเย็น ช่วงหน้าฝนนี้สบายหน่อยนะคะมีพระพิรุณช่วยรดอีกต่างหาก

    สำหรับคนที่ไม่มีที่มากนักแต่อยากปลูกไว้กินเอง ก็ไม่ยากเลยค่ะ ปลูกในกระถางก็ได้ เตรียมดินเหมือนกันหยอดเมล็ด 1 กระถาง เท่ากับ 1 หลุมนะคะ

    พอต้นถั่วเริ่มงอกต้องคอยหลบแดดให้ด้วยหากปลูกในกระถางอาจยกย้ายที่ได้ ถ้าเป็นแปลงก็อาจทำที่บังแดดให้ ช่วงแรกๆต้นถั่วจะโตช้าหน่อยนะคะ ต้องอดทนใจเย็นๆ พอเริ่มทอดยอดหรือเริ่มเลื้อยคราวนี้ต้องมีค้างถั่ว หรือไม้ค้ำให้ถั่วเลื้อย วิธีของจันทร์ที่ทำไว้และใช้ได้ทนทานมาถึงเดี๋ยวนี้ ก็คือ ไปซื้อไม้ไผ่ตัดให้สูงประมาณ 1.5 เมตร ผ่าออกเป็นซี่ยาวๆ กว้างประมาณ 2 นิ้วมือ (ลองเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาติดกันนะคะ) ใช้ 3 ซี่ปักคร่อมต้นถั่วไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม ให้ปลายด้านบนมาชนกันแล้วมัดด้วยเชือก เท่านี้ก็ได้ค้างไว้ให้ต้นถั่วพันแล้วค่ะ

    พอถั่วเริ่มทอดยอดคราวนี้จะโตเร็วมาก รดน้ำวันละครั้งก็พอค่ะ หลังจากถั่วออกดอกสัก 3-4 สัปดาห์ก็ได้เก็บฝักไปรับประทานกันแล้ว จะรับประทานสดๆ จิ้มน้ำพริก หรือจะลวก ยำ ผัดผสมกับผักอื่นๆ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดค่ะ

    Tags: , ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ประมาณสัก 2 ทุ่มเห็นจะได้ ด้วยความที่งานเยอะมาก อีกทั้งพยายามหลีกหนีรถติด ผมเพิ่งจะขับรถออกจากที่ทำงาน แถวพระราม 4 ตัดออกสุขุมวิท 42 ยังไม่ทันพ้นออกจากซอยบริษัทเลย รถก็ติดซะแล้ว “อะไรกันวะ นี่มัน 2 ทุ่ม พวกแ_่งไม่คิดกลับบ้านกลับช่องกันบ้างหรือไงวะ” ผมได้แต่สบถในใจ

    สวรรค์คงไม่ได้ยินที่ผมสบถ หรือทำหูทวนลมแบบรัฐบาลก็ไม่ทราบได้ ในที่สุด คืนนั้นผมกลับถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง ทั้ง ๆ ที่บ้านผมห่างจากที่ทำงานไม่ถึง 4 กิโลเมตร ย้ำ 4 กิโลเมตร

    วันรุ่งขึ้น ผมมุ่งหน้าสู่ที่ทำงาน ซึ่งปกติแล้วผมจะใช้เวลาประมาณ 25 นาทีในการเดินทาง แต่อีกแล้ว ผมต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาทีในการเดินทาง

    “ทำไม 2 วันนี้ รถโคตรติดเลยวะ” ผมสถบอีกแล้ว คราวนี้ดังไปหน่อย เลขาฯ หน้าห้องได้ยิน เดินอมยิ้มมาบอกผมว่า ห้าง………. เขาเปิดใหม่ มีรายการแกรนด์เซลส์ ลดพิเศษ อะไรทำนองนั้น อีกทั้งยังเปิด 24 ชั่วโมงด้วย ห้างข้าง ๆ ที่เปิดก่อน ก็ลดแหลกเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันลูกค้าของตนไม่ให้หนีไปห้างคู่แข่ง มิน่า มันถึงติดขนาดนี้

    เป็นเรื่องปกติของการที่มีการลดราคาพิเศษในช่วงการเปิดห้าง 2-3 วันแรก ซึ่งทุกท่านก็เห็น ก็รับรู้ เหมือน ๆ กับที่ผมเห็น ผมรับรู้ และบางครั้งพวกเราเองก็เป็นลูกค้าเขาด้วย

    ครั้งแล้วครั้งเล่า ผมก็ต้องรู้สึกหดหู่ ท้อแท้กับเรื่องนี้
    ไม่ใช่เพราะรถติด ทำให้ผมหงุดหงิด
    ไม่ใช่เพราะลูกค้าเยอะ ทำให้ผมกลับบ้านช้า หรือถึงที่ทำงานช้า
    ไม่ใช่เพราะผมไม่รู้ จึงไม่สามารถเข้าไปต่อคิวซื้อของกับเขาได้

    แต่ผมรู้สึกถึงชุมชนที่อยู่กันมายาวนาน กำลังจะถูกทำลายลงไป
    ด้วยความไม่ประสีประสา ด้วยความมักง่ายของภาครัฐ
    ด้วยความมีวิสัยทัศน์สั้น มองแค่ประโยชน์เบื้องหน้าของภาคเอกชน ด้วยความที่รู้สึกคล้อยตามไปกับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่
    ด้วย…………….. อีกมากมาย

    ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น

    ห้างเหล่านี้ ที่เรียกกันว่า ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นห้างที่เน้นการขายราคาถูกและจำนวนมากนั้น เขาห้ามตั้งกันที่ใจกลางเมือง เขาที่ว่านี้ คืออเมริกันซึ่งเป็นต้นแบบของห้างแบบนี้ หรือประเทศที่เจริญแล้ว เขาให้ตั้งกันที่ระหว่างเมือง ระหว่างเมืองนะครับ ไม่ใช่ชานเมือง

    เพราะอะไรรู้มั๊ยครับ

    เพราะห้างเหล่านี้อาศัยเม็ดเงินจำนวนมาก เปิดสาขามากมาย และจัดซื้อสินค้ากับผู้ผลิตในจำนวนมากด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังนำเทคโนโลยี โนว์ฮาวต่าง ๆ เพื่อลดต้นทุนในการจัดการและใช้พนักงานจำนวนน้อย หรือแม้กระทั้งจ้างโรงงานผลิตสินค้าตราของตนเอง เพื่อจำหน่ายในราคาถูกลงอีก เนื่องจากไม่มีค่าการตลาด เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็นำสินค้ามาขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป

    ฟังดูเหมือนดี ใช่มั๊ยครับ เพราะผู้บริโภคสามารถซื้อของได้ในราคาถูกลง
    นั่นแหละครับที่ผมเกริ่นไว้แต่ต้นว่า เรามองสั้น
    ลองมาดูกันว่าผลเสียคืออะไร แล้วทำไมเขาถึงไม่ให้ตั้งกันในเมือง

    ยกตัวอย่าง ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่โผล่ขึ้นมาในเมืองนั้น ย่อมส่งผลกระทบกับการค้าขายของ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ซึ่งร้านค้าเหล่านี้เป็นร้านค้าที่อาศัยแรงงานคนเป็นหลัก ไม่ได้มีซอฟท์แวร์ หรือ เทคโนโลยี เข้ามาช่วย ดังนั้น เมื่อธุรกิจแย่ ก็จะส่งผลกระทบกับการจ้างงานของคนงานระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะคนงานระดับล่าง ซึ่งวันหนึ่งก็จะตกงานไปโดยปริยาย แล้วคนงานเหล่านี้จะไปทำอะไรกิน

    ร้านขายชำเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของชำ ร้านขายยา ร้านขายเสื้อผ้า ก็จะค่อย ๆ ทยอยปิดตัว เพราะสู้ราคา ความสะดวกสบายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ แอร์ปรับอากาศเย็นสบาย ร้านอาหารที่มีชื่อในย่านบริเวณดังกล่าว ก็คงไม่ต่างอะไรกัน ค่อย ๆ ปิดกิจการ

    ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ก็ไม่สามารถจะหาที่จำหน่ายได้ เพราะสู้ต้นทุนการผลิตของรายใหญ่ไม่ได้ ถึงแม้สู้ได้ก็ไม่มีค่าโฆษณาประชาสันพันธ์ ห้างเหล่านี้เขาไม่ขายครับ เพราะเขาวัดพื้นที่บนชั้นวางสินค้าทุกตารางนิ้วเป็นผลกำไรที่คืนกลับ ตามภาษการตลาดเรียกซอฟท์แวร์นี้ว่า Space Management หรือ Schematic

    สินค้าที่ขายน้อย ชื่อไม่ดัง ไม่มีโฆษณา ฝันไปเถอะครับ ว่าคุณจะได้วางตามห้าง ซึ่งเดิมเคยให้ร้านค้าเล็ก ๆ เหล่านั้นช่วยจำหน่ายให้ ถ้าร้านค้าเหล่านี้ตายลง แน่นอนก็จะไม่มีธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือที่เรียกกันซะหรูว่า SME เกิดขึ้นได้

    สิ่งที่ตามมาก็คือ ลูกหลานของร้านค้าเหล่านี้ ซึ่งเดิมเป็นชุมชนที่เคยเกื้อกูลอาศัยกัน ช่วยเหลือจุนเจือกัน ยืมของยืมพริกกัน เรียกกันอย่างสนิทสนมว่า อาเฮีย อาแป๊ะ เจ๊ ลุง น้อง ไอ้ ก็จะหายไป กลายเป็นชุมชนที่กระจัดกระจาย

    พวกที่ได้รับการศึกษาดีหน่อย เช้าออกจากบ้านไปรับจ้างทำงานตามบริษัทใหญ่ ๆ เย็นก็กลับเข้าบ้านปิดประตู ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากัน ไม่มีความสัมพันธ์อันพึงมีของพื้นฐานชุมชน

    แล้วพวกที่ได้รับการศึกษาน้อย หรือไม่มีการศึกษา จะทำอะไรกิน เปิดร้านก็เจ๊ง ขายของกินก็สู้ไม่ได้ ที่พอจะมีความสามารถทำสินค้าขึ้นมาขาย ก็ไม่มีที่ให้ขาย ที่คิดดีแล้วทนอดต่อไป ที่คิดเลวก็ปล้นเขากิน ง่ายดี

    แม้ว่าห้างเหล่านี้จะมีการจ้างงานเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มากเท่ากับที่เสียไป โดยเฉพาะกับแรงงานขั้นต่ำ

    แม้ว่าห้างเหล่านี้อาจจะก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมากมาย ถ้ามองย้อนกลับ ถ้าไม่มีห้างเหล่านี้ รายได้เหล่านี้ก็เกิดขึ้นอยู่แล้ว และเกิดขึ้นในลักษณะกระจายตัวสู่ชุมชนด้วย

    แย่ไปกว่านั้น การทำโปรโมชั่น แต่ละครั้งยังทำให้ลูกค้าใช้จ่ายเกินความจำเป็น ไม่ว่าต้องซื้อในจำนวนมากกว่าปกติ หรือว่าห้างจะสร้างกำลังซื้อให้กับลูกค้าด้วยการให้ผ่อนชำระ ก่อให้เกิดนิสัยสุรุ่ยสุร่าย การออมก็ไม่เกิดขึ้น

    นี่ยังไม่รวมไปถึงว่าห้างเหล่านี้เป็นห้างต่างชาติ ซึ่งแน่นอนที่สุด กำไรย่อมส่งกลับประเทศเขา (ซึ่งทุกคนที่รักประเทศไทยน่าจะเข้าใจดี)

    เข้าใจหรือยังครับว่า นั่นเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม เขาถึงไม่ให้ตั้งห้างเหล่านี้ในเมือง เพราะมันเป็นธุรกิจที่ทำลายธุรกิจขนาดย่อม ทำลายชุมชน เขาถึงให้ไปตั้งระหว่างเมือง เพื่อให้กระจายความเจริญออกไป เพื่อว่าผู้ใดที่ต้องการซื้อของถูก ต้องเดินทางไกลไปซื้อ เพื่อการจัดจราจรและผังเมืองเป็นระเบียบ และสำคัญที่สุด

    เพื่อไม่ให้ชุมชนถูกทำลาย

    แต่ที่นี่ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเรา ซูเปอร์เซนเตอร์โผล่กันกลางใจเมือง อ่อนนุช พระราม 4 หรือแม้แต่สาทร

    ผมไม่ได้แอนตี้ห้างต่างชาติ นั่นคือความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับว่าเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าเราปรับปรุงพัฒนาก็น่าจะถูถูไถไถ ประหมัดกันได้ไม่มากก็น้อย แต่เราควรนึกให้ออกว่าอะไรควรปล่อยให้เขาทำ หรืออะไรไม่ควรให้เขาทำ

    นักวิชาการ นักการตลาด สมาคมผู้ค้าปลีกครับ ช่วยปลุกรัฐบาลให้ตื่นกันเสียทีว่า

    สิ่งที่โผล่กลางใจเมืองแบบนี้ มันกำลังทำลายชุมชนอย่างช้า ๆ
    ไม่เช่นนั้น วันหนึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า
    เด็กจะถามว่า แม่ แม่ ทำไมเขาเรียกว่า ตลาดคลองเตย ตลาดเทเวศน์ ตลาดมหานาค ตลาดเก่า
    ผมไม่เห็นมีตลาดเลยครับ???

    Tags: , ,

  • โดย… ดาราราย

    แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น

    เวลาฟังเพลงๆ หนึ่งที่เราได้พบว่ามีเนื้อหาสาระที่ดี ความตระหนักของคุณค่าก็ผุดโพล่งขึ้นมาในใจ เสมือนดั่งเพลง “ใต้แสงตะวัน” ที่ผมได้ยกตัวอย่างมานี้ มันเป็นสื่อที่ตรงใจ, ถูกใจ, ถูกกาละและเทศะ กับช่วงเวลาช่วงนี้ของชีวิตเราเป็นอย่างยิ่ง หากใครจะมองในแง่เหตุการณ์, สถานการณ์และประสบการณ์ของคนๆ หนึ่ง หรือของประชาชนทั้งประเทศของเรา หรือประชากรทั้งหมดบนโลกนี้ ย่อมตกอยู่ในภาวะดังที่เพลงๆ นี้ได้บอกเอาไว้ทั้งสิ้น

    ปัญหาของโลกทุกวันนี้ ทั้งในระดับปัจเจกและสังคมทุกระดับ ดูเหมือนจะมีความรุนแรงมากขึ้นจนยากที่จะควบคุมได้ ภาวะของโลกทุกวันนี้ดูมืดมัวอึมครึมเสียเต็มที ในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่ง เมื่อหันหน้ามองไปทางไหนก็มักจะพบแต่ความมืดมนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มารุมเร้า หรือคิดที่จะหวังว่าจะมีใครสักคนหนึ่งเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเราได้ และเราก็พบว่าความหวัง ความใฝ่ฝันนั้น มันอยู่แค่ในความคิดคำนึงเท่านั้น ทั้งในความเป็นจริงเรากลับถูกทำร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่เสมอ

    เด็กน้อยที่เดินขายพวงมาลัยอยู่ตามสี่แยกไฟแดง, เกษตรกรที่มีหนี้สินร้นพ้นตัว สังคมเกษตรล่มสลาย, คนตกงานที่เดินย่ำเท้าไปเขียนใบสมัครงานหลายสิบแห่ง, นักธุรกิจที่ล้มละลายเพราะพิษเศรษฐกิจ, การคอรัปชั่นทุจริตกันทุกระดับขององค์กรทั้งเอกชน, ราชการและนักการเมือง, สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม, ป่าไม้และทรัพยากรที่มีค่าถูกทำลายมากขึ้นทุกวันๆ , ปัญหาความหลงเชื่อศรัทธาต่อพระสงฆ์ที่ยังไม่ขาดจากกิเลส, สถาบันครอบครัวที่แตกสลายมากขึ้นเรื่อยๆ , เด็กๆ เริ่มฆ่าตัวตาย, อาชญากรรมที่รุนแรงโหดเหี้ยม, ยาเสพติด , เยาวชนเป็นทาสวัตถุนิยมจากประเทศมหาอำนาจที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงดั่งไฟลามทุ่ง ยิ่งตามดับก็ยิ่งไหม้ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้นับวันจะหนักหน่วงมากขึ้นๆ และขยายวงกว้างไปยังกลุมคนทุกแขนงทุกสถาบัน เหมือนดังเมฆหมอกที่ก่อตัวหนาขึ้นทุกทีๆ ยากที่เราจะเดินฝ่าไปได้ง่ายๆ ยิ่งเดินก็ยิ่งพบว่าทางเดินนั้นวกวนยาวไกลไม่สิ้นสุดยากที่จะพ้นหมอกควันไปได้ เราทุกคนต่างก็เดินวนอยู่ในเมฆหมอกเหล่านี้ และเราทุกๆ คนนี่เองที่ต่างก็จุดหมอกควันกันคนละนิดๆ แล้วต่างก็โทษกันไปมาว่าคือต้นเหตุของปัญหา จะมีใครสักกี่คนที่หันมามองตนเองว่าต่างก็เป็นผู้จุดควันเหมือนๆ กัน

    การที่เราตกอยู่ภายใต้หมอกควันและเมฆครึ้มมืดมัวอยู่ชั่วนาตาปี เราก็คิดว่าโลกนี้คือโลกที่แท้จริงแล้ว ความมืดอึมครึมคือความเที่ยงแท้ หลายคนมีจินตนาการว่า นอกจากความมืดอึมครึมนี้น่าจะมีแสงสว่างโอภาส แต่ก็ไม่มีใครในหมอกควันนี้เคยเห็น หลายคนบอกว่าความมืดอึมครึมนี้คือนิรันดรภาพ การประทุษร้ายผู้อื่น, การแย่งชิงเอาเปรียบ, การฆ่าตัวตาย คือคำพิพากษาต่อความมืดอึมครึมนี้ หลายคนยอมศิโรราบ แต่บางคนก็ยังเดินต่อไปในเมฆหมอกด้วยความหวัง เพราะเขายังเชื่อมั่นในจินตนาการของเขา

    การเดินไปในเมฆหมอก เป็นการเดินด้วยความหวัง แต่บางคนก็เดินด้วยความจำยอม คนที่เดินด้วยความหวัง ยังแบ่งเป็นคนที่เดินไปด้วยความหวังแต่เย่อหยิ่งทะนงตน เพื่อที่จะให้ผู้คนยอมรับว่า เขาคือผู้มีความคิดเห็นถูกต้องว่าเมฆหมอกนี้คือนิรันดร และเขาคือผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในเมฆหมอกนี้

    taifa_16

    แต่ผู้มีหวังอีกกลุ่มหนึ่ง ต่างเดินไปด้วยความถ่อมตน และมีจุดหมายเพียงเพื่อให้ได้พบเพียงแสงสว่างอันโอภาสเท่านั้น และกลุ่มคนที่เดินด้วยความจำยอม เขาเหล่านั้นก็เดินด้วยความอ่อนล้าไร้พลัง ไร้ความคิดเห็น หากปล่อยให้วันเวลากลืนกินไปทุกๆ ขณะเวลาเท่านั้น พวกเขาต่างไม่มีความเชื่อ ไม่มีความหวัง คนเหล่านี้ย่อมตกเป็นเหยื่อได้ง่ายและพวกเขาก็ถูกกลืนกินทั้งจากเวลาและผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เขายอมรับว่าเขาคือผู้พ่ายแพ้

    แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น

    มีลำแสงเล็กๆ ลำหนึ่งพุ่งแหวกกลุมเมฆทะมึนลงมาสู่พื้นโลก ขณะนั้นมีทั้งผู้ที่มองเห็นและมองไม่เห็น กลุ่มผู้ที่มองเห็นต่างแตกตื่น บ้างตื่นเต้นยินดี, บ้างนิ่งเฉย หรือบ้างก็ปฏิเสธต่อแสงนั้น กับผู้ที่มองไม่เห็น คือผู้ที่นอนหลับไม่สนใจ หรือเห็นว่าเป็นสิ่งไร้สาระ กลุ่มผู้มองเห็นส่วนหนึ่งวิ่งไล่ตามไปยังลำแสงนั้น บ้างก็ว่านั่นแหละลำแสงที่เคยจินตนาการถึง นี่แหละคือความหวัง บางพวกก็ทัดทานว่าอย่าวิ่งตามไปมันเป็นกลลวง อุปปาทาน เมฆหมอกเท่านั้นที่คือความจริง บางคนชะงัก แต่บางคนก็ยังคงมุ่งมั่นวิ่งตามไป

    คน ที่มองเห็นสรรพสิ่งภายใต้ลำแสงย่อมมองเห็นว่าสรรพสิ่งภายใต้ลำแสงนั้น สดใสงดงาม และเห็น “ความจริง” ที่แท้จริงของสรรพสิ่ง ที่หลงเชื่อมานานจากการมองเห็นสรรพสิ่งแค่ภายใต้เมฆหมอกที่อึมครึมเท่านั้น และเขาก็ตระหนักว่า เบื้องบนของเมฆหมอกนั้น คือดวงอาทิตย์ที่คนยังไม่เคยเห็น

    ในการมองเห็นแสงโอภาสนั้น ทำให้ตัวเราเกิดความตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วลำแสงที่ส่องผ่านลงมานี้ ได้เคยส่องลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่ตัวเรานั้นไม่เคยสนใจที่จะมองเห็นว่า นี่คือแสงสว่างนั่นเอง ปัญหาต่างๆ ที่เราต่างประสพอยู่ล้วนมีหนทางแก้ไข ที่ผ่านมาเราต่างคิดอยู่แต่ว่าเมฆหมอกคือความจริงเท่านั้น เราจึงแก้ปัญหาด้วยความจริงที่เรายึดติด แต่เมื่อแสงสว่างส่องผ่านลงมาที่กลางใจ เราจึงได้เห็นเมฆหมอกในอีกทัศนะหนึ่งซึ่งกระจ่างกว่าเดิม เพราะแสงสว่างมากระทบ และก็ได้เข้าใจว่าเมฆหมอกนั้นแท้จริงก็ยังมีความจริงอีกด้านหนึ่งซึ่งเรามองไม่เห็นหรือละเลยไป เราจึงเกิดความรู้ความเข้าใจในด้านใหม่ของสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้เมฆหมอก และสามารถแก้ปัญหาสรรพสิ่งเหล่านั้นได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

    เมื่อ แสงโอภาสสาดส่องลงมาเพียงแวบหนึ่ง ความกระจ่างแจ้งย่อมบังเกิดแก่ใจของเรา เสมือนหนึ่งเราได้พบกับ “ทาง” ที่สามารถนำพาเราเดินฝ่าเมฆหมอกไปยังจุดหมายของเราได้ หากบางคนเมื่อได้เห็นแสงและทางเดินแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมเดินไปตามทางที่เขาเห็นและเชื่อ นั่นย่อมไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ทำด้วยเพชร ปลอกคอทำด้วยทองคำ แต่เมื่อเรายิ่งเดินไปตามทางที่เราเห็นแล้ว เราย่อมได้พบกับแสงโอภาสสาดส่องลงมาอีกเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คอยให้กำลังใจเราและคอยตอบย้ำว่า นี่คือทางหรือมรรคที่บังเกิดแก่ความสว่างไสวไร้ข้อขุ่นข้องต่อใจของเราอีก ต่อไป และปัญหาใดๆ ย่อมหาทางแก้ไขได้เสมอ

    ยามใดที่เรามีปัญหา ถ้าเรานึกย้อนไปและพิจารณาดูบ้าง เราเคยเห็นแสงสว่างส่องลงมาแม้เพียงหางตาบ้างหรือไม่ หรือเรารู้ว่ามีแสงส่องลงมาแต่เราไม่สนใจที่จะมอง และหากวันใดที่เราได้พบแสงสว่างนั้นอีก ขอจงมองดูสรรพสิ่งภายใต้แสงบ้าง เราอาจจะพบว่า สรรพสิ่งในเมฆหมอกที่เคยเห็นกันว่าดีนั้น แท้จริงแล้วอีกด้านหนึ่งกลับดูน่าชัง หรือสิ่งใดที่เคยพบเห็นว่าไม่ดี ก็อาจจะมีสิ่งดีๆ ที่เรามองไม่เห็นหรือมองข้ามไปบ้าง และที่สุดแล้วเราก็จะพบว่า ใจของเรานี่เองที่คือแสงสว่าง

    และเหนือเมฆหมอกขึ้นไปนั้น ก็ยังมี “ดวงอาทิตย์” ส่องแสงอยู่ทุกขณะจิตไม่มีอคติว่าจะส่องแสงไปทางใดแต่กระจายไปทั่วจักรวาล และพร้อมเสมอที่จะคอยส่องทางให้เราได้ก้าวเดินไป แม้นตัวเราต้องอยู่ภายใต้เมฆหมอก แต่เราก็ยังมีความฝัน, ความหวัง เพราะเรารู้ว่ายังมีดวงอาทิตย์อยู่เหนือเมฆหมอกนั้น

    เพลง : ใต้แสงตะวัน
    คำร้อง : สารภี ศิริสัมพันธ์
    ทำนอง : ปธัย วิจิตรเวชการ
    เรียบเรียง : ชนชิต จรรย์สืบศรี
    ขับร้อง : Nicole Theriault

    มองออกไป ในความคุ้นเคย ท้องฟ้าดูครึ้ม มืดมัวไม่เคยจางไป
    ไม่เคยมองเห็นสายลมที่อ่อนไหว ไม่เคยมีดวงไฟสักดวงที่คอยส่องทาง
    เจอหมอกควัน จนชินสายตา เหมือนโลกใบนี้ไม่เคยพบเจอตะวัน
    มองไปทางใหน มืดมนและอ้างว้าง ได้แต่เดินคนเดียงลำพังไม่มีจุดหมาย
    แต่พอมีลำแสงหนึ่ง ที่ทอแสงมา เมฆฝนบนฟ้าก็ดูคลี่คลายออกไป
    เริ่มมีความรู้สึก ที่เป็นด้านใหม่ ยังมีชีวิตอยู่ภายใต้แสงตะวัน
    ดวงตะวันดวงเดียวที่มี เติมไฟชีวิตและเติมพลังแรงใจ
    คอยเติมความฝันให้มีวันสดใส หากวันใดใจเราต้องทนกับความอ่อนล้า
    ตะวันยังยืนยงอยู่บนฟ้า คอยนำทางให้ชีวิต
    ไม่มีอะไรที่หมดหวัง จากวันนี้

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    แม่ คำๆนี้ไม่ว่าไปปรากฎอยู่ตรงไหนก็ตาม ไม่ต้องบรรยายความยิ่งใหญ่ใครเห็นย่อมรู้ซึ้งถึงความหมายได้ดี เรื่องราวที่แม่เขียนถึงลูก ลูกเขียนถึงแม่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าแม่ของ แมกซิม กอร์กี้ นักเขียนกระเดื่องนามชาวรัสเซีย ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ถ้าใครได้เคยอ่านแล้วจะรู้ว่าแม่ของ แมกซิม ได้เข้าไปอยู่ในจิตในใจผู้คนทั้งมวล และโดยเฉพาะผู้ยากไร้ที่ต่อสู้กับอำนาจไม่เป็นธรรม ไว้จะเอามาแนะนำในฉบับต่อๆไป

    aksorn_16

    ฉบับนี้ขอเอา ถึงเจ้าวายร้ายตัวน้อย ของ วดีลดา เพียงศิริ มาแนะนำให้หามาอ่านกัน วดีลดาเขียนถึงเจ้าตัวน้อยอยู่หลายเล่ม แต่ผมขออำนาจเผด็จการแนะนำเล่มนี้ เป็นบันทึกจากแม่ถึงลูกที่กินใจ เป็นตัวแทนของแม่ทั้งหลายได้ เธอเล่าว่าวิญญาณของความเป็นแม่เกิดขึ้นเมื่อ เธอได้รับรู้ว่ามีชีวิตน้อยๆมาอยู่ในครรภ์ของเธอ ในพุทธปรัชญากล่าวไว้ว่า แม่กับลูกเกิดพร้อมกัน อันนั้นก็คือสถานภาพของความเป็นแม่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีลูก

    ผมเคยถามภรรยาว่ารักลูกแค่ไหน เธอตอบว่าไม่สามารถบรรยายได้แต่รู้ว่ามันมาก ซึ่งเห็นจะเป็นจริงตามนั้น ดูจากที่เธอปฏิบัติกับลูกแล้ว เราซึ่งเป็นพ่อรู้สึกรักลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเธอ แต่พอปฏิบัติออกไปกับลูกแล้วไม่น่าจะได้ถึงครึ่งของพวกเธอผู้เป็นแม่ ความรักของผู้เป็นแม่นั้นมีมิติทั้งทางกว้างและทางลึก

    งานของ วดีลดา เป็นงานที่อ่านง่าย ความรู้สึกของเธอที่มีต่อลูกถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบันทึกเล่มเล็กๆ ความรู้สึกที่มีต่อลูกซึ่งป่วยไข้ ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นตัวอักษร ใช้ภาษาที่เรียบง่ายตามรูปแบบของบันทึก อ่านงานของเธอจบ ทำให้ผมคิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ งานของเธอไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดทำให้เธอได้เป็นแม่แห่งชาติ แต่มันสามารถเป็นตัวแทนอารมณ์ ความรู้สึกของแม่ทุกๆคนได้ ถ้าผมสามารถให้รางวัลได้ขอให้รางวัลกับแม่ทุกๆคนในโลกเป็นแม่ดีเด่นของลูกๆ

    แม่รักลูก ห่วงหาอนาทรลูกอยู่เสมอ ไม่มีลูกคนไหนโตในสายตาของพ่อแม่ ภาพของแม่ชราเข้าไปเยี่ยมลูกชายซึ่งเป็นนักโทษในเรือนจำเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา สองมือโอบกอดพร้อมลูบหัว แววตาที่อบอุ่นเปี่ยมไปด้วยเมตตาอาทร มองไปที่ลูกซึ่งบัดนี้เหมือนลูกเล็กๆ ร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ใครได้เห็นอาจจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แล้วลูกเล่าคิดถึง ระลึกถึงท่านบ้างหรือเปล่า หรือว่าวันแม่ทีหนึ่งเราก็นึกถึงกันครั้งหนึ่งคิดคำพูดเก๋ๆยกย่องเชิดชูท่าน ให้แม่ปีละวัน แต่ท้ายสุดแล้วผมก็เชื่อว่าแม่ไม่ได้หวังอะไรมากมายจากลูกๆ ขอให้ได้รับรู้ว่าลูกๆเป็นคนดีอยู่ดีมีสุขก็พอแล้ว

    อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งนึกเคืองที่ริอ่านมาสั่งสอน ขอบอกว่าเอาประสพการณ์ที่ตัวเองปฏิบัติกับแม่ได้ไม่เต็มที่ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ ต้องมานั่งกราบไหว้รูป ไหว้กระดูกยามท่านล่วงลับไปแล้ว แต่ถ้าใครสามารถ ทำให้ท่านมีความสุขได้ยามที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ขออนุโมทนาสาธุ ขอฝากงานของ วดีลดา เพียงศิริ เป็นตัวแทนให้เราได้เข้าถึงความรักที่บริสุทธิของแม่ทีมีต่อลูกๆทุกคนเอาไว้ด้วย

    Tags: , ,

  • เมื่อสักประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนจะเขียนต้นฉบับนี้ เจ้าลูกชายตัวดีของผมได้มีโอกาสไปถ่ายรูปลงโฆษณาในใบแผ่นพับ ที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่าโบรชัวร์นั่นหละครับ

    เรื่องมีอยู่ว่า สักประมาณ 2 อาทิตย์กว่าๆ แล้ว ได้มีญาติของทางฝ่ายแม่เขาได้ติดต่อมา บอกว่าอยากได้เด็กสัก 2-3 คนมาถ่ายรูปลงโฆษณาหน่อย เอาประมาณ 2-3 ช่วงอายุเลย เช่น 1 ปี 2 ปี 5 ปี 10 ปี 15 ปี ผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นโฆษณาอะไร แต่จะเป็นลักษณะเหมือนบริษัทประกันภัย หรือไม่ก็อะไรที่เกี่ยวกับอนาคตการศึกษาครับ รูปก็จะเป็นลักษณะ เด็กเล่น แล้วโตขึ้นเรื่อยๆ จนเรียนจบมหาวิทยาลัย เหมือนอย่างที่เคยเห็นกันบ้างแล้วตามสื่อโฆษณาทั่วไป

    เมื่อถึงวันถ่ายรูปกันจริงๆ บรรดานายแบบทั้งหลาย (ไม่มีนางแบบ ?) และช่างภาพก็ไปเจอกันที่บ้านหลังหนึ่ง เพื่อถ่ายรูปกัน ที่ไม่ได้ถ่ายตามสตูดิโอ เพราะเห็นเขาบอกว่า ไม่มีงบมากนัก บรรดานายแบบทั้งหลายก็ญาติๆ กันทั้งหมด สถานที่ถ่ายทำก็บ้านญาติอีกเหมือนกัน ค่าตัวก็ไม่มีให้นะ ถือว่าช่วยๆ กัน แต่ก็ได้ค่าขนมมาบ้างพองาม เมื่อใกล้ถึงเวลานัด ผม ภรรยาของผม และเจ้าลูกตัวดีของผมก็ไปถึงสถานที่ถ่ายทำก่อนคนอื่นเลย เรียกว่าบ้าเห่อน่าดู (กลัวเขาไปถ่ายคนอื่นก่อนแล้วไม่เอาลูกเราหรือไง) ก็นั่งรออยู่นานประมาณ 2 ชั่วโมงได้ เนื่องจากช่วงเช้าช่างภาพมีนัดถ่ายอีกที่หนึ่ง

    ระหว่างนั่งรอคนอื่น ๆ เจ้าลูกชายตัวดีของผมก็ซนเหลือเกิน วิ่งไปวิ่งมา ทำเหมือนอยู่บ้านตัวเอง แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขาวิ่งสะดุดขาญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง แล้วเขาก็ล้มลง หน้าไปกระแทกสันของพื้นซึ่งยกระดับขึ้นมาอย่างจัง เขาร้องไห้ลั่น สักครู่หนึ่งก็มีเลือดกำเดาไหลออกมาจากรูจมูก ผมตกใจมาก คิดว่าคราวนี้ลูกชายผมมีเคราะห์แน่ จมูกหักแน่ๆ แต่ก็ดูอาการเขาไปก่อน สักครู่หนึ่ง ญาติท่านอื่นๆ ก็บอกให้พาไปเล่นน้ำในอ่างน้ำข้างบนแล้วกันจะได้ไม่ร้องไห้ ผมก็ทำตามนั้น แล้วก็ได้ผล เขาเล่นน้ำได้อย่างเมามัน เหมือนไม่ได้เจ็บอะไรเลยที่จมูก เล่นอยู่สักพักก็อารมณ์ดี แต่งตัวลงไปข้างล่างเล่นต่อได้ จนช่างภาพที่นัดกันไว้มาถึง ก็เลยรีบจัดแจงที่ทาง สถานที่ถ่ายทำสักครู่หนึ่ง ลูกชายตัวดีดวงซวยของผมก็ได้เข้าไปถ่าย โดยมีจมูกที่ช้ำและบวมเป่งอยู่ ช่างภาพบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเอารูปเข้าคอมพิวเตอร์ลบรอยช้ำได้ ลูกชายของผมก็เลยได้ถ่าย แถมแอ็คท่าอย่างกับนายแบบ ไม่มีเขินกล้องเลย ถ่ายไปได้สัก 10 กว่ารูป ช่างภาพก็ให้เปลี่ยนเด็กคนอื่นมาถ่ายต่อ ลูกชายตัวดีของผมก็ออกมาวิ่งเล่นเหมือนลืมว่าตัวเองเจ็บตัวอยู่ รอสักพัก พวกผมก็กลับบ้านไป

    เย็นวันนั้น ผมก็ได้พาลูกชายของผมไปหาหมอที่โรงพยาบาล ได้เอ็กซเรย์ดู หมอบอกว่าไม่เห็นรอยหัก คิดว่าคงเป็นลักษณะว่าชนแล้วกระดูกอาจกระเทาะเล็กน้อย เลยทำให้มีจมูกมีรอยร้าวและเลือดออกมา และแนะนำให้ไปหาหมอหู คอ จมูก โดยตรงอีกทีหนึ่งถ้าต้องการความสบายใจ รุ่งขึ้น ผมก็พาไปหาหมอจมูก ได้ใช้เครื่องมือส่องดู แล้วก็สรุปออกมาเหมือนกัน คือมีรอยร้าวเล็กน้อย ไม่ต้องทายาอะไร จมูกที่บวมอยู่จะยุบไปเอง ให้สังเกตุดูรูปจมูกหลังจากหายบวมแล้ว ถ้าไม่ผิดปกติ ก็ถือว่าหายดีแล้ว ไม่ต้องมาตกแต่งจมูกกลับเข้าที่

    หลังจากนั้นหลายวัน จมูกเขาก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม สามารถเอามือบีบจมูกแรงๆ ได้โดยไม่เจ็บ หน้าตายังหล่อเหมือนเดิม ความซนคงที่อยู่ที่มากที่สุด ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม เหลือไว้เพียงอุทาหรณ์ไว้อย่างหนึ่งว่า “การเป็นดารานั้น ยากจริงๆ ถ้าอยากดัง ก็ต้องทุ่มเท แม้จะต้องเจ็บตัว เจ็บใจบ้างก็ตาม”

    Tags: , , , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    สมัยส้มจี๊ดเป็นนักศึกษา มีวิชาหนึ่งที่ชอบมาก แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบอาจารย์ แต่ก็ประทับใจในวิธีการสอนของท่าน นั่นคือวิชาบริหารเชิงกลยุทธ์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Strategic Management ซึ่งทุกคาบวิชาต้องมี Case ให้แก้ ซึ่งทางออกมีมากกว่าหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมตลอดเวลา ขนาดคำตอบที่เคยถูกในห้องเรียน แต่พอนำ Case นั้นมาออกข้อสอบ นักศึกษาที่ตอบเหมือนเดิม กลับไม่ได้คะแนน เนื่องจากข้อสมมติฐานนั้นเปลี่ยนไป จึงใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้ นี่ละที่เขาเรียกว่า “กลยุทธ์” ไม่มีผิด และไม่มีถูกเสมอ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่

    อีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ท่านมักจะย้ำพูดเสมอก็คือ เวลาแก้ปัญหานั้น คนเราส่วนใหญ่ใช้สัญชาติเดิมที่ได้รับสอนสั่งเข้ามาแก้ไข ดังที่ท่านเรียกว่า Perspective เช่น นักบัญชีเวลาแก้ปัญหา มักจะดูที่ตัวเลขเป็นหลัก เนื่องจากร่ำเรียนมาจากระบบบัญชี นี่คือกรอบของความคิด ดังนั้นไม่แปลก ที่ว่าปัญหาการเงินของชาติขณะนี้ ให้นายธนาคารมานั่งแก้ จะมัวแต่มุ่งแก้ไปที่ระบบการเงินเป็นหลัก เนื่องจากกรอบความคิดผูกติดกับแนวทางที่เคยเป็นมาช้านาน ถึงแม้จะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า แต่ก็เอาชัวร์ไว้ก่อน เพราะวิธีอื่นมันไม่เคยชิน จึงไม่มีความมั่นใจ

    ที่ส้มจี๊ดร่ายมายืดยาว เพื่อจะนำสู่ประเด็นที่ว่า “กำพืดความคิด” คนเรายึดติดกำพืด ดังนั้นการแสดงออกล้วนเป็นไปตามเคยชิน เพื่อความชัดเจน จะขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมสักสองสามข้อ

    เรื่องแรก ก็คือการที่กระทรวงศึกษาธิการปรับระบบหลักสูตร โดยนำวิชา “หน้าที่พลเมือง” เข้ามาสอนอีกครั้ง เพราะต้องการให้เด็กรู้จักหน้าที่และประพฤติดีต่อประเทศชาติ เพราะคิดด้วยความเคยชินว่าถ้าสอนในชั้นเรียน นักเรียนย่อมเข้าใจ และนำไปประพฤติปฏิบัติ มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือเฮียตือ สังคมไทยปัจจุบันเด็กรับสื่อหลายด้าน และเลียนแบบได้ง่าย ห้องเรียนเป็นแค่ทางเลือกทางหนึ่งเท่านั้น เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาไปไกล (ขอลอกก๊อปปี้เขาหน่อย) อินเตอร์เนตก็ใช้ได้ อีกทั้งสื่อจำพวก Edutainment ที่มีค่ายเพลงเป็นตัวดี กล่อมเด็กสักอยู่หมัด ว่านอนสอนง่าย นอกจากนี้วัฒนธรรมฮอลีวู๊ดก็ซึมเข้ามาในสายเลือด ดังนั้นห้องเรียนและครูไม่ใช่ตัวกำหนด ถึงแม้กำหนดได้เถอะ เชื่อว่ามันก็ท่องจำตำรา แต่เวลาทำจริงไปคนละทาง ไม่เชื่อถามท่านนักการเมืองดู พวกนี้อยู่ในยุคเรียน “หน้าที่พลเมือง” แต่ทำไมจึงออกไปทาง “หน้าที่โลกาภิวัฒน์ บริโภคนิยม โคตรกิน” ก็ไม่รู้ จริง ๆ น่าจะนำกิจกรรมมาเป็นใช้แบบเรียนรู้สัมผัสด้วยของจริง หรือให้เข้าไปสัมผัสกับชุมชน เรียนรู้จากชุมชน ซึ่งจะได้รู้ได้ชัดว่าชุมชนต้องการให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอย่างไร ประพฤติอย่างไร ไม่ดีหรือท่านเจ้านายเจ้าขา

    เรื่องสองคือ “เบี้ยกุดชุม” เห็นตอนนี้แบงค์ชาติประกาศิตลงมาว่าผิดพรบ.เงินตราอะไรนั่น ซึ่งเบี้ยกุดชุมเกิดจากชุมชนหนึ่งที่ร่วมใจกันออกกระดาษชุดหนึ่งมาใช้ภายในชุมชนในการจับจ่ายซื้อของ เพื่อไม่ให้เงินบาทไหลออก และเศรษฐกิจไหลอยู่ในชุมชน แต่ทั้งนี้ต้องมีเงินบาทผสมอยู่ในการชำระเงิน และผู้ซื้อผู้ขายตกลงยินยอมรับ จริง ๆ มันก็คือ Credit Instrument ที่พวกนายแบงค์เขานิยมใช้ แต่ผิดที่คนคิดและใช้เป็นชาวบ้าน ไม่เหมือนที่พวกแบงเกอร์เล่น และเล่นแบบมือเติบเอาประเทศไปจำนองกับ IMF เขาล่ะ หรือคูปองศูนย์อาหารเขาก็นิยมใช้ แต่ที่ถูกสั่งห้าม สาเหตุคงไม่ใช่ที่ประเด็นเบี้ยกุดชุม แต่น่าจะเป็นเรื่องที่ปะทะกับความหมายของ “รัฐ” นั่นคือประเทศไทยต้องเป็นเอกภาพ ชุมชนที่กล้าทำเช่นนี้ รัฐย่อมกลัวเสียอำนาจ และอาจจะปกครองได้ยาก จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม สั่งห้ามและประกาศว่าผิดกฎหมาย ถ้าใช้แนวคิดรัฐศาสตร์มันก็ถูก แต่ถ้าใช้แนวคิดสังคม จะเห็นได้ว่าพลเมืองของชาติก้าวหน้า และหาทางออกด้วยตัวเอง เป็นความเข้มแข็งของชุมชน น่าจะสนับสนุน นี่ล่ะที่เรียกว่า Perspective ในการมองปัญหาคนละมุมมอง

    เอาอีกเรื่องที่น่าจะแสดงออกถึงกำพืดของความคิด เรื่องน้ำมันร้อน ๆ ตอนนี้ ที่ลิตรละเกือบ 18 บาท รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไทยต้องนำเข้าน้ำมัน ไม่มีบ่อน้ำมันดิบของตัวเอง รัฐบาลอ้างแต่ว่า “ระบบการค้าเสรี” ทำอะไรไม่ได้ ก็จริงของท่าน ถูกต้องในเรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่ที่แน่ ๆ ท่านไม่ได้มองว่ามันมีสองปัจจัยที่แฝงอยู่ในเรื่องการค้าเสรี ก็อุปสงค์และอุปทาน การที่ท่านเล่นแก้แต่ลดค่าการตลาดของน้ำมัน หรือจะลดมาตรฐานการกลั่น เพื่อให้ราคาถูกลงบ้าง มันแก้ที่อุปทาน โดยที่ไม่ได้เตะต้องอุปสงค์เลย เพราะมันอาจจะขัดการค้าเสรีก็ได้ หรือกลัว GDP จะโตไม่เท่ากับที่รับปาก IMF ไว้ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะสัญญาแต่ละฉบับท่านมุบมิบทำกัน โดยที่ไม่เคยบอกเจ้าของประเทศแบบพวกผม สมัยพลเอกเปรม ที่มีสถานการณ์เช่นนี้ ป๋าท่านสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ช่วง 18.00 - 20.00 และบังคับสถานบันเทิงปิดให้ตรงเวลา ประหยัดน้ำมันไปได้มาก แต่ทว่าปัจจุบัน เรากลับส่งเสริมการบริโภคที่เกินตัว ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ ห้างสรรพสินค้าปัจจุบันใช้ไฟฟ้ามากกว่าบางจังหวัดเสียอีก เปรียบเทียบให้ชัดก็ตัวอย่างเดอะมอลล์โคราช ที่พอเปิดปุ๊บ การไฟฟ้าต้องผันไฟเข้าห้างแห่งเดียว จนที่อื่นมีปัญหาไฟตก นี่หละการบริโภคนิยม ซึ่งเป็นการโตเกินตัว ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหาราคาน้ำมันจริง ๆ มันต้องออกแรงมากกว่านี้ อย่ามัวแต่เชื่อทฤษฎีการค้าเสรี ลูกหลานมันจะเดือนร้อน นะท่านนายหัววัวชน

    สองสามเรื่องก็พอเห็นตัวอย่างกำพืดความคิด ที่เป็นตัวชี้นำการกระทำ ถ้าไม่เปลี่ยนมุมมอง แต่เชื่อมั่นกำพืดเดิม ๆ แม้จะเคยประสบความสำเร็จในสมัยก่อน แต่อาจจะฉิบหายได้ในปัจจุบัน เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยน มันไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูป ฉีกปุ๊บได้กิน อิ่มได้เลย นะเจ้าค่ะ บางครั้งพฤติกรรมและระบบภูมิศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน ย่อมนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาแตกต่าง แต่ก็เศร้าใจที่เห็นพฤติกรรมบางอย่างถูกครอบงำด้วยกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่ ไหลบ่าจากฮอลีวู๊ด ฟาสฟู๊ด สินค้าแฟชั่น และตำรับตำราเรียน ซึ่งยังผลให้พฤติกรรมส่วนบุคคล เลียนแบบไปตามสิ่งที่ได้รับมา ง่ายต่อการครอบงำ นอกจากนี้ตลาดองค์กรก็ยังถูกปรับพฤติกรรม รับเอาระบบ ISO ธรรมรัฐ ลิขสิทธิ์ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายพฤติกรรมการสั่งซื้อก็จะถูกชี้นำด้วยกระแสเหล่านี้ นอกจากนี้ตอนนี้ชุมชนท้องถิ่นยังต้องฝึกเขียนโครงการ หรือศัพท์หรู ๆ ว่า Business Plan ซึ่งมองความสำเร็จที่ตัวเลข มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ในการเสนอโครงการต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างถูกครอบงำ ที่ว่านี่ส้มจี๊ดไม่ได้เหมารวมว่าทุกวิธีการที่กล่าวข้างต้นไม่ดี เพียงแต่ติงว่าเหมาะสมแค่ไหน และควรเลือกรับได้แค่ไหน ประยุกต์ให้เข้ากับภูมิศาสตร์ของเรา กลัวท้ายสุดความคิดจะเหมือนท่าน ๆ ที่อยู่แถวคลองประปา จริง ๆ Business Plan ของเราก็มี แต่ไม่ใช่มองที่ผลลัพธ์ แต่มองที่ตัว “คน” เป็นหลัก ชุมชนที่ตนเองสังกัดอยู่ ดังจะเห็นโครงการหนึ่งที่ยื่นมาเรื่องประกวดป่าในโครงการลูกโลกสีเขียว เขียนถึงการสร้างโรงเรียนให้บุตรหลาน ให้มีที่เรียนที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ถล่มง่ายเมื่อเจอพายุ ซึ่งต้นเรื่องไม่เห็นเกี่ยวกับป่าเลย แต่ไป ๆ มา ๆ มีการนำเรื่องทำบุญทอดผ้าป่า เพื่อหาเงินมาสร้างโรงเรียน ผลพลอยได้ก็คือนำกล้าไม้มาลง ช่วยกันจนเป็นป่า นั่นแหละส่อให้เห็นวิธีคิดของไทยเรา ที่เห็นคนเป็นสำคัญ จึงมีวิธีการ “ลงแขก” มาลดความเดือดร้อน ไม่ใช่กู้เงินมาหมุนให้ GDP โตเอา ๆ สุดท้ายต่างชาติขนเงินกลับประเทศเหมือนเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่งที่จะถูกแปรสภาพเป็นสาขาย่อย โดยบริษัทที่เข้ามาถือหุ้นใหญ่ขนเงินออกไปหมด นำไปสู่บริษัทแม่ เพิ่มมูลค่าที่ตลาดหลักทรัพย์หลักในต่างประเทศของตนเอง ดังนั้นเราควรกลับมายึดกำพืดความคิดของตนเอง ไทยควรประพฤติตนแบบไท มิใช่หรือเจ้าค่ะ.

    Tags: , ,

  • เมืองหลวงในอดีตจะเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ สามารถทำมาหากินได้ดี ดังนั้นไม่ว่าสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และกรุงเทพฯ ล้วนอยู่ใกล้แม่น้ำ ทำไร่ไถนาได้ ต่างกับเมืองหลวงปัจจุบันที่เป็นศูนย์กลางของธุรกิจอุตสาหกรรม ไม่ต้องการอยู่ใกล้น้ำ น้ำจึงถูกแทนที่ด้วยตึก ถนน สะพาน เพื่อสร้างความเจริญให้กับคน แต่ขณะเดียวกันพื้นที่อุดมสมบูรณ์ก็หายไป ทำให้เกษตรกรรมถูกผลักออกสู่พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่า ต้องสร้างระบบชลประทานเพื่อผันน้ำไปทำเกษตร จนทำให้ต้นทุนการทำเกษตรสูง ถือว่าเป็นการใช้ที่ดินที่ผิด :

    กรุงธนบุรีและกรุงเทพ กล่าวได้ว่าในอดีตถือเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน เรียกว่า “ที่ราบลุ่มบางกอก” อันเป็นแผ่นดินใหม่ที่ตื้นเขิน เกิดจากดินดอนปากแม่น้ำหลายสาขา คือเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง บางปะกง ที่มีคุณสมบัติเป็นที่ราบกว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ ด้วยเหตุนี้เมื่อขุดลงไปในเขตกรุงเทพและธนบุรี จึงพบแต่น้ำ

    cover_16_2

    การสร้างบ้านแปงเมืองในสมัยโบราณอาศัยปัจจัยหลักอยู่สองอย่างคือ มีทำนาอย่างหนึ่ง มีลำน้ำเป็นทางสัญจรและเป็นสามารถใช้บริโภคได้อีกอย่างหนึ่ง เราจึงเห็นเสมอว่ามีลำน้ำอยู่ที่ไหนที่นั่นมักมีชุมชนและบ้านเมือง คนไทยสมัยก่อนใช้ชีวิตในสังคมเกษตรกรรม มีการทำนาปลูกข้าวเป็นกิจกรรมหลัก ดังนั้นการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มจำเป็นต้องมีน้ำ

    กรุงเทพและธนบุรี ในระยะแรก ๆ เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มากมายไปด้วยที่ราบลุ่มน้ำขัง คลองสายย่อย ๆ ติดเชื่อมเป็นทางคมนาคมไปทุกหน้าบ้าน แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเมื่อคนมาอยู่มากขึ้น ที่น้ำขังก็ค่อยตื้นเขิน ลำคลองสายย่อยถูกรุกล้ำกลายเป็นผืนแผ่นดินหมด และต่อมาการที่วิถีชีวิตเปลี่ยนจากการสัญจรทางน้ำเป็นทางบก โดยมีถนนเป็นหัวใจหลักแทนลำคลอง ทำให้สายน้ำถูกถมทิ้งไป เพื่อให้รถมาแทนที่เรือ ดังนั้นเมืองที่ครั้งหนึ่งฝรั่งเรียกขานว่า “เวนิสตะวันออก” หรือ “เมืองน้ำ” เนื่องจากวิถีชีวิตผู้คนอยู่กินกับน้ำ จึงได้ค่อย ๆ หายไป

    สวนบางกอกซึ่งเป็นที่รู้จักมาเนิ่นนาน นับแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีว่า “เป็นสวนที่มีผลไม้เลื่องชื่อ ชุมชนบางกอกเติบใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการทำสวนมาเนิ่นนานนับศตวรรษ ลาลูแบร์บันทึกไว้ขณะล่องเรือผ่านบางกอกว่า เห็นสวนผลไม้อยู่ทั่วไปตลอดลำน้ำในบางกอกถึงนนทบุรี เป็นสวนผลไม้หลายชนิดและมีรสชาติเอร็ดอร่อย เหล่านี้ล้วนเป็นจริงในอดีต แต่ปัจจุบันกรุงเทพฯ หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะความเจริญได้เข้าปรับเปลี่ยนผืนดินและสายน้ำไปสิ้น เพื่อเอื้อต่อสังคมอุตสาหกรรมแทน

    ตัวอย่างเช่นหลายคนคงเคยได้ชื่อ “ส้มบางมด” ที่มีรสชาติหวานแหลมอร่อย ปัจจุบันแม้ยังมีหลงเหลือ แต่ไม่ใช่ปลูกแถวบางมดถิ่นเดิม แต่ย้ายที่ปลูกไปที่รังสิตแทน ซึ่งอนาคตคิดว่า “ส้มบางมด” คงเหลือเป็นแต่บทตำนาน

    cover_16_1

    การที่รสชาติส้มบางมดมีรสชาติหวานซ่อนเปรี้ยวกลมกล่อมพอดี ๆ นั้นนอกจากมาจากพันธุ์ส้มแล้ว ยังมาจากการที่โดนน้ำเค็มขึ้นมาปะปนเป็นครั้งคราวเป็นเวลาที่แน่นอน ความเค็มของน้ำทำให้ส้มมีความเปรี้ยวอร่อยพอดี ๆ แต่ทว่าปัจจุบันการที่น้ำเหนือไหลเอื่อยลง เพราะน้ำมีมวลน้อยลงเนื่องจากป่าถูกทำลาย หรืออาจจะเป็นเพราะการสร้างเขื่อนเจ้าพระยาสกัดกั้นความแรงของกระแสน้ำ ทำให้น้ำจืดไม่แรงพอที่จะไปผลักดันน้ำเค็ม ผลก็คือน้ำที่เข้ามาหล่อเลี้ยงสวนบางมดกลับกลายเป็นน้ำเค็มถาวรไป ทำให้สวนทั้งสวนต้องแช่น้ำทะเลและส้มเหี่ยวเฉาตายไปทั้งสวนในที่สุด

    นอกจากการที่สายน้ำทุกรุกรานด้วยความเจริญ ความเพิ่มขึ้นของคนผกผันกับลำคลองที่มี ทำให้เกิดปัญหา “น้ำเสีย” ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง ลำคลองที่มีน้ำใสสะอาด ปัจจุบันเปลี่ยนสีเป็นสีดำ ไม่สามารถใช้บริโภคหรือเล่นน้ำได้อีก จนต้องมีโครงการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่เข้ามาบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดี ก่อนที่จะปล่อยลงคลอง และมีการว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาจากต่างชาติมาวางแผนหลักในการจัดการน้ำ ซึ่งมีแผนหลักอยู่ 3 ประการคือ แผนหลักระบายน้ำ แผนหลักป้องกันน้ำท่วม และแผนหลักบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนจากการอยู่ร่วมกับน้ำ เป็นการเอาชนะน้ำด้วยการจัดการ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ

    cover_16_3

    ใครเคยจะเชื่อครั้งหนึ่งเมืองสยามที่มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ จะต้องมีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำ และถึงกับต้องออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ เพื่อบริหารน้ำให้พอเพียงกับคนและธุรกิจในสังคม เนื่องจากน้ำมีไม่พอเพียงแล้ว

    แผนแม่บทมีอยู่ด้วยกัน 5 แผน คือ

    1. แผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งประกอบด้วย

    * แผนแม่บทการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
    * แผนแม่บทการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร
    * แผนแม่บทการจัดหาน้ำเพื่ออุตสาหกรรม

    2. แผนแม่บทการจัดสรรและใช้ทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย

    * แผนแม่บทการจัดสรรน้ำตามลำดับความจำเป็น
    * แผนแม่บทการจัดองค์ประชาชนหรือคณะกรรมการลุ่มน้ำ
    * แผนแม่บทการสร้างจิตสำนึกแก่ผู้ใช้น้ำในเขตลุ่มน้ำ

    3. แผนแม่บทการอนุรักษ์แหล่งน้ำ

    * แผนแม่บทการดูแลรักษาและป้องกันมลภาวะในแหล่งน้ำ
    * แผนแม่บทการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารและพื้นที่ทั่วไป

    4. แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

    5. แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ

    * แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาน้ำเค็มน้ำกร่อย
    * แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย

    นอกจากนี้ในปี 2542 ยังมีข่าวเรื่อง ADB จะปล่อยเงินกู้ให้กระทรวงเกษตร โดยมีเงื่อนไข ว่าต้องเก็บค่าใช้น้ำจากชาวไร่ชาวนา เนื่องจากมีค่าโสหุ้ยด้วยการจัดการชลประทานน้ำ เป็นมิติใหม่ ๆ ที่สังคมไทยต้องเผชิญแน่นอน

    ดังนั้นบทบาทของ “น้ำ” จะเปลี่ยนจากการเป็นมิตรกับผู้ใช้น้ำที่มีมาในอดีต สู่สงครามการแย่งชิงแหล่งน้ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในอนาคต ไม่เชื่อลองจับตาดูต่อไป.

    แหล่งอ้างอิง

    1. โลกสีเขียว ปีที่ 6 ฉบับที่ 4 กันยายน - ตุลาคม 2540
    2. ศิลปวัฒนธรรม กันยายน 2540
    3. สารคดี ฉบับที่ 134 ปีที่ 12 เดือนเมษายน 2539
    4. อสท. พฤษภาคม 2543

    Tags: , ,

  • sarasarn_head4

    ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๖ ประจำเดือนกันยายน ๒๕๔๓


    คำปรารภ…

    สภาพความเป็นอยู่ของพวกเราที่เรียกตัวเองว่า “ประชาชนคนไทย” ในปัจจุบันนั้น นับว่ายากเย็นเข็ยใจจริง ๆ เศรษฐกิจเพิ่งล้มสลายไป ๒ - ๓ ปี พนักงานถูกปลดกันมากมาย บริษัทห้างร้านก็พากันปิดตัวไป พอเศรษฐกิจทำท่าว่าจะฟื้นเข้าหน่อย ก็มาเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันราคาแพงอีก ทำไมหนอ “คนไทย” ช่างใช้ชีวิตลำบากเหลือเกิน เงินเดือนเพิ่งถูกลด ค่าครองชีพก็ไม่พออยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น ค่ารถ ค่าขนส่งที่สูงขึ้น จะรอพึ่งการแก้ไขของรัฐบาลก็คงต้องรอไปอีกนาน

    พวกเราทุกคนไม่รู้จะทำอย่างไรอีกแล้ว นอกจากท่องคาถา “อดทน” ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหา แต่เพื่อให้ตัวเองชาชินกับเหตุการณ์ปัจจุบันเท่านั้นเอง เฮ้อ…

    Tags: ,