โดย ยอดา ฮะเซ็มเซ็ง
นักอุดมคติกับผู้ทรยศมีจุดยืนมั่นคงตรงกันข้ามตลอดไป หรือสามารถสับเปลี่ยนบทบาทกันไปตามแต่สถานการณ์เป็นไปได้ทั้ง 2 กรณี การจะตัดสินใจว่าใครเป็นเทพหรือเป็นมาร จำต้องบวกลบคุณหารให้ลงตัวเสียก่อน นักอนุรักษ์ธรรมชาติและผู้นำม็อบในเรื่องสั้นนี้ก็มีทั้งของจริงและของปลอม
. . . . . . . . . . . . . . .
เสียงประกาศกร้าวของแกนนำดังผ่านเครื่องขยายเสียง ปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมฮึกเหิมเร่าร้อน อารมณ์ที่ครุกกรุ่นด้วยความโกรธปะทุขึ้นทีละเล็กละน้อย ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบที่ตรึงกำลังรายล้อม ก็รู้สึกตึงเครียดเมื่อการกระทบกระทั่งทวีความรุนแรงขึ้น
“เราจะสู้ด้วยชีวิต” ทวีแผดเสียงก้อง เขาเป็นนักศึกษาหนุ่มปีสุดท้ายผู้เต็มใจทิ้งวันสอบเพื่อมาร่วมงานเป็นแกนนำในการชุมนุม “ถ้ามันไม่รับฟังเรา เราก็จะไม่รับฟังมัน”
ชาวบ้านทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่ส่งเสียงปรบมือโห่ร้อง เสียงฮือฮาอื้ออึงอลม่านอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผู้ชุมนุมทั้งหมดจะพร้อมใจกันตะโกนตามประโยคที่เขาสรุป
“ฆ่ามัน . . . ฆ่ามัน . . .”
เหตุการณ์ดูสับสนและค่อย ๆ ลุกลามปานปลาย ผมรับรู้ได้ในตอนนั้นเองว่าคงไม่มีใครควบคุมอะไรได้อีกแล้ว
“ฆ่ามัน”
“ฆ่ามัน”
“ฆ่ามัน”
ชั่วไม่กี่นาทีหลังจากนั้น คนหนุ่มและชายฉกรรจ์เริ่มแหวกวงล้อมเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ เด็กและผู้หญิง รวมทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ช่วยกันหยิบฉวยก้อนหินดินระดมขว้างปา จนตำรวจพากันถอยกรูดไปเสียไกลกว่าจะตั้งหลักได้
“ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ มิฉะนั้นจะถูกจับดำเนินคดีฐานก่อจลาจล” เจ้าหน้าที่ตะโกนผ่านโทรโข่งแทบไม่มีผลอะไร ทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดชะงักได้แค่ชั่วอึดใจเท่านั้น ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ สงครามก็ระเบิดขึ้น
ชาวบ้านวิ่งลุยเข้ามา ตำรวจตั้งแถวหน้ากระดานวิ่งกรูเข้าไปใช้ไม้กระบองฟาดตีไม่ยั้ง ผลการปะทะคือร่างของชาวบ้านร่วงผล็อยลงทีละคน ๆ
ในที่สุดตำรวจก็เข้าประชิดจับตัวแกนนำอย่างลุงเหมือน ลุงสุข ผู้ใหญ่นั้ม และที่ถูกทุบจนหน้าตาแตกบวมช้ำ เลือดสาดแดงฉานทั้งสองข้างกกหู . . ทวี
“อาจารย์ เขาจับพวกเราไปแล้ว” ผมหันไปร้องเรียกด้วยความตกใจ “ทำอะไรสักอย่างเถอะครับ . . . เร็วเข้าสิครับ”
ผมเข้าไปจูงมืออาจารย์สุขพงษ์ แต่แกกลับฉุดแขนผมรั้งเอาไว้
“ทุกอย่างมันจบแล้ว” แกพูดเน้นคำ “เหมือนที่ผมบอกไว้ว่ามันจบแล้ว คุณก็เข้าใจนี่”
“แต่เขาจับสต๊าฟเราไป” ผมรู้สึกงงกับท่าทีของแก “อาจารย์จะไม่ช่วยเขาก่อนหรือครับ”
“ช่วยแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ แล้วเราก็ควรจะหมดบทบาทตรงนี้เสียที”
“อาจารย์ . . .” น้ำเสียงผมแหบพร่า
ในวินาทีที่ตำรวจลากทวีมาอย่างถูลู่ถูกัง เขาพยายามขืนตัวไว้เมื่อหันมาประจันหน้ากับผม ผมเห็นอย่างชัดเจนถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างเกลียดชัง - เป็นความเกลียดชังที่ท้าทายอย่างไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัว
“มึงจำไว้ . . . พวกมึงจำไว้ให้ดี” เขาพูดอย่างแค้นเคือง
น้ำลายปนเลือดถูกเข้าถ่มถุยออกมาอย่างแรงจนเปรอะเต็มใบหน้าของผม เขายิ้มเหยียดก่อนจะถลาตามแรงกระชากของตำรวจ ปล่อยให้ผมยืนตะลึงงัน
“กูจะกระชากหน้ากากพวกมึง คอยดู” เขาตะโกนทิ้งท้าย
ผมหันไปมองอาจารย์สุขพงษ์ แต่กลับเห็นสีหน้าของแกเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในรถ นับเป็นครั้งเลวร้ายที่สุดเลยก็ได้ตั้งแต่ผมทำงานร่วมกับแกมา ผมทุ่มเถียงด้วยเสียงดังไม่มีคำว่าเคารพยำเกรง ไม่มีความนับถือใด ๆ อีกต่อไป ส่วนแกดูเหมือนจะเมินเฉยไม่สะทกสะท้านกับความเกรี้ยวโกรธของผมแม้แต่น้อย
“ผมอยากให้เป็นอย่างนี้ที่ไหนกันเล่า ผมบอกแล้วว่าทุกอย่างมันต้องจบ ทวีไม่ควรขึ้นไปพูดบนนั้น คุณเองไม่ได้ขึ้นไป คุณก็ทำถูกแล้ว” แกอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ผมฟังดูเหมือนดัดจริต
“ผมทำถูกที่ไหนกัน ผมน่าจะเข้าไปซัดกับตำรวจร่วมกับชาวบ้าน ผมอยู่เคียงข้างพวกเขามาแรมเดือน อยู่ ๆ ก็มาหักหลังพวกเขานาทีสุดท้าย”
“เราไม่ได้หักหลัง คุณน่าจะรู้ผลประชามติออกมาอย่างนี้ การแจกแจงผลดีผลเสียเปรียบเทียบออกมาชัดเจนแล้ว มันจบตั้งแต่ตอนนั้น”
“อาจารย์เป็นคนพูดมาตลอดไม่ใช่หรือว่าเราจะคัดค้านจนถึงที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
“ก็เหตุการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว”
“มันเปลี่ยนยังไง ไม่มีอะไรเปลี่ยนนอกจากตัวอาจารย์ที่เปลี่ยนไป ไอ้วีไม่เปลี่ยน ผู้ใหญ่ไม่เปลี่ยน ลุงเหมือน ลุงสุข ไม่มีใครเปลี่ยนทั้งนั้น”
แกนิ่งอึ้งไป ผมยิ่งใส่ไม่ยั้ง
“อาจารย์ เคยบอกใช่ไหม ทั้งหมู่บ้านจะจมมิด ต้นไม้ใหญ่จะโดนสัมปทานก่อนที่มันจะมีแต่น้ำเวิ้งว้างไปหมด สนามกอล์ฟหรือ รีสอร์ทหรือ นี่ไงครับที่อาจารย์เคยบอกผมว่าเราไม่ต้องการ แล้วชาวบ้านพวกนั้นที่เราเคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างกับเขา อาจารย์จะตอบเขาว่าไง
“ผมเสียแรงที่หลงบูชาอาจารย์มาเสียนาน . . . งี่เง่า” ผมสบถออกมาดัง ๆ
“คุณว่าอะไรนะ” แกกัดฟันกรอด
“เสียแรง” ผมกระแทกเสียง “ผมน่าจะได้สติตั้งแต่ตอนไอ้วีมันบอกว่าอาจารย์ไปโดนไอ้ด็อกเตอร์วิศาลมันกล่อมแล้ว”
“คุณเองก็เคยไปคุยกับเขา อย่าลืมว่าตั้งแต่เมื่อคืนแล้วที่ผมบอกให้ทุกคนสลายตัว ถ้ายอมเชื่อผม เรื่องราวมันจะมาถึงขนาดนี้หรือ”
“พูดออกมาได้” ผมตวาดลั่น “ก็ใครกันที่อยู่ ๆ ไปชวนชาวบ้านมารวมตัวแบบนั้น ใครที่อ้างดินอ้างฟ้า รักธรรมชาติจะเป็นจะตายออกทีวี ออกหนังสือพิมพ์ ธาตุแท้ก็เห็นแก่ . . . ”
“เห็นแก่อะไร” แกทำเสียงไม่พอใจ “คุณว่าผมได้ แต่อย่าดูถูกผม”
“ผมจะไม่พูดดูถูกให้อาจารย์ได้ยินอีก วันนี้ผมรู้จักอาจารย์ดีพอแล้ว จอดรถเถอะครับ ผมจะลงตรงนี้”
ไม่ทันได้ครึ่งทางผมกับอาจารย์สุขพงษ์ก็แยกทางกัน แกขับรถจากไป ส่วนผมเดินอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนถนนที่นาน ๆ ครั้งถึงจะมีรถแล่นผ่าน
ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นตราตรึงอยู่ในใจผมเสมอมา จำได้แม้กระทั่งเนื้อตัวที่เปียกโชกเพราะฝนเทลงมาขณะเดินโบกรถบรรทุก ไม่น่าเชื่อว่า สัมพันธภาพระหว่างผมกับอาจารย์สุขพงษ์ที่เริ่มต้นมาอย่างดี จะจบลงในแบบที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน และไม่นึกว่าจะต้องเสียความรู้สึกมากถึงเพียงนี้
ผม นึกทบทวนความรู้สึกดี ๆ ของวันเก่าก่อน ตั้งแต่เมื่อครั้งจบการศึกษาในปีที่เศรษฐกิจของประเทศพวยพุ่งสุดขีด ตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จักกับคำว่าหางานทำไม่ได้ หนำซ้ำบางคนมีงานให้เลือกจนคิดแทบไม่ตกว่าจะลงตัวกับการทำงานที่ไหน เรื่องรายได้ก็แทบจะเรียกร้องเอาได้ตามที่ใจต้องการ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ของผมต่างมุ่งเข้าสู่งานที่มีเกียรติ ทั้งตำแหน่งหน้าที่และรายได้งดงาม ขณะผมกลับเลือกทางเดินที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ความสะเทือนใจจากกรณีของสืบฯ ผนวกกับความศรัทธาที่ผมมีต่ออาจารย์สุขพงษ์ - นักอนุรักษ์ธรรมชาติผู้เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในตอนนั้น ทำให้ผมตัดสินใจหันหลังให้กับเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่บ้านห้วยซับแดง เข้าร่วมเป็นผู้ประสานงานต่อต้านการสร้างเขื่อน
ราย ได้เดือนละสามพันบาทที่ผมได้รับจากองค์กรที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามก่อตั้งขึ้น ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับเงินเดือนของเพื่อนฝูงในเมืองหลวง แต่ผมก็ภูมิใจกับงานที่ได้ทุ่มเทความภักดีให้กับแผ่นดิน มันคืองานที่หัวใจของผมซื่อสัตย์ด้วยอย่างที่สุด ป่าเขา แมกไม้ และสายน้ำไม่ได้มีคุณค่าแค่ให้เราได้ชื่นชม แต่มันต้องคงอยู่เพื่อดำรงสถานะบ่อเกิดของชาติพรรณที่หลากหลาย เป็นที่พำนักอาศัยของวงจรชีวิตผู้กู่ร้องส่งเสียงเพรียกขานประดับผืนโลก ไม่มีเหตุผลอันใดที่ใครจะไปทำลาย ธรรมชาติต้องอยู่ ผมจะต้องต่อสู้ให้กับผืนป่า สัตว์ป่าและพวกพ้องของมัน แทบทุกครั้งที่หลับไหล ผมมักฝันเห็นผู้คนเรือนแสนร่วมชุมนุมถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้ยุติการ สร้างเขื่อนแห่งนี้
“เอาเขื่อนคืนไป เราไม่ต้องการ”
“ห้วยซับแดงต้องอยู่ ป่าต้องอยู่ สัตว์ป่าต้องอยู่”
“เอาสังคมเมืองกลับไป พวกเราขออยู่กับป่า”
จำนวน ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมกับเราไม่ได้มากมายนัก ห้วยซับแดงยังเป็นป่าทึบและมีความเป็นป่าธรรมชาติอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงมีเฉพาะชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่รอบนอกเท่านั้น การจัดชุมนุมชาวบ้านก็เพียงแค่เพื่อให้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน และบุคคลภายนอกมากกว่า แต่เบื้องหลังที่แท้จริงของการคัดค้านและต่อสู้เรียกร้องนั้นพวกเราใช้แนว ทางเจรจากับทางราชการ ถกเถียงด้วยเหตุผลทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นประเด็นหลัก มีอาจารย์สุขพงษ์เป็นคนกำหนดเป้าหมายและวางแผนการทำงานทั้งหมด แนวทางนี้นับว่าค่อนข้างได้ผล สื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น หรือแม้แต่หน่วยงานราชการหลายแห่ง ต่างโน้มเอียงเห็นพ้องด้วยกับพวกเราในอันที่จะดำรงผืนป่าห้วยซับแดงเอาไว้ จะมีก็แต่นักการเมืองระดับสูงบางคนเท่านั้น ที่ดึงดันจะให้เกิดโครงการก่อสร้างเขื่อนห้วยซับแดงให้ได้
ปี เศษที่คลุกคลีตีโมงกับชาวบ้านที่นั่น ผมกับอาจารย์สุขพงษ์แทบจะกลายเป็นชาวบ้านของห้วยซับแดงไปด้วย เราร่วมต่อสู้เคียงข้างอยู่กับพวกเขา ติดต่อข่าวคราวกับพวกนักหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ ใช้โอกาสทุกครั้งที่มีแสดงเหตุผลเพื่อคัดค้านกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ โครงการนี้ พวกชาวบ้านจึงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเรา ทุกคนที่นั่นฝากความหวังในการคัดค้านการสร้างเขื่อนไว้ที่อาจารย์สุขพงษ์กับ ผม ถึงแม้ชาวบ้านทั้งหมดไม่มีใบแสดงกรรมสิทธิ์อะไรบนผืนดินที่อาศัยอยู่ก็ตาม แต่พวกเขาต่างสำนึกว่าจะต้องปกป้องผืนป่าห้วยซับแดงเอาไว้ เพื่อให้การดำรงชีวิตของพวกเขาเป็นไปอย่างปกติสุขเช่นเดิม
แล้วในที่สุดทุกอย่างก็สำเร็จลง เมื่อทุกฝ่ายยอมลงความเห็นว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนห้วยซับแดงมีผลเสียอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะต่อผืนป่าและสัตว์ป่าจำนวนมหาศาล ข้อยุติก็คือห้วยซับแดงจะยังคงอยู่ในสภาพเดิมต่อไป นั่นนับเป็นข่าวดีที่พวกเราได้รับ ผมกับอาจารย์สุขพงษ์กระโดดเข้าสวมกอดกัน ชาวบ้านพากันดีใจจนหลายคนถึงกับร้องไห้ส่งเสียงระงมราวกับเป็นเด็ก เสียงไชโยโห่ร้องก้องดังสะท้านราวป่า
สำหรับผม เหตุการณ์ที่ห้วยซับแดงช่างจบได้ดีเยี่ยม เมื่อเทียบกับกรณีวังขุนคำแล้วแทบจะตรงข้ามราวฟ้ากับดิน หลังจากชัยชนะที่ห้วยซับแดง ชื่อเสียงของนักอนุรักษ์ผู้ทุ่มเทอย่างอาจารย์สุขพงษ์ก็ยิ่งดังก้องกระฉ่อนฟ้า เป็นนักวิชาการที่ได้รับการสัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอตามสื่อต่าง ๆ อย่างนับไม่ถ้วน ไม่ว่าโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่นิตยสารผู้หญิง หลักการที่แกยืนยันทุกครั้งก็คือ ป่าต้องอยู่ ธรรมชาติต้องไม่ถูกรุกราน
อาจารย์กลายเป็นบุคคลที่องค์กรเอกชนหลายแห่งให้ความสำคัญ รวมทั้งหลายหน่วยงานราชการก็เริ่มจับตาเพ่งเล็ง มีข่าวหลายกระแสเข้ามาสู่พวกเราว่า บางทีอาจารย์สุขพงษ์อาจต้องยอมร่วมมือกับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ครั้งต่อไป อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง มิฉะนั้นแกอาจจะต้องแลกด้วยชีวิต
ผมกับแกร่วมงานรณรงค์เรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อจากที่ห้วยซับแดงมาอีกหลายต่อหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการเผยแพร่เพื่อเรียกร้องในเรื่องสำนึกต่อธรรมชาติ จะเข้าไปคัดค้านต่อต้านการทำลายป่าอยู่บ้างก็เป็นกรณีเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เว้นระยะเวลาเกือบสามปีกว่าจึงจะมีงานใหญ่อย่างการชุมนุมต่อต้านการสร้างเขื่อนที่วังขุนคำ
วังขุนคำไม่เหมือนกับที่ห้วยซับแดง ตำบลใหญ่มีชาวบ้านอยู่มากมายหลากหลาย บ้างมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน บ้างก็ไม่มี ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่เพิ่งอพยพเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน ทำให้มีปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินเขตป่าสงวนฯ และการหักล้างถางพงพื่อใช้พื้นที่ป่าตั้งบ้านเรือนและปลูกพืชไร่ ซ้ำยังมีการกว้านซื้อที่ดินจากนายทุนอันเนื่องจากภาวะตื่นราคาที่ดินทั่วประเทศ ทำให้ความสับสนในเรื่องการครอบครองที่ดินของชาวบ้าน เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเราเป็นอย่างยิ่ง ปัญหาป่าเสื่อมโทรมในหลายจุดยิ่งทำให้การประชาสัมพันธ์ของพวกเราเต็มไปด้วยข้ออ่อนด้อย
ผม กับอาจารย์สุขพงษ์ยังได้พบอีกว่า หัวหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนวังขุนคำที่ชื่อด็อกเตอร์วิศาลนั้นเป็นที่มีที เด็ดไม่ธรรมดา ไม่น่าเชื่อว่าบนโต๊ะเจรจาที่ถกกันด้วยข้อมูลทางวิชาการและรายงานวิจัยจำนวน มาก เราจะตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำโดยตลอด แม้แต่ข้อมูลที่เราคิดว่าได้ตระเตรียมมาเป็นอย่างดีแล้วก็ยังไม่ทำให้เรา เป็นต่อเพิ่มขึ้นเลย และยิ่งเมื่อสื่อมวลชนไม่ค่อยเห็นด้วยกับเราเต็มที่นัก ก็ยิ่งเพิ่มความกดดันในการทำงานให้กับเรามากขึ้นไปอีก
ความไม่ลงรอยกันเองระหว่างชาวบ้านนับเป็นปัญหาใหญ่ที่เราไม่เคยได้คาดถึง ในขณะที่บางกลุ่มเรียกร้องแค่ราคาเวนคืนที่ดินให้สูงขึ้นอีกสี่เท่า อีกกลุ่มกลับต้องการให้ด็อกเตอร์วิศาลจัดหาที่ดินที่มีการออกเอกสารสิทธิครอบครองให้ ส่วนกลุ่มนายทุนที่จัดตั้งคนนอกพื้นที่เข้ามาร่วมด้วย ก็เรียกร้องแค่ให้ด็อกเตอร์ยอมลดระดับสันเขื่อนลงมา เพื่อใที่ดินส่วนที่กว้านซื้อไว้โผล่พ้นผิวน้ำเท่านั้น ไม่มีใครพูดถึงความอยู่รอดของผืนป่าวังขุนคำเท่าใดนัก รวมทั้งการบุกรุกทำลายป่าก็ยังคงมีอยู่อย่างรุนแรงแม้ในขณะที่เรากำลังรณรงค์เพื่อให้ป่าอยู่รอด คงมีอยู่ก็เฉพาะกลุ่มนักศึกษาจากเมืองหลวงซึ่งมีทวีเป็นหัวหอกเท่านั้นที่พุ่งไปยังประเด็นที่ว่า ป่าต้องอยู่และเขื่อนวังขุนคำจะต้องไม่เกิดขึ้น
ชาว บ้านยังคงให้ความร่วมมือชุมนุมอย่างหนาแน่น ถึงแม้แต่ละกลุ่มจะมีเงื่อนไขข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันอยู่อย่างมากก็ตาม ลีลาน้ำเสียงเผ็ดร้อนของทวีในทุกครั้งที่ขึ้นเวทีปราศรัย ประกอบกับเสียงปรบมือโห่ร้องของผู้คนที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน นั่นอาจนับเป็นเพียงจุดเดียวก็ได้ ที่ยังคงทำให้ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของพวกเรายังมีประสิทธิภาพเข้มแข็ง
แต่ ในความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ด็อกเตอร์วิศาลเลือกที่จะทำข้อตกลงกับชาวบ้านทีละกลุ่ม แกนนำระดับชาวบ้านหลายต่อหลายคนถูกเชิญเข้าพบเพื่อเจรจาแบบตัวต่อตัว ซึ่งส่วนใหญ่กลับออกมาด้วยรอยยิ้มและสีหน้าบ่งบอกความพึงพอใจ นานวันเข้ากุล่มผู้ชุมนุมเริ่มหดหาย ที่เหลืออยู่ก็ระส่ำระสายจนถอดใจ บางคนรีบรับเงื่อนไขของทางด็อกเตอร์เพราะกลัวว่า หากรอช้าสิ่งที่ตนเองมีสิทธิได้รับอาจไปตกอยู่ในมือของคนอื่นแทน แทบไม่มีใครสนใจเรื่องเขื่อนจะสร้างได้หรือไม่ได้อีกแล้ว ผู้ชุมนุมที่เหลืออยู่แค่บางตาไม่ถึงร้อย ก็หาใช่จะสนใจเรื่องป่าห้วยขุนคำว่าจะต้องจมมิดน้ำหรือจะคงอยู่ต่อไป กลุ่มของผู้ใหญ่นั้มยังยืนยันให้ลดระดับสันเขื่อน ขณะกลุ่มลุงเหมือนยังคงต้องปักหลัก เพราะไม่รู้ว่าชะตากรรมเรื่องที่ทำกินแห่งใหม่จะออกมาเป็นอย่างใดกันแน่ จะมีก็เพียงอดีตทหารผ่านศึกอย่างลุงสุขเท่านั้น ที่ยืนยังแข็งขันที่จะต่อต้านการสร้างเขื่อนร่วมกับทวีให้ถึงที่สุด
ทวียังคงปราศรัยโจมตีการสร้างเขื่อนวังขุนคำอยู่ต่อไป ขณะที่ผมกับอาจารย์เริ่มทิ้งโต๊ะเจรจาหันมาใช้วิธีดึงแนวร่วมจากบุคคลภายนอก ข้อเสนอของเราก็คือทุกคนในชาติต่างล้วนเป็นเจ้าของผืนป่าวังขุนคำร่วมกัน
คณะ ของด็อกเตอร์วิศาลแก้ลำด้วยการจัดไต่สวนสาธารณะ ภาพของป่าเสื่อมโทรมบริเวณกว้างที่ถูกแผ้วถางบุกรุกทำลาย และภาพของไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นวางระเกะระกะถูกนำออกเผยแพร่ ผลการสำรวจความคิดเห็นก็แสดงว่า ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากกว่าสามในสี่ต่างตอบรับเห็นดีเห็นงามด้วยที่จะให้ มีการสร้างเขื่อน ส่วนภาพลักษณ์ของผู้ชุมนุมต่อต้านที่ยังเหลืออยู่ ถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องการรับจ้างจากต่างชาติผู้ไม่หวังดี
หลัง จากนั้นผมก็ถูกด็อกเตอร์วิศาลเชิญพบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อมาก็เป็นอาจารย์สุขพงษ์ สำหรับผมแล้ว แม้จะเคลิบเคลิ้มไปกับข้อเสนอของด็อกเตอร์อยู่บ้าง แต่จิตใต้สำนึกคอยเตือนอยู่เสมอว่าเขื่อนจะต้องไม่เกิดขึ้น อาจารย์กลับทำผมแทบช็อกเมื่อแกประกาศให้พวกเรายุติการชุมนุม และจะไม่มีการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนวังขุนคำอีกต่อไป
“เหตุผลที่ยอมรับได้ก็คือ พื้นที่ที่จะจมอยู่ใต้น้ำส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านและป่าเสื่อมโทรมแถบเชิงเขา” แกบอกกับพวกเรา “ป่าสมบูรณ์ผืนหนึ่งเท่านั้นที่จะถูกน้ำท่วม ส่วนป่าผืนใหญ่ที่พ้นระดับสันเขื่อน ด็อกเตอร์ยืนยันแล้วว่าจะไม่มีการถูกบุกรุกทำลายเหมือนแต่ก่อนอีก”
“ไม่ได้” ทวีตะโกนสวนทะลุกลางปล้อง “เราไม่ยอม ต่อให้ท่วมแค่ต้นไม้ต้นเดียวก็ไม่ได้ อาจารย์ยอมเขา แต่ผมไม่ยอม”
“แต่เราต้องยุติ เราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต่อสู้ต่อไปอีกแล้ว”
“มีสิ ป่าต้องอยู่ เขื่อนต้องไม่มี” ทวีขึ้นเสียงกร้าว “อาจารย์ไปรับเงินพวกมันมาแล้วสิ”
“อย่าพูดอย่างนั้นทวี ตั้งสติเสียหน่อย”
“ไม่ต้องมาพูด ไอ้พวกขี้ขลาด ทำหน้าไหว้หลังหลอก ทุเรศ”
“เฮ้ย . . . วี” ผมเอ่ยปากปรามหลังจากยืนตะลึงฟังการโต้เถียงอยู่พักใหญ่
“พี่ก็ด้วย ถ้าเป็นไอ้ขี้ขลาดก็หุบปากซะ ถ้ายังมีสำนึก พรุ่งนี้เช้ามารวมกับพวกผม เราจะลุยกับไอ้ด็อกเตอร์ให้แตกหัก”
สิ้น สุดจากงานที่วังขุนคำ ผมกลับสู่เมืองหลวงอย่างคนหัวใจบอบช้ำ ภาพของทวีถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายอย่างทารุณเผยแพร่ออกไปทั้งทางหน้าหนังสือ พิมพ์และโทรทัศน์ ภาพลักษณ์ความเป็นคนจริงของเขาทำให้ได้รับความเห็นใจและการยกย่องจากคนแทบ ทั้งประเทศ ขณะที่ผมกับอาจารย์สุขพงษ์โดนถล่มเสียยับว่าเป็นนักสู้จอมปลอม ความปวดร้าวจึงก่อเกิดขึ้นจุกแน่นจิตใจของผม
ผล ของการตรากตรำทำงานเหนื่อยยากมาแสนนาน การเจรจาถกเถียงอย่างเคร่งเครียดในห้องประชุม โดยแทบไม่เคยมีบุคคลภายนอกร่วมรับรู้ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้ได้จบสิ้นลงเมื่อผมไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป คำพูดของทวีต่อสังคมภายนอกยิ่งยืนยันให้ผมถูกรุมประณามว่า ร่วมมือกับอาจารย์สุขพงษ์หักหลังกลุ่มผู้ต่อต้านการสร้างเขื่อนวังขุนคำ ซึ่งผมถือเป็นเรื่องที่บ้าอย่างที่สุด ผมอาจไม่รู้ว่าการพบปะสองต่อสองระหว่างอาจารย์กับด็อกเตอร์วิศาลมีราย ละเอียดเป็นอย่างไร แต่สำหรับตัวผมนั้นผมย่อมรู้ดีกว่าใครว่า ผมคือผู้ปฏิเสธข้อเสนอเงินจำนวนสองแสนจากด็อกเตอร์ เมื่อครั้งที่ถูกเชิญพบเพื่อพูดคุยแบบตัวต่อตัว จึงน่าจะเป็นผมต่างหาก . . . ผู้ที่ถูกหักหลัง
ผมห่างเหินเมืองหลวงไปหลายปี เมื่อกลับมาจึงพบว่าเพื่อน ๆ แต่ละคนล้วนกำลังผ่อนบ้านหลังงามและมีรถยนต์ขับขี่อย่างโก้หรู มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนผมอดสะท้านใจไม่ได้เมื่อนึกถึงตัวเอง ผมไม่มีอะไรเลยในการกลับมาวันแรก - แม้แต่ค่ารถเมล์ ผมพยายามสมัครเข้าทำงานตามที่ต่าง ๆ ด้วยวุฒิการศึกษาที่สำเร็จมา แต่ในห้วงปีที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังดิ่งลงชนิดกู่ไม่กลับ แม้แต่เด็กจบใหม่ยังต้องเดินเตะฝุ่น นับประสาอะไรกับคนจบมาสี่ห้าปีที่ไร้ประสบการณ์การทำงานอย่างผม
ในงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์เพื่อนเก่า ผมต้องพบกับเรื่องตลกร้ายอันเจ็บแสบเมื่อเพื่อน ๆ ในกลุ่มหลายคนพูดจาเสียดสีดูแคลนราวกับเห็นผมเป็นตัวประหลาด บางคนทำท่าล้อเลียนนักอนุรักษ์ผู้สิ้นท่า บางคนที่พอจะเคยติดตามข่าวเรื่องวังขุนคำมาบ้าง เปรยถามผมถึงจำนวนเงินที่รีดมาจากด็อกเตอร์วิศาล การกินดื่มเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าจะเลิกรา ผมถึงกับสะอึกเมื่อธนบัตรใบละพันนับสิบใบปลิวว่อนในวงกองกลางเมื่อทางร้านเรียกเก็บค่าอาหาร
ผม เปะปะหางานอยู่นานกว่าจะได้เป็นเช็กเกอร์ของซูเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนเป็นพนักงานจัดซื้อ และตกงานอีกครั้ง เมื่อถูกหางเลขเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันของทางร้าน นั่นเอง ทนเดินหลังขดหลังแข็งอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้งานใหม่เป็นพนักงานวิเคราะห์ข้อมูลให้กับบริษัทที่มีความมั่นคง แห่งหนึ่ง ผมมีความสุขกับงานใหม่พอสมควร ถึงแม้จะต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของหัวหน้าที่เป็นนักศึกษารุ่นน้องของผมแท้ ๆ ผมใช้เวลาว่างเขียนสารคดีเกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่า ซึ่งทำให้ได้พบกับความจริงที่เจ็บปวดเพิ่มขึ้น เมื่อปรากฎว่าไม่มีที่ไหนยอมรับชิ้นงานของผมเลยสักแห่ง ไม่ใช่เพราะผลงานไม่ดี แต่เป็นเพราะชื่อของผมเป็นอุปสรรค
เพียง ปีเดียวที่เมืองหลวง ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงชีวิตที่เคว้งคว้างและแปลกแยกของตัวผมเอง และยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างด้อยค่าเมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ ที่ก้าวกันไปไกลโดยผมคงไม่มีวันตามทัน เวลาหลายปีที่สูญเสียไปไม่ว่าจะเป็นที่ห้วญซับแดง ที่วังขุนคำ หรือที่อื่น ๆ ไม่มีประโยชน์อะไรกับผมที่นี่เลย การใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องเดือดร้อนมากนักในสังคมเมืองหลวง ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหวนย้อนนึกถึงพวกชาวบ้านที่ผมเคยใช้ชีวิตคลุกคลีด้วย หลายครั้งผมนึกถึงลุงเหมือน แกจะได้ที่ทำกินเป็นของตนเองแล้วหรือยัง ยังมีลุงสุข ผู้ใหญ่นั้มอีก พวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไรหลังจากเหตุการณ์วันนั้น บางคราวผมก็นึกถึงความดุเดือดในแบบของทวีซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นนักเคลื่อน ไหวมืออาชีพไปแล้ว แต่ก็ต้องทอดถอนใจทุกครั้งที่นึกถึงอาจารย์สุขพงษ์ ผมสูญเสียเวลาอันมีค่าไปอย่างไร้ประโยชน์โดยแท้ . . . ผมไม่ควรรู้จักกับแกเลย
ผม กลับไปที่วังขุนคำอีกครั้งด้วยความคาดหวังว่าจะได้พบกับชาวบ้านผู้เป็นมิตร แต่เก่าก่อน สิ่งที่ผมได้เห็นเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ หมู่บ้านร้อยกว่าหลังคาถูกรื้อถอนออกไป ขณะที่แค้มป์ก่อสร้างขนาดใหญ่ผุดโผล่ขึ้นมาแทน ผู้คนนับร้อยที่เป็นกรรมกรใช้แรงงานส่วนหนึ่งเคยเป็นผู้ต่อต้านการสร้าง เขื่อนร่วมกับผม ผมรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ใหญ่นั้มกลายเป็นเจ้าของร้านค้าสวัสดิการที่ ใหญ่ที่สุดในโครงการ แกยิ้มแก้มปริเมื่อพบกับผมและเล่าให้ฟังว่า แกไม่ต้องลำบากเหมือนแต่ก่อนและเริ่มรวยขึ้น ผมแสดงความยินดีกับแก เรายังคงคุยกันได้อย่างสนิทสนม ผมพยายามถามถึงลุงเหมือนกับลุงสุขอยู่หลายหน แต่แกเลี่ยงที่จะตอบและกลับถามผมถึงอาจารย์สุขพงษ์ ผมตอบไปว่าเราไม่ได้พับกันมานานเป็นปีแล้ว
“พวกคุณเป็นคนดีทั้งคู่ ผมรู้” แกบอก “ผมเทียบอะไรพวกคุณไม่ได้เลย”
“ทำไมพูดอย่างนั้น เราเคยร่วมงานมาด้วยกัน ถ้าจะดีก็ต้องดีพอ ๆ กัน”
“จริงนะ เห็นด็อกเตอร์วิศาลแกก็เคยพูดชมคุณอยู่บ่อย ๆ ดูเหมือนบอกว่าอยากจะพบกับคุณด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้จะหาตัวได้ที่ไหน ผมว่าไหน ๆ มาถึงนี่แล้วก็ลองไปคุยกับแกดูหน่อย”
“แกคงพูดเล่นน่ะ แกจะอยากพบกับผมไปทำไมกัน”
“ไม่หรอก เดี๋ยวไปหาแกด้วยกันตอนนี้เลยยังได้”
“ได้ ว่าแต่ผู้ใหญ่ยังไม่ได้บอกผมสักทีว่าลุงสุขกับลุงเหมือนเป็นยังไงกันบ้าง”
“คุณจะถามไปทำไมกัน” แกทำท่าอึกอัก “บางทีถ้ารู้แล้วผมว่าคุณเองอาจไม่สบายใจ”
ผู้ ใหญ่นั้มเล่าให้ฟังว่าลุงเหมือนได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินที่ทาง อำเภอจัดหาให้ แต่แล้วแก่ก็ขายให้นายทุนทั้งหมด จากนั้นจึงพาครอบครัวขึ้นบนวังขุนคำ แผ้วถางบุกรุกพื้นที่ป่าจนเตียนโล้นไปอีกหย่อมตามคำสั่งของนายทุนกลุ่มเดิม ส่วนลุงสุขบัดนี้กลายเป็นนักเลงสุราขนานแท้ ติดตามทวีข้ามจังหวัดไปเพื่อร่วมจัดตั้งกลุ่มทำงานต่อต้านการสร้างเขื่อน ขนาดใหญ่แห่งใหม่ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีหากลุงสุขไม่ได้บอกออกมาเองว่าแกไปเพราะทวีจ้าง
ผมช็อกและคาดไม่ถึง ในใจรู้สึกรับไม่ได้ พวกเขาเคยเป็นแกนนำชาวบ้านทำงานร่วมกับผมมาหยก ๆ เมื่อปีที่แล้วนี้เอง
“ผมเองก็เสียใจ” ผู้ใหญ่พูดอย่างหงอยเหงา “ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก แต่ละคนไม่เหลือทางเลือกอะไรกันมากนัก ผมเองก็ไม่ได้ดีกว่าคนอื่น สักเท่าไหร่ เพียงแต่ผมโชคดีกว่าเท่านั้น”
ผม รู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับข้อเสนอของด็อกเตอร์วิศาล แกเสนอเงินล้านแก่ผมเพื่อให้นำไปเป็นทุนดำเนินงานต่อต้านการสร้างเขื่อนหนอง มะค่า ซึ่งขณะนี้นักอนุรักษ์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องบือย่างทวีได้ปักหลักสู้ชนิดถวาย หัวอยู่แล้ว ผมยิ่งไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีกในเมื่อทั้งเขื่อนหนองมะค่า และเขื่อนวังขุนคำต่างก็เป็นของหน่วยงานเดียวกับที่ด็อกเตอร์สังกัดอยู่ แล้วแกก็ค่อย ๆ อธิบายให้ผมกระจ่างทีละเปลาะ ๆ
“คุณถามว่าทำไมผมไม่นำเงินล้านไปให้ทวีแทน มันก็มีเหตุผลอยู่ว่าผมได้ให้เขามามากพอแล้ว และวิธีการทำงานตามแบบของเขาที่เอาแต่พูดโจมตีอย่างเดียว ผมดูแล้วคงไม่มีทางหยุดยั้งการสร้างเขื่อนนั่นได้แน่
ส่วนที่คุณบอกผมว่าถ้าคุณเข้าไปแล้วทวีคงไม่ยอม ผมขอบอกว่าคนอย่างทวีนั้นเมื่อไม่ได้เงินจากผม เขาก็เลิกราไปเอง และถ้าคุณจะแย้งผมว่าเขาจะสู้แบบเอาเป็นเอาตายเหมือนเมื่อครั้งที่วังขุนคำอีกละก็ ผมขอบอกได้เลยว่าไม่ ผมคงไม่จำเป็นจะต้องให้เงินเขาไปทำอย่างนั้น เพื่อเบี่ยงประเด็นให้สื่อมวลชนหันไปเล่นงานตำรวจแทนที่จะมาสนใจงานของผม สำหรับที่หนองมะค่านี่เมื่อผมจะไม่ให้มันเกิด ผมยิ่งต้องให้สื่อมวลชนหันมาจับตามองให้มากเข้าไว้ ถูกไหม ภาพพจน์ของทวีที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวางในรอบปีที่ผ่านมา มันก็มาจากการวางหมากของผมให้เป็นไปตามนี้ เขาไม่ใช่นักต่อสู้ที่ได้เรื่องได้ราวอะไร เป็นแค่นักอนุรักษ์ห่วย ๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ที่คุณสงสัยว่าทำไมผมต้องมาต่อต้านหน่วยงานตัวเอง ผมจะเล่าให้ฟังตามตรงก็ได้ อีกสามเดือนข้างหน้าตำแหน่งรองอธิบดีจะว่างลง และคนที่จะมาแทนได้ก็มีแค่หัวหน้าโครงการเขื่อนหนองมะค่า หรือหัวหน้าโครงการเขื่อนวังขุนคำคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
และ ข้อสุดท้าย คุณถามว่าทำไมผมถึงมาเสนอเรื่องนี้แก่คุณ ทั้งที่คุณก็เคยปฏิเสธการรับเงินจากผมมาแล้ว เหตุผลมันง่ายนิดเดียว - ครั้งที่แล้วผมขอให้คุณหยุด แต่ครั้งนี้ผมยุให้คุณทำ ส่วนสำหรับอาจารย์สุขพงษ์ในยามที่เขาเป็นเสือลำบากอย่างทุกวันนี้ คุณเชื่อขนมกินได้เลยว่าป่านนี้เขานั่งวิจัยข้อมูลเรื่องนี้ออกมาเรียบร้อย แล้ว เขาเป็นนักอนุรักษ์ของจริงที่มัวแต่เอาจริงเรื่องงาน เลยเผลอพลาดไปถูกทวีเหยียบจมดินเสียก่อน” ด็อกเตอร์หัวเราะชอบใจก่อนจะพูดต่อ
“คุณไปเอาข้อมูลจากเขาได้โดยที่ผมไม่ต้องไปจ้าง คนอย่างเขาไม่มีใครจ้างได้อยู่แล้ว” เขาหยุดพยักหน้านิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ใช่แล้ว ผมไม่เคยยกเรื่องเงินทองต่อรองกับอาจารย์สุขพงษ์ตามที่ใคร ๆ เข้าใจ นักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวจริงอย่างเขาคงตีค่าต้นไม้เป็นเงินไม่ได้แน่ ผู้คนต่างหลงกลของผม ครั้งนั้นคนที่รับเงินจากผมเพียงคนเดียวคือทวี ไม่ใช่ทั้งคุณและอาจารย์สุขพงษ์
ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้ จะกลับไปคิดดูก่อนก็ดี วันพรุ่งนี้นักอนุรักษ์ที่ดังเป็นพลุอาจจะป็นคุณ ไม่ใช่ทวี”
ผมลาด็อกเตอร์มาอย่างอารมณ์ไม่สู้จะปลอดโปร่งนัก คนทรยศอย่างเขาคิดจะใช้ผมเป็นเครื่องมือ . . . ช่างเป็นเรื่องที่บ้าโดยแท้ ผมรู้สึกเสียใจที่ตลอดเวลาเข้าใจในตัวอาจารย์สุขพงษ์ผิดอย่างมหันต์ สีหน้าเมินเฉยของแกเมื่อครั้งทวีถูกตีจนหน้าเละเป็นปริศนาที่ผมเพิ่งไขออก . . . ผมอยากขอโทษแกจนบอกไม่ถูก
ความ พลุ่งพล่านทำให้ผมตัดสินใจเดินทางหวังไปพักสมองที่ห้วยซับแดง อยากไปยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ภายใต้ผืนป่าเขียวครึ้มที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นไปตามที่ใจคิด ผมผิดหวังอย่างแรง เมื่อเห็นสนามกอล์ฟและรีสอร์ทมากมายผุดโผล่จนผมจำภาพอะไรของแต่ก่อนแทบไม่ ได้ ผมบ่ายหน้ากลับเมืองหลวงทันที ไม่มีสิ่งใดของที่นั่นเหลือให้ผมระลึกถึงอีก
รุ่นน้องซึ่งเป็นหัวหน้างานเรียกผมเข้าพบ ต่อว่าผมอย่างรุนแรงที่ละทิ้งการทำงานไปโดยไม่มีสาเหตุ ไม่ทันได้แสดงความรับผิดชอบผมก็ถูกชิงสั่งให้ออกเสียก่อน ผมรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่บ้างแต่ก็หันไปเก็บสัมภาระ ยอมจากไปโดยไม่มีข้อกังขา
ผมโทรศัพท์หาอาจารย์สุขพงษ์ บอกแกว่าผมจะไปทำงานที่หนองมะค่า แก่ตื่นเต้นยินดีและรีบนัดแนะผมให้ไปรับข้อมูล แกรีบออกตัวและขอโทษผมที่คงไม่สามารถไปร่วมด้วยได้ เนื่องจากปัญหาภาพพจน์ของแกตามข่าวลือจะทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ
ผมไปรับรายงานและข้อมูลทางวิชาการที่แกหอบมาให้เป็นตั้ง ๆ แกรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับผม เนื่องจากในรอบปีที่ผ่านมาไม่มีองค์กรใดยอมให้เงินช่วยเหลือการทำงานของแกเลย
“ผมดูคนอย่างคุณไว้ไม่ผิด คุณเป็นคนที่ผมมั่นใจว่าจะทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องง้อผลประโยชน์อื่นใดมาแอบแฝง ผมเชื่อว่าคุณจะทำงานนี้ได้สำเร็จเหมือนเมื่อครั้งที่ห้วยซับแดง”
“ผมก็มั่นใจ” ผมลอบกลืนน้ำลายลงคอ “นักอนุรักษ์ที่แท้จริงจะไม่มีทางทรยศคุณค่าของตัวเอง เราต้องทำได้สำเร็จ”
อาจาย์ยิ้มอย่างชื่นชม ยื่นมือออกมาให้ผมสัมผัสเมื่อผมกล่าวลา
เลือดเนื้อในร่างกายของผมสูบฉีดเร่าร้อน งานที่เป็นชีวิตจิตใจของผมกำลังเข้ามาอยู่ใกล้แค่เอื้อม ผมกำลังจะได้ถกเถียงด้วยข้อมูลทางวิชาการ ผมกำลังจะได้ลงไปคลุกคลีกับป่าเขาและธรรมชาติอันบริสุทธิ์อีกครั้ง และผมจะร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของผืนป่า เขื่อนต้องถอยกลับไป และป่าหนองมะค่าจะต้องคงอยู่
ผมเดินทางไปพบกับด็อกเตอร์วิศาลอีกครั้ง เงินสดเดือนละหนึ่งล้านห้าแสนบาทจะถูกโอนเข้าบัญชีของผมเป็นเวลาสามเดือน ในสามเดือนนี้ผมยืนยันว่าป่าหนองมะค่าจะยังคงอยู่.
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ช่อการะเกด ฉบับพฤศจิกายน - ธันวาคม 2540
ตีพิมพ์ครั้งที่สองใน รวมเรื่องสั้น กับดักในสมรภูมิ สำนักพิมพ์เคล็ดไทย พ.ศ.2542








