• โดย ยอดา ฮะเซ็มเซ็ง

    นักอุดมคติกับผู้ทรยศมีจุดยืนมั่นคงตรงกันข้ามตลอดไป หรือสามารถสับเปลี่ยนบทบาทกันไปตามแต่สถานการณ์เป็นไปได้ทั้ง 2 กรณี การจะตัดสินใจว่าใครเป็นเทพหรือเป็นมาร จำต้องบวกลบคุณหารให้ลงตัวเสียก่อน นักอนุรักษ์ธรรมชาติและผู้นำม็อบในเรื่องสั้นนี้ก็มีทั้งของจริงและของปลอม

    . . . . . . . . . . . . . . .

    เสียงประกาศกร้าวของแกนนำดังผ่านเครื่องขยายเสียง ปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมฮึกเหิมเร่าร้อน อารมณ์ที่ครุกกรุ่นด้วยความโกรธปะทุขึ้นทีละเล็กละน้อย ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบที่ตรึงกำลังรายล้อม ก็รู้สึกตึงเครียดเมื่อการกระทบกระทั่งทวีความรุนแรงขึ้น

    “เราจะสู้ด้วยชีวิต” ทวีแผดเสียงก้อง เขาเป็นนักศึกษาหนุ่มปีสุดท้ายผู้เต็มใจทิ้งวันสอบเพื่อมาร่วมงานเป็นแกนนำในการชุมนุม “ถ้ามันไม่รับฟังเรา เราก็จะไม่รับฟังมัน”

    ชาวบ้านทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่ส่งเสียงปรบมือโห่ร้อง เสียงฮือฮาอื้ออึงอลม่านอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผู้ชุมนุมทั้งหมดจะพร้อมใจกันตะโกนตามประโยคที่เขาสรุป

    “ฆ่ามัน . . . ฆ่ามัน . . .”

    เหตุการณ์ดูสับสนและค่อย ๆ ลุกลามปานปลาย ผมรับรู้ได้ในตอนนั้นเองว่าคงไม่มีใครควบคุมอะไรได้อีกแล้ว

    “ฆ่ามัน”

    “ฆ่ามัน”

    “ฆ่ามัน”

    ชั่วไม่กี่นาทีหลังจากนั้น คนหนุ่มและชายฉกรรจ์เริ่มแหวกวงล้อมเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ เด็กและผู้หญิง รวมทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ช่วยกันหยิบฉวยก้อนหินดินระดมขว้างปา จนตำรวจพากันถอยกรูดไปเสียไกลกว่าจะตั้งหลักได้

    “ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ มิฉะนั้นจะถูกจับดำเนินคดีฐานก่อจลาจล” เจ้าหน้าที่ตะโกนผ่านโทรโข่งแทบไม่มีผลอะไร ทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดชะงักได้แค่ชั่วอึดใจเท่านั้น ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ สงครามก็ระเบิดขึ้น

    ชาวบ้านวิ่งลุยเข้ามา ตำรวจตั้งแถวหน้ากระดานวิ่งกรูเข้าไปใช้ไม้กระบองฟาดตีไม่ยั้ง ผลการปะทะคือร่างของชาวบ้านร่วงผล็อยลงทีละคน ๆ

    ในที่สุดตำรวจก็เข้าประชิดจับตัวแกนนำอย่างลุงเหมือน ลุงสุข ผู้ใหญ่นั้ม และที่ถูกทุบจนหน้าตาแตกบวมช้ำ เลือดสาดแดงฉานทั้งสองข้างกกหู . . ทวี

    “อาจารย์ เขาจับพวกเราไปแล้ว” ผมหันไปร้องเรียกด้วยความตกใจ “ทำอะไรสักอย่างเถอะครับ . . . เร็วเข้าสิครับ”

    ผมเข้าไปจูงมืออาจารย์สุขพงษ์ แต่แกกลับฉุดแขนผมรั้งเอาไว้

    “ทุกอย่างมันจบแล้ว” แกพูดเน้นคำ “เหมือนที่ผมบอกไว้ว่ามันจบแล้ว คุณก็เข้าใจนี่”

    “แต่เขาจับสต๊าฟเราไป” ผมรู้สึกงงกับท่าทีของแก “อาจารย์จะไม่ช่วยเขาก่อนหรือครับ”

    “ช่วยแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ แล้วเราก็ควรจะหมดบทบาทตรงนี้เสียที”

    “อาจารย์ . . .” น้ำเสียงผมแหบพร่า

    ในวินาทีที่ตำรวจลากทวีมาอย่างถูลู่ถูกัง เขาพยายามขืนตัวไว้เมื่อหันมาประจันหน้ากับผม ผมเห็นอย่างชัดเจนถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างเกลียดชัง - เป็นความเกลียดชังที่ท้าทายอย่างไม่ทันให้ผมได้ตั้งตัว

    “มึงจำไว้ . . . พวกมึงจำไว้ให้ดี” เขาพูดอย่างแค้นเคือง

    น้ำลายปนเลือดถูกเข้าถ่มถุยออกมาอย่างแรงจนเปรอะเต็มใบหน้าของผม เขายิ้มเหยียดก่อนจะถลาตามแรงกระชากของตำรวจ ปล่อยให้ผมยืนตะลึงงัน

    “กูจะกระชากหน้ากากพวกมึง คอยดู” เขาตะโกนทิ้งท้าย

    ผมหันไปมองอาจารย์สุขพงษ์ แต่กลับเห็นสีหน้าของแกเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ในรถ นับเป็นครั้งเลวร้ายที่สุดเลยก็ได้ตั้งแต่ผมทำงานร่วมกับแกมา ผมทุ่มเถียงด้วยเสียงดังไม่มีคำว่าเคารพยำเกรง ไม่มีความนับถือใด ๆ อีกต่อไป ส่วนแกดูเหมือนจะเมินเฉยไม่สะทกสะท้านกับความเกรี้ยวโกรธของผมแม้แต่น้อย

    “ผมอยากให้เป็นอย่างนี้ที่ไหนกันเล่า ผมบอกแล้วว่าทุกอย่างมันต้องจบ ทวีไม่ควรขึ้นไปพูดบนนั้น คุณเองไม่ได้ขึ้นไป คุณก็ทำถูกแล้ว” แกอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ผมฟังดูเหมือนดัดจริต

    “ผมทำถูกที่ไหนกัน ผมน่าจะเข้าไปซัดกับตำรวจร่วมกับชาวบ้าน ผมอยู่เคียงข้างพวกเขามาแรมเดือน อยู่ ๆ ก็มาหักหลังพวกเขานาทีสุดท้าย”

    “เราไม่ได้หักหลัง คุณน่าจะรู้ผลประชามติออกมาอย่างนี้ การแจกแจงผลดีผลเสียเปรียบเทียบออกมาชัดเจนแล้ว มันจบตั้งแต่ตอนนั้น”

    “อาจารย์เป็นคนพูดมาตลอดไม่ใช่หรือว่าเราจะคัดค้านจนถึงที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

    “ก็เหตุการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว”

    “มันเปลี่ยนยังไง ไม่มีอะไรเปลี่ยนนอกจากตัวอาจารย์ที่เปลี่ยนไป ไอ้วีไม่เปลี่ยน ผู้ใหญ่ไม่เปลี่ยน ลุงเหมือน ลุงสุข ไม่มีใครเปลี่ยนทั้งนั้น”

    แกนิ่งอึ้งไป ผมยิ่งใส่ไม่ยั้ง

    “อาจารย์ เคยบอกใช่ไหม ทั้งหมู่บ้านจะจมมิด ต้นไม้ใหญ่จะโดนสัมปทานก่อนที่มันจะมีแต่น้ำเวิ้งว้างไปหมด สนามกอล์ฟหรือ รีสอร์ทหรือ นี่ไงครับที่อาจารย์เคยบอกผมว่าเราไม่ต้องการ แล้วชาวบ้านพวกนั้นที่เราเคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างกับเขา อาจารย์จะตอบเขาว่าไง

    “ผมเสียแรงที่หลงบูชาอาจารย์มาเสียนาน . . . งี่เง่า” ผมสบถออกมาดัง ๆ

    “คุณว่าอะไรนะ” แกกัดฟันกรอด

    “เสียแรง” ผมกระแทกเสียง “ผมน่าจะได้สติตั้งแต่ตอนไอ้วีมันบอกว่าอาจารย์ไปโดนไอ้ด็อกเตอร์วิศาลมันกล่อมแล้ว”

    “คุณเองก็เคยไปคุยกับเขา อย่าลืมว่าตั้งแต่เมื่อคืนแล้วที่ผมบอกให้ทุกคนสลายตัว ถ้ายอมเชื่อผม เรื่องราวมันจะมาถึงขนาดนี้หรือ”

    “พูดออกมาได้” ผมตวาดลั่น “ก็ใครกันที่อยู่ ๆ ไปชวนชาวบ้านมารวมตัวแบบนั้น ใครที่อ้างดินอ้างฟ้า รักธรรมชาติจะเป็นจะตายออกทีวี ออกหนังสือพิมพ์ ธาตุแท้ก็เห็นแก่ . . . ”

    “เห็นแก่อะไร” แกทำเสียงไม่พอใจ “คุณว่าผมได้ แต่อย่าดูถูกผม”

    “ผมจะไม่พูดดูถูกให้อาจารย์ได้ยินอีก วันนี้ผมรู้จักอาจารย์ดีพอแล้ว จอดรถเถอะครับ ผมจะลงตรงนี้”

    ไม่ทันได้ครึ่งทางผมกับอาจารย์สุขพงษ์ก็แยกทางกัน แกขับรถจากไป ส่วนผมเดินอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนถนนที่นาน ๆ ครั้งถึงจะมีรถแล่นผ่าน

    ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นตราตรึงอยู่ในใจผมเสมอมา จำได้แม้กระทั่งเนื้อตัวที่เปียกโชกเพราะฝนเทลงมาขณะเดินโบกรถบรรทุก ไม่น่าเชื่อว่า สัมพันธภาพระหว่างผมกับอาจารย์สุขพงษ์ที่เริ่มต้นมาอย่างดี จะจบลงในแบบที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน และไม่นึกว่าจะต้องเสียความรู้สึกมากถึงเพียงนี้

    ผม นึกทบทวนความรู้สึกดี ๆ ของวันเก่าก่อน ตั้งแต่เมื่อครั้งจบการศึกษาในปีที่เศรษฐกิจของประเทศพวยพุ่งสุดขีด ตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จักกับคำว่าหางานทำไม่ได้ หนำซ้ำบางคนมีงานให้เลือกจนคิดแทบไม่ตกว่าจะลงตัวกับการทำงานที่ไหน เรื่องรายได้ก็แทบจะเรียกร้องเอาได้ตามที่ใจต้องการ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ของผมต่างมุ่งเข้าสู่งานที่มีเกียรติ ทั้งตำแหน่งหน้าที่และรายได้งดงาม ขณะผมกลับเลือกทางเดินที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ความสะเทือนใจจากกรณีของสืบฯ ผนวกกับความศรัทธาที่ผมมีต่ออาจารย์สุขพงษ์ - นักอนุรักษ์ธรรมชาติผู้เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในตอนนั้น ทำให้ผมตัดสินใจหันหลังให้กับเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่บ้านห้วยซับแดง เข้าร่วมเป็นผู้ประสานงานต่อต้านการสร้างเขื่อน

    ราย ได้เดือนละสามพันบาทที่ผมได้รับจากองค์กรที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามก่อตั้งขึ้น ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับเงินเดือนของเพื่อนฝูงในเมืองหลวง แต่ผมก็ภูมิใจกับงานที่ได้ทุ่มเทความภักดีให้กับแผ่นดิน มันคืองานที่หัวใจของผมซื่อสัตย์ด้วยอย่างที่สุด ป่าเขา แมกไม้ และสายน้ำไม่ได้มีคุณค่าแค่ให้เราได้ชื่นชม แต่มันต้องคงอยู่เพื่อดำรงสถานะบ่อเกิดของชาติพรรณที่หลากหลาย เป็นที่พำนักอาศัยของวงจรชีวิตผู้กู่ร้องส่งเสียงเพรียกขานประดับผืนโลก ไม่มีเหตุผลอันใดที่ใครจะไปทำลาย ธรรมชาติต้องอยู่ ผมจะต้องต่อสู้ให้กับผืนป่า สัตว์ป่าและพวกพ้องของมัน แทบทุกครั้งที่หลับไหล ผมมักฝันเห็นผู้คนเรือนแสนร่วมชุมนุมถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้ยุติการ สร้างเขื่อนแห่งนี้

    “เอาเขื่อนคืนไป เราไม่ต้องการ”

    “ห้วยซับแดงต้องอยู่ ป่าต้องอยู่ สัตว์ป่าต้องอยู่”

    “เอาสังคมเมืองกลับไป พวกเราขออยู่กับป่า”

    จำนวน ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมกับเราไม่ได้มากมายนัก ห้วยซับแดงยังเป็นป่าทึบและมีความเป็นป่าธรรมชาติอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงมีเฉพาะชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่รอบนอกเท่านั้น การจัดชุมนุมชาวบ้านก็เพียงแค่เพื่อให้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน และบุคคลภายนอกมากกว่า แต่เบื้องหลังที่แท้จริงของการคัดค้านและต่อสู้เรียกร้องนั้นพวกเราใช้แนว ทางเจรจากับทางราชการ ถกเถียงด้วยเหตุผลทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นประเด็นหลัก มีอาจารย์สุขพงษ์เป็นคนกำหนดเป้าหมายและวางแผนการทำงานทั้งหมด แนวทางนี้นับว่าค่อนข้างได้ผล สื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น หรือแม้แต่หน่วยงานราชการหลายแห่ง ต่างโน้มเอียงเห็นพ้องด้วยกับพวกเราในอันที่จะดำรงผืนป่าห้วยซับแดงเอาไว้ จะมีก็แต่นักการเมืองระดับสูงบางคนเท่านั้น ที่ดึงดันจะให้เกิดโครงการก่อสร้างเขื่อนห้วยซับแดงให้ได้

    ปี เศษที่คลุกคลีตีโมงกับชาวบ้านที่นั่น ผมกับอาจารย์สุขพงษ์แทบจะกลายเป็นชาวบ้านของห้วยซับแดงไปด้วย เราร่วมต่อสู้เคียงข้างอยู่กับพวกเขา ติดต่อข่าวคราวกับพวกนักหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ ใช้โอกาสทุกครั้งที่มีแสดงเหตุผลเพื่อคัดค้านกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ โครงการนี้ พวกชาวบ้านจึงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเรา ทุกคนที่นั่นฝากความหวังในการคัดค้านการสร้างเขื่อนไว้ที่อาจารย์สุขพงษ์กับ ผม ถึงแม้ชาวบ้านทั้งหมดไม่มีใบแสดงกรรมสิทธิ์อะไรบนผืนดินที่อาศัยอยู่ก็ตาม แต่พวกเขาต่างสำนึกว่าจะต้องปกป้องผืนป่าห้วยซับแดงเอาไว้ เพื่อให้การดำรงชีวิตของพวกเขาเป็นไปอย่างปกติสุขเช่นเดิม

    แล้วในที่สุดทุกอย่างก็สำเร็จลง เมื่อทุกฝ่ายยอมลงความเห็นว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนห้วยซับแดงมีผลเสียอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะต่อผืนป่าและสัตว์ป่าจำนวนมหาศาล ข้อยุติก็คือห้วยซับแดงจะยังคงอยู่ในสภาพเดิมต่อไป นั่นนับเป็นข่าวดีที่พวกเราได้รับ ผมกับอาจารย์สุขพงษ์กระโดดเข้าสวมกอดกัน ชาวบ้านพากันดีใจจนหลายคนถึงกับร้องไห้ส่งเสียงระงมราวกับเป็นเด็ก เสียงไชโยโห่ร้องก้องดังสะท้านราวป่า

    สำหรับผม เหตุการณ์ที่ห้วยซับแดงช่างจบได้ดีเยี่ยม เมื่อเทียบกับกรณีวังขุนคำแล้วแทบจะตรงข้ามราวฟ้ากับดิน หลังจากชัยชนะที่ห้วยซับแดง ชื่อเสียงของนักอนุรักษ์ผู้ทุ่มเทอย่างอาจารย์สุขพงษ์ก็ยิ่งดังก้องกระฉ่อนฟ้า เป็นนักวิชาการที่ได้รับการสัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอตามสื่อต่าง ๆ อย่างนับไม่ถ้วน ไม่ว่าโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่นิตยสารผู้หญิง หลักการที่แกยืนยันทุกครั้งก็คือ ป่าต้องอยู่ ธรรมชาติต้องไม่ถูกรุกราน

    อาจารย์กลายเป็นบุคคลที่องค์กรเอกชนหลายแห่งให้ความสำคัญ รวมทั้งหลายหน่วยงานราชการก็เริ่มจับตาเพ่งเล็ง มีข่าวหลายกระแสเข้ามาสู่พวกเราว่า บางทีอาจารย์สุขพงษ์อาจต้องยอมร่วมมือกับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ครั้งต่อไป อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง มิฉะนั้นแกอาจจะต้องแลกด้วยชีวิต

    ผมกับแกร่วมงานรณรงค์เรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อจากที่ห้วยซับแดงมาอีกหลายต่อหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการเผยแพร่เพื่อเรียกร้องในเรื่องสำนึกต่อธรรมชาติ จะเข้าไปคัดค้านต่อต้านการทำลายป่าอยู่บ้างก็เป็นกรณีเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เว้นระยะเวลาเกือบสามปีกว่าจึงจะมีงานใหญ่อย่างการชุมนุมต่อต้านการสร้างเขื่อนที่วังขุนคำ

    วังขุนคำไม่เหมือนกับที่ห้วยซับแดง ตำบลใหญ่มีชาวบ้านอยู่มากมายหลากหลาย บ้างมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน บ้างก็ไม่มี ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่เพิ่งอพยพเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน ทำให้มีปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินเขตป่าสงวนฯ และการหักล้างถางพงพื่อใช้พื้นที่ป่าตั้งบ้านเรือนและปลูกพืชไร่ ซ้ำยังมีการกว้านซื้อที่ดินจากนายทุนอันเนื่องจากภาวะตื่นราคาที่ดินทั่วประเทศ ทำให้ความสับสนในเรื่องการครอบครองที่ดินของชาวบ้าน เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเราเป็นอย่างยิ่ง ปัญหาป่าเสื่อมโทรมในหลายจุดยิ่งทำให้การประชาสัมพันธ์ของพวกเราเต็มไปด้วยข้ออ่อนด้อย

    ผม กับอาจารย์สุขพงษ์ยังได้พบอีกว่า หัวหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนวังขุนคำที่ชื่อด็อกเตอร์วิศาลนั้นเป็นที่มีที เด็ดไม่ธรรมดา ไม่น่าเชื่อว่าบนโต๊ะเจรจาที่ถกกันด้วยข้อมูลทางวิชาการและรายงานวิจัยจำนวน มาก เราจะตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำโดยตลอด แม้แต่ข้อมูลที่เราคิดว่าได้ตระเตรียมมาเป็นอย่างดีแล้วก็ยังไม่ทำให้เรา เป็นต่อเพิ่มขึ้นเลย และยิ่งเมื่อสื่อมวลชนไม่ค่อยเห็นด้วยกับเราเต็มที่นัก ก็ยิ่งเพิ่มความกดดันในการทำงานให้กับเรามากขึ้นไปอีก

    ความไม่ลงรอยกันเองระหว่างชาวบ้านนับเป็นปัญหาใหญ่ที่เราไม่เคยได้คาดถึง ในขณะที่บางกลุ่มเรียกร้องแค่ราคาเวนคืนที่ดินให้สูงขึ้นอีกสี่เท่า อีกกลุ่มกลับต้องการให้ด็อกเตอร์วิศาลจัดหาที่ดินที่มีการออกเอกสารสิทธิครอบครองให้ ส่วนกลุ่มนายทุนที่จัดตั้งคนนอกพื้นที่เข้ามาร่วมด้วย ก็เรียกร้องแค่ให้ด็อกเตอร์ยอมลดระดับสันเขื่อนลงมา เพื่อใที่ดินส่วนที่กว้านซื้อไว้โผล่พ้นผิวน้ำเท่านั้น ไม่มีใครพูดถึงความอยู่รอดของผืนป่าวังขุนคำเท่าใดนัก รวมทั้งการบุกรุกทำลายป่าก็ยังคงมีอยู่อย่างรุนแรงแม้ในขณะที่เรากำลังรณรงค์เพื่อให้ป่าอยู่รอด คงมีอยู่ก็เฉพาะกลุ่มนักศึกษาจากเมืองหลวงซึ่งมีทวีเป็นหัวหอกเท่านั้นที่พุ่งไปยังประเด็นที่ว่า ป่าต้องอยู่และเขื่อนวังขุนคำจะต้องไม่เกิดขึ้น

    ชาว บ้านยังคงให้ความร่วมมือชุมนุมอย่างหนาแน่น ถึงแม้แต่ละกลุ่มจะมีเงื่อนไขข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันอยู่อย่างมากก็ตาม ลีลาน้ำเสียงเผ็ดร้อนของทวีในทุกครั้งที่ขึ้นเวทีปราศรัย ประกอบกับเสียงปรบมือโห่ร้องของผู้คนที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน นั่นอาจนับเป็นเพียงจุดเดียวก็ได้ ที่ยังคงทำให้ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของพวกเรายังมีประสิทธิภาพเข้มแข็ง

    แต่ ในความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ด็อกเตอร์วิศาลเลือกที่จะทำข้อตกลงกับชาวบ้านทีละกลุ่ม แกนนำระดับชาวบ้านหลายต่อหลายคนถูกเชิญเข้าพบเพื่อเจรจาแบบตัวต่อตัว ซึ่งส่วนใหญ่กลับออกมาด้วยรอยยิ้มและสีหน้าบ่งบอกความพึงพอใจ นานวันเข้ากุล่มผู้ชุมนุมเริ่มหดหาย ที่เหลืออยู่ก็ระส่ำระสายจนถอดใจ บางคนรีบรับเงื่อนไขของทางด็อกเตอร์เพราะกลัวว่า หากรอช้าสิ่งที่ตนเองมีสิทธิได้รับอาจไปตกอยู่ในมือของคนอื่นแทน แทบไม่มีใครสนใจเรื่องเขื่อนจะสร้างได้หรือไม่ได้อีกแล้ว ผู้ชุมนุมที่เหลืออยู่แค่บางตาไม่ถึงร้อย ก็หาใช่จะสนใจเรื่องป่าห้วยขุนคำว่าจะต้องจมมิดน้ำหรือจะคงอยู่ต่อไป กลุ่มของผู้ใหญ่นั้มยังยืนยันให้ลดระดับสันเขื่อน ขณะกลุ่มลุงเหมือนยังคงต้องปักหลัก เพราะไม่รู้ว่าชะตากรรมเรื่องที่ทำกินแห่งใหม่จะออกมาเป็นอย่างใดกันแน่ จะมีก็เพียงอดีตทหารผ่านศึกอย่างลุงสุขเท่านั้น ที่ยืนยังแข็งขันที่จะต่อต้านการสร้างเขื่อนร่วมกับทวีให้ถึงที่สุด

    ทวียังคงปราศรัยโจมตีการสร้างเขื่อนวังขุนคำอยู่ต่อไป ขณะที่ผมกับอาจารย์เริ่มทิ้งโต๊ะเจรจาหันมาใช้วิธีดึงแนวร่วมจากบุคคลภายนอก ข้อเสนอของเราก็คือทุกคนในชาติต่างล้วนเป็นเจ้าของผืนป่าวังขุนคำร่วมกัน

    คณะ ของด็อกเตอร์วิศาลแก้ลำด้วยการจัดไต่สวนสาธารณะ ภาพของป่าเสื่อมโทรมบริเวณกว้างที่ถูกแผ้วถางบุกรุกทำลาย และภาพของไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นวางระเกะระกะถูกนำออกเผยแพร่ ผลการสำรวจความคิดเห็นก็แสดงว่า ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากกว่าสามในสี่ต่างตอบรับเห็นดีเห็นงามด้วยที่จะให้ มีการสร้างเขื่อน ส่วนภาพลักษณ์ของผู้ชุมนุมต่อต้านที่ยังเหลืออยู่ ถูกแปรเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องการรับจ้างจากต่างชาติผู้ไม่หวังดี

    หลัง จากนั้นผมก็ถูกด็อกเตอร์วิศาลเชิญพบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อมาก็เป็นอาจารย์สุขพงษ์ สำหรับผมแล้ว แม้จะเคลิบเคลิ้มไปกับข้อเสนอของด็อกเตอร์อยู่บ้าง แต่จิตใต้สำนึกคอยเตือนอยู่เสมอว่าเขื่อนจะต้องไม่เกิดขึ้น อาจารย์กลับทำผมแทบช็อกเมื่อแกประกาศให้พวกเรายุติการชุมนุม และจะไม่มีการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนวังขุนคำอีกต่อไป

    “เหตุผลที่ยอมรับได้ก็คือ พื้นที่ที่จะจมอยู่ใต้น้ำส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านและป่าเสื่อมโทรมแถบเชิงเขา” แกบอกกับพวกเรา “ป่าสมบูรณ์ผืนหนึ่งเท่านั้นที่จะถูกน้ำท่วม ส่วนป่าผืนใหญ่ที่พ้นระดับสันเขื่อน ด็อกเตอร์ยืนยันแล้วว่าจะไม่มีการถูกบุกรุกทำลายเหมือนแต่ก่อนอีก”

    “ไม่ได้” ทวีตะโกนสวนทะลุกลางปล้อง “เราไม่ยอม ต่อให้ท่วมแค่ต้นไม้ต้นเดียวก็ไม่ได้ อาจารย์ยอมเขา แต่ผมไม่ยอม”

    “แต่เราต้องยุติ เราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต่อสู้ต่อไปอีกแล้ว”

    “มีสิ ป่าต้องอยู่ เขื่อนต้องไม่มี” ทวีขึ้นเสียงกร้าว “อาจารย์ไปรับเงินพวกมันมาแล้วสิ”

    “อย่าพูดอย่างนั้นทวี ตั้งสติเสียหน่อย”

    “ไม่ต้องมาพูด ไอ้พวกขี้ขลาด ทำหน้าไหว้หลังหลอก ทุเรศ”

    “เฮ้ย . . . วี” ผมเอ่ยปากปรามหลังจากยืนตะลึงฟังการโต้เถียงอยู่พักใหญ่

    “พี่ก็ด้วย ถ้าเป็นไอ้ขี้ขลาดก็หุบปากซะ ถ้ายังมีสำนึก พรุ่งนี้เช้ามารวมกับพวกผม เราจะลุยกับไอ้ด็อกเตอร์ให้แตกหัก”

    สิ้น สุดจากงานที่วังขุนคำ ผมกลับสู่เมืองหลวงอย่างคนหัวใจบอบช้ำ ภาพของทวีถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายอย่างทารุณเผยแพร่ออกไปทั้งทางหน้าหนังสือ พิมพ์และโทรทัศน์ ภาพลักษณ์ความเป็นคนจริงของเขาทำให้ได้รับความเห็นใจและการยกย่องจากคนแทบ ทั้งประเทศ ขณะที่ผมกับอาจารย์สุขพงษ์โดนถล่มเสียยับว่าเป็นนักสู้จอมปลอม ความปวดร้าวจึงก่อเกิดขึ้นจุกแน่นจิตใจของผม

    ผล ของการตรากตรำทำงานเหนื่อยยากมาแสนนาน การเจรจาถกเถียงอย่างเคร่งเครียดในห้องประชุม โดยแทบไม่เคยมีบุคคลภายนอกร่วมรับรู้ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้ได้จบสิ้นลงเมื่อผมไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป คำพูดของทวีต่อสังคมภายนอกยิ่งยืนยันให้ผมถูกรุมประณามว่า ร่วมมือกับอาจารย์สุขพงษ์หักหลังกลุ่มผู้ต่อต้านการสร้างเขื่อนวังขุนคำ ซึ่งผมถือเป็นเรื่องที่บ้าอย่างที่สุด ผมอาจไม่รู้ว่าการพบปะสองต่อสองระหว่างอาจารย์กับด็อกเตอร์วิศาลมีราย ละเอียดเป็นอย่างไร แต่สำหรับตัวผมนั้นผมย่อมรู้ดีกว่าใครว่า ผมคือผู้ปฏิเสธข้อเสนอเงินจำนวนสองแสนจากด็อกเตอร์ เมื่อครั้งที่ถูกเชิญพบเพื่อพูดคุยแบบตัวต่อตัว จึงน่าจะเป็นผมต่างหาก . . . ผู้ที่ถูกหักหลัง

    ผมห่างเหินเมืองหลวงไปหลายปี เมื่อกลับมาจึงพบว่าเพื่อน ๆ แต่ละคนล้วนกำลังผ่อนบ้านหลังงามและมีรถยนต์ขับขี่อย่างโก้หรู มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนผมอดสะท้านใจไม่ได้เมื่อนึกถึงตัวเอง ผมไม่มีอะไรเลยในการกลับมาวันแรก - แม้แต่ค่ารถเมล์ ผมพยายามสมัครเข้าทำงานตามที่ต่าง ๆ ด้วยวุฒิการศึกษาที่สำเร็จมา แต่ในห้วงปีที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังดิ่งลงชนิดกู่ไม่กลับ แม้แต่เด็กจบใหม่ยังต้องเดินเตะฝุ่น นับประสาอะไรกับคนจบมาสี่ห้าปีที่ไร้ประสบการณ์การทำงานอย่างผม

    ในงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์เพื่อนเก่า ผมต้องพบกับเรื่องตลกร้ายอันเจ็บแสบเมื่อเพื่อน ๆ ในกลุ่มหลายคนพูดจาเสียดสีดูแคลนราวกับเห็นผมเป็นตัวประหลาด บางคนทำท่าล้อเลียนนักอนุรักษ์ผู้สิ้นท่า บางคนที่พอจะเคยติดตามข่าวเรื่องวังขุนคำมาบ้าง เปรยถามผมถึงจำนวนเงินที่รีดมาจากด็อกเตอร์วิศาล การกินดื่มเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าจะเลิกรา ผมถึงกับสะอึกเมื่อธนบัตรใบละพันนับสิบใบปลิวว่อนในวงกองกลางเมื่อทางร้านเรียกเก็บค่าอาหาร

    ผม เปะปะหางานอยู่นานกว่าจะได้เป็นเช็กเกอร์ของซูเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนเป็นพนักงานจัดซื้อ และตกงานอีกครั้ง เมื่อถูกหางเลขเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันของทางร้าน นั่นเอง ทนเดินหลังขดหลังแข็งอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้งานใหม่เป็นพนักงานวิเคราะห์ข้อมูลให้กับบริษัทที่มีความมั่นคง แห่งหนึ่ง ผมมีความสุขกับงานใหม่พอสมควร ถึงแม้จะต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของหัวหน้าที่เป็นนักศึกษารุ่นน้องของผมแท้ ๆ ผมใช้เวลาว่างเขียนสารคดีเกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่า ซึ่งทำให้ได้พบกับความจริงที่เจ็บปวดเพิ่มขึ้น เมื่อปรากฎว่าไม่มีที่ไหนยอมรับชิ้นงานของผมเลยสักแห่ง ไม่ใช่เพราะผลงานไม่ดี แต่เป็นเพราะชื่อของผมเป็นอุปสรรค

    เพียง ปีเดียวที่เมืองหลวง ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงชีวิตที่เคว้งคว้างและแปลกแยกของตัวผมเอง และยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างด้อยค่าเมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ ที่ก้าวกันไปไกลโดยผมคงไม่มีวันตามทัน เวลาหลายปีที่สูญเสียไปไม่ว่าจะเป็นที่ห้วญซับแดง ที่วังขุนคำ หรือที่อื่น ๆ ไม่มีประโยชน์อะไรกับผมที่นี่เลย การใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องเดือดร้อนมากนักในสังคมเมืองหลวง ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหวนย้อนนึกถึงพวกชาวบ้านที่ผมเคยใช้ชีวิตคลุกคลีด้วย หลายครั้งผมนึกถึงลุงเหมือน แกจะได้ที่ทำกินเป็นของตนเองแล้วหรือยัง ยังมีลุงสุข ผู้ใหญ่นั้มอีก พวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไรหลังจากเหตุการณ์วันนั้น บางคราวผมก็นึกถึงความดุเดือดในแบบของทวีซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นนักเคลื่อน ไหวมืออาชีพไปแล้ว แต่ก็ต้องทอดถอนใจทุกครั้งที่นึกถึงอาจารย์สุขพงษ์ ผมสูญเสียเวลาอันมีค่าไปอย่างไร้ประโยชน์โดยแท้ . . . ผมไม่ควรรู้จักกับแกเลย

    ผม กลับไปที่วังขุนคำอีกครั้งด้วยความคาดหวังว่าจะได้พบกับชาวบ้านผู้เป็นมิตร แต่เก่าก่อน สิ่งที่ผมได้เห็นเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ หมู่บ้านร้อยกว่าหลังคาถูกรื้อถอนออกไป ขณะที่แค้มป์ก่อสร้างขนาดใหญ่ผุดโผล่ขึ้นมาแทน ผู้คนนับร้อยที่เป็นกรรมกรใช้แรงงานส่วนหนึ่งเคยเป็นผู้ต่อต้านการสร้าง เขื่อนร่วมกับผม ผมรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ใหญ่นั้มกลายเป็นเจ้าของร้านค้าสวัสดิการที่ ใหญ่ที่สุดในโครงการ แกยิ้มแก้มปริเมื่อพบกับผมและเล่าให้ฟังว่า แกไม่ต้องลำบากเหมือนแต่ก่อนและเริ่มรวยขึ้น ผมแสดงความยินดีกับแก เรายังคงคุยกันได้อย่างสนิทสนม ผมพยายามถามถึงลุงเหมือนกับลุงสุขอยู่หลายหน แต่แกเลี่ยงที่จะตอบและกลับถามผมถึงอาจารย์สุขพงษ์ ผมตอบไปว่าเราไม่ได้พับกันมานานเป็นปีแล้ว

    “พวกคุณเป็นคนดีทั้งคู่ ผมรู้” แกบอก “ผมเทียบอะไรพวกคุณไม่ได้เลย”

    “ทำไมพูดอย่างนั้น เราเคยร่วมงานมาด้วยกัน ถ้าจะดีก็ต้องดีพอ ๆ กัน”

    “จริงนะ เห็นด็อกเตอร์วิศาลแกก็เคยพูดชมคุณอยู่บ่อย ๆ ดูเหมือนบอกว่าอยากจะพบกับคุณด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้จะหาตัวได้ที่ไหน ผมว่าไหน ๆ มาถึงนี่แล้วก็ลองไปคุยกับแกดูหน่อย”

    “แกคงพูดเล่นน่ะ แกจะอยากพบกับผมไปทำไมกัน”

    “ไม่หรอก เดี๋ยวไปหาแกด้วยกันตอนนี้เลยยังได้”

    “ได้ ว่าแต่ผู้ใหญ่ยังไม่ได้บอกผมสักทีว่าลุงสุขกับลุงเหมือนเป็นยังไงกันบ้าง”

    “คุณจะถามไปทำไมกัน” แกทำท่าอึกอัก “บางทีถ้ารู้แล้วผมว่าคุณเองอาจไม่สบายใจ”

    ผู้ ใหญ่นั้มเล่าให้ฟังว่าลุงเหมือนได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินที่ทาง อำเภอจัดหาให้ แต่แล้วแก่ก็ขายให้นายทุนทั้งหมด จากนั้นจึงพาครอบครัวขึ้นบนวังขุนคำ แผ้วถางบุกรุกพื้นที่ป่าจนเตียนโล้นไปอีกหย่อมตามคำสั่งของนายทุนกลุ่มเดิม ส่วนลุงสุขบัดนี้กลายเป็นนักเลงสุราขนานแท้ ติดตามทวีข้ามจังหวัดไปเพื่อร่วมจัดตั้งกลุ่มทำงานต่อต้านการสร้างเขื่อน ขนาดใหญ่แห่งใหม่ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีหากลุงสุขไม่ได้บอกออกมาเองว่าแกไปเพราะทวีจ้าง

    ผมช็อกและคาดไม่ถึง ในใจรู้สึกรับไม่ได้ พวกเขาเคยเป็นแกนนำชาวบ้านทำงานร่วมกับผมมาหยก ๆ เมื่อปีที่แล้วนี้เอง

    “ผมเองก็เสียใจ” ผู้ใหญ่พูดอย่างหงอยเหงา “ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก แต่ละคนไม่เหลือทางเลือกอะไรกันมากนัก ผมเองก็ไม่ได้ดีกว่าคนอื่น สักเท่าไหร่ เพียงแต่ผมโชคดีกว่าเท่านั้น”

    ผม รู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับข้อเสนอของด็อกเตอร์วิศาล แกเสนอเงินล้านแก่ผมเพื่อให้นำไปเป็นทุนดำเนินงานต่อต้านการสร้างเขื่อนหนอง มะค่า ซึ่งขณะนี้นักอนุรักษ์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องบือย่างทวีได้ปักหลักสู้ชนิดถวาย หัวอยู่แล้ว ผมยิ่งไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีกในเมื่อทั้งเขื่อนหนองมะค่า และเขื่อนวังขุนคำต่างก็เป็นของหน่วยงานเดียวกับที่ด็อกเตอร์สังกัดอยู่ แล้วแกก็ค่อย ๆ อธิบายให้ผมกระจ่างทีละเปลาะ ๆ

    “คุณถามว่าทำไมผมไม่นำเงินล้านไปให้ทวีแทน มันก็มีเหตุผลอยู่ว่าผมได้ให้เขามามากพอแล้ว และวิธีการทำงานตามแบบของเขาที่เอาแต่พูดโจมตีอย่างเดียว ผมดูแล้วคงไม่มีทางหยุดยั้งการสร้างเขื่อนนั่นได้แน่

    ส่วนที่คุณบอกผมว่าถ้าคุณเข้าไปแล้วทวีคงไม่ยอม ผมขอบอกว่าคนอย่างทวีนั้นเมื่อไม่ได้เงินจากผม เขาก็เลิกราไปเอง และถ้าคุณจะแย้งผมว่าเขาจะสู้แบบเอาเป็นเอาตายเหมือนเมื่อครั้งที่วังขุนคำอีกละก็ ผมขอบอกได้เลยว่าไม่ ผมคงไม่จำเป็นจะต้องให้เงินเขาไปทำอย่างนั้น เพื่อเบี่ยงประเด็นให้สื่อมวลชนหันไปเล่นงานตำรวจแทนที่จะมาสนใจงานของผม สำหรับที่หนองมะค่านี่เมื่อผมจะไม่ให้มันเกิด ผมยิ่งต้องให้สื่อมวลชนหันมาจับตามองให้มากเข้าไว้ ถูกไหม ภาพพจน์ของทวีที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวางในรอบปีที่ผ่านมา มันก็มาจากการวางหมากของผมให้เป็นไปตามนี้ เขาไม่ใช่นักต่อสู้ที่ได้เรื่องได้ราวอะไร เป็นแค่นักอนุรักษ์ห่วย ๆ คนหนึ่งเท่านั้น

    ที่คุณสงสัยว่าทำไมผมต้องมาต่อต้านหน่วยงานตัวเอง ผมจะเล่าให้ฟังตามตรงก็ได้ อีกสามเดือนข้างหน้าตำแหน่งรองอธิบดีจะว่างลง และคนที่จะมาแทนได้ก็มีแค่หัวหน้าโครงการเขื่อนหนองมะค่า หรือหัวหน้าโครงการเขื่อนวังขุนคำคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

    และ ข้อสุดท้าย คุณถามว่าทำไมผมถึงมาเสนอเรื่องนี้แก่คุณ ทั้งที่คุณก็เคยปฏิเสธการรับเงินจากผมมาแล้ว เหตุผลมันง่ายนิดเดียว - ครั้งที่แล้วผมขอให้คุณหยุด แต่ครั้งนี้ผมยุให้คุณทำ ส่วนสำหรับอาจารย์สุขพงษ์ในยามที่เขาเป็นเสือลำบากอย่างทุกวันนี้ คุณเชื่อขนมกินได้เลยว่าป่านนี้เขานั่งวิจัยข้อมูลเรื่องนี้ออกมาเรียบร้อย แล้ว เขาเป็นนักอนุรักษ์ของจริงที่มัวแต่เอาจริงเรื่องงาน เลยเผลอพลาดไปถูกทวีเหยียบจมดินเสียก่อน” ด็อกเตอร์หัวเราะชอบใจก่อนจะพูดต่อ

    “คุณไปเอาข้อมูลจากเขาได้โดยที่ผมไม่ต้องไปจ้าง คนอย่างเขาไม่มีใครจ้างได้อยู่แล้ว” เขาหยุดพยักหน้านิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ใช่แล้ว ผมไม่เคยยกเรื่องเงินทองต่อรองกับอาจารย์สุขพงษ์ตามที่ใคร ๆ เข้าใจ นักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวจริงอย่างเขาคงตีค่าต้นไม้เป็นเงินไม่ได้แน่ ผู้คนต่างหลงกลของผม ครั้งนั้นคนที่รับเงินจากผมเพียงคนเดียวคือทวี ไม่ใช่ทั้งคุณและอาจารย์สุขพงษ์

    ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้ จะกลับไปคิดดูก่อนก็ดี วันพรุ่งนี้นักอนุรักษ์ที่ดังเป็นพลุอาจจะป็นคุณ ไม่ใช่ทวี”

    ผมลาด็อกเตอร์มาอย่างอารมณ์ไม่สู้จะปลอดโปร่งนัก คนทรยศอย่างเขาคิดจะใช้ผมเป็นเครื่องมือ . . . ช่างเป็นเรื่องที่บ้าโดยแท้ ผมรู้สึกเสียใจที่ตลอดเวลาเข้าใจในตัวอาจารย์สุขพงษ์ผิดอย่างมหันต์ สีหน้าเมินเฉยของแกเมื่อครั้งทวีถูกตีจนหน้าเละเป็นปริศนาที่ผมเพิ่งไขออก . . . ผมอยากขอโทษแกจนบอกไม่ถูก

    ความ พลุ่งพล่านทำให้ผมตัดสินใจเดินทางหวังไปพักสมองที่ห้วยซับแดง อยากไปยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ภายใต้ผืนป่าเขียวครึ้มที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นไปตามที่ใจคิด ผมผิดหวังอย่างแรง เมื่อเห็นสนามกอล์ฟและรีสอร์ทมากมายผุดโผล่จนผมจำภาพอะไรของแต่ก่อนแทบไม่ ได้ ผมบ่ายหน้ากลับเมืองหลวงทันที ไม่มีสิ่งใดของที่นั่นเหลือให้ผมระลึกถึงอีก

    รุ่นน้องซึ่งเป็นหัวหน้างานเรียกผมเข้าพบ ต่อว่าผมอย่างรุนแรงที่ละทิ้งการทำงานไปโดยไม่มีสาเหตุ ไม่ทันได้แสดงความรับผิดชอบผมก็ถูกชิงสั่งให้ออกเสียก่อน ผมรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่บ้างแต่ก็หันไปเก็บสัมภาระ ยอมจากไปโดยไม่มีข้อกังขา

    ผมโทรศัพท์หาอาจารย์สุขพงษ์ บอกแกว่าผมจะไปทำงานที่หนองมะค่า แก่ตื่นเต้นยินดีและรีบนัดแนะผมให้ไปรับข้อมูล แกรีบออกตัวและขอโทษผมที่คงไม่สามารถไปร่วมด้วยได้ เนื่องจากปัญหาภาพพจน์ของแกตามข่าวลือจะทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ

    ผมไปรับรายงานและข้อมูลทางวิชาการที่แกหอบมาให้เป็นตั้ง ๆ แกรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับผม เนื่องจากในรอบปีที่ผ่านมาไม่มีองค์กรใดยอมให้เงินช่วยเหลือการทำงานของแกเลย

    “ผมดูคนอย่างคุณไว้ไม่ผิด คุณเป็นคนที่ผมมั่นใจว่าจะทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องง้อผลประโยชน์อื่นใดมาแอบแฝง ผมเชื่อว่าคุณจะทำงานนี้ได้สำเร็จเหมือนเมื่อครั้งที่ห้วยซับแดง”

    “ผมก็มั่นใจ” ผมลอบกลืนน้ำลายลงคอ “นักอนุรักษ์ที่แท้จริงจะไม่มีทางทรยศคุณค่าของตัวเอง เราต้องทำได้สำเร็จ”

    อาจาย์ยิ้มอย่างชื่นชม ยื่นมือออกมาให้ผมสัมผัสเมื่อผมกล่าวลา

    เลือดเนื้อในร่างกายของผมสูบฉีดเร่าร้อน งานที่เป็นชีวิตจิตใจของผมกำลังเข้ามาอยู่ใกล้แค่เอื้อม ผมกำลังจะได้ถกเถียงด้วยข้อมูลทางวิชาการ ผมกำลังจะได้ลงไปคลุกคลีกับป่าเขาและธรรมชาติอันบริสุทธิ์อีกครั้ง และผมจะร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของผืนป่า เขื่อนต้องถอยกลับไป และป่าหนองมะค่าจะต้องคงอยู่

    ผมเดินทางไปพบกับด็อกเตอร์วิศาลอีกครั้ง เงินสดเดือนละหนึ่งล้านห้าแสนบาทจะถูกโอนเข้าบัญชีของผมเป็นเวลาสามเดือน ในสามเดือนนี้ผมยืนยันว่าป่าหนองมะค่าจะยังคงอยู่.

    ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ช่อการะเกด ฉบับพฤศจิกายน - ธันวาคม 2540
    ตีพิมพ์ครั้งที่สองใน รวมเรื่องสั้น กับดักในสมรภูมิ สำนักพิมพ์เคล็ดไทย พ.ศ.2542

    Tags: ,

  • Eat Am Are 25.08.2000 No Comments

    โดย … พาฝัน

    แม้ วันนี้ อาหารการกินจะไม่ใช่ปัญหาของนักเดินทางอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากคุณสามารถหาผัดไทยกินสักจานได้ไม่ยากในย่านตลาดนัดของเมืองไครส เชิร์ช ไปนั่งดินเนอร์ ดื่มด่ำซดต้มข่าไก่แถว ๆ กำแพงเบอร์ลิน หรือเมืองในหุบเขาหิมาลัย

    แต่บางครั้ง นักเดินทางผู้โชกโชนประสบการณ์ ก็ยอมแบ่งเนื้อที่ในกระเป๋าสำหรับอาหารมื้อฉุกเฉิน อาหารเพื่อเยียวยาร่างกาย หรืออย่างน้อย ก็เป็นอาหารแก้คิดถึงที่ที่เราจากไกล

    กาแฟ พกกาแฟซองชนิดผสมเสร็จสัก 2-3 ซอง ใช้กระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ออกฤทธิ์ได้ดีในตอนเช้า และช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

    ขิงผง ชงน้ำร้อนดื่ม เมื่อเกิดอาการไม่สบายในท้อง หรือรู้สึกแน่นอึดอัด มีลมในท้องมากเกินไป

    กานพลู แบ่งกานพลูใส่ซองยาเล็ก ๆ พกไปด้วย ใช้เคี้ยวหลังอาหาร รสเผ็ด ช่วยไล่ลมในช่องท้อง กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของกานพลูช่วยดับกลิ่นปาก และแก้ปวดฟันได้ด้วย ลูกอมรสสมุนไพร สำหรับบรรเทาอาการระคายคอ ลูกอมรสบ๊วยหรือมะนาวยังช่วยบรรเทาอาการคลื่นเหียนวิงเวียน บางครั้งลูกอมยังถูกใช้เป็นสื่อนำมิตรภาพ หรือเปิดฉากการสนทนากับมิตรต่างถิ่นได้เป็นอย่างดี

    รำข้าว (Bran) จะเป็นของข้าวชนิดไหนก็ได้ ผสมในเครื่องดื่ม อาหารที่กินหรือโรยกินกับข้าว รำมีคุณสมบัติดูดน้ำได้ดี ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหาร ทำให้ขับถ่ายได้ง่าย

    กล้วยตาก (Energy Bar) ให้พลังงานทันทีเมื่อต้องการ เก็บง่าย พกง่าย ไม่ละลายเหมือนช็อกโกแลต กล้วยตาก 1 ลูก ให้พลังงานถึง 57 แคลลอรี

    งาดำบด ไว้โรยในเครื่องดื่มจะร้อนหรือเย็น หรือโรยบนข้าวก็ได้ งาดำมีวิตามิน อี บี ซี ดี ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด บำรุงประสาท ในวันที่หงุดหงิด ถูกบรรดานายหน้าหัวคิวตื้อมาก ๆ งาดำสักสองช้อนโต๊ะโรยบนโยเกิร์ต ช่วยให้อารมณ์เย็นลงได้ดี

    น้ำปลาซอง พกไปไม่ต้องมาก เป็นของมีค่า ไว้สำหรับวันที่เกิดนึกถึงอาหารที่บ้านเรา ฉีกซองเอาน้ำปลาราดบนข้าวสวย สั่งไข่เจียวสักจาน ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

    น้ำพริก การันตียี่ห้อคุณน้านิตยาที่บางลำภู มีให้เลือกเป็นสิบอย่าง จะเป็นน้ำพริกนรกไก่ น้ำพริกนรกหมู น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกตาแดง ฯลฯ เลือกกระปุกเล็ก ๆ ก็พอ ขนาดฝรั่งตาน้ำข้าว ที่ถนนข้าวสารยังต้องมาซื้อก่อนกลับบ้านเลย น้ำพริกจัดอยู่ในหมวดเดียวกับน้ำปลา

    บะหมี่สำเร็จรูป อันนี้เก็บไว้เป็น ของตาย ใช้ยามฉุกเฉิน ได้ผลเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ เอาชงน้ำร้อน กินด่วน จะโรยหมูหยองหมูแผ่น ก็แล้วแต่กำลังศรัทธา ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเป็นนักเดินทางด้วยกันแล้ว ย่อมไม่ขอแนะนำให้เอา อาหารที่พกไปนี้ออกมากินทุกมื้อ เนื่องจากการกินอาหารเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ชนพื้นถิ่นได้ใช้ความรู้อัน ชาญฉลาด เลือกกินอาหารให้เหมาะกับดินฟ้าอากาศของบ้านเมืองนั้นมานานแสนนานแล้ว และที่สำคัญที่สุดแห่งการกินก็คืออาหารที่มีประโยชน์ และพึงสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายเราด้วย

    เพียงเท่านี้ . . . ทุกมื้อในระหว่างการเดินทางก็บรรลุเป้าหมายของมันแล้ว.

    ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่จากผู้เขียนอย่างถูกต้อง

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ใครไม่ได้อ่านสามก๊ก อย่างคิดการใหญ่ วาจานี้จริง เพราะตอนนี้ส้มจี๊ดเหลียวมองดูศึกใหญ่ ๆ ไม่ว่าการเมือง หรือธุรกิจ ล้วนปรากฏสถานการณ์สามก๊กขึ้นมา คือมีกันสามค่ายตีกันนัวเนียจนฝุ่นตลบ ดูง่าย ๆ ศึกผู้ว่ากทม.ที่เพิ่งผ่านมา แม้มีผู้เข้าร่วมชิงชัยถึง 23 คน แต่สมจี๊ดว่าไคลเม็กซ์อยู่ที่สามพรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย พรรคประชากรไทย (ความหวังใหม่หนุนหลัง) เนื่องจากการที่ออหมักออกทัพครั้งนี้ เพราะเป็นวาจาหว่านล้อมของจิ๋วหวานเจี๊ยบเอง และได้พลพรรคเฉลิมดาวเทียม สมานกับกลุ่มมิตรภาพ ดังนั้นใครมองข้ามบิ๊กจิ๋วคิดว่าหมดน้ำยา คงต้องกลับไปคิดใหม่ แต่ไม่ต้องทำใหม่ เพราะว่าหมากตานี้ของจิ๋วร้ายกาจนัก เพราะตรึงกำลังคนกรุงเทพด้วยพรรคประชากรไทย และตีโอบรอบนอกด้วยความหวังใหม่ เนื่องจากแต่ก่อนจะได้ยินว่า “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพล้มรัฐบาล” ดังนั้นทางออกก็คือต้องพยายามเป็นพันธมิตรกับคนกรุงเทพ

    ใจจริงส้มจี๊ดไม่ได้ต้องการพูดเรื่องการเมือง แต่บรรยากาศมันพาไป จึงโหมโรงสักหน่อย ที่ต้องการจริง ๆ ก็คือการพูดถึงเบียร์สามค่าย ซึ่งออกศึกกันหน้าดำคร่ำเครียด เด่น ๆ ก็มีสามค่าย ดังนี้

    ก๊กหนึ่ง สิงห์ผู้ยึดกุมชัยภูมิเบียร์ตลาด Standard มีสัดส่วนถึง 23% ในตลาดนี้ถือว่าสิงห์เชื้อสายเก่าแก่ ผูกขาดตลาดมาตั้งนาน จนยากต่อใครหาญกล้ามาต่อกร

    ก๊กสอง ช้าง ผู้อาจหาญต่อกรกับสิงห์ ปักหลักยึดชัยภูมิ Economy Beer ที่มีสัดส่วนมากสุดถึง 70% กินอาณาเขตกว้างขวาง

    ก๊กสาม ไฮเนเก้น ที่ยึดชัยภูมิตลาด Premium Beer สัดส่วน 7% และค่อนข้างมีชัยภูมิได้เปรียบคนอื่น เพราะเป็นคอเฉพาะจริง ๆ

    เป็นยังไงบ้างเจ้าค่ะ สามก๊กฉบับส้มจี๊ด สักเมา เอ๊ยมันส์กันแล้วนะซิ เอ้าเชิญอ่านต่อเจ้าค่ะ ตั้งแต่ครั้งนมนาน ตลาดเบียร์ก็มีแต่สิงห์เท่านั้นที่ยึดตลาดอยู่อย่างเหนียวแน่น คนอื่นอย่าหมายแหยมเข้ามา ซึ่งช่วงนั้นสิงห์ก็ขยายความลึกของตัวสินค้าตนเอง ด้วยการออกสิงห์โกลด์ สิงห์ดร๊าฟ แค่นี้ก็กล่อมตลาดอยู่มันส์ แต่วันดีคืนดี ช้างมาจากไหนไม่ทราบ ฟาดงวงที วงแตกกระเจิง กลยุทธ์สินค้าราคาต่ำ แต่เมาเหมือนกัน และใช้เอเยนต์เหล้าที่มีมากมายเป็นตัวทำตลาด ทำให้สิงห์ต้องกระเจิงไปพักหนึ่ง แม้จะปั้นลีโอเข้าสกัด แต่ก็ไม่สามารถหลุดดีกรีของช้างลงได้ ทำเอาช้างกวาดส่วนแบ่งการตลาดไปมากอักโขอยู่ แต่เป็นตลาดที่สร้างขึ้นโดยช้างส่วนหนึ่ง คือดึงกลุ่มคนที่ไม่เคยลิ้มรสน้ำอมฤตนี้ด้วยการเสนอราคาที่ถูก หาซื้อได้ง่ายเข้ามาแทนที่

    กลับมาที่ไฮเนเก้น ที่เห็นช้างกับสิงห์พันตูกันอย่างวุ่นวาย ด้วยการเป็นแบรนด์จากต่างชาติ จึงหันมาเจาะตลาดกลุ่มผู้ซื้อกำลังสูง และต้องการเครื่องดื่มดีกรีต่ำ ค่อยซึมซับเข้าไปทีละน้อย ๆ จนสร้างส่วนแบ่งตลาดของตนเองขึ้นมา เรียกกันอย่างหรูว่า “ตลาดพรีเมียม” ทั้งนี้เพราะสิงห์และช้างมัวแต่ฟัดกันนัวเนียตลาดราคาต่ำ ดังนั้นซุนกวน เฮ้ย ไฮเนเก้นจึงคว้าพุงปลามาครอบครอง สร้างอาณาจักรที่มั่นคงขึ้นมาอีกก๊กหนึ่ง และแล้วสามก๊กก็อุบัติขึ้น

    หลังจากแบ่งส่วนแบ่งตลาดไปครองคนละส่วนได้สำเร็จ แต่ละก๊กรากฐานเริ่มมั่นคงขึ้น ก็เริ่มที่จะรุกคืบกัน ช้างดำเนินยุทธวิธีปรับภาพพจน์คาร์ลสเบอร์กที่เมื่อก่อนนำมาชนสิงห์ โดยเล่นราคาต่ำ ด้วยการปรับสู่ภาพลักษณ์ขวดเขียว ราคามาตรฐานสากล เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียม อีกทั้งสิงห์ก็หันมาเจาะยางร่วมด้วยอีกคน คือ ส่งมิทไวด้าเข้าตลาดอีกแบรนด์หนึ่ง สถานการณ์แซนด์วิช เช่นนี้ ทำให้ไฮเนเก้นส่งขุนศึกอีกแบรนด์คือ อัมสเทลเข้าพันตูกับสิงห์ และพลิกสถานการณ์กลายเป็นสิงห์ถูกแซนด์วิชแทน และหนักกว่าอีกคือตลาดล่าง มีช้างไล่ทุบ ตลาดบนมีไฮเนเก้นและคาร์ลสเบอร์ก

    ช้างนั้นค่อนข้างได้เปรียบกว่าผู้อื่น คือสร้างฐานตลาดใหม่ขึ้นมา ซึ่งส้มจี๊ดว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดของช้าง เพราะ “ตลาดสุราจะถูกเปิดเสรี กลุ่มคนเดิมคือฐานตลาดล่างของเหล้า อาจจะถูกแย่งไป ดังนั้นจึงเปิดเบียร์ราคาถูก เพื่อจับตลาดกลุ่มเป้าหมายเดิม อีกทั้งรุกสู่ตลาดเบียร์ ซึ่งคู่แข่งน้อยรายกว่า”

    ส่วนสิงห์นั้นแม้ฐานผู้บริโภคภักดียังมีอยู่มาก แต่การที่เบียร์ใหม่เปิดตัว ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนลองรสชาติใหม่ ๆ ในชีวิต เกิดการเปลี่ยนแบรนด์อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งการกระจายทรัพยากรให้กับมิทไวด้า และลีโอ ก็ทำให้สิงห์ยิ่งเหนื่อยมากขึ้น และไม่สามารถสร้างความได้เปรียบมากนัก บางทีแล้วสิงห์ควรกลับมาสู่ยุทธศาสตร์ความภักดีด้านลึกของสิงห์เอง ทั้งสิงห์โกลด์ สิงห์ดราฟท์ สิงห์การ์เด้น เพื่อเกาะติด Segment นี้ให้มั่นคง ในสถานการณ์ถูกรุมตีโต๊ะขนาดนี้

    ไฮเนเก้นส์นับว่าชาญฉลาดนักที่เลือกเล่นราคาสูง ทำให้ได้กำไรสูงตาม และแม้จะนำอัมสเทลเข้ามาตลาด Standard ก็ยังอยู่ในกลุ่มคนที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่สนใจตลาดราคาถูก เพราะจะทำให้กำไรที่ได้ลดลง การวางศักดิ์ศรีไว้สูง ทำให้มีลักษณะลอยอยู่เหนือผู้อื่น (แฮะ แฮะ ไม่ตั้งใจแขวะใครบางคนที่อยู่ในทำเนียนตอนนี้นะเจ้าค่ะ)

    สงครามสามก๊กนี้ น่าชมมิน้อยเลยเจ้าค่ะ ตัวส้มจี๊ดติดตามชิม เฮ้ยชมอย่างใกล้ชิด ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจเป็นกองเชียร์ก๊กไหน เชิญเลือกได้ตามอิสระ ส่วนส้มจี๊ดนั้นเข้าได้กับทุกก๊ก เพราะมันเมาเหมือนกันเจ้าค่ะ ว่าแล้วขอจบก่อนนะค่ะ ชักมึน ๆ แล้วเจ้าค่ะ.

    Tags: , ,

  • คงจะงงสิครับ ผักกรอบๆมาก มันคืออะไร คือผักที่เอาไปทอดหรืออบจนกรอบหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ จริง ๆ แล้ว ผักกรอบๆมากของเจ้าลูกชายของผมนั้น ก็หมายถึงผักทุกชนิดเลยหละครับ ถึงแม้จริงๆ แล้วผักส่วนใหญ่มักกรอบนี่นา

    เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสัก 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ลูกชายของผมได้หัดกินผักชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อผัดออกมาแล้วจะกรอบน่ากิน ผู้ใหญ่หลายๆ คนก็ยังชอบ นั่นก็คือ “ผัดผักกะหล่ำปลี” นั่นเอง ลูกชายของผมจะชอบผักชนิดนี้มาก คงเพราะมันกรอบๆ เคี้ยวมันเหมือนขนมทอดกรอบกระมัง เขาจะกินได้มากๆ ส่วนใหญ่ก็เต็มชามข้าวของเขาหละครับ มื้อไหนมีเจ้าผักกรอบๆมากของเขา รับรองเจริญอาหารดีแท้

    ระยะ หลังนี่ เขาเริ่มชอบกินผักอื่นๆ มากขึ้น เชื่อไหมหละครับ เด็กอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งชอบกินผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ถั่วงอก ข้าวโพดอ่อน ผักบุ้ง หรือแม้กระทั่งผักที่บางคนอาจไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าคืออะไร นั่นก็คือ ใบปอ อันหลังนี่ ชอบมาก เห็นเขากินผักที่เขาชอบแต่ละมื้อ เรียกว่าผู้ใหญ่มากคนอายไปเลยครับ แบบนี้ดีครับ สุขภาพการขับถ่ายรับรองไม่มีปัญหา กินอาหารมีกากมีเยื่อทุกวันอยู่แล้ว

    หลายคนคงอิจฉาผมสิ ว่าลูกของผมชอบกินผักแต่เด็ก ช้าก่อน อย่างเพิ่งดีใจไป แม้เขาจะชอบกินผักซึ่งมีประโยชน์มากๆ แต่เขาก็ไม่ค่อยชอบกินเนื้อสัตว์สักเท่าไรนัก บางทีมีหมูสับในผัดผัก เขาจะคายข้าวคำนั้นออกมาเลยทีเดียว ถ้าจะให้เขากินเนื้อสัตว์ ก็ต้องบดให้เล็กๆ ไม่ว่าหมู ไก่ หรือปลา บดให้เล็กๆ เลยแล้วแอบผสมอยู่ในข้าว โดยในแต่ละคำที่เขากินนั้น ต้องมีปริมาณข้าวและผักเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ที่เหลือค่อยแซมเนื้อสัตว์เข้าไป แบบนี้ก็จะทานได้

    เขาจะชอบกินเนื้อไม่กี่ชนิด ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก เช่น ไส้กรอก จะชอบมาก แล้วก็พวกเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ชุบแป้งทอดกรอบๆ หน่อย ก็จะกิน แต่ไม่ทุกครั้งแล้วแต่อารมณ์ ถ้ามีผักที่ชอบอยู่ด้วย จะเลือกกินผัก ไม่กินเนื้อสัตว์

    การที่เขาไม่ชอบกินเนื้อสัตว์เท่าไรนัก ทำให้ผมต้องหาโอกาส ที่จะพาเขาไปกินเนื้อสัตว์ข้างนอกบ้านอยู่บ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นร้านไก่ทอดแถวๆ สยาม ซึ่งเขาจะชอบมาก บางครั้ง เขาจะนั่งกินเองคนเดียวได้ถึง 2 ชิ้นเลยทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลยสำหรับเด็กเล็กๆ ยิ่งถ้าอยากให้เขากินไก่บ่อย ๆ เท่าไร ผมก็มีข้ออ้างพาเขาไปกินไก่แถวสยามสแควร์ทุกครั้งไป แบบนี้ดี อิ่มทั้งตา อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ….

    Tags: , , ,

  • สวัสดีครับ แฟน ๆ สาระสารทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะแฟนเสพอักษร

    ความจริงตั้งใจเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับแม่ ให้เข้าบรรยากาศวันแม่ในเดือน สค. บังเอิญไปเจอเรื่อง การศึกษาโดยครอบครัว ( Home School ) ตั้งแต่เขียนในสาระสารผมมีความบังเอิญอยู่หลายครั้ง เห็นว่า โฮมสคูลเป็นเรื่องเก่าที่พูดกันมามาก ถึงจะเป็นเรื่องเก่าแต่รายละเอียดความรู้ ความเข้าใจ ยังไม่แพร่หลาย รู้กันในกลุ่มที่สนใจและได้ลองให้ลูกหลานได้เรียนกัน คือเรียนกันเองอยู่ที่บ้าน หรือจัดกลุ่มกันขึ้นมาเอง ในสภาวะที่พวกเราอ่อนอกอ่อนใจทั้งกับระบบการศึกษา ทั้งกับบุคลากรทางการศึกษา “โฮมสคูล” น่าจะเป็นทางออกสำหรับการศึกษาของบ้านเรา แต่ควรที่จะทำความเข้าใจออกไปในวงกว้าง ทำให้เป็นรูปธรรม ไม่ต้องให้มานั่งตั้งคำถามกันอีกต่อไปว่าลูกหลานเราที่เรียน โฮมสคูล จะได้อะไรบ้าง สามารถเข้าสังคมได้ไหม ไปเรียนต่อในสถานศึกษาที่อยู่ในระบบได้หรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่คำถามเหล่านี้กำลังจะมีคำตอบที่เป็นรูปธรรม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพวกเราทุกๆคนต้องมีส่วนร่วมในการผลักดัน ร่วมตรวจสอบ ร่วมที่จะรับรู้

    ร่างกฎกระทรวง ศธ. ว่าด้วย การศึกษาโดยครอบครัว ได้ดำเนินการจนสำเร็จลุล่วงโดยคณะทำงานยกร่าง ซึ่งต้องทำงานกันอย่างหนักหนาสาหัส นำทัพโดย ดร.ถนอม อินทรกำเนิด เป็นประธานคณะทำงานยกร่างดูจากเนื้อหาสาระแล้วก็ต้องขอบอกว่า เป็นร่างฯ ที่สมบูรณ์ที่สุด มีความเข้าใจในระบบการศึกษาที่ควรจะเป็นแต่อย่างว่า “ร่าง” ก็คือ ร่าง ยังไม่สามารถเอาไปใช้ได้จริงต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาของกระทรวงศึกษา ต้องผ่านคณะรัฐมนตรีผู้ทรงเกียรติ เราก็ต้องดูกันต่อไป เพราะว่ามีร่างอยู่หลายร่างที่หน้าตาดูดีเป็นธรรมชาติ แต่พอส่งเข้าพิจารณาและผ่านออกมาใช้ได้ หน้าตาที่เคยดูดีเป็นธรรมชาติ กับถูกศัลยกรรมตกแต่งเสียจนจำหน้าเดิมไม่ได้ และก็แถมไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม มีประโยชน์กับคนบางกลุ่มเท่านั้น จากนี้ก็ขอฝากให้พวกเราทุกคนช่วยกันดูแล ช่วยกันตรวจสอบ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงใช่ไหมครับ

    ส่วนเรื่อง แม่ ขอติดค้างไว้ก่อนเพราะเรื่องเกี่ยวกับ เเม่ มีให้เขียนกันไม่รู้จบ ไม่ต้องเสนอเพราะว่าเทศกาลวันแม่ ถ้าจะนึกถึงแม่นึกถึงได้ตลอดเวลา ฉบับนี้เอา ร่างกฎกระทรวงศึกษา ว่าด้วย “การศึกษาโดยครอบครัว” ไปช่วย ๆ กันดูก่อนนะครับ

    * ร่าง หมายถึง ทำรูปโครงขึ้นเพื่อลอกคัดหรือแต่งภายหลัง (พจนานุกรม ฉบับราชณฑิตยสถาน)

    ร่างกฏกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. …) ออกตามความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 และมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542กระทรวงศึกษาธิการจึงออกกฎกระทรวงไว้ ดังนี้

    หมวด 1
    บททั่วไป

    ข้อ 1 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับกับการศึกษาโดยครอบครัว
    ข้อ 2 บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง มีสิทธิจัดการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กฎกระทรวงนี้กำหนด

    หมวด 2
    หลักการและจุดมุ่งหมาย

    ข้อ 3 การจัดการศึกษาโดยครอบครัว หมายถึงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง เป็นผู้รับผิดชอบจัดให้บุตรหรือผู้ที่อยู่ในความดูแลโดยตรง เป็นการจัดการศึกษาเองทั้งหมด หรือโดยมีข้อตกลงจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษา อาจเป็นผู้สอนเองโดยตรง หรืออำนวยการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้

    ข้อ 4 การศึกษาโดยครอบครัวนี้ ถือได้ว่าเป็นสิทธิโดยพื้นฐานตามธรรมชาติ ของบิดา มารดา และครอบครัว เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ฝึกฝนอบรมด้วยความรักความเข้าใจอย่างแท้จริง ให้แก่บุตรหรือผู้ที่อยู่ในความดูแลมีความพร้อมสำหรับการดำรงอยู่ในโลก ทั้งในส่วนที่เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต และในทางคุณธรรมความดีงาม

    ข้อ 5 การจัดการศึกษาโดยครอบครัวเป็นการศึกษาอีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือจากที่รัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดอยู่ ซึ่งจะทำให้การศึกษาสามารถเป็นไปอย่างหลากหลาย แตกต่างไปตามปรัชญา ทรรศนะ ความเชื่อ ความต้องการหรือสภาพปัญหาของแต่ละครอบครัวได้ บรรลุผลตามความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และหลักการของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

    หมวด 3
    หน่วยงานและการจดทะเบียน

    ข้อ 6 ให้มีคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียน ภายใต้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย แผน พัฒนามาตรฐานที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลในการจัดการศึกษา ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

    องค์ประกอบของคณะกรรมการการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนผู้ดำเนินการจัดการศึกษาแบบศูนย์การเรียน ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ผู้แทนทางศาสนา ผู้แทนทางวัฒนธรรม และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่ากรรมการประเภทอื่นรวมกัน ผู้แทนจากคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรรมการและเลขานุการ

    จำนวนสัดส่วนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการ และกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด

    ข้อ 7 ให้มีส่วนงาน หรือคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา สำหรับพื้นที่ที่มีการจัดการศึกษาแบบศูนย์การเรียนทำหน้าที่

    1. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

    2. รับจดทะเบียน จัดทำรายงานประจำปีการศึกษา รายงานต่อสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา

    3. ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาของครอบครัว และเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ใขการดำเนินงาน ในกรณีที่ไม่ดำเนินการตามที่ได้จดทะเบียนไว้ หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้รายงานต่อคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียน เพื่อดำเนินการให้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป

    4. ออกเอกสารรับรองผลการศึกษา และเอกสารอื่นตามที่จำเป็น

    5. ประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่การจัดการศึกษาโดยครอบครัว

    องค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนผู้ดำเนินการจัดการศึกษาแบบศูนย์การเรียน ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ผู้แทนทางศาสนา ผู้แทนทางวัฒนธรรมและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่ากรรมการประเภทอื่นรวมกัน ผู้แทนจากคณะกรรมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ

    จำนวนสัดส่วนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการ และกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษากำหนด

    ข้อ 8 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงาน คณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนอาจส่งเสริม สนับสนุนให้มีศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ซึ่งเป็นองค์กรครอบครัวที่จัดการศึกษาโดยครอบครัวรวมตัวกันจัดตั้งขึ้น และสถานศึกษาเครือข่ายการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ซึ่งได้แก่โรงเรียนและศูนย์การเรียน ที่มีการดำเนินงานโครงการพิเศษการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสถานศึกษานั้น ตามที่คณะกรรมการการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษามอบ หมาย ทำหน้าที่ร่วมประสานงาน สนับสนุนและส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยครอบครัว รับจดทะเบียนและจัดทำรายงานประจำปีการศึกษา รายงานต่อคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา

    ศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาโดยครอบครัว และสถานศึกษาเครือข่ายการจัดการศึกษาโดยครอบครัว สมควรได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรอื่นๆ เพื่อเอื้อต่อการดำเนินงานโดยเฉพาะในเรื่องการวิจัยและพัฒนา และการรวมตัวสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่าย

    ข้อ 9 บิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่ประสงค์จะจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้กับบุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล ให้ไปจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียน ตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่คณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา หรือที่สถานศึกษาเครือข่ายการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือที่ศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาโดยครอบครัว และในสองกรณีหลังให้ผู้รับจดทะเบียนและรายงานประจำปีการศึกษาตามข้อ 11 (2) ต่อคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา

    ข้อ 10 การยื่นคำขอจดทะเบียนกรณีการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองแสดงหลักฐานประกอบดังนี้

    1. แผนที่ตั้งของศูนย์การเรียน

    2. สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดูแล

    3. สำเนาคุณวุฒิของบิดามารดา(ถ้ามี)

    4. แนวทางการจัดการศึกษาของครอบครัว ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เช่นจุดมุ่งหมาย หลักสูตรหรือสาระความรู้ วิธีการเรียนรู้ และการวัดผลและประเมินผล เป็นต้น

    5. คำรับรองว่าไม่ดำเนินการเพื่อการหลบเลี่ยง หรือแสวงหาผลประโยชน์จากบุตรหรือบุคคลในความดูแล

    ข้อ 11 ให้ศูนย์การเรียนมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องดำเนินการ ดังนี้

    1. จัดการศึกษาให้กับบุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลอย่างมีคุณภาพ

    2. จัดทำรายงานประจำปีแสดงต่อหน่วยงานที่รับจดทะเบียนและสาธารณะชน

    3. แจ้งผลการดำเนินการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เมื่อจัดการศึกษาให้แก่บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ใน ความดูแลเสร็จสิ้น หรือได้มีการส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนแทนแล้ว แจ้งให้คณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบ ศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา ศูนย์ประสานการจัดการศึกษาโดยครอบครัว และสถานศึกษาเครือข่ายการจัด การศึกษาโดยครอบครัว ทราบภายในกำหนดระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการจัดการศึกษาหรือได้ส่ง บุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดุแลเข้าโรงเรียนแล้วแต่กรณี

    หมวด 4
    การเทียบโอนและการออกหลักฐานการสำเร็จการศึกษา

    ข้อ 12 การเทียบโอนความรู้การจัดการศึกษาโดยครอบครัว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระ ทรวงกำหนด

    ข้อ 13 เมื่อบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง จัดการศึกษาให้กับบุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลสำเร็จ ตามหลักสูตรแล้ว ให้แจ้งต่อคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อดำเนิน การเทียบความรู้และออกหลักฐานการศึกษาให้ต่อไป

    บทเฉพาะกาล

    ข้อ 14 ในวาระเริ่มแรกที่ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขต พื้นที่การศึกษา ให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาแบบศูนย์การเรียนเขตพื้นที่การศึกษา เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาในแต่ละระดับ

    ประกาศ ณ วันที่….
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    โดย…นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: , , ,

  • BikeLine 25.08.2000 No Comments

    โดย… กุล ปัญญาวงศ์

    ภูจองนายอย ชื่ออุทยานแห่งชาติที่ไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย แม้จะผ่านการเดินทางมามากมายเพียงใด จนกระทั่งชายหนุ่มเลือดอุบลฯ โดยกำเนิด ผู้เป็นเพื่อนได้กล่าวคำเชื้อเชิญให้ไปเยือน และสิ่งที่ยืนยันการตัดสินใจรับคำเชิญชวนโดยไม่รั้งรอก็คือคำกล่าวถึงภูจองนายอยว่ามีน้ำตกที่สูงกว่า 40 เมตร นับได้ว่าใหญ่ที่สุดในอุบลฯ และอีสานใต้นั่นเอง

    เรามาถึงอุบลฯ วันเสาร์ก่อนสว่าง ที่ตลาดเช้าในเมืองอุบลฯ ดาษดื่นด้วยผลิตผลจากเรือกสวน ควันไฟจากรถเข็นหมูปิ้งลอยอ้อยอิ่ง ขนมครกตั้งเตาอยู่ไม่ห่างนัก นับจากนี้อีกไม่กี่นาที พอฟ้าสาง ผู้คนก็จะเริ่มออกจับจ่าย เช่นเดียวกับพวกเราที่หมายตาข้าวเหนียวหมูปิ้งไว้ตั้งแต่แรก นอกจากข้าวเหนียวหมูปิ้ง ก็มีไก่ย่าง ซุปบักมี่ (ยำขนุน) ห่อหมกหน่อไม้ ข้าวจี่ และปิดท้ายด้วยขนมครกร้อน ๆ คุณยายผมสีดอกเลามองไปยังกองผักติ้วที่แกวางไว้กับพื้นด้วยแววตาท่เปี่ยมด้วยความหวัง รอยยิ้มกับวิถีแห่งวันใหม่ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

    สู่ป่าภูจองนายอย

    ที่บริเวณลานหน้าหมู่บ้านนาจะหลวย รถจักรยานถูกลำเลียงลงจากปิกอัพประกอบและเช็คความพร้อมของเกียร์และอุปกรณ์ที่จำเป็นก่อนออกขี่ เสียงคลิกขณะล๊อกหมวกกันน็อกใบสุดท้ายเป็นเหมือนสัญญาณเริ่มต้นของการผจญภัยอีกบทหนึ่ง จุดเริ่มต้นสู่ป่าภูจองนายอย

    ไม้ซุงขนาดใหญ่อัดแน่นเป็นพื้นบนสะพานไม้ ทอดยาวข้ามลำน้ำสีขุ่นเข้ม ในทุกฤดูฝน น้ำเหนือไหลหลากจะพัดพาเอาตะกอนดินจากภูผา และผิวดินซึ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตุอาหาร อินทรียสาร สายน้ำทำหน้าที่ในธรรมชาติ นำพาตะกอนเหล่านี้ เดินทางเพื่อไปสะสมอยู่บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ สร้างพืชพรรณธัญญาหารหล่อเลี้ยงผู้คนในแผ่นดิน สองข้างทางเป็นสวนผลไม้และร่องรอยของการทำไร่ข้าวโพด พืชเศรษฐกิจที่ให้ผลผลิตมหาศาลของประเทศ และต้องแลกมาด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดิน บ้านเรือนปลูกกระจายตามสองข้างทาง ห่าง ๆ พื้นถนนลูกรังเต็มไปด้วยหลุม มีน้ำขังเจิ่งเป็นช่วง ๆ หลุมบ่อที่ไม่สามารถคาดคะเนความลึกได้นี้ เทคนิคการขี่จักรยานหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางเอามาปรับใช้ได้เลย ด้วยการซิกแซกเอี้ยวตัวประกอบการหักดึงแฮนด์เพียงเล็กน้อย ก็จะหลบเลี่ยงหลุมบ่อเหล่านั้นได้ ข้อควรระวังคืออย่าหลบมุมจนเพลินลืมมองทางข้างหน้า เดี๋ยวจะไปจ๊ะเอ๋กับวัวที่ชาวบ้านต้อนออกมาหากิน ซึ่งต้องใช้เส้นทางเดินร่วมกับเรา

    bikeline_15_1

    เข้าสู่ กม. ที่ 10 สองข้างทางเริ่มรกทึบ มักเห็นผีเสื้อข้างทางบ่อยขึ้น ทำให้เราเริ่มสังเกตพบว่ามีผีเสื้อหลากหลายชนิดและหยุดสำรวจผีเสื้อกัน วันนี้เรามีคุณเกรียงไกร สุวรรณภักดิ์ ผู้คร่ำหวอดอยู่กับการสำรวจและศึกษาผีเสื้อในปัจจุบัน ร่วมเดินทางมาสำรวจกับคณะจักรยานด้วย เราพบว่าบริเวณสองข้างทางป่าดิบมีผีเสื้อสวยงามมากชนิด เช่น ผีเสื้อสะพายฟ้า ผีเสื้อหนอนจำปีจุดแยก ผีเสื้อหางติ่งฉะอ้อน ผีเสื้อหางดาบธรรมดา และผีเสื้อหางมังกร เป็นต้น

    ต้นไม้ลู่เอนเป็นซุ้มโค้งอยู่ข้างบนแทนที่เวิ้งฟ้าสีเทาที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ ก่อนจะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ที่ริมทางนั่นเอง เราเห็นดอกนางอั้วสีขาวนวล กำลังบานสะพรั่งเต็มช่อ มันเป็นดอกนางอั้วที่มีช่อดอกที่สมบูรณ์ที่สุดที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว

    ในที่สุดเราก็มาถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้ลานหิน เราตัดสินใจไม่เข้าน้ำตกในวันนี้ ด้วยเหตุผลคือไม่อยากที่จะต้องรีบกลับเมื่อไปถึง แต่เลือกสำรวจธรรมชาติบนลานหินและป่าเต็งรังใกล้ ๆ ที่ทำการอุทยานฯ แทน ค่ำคืนนั้นเดือนมืดและโชคดีเป็นของเรา เมฆฝนน้อยมาก เรากางเต็นท์บนลานหินและมีโอกาสได้ค้นหาดวงดาวในวสันต์ฤดูจากแผนที่ดาวและเวิ้งฟ้าที่ระยิบระยับ

    น้ำตก “บักเตว” ตำนานของพรานผึ้ง

    หลังอาหารเช้าจากครัวของอุทยานฯ เราก็มุ่งหน้าสู่น้ำตกบักเตว น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในอีสานใต้ แนวป่าด้านในของอุทยานฯ มีถนนลูกรังเล็กตัดตรงเข้าไป ผ่านป่าเต็งรังสู่ป่าดงดิบ ลักษณะที่โปร่งของป่าเต็งรังและต้นไม้แคระแกร็น แซมด้วยสีม่วงของดอกแววมยุรา มีให้เห็นตลอดระยะทางค่อนข้างราบ ช่วง 8 กิโลเมตรแรก เนื่องจากมีไม้ดอกเล็ก ๆ ให้ชมตลอดสองข้างทาง ทำให้เราไม่ได้ปั่นกันเร็วนัก ใช้เวลาแวะชมและเก็บภาพเป็นส่วนใหญ่ และ 2 กิโลเมตรต่อมาเป็นเนินที่ลาดชันขึ้นแต่ไม่มากนัก เพียงปรับเปลี่ยนเกียร์ให้พอดีกับกำลังขาก็ไปได้สบาย เราแวะเข้าไปตามทางแยกสู่ลำธารด้านขวามือ น้ำใสเขียวไปด้วยเงาสะท้อนของพรรณไม้ริมธาร ทางเดินเล็ก ๆ ซึ่งตอนนี้ท่วมเอ่อด้วยธารน้ำใส ไม่มีใครแสดงความเห็นว่าอะไร แต่ทุกคนกลับพาจักรยานคันเก่งดำดิ่งลงในธารน้ำด้วยความลึกประมาณครึ่งล้อ ปรับเปลี่ยนจานหน้าพอเหมาะ ทดเกียร์ให้เบาแรงขึ้น เพื่อพาวงล้อปีนป่ายก้อนหินในลำธารโดยไม่ต้องลงเดินลุยน้ำ ผ่านมาจนถึงอีกฟากหนึ่งของลำธาร ซึ่งบวกกับแนวถนนเดิมก็กว้างพอประมาณ พักอยู่ไม่นานนัก เราก็ย้อนกลับสู่เส้นทางเดิมสู่น้ำตกด้วยเนินยาว 1 เนินและหลังจากนั้นเป็นทางลงอย่างเดียว 2 กิโลเมตร รวมระยะทางจากที่ทำการอุยานฯ ถึงลานจอดรถของน้ำตก 12 กิโลเมตร

    bikeline_15_2

    ทางเดินเล็ก ๆ จากที่จอดรถลัดเลาะไปยังน้ำตก ขวามือเป็นแนวกำแพงผา ส่วนด้านซ้ายเป็นเรือนยอดของไม้ป่าดงดิบแน่นทึบ แว่วเสียงนกร้องจากข้างทางหายไปเมื่อแว่วเสียงน้ำตกเข้ามาแทนที่ และดังกึกก้องเมื่อเราโผล่พ้นแนวไม้สุดท้ายของทางเดิน ละอองไอน้ำปะทะใบหน้า เราเดินเลยไปให้อยู่ด้านหน้าของน้ำตกเพื่อชมตัวน้ำตกให้เต็มตา

    น้ำตกห้วยหลวงหรือน้ำตกบักเตว ตามเรื่องเล่าเป็นตำนานว่า หน้าผาสูงของน้ำตกห้วยหลวงนี้มักจะมีผึ้งมาทำรัง มีชาวบ้านชื่อบักเตว (คำนำหน้าชื่อผู้ชายอีสานเรียก “บัก”) อาชีพเป็นพรานเก็บผึ้งได้ปีนไปเก็บรังและพลัดตกลงมาตาย จึงเป็นที่มาของชื่อน้ำตกและต่อมามีการเรียกขานใหม่เพื่อให้สมกับความใหญ่ของน้ำตกว่า “น้ำตกห้วยหลวง”

    ละอองไอเย็นของม่านน้ำสีขาวนวล ความสูงกว่า 40 เมตรที่ไหลหล่นลงมากระทบแอ่งน้ำกว้างดั่งบึงน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องล่าง ส่งเสียงสะท้อนก้อง เราแทบไม่ได้สดับสำเนียงอื่นใดอีกเลยในนาทีนั้น.

    บทความนี้ ได้ขออนุญาตจากนักเขียนแล้ว
    ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นิตยสาร Nature Explorer ฉบับกรกฎาคม 2543

    Tags: , , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    ฉันมองออกไปที่ถนนเล็กๆ เห็นรถยนต์ 2 คัน ขับตามกันมา ฝุ่นแดงฟุ้งทำให้มองไม่เห็นคนในรถ แต่พอเลี้ยวเข้ามาในบริเวณบ้านฉันจึงจำได้ว่าเป็นรถของหนุงหนิง แต่อีกคันหนึ่งเป็นรถ OFF ROAD ยุโรป ไม่คุ้นตา คงจะเพิ่งถอยออกมาจากโชว์รูมใหม่เอี่ยมซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนยังเป็นสีแดง รถสองคันจอดตรงลานมะขามเทศซึ่งมีร่มเงากว้างพอสำหรับรถทั้งสองคัน

    “นี่พวกเธอไม่มีอะไรทำกันหรือไงนี่…แห่แหนกันมาบ้านฉันอีกแล้ว” ฉันเดินออกไปต้อนรับ
    “เออแน่ะ…เจ้าของบ้านที่นี่ไม่ต้อนรับซะแล้ว” หนุงหนิงลงจากรถเป็นคนแรก
    “พวกเราอุตส่าห์ขับรถมาสองสามร้อยกิโลนี่ ไม่เห็นใจกันบ้างเลยหรือตะวัน”
    “น้ำท่าก็ไม่มีมาต้อนรับ…ว้า..” นายภูลงจากรถคันใหม่
    “นั่นรถเธอเหรอ..ภู”
    “แน่นอน…สวยมากเลยใช่มั้ยล่ะ ” นายภูยืดอก
    “เห่อมากด้วยละตะวัน…นี่ถ้าเอาเข้าห้องนอนกอดได้ก็คงทำแล้ว” จุ๊บแจงกระเซ้า
    “รถประจำตำแหน่งเธอก็มี…ซื้อใหม่ทำไมเนี่ย…เอ..หรือว่าบริษัทเขายึดรถไปแล้ว” ฉันสงสัย
    “นั่นก็เอาไว้ใช้เวลางาน คันนี้ฉันเอาไว้ไปเที่ยว จะได้มารับเธอไปเที่ยวป่าไงล่ะตะวัน”
    “ไม่ต้องมาพูดดีเลย…ไป ๆ ขึ้นบ้านก่อน”

    3 หนุ่ม 4 สาว มาบุกบ้านฉันโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อันที่จริงก็เป็นอย่างนี้กันอยู่บ่อย ๆ โดยแขกประจำคือหนุงหนิงกับนายภู ส่วนคนอื่น ๆ ก็สับเปลี่ยนเวียนหน้ากันมา อยู่ที่ว่าทั้งสองคนจะ “หนีบ” ใครมาได้

    “คราวนี้รวมตัวกันได้แค่นี้เองนะตะวัน 7 คน รวมเจ้าของบ้านเป็น 8 นอกนั้นติดงานมั่งติดลูกมั่ง” หนุงหนิงบอกหลังจากลงนั่งเหยียดยาวบนศาลาริมน้ำ
    “ถึงแม้มากันแค่นี้ฉันก็คงต้องไปเกี่ยวข้าวมาเลี้ยงพวกเธอแล้วละ”
    “ไม่ต้องจ้ะ เราเตรียมกันมาแล้ว วันนี้วันพิเศษ พวกเรามาเลี้ยงส่งหนุงหนิงกันอาทิตย์หน้าจะเดินทางแล้ว” จุ๊บแจงบอก
    “พวกผู้ชายกำลังลำเลียงของไปที่ครัวเธอ ให้ทำกันซะบ้างเนอะ” หนุงหนิงหันมาพยักเพยิด
    “งั้นเดี๋ยวฉันไปดูในครัวก่อน เดี๋ยวหนุ่มๆทุบจานชามฉันพังพินาศหมด เออ เผื่อมีอะไรมาสมทบบ้าง”

    กินกันไปคุยกันไป หัวข้อการสนทนาก็ไม่พ้นเรื่องรถคันใหม่ของนายภู และเรื่องเมืองที่หนุงหนิงจะไปอยู่

    “เวลาฉันอยากพักใจคลายปัญหานี่ฉันคงมาที่นี่ไม่ได้แล้วนะตะวัน ไกลกันจริง ๆ”
    “น้ำขิงรสจัด ทุบน้ำแข็งใส่ดื่มเย็น ๆ นี่ดีจังเลย” ภูเทน้ำขิงจากเหยือกแจกเพื่อนๆ
    “แล้วใครจะทำกับข้าวอร่อยๆให้ฉันกิน” หนุงหนิงรำพัน
    “ติ่มซำเจ้านี้อร่อยสุดๆเลย ว่าไหม” นเรศคีบฮะเก๋าเข้าปาก
    “ใครจะพาฉันไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ใครจะไปช็อปกับฉันหาใครถือของเก่งเท่านายภูไม่มีอีกแล้ว” หนุงหนิงรำพันต่อ
    “นี่ดอกอะไรเนี่ยตะวัน เอามาใส่แจกันแล้วสวยดี” จุ๊บแจงยกแจกันดอกไม้ไปดูใกล้ๆ
    “เฮ้ย!.. สนใจฉันหน่อยสิพวกเธอนี่ ไหนว่ามาเลี้ยงส่งฉันไง วันนี้ฉันเป็นนางเอกต้องเอาใจฉันย่ะ” หนุงหนิงโวยวาย
    แต่ทุกคนหัวเราะที่แกล้งทำเป็นไม่สนใจหนุงหนิงได้ผล “นี่แน่ะ..แม่หนุงหนิง เธอไปอยู่สบายอย่างนั้น ค่าโน่นค่านี่ก็มากกว่าเงินเดือนโข หน้าที่การงานก็ก้าวหน้าขึ้น มีแต่คนอิจฉา ยังจะบ่นอีก” จุ๊บแจงค้อน
    “เรามาสนุกสนาน คลายเครียดกันนะ ไม่ใช่เอาความเครียดมาทิ้งไว้รกบ้านตะวันอีก” น้องปูเป้เพื่อนอายุน้อยสุดในรุ่นสอนบ้าง
    “พรุ่งนี้ให้ตะวันพาไปดูนกในสวนกันดีกว่า” นเรศเสนอ
    “อ้าว คืนนี้พวกเธอจะนอนนี่กันเหรอ”
    “งั้นสิ”

    พวกนี้นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป ตั้งแต่ฉันร่ำลาเพื่อน ๆ และหอบของจากเมืองกรุงกลับบ้านสวน ฉันก็พลั้งปากไปเองว่าให้มาเที่ยวที่บ้านสวนของฉันได้ทุกเมื่อ คิดเสียว่าเป็นบ้านตัวเอง เฮ้อ !

    “นี่ดอกอะไร ยังไม่ตอบฉันเลยตะวัน” จุ๊บแจงยื่นแจกันมาข้างหน้าฉัน
    “ดอกกระทือจ้ะ”
    “ต๊าย ชื่อพิลึก ชื่อนี้จริง ๆ เหรอตะวัน” ยังไม่มั่นใจ
    “จริง เป็นตระกูลขิง ข่า กระชาย ขมิ้นไง พวกลำต้นใต้ดิน ฉันปลูกไว้ทางโน้นเป็นดงเลย”
    “ใช้เป็นเครื่องเทศใช่ไหมตะวัน” ภูถาม
    “ใช่จ้ะ ปลูกเป็นไม้ประดับก็ได้ หน้าฝนนี่จะออกดอกสวยมาก นั่นไงดอกเข้าพรรษา นี่ก็ตระกูลเดียวกัน เราจะเห็นดอกช่วงเข้าพรรษานี่แหละ เลยได้ชื่อนี้”
    “ดอกขิงสีเหลืองมีปลายกลีบสีม่วงแดงไม่มีก้านดอก ส่วนข่าออกดอกเป็นช่อกลีบดอกสีขาวอมเขียว” นเรศเภสัชกรหนุ่มเนื้อหอมของโรงพยาบาลเอกชนมีชื่ออธิบาย
    “ดอกกระทือสีแดง แล้วดอกขมิ้นสีเหลืองหรือเปล่านเรศ” จุ๊บแจงถาม
    “ใช่ แต่เป็นสีเหลืองอ่อนนะ มีกลีบเลี้ยงสีชมพูหุ้ม สวยมากเลยละ ช่อดอกโผล่ขึ้นมาจากดินดื้อ ๆ เหมือนกระทือนี่แหละ”
    “นอกจากปลูกเป็นไม้ประดับได้ ใช้ทำอาหารได้ เรากินไปจะได้ประโยชน์ทางยาไหม” หนุงหนิงซักต่อ
    “มีสิ อย่างขิงเนี่ยก็ขับลมเวลาท้องอืดเพราะจะไปกระตุ้นระบบทางเดินอาหารให้บีบตัวเพิ่มมากขึ้น เคยรู้มาอีกว่าใช้เป็นสารกันบูดกันหืนในน้ำมันด้วยนะ ส่วนข่าก็เหมือนกับขิง แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงมาก ๆ ก็มีฤทธิ์กดการหายใจเหมือนกัน ทางยาเขาใช้ข่าสกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อราพวกกลาก เกลื้อน และตกขาวได้ด้วย”
    “แล้วขมิ้นล่ะ กินมาก ๆ เป็นอะไรไหม ฉันยิ่งชอบแกงส้มปักษ์ใต้อยู่ด้วย” นายภูถาม
    “เป็นยาบำรุงธาตุ ฟอกโลหิต อะไรทำนองนี้แหละ เอามาทาแผลสด แผลถลอกก็ได้ มีฤทธิ์แก้อักเสบ”
    “ปลูกยังไงล่ะตะวัน” จุ๊บแจงหันมาถาม
    “หากะละมังเก่า ๆ ยางรถยนต์ หรือถังน้ำก็ได้ เททรายใส่ไป หรือเอาดินร่วนผสมหน่อย หาเหง้าที่มีตาติดอยู่ด้วยฝังทรายลงไป ช่วงต้นฝนแบบนี้ยิ่งดีใหญ่ไม่ต้องคอยรดน้ำบ่อย สัก 2-3 เดือนก็งอกออกใบออกก้าน อายุสัก 4-5 เดือนก็ขุดใช้ทำกับข้าวได้เลย อย่าขุดขึ้นมาหมดล่ะ เอาลงดินเหลือไว้งอกเป็นต้นต่อไปได้อีก”
    “ตะวันพูดอะไรเหมือนง่ายไปหมดเลยเนอะ” จุ๊บแจงว่า
    “ก็มันยากซะที่ไหนเล่า”

    Tags: , ,

  • คำว่า “ย่านตลาด” กับคำว่า “ตลาด” แม้มีความหมายโดยรวมว่า “แหล่งค้าขายแลกเปลี่ยน” แต่ก็มีข้อต่างในอีกหลายประการ ที่สำคัญคือ ย่านตลาด เป็นการค้าขายที่มีทั้งลักษณะถาวรและชั่วคราว คือ ค้าขายกันตลอดวันถึงพลบค่ำ แล้วยังมีการติดตลาดในช่วงเช้าหรือเย็น ในขณะที่ ตลาด จะมีการติดตลาดชั่วคราวเท่านั้น คือขายเฉพาะช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ร้านค้าในตลาดจึงเป็นแบบแผงลอยที่มักสร้างขึ้นง่าย ๆ เพียงเพื่อวางสินค้าเท่านั้น ต่างจากร้านโรงในย่านตลาด ที่จำเป็นต้องสร้างอาคารโรงเรือนให้แข็งแรงมั่นคง เพราะนอกจากจะใช้เป็นที่ค้าขายแล้ว ยังใช้เป็นที่พักอาศัยด้วย

    (อ้างอิงมาจากหนังสือตลาดบก ย่านชุมชนแห่งนครสยาม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ)

    ปัจจุบันตลาดได้ถูกเปลี่ยนโครงสร้างเชิงสถาปัตยกรรม กลายเป็นตึกติดแอร์ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแหล่งค้าปลีก โดยมีสัดส่วนเติบโตปีละ 5-10% โดยมีสัดส่วนของร้านค้าแบบเก่า หรือที่เรียกกันว่าโชวห่วย มีสัดส่วนอยู่ที่ 65.5% และร้านค้าปลีกแบบใหม่อยู่ที่ 34.5% ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตร้านค้าปลีกแบบใหม่ย่อมมีสัดส่วนที่สูงขึ้น

    เมืองไทยมีมนต์เสน่ห์เรื่องตลาดที่มีเอกลักษณ์ของตนเองเป็นที่รู้จักทั่วโลก ก็คือ “ตลาดน้ำ” เนื่องจากสมัยก่อนเมืองไทยเป็นเมืองน้ำ ผู้คนอาศัยอยู่ริมคลอง การเดินทางจึงต้องอาศัยเรือ ดังนั้นการทำธุรกิจก็ย่อมพึ่งพิงเรือตามไปด้วย และเส้นทางทางน้ำก็เป็นแหล่งที่พ่อค้าแม่ค้าจากต่างเมืองนำสิ่งของมาซื้อขายกัน ปัจจุบันตลาดน้ำเหลืออยู่ค่อนข้างน้อย ที่ยังมีอยู่และขึ้นชื่อก็คือตลาดน้ำดำเนินสะดวก

    ย่านสำเพ็งก็ถือเป็นย่านตลาดที่ผู้คนพลุกพล่านอยู่ตลอดเวลา มีร้านรวงเปิดขายสินค้ามากกมายหลายแบบ ผู้คนเดินแออัดยัดเยียดในการจับจ่ายซื้อของ แม้จะแลกด้วยความร้อนอบอ้าว แต่เนื่องจากราคาสินค้าที่ถูกกับสินค้าที่หลากหลายก็ดึงดูดผู้คนจำนวนมากเข้ามาซื้อสินค้า

    ในอดีตสำเพ็งเป็นเพียงท้องที่นอกกำแพงพระนคร เป็นที่เปลี่ยว โดยมีคนจีนไปอาศัยอยู่ ช่วยกันหักร้างถางพง จนเป็นบ้านเรือน ตั้งเป็นร้านค้าถาวรและชั่วคราวเป็นระยะ ๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสำเพ็ง อาณาเขตของสำเพ็งกินเนื้อที่ตั้งแต่บริเวณสะพานหัน ทะลุมาจดจักรวรรดิ ช่วงหัวเม็ดยาวไปถึงราชวงศ์ออกเขตเยาวราช มีถนนสายสำคัญประกอบด้วยถนนเยาวราช ถนนจักรวรรดิ ถนนราชวงศ์ ถนนอนุวงศ์ และถนนพาหุรัด

    สินค้าที่วางขายในย่านนี้มีตั้งแต่ขนม ของเล่น ผ้าต่าง ๆ ของแห้ง ของชำร่วย เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนอาหารที่หลากหลาย ทุกวันล้วนคราคร่ำด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า โดยส่วนใหญ่มักนำไปขายต่อ และบางส่วนก็ซื้อไปใช้เอง

    แม้รูปแบบที่ล้าสมัย แต่เนื่องจากมีของอยู่ครบ จึงเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้มาซื้อขายกันที่นี่ นอกจากนี้ยังรูปแบบตลาดสดที่มีอยู่ 150 - 160 แห่งในกรุงเทพฯ ที่รูปแบบการจัดการก็ยังคงรูปแบบเดิม แต่ก็เป็นแหล่งค้าขายของกลุ่ม SME ที่สำคัญปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันบางตลาดสดก็ปรับปรุง โดยนำรูปแบบการจัดการสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ มีที่จอดรถ รักษาความสะอาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ตลาดบอง มาร์เช่ ที่อยู่ย่านประชานิเวศน์ 1 เส้นถนนตัดระหว่างวิภาวดีรังสิตกับประชาชื่น โดยมีพื้นที่ 17 ไร่ ดำเนินการโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด รัจนาการ

    บอง มาร์เช่ ลบล้างภาพลักษณ์ของตลาดสดเดิม ๆ ออกไป ตั้งแต่ความสะอาดสะอ้าน สถานที่จอดรถเป็นสัดส่วน ห้องน้ำห้องท่าซึ่งจัดเตรียมไว้เผื่อแผ่คนพิการด้วย ห้องปรุงอาหาร ระบบบำบัดน้ำเสียภายใน ระบบรักษาความปลอดภัย เวลาประกอบการที่แน่นอนคือ 04.00 - 21.00 น. และที่สำคัญคือการจัดวางรูปแบบอาคารเปิดโล่ง มีทั้งหมด 134 แผง จำหน่ายสินค้าทุกประเภทโดยแยกสัดส่วนตามชนิดสินค้า อาทิ อาหารสด อาหารสำเร็จรูป ผัก ผลไม้ อาหารแห้ง

    ร้านค้าจำหน่ายอาหารสด ทุกร้านจะมีตู้แช่เย็นในอุณหภูมิที่เหมาะสม มีการแยกประเภทวางจำหน่ายสินค้า แต่ที่สำคัญก็คือสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยา นับเป็นรูปแบบใหม่ของตลาดในมิติเดิม โดยอาศัยการจัดการใหม่ ๆ เพื่อเป็นทางเลือกของสังคมไทย.

    Tags: , ,

  • sarasarn_head4

    ปีที่ 2 ฉบับที่ 15 ประจำเดือนสิงหาคม 2543

    คำปรารภ…

    ผลเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพฯ คนใหม่ออกมาแล้ว คือท่านผู้อาวุโสทางการเมือง คุณสมัคร สุนทรเวช ได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถึง 1,000,000 คะแนน นับว่าเป็นคะแนนที่ไม่สามารถดูเบาได้ ซึ่งก็ขอเอาใจช่วยให้ท่านผู้ว่าฯ คนใหม่สานฝันคนกรุงเทพฯ ในการทำให้เมืองนี้น่าอยู่ และน่าทำงาน มากขึ้น

    เห็น การหาเสียงของคุณสมัคร มีข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือการทำศูนย์อาหารราคาถูกให้คนกรุงเทพฯ โดยให้สถานที่และพ่อค้าแม่ขายนำอาหารมาขายกัน ซึ่งนับว่าสนใจ เพียงแต่ว่าขอติงนิดหนึ่ง คือว่าการตั้งศูนย์อาหารใหม่อย่างนี้ ควรพิจารณาทำเลอย่างรอบคอบ ควรเป็นสถานที่ที่มีปริมาณลูกค้าที่ค่อนข้างแออัด เช่น แหล่งผู้ทำงาน อีกอย่างคือไม่ควรกลายเป็นการทำลายร้านอาหารเดิมที่มีอยู่ มิฉะนั้นจะเปรียบเสมือนทำลายอาชีพของคนกลุ่มเก่า เฉกเช่น การสร้างเขื่อนแล้วทำลายแหล่งหาปลาของชาวบ้านเฉกเช่นเขื่อนปากมูล จนเป็นปัญหาของสังคมปัจจุบันนี้ ปัญหาเรื่องทำกินไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ดั่งเคยเห็นจากการปิดถนนสีลม เพราะเจอพิษเศรษฐกิจล่ม จึงวิตกต่อความมั่นคงในการทำงาน ดังนั้นเรื่องม็อบปากมูล ควรจะเจรจาด้วยความสำนึกของคนที่ต้องทำมาหากิน หากทุกฝ่ายคิดได้แค่นี้ ทุกอย่างก็น่าจะคลี่คลายได้โดยง่าย.

    Tags: ,