• โดย ชีวี ชีวา

    “มาคนเดียวหรือ” สาวโต๊ะติดกันทักทาย ยกแก้วขึ้น “ดื่มหน่อย” หล่อนว่า

    เขาไม่ปฏิเสธ แต่ยกแก้วช้า

    “ใช่ มาคนเดียว” เขาตอบ ยกแก้วดื่ม วางแก้วลง ก้มหน้า . . . ไม่อยากเงยหน้าสบตาหล่อน กลัวหล่อน กลัวอะไรอื่น ๆ ตามมา

    หล่อนไม่ได้มาคนเดียว

    โต๊ะหล่อนนั่งเบียดกันสี่คน หญิงสองชายสอง เป็นคู่ เป็นเพื่อน เป็นแฟน เป็นคู่นอน เป็น . . .

    เขาไม่รู้หลอกว่าเป็นอะไร แต่ลูกผู้ชายแปลกหน้ากัน ห้ามล้ำแดนเกินโต๊ะตัวเอง ยิ่งมีหญิงยิ่งต้องระวัง อาจตายฟรี ตายเปล่า ๆ

    แต่เอาเถอะ หล่อนคงเมา หักรายเมากันไป . . . แต่เขามิใช่หรือที่เลือกมาที่นี่ เหมือนว่าไม่มีที่ไป

    ร้านเหล้าข้าวต้มโล่ง ๆ ที่เคยนั่ง สั่งเบียร์ขวดสองขวด ดื่มพอมืน ๆ แล้วกลับบ้าน ทำไมไม่นั่ง

    มันไม่มีอะไรใหม่หรืออย่างไร มันไม่น่าดูอีกใช่ไหม สี่แยกไฟแดงที่มีรถวิ่ง รถจอด รถแล่นอยู่ไปมา มันจะเชื่อฟังไฟแดงและไฟเขียว . . . แต่บางคนบางคันก็เบี้ยว

    เขาเคยนั่งดูครั้งละนาน ๆ มองดูหญิงแก่อีกคน แกนั่งอุ้มแมว ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ไม่เคยเห็นว่าแกจะหายหน้าไปไหน มีลูกมีบ้านหรือเปล่า ไม่เคยถาม . . . แต่ตอนตีสอง แกออกมานั่งอุ้มแมว

    คนอื่น ๆ ก็พวกขาจร คนจรจะเข้ามาขอตังค์ซื่อ ๆ ก็ให้กันไป ไม่มากไม่มาย ขอได้ก็ให้ได้ คนมันต้องกินต้องใช้ . . . จะไปคิดอะไร . . .

    หรือเขาเบื่อพวกป้ายสกปรกนั่น เขาจึงหลบมาที่นี่

    แต่ที่นี่ หล่อนไม่น่าจะมายุ่ง หรือว่าหล่อนเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะเหงา เศร้า ดูไม่ดี ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครร่วมโต๊ะ

    ไม่น่า . . . ผู้ชายวันสามสิบต้น ๆ ไม่น่าจะเปล่าเปลี่ยว หน้าตาก็เท่ดี แต่งตัวเหมือนพวกศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ไม่น่าจะมานั่งดื่มเหมือนคนอกหักซ้ำสามซ้ำสี่ . . .

    จะเป็นไรไปถ้าจะยกแก้วดื่มให้ ส่งตาให้ ก็บรรยากาศมันให้ ทุกคนที่มาก็เห็น ๆ สนุกสนาน เฮฮา ร้องเพลง ขอเพลง เต้นรำ แม้ห้องจะแคบ แต่ทุกคนเต็มที่ มีเหล้ามีเบียร์ช่วยย้อมใจ มีอะไร ๆ ก็ระบาย . . . ไม่เห็นต้องนั่งซึม และไม่เห็นว่าใครเขาจะมาคนเดียว น้อยสุดก็สองคนต่อหนึ่งโต๊ะกลม เก้าอี้สองตัวหันหน้าคุยกัน จะกอดจูบลูบคลำอุ่นเครื่องกัน เช็คบิลแล้วเคลียคลอกันออกไป ไม่มีใครว่า ไม่แปลก ใครชอบใคร อยากได้ใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทำไมเขาต้อง . . .

    หล่อนอาจจะคิดทำนองนี้ มันก็เป็นสิทธิ์ เพราะเขาก็คิด หล่อนมันนางมารชัด ๆ คงอยากเห็นผู้ชายสักคนสองคนลุกขึ้นมาตะบันหน้ากัน

    ไม่มีทาง . . . เขาคิด

    “เฮ้ ! ชนแก้วหน่อย” น้ำเสียงรื่นเริง คราวนี้ไม่ได้ชนกันกลางอากาศ หล่อนลุกยืน ยื่นแก้วมา เขายกแก้วขึ้น ยื่นออกไป ไม่สนใจผู้ชายร่วมโต๊ะหล่อน เสียงชนแก้วดังกิ๊กบาง ๆ แสดงว่าไม่เมา . . . หล่อนจงใจ ตั้งใจ . . . เขานึกหวั่น ๆ สงสัยต้องมีเรื่อง แต่ทำไงได้ เอาไงเอากัน

    เขาดื่มให้หล่อน วางแก้วลง จุดบุหรี่สูบ ลุกขึ้น ปวดฉี่ เดินผ่านครัว เลี้ยวขวา แหวกม่านประตูห้องน้ำ ถึงหน้าโถรูดซิป เงยหน้ามองฝาผนัง

    กูไม่เมานี่หว่า เห็นข้อความเต็มลูกตา มากมายเหลือเกิน คงอึดอัด คับแค้น สั่งสม ทับกันไปทับกันมา ดูยุ่ง ๆ แต่อ่านออก รูปวาดไม่ต้องอ่าน ชัดเจน แจ่มแจ้ง

    รูปกล้วยหอมเป็นหวี ๆ แยกหวี รูปโยนีกลับหัวในกรอบสามเหลี่ยม มีข้อความบรรยาย

    “ไอ้รมต.หัวกล้วย ไอ้นักการเมืองหน้า . . . กูไม่ไปเลือกมึงหรอก”

    เขาอ่านออกแล้วอมยิ้ม นึกชอบ นึกอยากตอบโต้

    “ทำไม มีอะไร ก็กูจะไปเลือกของกู มันดีกว่าไม่มีอะไรให้เลือกโว้ย มึงเองน่ะ เฮงซวย กล้วยมึงคงเหี่ยวแล้วสิท่า ยิ่งแม่งเป็นรายหัว เอาทีละจังหวัด ๆ วันนี้จังหวัดนึง พรุ่งนี้จังหวัดนึง จนกว่า . . . เลือกเสร็จแล้วก็ตามไปยิ่งแม่งให้หมด มึงมีปืนหรือเปล่า ปืนน่ะ ไม่ใช่กล้วย มือปืนเจ๋ง ๆ น่ะ เอาไปยิ่งแม่งให้หมดโครตเลย ไอ้เหี้ย มึงน่ะไม่แน่จริงนี่หว่า”

    เขานึกขำ ไม่รู้ว่าถ้อยคำ ความคิด มันเดือดพลุ่งขึ้นได้อย่างไร ปกติเขาแค่เหม็นเบื่อ ไม่เคยนึกด่าใคร เขาแค่เข้ามาเยี่ยว . . .

    เยี่ยวเป็นการขึ้นสวรรค์ เป็นการปลดทุกข์ ไม่น่า . . .

    เขาเยี่ยวเสร็จแล้วสะบัด ๆ ปิดหน้าต่าง ล้างมือในอ่างหน้ากระจก ลูบหน้าลูบตาเสียหน่อยหนึ่ง เดินเอ้อระเหยออกมา สวนทางกับหล่อน

    ยิ้มหล่อนหวานเยิ้ม

    “มาคนเดียว . . . ” หล่อนถาม

    เขาคิด หล่อนคงเมาจริง ๆ

    “ก็มาคนเดียว”

    “เดี๋ยวนั่งด้วยได้ไหม” หล่อนว่า

    “อย่าดีกว่า” เขาพูด

    “ทำไม” หล่อนถาม

    “ไม่ดี” เขาตอบ

    “หมายความว่าไง” หล่อนถาม คงไม่เข้าใจจริง ๆ

    “เออน่า . . . นี่จะเข้าห้องน้ำใช่ไหม” เขาตัดบท

    “ใช่ . . . เข้าห้องน้ำ จะเข้าด้วยกันมั้ยละ” หล่อนชวนเขาตรง ๆ

    “ไม่” เขาพูดตรง

    “งั้นคราวหน้า” หล่อนต่อรอง

    “ไม่รู้ ไม่แน่ใจ . . . อาจไม่มาอีก” เขาว่า รำคาญหล่อนเต็มที

    “แปลก” หล่อนพูด สายตาเหยียด ๆ ผละเข้าห้องน้ำ

    เขากลับมานั่งโต๊ะ ยกแก้วขึ้นดื่ม . . .

    หล่อนคงเสียใจ ก็ให้ท่าให้ท้ายถึงขนาดนั้น หล่อนคงปราศจากเงื่อนไขจริง ๆ แต่เขาไม่รู้สึกสนุก . . .

    ก็หล่อนเป็นใคร มาจากไหน เมาจริงหรือไม่เมา

    จริง ๆ แล้วมันเหงากันถึงเพียงนี้เชียวหรือ . . .

    มันเหงาจี๊ด ๆ ขึ้นมา แล้วอยากเอาใครสักคนก็ต้องเอา ต้องเอาให้ได้ใช่ไหม . . .

    เขาเอามือกุมขบับ อยากนอน อยากพักผ่อน ไม่มีอารมณ์ทางเพศ

    หลังโต๊ะที่เขานั่งเป็นผนัง มีโปสเตอร์รูปต้นไม้ใหญ่ ใบไม้หล่นเกลื่อน น่าเข้าไปนอนเล่น มือประสานท้ายทอย เหยียดขาข้างหนึ่ง อีกข้างชันเข่า ตามองฟ้า มองก้อนเมฆ สองหูฟังเสียงนกร้อง เสียงน้ำไหล ไม่รับรู้อะไรอื่น . . .

    ป้ายสกปรกเกลื่อนเมือง ข้อความเลอะเทอะในมุมแคบ ๆ ของห้องน้ำ

    มันน่าจะเป็นโลกในโปสเตอร์ ให้เขาเข้าไปนั่งหรือนอนเล่น จริง ๆ แล้วครึ้ม ๆ เคลิ้ม ๆ อยู่กับมัน อยู่ให้นานที่สุด

    “ไง . . . เอามือกุมหัว ไม่หนุกเลยหรือ” เสียงของสาวเดินโต๊ะ เข้ามากระซิบข้างหู

    “หนูเห็นพี่สามสี่คืน มานั่งเงียบ ๆ หนูรินเบียร์ให้ ไม่เห็นพี่พูด เอาแต่พยักหน้า เพลงก็ไม่ร้อง ถามจริง ๆ พี่อกหักมาหรือเปล่า”

    อกหัก . . . อกหักอะไร หรือเขาอกหักจริง ๆ อกหักทุกวัน แต่อกหักอะไร คิดแล้วยิ้มให้หล่อน

    อายุหล่อนสักยี่สิบกว่า ๆ

    “เปล่า . . . มีแต่หักอกคนอื่น” เขาเฉพูดแล้วหัวเราะออกมาดัง ๆ แต่มันก็ไม่ดังพอที่จะกลบเสียงเพลง “หลวงพ่อคูณช่วยที . . . หลวงพ่อคูณช่วยที” ที่มีคนออกไปเต้นยิก ๆ แย็ก ๆ อยู่เต็มทางเดิน

    “จริงแฮะ พี่หักอกคนอื่น” พูดยิ้ม ๆ . . . “งั้นคืนนี้ พี่จะลองหักอกหนูดูไหมล่ะ” หล่อนว่า

    นี่มันอะไรกันโว้ย ! เขาเดือดโพล่งอยู่ข้างใน หล่อนก็เหมือนหล่อน ในห้องแคบ ๆ คาราโอเกะ ที่มีโปสเตอร์ต้นไม้ ใบไม้ร่วง สายน้ำไหล โปสเตอร์อื่น ๆ ก็เป็นหญิงเปลือยแอ่นอกท้าทาย ยั่วยวน เหมือนมิวสิควิดีโอ เหมือน ๆ กันเกือบจะทุกเพลง ไม่ว่าเพลงเพื่อชีวิตหรือไม่เพื่อชีวิต

    ไฟยังหมุนอยู่เหนือเพดาน

    มีดี.เจ.อยู่ด้านหน้าประตูเคาน์เตอร์ คอยเปิดเพลงตามคำขอ มีไมค์ลอยที่ลอยไปลอยมาตามโต๊ะต่าง ๆ

    “ก็น่าจะได้นะ” เขาพูด “เสียแต่อกหนูมันใหญ่ พี่คงหักไม่ลง” พูดแล้วมองหล่อน สีหน้าหล่อนเปลี่ยนไป

    หล่อนคนเข้าห้องน้ำ กลับมานั่งโต๊ะ ชำเลืองเขากับสาวเดินโต๊ะ เป็นสายตาโกรธแค้นอยู่หน่อย ๆ

    ก็ช่างหล่อน . . . เขานึก

    “พี่หักไม่ลง หนูช่วยหักก็ได้ หักของพี่” เขาโดนย้อน พร้อมมือหล่อนที่วางแปะบนหน้าขาของเขา

    “เสียใจ คืนนี้มีคนจอง เขาจะหักของพี่” เขาพูด มองไปที่โต๊ะหล่อน

    “หนูอด” หล่อนว่า “งั้นคืนใหม่หนูขอ ว่าแต่คืนนี้หนูอยากเห็นพี่ร้องเพลง ขอเพลงก็ได้ ขอสักเพลง”

    สงสัยเขาต้องตามใจหล่อน

    แต่นึกไม่ออกว่าจะร้องหรือขอเพลงอะไรดี

    “มีไหม” เขาเริ่มนึกขึ้นได้ “. . . มีหรือเปล่า”

    “มี” หล่อนบอก

    เขาแทบจะไม่เชื่อ นักฝันยังมีอยู่อีกหรือ แล้วรางวัลใครจะเป็นคนให้

    “ถ้ามีพี่ขอ แต่ไม่ต้องบอกว่าโต๊ะสิบขอ”

    “ตกลง” หล่อนรับคำ เดินไปด้านหน้า เขามองตาม เห็นหล่อนบอกดี.เจ. สักครู่ใหญ่เพลงประกอบภาพและถ้อยคำปรากฎบนจอ เป็นภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อย

    เพลงจบ สาวเดินโต๊ะกลับมาที่โต๊ะ ต่อว่าด้วยน้ำเสียงโกรธ ๆ

    “ไม่เห็นพี่ร้อง พี่มองอะไรอยู่”

    “มองไฟ” เขาพูด

    “ไฟ ที่ไหน” หล่อนถาม

    “ตรงซุ้มประตู” เขายังมองอยู่ “มันเหมือนจะเหมือน แต่ไม่เหมือน”

    “เหมือนอะไร” หล่อนงง ๆ

    “หิ่งห้อย รู้จักไหม” เขาว่า

    “รู้จัก มีอะไรหรือ”

    “ไม่มีอะไร เช็คบิลให้พี่ที ขอใบเสร็จด้วย”

    หล่อนงงอีก “ไม่มีใบเสร็จ”

    . . . . . . . . . . . .

    เขาผลักประตูออกมา ! เดินผ่านป้ายตามราวถนนผุดโผล่มากมาย ดำ แดง เขียว ขาว เห็นคนจร เห็นคนเมาโก่งคออ้วกอยู่ข้าง ๆ ร้านเซเว่นฯ . . . เห็น . . . เห็น และไม่เห็น . . . หิ่งห้อย !

    ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือสนามหลวง
    ได้รับอนุญาตถูกต้องจากผู้เขียน.

    Tags: ,

  • โดย อติรุต พุฒิพงค์

    ประมาณ 5 กิโลเมตรทางด้านตะวันออกของตัวเมือง เป็นที่ตั้งของบ้านผานม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมแหล่งใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง ถ้าจะเปรียบก็น่าจะเป็นบ่อสร้างของเชียงใหม่ในอดีต บ้านผานมนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาน ประกอบด้วยบ้านผานมใหญ่และบ้านผานมเล็กซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ชาวหลวงพระบางเรียกการทอผ้าว่า ตำแผ่น บ้านผานมจึงได้ชื่อว่า บ่อนตำแผ่น ภายในหมู่บ้านจะมีที่วางขายสิ่งทอและงานหัตถกรรม ชาวบ้านที่เป็นสตรีจะมีอาชีพทอผ้าเสียเป็นส่วนใหญ่ แทบทุกบ้านจะมีกี่ทอผ้า ผู้หญิงเด็ก ๆ วัยรุ่นจะหัดเรียนทอผ้ากันทั้งหมู่บ้าน ส่วนพวกผู้ชายก็มักจะตีเครื่องเงิน พอเริ่มมีฝีมือใช้ได้ก็จะนำมาวางขายกันที่ ศูนย์หัตถกรรมตำแผ่นของบ้านผานม ซึ่งเป็นอาคารที่เป็นศูนย์กลางของการซื้อขายสินค้าของหมู่บ้าน บ้านใดที่มีฐานะดีหน่อยก็จะทำหน้าบ้านของตนเองเป็นร้านขายสินค้า ลูกค้าที่มาอุดหนุนส่วนใหญ่มักจะเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งพลาดไม่ได้เลยที่จะมาช็อปปิ้งกันที่บ้านผานม

    ผมเห็นแววตาของเด็กสาวที่รอคอยความหวังที่จะมีนักท่องเที่ยวมาซื้อผ้าของเธอบ้าง ดูเหมือนว่านาน ๆ ครั้ง เธอจะขายผ้าได้สักทีหนึ่ง เพราะภายในอาคารที่ชาวบ้านนำผ้ามาวางขายกันนั้น สินค้าส่วนใหญ่จะมีลวดลายสีสันคล้ายคลึงกันไปหมด เรียกว่าซื้อผ้าจากคนไหนเจ้าไหนก็เหมือน ๆ กัน ราคาก็ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าจะซื้อของของใครล่ะ ที่เอามาวางขายกันกว่า 30-40 คนทั้งเด็กตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ พอซื้อเจ้านี้ เจ้าข้าง ๆ ก็จะเว้าวอนให้ซื้อของเธอบ้าง เมื่อทนเห็นใจไม่ไหวก็ต้องซื้อบ้างเพื่อรักษาน้ำใจ พอเจ้าอื่น ๆ เห็นก็วิงวอนให้ซื้อของตนอีก จนนักท่องเที่ยวก็ซื้อกันไม่ไหว แม้ว่าราคาจะแพงและลวดลายก็ไม่ได้วิจิตรอะไรสักเท่าไร แต่ก็ทำให้ลำบากใจบ้างเหมือนกัน ถ้าไม่ซื้อก็ต้องไม่ซื้อของใครเลย แต่ถ้าจะซื้อก็คงต้องซื้อให้ทั่วถึง ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อผ้าเยอะชิ้นขนาดนั้นเลย

    b5

    มีเด็กสาวคนหนึ่งตัดพ้อกับผมว่า ทำไมนักท่องเที่ยวถึงชอบซื้อของกันแต่ในร้านใหญ่ ๆ ไม่มาซื้อของ ๆ เธอบ้าง ทั้ง ๆ ที่ร้านเหล่านั้นก็มีฐานะดีอยู่แล้ว แต่ครอบครัวของเธอเองมีฐานะยากจนไม่สามารถที่จะมีร้านเป็นของตนเองได้ จึงต้องนำผ้ามาวางขายในศูนย์หัตถกรรมนี้ ทำไมไม่มาอุดหนุนเธอบ้าง ผมเองก็เห็นด้วยกับเธออยู่ภายใน แต่เมื่อเห็นแววตาของเด็กสาวคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเพื่อนของเธออีก 4-5 คนอยู่ข้าง ๆ ติดกัน ทุก ๆ คนต่างก็มีแววตาและสื่ออะไรบางอย่างที่ผมรับรู้ได้เหมือนกันหมดทุกคน นั่นก็คือแววตาที่ว่า “ซื้อของ ๆ ฉันสิ” ผมเองก็ลังเลและลำบากใจที่จะตัดสินใจซื้อผ้าของเธอ คงได้แต่ยิ้มและบอกเธอว่า “ผมไม่ได้ใช้เสื้อผ้าเหล่านี้หรอก ให้พวกผู้หญิงเขาซื้อกันเถอะ”

    ขากลับจากบ้านผานม พวกเราแวะชม สันติเจดีย์ ซึ่งตระหง่านอยู่บนเขาสูงพอ ๆ กับพระธาตุพูสี แต่อยู่กันคนละฝั่งของแม่น้ำคาน เมื่อขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปภายในสันติเจดีย์แล้ว พวกเราก็ปีนป่ายกันขึ้นไปตามขั้นบันไดภายในพระเจดีย์จนถึงยอดเจดีย์ ซึ่งเป็นเพียงห้องเล็ก ๆ ใต้ยอดเจดีย์มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ด้านบน พวกเรามุดออกจากเจดีย์ทางช่องเล็ก ๆ ข้างเจดีย์ออกไปยังลานซีเมนต์ข้างนอกเจดีย์ ตรงจุดนี้เราสามารถชมทัศนียภาพของเมืองหลวงพระบางได้รอบทิศเลยทีเดียว เป็นมุมที่ต่างจากการมองจากยอดภูสี ที่ยอดภูสีจะเห็นตัวเมืองเป็นส่วนมาก แต่ที่สันติเจดีย์สามารถมองออกไปได้ไกลกว่า ในส่วนที่เป็นไร่นาและภูเขาห่างไกลจากเมืองหลวงพระบาง เป็นภาพเมืองหลวงพระบางที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ละเลยที่จะขึ้นไปชมกัน จากที่เราต้องเดินออกไปบนลานซีเมนต์ของยอดสันติเจดีย์ตอนช่วงเที่ยงวัน ที่แดดร้อนเปรี้ยงด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย ต่างคนต่างก็ได้เห็นแต่ละคนเดินผสมแด๊ซน์กันด้วยท่าประหลาด ๆ เป็นที่เฮฮาสนุกสนาน

    b7

    หลวงพระบางมีน้ำตกธรรมชาติที่ขึ้นชื่อของเมืองคือ น้ำตกตาดกวางซี อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ลงไปประมาณ 25 กม. ของเมืองหลวงพระบาง ในวันหยุดหรือวันเทศกาลจะมีชาวหลวงพระบางเดินทางไปพักผ่อนกันที่น้ำตกแห่งนี้เป็นจำนวนมาก เหมือนเช่นน้ำตกดัง ๆ ของไทย น้ำตกตาดกวางซีเป็นน้ำตกหินปูนขนาดกลาง แบ่งเป็น 3 ชั้นใหญ่ ๆ สามารถเดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดของน้ำตกได้ลักษณะคล้ายน้ำตกทีลอซูของเรา แต่เล็กกว่ามาก ผมชักชวนเพื่อนคู่ใจปีนป่ายขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดของน้ำตกที่ไม่ค่อยจะมีใครสนใจที่จะขึ้นไปกันนัก ที่ชั้นล่างสุดมีนักท่องเที่ยวกว่าร้อยคน แต่เมื่อเลยจากชั้นที่ 2 ขึ้นไปเพียงนิดเดียวก็สงัดจากผู้คนไปในทันที แล้วความแปลกใจก็มาเยือนแก่ผม เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของน้ำตกก็พบฝูงม้าเลี้ยงอยู่หลายตัว ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างขวาง มีกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งอยู่ปลายทุ่งหญ้าฟากโน้น ท่ามกลางป่าเขาทะมึนอยู่เบื้องหลัง ผมแปลกใจว่า ยังมีผู้คนดั้นด้นขึ้นมาอาศัยอยู่บนน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างไร พยายามที่จะหาหนทางอื่น ๆ นอกจากการปีนน้ำตกขึ้นไปก็ไม่น่าจะมีเส้นทางอื่น ๆ อีก เพราะภูมิประเทศเป็นหุบเขาสูงชัน ไม่น่าจะมีทางเข้าใด ๆ เกลี่ยลาดเพื่อที่จะเดินขึ้นไปหรือขนสัมภาระได้อย่างง่าย ๆ

    ในตอนที่ผมและเพื่อนไต่น้ำตกกลับลงมา ก็พบชายฉกรรจ์คนหนึ่งกับเด็กเล็ก ๆ อายุสัก 7-8 ขวบอีก 3 คน ไต่น้ำตกขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ดูจากลักษณะท่าทางของพวกเขาก็สันนิษฐานได้ว่า เป็นชาวบ้านพื้นถิ่นแห่งนี้ และที่ผมคิดในใจเองว่า พวกเขานี่เองที่เป็นเจ้าของฝูงม้าและบ้านน้อย ท่ามกลางขุนเขาเบื้องบนห่างไกลจากผู้คนภายนอกอย่างลิบลับ เส้นทางที่พวกเขาใช้สัญจรติดต่อกับโลกภายนอก็คือน้ำตกตาดกวางซีนี่เอง ในขณะที่ต้องไต่เขาสวนทางกัน ต่างฝ่ายต่างก็เห็นกันด้วยความฉงนสนเท่ห์ ไม่ทันที่จะเอ่ยปากทักทาย พวกเขาก็ปีนขึ้นไปพรวด ๆ ด้วยความคล่องแคล่วกว่าผมหลายเท่า เพียงชั่วอึดใจเดียว พวกเขาก็เร้นกายหายไปจากสายตาของผม วิถีชีวิตที่สุขสงบ ร่มเย็น สมถะ และพึ่งตนเองกับธรรมชาติกว้างใหญ่ ด้วยแรงกายและแรงใจของคนในครอบครัวไม่กี่คน มันยิ่งใหญ่และอลังการอยู่ในความคิดของผม การเข้าถึงพื้นฐานของชีวิต มีเพียงแค่หากินและหาอยู่นั้น เป็นสำนึกสัมผัสที่ช่างห่างไกลจากวิถีชีวิตของคนเมืองอย่างยากที่จะหาขอบเขตได้

    b32

    หากแม้นการไปเยือนหลวงพระบางได้มีโอกาสเดินทางออกไปยังเมืองรอบ ๆ หลวงพระบางอย่างบ้านเชียงเงิน และชุมชนอื่น ๆ ที่ต้องเดินทางผ่าน ชุมชนส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำแทบทั้งสิ้น น้ำคานเป็นแม่น้ำที่สำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้ำโขง น้ำคานจะมีความใสสะอาดกว่า เป็นน้ำที่บริสุทธิ์ ไม่มีมลภาวะ นำมาหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนได้ดี ระหว่างสองข้างทางริมน้ำคานที่ผมได้เดินทางผ่านไป ล้วนเต็มไปด้วยการทำการเกษตรที่ปลูกกันอยู่ริมแม่น้ำ ทั้งแปลงผักแปลงข้าว ช่วยสร้างสัมผัสจักษุที่งดงามแก่ผู้ที่พบเห็นได้ แม่น้ำส่วนใหญ่ของไทยก็เคยมีภาพเป็นเช่นนี้ในอดีตเช่นเดียวกัน วิถีชีวิตของผู้คนก็ไม่แตกต่างกับที่ได้เห็นที่ริมน้ำคาน แต่ ณ เวลาปัจจุบัน เหตุการณ์และวันเวลาต่างฉีกวิถีชีวิตของคนบนริมสองฝั่งแม่น้ำโขงออกจากกัน ด้วยความเชื่อและมุมมองของการปกครองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    เงาอดีตของวิถีชีวิตของไทยยังปรากฎอยู่ที่หลวงพระบาง และเมืองเล็ก ๆ หลายแห่งตามริมน้ำคาน แต่ภาพแห่งความหวังและอนาคตของชาวลาวก็มุ่งตรงมาที่วิถีชีวิตในเมืองใหญ่ ๆ ของไทย ผมพบคนลาวหลายคนที่ตัดพ้อกับวิถีชีวิตของตนเองว่ามีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ภาพแห่งความหวังของเขาส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองไทย การได้รับสื่อจากเมืองไทยผ่านทางสิ่งพิมพ์ วิทยุ และทีวี มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนลาว ที่อยากจะเอาเยี่ยงอย่าง และอยากมีวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เข้าใจว่าเป็นความเจริญอย่างนี้บ้าง หลายครั้งที่พวกเราถูกทักว่าเป็นดาราไทยคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ย่อมแสดงให้เห็นว่า วิถีชีวิตยุคใหม่ของไทยยังคงหลอกหลอนในจิตใจของคนลาวบางส่วนโดยเฉพาะวัยรุ่น เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการแห่งความลำบากของตน ไปสู่ชีวิตที่คิดว่าดีกว่าที่ตนเองเป็นอยู่ วัยรุ่นลาวมักจะคิดว่าคนไทยเป็นอย่างที่เห็นในละครทีวีช่อง 7 ที่แพร่ภาพไปถึงประเทศลาว วัยรุ่นลาวรู้จักน้องกบ พี่ศรราม พี่เต๋า พี่ตั้ว พี่สิเรียม ดีกว่าผมเสียอีก ไม่แตกต่างจากคนไทยที่รู้จัก คีนูรีฟ เดมี่ มัวร์ ผ่านทางภาพยนตร์อเมริกัน แต่บางครั้งผมก็เชื่อว่า ยังมีคนลาวที่รู้ซื้งว่า วิถีชีวิตของไทยที่แท้จริงนั้น ละเอียดลึกซื้งและแตกต่างจากที่เห็นในทีวีมากขนาดไหน

    b23

    การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้คนที่มีความแตกต่างกันทั้งทางกายภาพและทางมโนคติ ต่างเป็นองค์ประกอบของความเคลื่อนไหวของชีวิต ที่มักจะเรียกกันติดปากอยู่เสมอว่า “สังคม” ในพื้นที่แห่งหนึ่ง ๆ มีความเคลื่อนไหวของสังคม เป็นเหมือนระลอกคลื่นในมหาสมุทรที่ม้วนตัวขึ้นลงไม่รู้จบสิ้น ตราบเท่าที่ยังมีกระแสลมหรือพายุ ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของเกลียวคลื่น ระลอกคลื่นหนึ่ง ๆ ของสังคมแต่ละแห่ง ต่างถาโถมซาซัดเข้าหากันจนขยายวงกว้างจากในระดับหมู่บ้านจนถึงระดับโลกอภิวัตร ที่ในปัจจุบันเรียกการพัดพาของคลื่นสังคม วัฒนธรรม และค่านิยมของผู้คนที่ปฏิบัติเอาเยี่ยงอย่างกันว่า Globalization

    b9

    ประเทศลาวหลบเร้นจากการหลั่งไหลของการปฏิสัมพันธ์แห่งสังคมโลกมาได้ชั่วเวลาหนึ่ง จากผลของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครอง ตราบจนปัจจุบัน สรรพสิ่งทั้งดีและเลวกำลังคืบคลานเข้าไปมีส่วนปฏิสัมพันธ์กันกับสังคมลาว จุดเปลี่ยนแปลงอย่างการก้าวเท้ายาว ๆ ของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวต่างถาโถมเข้าไปมีส่วนร่วม เฝ้าดู ตั้งคำถาม หาคำตอบ และจนกระทั่งเข้าไปมีส่วนร่วมในบทบาทวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนลาว ขนมธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตของโลกภายใน กำลังประสานสัมพันธ์กันกับโลกภายนอกอย่างสอดคล้องและขัดแย้ง

    มักจะมีคนกล่าวกันว่า การมาเยือนเมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้างอย่างหลวงพระบางนี้ เสมือนหนึ่งได้ย้อนอดีตกลับมาดูเมืองหลวงแห่งล้านนาอย่างเชียงใหม่เมื่อ 30 ปีมาแล้ว ถ้าจะมีใครคิดและเห็นอย่างนั้นก็ได้ ย่อมไม่ผิด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นในสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็คือ รากเหง้าของความเป็นอาณาจักรล้านช้างและล้านนา ที่ไม่น่าจะแตกต่างกันเมื่อในอดีตก็คือ ภาวะจิตใจของประชาชน ภาวะจิตใจที่ว่าก็คือ ความยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ซึ่งประชาชนในหลวงพระบางยังคงมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวอยู่เช่นเดิม ตลอดเวลาที่อยู่ในหลวงพระบาง ผมไม่เห็นคนหลวงพระบางคนใดมีความเครียดเลย ต่างกับเชียงใหม่ ที่ภาวะจิตใจแบบล้านนาค่อย ๆ ลบเลือนหายไป พร้อม ๆ กับการได้มาของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ในปัจจุบันคนเชียงใหม่และคนในแถบพายัพต่างตั้งคำถามกับรากเหง้าของตนเอง พร้อมทั้งเฝ้ามองว่าจะถูกพัดพาไปในทางใด และจะเลือกวิถีทางของตนเองในอนาคตเป็นเช่นไร ในภาวะที่จะมีอายุครบ 700 ปีอยู่เบื้องหน้านี้แล้ว แต่อย่างไรก็ดี ชาวเมืองในหลวงพระบางยังไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่ว่าจะต้องตั้งคำถาม และหาแนวทางของตนเองแต่อย่างใด เพราะนี่เป็นเพียงปฐมบทของสังคมโลกสำหรับชาวหลวงพระบาง ที่ยังมีวันเวลาและเหตุการณ์อยู่อีกระยะหนึ่งพอสมควร สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตข้างหน้า ชาวเมืองส่วนใหญ่ยังคงมีความเป็นล้านช้างเดิม และรู้สึกภาคภูมิใจกับวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองในอดีตของตน

    b31

    รากเหง้าของภาวะจิตใจเช่นที่ว่า ล้วนก่อให้เกิดสังคม วัฒนธรรม และบ้านเมืองที่รุ่งเรืองงามตา หากแม้นปราศจากจิตใจที่ดีงามของผู้คนโดยส่วนใหญ่แล้ว ความงดงามทางศิลปะ วัฒนธรรม และสังคมของอาณาจักรล้านนา-ล้านช้าง ก็มิอาจปรากฎต่อสายตาของคนรุ่นเราขึ้นมาได้ สิ่งที่เราได้พบเห็นทุกอย่างในหลวงพระบาง ย่อมบ่งบอกอดีตอันรุ่งเรืองของอาณาจักรแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันเราก็ยังคงเห็นได้อยู่ในหลวงพระบาง ในขณะที่บ้านเรานั้นรากเหง้าและภาวะจิตใจที่ดีงามเป็นเหมือนขอนไม้ผุพังอยู่ ริมน้ำ ที่กำลังเน่าเปื่อยเป็นธุลีอยู่ทุกขณะ

    ที่หลวงพระบาง ผู้คนยังคงแย้มยิ้มสดใส . . .
    และน้ำโขงยังคงไหลลอดทอดเลี้ยวอยู่ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ . . .

    เอกสารประกอบการเขียน

    1. มล.สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์ จากหลวงพระบางถึงเวียงจันทร์ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ 2535
    2. กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมลาว วัดยู่ นครหลวงพระบาง สำนักพิมพ์แห่งรัฐ 2534
    3. ขจัดภัย บุรุษพัฒน์ แลลาว แพร่พิทยา 2537
    4. จิระนันท์ พิตรปรีชา ศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว หลวงพระบาง อนุสาร อ.ส.ท.
    5. Thongsa Sayvavongkhamdy “HOKHAM” Guide to the royal palace Lao PDR.

    Tags: , , , ,

  • Eat Am Are 25.07.2000 No Comments

    โดย … พาฝัน

    คนหลายสิบล้านคนบนโลกนี้ เริ่มกิจกรรมเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟร้อน ๆ คาเฟอีนในกาแฟ และควันร้อน ๆ จากน้ำเดือดในถ้วยกาแฟ ผสมกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟ ช่วยปลุกให้เราตื่นได้ดีทีเดียว

    เมื่อกาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของชนทั่วโลก วัฒนธรรมร้านกาแฟก็เติบโตควบคู่กันไป ในอดีตร้านกาแฟในยุโรปเป็นที่พบปะสมาคมกันในหมู่คนหลากหลายอาชีพ นักคิด นักวิพาษ์สังคม รวมไปถึงศิลปิน . . . จนมาถึงเมืองไทยสภากาแฟที่ร้านอาโก ก็เป็นที่พบปะประจำวันของบรรดามวลสมาชิกที่จะมาแลกเปลี่ยนข่าวสารทั้งวงนอกและวงใน เป็นที่เชียร์มวยและลุ้นบอล และยังเป็นที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำชุมชนอีกด้วย

    ถึงวันนี้ร้านกาแฟอาโกก็เสื่อมความนิยมไปตามกาลเวลา แม้ว่าจะมีคนบริโภคกาแฟเพิ่มมากขึ้นก็ตาม ภาพกาแฟดำชงในถุงผ้ายาน ๆ ใส่กระป๋องนมข้นเจาะรูร้อยเชือกตรงกลางหาดูได้ยากเต็มที กลายเป็นร้านกาแฟทันสมัย เรียกกันว่าคอฟฟี่ช็อบคาเฟ่ คอฟฟี่เฮ้าส์ แต่ถ้าจะเก๋ไก๋ที่สุดก็ต้องเป็นไซเบอร์คาเฟ่ (Cybercafe) บริการพร้อมอินเตอร์เน็ต

    วัฒนธรรมการปะทะสังสรรค์ทางความคิดตัวต่อตัวเริ่มร่อยหรอไป กลายเป็นเพียงการสื่อสารกับคนที่อาจจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนที่อยู่ บนโลกดิจิตอล นอกจากมื้อเช้าแล้ว เวลากาแฟยังถูกแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไป ในออฟฟิศจะมีเวลาคอฟฟี่เบรกเช้า - บ่าย เวลาหนึ่งถ้วยกาแฟนี้เป็นเวลาที่จะสลัดความง่วงงุนให้หลุดไป พักสมอง เปลี่ยนอิริยาบถได้เดินมาชงกาแฟที่ห้องแพนทรีของบริษัท และบางครั้งความคิดดี ๆ ก็เดินทางมาในตอนนี้เช่นกัน หลังอาหารกลางวันและเย็น กาแฟถูกเสนอให้เป็นอาหารจานสุดท้ายสำหรับล้างปากล้างคอ แต่เพื่อสุขภาพแล้ว ไม่ควรตอบรับทุกครั้งที่มีคนมาเสนอกาแฟให้ เพราะไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 2 ถ้วย

    ยังไม่เคยมีใครฟันธงลงไปว่า จิบกาแฟแกล้มกับอะไรจึงจะถูกกันที่สุด

    เรื่องนี้ต่อให้คอกาแฟมาเถียงจนคอขึ้นเอ็น ก็ไม่สามารถหามติเอกฉันท์ได้ ต้องยกไว้ให้เป็นเรื่องของรสนิยมน่าจะถูกต้องกว่า แต่ผู้สื่อข่าวสายสภากาแฟของเราที่ตระเวนชิมกาแฟอยู่ทั่วไปรายงานว่า กับแกล้มกาแฟฮิตสุดของคอกาแฟไทยแลนด์ ต้องเป็นปาท่องโก๋จิ้มนมข้นเท่านั้น แต่หน้าตาของปาท่องโก๋จะสั้น จะยาว จะเหนียวหนึบ หรือกรอบร่วนขนาดไหน อันนี้ไม่เกี่ยง ละแวกร้านออนล็อกหยุ่นย่านหลังวังบูรพา คอกาแฟเป็นจิ๊กโก๋รุ่นเดอะ และอาแปะนักธุรกิจในย่านนั้นนิยมอเมริกันเบรกฟาสต์ จิบกาแฟดำคั่วเมล็ดเอง กับขนมปังขาวเนื้อเหนียวหนานุ่ม ไข่ดาวและเบคอนทอดจนกรอบเกรียมชุ่มฉ่ำ

    ที่สภาโกปี้ จ.ตรัง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟเขาช่องมีชื่อในเมืองไทย

    รับประทานคอหมูย่างแกล้มกาแฟดำ นัยว่าเอารสขมไปตัดความเลี่ยน ถึงจะเป็นภาคใต้เหมือนกับจังหวัดตรัง แต่สภากาแฟที่จังหวัดสงขลา และนครศรีธรรมราชนั้นนิยมเริ่มต้นมื้อเช้าด้วยกาแฟและขนมหวานจัด เช่น ข้าวเหนียวสังขยา และข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ ส่วนทางใต้ที่เป็นพี่น้องมุสลิมกินโรตีทอดโรยนมและน้ำตาลแทน

    ส่วนคอกาแฟในเมืองนั้น ถ้าเป็นร้านอาโกแบบเก่าที่ยังหากินได้ตามตลาดในตัวเมือง สถานีรถไฟ ท่ารถ บขส. ก็มีกาแฟบริการพร้อมกับไข่ลวก ปาท่องโก๋ แต่ถ้าอยู่ที่บ้านส่วนใหญ่ก็ชงกาแฟผงอินสแตนท์กินกับขนมปังปิ้ง หรือขนมอบจำพวกเพสตรี้ เช่น พาย คุกกี้ เป็นต้น

    ที่ร้าน All About Coffee ที่อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น ทั้งพลเมืองอ.ปายและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างก็ยกนิ้วให้บราวนี่สูตรป้า เบ็ตตี้ ครูเกอร์นั้น ใครกินเข้าไปต่างก็แซ่ซ้องว่าเด็ดขาดนัก

    กับแกล้มอินเตอร์คู่กับกาแฟที่พบเห็นได้ในทุกที่ เห็นจะไม่พ้นหนังสือพิมพ์และควันบุหรี่

    แต่สำหรับคอกาแฟตัวจริงนั้น การได้ดื่มกาแฟรสหอมกรุ่นชงด้วยน้ำร้อนจัดจริง ๆ ซดเข้าไปเฮือกแรก ก็ร้อนผ่าววาบเข้าไปถึงทรวง แค่นี้ก็เป็นสุขพอแล้ว.

    ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Summer ฉบับพฤษภาคม - มิถุนายน 2543
    ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่จากผู้เขียนอย่างถูกต้อง

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    เผลอแป๊บเดียวล่วงเข้ามาสู่ครึ่งปีหลังของ 2543 แล้ว เร็วยังกับฝันไป หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นผลพวงที่เกิดจากเศรษฐกิจอับปาง ตั้งแต่ปี 2540 ดูเหมือนดีขึ้น ผงกหัวขึ้นมาเป็นทิวแถว ไม่ว่าตัวเลขของการซื้อขายตามห้างสรรพสินค้า การลงทุน เสียอย่างเดียวตัวเลขหนี้สินของเมืองไทยเพิ่มสูงขึ้น เพียงแต่เปลี่ยนจากหนี้ BIBF เป็นหนี้ของรัฐ และคำว่า “รัฐ” ก็คือของประชาชนคนไทยทุกคน

    เศรษฐกิจที่ว่าดีนั้น ตัวส้มจี๊ดไม่รู้ว่าตกหล่นอยู่แถวไหน แต่ก็คงจริง เพราะเห็นโฆษณาออกมาหนาแน่นขึ้น แมกกาซีนใหม่ออกตามแผง แสดงว่าบริษัทต่าง ๆ เริ่มใช้งบโฆษณากันมากขึ้น แต่ทว่าธุรกิจห้องแถวกลับดูฝืดเคียง ฮ้อ คิดแล้วกลุ้ม ตัวอย่างรูปธรรมดังเช่น เมื่อก่อนถนนสายหนึ่งมีร้านอาหารประมาณสามสี่ร้าน พอเศรษฐกิจล่ม ลูกหลานเปิดหน้าบ้านเป็นร้านอาหาร ไม่นับตามฟุตบ๊าธที่มีร้านข้าวแกงแผง จิ้มจุ่มแผงลอยขึ้นแซมอีก ทีนี้คนซื้อเท่าเดิม แต่ตัวขายกลับเพิ่มมากขึ้น คนก็เวียนเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ แต่ละเดือนยอดขายก็เลยซึม ๆ แต่ขอโทษทีเถอะ ถ้าเทียบกับร้านฟาสต์ฟู้ด ยอดขายจะดูดีกว่าเยอะ คนเนืองแน่น ดังนั้นแฟรนไชส์เมืองนอกจึงแห่เข้ามาเป็นทิวแถว ทั้ง ๆ ที่รสชาติอาหารก็นั้น ๆ แต่การตลาดที่เน้นความสุนทรียภาพของอารมณ์ผู้บริโภค ทำให้คนไทยแห่เข้าอุดหนุนอย่างคับคั่ง เขาเรียกกันว่า “บริโภคบรรยากาศ” ไงครับท่าน

    หันมาดูพวกห้างสรรสินค้า ที่ตอนนี้ช่วงชิงทำเลทอง ราคาถูก แห่เปิดโครงการใหม่ ๆ กันจ้าละหวั่น เช่น แถวพระรามสี่ฝั่งหนึ่งมีโลตัส อีกฝั่งมีคาร์ฟูร์ ตั้งประจันกัน แถมเปิด 24 ชั่วโมง ร้านโชวห่วยแถวนั้นเลยนั่งซึม ดูรายใหญ่เขาค้าขายกันอย่างสนุกสนาน ที่สำคัญการเปิด 24 ชั่วโมง เลียนแบบร้านสะดวกซื้อข้ามชาติ ไม่ทราบผลาญกระแสไฟเท่าไร ซึ่งเท่ากับแย่งชิงขโมยน้ำของเกษตรกรไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงต้องสร้างความมั่นคงของกระแสไฟ ด้วยการสร้างเขื่อนขึ้น ปั่นไฟเข้าสู่ธุรกิจพวกนี้ เคยได้ยินมาว่าห้างสรรพสินค้าบางห้างใช้ไฟเท่ากับจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย เลยทีเดียว สงครามแย่งชิงทรัพยากรจึงเกิดขึ้น แต่ว่าความมั่งคั่งกลับกระจุกตัวอยู่ที่ยอดปิระมิดข้างบน ส่วนฐานล่างแค่หาข้าวปลาสักมื้อก็ลำบาก ทั้ง ๆ ที่ขยันหาเช้า หาค่ำ แต่กระแสน้ำที่ถูกทำให้เปลี่ยนทิศทาง ทำให้ปลาไม่สามารถขึ้นลงได้อิสระเหมือนเมื่อก่อน ทำให้อาหารการกินฝืดเคืองขึ้น เกิดเป็นกรณีปากมูลอย่างที่เห็น นั่งซึมกันประท้วงอยู่ที่เขื่อนปากมูล

    อาการสุรุ่ยสุร่ายในการบริโภคนั้น ส้มจี๊ดเห็นแล้วถึงกับสังเวช กลุ่มคนฐานล่างต้องอุ้มชูฐานบน ผลของโชวห่วย ร้านอาหารห้องแถว ที่รายได้เขยิบถดถอย แต่ก็เป็นกลุ่มคนเดียวกันที่เข้าไปซื้อในห้างสรรพสินค้า ความจริงเราน่าจะมีการบัญญัติควบคุมการค้าตามท้องถนนสักบ้าง การแห่เปิดอะไรที่เกินพอดีกับตลาด สักวันต้องพากันปิดลง ก็คงไม่พ้นการเจ็บตัวอีกระลอก เช่น ปลดคนออก ปิดห้าง เป็นต้น เหมือนตอนนี้ที่ธนาคารแห่กันปิดสาขาเพื่อลดค่าใช้จ่าย การเปิดเสรีตามกติกาการค้าเสรี โดยปราศจากการกำกับ สุดท้ายก็คงตายหมด ตัวอย่างการเปิดเสรีการเงิน แหล่งเงินกู้ BIBF ราคาถูกเข้ามาเกลื่อน ผลสุดท้ายคนไทยทุกคนแบกหนี้เท่าเทียมกัน ทั้งที่แต่ละคนสร้างหนี้ไม่เท่ากันเลย เป็นผลพวงจากคนกลุ่มเดียวเท่านั้นเอง

    ตอนนี้เมืองไทยปลุกกระแส SME เท่าที่สังเกตจะเน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมรับจ้างเหมาช่วงกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มจะเป็นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะทางราชการพยายามผลักดันให้ไทยเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลาง และย่อมที่รองรับการขยายตัวของบรรษัทข้ามชาติ เพื่อดึงดูดทุนเข้ามา ทั้งนี้เพื่อหวังเงินตราต่างประเทศเอาไปใช้หนี้ ถึงจุดนี้บางท่านอาจจะงงว่าแล้วมันไม่ดีตรงไหน ตัวส้มจี๊ดเหลือบเห็นข่าวกรอบเล็กหน้าเศรษฐกิจของมติชน ใจความประมาณนี้ว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์เตือนว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ของไทยที่นำเงินตราต่างประเทศเข้ามา เป็น SME ที่พึ่งเงินตราจากต่างประเทศ ส่วนน้อยที่เป็นเงินทุนภายในประเทศ” สรุปแล้วหมายความว่าประเทศไทยยังยืมจมูกคนอื่นหายใจ มันน่าคิดละครับท่านผู้อ่าน ส้มจี๊ดว่าไทยเรามีอะไรดีอยู่มาก เพียงแต่จะผลักดันให้ออกมาเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น ไม่ว่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร แต่ภาครัฐก็ยังไม่สร้างทิศทางที่ชัดเจนในการช่วยส่งเสริมธุรกิจไทยเราเอง ตอนนี้ประเทศผู้ซื้อขาโจ๋ทั้งหลายก็รวมตัวออกกฎสกัดและกีดกัน ดังเช่น ออกมาตรการ ISO เอย QS สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ แล้วยังมี SQF 2000 สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ยังไม่นับรวมเรื่องบรรษัทภิบาลที่สถาบันคีนันกำลังปลูกฝังอยู่ แล้วประเทศไทยจะทำยังไง เราต้องพึ่งพาทั้งเงินทุน นวตกรรม และตลาด ที่เขาวางหมากมาให้เราเดิน สุดท้ายส้มจี๊ดที่กำลังซึม ๆ ด้วยอาการหวัด เหลือบเห็นข้อเขียนของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ตีพิมพ์ลงมติชน ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2543 ว่า

    “สิทธิทางเศรษฐกิจก็เหมือนสิทธิทางการเมืองนั่นแหละ หากประกาศออกมาโดยไม่มีเงื่อนไขรองรับให้ปรากฎเป็นจริง ก็เท่ากับสร้างความชอบธรรมให้คนหยิบมือเดียวไปครอบงำเอาเปรียบคนส่วนใหญ่

    แต่จะว่าไปพวกทุนข้ามชาติก็ไม่ได้คิดว่าภาครัฐของฝ่ายไทยเท่านั้น ที่มีปัญหาในด้านการบริหารจัดการ แม้ในส่วนของประชาชนเขาก็คิดว่าล้าหลังและไร้ประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นจึงอยากเข้ามา ปฏิวัติ ตั้งแต่การค้าปลีกไปจนถึงการผลิตทางเกษตรเลยทีเดียว ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเขา ปฏิวัติ ประสิทธิภาพในเรื่องการคลังหรือการเงินการธนาคารของเราไปเรียบร้อยแล้ว

    พี่น้องทางอีสานเล่าให้ผมฟังว่าวันแรกที่ห้างสรรพสินค้าของทุนข้ามชาติมาตั้งที่จังหวัดของเขา ยอดขายที่ทำได้ขึ้นสูงถึงนับสิบล้านบาท แต่ภายในคืนนั้นเองเงินก็ถูกส่งเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งเราพอจะเดาได้ว่าต่อจากกรุงเทพฯ น่าจะเป็นที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ประเทศไทย

    ส่วนพี่น้องทางภาคตะวันออก็เล่าอะไรคล้าย ๆ กันให้ฟัง แถมข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลังจากห้างเหล่านี้มาตั้งแล้ว พวกร้านชำท้องถิ่นที่ขายตั้งแต่เครื่องกระป๋อง ยาสีฟันจนถึงผักสด ก็ค่อย ๆ ล้มละลายทีละเจ้าสองเจ้า จากนั้นห้างใหญ่ก็กำหนดราคาซื้อสินค้าเข้าห้างแต่ฝ่ายเดียว จนคนเลี้ยงไก่ปลูกผักแทบจะเสียสติกันไปหมด หลายคนเริ่มเปลี่ยนฐานะจากเจ้าของกิจการรายย่อยกลายเป็นลูกจ้างคนอื่น

    พูดกันอีกแบบหนึ่งก็คือ ตอนนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขอบเขตทั่วประเทศ ได้แก่สภาพที่วิถีชีวิตเดิมกำลังถูกกวาดล้างโดยวิถีแห่งทุนใหญ่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”.

    Tags: ,

  • เคยรึเปล่าครับว่า เราทำอะไรให้ลูกเห็นแล้วเขาก็ทำตามโดยที่เขาไม่รู้หรอกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีรึเปล่า และที่น่าแปลกใจก็คือ ครั้งเดียวเท่านั้นแหละที่ทำให้ลูกของเราจดจำไปตลอด หากเป็นเรื่องไม่ดี ผู้ใหญ่ก็ต้องตามแก้ภายหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ

    ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ลูกของผมเกิดมาจนอายุ 2 ขวบ ผมจะสอนให้แกไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น รวมทั้งฟ้าร้องด้วย พ่อแม่ทุกคนคงแปลกใจนะครับว่าทำไมเด็กอยู่ ๆ ก็เกิดอยากกลัวฟ้าร้องขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่บางครั้งแกยังไม่รู้จักฟ้าร้องด้วยซ้ำ ครั้งเดียวก็เกินพอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลูกของผมกำลังเล่นอยู่กับเด็กคนอื่นๆ กลางสนาม และแล้วท้องฟ้าก็ทำท่าจะมีฝน ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้แถวนั้นก็พยายามเรียกเด็กให้เข้ามาในบ้าน ส่วนลูกของผมคงเป็นเพราะค่อนข้างดื้อ จึงไม่ยอมทำตามแต่โดยดี ผู้ใหญ่คนนั้น ก็เลยใช้วิธีหลอกในขณะที่ฟ้าร้องว่า “ไม่กลัวหรือไง ฟ้าร้อง หนีเข้ามาเร็ว” เพียงเท่านี้แหละครับ กลัวฟ้าร้องมาตลอดเลย ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักฟ้าร้องว่าคืออะไร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 3 เดือนแล้ว แกจะวิ่งหนีมาหาผมหรือแม่ของแกเวลาที่ฟ้าร้องทุกครั้ง ถ้าเราไม่ยอมอุ้มแกขึ้นมา แกก็จะร้องไห้ ผมกับแม่ของแกก็พยายามแก้ปัญหา โดยการบอก ให้กำลังใจ และสอนให้แกไม่ต้องกลัว แต่แกก็ยังเลือกที่จะเชื่อตามความเชื่อเริ่มต้นของแกว่า ฟ้าร้องนั้นน่ากลัว

    เรื่องการซื้อขนมให้ลูกก็เหมือนกัน ผมพยายามบอกกับภรรยาว่า ขนมหวาน ๆ ไม่มีประโยชน์ หรือพวกกรอบ ๆ แต่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร อย่าซื้อให้ลูกกิน เพราะแกจะติดขนมแล้วไม่ยอมกินข้าว ภรรยาของผมกลับคิดว่า ตอนเด็ก ๆ ลูกไม่ได้กินขนมเหมือนเด็กคนอื่นเค้า ก็น่าสงสาร แต่ผมก็รู้สึกขัดแย้งอยู่ดี ผมคิดว่า อะไรเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ใหญ่ก็สมควรที่จะให้เขาเต็มที่ อะไรไม่จำเป็นก็ควรสอนให้ลูกรู้ว่า ไม่ได้มาเป็นของเรา ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ไม่ใช่จะตามกระแสสังคม อยากได้ทุกอย่างในโฆษณา

    ในที่สุด ภรรยาผมก็ซื้อขนมให้ลูกอยู่ดี ครั้งเดียวก็เกินพอนะครับ หลังจากนั้น แกก็เรียกร้องทุกครั้งที่ได้เดินเข้าใกล้ร้านสะดวกซื้อ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต แกจะตื้อให้ซื้อขนมให้ได้ ถ้าพ่อแม่ไม่ซื้อก็ไม่ยอม เพราะว่าเมื่อครั้งก่อน แม่เคยซื้อให้ พอมาถึงครั้งนี้ แกไม่เข้าใจหรอกครับว่า ทำไมแม่ไม่ยอมซื้อให้ ในสถานการณ์แบบนี้ ก็จะเกิดการประลองกำลังกันขึ้น มาตรการกระชากลากคุณแม่ ร้องไห้เสียงดังให้คุณแม่อาย ลงไปดิ้นกับพื้น นี่แหละครับ พิษสงของครั้งเดียวก็เกินพอ ในแง่ที่พ่อแม่คิดไม่ละเอียด การให้ที่ไม่ได้ระวังว่า เด็กจะเสียนิสัยหรือไม่

    Tags: , , ,

  • สวัสดีครับแฟน ๆ สาระสารทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะแฟน ๆ เสพอักษร

    ฉบับนี้ขึ้นต้นแปลกๆ แต่ผมว่าดีนะครับ เป็นธรรมเนียมไทย เจอะเจอกันก็ทักทายกันด้วยสวัสดี หรือยกมือไหว้กันก็เพิ่มความรู้สึกที่ดีต่อกันมากขึ้น ผมเริ่มทักทายด้วยคำว่าสวัสดีตั้งแต่ฉบับนี้เลยก็แล้วกัน

    เสพอักษรฉบับนี้ ไม่มีหนังสือมาให้เสพ อย่าเพิ่งตกใจครับมีอย่างอื่นมาให้เสพแทน ฟังดูหน้ากลัวนะครับกับคำว่าเสพ ไม่ต้องกลัวครับ พวกเราเสพแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ทั้งนั้น

    ผมไปได้ปฏิทินปี 2543 จากเพื่อนคนหนึ่ง เป็นแบบแขวนผนัง หน้าแรกเป็นชื่อพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพร้อมโลโก้ขนาดยักษ์ติดหราอยู่ แถมมีชื่อนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนี้อยู่ เป็นผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์ แต่สิ่งที่จะนำมาแบ่งกันเสพ เป็นงานที่พิมพ์อยู่ในปฏิทิน ก็ไม่รู้ว่าเคยตีพิมพ์ในหนังสือ หรือเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน แต่เห็นว่ามีประโยชน์ขอคัดลอกมาทั้งหมด

    งานเขียน “กระบวนการทางปัญญา” ของอาจารย์หมอ ประเวศ วะสี ตีพิมพ์อยู่ในปฏิทินที่ผมกำลังจะแนะนำ แสดงให้เห็นว่าจากนี้เป็นต้นไปกรอบของ “เสพอักษร” ไม่จำเป็นต้องแนะนำแค่หนังสืออีกแล้ว และก็ไม่จำกัดอยู่ที่สื่อที่เป็นสิ่งพิมพ์เท่านั้น เราจะพยายามนำงานที่ดีมีประโยชน์มานำเสนอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะไปปรากฎอยู่ที่ใด พิมพ์อยู่บนแก้วน้ำ เขียนอยู่บนผนังห้องน้ำสาธารณะ หรือแม้กระทั่งอยู่บนถุงใส่กล้วยแขก

    แต่ก่อนที่เราจะนำมาแนะนำ ก็ต้องกลั่นกรองแล้วว่ามีประโยชน์จริง ๆ ไม่ว่าสาระหรือบันเทิง และที่สำคัญต้องไม่กระทบกับตัวบุคคล หรือส่วนรวมอย่างเด็ดขาด จากนี้ไปเพื่อไม่ให้เสียจังหวะขอให้พวกเราร่วมเสพงานที่ดีและมีประโยชน์ได้ ณ บัดนี้

    กระบวนการทางปัญญา โดย…ศ.นพ.ประเวศ วะสี

    ๑. ฝึกสังเกต สังเกตในสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อ หรือในการทำงาน การฝึกสังเกต จะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทัศน์ และวิธีคิด สติ-สมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกตและสิ่งที่สังเกต

    ๒. ฝึกบันทึก เมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก โดยจะวาดรูปหรือบันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ ละเอียดมากน้อยตามวัยและตามสถานการณ์ การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา

    ๓. ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่ม เมื่อมีการทำงานกลุ่ม เราไปเรียนรู้อะไรมาบันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้ เพื่อนหรือครูรู้เรื่องได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนำเสนอ การนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนาปัญญาทั้งของผู้นำ เสนอและของกลุ่ม

    ๔. ฝึกการฟัง ถ้ารู้จักฟังคนอื่นก็จะทำให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่าเป็นพหูสูตร บางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตัวเอง หรือมีความฝังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้ ฉันทะ สติสมาธิ จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น

    ๕. ฝึกปุจฉา-วิสัชนา เมื่อมีการนำเสนอและการฟังแล้ว ฝึกปุจฉา-วิสัชนา หรือถาม-ตอบ ซึ่งเป็นการฝึกใช้เหตุ ผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้นๆ ถ้าเราฟังครูโดยไม่ถาม-ตอบ ก็จะไม่แจ่ม แจ้ง

    ๖. ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม เวลาเรียนรู้อะไรไปแล้ว เราต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่า สิ่งนี้คืออะไร สิ่ง นั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประโยชน์ ทำอย่างไรจะสำเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการฝึกการตั้งคำถาม ถ้า กลุ่มช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ ก็จะอยากได้คำตอบ

    ๗. ฝึกการค้นหาคำตอบ เมื่อมีคำถามแล้วก็ควรไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ จากตำรา จากอินเตอร์เน็ต หรือ ไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญจะสนุกและทำให้ ได้ความรู้มาก ต่างจากการท่องหนังสือโดยไม่มีคำถาม บางคำถามเมื่อค้นหาคำตอบทุกวิถีทางจนหมดแล้ว ก็ไม่พบ แต่คำถามยังอยู่ และมีความสำคัญ ต้องหาคำตอบต่อไปด้วยการวิจัย

    ๘. การวิจัย การวิจัยเพื่อหาคำตอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทุกระดับ การวิจัยจะทำให้ค้นพบความ รู้ใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความภูมิใจ สนุก และมีประโยชน์มาก

    ๙. เชื่อมโยงบูรณาการ ให้เห็นความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง เมื่อ เรียนรู้อะไรมาอย่าให้ความรู้นั้นแยกเป็นส่วน ๆ แต่ควรจะเชื่อมโยงเป็นบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมดใน ความเป็นทั้งหมดจะมีความงาม และมีมิติอื่นผุดบังเกิดออกมาเหนือความเป็นส่วน ๆ และในความเป็นทั้ง หมดนั้นมองให้เห็นตัวเอง เกิดการรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ดังนั้นไม่ว่าการเรียนรู้อะไร ๆ ก็มีมิติทางจริย ธรรมในนั้นเสมอ มิติทางจริยธรรมอยู่ในความเป็นทั้งหมดนั่นเอง ต่างจากการเอาจริยธรรมไปเป็นวิชา ๆ หนึ่ง แบบแยกส่วน แล้วก็ไม่ค่อยได้ผล ในการบูรณาการความรู้ที่เรียนรู้มาให้รู้ความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวเองนี้ จะนำไปสู่อิสรภาพและความสุขอันล้นเหลือ เพราะหลุดพ้นจากความบีบคั้นของความไม่รู้ การไตร่ตรองนี้จะ โยงกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ว่าเพื่อลดตัวกู-ของกู และเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันจะช่วย กำกับให้การแสวงหาความรู้ เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว มิใช่เป็นไปเพื่อความกำเริบแห่งอหังการ มมังการ และเพื่อรบกวนการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

    ๑๐. ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ ถึงกระบวนการเรียนรู้และความรู้ใหม่ที่ได้มา การเรียบเรียงทางวิชา การเป็นการเรียบเรียงความคิดให้ประณีตขึ้น ทำให้ค้นคว้าหาหลักฐานที่มาที่อ้างอิงของความรู้ให้ถี่ถ้วน แม่นยำขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการจึงเป็นการพัฒนาปัญญาของตนเองอย่างสำคัญ และเป็นประโยชน์ ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป

    โดย…นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: , ,

  • BikeLine 25.07.2000 No Comments

    โดย… กุล ปัญญาวงศ์

    พรรณพืชดื่มด่ำกับสายฝนพรำ โยกใบไหวเอนดุจเริงระบำรับวัสสานฤดู เราก็ดื่มด่ำกับฝนจากฟ้าเดียวกันได้ไม่แตกต่าง ท่ามกลางสายฝนที่พร่างพรมผืนดินและหมู่มวลชีวิต ซึ่งเราล้วนเป็นอณูหนึ่ง จักรยานเสือภูเขาที่ทำหน้าที่แบกรับสัมภาระไว้เต็มกำลัง มองดูคล้ายกับม้าต่างของคนภูเขาที่ใช้บรรทุกของเดินตามสันเขา กำลังพาเราเดินทางสู่อีกหนึ่งในเส้นทางผจญภัย

    เหมืองเต่าดำ ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ติดกับเทือกเขาตะนาวศรีที่เป็นปราการธรรมชาติกั้นพรมแดนไทย - พม่า ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้อากาศชื้นตลอดทั้งปีและฝนตกหนักในช่วงฤดูฝน ทำให้เส้นทางเข้าสู่เหมืองเต่าดำในฤดูกาลนี้แปรเปลี่ยนจากถนนมาเป็นเส้นทาง เดินของสายน้ำที่ไหลบ่าลงสู่พื้นที่ราบ ราวกับว่าเป็นพรมแดนของป่าแห่งนี้ที่กั้นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกได้ในช่วง เวลาหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทุกอย่างมักมีข้อยกเว้นเสมอ การเดินทางสู่เหมืองเต่าดำในฤดูฝนก็เช่นเดียวกัน นั่นคือเส้นทางแห่งนี้ไม่ได้ปิดกั้นหัวใจผจญภัยของนักเดินทางที่ใฝ่หา ธรรมชาติที่มากับพาหนะ “จักรยานเสือภูเขา”

    สู่เส้นทางผจญภัย

    รถกระบะที่บรรทุกจักรยานและสัมภาระที่จำเป็นพร้อมคน 4 คน ออกจากกรุงเทพฯ สู่กาญจนบุรี มุ่งหน้าสู่เขตตำบลบ้องตี้ที่มีท่อส่งก๊าซที่ขุดฝังจากพม่านอนสงบนิ่งอยู่ใต้แนวข้างทาง จนกระทั่งถึงสถานีอนามัยหน่วยมาเลเรีย นั่นคือจุดสุดท้ายของการเดินทางด้วยรถยนต์

    จักรยานทุกคันติดแร็กท้ายพร้อมกระเป๋าพาดท้ายสำหรับสัมภาระ ซึ่งประกอบด้วยของใช้ส่วนตัวและของที่ต้องใช้ร่วมกันคืออุปกรณ์ยังชีพกับ เสบียง รวมทั้งอุปกรณ์ซ่อมบำรุงและอะไหล่ที่จำเป็นในกระเป๋าใต้เบาะ และยางในสำรอง 1 เส้น ส่วนกล้องถ่ายรูปและเลนส์ เนื่องจากต้องหยิบใช้บ่อย ๆ และกันการกระแทก พวกเราจึงใช้วิธีสะพาย โดยมีสายรัดเอวเพื่อไม่ให้น้ำหนักถ่วงไหล่มากไป

    ขี่เสือฯ ตะลุยห้วย

    เมื่อ ทุกอย่างพร้อม เราออกเดินทางพร้อมกับข้าวห่อสำหรับมื้อกลางวัน ด่าน ตชด. ที่อยู่ไม่ห่างจากสถานีอนามัยมากนักคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางผจญภัยในครั้ง นี้ ทางเริ่มขึ้นเขาร่มรื่นสลับกับทางลงแต่ยังไม่ชันมาก เราปั่นสบาย ๆ ด้วยจานหน้าขนาดกลางสลับจานเล็ก และสลับสับเปลี่ยน ทดสอบความพร้อมของระบบเกียร์ ระบบเบรก และส่วนอื่น ๆ สร้างความคุ้นเคยกับน้ำหนักที่บรรทุกมาด้วยเพื่อเตรียมความพร้อมทุกอย่าง สำหรับทางสุดโหดที่รออยู่ข้างหน้า

    ช่วงสุดท้ายของ 3 กิโลเมตรแรก ถนนเป็นทางราบอีกครั้ง ผ่านบึงน้ำที่สองข้างทางเต็มไปด้วยพืชน้ำและกอหญ้า มีนกน้ำเดินหากินริมบึงใกล้ทางที่เราผ่าน นกกินปลาเกาะกิ่งไม้แห้งกลางบึงนิ่ง ดูเหมือนว่าจะไม่ใส่ใจกับการมาของพวกเรา สิ่งนี้เองคือความกลมกลืนที่ทำให้เราเข้าถึงธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ภาพเหล่านี้คงไม่มีให้เห็นหากเราเข้าไปพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์

    เราได้สัมผัสแสงแดดแรกเมื่อเวลาใกล้ 11 โมง เมฆหนาสลายตัว เริ่มมองเห็นภูเขาสูงรูปร่างแปลกตา ดูจากคอมพิวเตอร์วัดระยะทางเข้าสู่ กม.ที่ 4 เริ่มขึ้นเนินชันอีกครั้ง ก่อนที่จะลงสู่พื้นที่ราบ สองข้างทางเป็นทุ่งโล่งและไร่ข้าวโพด ตอนนี้การปรับสภาพกำลังปั่นของขากับน้ำหนักของสัมภาระเข้ากันได้เป็นอย่างดี ทางราบเช่นนี้จานหน้าใหญ่สุดกับแรงกดเท้าช่วยส่งให้จักรยานพุ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและทำระยะทางได้ดี กม.ที่ 8 เราถึงเขตตำบลบ้องตี้ ลำห้วยขนาดใหญ่ขวางอยู่ข้างหน้า มองดูความแรงของสายน้ำและทางสูงชันหลังจากข้ามห้วย ประกอบกับฝนตั้งเค้า เราจึงตัดสินใจหยุดพักกินข้าวกลางวันก่อน

    bikeline_14

    ทั้งรถทั้งคนแทบไหลไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก สัมภาระที่ติดอยู่กับแร็กท้ายดำดิ่งอยู่ใต้กระแสน้ำ มือซ้ายประคองแฮนด์ ในขณะเดียวกันก็เกร็งแขนขวายึดหลักอานไว้พร้อมกับดันรถไปข้างหน้าด้วยแรงทั้งหมด ขาทำหน้าที่หนักรับแรงปะทะของสายน้ำและเป็นหลักยึดไม่ให้ไหลไปกับน้ำ ลำห้วยที่กว้างประมาณ 8 เมตรกับกระแสน้ำทำเอาพวกเราหมดแรงไปตาม ๆ กันเมื่อมาถึงอีกฝั่ง และห้วยต่อ ๆ มาอีกนับสิบในเส้นทางทำให้เราเรียกทริปนี้ในหมู่พวกเราว่า “ขี่เสือฯ ตะลุยห้วย”

    ฝนเริ่มโปรยลงมาหลังจากตั้งเค้าอยู่นาน สภาพทางต่อจากนี้สูงชันขึ้นเป็นลำดับ กลายเป็นขี่จักรยานทวนน้ำในลำธารที่เกิดจากฝนและอุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือก้อนหินน้อยใหญ่ในถนนลำธาร ในขณะที่ที่ขึ้นเขาเต็มไปด้วยโคลนดินที่อ่อนตัว วงล้อจักรยานพร้อมกับสัมภาระหนักอึ้ง บาดลึกลงไปในโคลนเกือบครึ่งล้อ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงเขา เกียร์ที่ใช้ได้ดีที่สุดคือจานเล็กสุดกับเฟืองหลังที่เบาที่สุดเท่านั้น

    ในที่สุดเราก็ผ่านห้วยสุดท้าย คือห้วยเขาปลาน้อยด้วยสภาพเปียกปอนและเหนื่อยล้า คราวนี้เองที่พวกเรารู้ซื้งสมรรถนะของโช้กอัพหน้าที่ช่วยในการปีนก้อนหินในทางน้ำ ช่วยลดแรงกระแทก นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของเส้นทางลักษณะนี้

    ค่ำคืนหนึ่งในบังเกอร์ของฐาน ตชด.ห้วยปลาน้อย

    ฐาน ตชด. เขาปลาน้อย อยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ติดกับลำห้วยเขาปลาน้อย เจ้าหน้าที่ที่อยู่ฐานฯ ล้วนมีอัธยาศัยอันดี เย็นนั้นเรากินอาหารจากครัวฝีมือ ตชด. พวกเขาเล่าให้เราฟังว่าในหน้าน้ำมาก ๆ ฐานที่มั่นแปรสภาพเป็นเกาะกลางน้ำ การส่งเสบียงทางอากาศโดยเฮลิคอปเตอร์เป็นทางเดียวที่ติดต่อกันได้

    คืนนั้นพวกเขาแนะนำให้เรานอนในฐานบังเกอร์ที่ปลูกเป็นกระท่อมคร่อมเอาไว้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการจัดหาที่นอน เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนหลับอย่างเป็นตายในคืนนั้นคือเสียงใบไม้แห้งครูด กับหลังคากระท่อม และเสียงนกกลางคืน

    เขาสูงและธารน้ำ เส้นทางสู่เหมืองเต่าดำ

    เสียงนกที่มากินลูกไม้จากต้นไทรใหญ่เหนือหลังคาบังเกอร์ขึ้นไปปลุกให้เราตื่น พวกเราเร่งมือเก็บสัมภาระและอาศัยครัวของ ตชด. หุงข้าวสำหรับเป็นอาหารกลางวัน จากนั้นก็ลาจากฐาน ตชด. เดินทางขึ้นเขาพลู ซึ่งเป็นช่วงที่ทางชันและลำบากที่สุด

    วันนี้ฝนลงเม็ดตั้งแต่เริ่มต้นขี่จักรยานเลยทีเดียว ตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตร สภาพสองข้างทางเป็นป่าดงดิบทึบ ทางชันมากและติดต่อกัน พ้นเนินหนึ่งก็เป็นทางน้ำและลำธารท่เต็มไปด้วยก้อนหิน ต้องใช้จานหน้าเล็กและเกียร์เบาสุดเกือบตลอด

    เสื้อกันฝนพลาสติกที่พกติดตัวถูกเอาออกมาใช้เพื่อไม่ให้เสือเปียกชื้นติดต่อกันหลายชั่วโมง และป้องกันอุปกรณ์กล้องด้วย เกือบบ่ายโมง ฝนขาดเม็ดเราจึงพักกินข้าวกลางวัน

    บ่ายนี้รถคันหนึ่งในกลุ่มพวกเราโซ่ขาด เนื่องจากต้องเปลี่ยนเกียร์ขึ้น - ลงตลอดเวลาในขณะขึ้นเขา ทำให้เกียร์ไม่ลงล็อก โซ่บิดตัวและขาด ส่วนคันอื่นไม่มีปัญหาอะไรนอกจากยางรั่ว เพราะมีช่วงหนึ่งที่ผ่านป่าไผ่ มีหนามตามพื้นเยอะ แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนัก เนื่องจากเราใช้ยางสำรองที่เตรียมมาเปลี่ยนแทนการปะยางเพื่อประหยัดเวลา และไปทำการปะยางเมื่อเราได้ที่พักแล้ว

    นอกจากการซ่อมแล้วเราใช้เวลาพักไม่มากนัก เนื่องจากอยากให้ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าไม้ก่อนมืด และในที่สุด ก่อน 5 โมงเย็นเราก็มาถึงหน่วยพิทักษ์ป่า อุทยานฯ ไทยโยค หลังจากปลดสัมภาระออกจากแร็ก เราใช้เวลาที่เหลือขี่จักรยานเข้าไปสำรวจทางเข้าเหมืองและหมู่บ้านชนกลุ่มน้อย ข้างลำธารใหญ่ที่ไหลลงมาจากเมือง ชาวไทยใหญ่กำลังร่อนหาเศษแร่ริมธาร เราแวะไปทักทายและขี่เลยเข้าไปในที่ตั้งของชุมชน มีโรงเรียนสำหรับชนกลุ่มน้อยและครูอาสา 2 คน เด็กกำลังจะเลิกเรียนเลยมามุงดูจักรยานด้วยความสนใจ ในขณะที่เราคุยกับคุณครูอาสาสอบถามทางเข้าเหมือง ทราบว่าต้องขึ้นเขาไปอีก 10 กิโลเมตร คำนวณระยะทางและเวลาที่เหลือดูแล้ว เที่ยวนี้เราคงไม่มีโอกาสเข้าไปถึงตัวเหมือง เราขี่กลับมาที่หน่วยฯ ทันก่อนมืด ก่อไฟหุงข้าวและทำอาหารง่าย ๆ อาศัยชายคาของที่ทำการหน่วยฯ เป็นที่ผูกเปลนอน

    ดาวน์ฮิลล์ในทางโคลนและหนามไผ่

    เช้าวันที่สามเราคาดว่าจะกลับออกมาให้ถึงสถานีอนามัยโดยไม่พักค้างกลางทางเนื่องจากเป็นทางลงเขาส่วนใหญ่ และเป็นดังที่คำนวณไว้ ทางลงเขากับสัมภาระที่ถ่วงท้ายในการลงเขาได้ดีทีเดียว ประกอบกับวันนี้ฝนไม่ตก ใช้เวลาลงจากเขาพลู 3 ชั่วโมงและปะเปลี่ยนยาง 3 ครั้งเพราะหนามไผ่ตำ แวะทักทายและอำลาเจ้าหน้าที่ที่ฐาน ตชด. เขาปลาน้อย ใช้เส้นทางเดิมกลับ มาถึงสถานีอนามัยบ่ายสองโมง รวมเวลาเดินทางกลับ 6 ชั่วโมง

    บทสุดท้ายของเสือฯ ลุยห้วย

    ปลดสัมภาระออกจากท้ายรถแล้วพาจักรยานย้อนกลับไปที่ห้วยใกล้ที่จอดรถ คราวนี้จักรยานไม่ได้พาเราตะกุยวงล้อผ่านห้วยดังที่ทำมาตลอด 2 วัน แต่ทั้งรถทั้งคนนอนแนบร่างลงกับก้อนหิน สายน้ำไหลผ่านตัวเราไปพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อยและคราบโคลน เรียกความสดชื่นกลับมาสำหรับการเดินทางกลับ

    “เหมืองเต่าดำ” น้อยคนนักที่จะคุ้นเคยและเดินทางไปถึง มีเพียงนักนิยมไพรที่ชื่นชอบการเดินทางสู่ขุนเขา ป่าดงดิบที่หลากหลายไปด้วยพรรณไม้ สัตว์ป่าน้อยใหญ่ คนกลุ่มนี้มักจะได้มาซึ่งสุนทรียรสแห่งธรรมชาติจากความสมบูรณ์แห่งป่าใหญ่ โดยแลกกับความไม่สะดวกสบายและยากลำบากในการเดินทางเพื่อไปถึง ด้วยเหตุว่านั่นคืออีกวิถีหนึ่งแห่งมนุษย์.

    บทความนี้ ได้ขออนุญาตจากนักเขียนแล้ว
    ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นิตยสาร Nature Explorer ฉบับมิถุนายน 2543

    Tags: , , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    พระจันทร์คืนแรม 4 ค่ำ ยังไม่แหว่งเว้าเท่าไรนัก ทอแสงนวลท่ามกลางดงมะพร้าว เราหนีห้องสี่เหลี่ยมเย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศออกมาปูผ้านอนริมหาดรับลมธรรมชาติกัน 3 คน หวังว่าลมริมทะเลจะช่วยพัดความรุ่มร้อนในใจคนนอนข้างๆ ได้บ้าง

    “ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกันนะ ตะวัน…วันๆ ฉันเห็นแต่จอสี่เหลี่ยม ใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องสมองกล ได้มาเห็นอะไรกว้าง ๆ สุดลูกหูลูกตาแบบนี้ สบายตาจริง ๆ” ภูทำลายความเงียบ

    “สบายตาแต่มันไม่สบายใจนี่” หนุงหนิงหงุดหงิด

    “เธอก็กังวลไปเกินเหตุนะ … บริษัทเขาให้เธอไปอยู่สาขาต่างประเทศตั้ง 2 ปี น่าจะดีใจนะ ไม่ใช่มานั่งกลุ้มอยู่อย่างนี้” ภูขยับตัวพิงหลังกับต้นมะพร้าว

    “พวกเธอคิดดูนะ..ฉันตัวคนเดียวไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง .. ไม่รู้จักใครสักคน อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก … ผู้คนก็พูดคนละภาษา … ที่พักก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยแค่ไหน จะไปเจอคนใจร้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้” หนุงหนิงบ่น

    “คิดซะว่าไปเที่ยวสิ แป๊บเดียวก็กลับ” ภูหัวเราะ

    “เที่ยวอะไรตั้งสองปี … เฮ้อ”

    “แต่ฉันว่าเธออยู่ได้นะ หนุงหนิง เธอเป็นคนกระตือรือร้น ชอบที่จะพบเห็นอะไรใหม่ๆ มีความสุขกับการทำงานที่ไม่อยู่กับที่ ติดต่อพบปะกับคนมากหน้าหลายตา … เสียอย่างเดียว …” ฉันบอก

    “… เป็นโรควิตกกังวล ..” ภูต่อให้

    “ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน ตะวันว่าที่นี่ขนมจีนอร่อยไม่ใช่เหรอ” หนุงหนิงลุกขึ้น ปัดทรายออกจากตัวแล้วเดินนำหน้าไป ภูกับฉันมองหน้ากันงงๆ

    “ฉันว่ามันเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนอีกโรคนึงแล้วละ” ภูแอบกระซิบ

    ร้าน อาหารเล็ก ๆ ขนาดห้องแถวห้องเดียวอยู่ริมถนน เขียนป้ายหน้าร้านว่า “ขนมจีนป้าจันทร์” โดยไม่มียี่ห้อใด ๆ มารับรองให้มาชิม แต่ความอร่อยก็เลื่องลือไปไกลขนาดคนกรุงอย่างพวกเราต้องมาขอชิม เราสั่งขนมจีนน้ำยาคนละจาน ผักกินแกล้มทั้งผักสดผักดอง ใส่ถาดวางตรงหน้ากองพูนมากกว่า 10 ชนิด บางชนิดเป็นผักพื้นบ้าน เช่น “เม็ดชุน” รสปร่า ตะลิงปลิง ที่เปรี้ยวเข็ดฟัน ลูกตอ ลูกเนียงสด ๆ รสมัน เข้ากันกับน้ำยาข้นรสจัด ฉันชอบผักบุ้ง ถั่วพู กะหล่ำปลีและแมงลัก ส่วนนายภูเห็นหยิบกระถิน กะเฉด และลูกเนียงใส่จานไม่ยั้งมือ หนุงหนิงเองก็ก้มหน้าก้มตากับจานที่สอง หยิบถั่วงอก ผักกาดดอง แตงกวา ลำเลียงใส่จานอยู่เรื่อย ๆ

    “เด็ดขาดไปเลย ตะวัน” ภูสั่งจานที่ 3

    “นี่นายภู.. ตะกละนักเดี๋ยวก็มานอนท้องอืด ไปเที่ยวไม่ไหว ฉันทิ้งไว้ที่โรงแรมจริง ๆ ด้วย” หนุงหนิงค้อน

    “นี่ไงภู..แก้ท้องอืด … กินซะ .. ภูมิปัญญาไทยเชียวนะเธอ”

    “ใบแมงลักเนี่ยนะ ….”

    “งั้นสิ … เส้นขนมจีนเป็นแป้งหมักไงอาจทำให้ท้องอืด ส่วนใบแมงลักมีฤทธิ์ขับลม กินตามเข้าไปแบบนี้ก็ช่วยย่อยแก้ท้องอืดได้”

    “ดู ๆ ไปหน้าตาก็คล้าย ๆ กะเพรา โหระพา อะไรแบบนี้นะตะวัน” หนุงหนิงหยิบมาชิมบ้าง

    “พี่น้องท้องเดียวกันเลยแหละ อยู่วงศ์เดียวกัน มีชื่อเรียกเป็น Basil เหมือนกัน แมงลักเขาเรียก Hairy Basil จ้ะ”

    “เมล็ดแมงลักที่เรากินกับน้ำแข็งใส กับใส่ในน้ำเต้าหู้นี่ก็มาจากต้นนี้ใช่ไหม”ภูถาม

    “ใช่เลยจ้ะ … เมล็ดแมงลักเป็นยาระบายอ่อน ๆ ด้วยนะ ช่วยเพิ่มปริมาณและทำให้เราถ่ายสะดวกขึ้นเพราะทำให้อุจจาระอ่อนตัวมากขึ้น”

    “ปลูกยากไหมตะวัน”

    “เธอนี่อยากปลูกทุกอย่างเลยนะหนุงหนิง … คอนโดหลังห้องเธอยังกับป่าแน่ะ นี่ถ้าไปอยู่เมืองนอกแล้วใครจะดูแลสวนครัวหลังห้องเธอล่ะ” ภูแหย่

    “เธอไง … ฉันให้เธออยู่ฟรี ดูแลบ้านกับสวนครัวให้ฉันด้วยละกัน” หนุงหนิงหัวเราะ

    “อืมม์ … คุ้มแฮะ เดี๋ยวกลับจากสมุยนี่ฉันย้ายของไปเลยละกัน ดีไหม ..” ภูยักคิ้ว ยิ้มเจ้าเล่ห์

    “บ้าสิเธอ แม่ฉันมาเดี๋ยวเข้าใจผิดแย่เลย ฉันไปเดือนหน้าโน่นย่ะ” หนุงหนิงโวยวาย

    “อ้าว .. เราก็มาทำให้แม่เข้าใจเรื่องที่ถูกต้องไปเลยดีไหม .. ฮ่า ฮ่า”

    ———————————————————————-

    โอย…ท่านผู้อ่านคะ กว่าจะหย่าศึกเพื่อนรักสองคนนี้ได้ก็เกือบลืมบอกวิธีปลูกแมงลักไปเลย ปลูกง่ายค่ะ …. ใช้วิธีเดียวกันกับปลูกกะเพราหรือโหระพา นั่นแหละค่ะ กิ่งแก่ๆ หน่อยเอามาปักลงดินรดน้ำชุ่มๆ สัก 2 สัปดาห์ก็แข็งแรงแล้วค่ะ หรือจะใช้เมล็ดโรยก็ได้ อีกไม่นานก็เป็นต้นเก็บรับประทานได้แล้วค่ะ …. จะใส่แกงเลียงก็เข้ากันนะคะ แต่งหน้าหรือรับประทานกับห่อหมกก็ยังไหว ฉบับนี้ต้องลาไปก่อนนะคะ เพื่อน ๆ รอแล้ว … กำลังจะไปดำน้ำกันค่ะ

    Tags: ,

  • เดือนกรกฎาคมนี้ ย่างเข้าสู่หน้าฝนเต็มตัว ฝนตกวันเว้นวัน กรมอุตุนิยมพยากรณ์ว่าหน้าฝนปีนี้ค่อนข้างชุก จริงแท้อย่างไรคงต้องคอยติดตามดูท้ายฤดู จะมีน้ำท่วมต้อนรับผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนใหม่หรือเปล่า

    อย่างที่เกริ่นนำเดือนนี้เป็นหน้าฝน ดังนั้นต้นไม้ดูเขียวชุ่มชะอุ่ม พระสงฆ์มีกิจวัตรประจำคือ “เข้าพรรษา” เพื่อไม่มาเหยียบย่ำที่นาชาวบ้านตามประเพณีตั้งแต่สมัยพุทธกาล ใจจริงอยากจะนำเรื่อง “เทียนเข้าพรรษา” มาเสนอ ติดขัดที่ขาดแหล่งข้อมูล หากท่านผู้อ่านมีข้อมูลใด อาจจะเขียนส่งมาได้ เพื่อพวกเราจะได้ศึกษาหาความรู้ได้อย่างทั่วถึง พอดีเหลือบเห็นข่าวหนึ่งขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งค่อนข้างเข้ากับฤดูกาล และเป็นประเด็นที่ไม่ควรข้าม จึงคิดบันทึกไว้ประจำเดือนกรกฎาคมนี้ นั่นก็คือ “พรบ.ป่าชุมชน”

    ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เข้าใจความหมายของป่าชุมชนดี ตามที่ค้นหาได้จากหนังสือป่าชุมชนอีสาน ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน แสดงให้เห็นภาพป่าชุมชนดังนี้ “หลักการของป่าชุมชน คือป่า ที่ชุมชนเป็นผู้จัดการ ป่าชุมชนจะมีวัตถุประสงค์อย่างไร ชุมชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะใช้ประโยชน์กับป่าชุมชนอย่างยั่งยืน อย่างถาวร ได้อย่างไร” หรือพูดอย่างง่าย ๆ ก็คือ “ป่าชุมชน การจัดการป่าโดยประชาชนมีส่วนร่วม”

    ป่าของประเทศไทย ถือว่ามีคุณค่ามหาศาลในโลกใบนี้ เพราะเป็นป่าเขตร้อน นั่น ก็คือมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูง ทั้งพันธุ์พืช แมลง สัตว์ ตลอดจนจุลินทรีย์ ซึ่งประโยชน์ต่องานค้นคว้าวิจัย ที่จะนำมาสร้างเป็นวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น ยารักษาโรค หรือเป็นห่วงโซ่ชีวิตที่สำคัญไม่ทำให้โลกมีปัญหาขึ้น เป็นต้น ซึ่งเปรียบเสมือนคลังสมบัติขั้นพื้นฐานในการแข่งขันในโลกยุค Bio Technology อย่างเช่นกระแสของ GMO, จีโนม เป็นต้น ดังนั้นงานวิจัยหลายอย่างของตะวันตกจึงมุ่งค้นคว้าหาความรู้ในขุมทรัพย์นี้

    ประชากรทั้งชาวพื้นราบ และชาวเขาในอดีตล้วนใช้ประโยชน์จากป่าไม้ตามวิถีชีวิตในดำรงอยู่ของแต่ละชุมชน ป่าเปรียบเสมือน “ซุปเปอร์มาร์เกต” ชุมชนนอกจากแสวงหาประโยชน์จากป่า ยังใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและจารีตในการดูแลรักษาป่า เช่น ระบบเหมืองฝาย การบวชป่า สืบชะตาลำน้ำ เป็นต้น

    ขณะที่ปัจจุบันป่าถูกระบบกรรมสิทธิ์ตามแนวคิดตะวันตกเข้ามาครอบงำ กรรมสิทธิ์ของป่าตกเป็นของรัฐ และกันคนท้องถิ่นออกมาจากป่า ทำให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโล่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่พอเพียงในการดูแลรักษาป่า กลายเป็นปัญหา “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เป็นการปู้ยี่ปู้ยำทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย ในขณะที่คนท้องถิ่นไม่มีมือยาวเท่ากับคนที่มีแทรกเตอร์ เครื่องเลื่อย ป่าไม้เริ่มลดปริมาณลงอย่างน่ากลัว และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม จนคนท้องถิ่นไม่สามารถทำมาหากินได้ ต้องสิ้นไร้ไม้ตอก อาศัยอยู่ใต้สะพานในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาสังคมเกิดขึ้นอีก

    กฎหมายป่าไม้ ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดในกฎหมายที่ดินและกฎหมายปฏิรูปที่ดินนั้นล้าสมัย และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลง รัฐมีมุมมองต่อป่าในแง่ผลประโยชน์ในแต่ละยุคสมัย เช่น นำเนื้อไม้มาพัฒนาเมือง ส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม จนกระทั้งใช้พื้นที่ป่าเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว ปัญหาที่ทับถมนำมาสู่การแก้ไขกฎหมายป่า และถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะมี “พรบ.ป่าชุมชน” เกิดขึ้น

    แต่ทว่าการใช้มุมมองที่มองหาความสัมพันธ์หมู่บ้าน - สวน - นา - ไร่ - ป่า นั้น นักการเมืองไทยอาจจะมองไม่เห็น เพราะมัวแต่เห็นแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ขณะที่ชาวบ้านอาจจะมองเห็น เพราะอยู่ใกล้ป่า และป่าคือที่พึ่งของชาวบ้าน นำมาสู่การขัดแย้งของ “พรบ.ป่าชุมชน” ที่จะพิจารณาจากสภา ดังข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2543 ว่า “สส.ปชป.รุมค้าน กม.ชาวบ้านฉบับแรกในประวัติศาสตร์ที่เข้าชื่อกันเสนอตามรัฐธรรมนูญใหม่ จี้ให้สภาถอนเรื่องออก อ้างต้องตรวจสอบรายชื่อว่าถูกต้องหรือไม่ทั้งที่เลขาฯ สภายืนยัน 53,773 ชื่อถูกต้อง ชาติไทย - ความหวังใหม่ - ประชาธิปัตย์พิษณุโลก ให้รัฐบาลเปิดใจกว้างรับร่างประชาชน สุดท้ายจึงยอม

    จากข่าวพาดหัวนี้ทำให้เห็นว่าผู้แทนราษฎรไทย แม้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ความจริงแล้วใช้ประชาชนเป็นพื้นฐานของการเข้าสู่แหล่งอำนาจ เพื่อสร้างผลประโยชน์ มากกว่าจะเป็นที่พึ่งพิงของชาวบ้านอย่างแท้จริง ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเปิดช่องให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่าย บริหาร หรือเสนอกฎหมายโดยตรง โดยการรวมชื่อ 50,000 ชื่อ แต่ความเป็นจริงก็ถูกกฎระเบียบหยุมหยิมในการทำให้การเสนอชื่อ 50,000 ชื่อ เป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก แม้จะผ่านก็ยังมีนักการเมืองที่มาจากประชาชนมาขวางกั้นอีกชั้นหนึ่ง กลายเป็นการปะทะกันโดยตรงของกลุ่มผู้มีอำนาจกับประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจโดยตรง ซึ่งน่าหวาดหวั่นมิน้อย

    จากประเด็นพรบ.ป่าชุมชน สะท้อนให้เห็นปัญหาของไทย ได้หลาย ๆ เรื่อง :

    • รัฐไม่เคยคิดถึงยุทธศาสตร์ระยะยาว ในขณะที่โลกใช้ Bio Technology ในการต่อสู้ กลับกลายเป็นว่าเห็นผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น
    • ระบบนิเวศน์ป่าของประเทศไทย ไม่สอดคล้องกับสังคมไทย คือนำคนแยกออกจากป่า ทำให้คนยากไร้ขึ้น และขาดคนดูแล ซึ่งเป็นแนวคิดที่รับจากตะวันตก
    • การเสนอปฏิรูปกฎหมาย แม้จะทำได้ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขณะที่ขบวนการของรัฐ ยังเหมือนเดิม ซึ่งกีดกันการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน

    จากประเด็นเหล่านี้ เราจะเห็นความเชื่อมโยงของสังคม - เศรษฐกิจ - การเมือง ซึ่งนี่น่าจะเป็นข้อคิดที่ ดีต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้มีอำนาจของประชาชนเช่นเราต่อไป.

    Tags: ,

  • sarasarn_head4

    ปีที่ 2 ฉบับที่ 14 ประจำเดือนกรกฎาคม 2543

    คำปรารภ…

    ในที่สุดยูโร 2000 ก็มาสิ้นสุดลงต้นเดือนกรกฎาคมพอดี ผลออกมาแชมป์เป็นของทีมชาติฝรั่งเศส แต่คนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ก็ยังมีเรื่องให้ลุ้นอีกเรื่องก็คือ การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ คนใหม่ ซึ่งผลจะออกมาเป็นใคร คงได้รู้ชัดวันที่ 23 กรกฎาคมนี้

    แม้ฝนจะตก แต่อุณหภูมิการเมืองค่อนข้างขึ้นสูง เนื่องจากการเล่นเกมส์ของพรรคความหวังใหม่ โดยให้ลูกพรรคลาออก เพื่อบีบให้รัฐบาลยุบสภา แต่ทีท่าว่าจะใช้ไม่ได้ผล ถ้าหากขาดตัวแปรอื่นเข้ามาร่วม ขณะเดียวกันราคาพืชผลตกต่ำ ก็ทำให้เกษตรกรออกมาปิดถนนเพื่อเรียกร้องรัฐบาลเข้ามาแก้ไข ราคาน้ำมันขึ้นสูงมีแนวโน้มว่าจะได้ใช้น้ำมันลิตรละ 16 บาท หรือค่าเงินบาทอ่อนจนอาจจะไปถึง 40 กว่าบาท ล้วนเป็นเรื่องทำให้ประเทศไทยค่อนข้างร้อน

    แม้อากาศร้อน และอุณหภูมิการเมืองขึ้นสูง แต่กว่าเดือนกรกฎาคมก็มีวันสำคัญวันหนึ่ง นั่นก็คือ วันเข้าพรรษา ดังนั้นหากว่าเรารู้สึกร้อนรุ่มกายและใจ อาจจะหาทางออกด้วยการเวียนเทียนก็ได้ อาจจะรู้สึกดีขึ้นครับ.

    Tags: ,