โดย… มหรรณพ โฉมเฉลา
เขาหมุนไปรอบ ๆ เวลากำลังเดินถอยหลัง พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วลับหายไปทางตะวันออก เขามองดู ได้กลิ่น และรู้สึกถึงสัมผัสของกาละที่ผ่านกลับไปอย่างรวดเร็ว สะพานพระปิ่นเกล้าหายไป เสียงปืนลึกลับนัดหนึ่งดังแว่วมาจากในพระบรมมหาราชวัง
แสงสนธยาสีส้มแดงระบายอยู่บนขอบเมฆฝนชั่วครู่ แล้วสีน้ำเงินเข้มข้นของราตรีก็เข้ามาครอบงำพร้อมกับสายฝนโปรยปราย
ผู้คนที่ท่าเรือบางตาลงไปมาก หลังเรือด่วนลำสุดท้ายจากไป แสงสะท้อนจากกระจกประดับเครื่องบนของอาคารในพระบรมมหาราชวัง ส่องมลังเมลืองเหมือนในเทพนิยายอยู่อีกฟากหนึ่ง ระลอกคลื่นจากเรือโยงบรรทุกทรายกลางแม่น้ำหนุนโป๊ะให้ลอยขึ้น เสียงเหล็กเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด ลมเย็นชื้นเม็ดฝนพัดเข้ามาจากทางใต้ของลำน้ำ เมื่อเรือเข้าเทียบท่าผู้คนเคลื่อนไหวพลุกพล่านขึ้นอีกครั้ง ผู้หญิงในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดก้าวขึ้นมาจากเรือข้ามฟาก เสียงถอนใจของชายท่าทางเหนื่อยอ่อนจากการทำงาน กลิ่นอับเหงื่อไคล วิญญาณเด็ก ๆ ในชุดนักเรียนที่ยังเดินทางไม่ถึงบ้านตั้งแต่ครั้งโป๊ะล่มเมื่อหลายปีก่อน ปะปนไปกับผู้คน พากันวิ่งเกาะแขนคนนั้นทีคนนี้ที อ้อนวอนให้พากลับไปส่งบ้าน แต่ไม่มีใครได้ยิน เสียงกระหึ่มและแสงสปอตไลท์เป็นลำของเรือหางยาววิ่งไปทางปากคลองบางกอกน้อย เรือข้ามฟากลำเล็กโคลงเคลง เขาก้าวลงแล้วเดินไปท้ายเรือ เพ่งมองแสงสะท้อนหลากสีของไฟจากแหล่งต่าง ๆ บนพื้นน้ำ แสงสีเจิดจ้าจากไฟโฆษณาของร้านถ่ายรูป แสงทึม ๆ ซีด ๆ จากตึกโบราณในโรงพยาบาลศิริราชที่หันหน้าออกสู่ลำน้ำ ไฟจากสะพานพระปิ่นเกล้าและรถยนต์บนนั้น แสงตะเกียง เสียงระฆังเรือ เสียงใบเรือสะบัดปลายที่เปียกฝน และเสียงกู่ร้องของลูกเรือในเรือใบสามเสาสัญชาติฝรั่งเศสชื่อ ลัวโซ่ ซึ่งมุ่งหน้าขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว ประกายจากดวงตาของปลาราหูและเงาดำของมันเคลื่อนไปเงียบ ๆ ใต้น้ำ
เรือเทียบโป๊ะท่าพระจันทร์ ฝนซาลงเป็นเม็ดฝอย ๆ เสียงน้ำจากหลังคาตึกตกลงกระทบกันสาด เขายังเดินอยู่ข้างใต้มัน หลบหลีกผู้คนและร้านแผงลอยขายของที่วางเกะกะอยู่บนทางเท้า เขาหยุดยืนดูอยู่หน้าร้านขายหนังสือ กวาดตาดูหนังสือพิมพ์และวารสาร
“มี สยามนิกร ไหม” เขาถามคนขาย
“ไม่มีครับ”
“งั้น ศรีกรุงรายเดือน”
“ไม่มีครับ”
“สุภาพบุรุษรายปักษ์”
“ไม่มี”
“เอกชนรายสัปดาห์”
“ไม่”
เด็กสาวในชุดกระโปรงนักศึกษาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หยิบ แอล ฉบับภาษาไทยแล้วจ่ายเงิน เขาหยิบหนังสือพิมพ์ มติชน กรอบบ่ายขึ้นมาดูวันที่แล้ววางมันลง
เขาเดินผ่านร้านขายของแบบเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ขอทานมือกุดนอนเหยียดยาวอยู่ข้าง ๆ ประตูกระจก ไม่แยแสต่อพื้นซึ่งเปียกแฉะ กระดิ่งกังวานเมื่อประตูร้านเปิด “เชิญค่ะ . . . รับอะไรดีคะ” ขอทานเคาะขันอลูมิเนียมลงกับพื้นเสียงดัง
ที่ป้ายรถเมล์เขาเข้าไปในตู้โทรศัพท์ กดหมายเลขจากความทรงจำ เสียงสัญญาณเรียกดังครั้งแล้วครั้งเล่า ฟังดูวังเวง เหมือนไกลแสนไกล ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ไม่มีใครรับสาย
เขาออกมาจากตู้เดินมาหยุดหน้าร้านขายแว่นและนาฬิกาที่กำลังจะปิด มองหาเวลาในขณะนี้จากนาฬิกา แต่ในนั้นมีเวลาที่ต่างกันไปมากมาย
“เวลาไหนเล่าที่เป็นความจริง” เขาพึมพำถามตัวเอง ตอนที่เขายังเป็นเด็ก เมื่อไปตัดผมที่ร้านเขามักแปลกใจเสมอเมื่อเห็นเงาสะท้อนของตัวเองหลาย ๆ คนอยู่ในกระจกเงาข้างหน้าและข้างหลัง เขาหมุนเก้าอี้เล่น พยายามดูเงาข้างหน้าข้างหลังพร้อม ๆ กัน แล้วถามช่างตัดผม “ลุงรู้ไหม ผมคนไหนที่ไม่ใช่เงาสะท้อน” ช่างตัดผมหัวเราะ “หนู ว่ากันตามจริง ลุงก็ไม่รู้หรอก . . . แต่คนที่จ่ายเงินค่าตัดผมให้ได้น่ะ น่าจะไม่ใช่เงาสะท้อน”
เขาเดินย้อนขึ้นไปตามถนนพระจันทร์ ผ่านหน้าวัดมหาธาตุฯ ไปจนถึงต้นถนนตัดกับถนนหน้าพระลาน ฝนยังคงพรำ เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้ทาสีแดงบานใหญ่ กลิ่นดอกแก้วหอมเย็นแทรกตัวไหลออกมาทางช่องว่างระหว่างประตูกับกำแพง เสียงเครื่องสาย ขลุ่ยและระนาดดังแว่วออกมาจากอดีตกาลหลังประตู นั่นเหมือนอย่างเคย เขาหยุดยืนฟัง รู้สึกเสมอมาว่าข้างหลังประตูยังมีชีวิตที่กำลังดำเนินไปในเวลาที่แตกต่างจากปัจจุบัน เหมือนกับเวลาในนาฬิกาที่เดินช้ากว่าเรือนอื่น
“เธอก็รู้ว่าชีวิตในอดีตเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและอันตราย” เสียงผู้หญิงดังมาจากทางข้างหลัง
“อย่างน้อยเราก็รู้แน่ชัดว่าจะสู้กับอะไร พวกคณะราษฎร์กับพวกเจ้า เสรีไทยสู้กับกองทัพญี่ปุ่น นักศึกษาสู้กับเผด็จการทหาร ซ้ายสู้กับขวา แต่ตอนนี้ . . . เราผจญกับศัตรูที่ลื่นไหลและซับซ้อน” เขาพูดแล้วหันไปหาต้นเสียงแต่ไม่เห็น
“ทำไมชอบต่อสู้กันนัก ไม่มีใครรู้หรอกว่าราคาของมันเป็นเท่าไหร่ จนกระทั่งเวลาได้ผ่านไป วันคืนเก่า ๆ นั้นไม่สวยงามหมดจดไปทั้งหมดอย่างที่เธอคิด” ผู้หญิงในชุดนอนบางเบาปรากฎตัวอยู่ข้างหน้า “ฉันนึกอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งจะได้พบเธอที่นี่อีกครั้ง”
เขาจ้องมองดูหล่อนท่ามกลางฝอยฝน “เธอกำลังจะเปียก” เขาว่า
“ไม่หรอก . . . ไปกันเถอะ”
หล่อนชวน เขากับหล่อนออกเดิน
“ฉันโทร.ไปหา แต่ไม่มีคนรับสาย” เขาบอก
“ฉันหลับแล้วไม่เคยตื่นขึ้นรับโทรศัพท์”
“ทำไมถึงเข้านอนแต่หัวค่ำ”
“เพื่อจะได้มาดักพบเธอที่นี่ในความฝัน”
“งั้นนี่ก็ . . . เป็นความฝันของเธอ”
“ตั้งแต่เธอจากไป แล้วหาเธอไม่พบในโลกของการตื่น ฝันเป็นวิธีเดียวที่ฉันจะมาดักพอเธอที่นี่ได้ทุกคืน” เขาเงียบ ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง
“ใคร ๆ ก็ว่าฉันเหมือนเด็กนักเรียนที่เข้านอนแต่หัวค่ำ” หล่อนหัวเราะขื่น ๆ
“เธอหายไปไหนมา” “ข้างนอก” เขาตอบ
“เจอสิ่งที่ค้นหาไหม” หล่อนถาม
เขาส่ายหน้า “มีการศึกษาแต่ไม่รู้อะไรเลย มีงานทำแต่ว่างเปล่า เดินทางออกไปหาข้างนอกนั่น แต่ไม่พบอะไรเลย”
ทั้งสองเดินทางมาถึงเกาะสามเหลี่ยมกลางถนน ตรงกลางเป็นบ่อน้ำพุล้อมรอบไปด้วยเงาของต้นมะขาม ฝนและลมชื้นททำให้เขาหนาวเยือก เขาจ้องมองหน้าอกเปลือยเปล่าใต้ผ้าอันบางเบา ดูนุ่มนวลและอบอุ่นเหมือนผ้านวมในฤดูหนาว
“ฉันหนาว” เขาพึมพำส่งสายตาวิงวอน “หนาวจริง ๆ”
“เป็นไปไม่ได้ มันเป็นแค่ความฝันของคนคนเดียว” หล่อนตอบเศร้าสร้อย
“ฉันจะไปหาเธอที่บ้าน ปลุกเธอขึ้นมา”
“อีกไม่นานฉันจะตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของชายที่ไม่ใช่เธอ มันเป็นอย่างนี้ทุกคืน ทั้ง ๆ ที่ฉันปรารถนาให้เป็นเธอ”
“ฉันเสียใจ . . . เวลาผ่านเลยไปแล้วใช่ไหม” เขาพูดอย่างสิ้นหวัง หันหน้าไปทางวัดพระแก้ว มองเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ไกลออกไป
“อย่าหันหน้าหนีอย่างนั้นสิ เธอจะทำให้ฝันคืนนี้ของฉันเป็นฝันร้าย”
เขานิ่งเงียบ ห่อไหล่เอามือสองข้างซุกไว้ในกระเป๋ากางเกง เท้าก้าวไปเรื่อย ๆ บนทางเดินอันกว้างขวางของสนามหลวง เขารู้สึกถึงความชื้นที่แทรกซึมเข้าไปในรองเท้าผ้าใบ มีคนสองสามคนเดินถือร่มสวนทางมา เสียงยางรถกรีดน้ำที่เจิ่งอยู่บนถนน เสียงกระดิ่งและเสียงล้อเหล็กบดรางดังมาจากรถรางที่เลี้ยวมาจากซอยข้างกระทรวงกลาโหม ผ่านหน้าศาลหลักเมืองแล้วหายไปก่อนถึงหน้ากระทรวงยุติธรรม
“คิดถึงตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันมีความสุขมาก”
“เธอยังเหมือนเดิม” หล่อนหยุด
“คิดถึงอดีตมากกว่าปัจจุบัน”
เขาหยุดเดิน
“จะทำยังไงต่อไป” หล่อนถาม
เขาส่ายหัว
“โอ๊ะ . . . เขามาแล้ว” หล่อนอุทาน “เสียงเคาะประตูนั่น” หล่อนพูดรีบร้อน
“เดี๋ยวก่อน”
“ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว . . . ที่รักเลิกคิดถึงอดีต เลิกค้นหาสิ่งที่ไม่มีอยู่ กลับมาใช้ชีวิตในปัจจุบัน แล้วมองอนาคต ฉันขอร้อง แล้วฉันจะทำเหมือนกัน จะไม่ฝันถึงเธออีกต่อไป” ร่างของหญิงสาวค่อย ๆ เลือนไปจนเขามองไม่เห็น
“เธอไม่รู้หรอว่าประตูอนาคต มันปิดใส่หน้าข้า” เขาพึมพำ รู้สึกเคว้างคว้างเดียวดาย
เขาเดินต่อไป ข้ามถนนตรงหน้าศาลฎีกา ผ่านด้านหลังรูปปั้นพระแม่ธรณีบีบมวยผม ข้ามถนน ข้ามสะพานข้าคลองหลอด จนถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ฝนหยุดตกแล้ว แต่น้ำที่ค้างอยู่บนหลังคาตึกยังตกลงมาบนทางเดิน แมลงสาบวิ่งพล่านอยู่ในเงามืด เขาเดินถึงร้านสกายไฮท์ แล้วตรงเข้าไปที่โต๊ะใต้กันสาด
“นั่งก่อนสิ” ชายสูงอายุที่นั่งอยู่ทัก เขาไหว้แล้วนั่งลง
ชายชราแต่งตัวภูมิฐานเหมือนผู้ดีเก่าที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ ไว้หนวด สูบไปป์ กลิ่นยาเส้นฉุนปนหอมกระจายอยู่รอบ ๆ ที่เก้าอี้ข้าง ๆ มีชายผมยาวแต่งตัวปอน ๆ อายุพอกับเขานั่งอยู่ ท่าทางเมาเต็มที่ ตาปรือจนเกือบหลับ
“เอาเลย รินเหล้าตามสบาย หายหน้าหายตาไปไหนมา”
“ไปข้างนอกมาครับอาจารย์” เขาตอบแล้วผสมเหล้าให้ตัวเอง
“น่าอิจฉา ข้างในนี้มันหายใจหายคอไม่ค่อยออก คนมันเยอะจนเกินไป น่าจะมีสงครามหรือโรคระบาดซะบ้างก็คงดี”
“เป็นไงบ้างครับ”
“ก็งั้น . . . ยินดีด้วย ทุนนิยมกำลังเขมือบตัวเองไปถึงกระเดือกแล้ว”
“คงจะอีกนานมั้งครับก่อนที่มันจะกินหมดตัว แล้วเราฝังสังคมนิยมลงหลุมไปเรียบร้อย ที่เหลือข้างหน้าเห็นจะมีแต่สงครามโลกครั้งที่สามแล้วก็ยุคพระศรีอาริย์”
“ระวังระบบประสาทของเธอหน่อยนะ เธอเป็นคนหนุ่มที่มองอนาคตในเง่ร้าย แต่ยังไงฉันก็ไม่อยู่รอด้วยหรอก” ชายสูงอายุชูแก้วเหล้าขึ้น “นั่งดื่มยาพิษนี่อยู่ทุกวัน”
“งั้นอาจารย์ก็เห็นเหมือนผม”
“ฉันอายุมากแล้ว แต่เธอยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”
“คนรุ่นอาจารย์ไม่เห็นบอกอะไรเราเลย เอาแต่ถลุงทรัพยากร”
“เรามีสมมติฐาน แต่มีตัวอย่างไม่มากพอที่จะหาข้อสรุปให้หนักแน่น”
“ทฤษฎีที่ยังไม่สมบูรณ์ตราบจนประเทศของเรากลายเป็นทะเลทราย”
“เธอนี่ชอบเยอะเย้ย มองคนในแง่ร้ายและไม่ยอมเชื่ออะไรเลย”
“เปล่าครับ ผมไม่รู้จะเชื่ออะไรดีต่างหาก ทุกสิ่งซับซ้อนยุ่งยาก ผิดแล้วไม่รู้จะแก้ที่ไหน”
“แก้ที่จุดเริ่มต้นสิ” “เป็นความคิดที่ดีครับ แต่จุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหน”
“เธอพาฉันไปไกลแล้ว . . . รู้จักนักเคี้ยวแก้วหรือยัง” ชายชราเอื้อมมือไปตบบ่าชายผมยาว
“สวัสดีครับ” เขาทัก ชายนักเคี้ยวแก้วมีท่าทางเหมือนเพิ่งรู้ว่าเขามานั่งอยู่ด้วย
ชายสูงอายุยื่นแก้วเปล่าใบหนึ่งให้นักเคี้ยวแก้ว
“แสดงให้สหายของฉันดูหน่อยสิ”
นักเคี้ยวแก้วพยายามปรือตาขึ้น แล้วหน้าก็ปรากฎยิ้มพรายแบบนักมายากล เขาเอาแก้วจรดกับริมฝีปาก หยุดยิ้ม อ้าปากงับแก้ว เสียงดังแก๊ก ปากแก้วแตกออก อย่างช้า ๆ และระมัดระวัง เหมือนคนกำลังชิมอาหารร้อน ๆ ที่เพิ่งยกจากเตา นักเคี้ยวแก้วค่อย ๆ เคี้ยวแก้วที่อยู่ในปากอย่างเนิบนาบ เสียงฟันบดสีกับเศษแก้วฟังดูน่าสยอง นักเคี้ยวแก้วเคี้ยวต่อไปหน้าตาเฉย กลืน แล้วกัดอีกคำ ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือดออก ไม่แสดงความเจ็บปวด เมื่อเริ่มเข้าคำที่สามก็เคี้ยวเร็วขึ้น ๆ ราวกับกำลังพึงพอใจในรสชาติของมัน เพลิดเพลินเจริญใจเหมือนกับแก้วเป็นขนมกรุบกรอบ พอถึงก้นแก้วเขาขบเล็มส่วนบาง ๆ ไปรอบ ๆ จนหมด แล้ววางลงกับโต๊ะ มันดูเหมือนเบี้ยกลม ๆ หนา ๆ อันหนึ่ง นักเคี้ยวแก้วใช้นิ้วชี้นิ้วหัวแม่มือคีบก้นแก้วขึ้นมา พยักพเยิดเชิญชวนให้เขาลองชิมดู เหมือนมันเป็นอาหารเลิศรสจากแดนไกลที่ไม่มีใครเคยได้กินมาก่อน เขาส่ายหน้า นักเคี้ยวแก้วจึงอ้าปากส่งมันเข้าไปทั้งชิ้น แล้วเคี้ยวแก้วหนาเกือบครึ่งนิ้งได้อย่างง่ายดายเหมือนเคี้ยวก้อนน้ำแข็ง เมื่อกลืนแก้วคำสุดท้ายลงท้อง นักเคี้ยวแก้วก็เอนหลังลงพิงพนัก ตาปรือเหมือนใกล้หลับอย่างเคย
“ก่อนที่จะมาเป็นนักเคี้ยวแก้ว เขาเคยเป็นกวี”
“ไม่งั้นเราคงต้องไล่เขาออกจากเมืองแบบที่เพลโต้บอก”
“เขาว่า เคยคิดว่าตัวเองเป็นกวีตั้งแต่เกิด แต่พออายุสามสิบสามเขาค้นพบว่าเขามีบทกวีดี ๆ อยู่แค่บทเดียว เขาเลยเปลี่ยนมาเป็นนักเคี้ยวแก้ว”
“น่าสนใจครับ”
“ฉันคิดว่าเขาค้นพบกวีนิพนธ์ชิ้นเอกแล้ว โดยไม่ต้องเขียนต้องพูดด้วยซ้ำ ฉันซาบซึ้งจนน้ำตาไหลทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแก้วในปากของเขา”
“น่าอิจฉา ผมมักจะรู้สึกว่ากำลังหลงทางอยู่ในเขาวงกต หาอะไรไม่พบเลยสักอย่าง”
“ฉันเองก็เคยหลงทางอย่างเธอ มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนหนุ่ม เมื่อเวลาผ่านไป เธอจะเลิกคลำหาทางออก แล้วนั่งลงหาความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว”
“ผมทำไม่ได้ครับ ผมไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในอะไรเลย”
“แม้แต่ศาสนาของเราหรือ”
“ผมสนใจศาสนาครับ แต่ยังปฏิบัติไม่ได้”
“ดูอย่างฉัน ฉันใช้วัดกับคำสอนเป็นหลุมหลบภัยทางใจชั่วครั้งชั่วคราว”
“อาจารย์ไม่ละอายใจหรือครับที่รับศีลมาแล้วก็ผิดมัน”
“ฉันทิ้งศีลไว้ให้พระในวัด ไม่เคยได้เอาออกมาสักที”
“อาจารย์สนใจแต่ปรัชญา”
“คนเราต้องมีศรัทธาอยู่บ้างถึงจะมีชีวิตอยู่ได้นะพ่อหนุ่ม เลือกเอาสักอย่างซิ”
“ถ้างั้นผมคงเลือกศรัทธาในอดีต”
“อดีตมันผ่านไปแล้ว”
“สำหรับผมมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมไปถึงได้” เขาบอกแล้วลุกขึ้นเดินออกไปกลางถนนราชดำเนิน
“เฮ้ย” เสียงอาจารย์ร้องอย่างตกใจ “อย่าทำอะไรบ้า ๆ”
แสงไฟจากหน้ารถที่กำลังวิ่งสวนมา เสียงแตรดังลั่น แล้วพลันก็มีเสียงปืน กลิ่นดินปืน แสงไฟจากกระสุนส่องแสงขีดเป็นเส้นสีส้มในความมืด เสียงคนร้อง เสียงร้องเพลงของคนจำนวนหนึ่ง เสียงขวดพลาสติกเคาะกับพื้นถนนเป็นจังหวะ เสียงปืนที่ระดมยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงคนกำลังปราศรัยที่สนามหลวง แล้วก็กลายเป็นเวลากลางวัน ไฟกำลังลุกไหม้ตึกที่แยกคอกวัว กลิ่นควันไฟ ความพินาศ
เขาหมุนไปรอบ ๆ เวลากำลังเดินถอยหลัง พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วลับหายไปทางตะวันออก เขามองดู ได้กลิ่น และรู้สึกถึงสัมผัสของกาละที่ผ่านกลับไปอย่างรวดเร็ว สะพานพระปิ่นเกล้าหายไป เสียงปืนลึกลับนัดหนึ่งดังแว่วมาจากในพระบรมมหาราชวัง ตึกทั้งหมดหายไป มืดแล้วสว่าง สว่างแล้วมืด เสียงหวีดหวิวของลูกระเบิดเครื่องบินสัมพันธมิตรทิ้งลงมายังฝั่งสถานีรถไฟ บางกอกน้อย แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เครื่องบินปีกสองชั้นของฝ่ายกบฎแล่นถลาตกลงไปพังยับเยินกลางสนามหลวง พื้นที่เขายืนเปลี่ยนเป็นหิน เขาเห็นซุ้มประตูช้างรับเสด็จรัชกาลที่ห้าจากยุโรป และพื้นเปลี่ยนเป็นดิน แสงของกลางวันและความมืดของกลางคืนเปลี่ยนเป็นเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ จนดูเหมือไฟเปิดและปิด วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังหายไป ต้นไม้ขึ้น เก้งกวางวิ่งอยู่กลางทุ่ง และพื้นกลายเป็นโคลน ไม้โกงกาง ปลาตีน ปู ปลา น้ำเค็มท่วมเข้ามาและสูงขึ้นเรื่อย ๆ กลางวันกลางคืนเปลี่ยนเร็วเหมือนไฟกะพริบ เขายืนอยู่ในทะเล ฝั่งเขยิบไกลออกไป คลื่นลมปั่นป่วน ฝนตกลงมา ฟ้าผ่า คลื่นปะทะเข้าเต็มหน้า และพื้นโคลนหายไป เขาลอยคอผลุบโผล่อยู่บนยอดคลื่น . . .
เขากำลังจมลง จมลงไปยังก้นมหาสมุทร มหาสมุทรแห่งอดีตกาล.
ตีพิมพ์ครั้งแรกในช่อการะเกด ฉบับพฤศจิกายน - ธันวาคม 2541
ได้รับอนุญาตถูกต้องจากผู้เขียน.