• Deal all,

    i’ve just finished my last trip with 4 friends from “IFCT”.
    they choose uk just because of me
    so i return their good willingness by taking 8-days parachute from school.
    we hire a car, it’s citreon, xantia with unbelievable talking system.
    it tells us where are we and where we’re heading to
    but works only on main road.
    can’t believe. we start our trip from london to winsor palace,
    not far from london, then heading to stonhenge and bath, my 2nd time.

    The next day we head to cardiff which is the capital of wales,
    a lovely city.
    next destination is hey on wyne, the world capital of 2nd hand book,
    too many book shops to visit. next is a lovely lake district
    which is the most famous among the national parks
    but we stop by at manchester for old trafford,
    manchester united football playground.
    i and some don’t let my money out of my pocket just for a football field,
    other who’re football fan think completely different.
    we travel a short trip on boat for sight seeing on the lake.
    the place’s full of senior citizen,
    no….no…..that’s not including me :P

    we move on to edinburge which is the capital of scotland.
    the city is so big that we feel some pressure driving inside the city.
    some streets are one-way which make us some inconvenience.
    u can see mountain, sea, landscape and castle within the city center.
    i personally like this city
    but can’t imagine myself in a very cold area like scot.in winter. brew!!!!

    next city is durham and then my 2nd time in york.
    i show my school to friends so they miss cambridge for nottingham.
    can’t help since it’s raining that day.
    the reason we can travel to so many places
    is just ‘the season in the sun’ (original version or westlife is fine for me).
    summer here is bright until 9 p.m.
    and the day start so early approx. 6 a.m.
    the climate is amazing, 15+ up to 24.
    we end our trip in london
    and i pass on my duty to a colleague of mine
    who also study here under the same scholar.
    they will leave london tom.
    after a big fun,
    i’ve 6 exams lying ahead for me starting from this coming friday.
    surprisingly, i’m not worry and feel none of pressure.
    wondering for my own cool.
    hope u all’re happy with yr life.

    take care,
    sit

    Tags: , ,

  • โดย… มหรรณพ โฉมเฉลา

    เขาหมุนไปรอบ ๆ เวลากำลังเดินถอยหลัง พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วลับหายไปทางตะวันออก เขามองดู ได้กลิ่น และรู้สึกถึงสัมผัสของกาละที่ผ่านกลับไปอย่างรวดเร็ว สะพานพระปิ่นเกล้าหายไป เสียงปืนลึกลับนัดหนึ่งดังแว่วมาจากในพระบรมมหาราชวัง

    แสงสนธยาสีส้มแดงระบายอยู่บนขอบเมฆฝนชั่วครู่ แล้วสีน้ำเงินเข้มข้นของราตรีก็เข้ามาครอบงำพร้อมกับสายฝนโปรยปราย

    ผู้คนที่ท่าเรือบางตาลงไปมาก หลังเรือด่วนลำสุดท้ายจากไป แสงสะท้อนจากกระจกประดับเครื่องบนของอาคารในพระบรมมหาราชวัง ส่องมลังเมลืองเหมือนในเทพนิยายอยู่อีกฟากหนึ่ง ระลอกคลื่นจากเรือโยงบรรทุกทรายกลางแม่น้ำหนุนโป๊ะให้ลอยขึ้น เสียงเหล็กเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด ลมเย็นชื้นเม็ดฝนพัดเข้ามาจากทางใต้ของลำน้ำ เมื่อเรือเข้าเทียบท่าผู้คนเคลื่อนไหวพลุกพล่านขึ้นอีกครั้ง ผู้หญิงในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดก้าวขึ้นมาจากเรือข้ามฟาก เสียงถอนใจของชายท่าทางเหนื่อยอ่อนจากการทำงาน กลิ่นอับเหงื่อไคล วิญญาณเด็ก ๆ ในชุดนักเรียนที่ยังเดินทางไม่ถึงบ้านตั้งแต่ครั้งโป๊ะล่มเมื่อหลายปีก่อน ปะปนไปกับผู้คน พากันวิ่งเกาะแขนคนนั้นทีคนนี้ที อ้อนวอนให้พากลับไปส่งบ้าน แต่ไม่มีใครได้ยิน เสียงกระหึ่มและแสงสปอตไลท์เป็นลำของเรือหางยาววิ่งไปทางปากคลองบางกอกน้อย เรือข้ามฟากลำเล็กโคลงเคลง เขาก้าวลงแล้วเดินไปท้ายเรือ เพ่งมองแสงสะท้อนหลากสีของไฟจากแหล่งต่าง ๆ บนพื้นน้ำ แสงสีเจิดจ้าจากไฟโฆษณาของร้านถ่ายรูป แสงทึม ๆ ซีด ๆ จากตึกโบราณในโรงพยาบาลศิริราชที่หันหน้าออกสู่ลำน้ำ ไฟจากสะพานพระปิ่นเกล้าและรถยนต์บนนั้น แสงตะเกียง เสียงระฆังเรือ เสียงใบเรือสะบัดปลายที่เปียกฝน และเสียงกู่ร้องของลูกเรือในเรือใบสามเสาสัญชาติฝรั่งเศสชื่อ ลัวโซ่ ซึ่งมุ่งหน้าขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว ประกายจากดวงตาของปลาราหูและเงาดำของมันเคลื่อนไปเงียบ ๆ ใต้น้ำ

    เรือเทียบโป๊ะท่าพระจันทร์ ฝนซาลงเป็นเม็ดฝอย ๆ เสียงน้ำจากหลังคาตึกตกลงกระทบกันสาด เขายังเดินอยู่ข้างใต้มัน หลบหลีกผู้คนและร้านแผงลอยขายของที่วางเกะกะอยู่บนทางเท้า เขาหยุดยืนดูอยู่หน้าร้านขายหนังสือ กวาดตาดูหนังสือพิมพ์และวารสาร

    “มี สยามนิกร ไหม” เขาถามคนขาย

    “ไม่มีครับ”

    “งั้น ศรีกรุงรายเดือน”

    “ไม่มีครับ”

    “สุภาพบุรุษรายปักษ์”

    “ไม่มี”

    “เอกชนรายสัปดาห์”

    “ไม่”

    เด็กสาวในชุดกระโปรงนักศึกษาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หยิบ แอล ฉบับภาษาไทยแล้วจ่ายเงิน เขาหยิบหนังสือพิมพ์ มติชน กรอบบ่ายขึ้นมาดูวันที่แล้ววางมันลง

    เขาเดินผ่านร้านขายของแบบเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ขอทานมือกุดนอนเหยียดยาวอยู่ข้าง ๆ ประตูกระจก ไม่แยแสต่อพื้นซึ่งเปียกแฉะ กระดิ่งกังวานเมื่อประตูร้านเปิด “เชิญค่ะ . . . รับอะไรดีคะ” ขอทานเคาะขันอลูมิเนียมลงกับพื้นเสียงดัง

    ที่ป้ายรถเมล์เขาเข้าไปในตู้โทรศัพท์ กดหมายเลขจากความทรงจำ เสียงสัญญาณเรียกดังครั้งแล้วครั้งเล่า ฟังดูวังเวง เหมือนไกลแสนไกล ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ไม่มีใครรับสาย

    เขาออกมาจากตู้เดินมาหยุดหน้าร้านขายแว่นและนาฬิกาที่กำลังจะปิด มองหาเวลาในขณะนี้จากนาฬิกา แต่ในนั้นมีเวลาที่ต่างกันไปมากมาย

    “เวลาไหนเล่าที่เป็นความจริง” เขาพึมพำถามตัวเอง ตอนที่เขายังเป็นเด็ก เมื่อไปตัดผมที่ร้านเขามักแปลกใจเสมอเมื่อเห็นเงาสะท้อนของตัวเองหลาย ๆ คนอยู่ในกระจกเงาข้างหน้าและข้างหลัง เขาหมุนเก้าอี้เล่น พยายามดูเงาข้างหน้าข้างหลังพร้อม ๆ กัน แล้วถามช่างตัดผม “ลุงรู้ไหม ผมคนไหนที่ไม่ใช่เงาสะท้อน” ช่างตัดผมหัวเราะ “หนู ว่ากันตามจริง ลุงก็ไม่รู้หรอก . . . แต่คนที่จ่ายเงินค่าตัดผมให้ได้น่ะ น่าจะไม่ใช่เงาสะท้อน”

    เขาเดินย้อนขึ้นไปตามถนนพระจันทร์ ผ่านหน้าวัดมหาธาตุฯ ไปจนถึงต้นถนนตัดกับถนนหน้าพระลาน ฝนยังคงพรำ เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้ทาสีแดงบานใหญ่ กลิ่นดอกแก้วหอมเย็นแทรกตัวไหลออกมาทางช่องว่างระหว่างประตูกับกำแพง เสียงเครื่องสาย ขลุ่ยและระนาดดังแว่วออกมาจากอดีตกาลหลังประตู นั่นเหมือนอย่างเคย เขาหยุดยืนฟัง รู้สึกเสมอมาว่าข้างหลังประตูยังมีชีวิตที่กำลังดำเนินไปในเวลาที่แตกต่างจากปัจจุบัน เหมือนกับเวลาในนาฬิกาที่เดินช้ากว่าเรือนอื่น

    “เธอก็รู้ว่าชีวิตในอดีตเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและอันตราย” เสียงผู้หญิงดังมาจากทางข้างหลัง

    “อย่างน้อยเราก็รู้แน่ชัดว่าจะสู้กับอะไร พวกคณะราษฎร์กับพวกเจ้า เสรีไทยสู้กับกองทัพญี่ปุ่น นักศึกษาสู้กับเผด็จการทหาร ซ้ายสู้กับขวา แต่ตอนนี้ . . . เราผจญกับศัตรูที่ลื่นไหลและซับซ้อน” เขาพูดแล้วหันไปหาต้นเสียงแต่ไม่เห็น

    “ทำไมชอบต่อสู้กันนัก ไม่มีใครรู้หรอกว่าราคาของมันเป็นเท่าไหร่ จนกระทั่งเวลาได้ผ่านไป วันคืนเก่า ๆ นั้นไม่สวยงามหมดจดไปทั้งหมดอย่างที่เธอคิด” ผู้หญิงในชุดนอนบางเบาปรากฎตัวอยู่ข้างหน้า “ฉันนึกอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งจะได้พบเธอที่นี่อีกครั้ง”

    เขาจ้องมองดูหล่อนท่ามกลางฝอยฝน “เธอกำลังจะเปียก” เขาว่า

    “ไม่หรอก . . . ไปกันเถอะ”

    หล่อนชวน เขากับหล่อนออกเดิน

    “ฉันโทร.ไปหา แต่ไม่มีคนรับสาย” เขาบอก

    “ฉันหลับแล้วไม่เคยตื่นขึ้นรับโทรศัพท์”

    “ทำไมถึงเข้านอนแต่หัวค่ำ”

    “เพื่อจะได้มาดักพบเธอที่นี่ในความฝัน”

    “งั้นนี่ก็ . . . เป็นความฝันของเธอ”

    “ตั้งแต่เธอจากไป แล้วหาเธอไม่พบในโลกของการตื่น ฝันเป็นวิธีเดียวที่ฉันจะมาดักพอเธอที่นี่ได้ทุกคืน” เขาเงียบ ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง

    “ใคร ๆ ก็ว่าฉันเหมือนเด็กนักเรียนที่เข้านอนแต่หัวค่ำ” หล่อนหัวเราะขื่น ๆ

    “เธอหายไปไหนมา” “ข้างนอก” เขาตอบ

    “เจอสิ่งที่ค้นหาไหม” หล่อนถาม

    เขาส่ายหน้า “มีการศึกษาแต่ไม่รู้อะไรเลย มีงานทำแต่ว่างเปล่า เดินทางออกไปหาข้างนอกนั่น แต่ไม่พบอะไรเลย”

    ทั้งสองเดินทางมาถึงเกาะสามเหลี่ยมกลางถนน ตรงกลางเป็นบ่อน้ำพุล้อมรอบไปด้วยเงาของต้นมะขาม ฝนและลมชื้นททำให้เขาหนาวเยือก เขาจ้องมองหน้าอกเปลือยเปล่าใต้ผ้าอันบางเบา ดูนุ่มนวลและอบอุ่นเหมือนผ้านวมในฤดูหนาว

    “ฉันหนาว” เขาพึมพำส่งสายตาวิงวอน “หนาวจริง ๆ”

    “เป็นไปไม่ได้ มันเป็นแค่ความฝันของคนคนเดียว” หล่อนตอบเศร้าสร้อย

    “ฉันจะไปหาเธอที่บ้าน ปลุกเธอขึ้นมา”

    “อีกไม่นานฉันจะตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของชายที่ไม่ใช่เธอ มันเป็นอย่างนี้ทุกคืน ทั้ง ๆ ที่ฉันปรารถนาให้เป็นเธอ”

    “ฉันเสียใจ . . . เวลาผ่านเลยไปแล้วใช่ไหม” เขาพูดอย่างสิ้นหวัง หันหน้าไปทางวัดพระแก้ว มองเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ไกลออกไป

    “อย่าหันหน้าหนีอย่างนั้นสิ เธอจะทำให้ฝันคืนนี้ของฉันเป็นฝันร้าย”

    เขานิ่งเงียบ ห่อไหล่เอามือสองข้างซุกไว้ในกระเป๋ากางเกง เท้าก้าวไปเรื่อย ๆ บนทางเดินอันกว้างขวางของสนามหลวง เขารู้สึกถึงความชื้นที่แทรกซึมเข้าไปในรองเท้าผ้าใบ มีคนสองสามคนเดินถือร่มสวนทางมา เสียงยางรถกรีดน้ำที่เจิ่งอยู่บนถนน เสียงกระดิ่งและเสียงล้อเหล็กบดรางดังมาจากรถรางที่เลี้ยวมาจากซอยข้างกระทรวงกลาโหม ผ่านหน้าศาลหลักเมืองแล้วหายไปก่อนถึงหน้ากระทรวงยุติธรรม

    “คิดถึงตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันมีความสุขมาก”

    “เธอยังเหมือนเดิม” หล่อนหยุด

    “คิดถึงอดีตมากกว่าปัจจุบัน”

    เขาหยุดเดิน

    “จะทำยังไงต่อไป” หล่อนถาม

    เขาส่ายหัว

    “โอ๊ะ . . . เขามาแล้ว” หล่อนอุทาน “เสียงเคาะประตูนั่น” หล่อนพูดรีบร้อน

    “เดี๋ยวก่อน”

    “ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว . . . ที่รักเลิกคิดถึงอดีต เลิกค้นหาสิ่งที่ไม่มีอยู่ กลับมาใช้ชีวิตในปัจจุบัน แล้วมองอนาคต ฉันขอร้อง แล้วฉันจะทำเหมือนกัน จะไม่ฝันถึงเธออีกต่อไป” ร่างของหญิงสาวค่อย ๆ เลือนไปจนเขามองไม่เห็น

    “เธอไม่รู้หรอว่าประตูอนาคต มันปิดใส่หน้าข้า” เขาพึมพำ รู้สึกเคว้างคว้างเดียวดาย

    เขาเดินต่อไป ข้ามถนนตรงหน้าศาลฎีกา ผ่านด้านหลังรูปปั้นพระแม่ธรณีบีบมวยผม ข้ามถนน ข้ามสะพานข้าคลองหลอด จนถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ฝนหยุดตกแล้ว แต่น้ำที่ค้างอยู่บนหลังคาตึกยังตกลงมาบนทางเดิน แมลงสาบวิ่งพล่านอยู่ในเงามืด เขาเดินถึงร้านสกายไฮท์ แล้วตรงเข้าไปที่โต๊ะใต้กันสาด

    “นั่งก่อนสิ” ชายสูงอายุที่นั่งอยู่ทัก เขาไหว้แล้วนั่งลง

    ชายชราแต่งตัวภูมิฐานเหมือนผู้ดีเก่าที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ ไว้หนวด สูบไปป์ กลิ่นยาเส้นฉุนปนหอมกระจายอยู่รอบ ๆ ที่เก้าอี้ข้าง ๆ มีชายผมยาวแต่งตัวปอน ๆ อายุพอกับเขานั่งอยู่ ท่าทางเมาเต็มที่ ตาปรือจนเกือบหลับ

    “เอาเลย รินเหล้าตามสบาย หายหน้าหายตาไปไหนมา”

    “ไปข้างนอกมาครับอาจารย์” เขาตอบแล้วผสมเหล้าให้ตัวเอง

    “น่าอิจฉา ข้างในนี้มันหายใจหายคอไม่ค่อยออก คนมันเยอะจนเกินไป น่าจะมีสงครามหรือโรคระบาดซะบ้างก็คงดี”

    “เป็นไงบ้างครับ”

    “ก็งั้น . . . ยินดีด้วย ทุนนิยมกำลังเขมือบตัวเองไปถึงกระเดือกแล้ว”

    “คงจะอีกนานมั้งครับก่อนที่มันจะกินหมดตัว แล้วเราฝังสังคมนิยมลงหลุมไปเรียบร้อย ที่เหลือข้างหน้าเห็นจะมีแต่สงครามโลกครั้งที่สามแล้วก็ยุคพระศรีอาริย์”

    “ระวังระบบประสาทของเธอหน่อยนะ เธอเป็นคนหนุ่มที่มองอนาคตในเง่ร้าย แต่ยังไงฉันก็ไม่อยู่รอด้วยหรอก” ชายสูงอายุชูแก้วเหล้าขึ้น “นั่งดื่มยาพิษนี่อยู่ทุกวัน”

    “งั้นอาจารย์ก็เห็นเหมือนผม”

    “ฉันอายุมากแล้ว แต่เธอยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”

    “คนรุ่นอาจารย์ไม่เห็นบอกอะไรเราเลย เอาแต่ถลุงทรัพยากร”

    “เรามีสมมติฐาน แต่มีตัวอย่างไม่มากพอที่จะหาข้อสรุปให้หนักแน่น”

    “ทฤษฎีที่ยังไม่สมบูรณ์ตราบจนประเทศของเรากลายเป็นทะเลทราย”

    “เธอนี่ชอบเยอะเย้ย มองคนในแง่ร้ายและไม่ยอมเชื่ออะไรเลย”

    “เปล่าครับ ผมไม่รู้จะเชื่ออะไรดีต่างหาก ทุกสิ่งซับซ้อนยุ่งยาก ผิดแล้วไม่รู้จะแก้ที่ไหน”

    “แก้ที่จุดเริ่มต้นสิ” “เป็นความคิดที่ดีครับ แต่จุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหน”

    “เธอพาฉันไปไกลแล้ว . . . รู้จักนักเคี้ยวแก้วหรือยัง” ชายชราเอื้อมมือไปตบบ่าชายผมยาว

    “สวัสดีครับ” เขาทัก ชายนักเคี้ยวแก้วมีท่าทางเหมือนเพิ่งรู้ว่าเขามานั่งอยู่ด้วย

    ชายสูงอายุยื่นแก้วเปล่าใบหนึ่งให้นักเคี้ยวแก้ว

    “แสดงให้สหายของฉันดูหน่อยสิ”

    นักเคี้ยวแก้วพยายามปรือตาขึ้น แล้วหน้าก็ปรากฎยิ้มพรายแบบนักมายากล เขาเอาแก้วจรดกับริมฝีปาก หยุดยิ้ม อ้าปากงับแก้ว เสียงดังแก๊ก ปากแก้วแตกออก อย่างช้า ๆ และระมัดระวัง เหมือนคนกำลังชิมอาหารร้อน ๆ ที่เพิ่งยกจากเตา นักเคี้ยวแก้วค่อย ๆ เคี้ยวแก้วที่อยู่ในปากอย่างเนิบนาบ เสียงฟันบดสีกับเศษแก้วฟังดูน่าสยอง นักเคี้ยวแก้วเคี้ยวต่อไปหน้าตาเฉย กลืน แล้วกัดอีกคำ ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือดออก ไม่แสดงความเจ็บปวด เมื่อเริ่มเข้าคำที่สามก็เคี้ยวเร็วขึ้น ๆ ราวกับกำลังพึงพอใจในรสชาติของมัน เพลิดเพลินเจริญใจเหมือนกับแก้วเป็นขนมกรุบกรอบ พอถึงก้นแก้วเขาขบเล็มส่วนบาง ๆ ไปรอบ ๆ จนหมด แล้ววางลงกับโต๊ะ มันดูเหมือนเบี้ยกลม ๆ หนา ๆ อันหนึ่ง นักเคี้ยวแก้วใช้นิ้วชี้นิ้วหัวแม่มือคีบก้นแก้วขึ้นมา พยักพเยิดเชิญชวนให้เขาลองชิมดู เหมือนมันเป็นอาหารเลิศรสจากแดนไกลที่ไม่มีใครเคยได้กินมาก่อน เขาส่ายหน้า นักเคี้ยวแก้วจึงอ้าปากส่งมันเข้าไปทั้งชิ้น แล้วเคี้ยวแก้วหนาเกือบครึ่งนิ้งได้อย่างง่ายดายเหมือนเคี้ยวก้อนน้ำแข็ง เมื่อกลืนแก้วคำสุดท้ายลงท้อง นักเคี้ยวแก้วก็เอนหลังลงพิงพนัก ตาปรือเหมือนใกล้หลับอย่างเคย

    “ก่อนที่จะมาเป็นนักเคี้ยวแก้ว เขาเคยเป็นกวี”

    “ไม่งั้นเราคงต้องไล่เขาออกจากเมืองแบบที่เพลโต้บอก”

    “เขาว่า เคยคิดว่าตัวเองเป็นกวีตั้งแต่เกิด แต่พออายุสามสิบสามเขาค้นพบว่าเขามีบทกวีดี ๆ อยู่แค่บทเดียว เขาเลยเปลี่ยนมาเป็นนักเคี้ยวแก้ว”

    “น่าสนใจครับ”

    “ฉันคิดว่าเขาค้นพบกวีนิพนธ์ชิ้นเอกแล้ว โดยไม่ต้องเขียนต้องพูดด้วยซ้ำ ฉันซาบซึ้งจนน้ำตาไหลทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแก้วในปากของเขา”

    “น่าอิจฉา ผมมักจะรู้สึกว่ากำลังหลงทางอยู่ในเขาวงกต หาอะไรไม่พบเลยสักอย่าง”

    “ฉันเองก็เคยหลงทางอย่างเธอ มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนหนุ่ม เมื่อเวลาผ่านไป เธอจะเลิกคลำหาทางออก แล้วนั่งลงหาความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว”

    “ผมทำไม่ได้ครับ ผมไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในอะไรเลย”

    “แม้แต่ศาสนาของเราหรือ”

    “ผมสนใจศาสนาครับ แต่ยังปฏิบัติไม่ได้”

    “ดูอย่างฉัน ฉันใช้วัดกับคำสอนเป็นหลุมหลบภัยทางใจชั่วครั้งชั่วคราว”

    “อาจารย์ไม่ละอายใจหรือครับที่รับศีลมาแล้วก็ผิดมัน”

    “ฉันทิ้งศีลไว้ให้พระในวัด ไม่เคยได้เอาออกมาสักที”

    “อาจารย์สนใจแต่ปรัชญา”

    “คนเราต้องมีศรัทธาอยู่บ้างถึงจะมีชีวิตอยู่ได้นะพ่อหนุ่ม เลือกเอาสักอย่างซิ”

    “ถ้างั้นผมคงเลือกศรัทธาในอดีต”

    “อดีตมันผ่านไปแล้ว”

    “สำหรับผมมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมไปถึงได้” เขาบอกแล้วลุกขึ้นเดินออกไปกลางถนนราชดำเนิน

    “เฮ้ย” เสียงอาจารย์ร้องอย่างตกใจ “อย่าทำอะไรบ้า ๆ”

    แสงไฟจากหน้ารถที่กำลังวิ่งสวนมา เสียงแตรดังลั่น แล้วพลันก็มีเสียงปืน กลิ่นดินปืน แสงไฟจากกระสุนส่องแสงขีดเป็นเส้นสีส้มในความมืด เสียงคนร้อง เสียงร้องเพลงของคนจำนวนหนึ่ง เสียงขวดพลาสติกเคาะกับพื้นถนนเป็นจังหวะ เสียงปืนที่ระดมยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงคนกำลังปราศรัยที่สนามหลวง แล้วก็กลายเป็นเวลากลางวัน ไฟกำลังลุกไหม้ตึกที่แยกคอกวัว กลิ่นควันไฟ ความพินาศ

    เขาหมุนไปรอบ ๆ เวลากำลังเดินถอยหลัง พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วลับหายไปทางตะวันออก เขามองดู ได้กลิ่น และรู้สึกถึงสัมผัสของกาละที่ผ่านกลับไปอย่างรวดเร็ว สะพานพระปิ่นเกล้าหายไป เสียงปืนลึกลับนัดหนึ่งดังแว่วมาจากในพระบรมมหาราชวัง ตึกทั้งหมดหายไป มืดแล้วสว่าง สว่างแล้วมืด เสียงหวีดหวิวของลูกระเบิดเครื่องบินสัมพันธมิตรทิ้งลงมายังฝั่งสถานีรถไฟ บางกอกน้อย แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เครื่องบินปีกสองชั้นของฝ่ายกบฎแล่นถลาตกลงไปพังยับเยินกลางสนามหลวง พื้นที่เขายืนเปลี่ยนเป็นหิน เขาเห็นซุ้มประตูช้างรับเสด็จรัชกาลที่ห้าจากยุโรป และพื้นเปลี่ยนเป็นดิน แสงของกลางวันและความมืดของกลางคืนเปลี่ยนเป็นเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ จนดูเหมือไฟเปิดและปิด วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังหายไป ต้นไม้ขึ้น เก้งกวางวิ่งอยู่กลางทุ่ง และพื้นกลายเป็นโคลน ไม้โกงกาง ปลาตีน ปู ปลา น้ำเค็มท่วมเข้ามาและสูงขึ้นเรื่อย ๆ กลางวันกลางคืนเปลี่ยนเร็วเหมือนไฟกะพริบ เขายืนอยู่ในทะเล ฝั่งเขยิบไกลออกไป คลื่นลมปั่นป่วน ฝนตกลงมา ฟ้าผ่า คลื่นปะทะเข้าเต็มหน้า และพื้นโคลนหายไป เขาลอยคอผลุบโผล่อยู่บนยอดคลื่น . . .

    เขากำลังจมลง จมลงไปยังก้นมหาสมุทร มหาสมุทรแห่งอดีตกาล.

    ตีพิมพ์ครั้งแรกในช่อการะเกด ฉบับพฤศจิกายน - ธันวาคม 2541
    ได้รับอนุญาตถูกต้องจากผู้เขียน.

    Tags: ,

  • สวัสดีครับ หลังจากหายหน้าหายตาไปฉบับหนึ่ง เนื่องจากมีผู้อ่านร่วมเขียนเล่าประสบการณ์การเป็นพ่อให้พวกเราได้อ่านกัน ฉบับนี้ผมกลับมาแล้ว กลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าสนุกๆ ของเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวน (บังเกิดเกล้าด้วย) มาครั้งนี้จะมาเล่าเรื่องการไปโรงเรียนกันต่อครับ

    หลังจากการไปโรงเรียนได้ประมาณ 2 -3 อาทิตย์ มันทำให้ผมเห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มมาอีกครับ คือ ตอนนี้เป็นช่วงเปิดเทอมแล้ว เขาต้องเข้าเรียนเช้าขึ้นอีกครึ่งชั่วโมง คือ เข้าเรียนตอน 8.30 น. แทนที่จะเป็น 9.00 น. เหมือนตอนเรียนพิเศษช่วงปิดเทอม เขาเริ่มออกอาการขี้เกียจไปโรงเรียนอีกแล้วครับ ซึ่งผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ไม่อยากไปเพราะไม่ชอบโรงเรียน หรือไม่อยากไปเพราะต้องตื่นเช้าขึ้น

    ตอนเช้านั้น เขาจะปลุกยากมาก ร้องโวยวาย ไม่ยอมตื่นนอน พาลจะไปไม่โรงเรียนทุกวันเลย เขาคงคิดว่า “อะไรกันเนี่ย… กำลังนอนอยู่สบายๆ ดันมาปลุกกัน แล้วยังต้องไปโรงเรียนอีก เซ็งจริง ๆ แบบนี้ไม่ไปโรงเรียนดีกว่า”

    จริง ๆ แล้วเขาก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะอย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า เขาไปคนนอนดึกมาก เขาไม่เคยนอนก่อนสี่ทุ่มเลย แล้วเขาจะตื่นไปโรงเรียนแต่เช้าได้หรือ เฮ้อ…

    อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ คือ เขาคงไปก่อนวีรกรรมอะไรเข้าให้แล้วที่โรงเรียน ทำให้ถูกคุณครูดุเอา เลยไม่อาจไปโรงเรียน เขาชอบพูดขึ้นมาว่า “จะเตะเพื่อน จะชกเพื่อน” และต่อด้วย “ไม่เตะเพื่อน ไม่รังแกเพื่อน..” ฟังดูแล้วมันทะแม่งๆ อย่างไรชอบกล ผมก็เลยคิดว่า เขาคงจะไปทะเลาะกับเพื่อน จะเป็นคนไปแกล้งเพื่อน หรือถูกเพื่อนแกล้งก็ไม่รู้ แล้วคุณครูก็อาจดุ หรือพูดปรามเด็กว่าไม่ควรเตะเพื่อน ไม่รังแกเพื่อน อะไรทำนองนี้แหละครับ

    เมื่อหลายวันก่อน เขาก็กลับมาโดยมีแผลติดมาด้วยข้างๆ ตาขวา 2 แผล ถามเขาว่าไปทำอะไรมา เขาก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ วิ่งหนีไปเล่นโน่นเล่นนี่ตลอด จวบจนตอนดึก กำลังจะนอน คือ เริ่มเคลิ้มๆ หน่อย คุณแม่เขาก็เลียบเคียงถามมาได้ใจความว่า “ไปผลักป๊อปอายมา เขาล้มเลย เขาเลยกลับบ้านไปเลย” แต่ผมเองนั้นไม่ค่อยเชื่อหรอกครับว่าเขาไปแกล้งเพื่อน ไม่ได้เข้าข้างลูกนะครับ คือ ปกติเขาจะเป็นลักษณะที่ว่า เก่งแต่ในบ้านครับ เคยออกไปข้างนอก เจอเด็กรุ่นเดียวกัน เขาจะหงอๆ ทุกครั้ง ในขณะที่อยู่ที่บ้านนั้น เขาแกล้งทุกคน รวมทั้งผู้ใหญ่ด้วย
    สาเหตุนี้เองทำให้ผมสังสัยว่า เขาเป็นคนแกล้งเพื่อน หรือว่าเขาถูกเพื่อนแกล้งกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ต้องมีการวิวาทกันแน่ แล้วเขาก็คงต้องถูกดุมาแน่ๆ ทำให้ผมคิดว่า นี่คงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ค่อยอยากไปโรงเรียน แต่จริงๆ แล้ว สาเหตุที่ว่า มันคืออะไรกันแน่ ผมจะต้องพยายามหามันให้เจอ มิฉะนั้น ผมคงไม่ได้คำว่า “จะไปโยงเยียน ไปหาคุณครู ไปเล่นกับเพื่อน” เป็นแน่…

    Tags: , , ,

  • โดย… อติรุต พุฒิพงค์

    แสงสีทองส่องประกายรับรุ่งอรุณของวัน . . .

    สรรพชีวิตต่างกำเนิดสู่วันใหม่จากความหลับไหล พระธาตุสีเด่นเป็นสง่ารับแสงตะวันอยู่บนภูสูงกลางใจเมืองหลวงพระบาง ผู้คนคราคร่ำและสัญจรไปมาบนท้องถนน ที่ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมของชีวิตชาวหลวงพระบางให้มีความตื่นตัวและมีสีสัน หลวงพระบางในวันนี้ ยังคงเปี่ยมไปด้วยความอลังการของศิลปะล้านช้างและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ที่ยังคงไม่แปรเปลี่ยนจากอดีตไปมากมายเท่าใดนัก ความเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งของหลวงพระบางยังมีพลังขับเคลื่อนค่อนข้างช้า เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ ประการที่ยังไม่เอื้ออำนวยอย่างเต็มที่ของการหลั่งไหลทางวัฒนธรรมจากโลกภายนอก วันนี้เราจึงยังคงพอได้เห็นความเคลื่อนไหวแห่งอดีตอารยธรรมล้านช้าง ที่การไปเยือนหลวงพระบางนั้น มักจะไม่สร้างความผิดหวังแก่ผู้ไปเยือน ที่รักในศิลปวัฒนธรรมอันบริสุทธิ์

    เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง สถาปนามาแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ 13 โดยขุนลอ ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นตระกูลของลาว แต่เดิมเรียกว่าเมืองซวา หรือออกเสียงเป็น ซัว และเชียงดง เชียงทอง ก่อนจะมาเป็นชื่อหลวงพระบาง ซึ่งเรียกตามชื่อพระพุทธรูปปางห้ามญาติคู่บ้านคู่เมืองว่า พระปาง หรือพระบาง เป็นพระพุทธรูปสูงประมาณ 83 เซนติเมตร ซึ่งพระยาฟ้างุ้มได้อัญเชิญมาจากกัมพูชา ในสมัยศตวรรษที่ 14 จนเป็นที่สักการะบูชาของชาวหลวงพระบางมาตราบจนปัจจุบัน หลวงพระบางเป็นเมืองที่มีทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อย่างดียิ่ง เพราะทั้งระดับความสูงต่ำของพูต่าง ๆ ลดหลั่นกันไปที่สวยเด่นเป็นสง่าเปรียบเหมือน LANDMARK ของเมืองก็คือพระธาตุที่ตระหง่านอยู่บนพูสี ไม่ว่าจะอยู่ในทิศใดของหลวงพระบางก็จะเห็นพระธาตุสีทองอร่ามตั้งอยู่บนพู สูงประมาณ 60 เมตร อร่ามอยู่คู่เมืองหลวงพระบางมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1804

    b26

    “ปราสาททอง” (Ho Kham) ซึ่งก็คือพระราชวังของเจ้ามหาชีวิตของชาวหลวงพระบาง สร้างขึ้นในระหว่างปี 1904-1909 ภายหลังจากเจ้าชีวิตแห่งนครหลวงพระบาง ประกาศขึ้นราชาภิเษกเป็นกษัตริย์แห่งหลวงพระบางในปี 1904 พระราชวังถูกสมมติว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์แบบใหม่ ระหว่างลาวและฝรั่งเศส และเป็นการเริ่มต้นสู่ความเป็นประเทศลาวที่ร่วมสมัยในยุคนั้น พระราชวังหลังแรกนั้นสร้างด้วยไม้อย่างสมบูรณ์ แต่ถูกมองว่าเป็นของโบราณล้าสมัย จึงถูกรื้อถอนไปในที่สุด พระราชวังใหม่ได้ถูกกำหนด และควบคุมงานก่อสร้างโดยผู้ปกครองของฝรั่งเศสที่ถูกส่งมาประจำหลวงพระบาง รูปแบบอาคารจึงผสมผสานด้านศิลปะ สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส (Beaux Arts) กับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของลาว

    รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม สัดส่วนต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ ห้องพระโรงอยู่ตรงกลาง ส่วนปฏิบัติงานพระราชวังอยู่ด้านหน้า และพระตำหนักอยู่ด้านหลังสุด ในปี 1930 ระหว่างปีกด้านหนึ่งของอาคารด้านหน้าซึ่งต่อเติมขึ้นให้ตรงกับแบบดั้งเดิม พระราชวัง อาจกล่าวได้ว่าก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเจ้ามหาชีวิตตัดสินใจที่จะนำยอดปราสาทประกอบไว้บนหลังคาด้านบนตรงกับ ท้องพระโรง โดยที่พระราชวังแห่งนี้เป็นแห่งเดียว ที่เป็นสถาปัตยกรรมของลาวผสมผสานกับสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

    b27

    พระบางเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของประชาชนลาวมาแต่อดีตราวศตวรรษที่ 14 หลังจากอัญเชิญมาจากประเทศกัมพูชา การสืบค้นทางตำนานเก่าแก่ว่าได้สร้างจากทองคำบริสุทธิ์ในประเทศอินเดีย และได้ถวายแก่พระมหากษัตริย์แห่งศรีลังกา ในสมัยต่อมาก็ได้มาเป็นสมบัติของกษัตริย์แห่งกัมพูชา และท้ายที่สุดพญาฟ้างุ้มแห่งอาณาจักรล้านช้าง ก็อัญเชิญมายังหลวงพระบางพร้อมทั้งได้อภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งกัมพูชา พระบางเป็นพระพุทธรูปที่เคารพสักการะเปรียบเช่นเดียวกับพระแก้วมรกตที่นำมาประดิษฐ์ ณ. กรุงเทพมหานคร ในปี 1778

    ในห้องที่ประดิษฐานพระบางในพระบรมมหาราชวัง แต่เดิมมีประโยชน์ใช้สอยเป็นห้องสมุดของราชวัง ก่อนที่พระบางจะถูกอัญเชิญมาจากวัดใหม่ การเคลื่อนย้ายองค์พระบางไปสู่วัดใหม่ จะถูกนำออกไปทางด้านขวามือของพระราชวัง แล้วเลี้ยวเข้าประตูใหม่ ภายในห้องยังมีพระพุทธรูปที่ทำจากหิน ในสมัยศตวรรษที่ 12 และแท่นหมู่บูชาถวายสิ่งสักการะพระบาง

    b28

    ทางขึ้นสู่พูสีเป็นบันไดซีเมนต์จำนวน 329 ขั้น ไหลเลาะเลี้ยวไปมาขึ้นสู่องค์พระธาตุที่แวดล้อมด้วยต้นจำปา (ไทยเรียกลั่นทม) จำนวนมาก ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์คู่ประเทศลาวมาช้านาน ทำให้รู้สึกถึงความงดงามอลังการขององค์พระธาตุที่จะขึ้นไปเยือน ตัวผมเองสันนิษฐานว่าผู้สร้างองค์พระธาตุที่อยู่บนพูสูงนี้ เข้าใจดีว่าผู้ที่เดินขึ้นบันไดมาสักการะองค์พระธาตุ จะต้องมีความเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก การนำต้นจำปาที่มีดอกสีขาว สีชมพู บานสะพรั่งอยู่ตลอดเวลามาปลูกให้เต็มริมสองข้างทางของบันได จะช่วยให้ผู้ที่เดินขึ้นบันไดมานั้นผ่อนคลายความเหนื่อยล้าไปได้บ้าง เพราะความงดงามของบุปผชาติที่น่าตะลึงลาน ซึ่งผมและพวกพ้องก็รู้สึกเช่นนั้นเมื่อได้ขึ้นไปเยือนพระธาตุ แค่ยังเดินไม่ถึงองค์พระธาตุก็ได้รับความอิ่มเอมใจแล้ว เดินไปก็หยุดชมความงดงามของดอกจำปาไปเรื่อย ๆ จนลืมความเหน็ดเหนื่อยไปเลย นี่ถ้าทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพที่เชียงใหม่จะนำต้นไม้ที่มีดอกสวย ๆ ของบ้านเรามาปลูกเป็นกลุ่มก้อนริมบันไดทางขึ้นแบบที่นี่บ้างคงจะงดงามไม่แพ้ กันเลยทีเดียว พอยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเกือบถึงพระธาตุก็จะได้ชมความงามของเมืองหลวงพระบางจากด้านสูงเหนือหลังคา ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเดินขึ้นไปถึงองค์พระธาตุและเข้าไปนมัสการองค์พระธาตุแล้ว เราก็จะได้ชมทัศนียภาพของเมืองหลวงพระบางอย่างเต็มตาในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางแม่น้ำโขง พระราชวัง แม่น้ำคาน สะพานศรีสว่างวงศ์ สนามบิน และหุบเขาเบื้องหลังน้อยใหญ่สลับกันไปมา เห็นความอลังการของเมืองท่ามกลางขุนเขาไพศาล

    ตลาดนาเวียงคำ

    ยาม เช้าคราคร่ำไปด้วยชาวเมืองที่มาจับจ่ายซื้อหาอาหารและของใช้สำหรับชีวิต ประจำวัน ตลาดเช้ามักจะเป็นแหล่งที่รวมผู้คนทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองใด ๆ ตลาดเช้าของหลวงพระบางดูจะไม่แตกต่างจากตลาดต่างจังหวัดในบ้านเราเท่าใดนัก สินค้าอาหารทั้งสดและแห้งถูกวางจัดตำแหน่งรอคอยผู้คนมาซื้อหา พวกเราชอบที่จะไปนั่งทานเฝอ กับข้าวซอยในตลาดเพราะอร่อยและราคาถูก พอเริ่มสายพวกเราก็พากันเดินเล่นไปทั่วรอบ ๆ บริเวณเมืองหลวงพระบาง ซึ่งมีอาณาเขตไม่กว้างขวางไปกว่าอำเภอเล็ก อำเภอหนึ่งของไทยเท่านั้น ถ้าจะเดินให้รอบภายในวันเดียวก็พอไหว แต่ความใหญ่หรือเล็กของเมืองไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าใดนัก หากแต่ความงดงามของเมืองเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า ทั้งความงดงามของศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม หรือความมีจิตใจที่ดียิ้มแย้มแจ่มใสของชาวหลวงพระบาง

    b12

    ด้วยเมืองที่มีขนาดเล็ก ๆ แต่อุดมไปด้วยวัดวาอารามจำนวนมากนับเอาจากแผนที่ได้กว่าสี่สิบวัดที่สำคัญ ๆ และถ้าจะนับรวมวัดเล็กวัดน้อยทั้งหมดจากที่มีการบันทึกมา จะมีมากถึง 147 วัดเลยทีเดียว แต่ละวัดก็อยู่ติด ๆ กัน บางวัดมีเพียงกำแพงเล็ก ๆ กั้นระหว่างวัด และเดินไปมาหาสู่กันได้ทุกวัด เหมือนที่พบได้ที่เมืองเชียงใหม่ จากความมากมายของวัดต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเมืองเพียงใด ในอาณาจักรเชียงทองแห่งนี้

    b10

    หลังจากที่ได้เดินชมวัดต่าง ๆ ทั่วหลวงพระบาง แต่ละวัดไม่ธรรมดาเลย ประวัติของวัดแต่ละวัดล้วนมีเรื่องราวความเป็นมาน่าสนใจ และศิลปะการก่อสร้างตกแต่งประดับประดาวัดต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่น่าตื่นตะลึง ความเป็นอาณาจักรล้านช้างบอกกล่าวถึงความรุ่งเรืองในอดีตบันทึกอยู่ ณ ตรงหน้า เมื่อได้ชมวัดวาอารามต่าง ๆ ความทรงจำในวัยเด็กของผมเริ่มผุดงอกขึ้นในบัดดล ความคิดถึงบ้าน ความว้าเหว่และโหยหาเริ่มเข้าเกาะกุมในจิตใจ ผมคิดถึงความเป็นล้านนาที่อุดมไปด้วยวัดวาอารามมากมายไม่น้อยไปกว่าล้านช้าง ความงดงามอลังการของศิลปะและจิตใจของผู้คนล้านนาก็มีเหมือนที่ล้านช้างมี ทุกสิ่งที่ล้านช้างมีและเป็น ล้านนาก็เคยมีและเป็นเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ล้านนาในปัจจุบันถูกคราสแห่งการบริโภคและลุ่มหลงเงิน ตราเข้าครอบงำ จนเด็กรุ่นใหม่ ๆ แทบจะไม่รู้จักรากเหง้าของตนเองเสียแล้ว ผมดีใจและภูมิใจที่ได้มาเห็นความเป็นล้านช้างที่ยังคงมีพลังและเสน่ห์ใน เบื้องลึกอยู่อย่างมากมาย ที่ล้านนาในอดีตเคยมีเช่นเดียวกัน แต่ในปัจจุบันนั้น หาดูแบบล้านช้างได้ยากเต็มทีแล้ว ผมกล่าวในฐานะที่ผมเป็นคนที่กำเนิดในดินแดนล้านนา และมีชีวิตอยู่ในดินแดนล้านนามาครึ่งหนึ่งของชีวิตปัจจุบัน

    b14

    วัดที่สำคัญที่สุดของหลวงพระบางคือ วัดเชียงทอง ซึ่งชื่อวัดก็เป็นชื่อเดียวกับหลวงพระบางในอดีต แต่เดิมมีตำนานว่า ที่ตรงวัดเชียงทองนี้เป็นบ่อทองคำ จึงได้สร้างพระวิหารคร่อมไว้ จึงเรียกว่า วัดเชียงทอง วัดเชียงทองเป็นวัดหลวงซึ่งแต่เดิมได้รับการดูแลอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตของหลวงพระบางในอดีต และใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของเจ้ามหาชีวิต ถ้าจะเปรียบได้เป็นดั่งวัดพระแก้วของไทย ก็ไม่น่าจะต่างกันนัก วัดเชียงทองสร้างเมื่อปีคริสต์ศักราช 1559-1560 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ก่อนที่จะย้ายนครหลวงจากหลวงพระบางมาสร้างเมืองเวียงจันทร์ ต่อมาในรัชสมัยของเจ้าศรีสว่างวงค์ ได้ทรงบูรณะซ่อมแซมวัดเชียงทองในปี ค.ศ.1928 ได้เพิ่มการประดับตกแต่งพุทธสีมางดงามยิ่งขึ้น และก็ได้เพิ่มสิ่งก่อสร้างอีกหลายหลัง เมื่อเจ้าศรีสว่างวงค์ทรงเสด็จสวรรคตในปี 1959 เจ้าศรีสว่างวัฒนาได้สืบทอดราชสมบัติต่อมา จึงได้สร้างโรงเมี้ยนโกษ หรือโรงเก็บพระโกษของเจ้าศรีสว่างวงค์ขึ้นในปี 1962 โดยการออกแบบของเจ้ามณีวงค์ และสร้างโดยช่างหลวงเพียตัน ซึ่งเป็นช่างของชาวหลวงพระบางเอง และเป็นที่ยกย่องนับถือของชาวหลวงพระบางมาก ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่แต่ชราภาพมากแล้ว

    b16

    วัดเชียงทองสมชื่อเชียงทองจริง ๆ เพราะมองไปทางไหนก็ทอง ทอง ทอง ไปหมด ยิ่งโรงเมี้ยนโกษทางประตูทิศตะวันออกของวัดถ้าเข้าไปชมช่วงเย็น ๆ แสงแดดสีทองยามเย็นจะทอดซัดไปยังด้านประตูหน้าของโรงเมี้ยนโกษนี้ ให้อร่ามไปด้วยแสงสีทองงดงามยิ่งนัก ผู้สร้างมีความฉลาดในการวางตำแหน่งอาคารเป็นอย่างดี จนดูเด่นไม่แพ้พุทธสีมาและวิหารหลังอื่น ๆ เลย ลวดลายที่แกะสลักบนบานประตูหน้าต่างและหน้าบันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ รามเกียรติ์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะภาพสีดาลุยไฟแล้ว เป็นงานประติมากรรมนูนต่ำที่ทรงพลังมาก ผมยืนชมแล้วขนลุกซู่ไปทั้งตัว ผู้แกะสลักต้องมีพลังจิตที่เข้มแข็งและมีศรัทธาที่แรงกล้ามาก จึงสร้างงานออกมาได้ขนาดนี้ ด้านในที่เป็นราชรถบรรจุพระโกษของเจ้ามหาชีวิตก็งดงามไม่แพ้กัน ภายในโรงเมี้ยนโกษยังประดับประดาไปด้วยแก้วสีบนผนังสีแดง เช่นเดียวกับที่ตกแต่งในพระราชวัง เมื่อเปิดหน้าต่างให้แสงแดดส่องเข้ามากระทบกับผนังด้านในนั้น เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

    b15 b20

    พุทธสีมาหรือพระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบล้านช้างแท้ ๆ ซึ่งมีรูปทรงต่ำเตี้ยหลังคาซ้อนลดหลั่นกันมาสามชั้น มีช่อฟ้าแบบล้านช้างอยู่กลางสันหลังคา งดงามมาก เรื่องช่อฟ้านี้ผมเดินชมในหลวงพระบางทุกวัด แต่ละแห่งมีลวดลายรูปทรงไม่ซ้ำกันเลยสักแห่งเดียว เป็นสิ่งที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผนังและเสาด้านนอกของพระอุโบสถตกแต่งลวดลายเป็นสีทองบนพื้นดำ เสริมความเด่นของสีทองให้อร่ามดูขรึมขลัง ด้านทิศตะวันตกของอุโบสถจะมีเศียรช้างประดับด้วยกระจกโผล่ออกมาเพียงด้านเดียว นั่นก็คือท่อปล่อยน้ำทิ้งเวลาสรงน้ำพระในวันขึ้นปีใหม่ของลาวหรือวันสงกรานต์ ผมได้มีโอกาสเห็นน้ำจากการสรงน้ำพระ ไหลออกมาจากปลายงวงช้างก็ในวันที่พวกเราไปสรงน้ำพระในวันสงกรานต์นี่แหละ

    ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารน้อยและหอไตร ซึ่ง ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดเล็กและพระพุทธรูปอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ที่เด่นที่สุดคือการตกแต่งผนังวิหารด้านนอกด้วยกระจกสีบนพื้นผนังที่ทาสี ชมพู เป็นภาพนิทานชาวบ้านเรื่องราวต่าง ๆ การตกแต่งด้วยวิธีนี้ เป็นการบันทึกเรื่องราวและประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของหลวงพระบางได้เป็นอย่าง ดี เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์ของคนรุ่นต่อ ๆ ไปได้มาก

    b13

    วัดเชียงทองตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่โขง จึงถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำสำคัญทั้ง 2 ด้าน เป็นทำเลที่ดีที่สุดในหลวงพระบางเลยทีเดียว ด้านทิศตะวันตกมีบันไดทอดลงไปยังถนนและผ่านเลยลงไปยังแม่น้ำโขงได้ ด้านตรงข้ามของบันไดวันเชียงทองที่ริมแม่น้ำโขงอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งของวัดล่องคูน ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของเจ้ามหาชีวิตเช่นเดียวกัน คุณลุงที่เก็บปี้ (ตั๋ว) ที่วัดเชียงทองอธิบายให้ฟังว่า แต่ก่อนเจ้ามหาชีวิตองค์ใดจะขึ้นเสวยราชสมบัติต้องไปบวชอยู่ที่วัดล่องคูนนี้ก่อน หลังจากนั้นก็สึกออกมาแล้วนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงกลับมาขึ้นฝั่งที่วัดเชียงทองทำพิธีทางศาสนาต่าง ๆ ก่อนที่จะเข้าทำพระราชพิธีในพระราชวังสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป ที่วัดล่องคูนก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้ง ภายในพระอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามยิ่ง

    b17 b21

    แสงสีทองของเปลวสุริยายามเย็น ส่องกระทบผนังสีทองเกิดเป็นประกายวาววับ สีทองที่เป็นทอง บวกกับสีทองของสุริยา ต่างก็ช่วยกันขับพลังแห่งแสงและสีสันอวดโฉมต่อสายตามนุษย์ ความอร่ามเรืองรองแห่งสีสันต่างสะกดมนุษย์ทุกผู้นามยามได้มายล ความตะลึงงันต่อความวิจิตรชดช้อยอลังการ และทรงพลังที่บ่งบอกถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งมีพลังที่พุ่งตรงและแรง หากใช้ไปในทางที่ถูกและรู้จักใช้แรงงานหลากหลายได้ถูกแปรรูปออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ สิ่งนี้เองที่สะท้อนถึงพลังของมนุษย์ที่สัมผัสได้ทางรูปธรรมต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน พลังแห่งความงดงามเหล่านี้ ทุก ๆ คนจะสัมผัสได้ที่วัดเชียงทอง

    นอกจากที่วัดเชียงทองแล้ว วัดอื่น ๆ ก็มีพุทธสีมาวิจิตรงดงามเช่นกัน โดยเฉพาะ วัดวิชุน ซึ่งฝีมือการประดับตกแต่งที่สันนิษฐานว่าเป็นสกุลช่างแบบเชียงขวาง วัดวิชุนสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1503 โดยเจ้ามหาชีวิตวิชุนราช จนถึงปี 1504 ได้อัญเชิญพระบางมาจากวัดมโนรมย์ มาประดิษฐานไว้ที่วัดวิชุน

    b22

    วัดวิชุนมีความสำคัญเพราะมีพระธาตุปทุมเป็นพระธาตุใหญ่งดงาม ในสมัยต่อมาชาวบ้านเรียกพระธาตุหมากโม เพราะมีรูปทรงสัณฐานคล้ายแตงโมครึ่งซีก ต่อมาก็ได้ทรุดโทรมแล้วล้มลงไประยะหนึ่ง เมื่อมาถึงปี 1895 ในสมัยการปกครองของเจ้ามหาชีวิตสักกะริน ก็ได้ดำเนินการซ่อมแซมใหม่จนปี 1914 พระเจดีย์ปทุมก็โค่นล้มลงอีก จึงซ่อมแซมเป็นครั้งที่ 2 และได้พบวัตถุมีค่าเป็นจำนวนมาก เช่น พระธาตุเจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปเงิน ทองคำ และอื่น ๆ จึงได้นำไปไว้ที่พระราชวังของเจ้ามหาชีวิต

    พุทธสีมาวัดวิชุนเคยได้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะทางศาสนามาก่อน เมื่อปี 1942 โดยนำเอาวัตถุที่เป็นมรดกทางศิลปะวัฒนธรรม มาแสดงไว้ที่วัดวิชุนนี้ แต่ปัจจุบันได้นำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่เป็นพระราชวังเดิมของเจ้าศรีสว่าง วงค์จนหมดแล้ว

    b30

    ความมืดยามราตรีต่างขับกล่อมผู้คนให้พักผ่อนหลับไหล เป็นวิถีชีวิตตามธรรมชาติ และเมื่อการพักผ่อนนอนหลับสิ้นสุดลง อาทิตย์ก็เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นทักทายกับท้องฟ้า เสียงกลองและระฆังจะดังขึ้นจากวัดเชียงทอง วัดอื่น ๆ ที่อยู่ถัดกันออกมาก็จะตีกลองและระฆังขานรับกันเป็นทอด ๆ ไปเรื่อย ๆ จนทั่วหลวงพระบางหมู่พระเณรก็เริ่มทะยอยกันออกมาตั้งแถวตามลำดับอาวุโส แล้วเริ่มออกบิณฑบาตเป็นแถวเป็นแนวมีระเบียบ เวลาที่แสงอรุณเริ่มฉายแสงแรกต่อวิถีชีวิตในวันใหม่ พระเณรจากทุกวัดก็ปฏิบัติหน้าที่แห่งตนในยามเช้า พร้อมทั้งพุทธศาสนิกชนชาวหลวงพระบางทุกเพศทุกวัย ก็จะปฏิบัติหน้าที่ผดุงพุทธศาสนาด้วยความศรัทธาเลื่อมใส และเบิกบานใจด้วยการตักบาตรข้าวเหนียว ที่หลวงพระบางฆารวาสฝ่ายชายจะยืนใส่บาตร และสตรีจะต้องนั่งคุกเข่าที่พื้นใส่บาตรเท่านั้น ส่วนอาหารคาวหวาน ชาวบ้านจะนำใส่ภาชนะตามไปที่วัดทีหลัง ซึ่งเป็นการดีประการหนึ่งที่พระจะไม่ต้องอุ้มบาตรจนหนักเมื่อมีอาหารล้น และไม่ต้องมีขยมหรือเด็กวัดคอยหิ้วของที่ใส่บาตรเดินตามหลัง ในบาตรของพระก็จะมีแต่ข้าวเหนียวเท่านั้น รับบาตรเป็นข้าวเหนียวพอฉันก็กลับวัดเป็นอันเพียงพอ

    b24

    บรรดาสาว ๆ ในหมู่พวกเรากุลีกุจอตื่นแต่ไก่โห่ ไปซื้อข้าวเหนียวมารอใส่บาตรบ้าง สบโอกาสเจอคุณยายที่น่ารักนั่งรอใส่บาตรอยู่คนเดียว คุณยายเห็นพวกเราด้วยความเอ็นดูจึงเรียกเข้าไปใกล้ ๆ ให้นั่งใส่บาตรด้วยกัน พวกเราจึงได้คุณยายแนะวิธีใส่บาตรแบบหลวงพระบาง ทุกคนต่างเบิกบานใจเมื่อข้าวเหนียวทีเตรียมมานั้น แบ่งสรรกันไปอยู่ในบาตรของพระเณรทุก ๆ องค์ที่เดินผ่าน

    (โปรดติดตามตอนจบ ของเรื่องบ้านผา เมืองภู อู่อารยะธรรม หลวงพระบาง เดือนถัดไป)

    Tags: , , , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    บนศาลากลางน้ำ ชายหนุ่มสองคนครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงเสาศาลาคนละมุม ส่วนอีกสองสาวนั่งอยู่บนเสื่อเตรียมจัดอาหารที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯ จัดใส่จาน เจ้าของบ้านเดินข้ามสะพานไม้ขึ้นมาบนศาลาพร้อมกระติกน้ำแข็งและน้ำตะไคร้หอม

    “ฉันว่าพวกเธอมาบ้านฉันบ่อยเกินไปแล้วนะ….” ฉันเปรยยิ้ม ๆ “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วหนุงหนิงก็มาส่งฉัน….ยังไม่ทันไรอาทิตย์นี้ยกโขยงกันมาอีกแล้ว”

    “เธอจะได้มีเพื่อนคุยไง..ตะวัน ถ้าพวกเราไม่มาเธอก็คุยกับลมกับแล้งไปเรื่อย…..”

    “เพื่อนรักชาวกรุงทั้ง 4 คนอุตส่าห์ขับรถกันมา 200 กว่ากิโล เพื่อมาคุยกับฉันเนี่ยนะ ….เป็นเหตุผลที่ฉันควรซึ้งใจใช่ไหม”

    อาหารกลางวันเหลือเพียงจานเปล่า ผลไม้ถูกลำเลียงมาแทนที่… เสียงพูดคุยเฮฮาในวงข้าวไม่ได้ลดลง

    “มะม่วงอกร่องบ้านเธอนี่หวานเจี๊ยบเลย ตะวัน…. แต่ลูกเล็กไปหน่อยนะ” หนุงหนิงปอกพลางชิมไปพลาง

    “ฉันปล่อยให้มันสุกที่ต้นน่ะ พอเริ่มเหลืองก็สอยลงมา วันรุ่งขึ้นก็สุกพอดี ถ้าสอยตอนดิบแล้วเอามาบ่มจะไม่หวานเท่านี้”

    “ฉันชอบมะม่วงดิบมากกว่า….นี่พันธุ์อะไรนะ ตะวัน” เอกถาม

    “นี่เจ้าคุณทิพย์จ้ะ….ส่วนนี่หนองแซง เสียดายนะปีนี้ศาลายาติดน้อย ไม่งั้นเธอได้ลองชิมแล้ว พลอยคงจะชอบนะเพราะมันอมเปรี้ยวหน่อยๆ”

    “งั้นฉันรอรุ่นสองละกัน…เออ…ภู ของฝากจากเม็กซิโกที่จะมาให้ตะวันล่ะ…ฝากไปหยิบทีเถอะ” พลอยส่งกุญแจรถให้ภู

    ของฝากจากเม็กซิโกจากพลอยซึ่งไปอบรมพนักงานโรงแรมที่สาขาเม็กซิโก เป็นโปสการ์ดหลายแผ่นสวยถูกอกถูกใจผู้รับเป็นอย่างยิ่ง

    “ตะวันรู้ไหม… ฉันไปเจออะไรที่เม็กซิโก… ยอดกระถินบ้านเรานี่แหละ เป็นอาหารขึ้นโรงแรมเชียวนะเธอ”

    “โห…นี่ถ้าเก็บกระถินริมรั้วบ้านสวนส่งไปขายเม็กซิโก… ตะวันรวยเลยนะ… ฉันทำตลาดให้เอาไหมตะวัน” หนุ่มเอกนักการตลาดรีบอาสา

    “ฉันว่าเป็นการเอามะพร้าวไปขายสวนซะมากกว่าละมั้ง… .กระถินเนี่ยเป็นไม้พื้นเมืองของอเมริกาใต้จ้ะ เพราะฉะนั้นพลอยไปเห็นที่เม็กซิโก ก็ไม่ใช่ของแปลก” ฉันตอบ

    “ที่ออสเตรเลียเค้าก็ใช้กระถินเลี้ยงวัวกันนะ….ฉันเคยถามเพื่อนที่ควีนสแลนด์เขาบอกว่า FAO วิจัยออกมาแล้วว่าใบอ่อนของกระถินมีโปรตีนสูง…สามารถเพิ่มคุณภาพเนื้อได้ ที่โน่นเลยปลูกกระถินไว้เลี้ยงวัวกันใหญ่” ภูเล่าถึงสมัยที่ไปเรียนปริญญาโทที่นั่น

    “คนไทยเชื่อว่ากระถินเป็นไม้มงคลป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย”

    “จริงเหรอตะวัน…ฉันจะได้ปลูกที่บ้านมั่ง กันนายภูเข้าบ้าน”

    “อ้าว! ไหงพูดอย่างนี้ล่ะ ยายพลอย” ภูโวยวาย

    “แล้วจำเป็นไหมที่ต้องปลูกริมรั้วน่ะ….ฉันได้ยินใครๆ เขาพูดกันติดปากว่ากระถินริมรั้ว” เอกสงสัย

    “ไม่จำเป็นหรอกจ้ะ…เมื่อก่อนกระถินคงเป็นไม้หัวไร่ปลายนาที่ไม่มีใครรู้จักประโยชน์ คงมีคนไปลองกินเข้าคงติดใจเลยเอามาปลูกในบ้านน่ะ… และอาจเป็นเพราะกระถินโตเร็วแตกกิ่งก้านดี ชาวบ้านก็เลยมาปลูกเป็นรั้วไง” ฉันตอบ

    “เธอดูรั้วกระถินของฉันสิ… อายุแก่กว่าบ้านฉัน 3 ปีเชียวนะ คิดแล้วก็เกือบบรรลุนิติภาวะแล้วละ”

    “เกือบ 20 ปี ต้นแค่นี้เองเหรอ”

    “ไม่หรอกพลอย…ต้นที่แก่แล้วก็ตายไป ป้าข้างบ้านเขาก็เอาไปเผาถ่าน บางทีต้นโตเหมาะมือ แม่ก็ตัดเอามาทำด้ามจอบ ด้ามเสียมบ้าง… ที่มีอายุอยู่นานเพราะเมล็ดมันดกมาก ขึ้นง่ายด้วย… ถ้าเธอลองไปดูใต้ต้นกระถินนะเธอจะเห็นต้นเล็ก ๆ ขึ้นเต็มเลย” ฉันพูดต่อ “กระถินเป็นพืชตระกูลถั่วไง.. รากจะตรึงไนโตรเจนไว้ได้ดี ชาวสวนหลายที่เขาจะปลูกไว้ในร่องสวนเพื่อบำรุงดิน… แถมยังช่วยยึดดินตามตลิ่งที่ลาดชันไม่ให้พังด้วย”

    “มีประโยชน์มากจริงๆเลยนะ…” พลอยว่า

    “ใบ ยอด ฝักอ่อน มีธาตุเหล็กมากกว่าผักชนิดอื่นเลยละ… มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งแคลเซียม ทั้งเบต้าแคโรทีน ป้องกันมะเร็งไง… ป้าข้างบ้านฉันเคยเอาเมล็ดไปเป็นยาถ่ายพยาธิหลาน ๆ เขาเลย”

    “ที่เราไปลองกินยอดกระถินแกล้มหอยนางรมสดก็อร่อยดีเหมือนกันนะ เอก” ภูหันไปทางเอก

    “อืม…ฉันเคยเห็นร้านข้าวแกงที่ภาคใต้เขาจัดยอดกระถินใส่จานรวมกับผักอื่นๆ เอาไว้กินแกล้มกับแกงใต้ที่เผ็ดๆด้วยนะ” เอกพูดต่อ

    “บ้านฉันก็กินกับส้มตำจ้ะ…บางทีก็ตำฝักอ่อนใส่รวมไปเลย” หนุงหนิงสาวอิสานแนะนำบ้าง

    “ตกลงวันนี้ไม่มีใครกลับเมืองกรุงกันใช่ไหม เย็นนี้ฉันจะได้ทำน้ำพริกปลาย่าง เอายอดกระถินมาเป็นผักจิ้ม ถ้ายังไม่พอยำผักกระถินใส่กุ้งสดอีกยังไหวเลย”

    “มีประโยชน์มากมายขนาดนี้ท่าทางคงปลูกไม่ยากนะ ตะวัน”

    “ไม่ยากเลยเอก…. ขุดต้นอ่อนนี่ไปปลูกเลยก็ได้ ขุดหลุมให้ห่างกันสักศอกนึงปลูกเป็นแนวไปเรื่อย ๆ”

    “ฉันกลัวว่าต้นอ่อนจะตายซะก่อนนะซี… ฉันว่าจะเอาไปลงเป็นรั้วที่คลอง 13 ซื้อไว้ตั้งนานไม่ได้ทำอะไร ไปทำสวนแบบตะวันก็น่าจะดีนะ”

    “ถ้าอย่างนั้นเธอเอาเมล็ดไปก็ได้… เก็บไว้ได้นานหน่อย สมมติว่าเธอจะปลูกพรุ่งนี้… คืนนี้เธอก็แช่เมล็ดในน้ำอุ่นทิ้งไว้สักคืน ขุดหลุมห่าง ๆ กันแล้วโรยเมล็ดลงไป ดินที่คลอง 13 ถือว่าเป็นดินดีนะ กระถินชอบดินร่วนซุย หรือดินเหนียวก็ได้”

    เมฆฝนเคลื่อนมาฟ้าเริ่มครึ้ม ลมพัดกลิ่นไอดินโชยมา วงข้าวยอมสลายตัวก่อนฝนลงเม็ด หนุ่ม ๆ รีบเก็บของจากศาลาเข้าบ้าน สาว ๆ ช่วยกันเก็บยอดกระถินสำหรับเป็นอาหารมื้อเย็นนี้

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    เรียนท่านผู้อ่านเจ้าค่ะ ตอนนี้เป็นตอนขยายความต่อจากฉบับที่แล้ว ที่จ่าหัวว่า “ตลาดเสรี = แล้งน้ำใจ” ด้วยความมันส์ในอารมณ์ต่อเนื่องจึงขอขยายความเห็น และกลยุทธ์การตลาดแบบไร้น้ำใจให้ท่านติดตามต่อ แต่ต้องขอประทานโทษไว้ล่วงหน้า หากกระทบความเชื่อ ความศรัทธาของใครบ้าง เพราะงานเขียนนี้เป็นดุลพินิจส่วนตัวของส้มจี๊ดเองเจ้าค่ะ

    หลายอาทิตย์ก่อน ส้มจี๊ดชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง รู้สึกเป็นรายการพิเศษ ออกอากาศทางไอทีวี เรื่องรณรงค์เมาไม่ขับ มีพิธีกรคือคุณสัญญา คุณากร ส่วนแขกที่มามีซูโม่ตู๋ย และคุณติ๊ก กลิ่นสี ทั้งสองยกประสบการณ์ช่วงหนุ่มที่เมาแล้วขับรถมาเล่าให้ฟัง มีข้อความช่วงหนึ่งที่โดนใจส้มจี๊ดนัก ทำนองว่า “ความจริงสังคมไทยอยู่คู่กับสุรามาช้านาน เพราะนิสัยชอบสนุกสนานของคนไทย แต่เมื่อก่อนไม่เกิดอุบัติเหตุ เพราะสภาพสังคมคืออยู่กับบ้าน ทำงานเกษตร แต่ในโลกปัจจุบัน ที่สภาพเศรษฐกิจเป็นอุตสาหกรรม คนต้องออกทำงานนอกบ้าน รับผิดชอบในเรื่องเวลาเข้าทำงาน รวมทั้งการเดินทางที่อาศัยรถยนต์ จึงเกิดอุบัติเหตุขึ้น” มันเข้าทำนองว่าเรื่องอย่างนี้ในสภาพแวดล้อมหนึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมดามาก แต่ในอีกยุคสมัยหนึ่งกลายเป็นสิ่งที่อันตราย ผิดกฎหมาย เพราะสภาพชีวิตมันเปลี่ยนไป จึงกลายเป็นว่าสิ่งที่เป็นปกติ กลายเป็นเรื่องผิดปกติขึ้นมา เหมือนอีกเรื่องคือ “สายเดี่ยว เซ็นเตอร์พอยต์” เรื่องนี้บางคนอ้างว่าสมัยก่อนหญิงไทยใส่เสื้อคอกระเช้า โชว์สัดส่วนร่างกายเหมือนกัน แต่ไม่เห็นมีใครว่า รวมทั้งเสื้อแขนสั้นเหมาะกับอากาศร้อนบ้านเรา ใช่ที่เขาพูดล้วนถูกต้อง แต่หากนำบริบทของสังคมปัจจุบันมาเพ่งพินิจดู มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด สมัยก่อนครอบครัวไทยอยู่อย่างอบอุ่น ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกแน่นแฟ้น มันเปรียบเสมือนสายใยผูกมัดการกระทำของหนุ่มสาว คอยตักเตือนกัน และก็เชื่อฟังบุพการี แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เชื่อสื่อยิ่งกว่าคนใกล้ตัว เพราะสังคมมันเปลี่ยนไป วิถีชีวิตต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างพึ่งตนเอง อีกทั้งสื่อล้วนเสนอแต่มักง่าย เสนอแต่เรื่องที่ตามกระแสตลาด ดังเช่นโหมเรื่องภาพนู๊ด สินค้าคุมกำเนิดเจาะตรงเข้ากลุ่มเป้าหมาย ไม่มีกรอบประเพณีคอยรั้งเหมือนอดีต อะไรมันจะเกิดขึ้นก็ลองคิดดูแล้วกัน

    หากเปรียบเทียบยุคสมัยแล้ว สมัยก่อนคนเราอยู่กันด้วยชุมชน มีวัดเป็นศูนย์กลางของจิตใจ ซึ่งบทบาทวัดค่อนข้างสำคัญมาก เพราะไม่ใช่เป็นที่สอนศีลธรรม แต่เป็นเสมือนไม้บรรทัดคอยเตือนสังคม ควบคุมความประพฤติ ในขณะที่ปัจจุบันบทบาทการอบรมเป็นของโรงเรียน บทบาทควบคุมความประพฤติเป็นของตำรวจ แยกวัดไปเป็นแค่ส่วนพิธีกรรม เป็นระบบการจัดการแบบแยกส่วน ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจบาปบุญคุณโทษน้อยลง เหมือนเรื่อง “เปรต” ต้องเห็นเปรตถึงเชื่อกฎแห่งกรรม ทำไมไม่คิดถึงกรรมก่อน จะได้ไม่เป็นเปรตก็ไม่รู้ ในขณะที่บทบาทของการตลาดเข้ามาครอบงำสังคมมากขึ้น มีการเล่นการตลาดแบบแยกส่วน (Segmentation) คือสังเกตพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลัก พอเข้าตาปุ๊บ ก็ปั๊มสินค้าขายเอา ขายเอา เพื่อทำกำไรให้ผู้ประกอบการ ดังนั้นบางครั้งสินค้าบางอย่างมันจึงไม่มีการควบคุม แต่ยุส่งให้ใช้ แล้วใช้ให้มาก ๆ เลยเป็นทุกข์ต่อร่างกาย หรือจิตใจ แม้แต่สังคมก็เป็นทุกข์ ยกตัวอย่างให้เห็น มันฝรั่งยี่ห้อหนึ่ง “เทสโก้” ที่เล่นโฆษณาเอาผู้ชายใส่ผมสี แต่งตัวแบบมนุษย์ต่างดาว แล้วเล่นสโลแกนว่า “อย่ากทำอะไรก็ทำ” พี่แกก็เลยเต้นแบบท่าคนบ้ากลางถนน ดูแล้วสังเวช แต่ว่ามันคงโดนใจกลุ่มเป้าหมายของเขาล่ะ ก็คือวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่อยากแสดงออก เพราะพวกเขาคงถูกใจที่ว่า “ทำอะไรก็ได้ตามปรารถนา” แต่ว่าสังคมคงต้องทำใจให้มากหน่อยก็แล้วกัน การที่โฆษณาออกมาเช่นนี้ เข้าใจนักการตลาดต้องการสร้างภาพให้แตกต่างจากเจ้าตลาด “เลย์” ที่เล่นโฆษณาแบบคลาสิก จึงเจาะเข้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรงที่เป็นกลุ่มของตลาด เป็นการตลาดแบบนิช (Niche Marketing) จึงคิดโฆษณาแบบตามใจกลุ่มเป้าหมาย มากกว่าคิดคำนึงถึงอะไรที่จะเกิดตามมาในอนาคต

    นี่ล่ะ หลักการตลาดเสรี ที่เป็นเครื่องชี้นำสังคมปัจจุบัน แทนที่วัดและชุมชน ดังนั้นจากเรื่องน้ำใจ จึงกลายเป็นเรื่องน้ำเงิน เพื่อให้ได้กำไรสูงสุดแก่องค์กรที่ตนเองสังกัดอยู่ ส่วนซากปรักหักพังส่วนอื่น ข้าไม่สน ความจริงโฆษณาสมัยนี้ ควรมีคำเตือนเป็นแถบวิ่ง ทำนองว่า “อย่าดูเกินวันละสองรอบ จะเป็นอันตรายต่อพฤติกรรม” น่าจะดี เพราะโฆษณาเดี๋ยวนี้ บางเรื่องโครตใส่ยา (อี) คือดูแล้วมอมเมา และเมาต่อในเรื่องพฤติกรรมที่แสดงออก ยอดขายสินค้าวิ่งกระฉูด แต่สังคมถอยหลังลง บางโฆษณาดูแล้วทะแม่งในอารมณ์ยิ่งนัก เช่น “กินแล้วหล่อ” ของรังนกสก๊อต มันเสี่ยงต่อการแยกชนชั้นในสังคม โอเค คำพูดที่สื่อออกมามันจำง่าย ทำให้กลุ่มเป้าหมายจำแบรนด์ได้ แต่ว่าผลร้ายที่เกิด ไม่รู้ว่าใครจะกล้ารับผิดชอบ

    บางครั้งโฆษณาก็สื่อมาตอนแรกอ่านจะยังไม่เข้าใจ หรือเข้าถึงคอนเซปท์ ก็เลยเล่นสื่ออื่นผสม เพื่อขยายผลต่อ เช่น “รักเต็มร้อย” ของซุปไก่สก๊อต ที่ว่าไม่ใส่สี และเจือคาลาเมล เมื่อออกอากาศแล้วก็มาขยายผลบนสื่อแมกกาซีนการตลาด คนค่อยเข้าใจมากขึ้น สะเทือนต่อเจ้าตลาดคือ “แบรนด์” เพราะว่าสีน้ำซุปเป็นสีดำ ถ้ายอมเปลี่ยนสี เท่ากับว่าสินค้าตัวเองมีปัญหา เป็นกับดักผลิตภัณฑ์ตนเอง จึงเลี่ยงโดยปรับโฉมโลโก้ให้ดูว่าสดใสขึ้น จริงเท็จยังไง เป็นข้อสันนิษฐานส่วนตัวของส้มจี๊ดเอง

    ที่ร่ายมาตั้งยาว เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงกลยุทธ์การตลาด โดยยกตัวอย่างกลยุทธ์โฆษณามาเสนอให้ดู เพื่อให้เข้าใจหลักการตลาดเบื้องต้นง่าย ๆ แต่การตลาดมันก็ทำลายสังคมได้เช่นกัน ด้วยการใส่ยาลงในสื่อต่าง ๆ ที่ออก โดยขาดจริยธรรมรับผิดชอบส่วนอื่นของสังคม การมองแบบแยกส่วนมันค่อนข้างอันตรายกับสังคมปัจจุบัน และต่อเนื่องถึงอนาคต เพราะสัจธรรมก็คือทุกสิ่งมันเชื่อมโยงกัน เหมือนผีเสื้อกระพือปีก ก็สะเทือนไปถึงดวงดาว ส้มจี๊ดอยากให้โฆษณาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยจรรโลงสังคม เพิ่มอีกหน้าที่หนึ่ง คงไม่เสียหาย นอกจากเพิ่มยอดขายแล้ว ควรเพิ่มคุณค่าเข้าสู่สังคม ลูกหลานในอนาคตจะได้มีชีวิตที่เปี่ยมสุข เป็นภูมิคุ้มกันชีวิต.

    Tags: ,

  • BikeLine 25.06.2000 No Comments

    โดย… กุล ปัญญาวงศ์

    ทุ่งหญ้าสะวันนาและป่าสน ที่ทุ่งแสลงหลวง

    หากมีใครถามถึงเส้นทางขี่จักรยานที่ดีที่สุดในเมืองไทย ด้วยความรู้สึกของฉันจากประสบการณ์ที่ได้ขี่จักรยานท่องเที่ยวธรรมชาติมาเกือบทั่วเมืองไทย เมื่อนึกถึงเส้นทางจักรยานที่ดีที่สุด ภาพที่ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนคือถนนลูกรังเล็ก ๆ ที่ทอดยาวไปในทุ่งหญ้าสะวันนาเขียวสดสู่ทุ่งนางพญาที่โอบล้อมไว้ด้วยแนวของป่าดงดิบและป่าสนเขา ที่นั่นก็คือ “อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง” สองข้างทางที่ผ่านไปทุกรอบของวงล้อจักรยาน หลากหลายในความงามความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ไว้อย่างพอเหมาะพอดี เหมือนดังท่องอยู่ในอุทยานพักผ่อนและเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่สมบูรณ์

    14 กิโลเมตรสู่ทุ่งนางพญา สุนทรีย์แห่งธรรมชาติของการขี่จักรยาน

    ณ จุดเริ่มต้น จากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ หนองแม่นา กิโลเมตรแรกคือเนินชันดิ่งลงสู่สะพานไม้ข้ามลำห้วยแรก ฉันไม่ลืมปรับจานหน้าเป็นใหญ่สุดเพื่อไม่ให้รอบการปั่นเท้าหมุนฟรีเกินไป และปรับเปลี่ยนเป็นจานเล็กก่อนไต่ขึ้นเนิน แล้วทดเฟืองหลังให้ลดน้ำหนักการกดเท้าลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งพ้นเนินแรก ด้วยความรู้สึกร่วมของคนกับจักรยานที่เชื่อมต่อกันด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “เกียร์” โดยมีทักษะการใช้ของผู้ขี่เป็นองค์ประกอบสำคัญ

    ที่ทางแยก ตรงไปไปแก่งวังน้ำเย็น ซ้ายแยกไปทุ่งนางพญาจุดหมายปลายทางของเรา ทัศนียภาพโดยรอบยามนี้เป็นเสมือนรางวัลจากการพาเสือภูเขาผ่านพ้นเนินแรกมาได้

    ภาพเบื้องหน้าคือทางลูกรังสีเข้มคดโค้งหายไปในแนวหญ้า ทุ่งหญ้าสีดำที่เกิดจากไฟป่าเมื่อต้นปีพร้อมใจกันระบัดใบเมื่อฝนแรกแห่งปีชะ โลมทุ่งแสลงหลวง หญ้าใบใหม่เขียวสดไหวพลิ้วตามแรงลมเป็นแนวลดหลั่นตามเนินดินสูงต่ำ ไกลออกไปสุดสายตาไม้พุ่มขึ้นอยู่เป็นกลุ่มประดับทุ่งหญ้า กระเจียวขาวแทงดอกขึ้นมาแต่งแต้มพื้นล่าง ทำให้ทุ่งหญ้าสะวันนาธรรมชาติแห่งนี้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น หากไม่ใช่พื้นที่อุทยานแห่งชาติแล้ว เราอาจเผลอคิดไปว่าภาพที่เห็นคือสวนหย่อมที่ถูกจัดสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ระหว่างที่ผ่านทุ่งหญ้านี้มักจะพบเห็นนกยอดหญ้าหัวดำ ที่บินเกาะตามยอดหญ้า นกตะขาบทุ่งที่มักเกาะเด่นตามยอดไม้สูงมองหาอาหารคือสัตว์เลื้อยคลานขนาด เล็ก รวมถึงนกจาบคาและนกนางแอ่นที่บินร่อนจับแมลงกินอยู่เหนือทุ่ง เป็นภาพแห่งวิถีธรรมชาติที่เห็นอย่างชินตา

    ทุ่งนา ผกค. ร่องรอยประวัติศาสตร์การเมือง

    ด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบกว้างใหญ่ อยู่ระหว่างหุบเขา เป็นเหตุผลที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เลือกบริเวณนี้เป็นแหล่งผลิตเสบียงอาหาร

    เลี้ยวเข้าไปตามทางแยก 500 เมตร ก็พบ “ทุ่งนา ผกค.” ร่องรอยประวัติศาสตร์การเมืองที่สำคัญของไทย จากทุ่งนานี้กลับสู่เส้นทางหลัก ผ่านสะพานไม้ข้ามคลองตาพระขาว ขึ้นเนินเล็ก ๆ มาหยุดพักที่ป่าเต็งรังก่อนเข้าสู่ช่วงที่ชันที่สุดของเส้นทาง ในยามนี้ดอกยางเหียงสีชมพูบานสะพรั่ง เป็นที่รวมของเหล่านกกินน้ำหวาน เช่น นกเขียวก้านตอง นกแซงแซวหงอนขน

    1,000 เมตรบนเนินที่ชันกับจุดชมวิวตระการตา

    เงาป่าเขียวครึ้มอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับทางที่ชันที่สุดของเส้นทางนี้ ด้วยความชัน 15-45 องศา ระยะทาง 1 กิโลเมตร ความยากของการพิชิตเนินนี้คือความขรุขระของผิวทาง น้ำที่ไหลลงจากเขาทำให้เกิดเป็นร่อง หลายคนที่มีประสบการณ์น้อยในการขึ้นเขาในสภาพทางเช่นนี้ต้องลงจากอานมาเข็นขึ้น ณ ช่วงเวลานี้เอง เพียงหันมองกลับไปยังทางที่มา ภาพที่เห็นเป็นทิวทัศน์ที่ตระการตาที่สุด ทางจักรยานที่ผ่านคดโค้งไปตามทุ่งเห็นเป็นเส้นเล็กสีน้ำตาลเข้ม หลังม่านสีเขียวของป่าที่ล้อมรอบทุ่ง “เขาปู่” ตระหง่านอยู่ปลายสุด เป็นภาพที่สวยงามและแลเห็นความยิ่งใหญ่ของเขาปู่

    แน่นอน สำหรับทางช่วงนี้ เสือภูเขาทุกคนได้ใช้จานเล็กสุดและเฟืองที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือให้แรงกดน้อยที่สุดช่วยผ่อนแรง มีรอบในการปั่นเท้ามากที่จำเป็นต้องใช้ในทางชัน จุดพักที่ใช้เวลาค่อนข้างมากก็คือสุดทางปลายเนินนั่นเอง

    ที่ปลายเนินเป็นทางราบสู่เขตป่าสนเขา สองข้างทางสนสองใบสูงเสียดฟ้า ดูขรึมเข้มด้วยลำต้นสีดำ ยืนต้นอยู่มาไม่ต่ำกว่า 200 ปี จากนั้นเมื่อเข้าสู่ กม.ที่ 7 สภาพป่าสองข้างทางเริ่มแปลกเปลี่ยนไป เรือนยอดของไม้ป่าหนาทึบขึ้น ไม้พื้นล่างเป็นจำพวกขิงข่าแทนที่หญ้า เถาวัลย์พันเลื้อยสู่ยอดไม้เพื่อรับแสง คาคบไม้เป็นที่เกาะของพืชอิงอาศัยจำพวกเฟิร์นและกล้วยไม้ ด้วยความหลากหลายจากรอยต่อของป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และป่าดงดิบ แหล่งรวมของพรรณพืชและแหล่งอาหารนานาชนิดของสัตว์และนก ในขณะที่ผ่านไปมักจะมีเสียงเจาะไม้หาตัวหนอนใต้เปลือกไม้พร้อมกับเสียงร้องรัวแหลมของนกหัวขวาน นกพญาไฟก็ส่งเสียงหวีดหวานมาเป็นระยะ

    สู่ทุ่งนางพญา

    แว่ว เสียงนกกระทาทุ่งดังมาแต่ไกล เป็นสัญญาณบอกว่าข้างหน้าเราจะออกไปสู่สภาพป่าสนเขาอีกครั้ง เราทิ้งความร่มรื่นใต้เงาของป่าดิบไว้เบื้องหลังและเลือกร่มเงาของสนเป็นจุด พัก รับประทานอาหารกลางวัน และหลังจากที่เดินทางต่อจนถึงป่าสนช่วงสุดท้ายในที่สุด เราผ่านสนต้นสุดท้ายออกไป ฟ้าใส ๆ เด่นชัดขึ้นพร้อมกับทุ่งหญ้าเขียวขจี “ทุ่งนางพญา” กว้างไกลสุดสายตา มีกำแพงป่าโอบล้อมอยู่ จักรยานพุ่งทะยานสู่ทุ่งหญ้า ปรับเปลี่ยนใช้จานหน้าใหญ่กับทางที่ค่อนข้างราบเรียบแบบนี้ดูจะเหมาะสมที่ สุด กลุ่มสนปลายทุ่งนางพญาคือเป้าหมายของเรา สนต้นสูงเสียดฟ้าทิ้งใบสีน้ำตาลลงคลุมพื้นหนานุ่ม หลายคนเลือกเอนกายลงนอนพักฟังเสียงสนต้องลมจนเคลิ้มหลับไป

    คืนนั้นพวกเราแค้มปิ้งกันที่ชายทุ่งซึ่งอยู่สุดทางถนนลูกรัง มันเป็นลานกว้างใต้ดงสน ซึ่งทางอุทยานฯ จัดไว้ให้สำหรับพักแรมในธรรมชาติ มีอยู่ 2 ลาน พักได้ลานละไม่เกิน 50 คน แม้ว่าไม่มีแหล่งน้ำอยู่ในบริเวณนี้ แต่ความสวยงามของพื้นที่ก็ทำให้หลาย ๆ คนลืมเรื่องน้ำไปได้

    ด้วยศักยภาพของพื้นที่ทั้งในเรื่องของธรรมชาติและเส้นทางจักรยานนี่เองทำให้ “ทุ่งแสลงหลวง” เป็นที่ที่นักจักรยานทั้งมือใหม่มือเก่าใฝ่ฝันจะได้ไปสัมผัส สำหรับคนที่มีโอกาสพาเสือภูเขาไปขี่ที่นี่มาแล้ว คงบอกได้ว่าทำไมเส้นทางนี้ถึงได้เป็นเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับการขี่จักรยาน.

    หมายเหตุ

    นอกจากทุ่งนางพญาแล้ว ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงยังมีเส้นทางจักรยานอีก 2 เส้น คือ จากหน่วยฯ หนองแม่นา ไปยังแก่งวังน้ำเย็น (ระยะทาง 7 กิโลเมตร) และเส้นทางผจญภัยสำหรับนักปั่นมือเก่า คือจากที่ทำการอุทยานฯ ไปหน่วยฯ หนองแม่นา (ระยะทาง 42 กิโลเมตร)

    บทความนี้ ได้ขออนุญาตจากนักเขียนแล้ว
    ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นิตยสาร Nature Explorer ฉบับพฤษภาคม 2543

    Tags: ,

  • mon

    ตอนอายุ 9 ขวบ ผมหรือคุณผู้อ่าน คงอยู่ประมาณ ป.3 - ป.4 ตอนนั้นผมยังอ่านหนังสือไม่แตก วัน ๆ ถ้าไม่เรียนหนังสือ ก็วิ่งเล่นตะลอนทั้งวัน

    เจ้าของงานเขียนเล่มนี้ ที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ ตอน 9 ขวบก็เริ่มที่จะเขียนหนังสือแล้ว หรืออาจจะก่อนหน้านั้นก็ได้ ขนาดตอนที่ยังเขียนไม่เป็น ก็ยังบอกให้แม่จดตามคำบอกได้

    ผมค้นเจอหนังสือเล่มนี้ หลังจากแนะนำหนังสือจินตนาการแห่งชีวิต เห็นเป็นหนังสือเด็กที่น่าสนใจ ส่วนจะเป็นหนังสือสำหรับเด็ก หรือหนังสือที่เด็กเขียนให้ผู้ใหญ่ ก็สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่าน

    บันทึกของโมน เป็นชื่อหนังสือ เขียนโดยโมน สวัสดิ์ศรี ซึ่งเป็นทายาทของนักเขียน และบรรณาธิการชื่อดัง คือศรีดาวเรือง และสุชาติ สวัสดิ์ศรี ลูกไม้นอกจากไม่หล่นไกลต้นแล้ว ยังหล่นปุ๊ใต้ต้นเลยทีเดียว และดู ๆ ไปแล้ว ก็ยังสามารถที่จะเติบโตเป็นต้นอ่อนแบบต้นพ่อ ต้นแม่ได้อีกด้วย

    โมนเขียนบันทึกจากประสบการณ์จริง ๆ ไม่อำจากโรงเรียน จากการไปดูสุริยุปราคา การไปร่วมงานช่อการะเกดของพ่อ งานบันทึกของโมนเรียบเรียงเรื่องราวได้อย่างมีจังหวะจะโคน เขียนได้ประณีต มีหลายอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์ขัน ก็ขนาดเรื่องความเจ็บป่วยของตัวเอง ยังถ่ายทอดออกมาให้คนอ่านได้แอบอมยิ้มกัน

    อารมณ์ขันนั้นผมว่า คงได้เชื้อมาจากคุณสุชาติ ซึ่งมีอารมณ์ขัน และใจดีขัดกับบุคลิกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ที่กล้าการันตีขนาดนี้ เพราะเคยได้สนทนากับคุณสุชาติ จากการติดตามเพื่อนเข้าไปคุยธุระในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

    ส่วนงานเขียนของโมน โมนมีบุคลิกของงานเฉพาะตัวจริง ๆ เป็นงานใส ๆ อ่านง่าย แต่ผมว่าไม่โดนใจวัยรุ่นเท่าไร เพราะโมนไม่ค่อยได้ใช้ภาษาที่มันส์ หน่อมแน๊ม

    แต่ถ้าในแง่ภาษาวรรณกรรม ก็ต้องบอกว่าโมนทำได้ดีทีเดียว อ่านไปอ่านมา หนังสือเล่มนี้น่าจะเหมาะกับวัยรุ่นตอนปลาย คือผู้ใหญ่ขึ้นมานิด เพราะนอกจากจะอ่านเพลินแล้ว สาระยังเต็มเปี่ยม ความรู้สึกของหนุ่มน้อยคนนี้ เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนรุ่นเดียวกับเขาได้ ไม่ว่าเรื่องราวที่โรงเรียน เรื่องที่พูดถึงเพื่อน ๆ ของพ่อ เรื่องของพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งพูดถึงตัวเอง ล้วนลุ่มลึก แหลมคม น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

    หลังจากตกงาน ผมไม่ได้ซื้อหนังสืออ่านมานานพอสมควร อาศัยอ่านซ้ำจากหนังสือที่มี หรืออ่านจากที่ซื้อไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้อ่าน ไม่รู้ว่าโมนมีงานเขียนใหม่ ๆ ออกมาอีกหรือเปล่า ในสายตานักอ่านโนแนมอย่างผม ผมขอฟันธงลงไปเลยว่าโมนเอาดีในเส้นทางนี้ได้

    ขอแนะนำหนังสือของโมน ไม่ว่าเล่มนี้ซึ่งไม่รู้ว่าหาซื้อได้หรือเปล่า หรือผลงานเล่มใหม่ ๆ ของเขาด้วยก็แล้วกัน.

    โดย…นักอ่านไส้แห้ง

    ชื่อหนังสือ : บันทึกของโมน
    ผู้เขียน : โมน สวัสดิ์ศรี
    สำนักพิมพ์ : Writer
    ราคา : 60 บาท
    จำนวนหน้า : 117 หน้า

    Tags: , ,

  • เดือนมิถุนายนนี้ มีวันสำคัญวันหนึ่งที่มักถูกบดบังไป คือวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยกลุ่มคณะราษฎร์ในปี 2475 ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นการปกครองใหม่ ทุกวันนี้ถ้าเราเดินไปที่ถนนราชดำเนิน จะเจอหมุดที่ระลึกเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ถูกตอกฝังลงผืนดินอย่างมั่นคง แม้ปัจจุบันจะถูกรถราผ่านไปมาเหยียบย่ำจนรางเลือนก็ตาม หมุดนี้ฝังอยู่ด้านซ้ายของพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งจัดทำขึ้นพร้อม ๆ กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 เป็นหมุดทองเหลืองมีข้อความว่า

    “ณ. ที่นี่ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”

    ตอนรุ่งสางวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นายทหารผู้หนึ่งก้าวออกมาจากหัวมุมถนนด้านกองทัพภาคที่ 1 เขา “พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา” หัวหน้าคณะราษฎร ยืนอยู่ ณ ที่ตรงนี้หันหน้าไปทางด้านสนามเสือป่า อ่านประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบกษัตริย์อภิวัฒน์สู่อำนาจเป็นของประชาชนครั้งแรก

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นมีการวางแผนและกระทำการอย่างแนบเนียนมาก ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง มีผู้บาดเจ็บเพียง 1 คนคือ พล.อ.พระยาเสนาณรงค์ แต่ทั้งนี้ที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปได้เรียบร้อย เนื่องเพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงยินยอม เพราะไม่ต้องการให้เสียเลือดเนื้อ

    และเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2475 และงานพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475

    ในการกำเนิดคณะราษฎรครั้งนั้น นอกจากผู้ร่วมก่อการเป็นนายทหาร ยังมีข้าราชการฝ่ายราษฎร ซึ่งนำโดยหลวงประดิษฐมนูธรรม หรือ นายปรีดี พนมยงค์ นำเสนอทางออกในสมุดปกเหลือง ที่เรียกว่า “เค้าโครงเศรษฐกิจ”

    สาระสำคัญของเค้าโครงเศรษฐกิจนี้ก็คือ “เงินทองเป็นของไม่เที่ยง”

    “ความไม่เที่ยงแท้แห่งการดำรงชีวิตนั้น มิใช่จะมีแต่ในหมู่ราษฎรที่ยากจนเท่านั้น คนชั้นกลางก็ดี คนมั่งมีก็ดี ย่อมจะต้องประสบความไม่เที่ยงแท้ด้วยกันทุกรูปทุกนาม

    ขอให้คิดว่าเงินทองที่ท่านหามาได้ในเวลานี้ ท่านคงจะเก็บเงินนั้นไว้ได้จนกว่าชีวิตของท่านจะหาไม่ และอยู่ตลอดสืบไปถึงบุตรหลานเหลนของท่านได้หรือ

    ตัวอย่างมีอยู่มากหลาย ที่ท่านคงพบเห็นว่าคนมั่งมีในสมัยหนึ่งต้องกลับเป็นคนยากจนในอีกสมัยหนึ่ง หรือมรดกที่ตกทอดไปถึงบุตรต้องละลายหายสูญ ไม่คงอยู่ตลอดชีวิตของบุตร บุตรของผู้มั่งมีกลับตกเป็นคนยากจน

    เช่นนี้ท่านก็จะเห็นได้แล้วว่า เงินนั้นไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้อันจะเป็นประกันการดำรงชีวิตของท่านได้

    รัฐบาลประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรดีกว่า

    ความไม่เที่ยงแท้ในการเศรษฐกิจเป็นอยู่เช่นนี้ จึงมีนักปราชญ์คิดแก้ โดยวิธีให้รัฐบาลประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร กล่าวคือราษฎรที่เกิดมาย่อมจะได้รับประกันจากรัฐบาลว่าตั้งแต่เกิดมาจน กระทั่งสิ้นชีพ หรือชราทำงานไม่ได้ก็ดี ราษฎรจะได้มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่ ฯลฯ ปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต

    เมื่อรัฐบาลประกันได้เช่นนี้แล้ว ราษฎรทุกคนจะนอนตาหลับ เพราะตนไม่ต้องกังวลว่า เมื่อเจ็บป่วยหรือพิการหรือชราแล้วจะต้องอดอยาก หรือเมื่อตนมีบุตรจะต้องเป็นห่วงใยในบุตรหรือตนได้สิ้นชีพไปแล้วว่าบุตรจะอด อยากหรือหาไม่ เพราะรัฐบาลเป็นผู้ประกันอยู่แล้ว

    การประกันนี้ย่อมวิเศษดียิ่งกว่าการสะสมเงินทอง เพราะเงินทองนั้นเองก็ย่อมเป็นของไม่เที่ยงแท้ . . .

    เนื้อหาในเค้าโครงเศรษฐกิจเป็นการมองแบบองค์รวม โดยมีปรัชญาความเชื่อต่อความสุขของมนุษย์ การห่วงหาอาทร ซึ่งหาได้ยากยิ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่าง ๆ ที่เน้นการมองแบบแยกส่วน จึงเกิดเป็นปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมาไม่สิ้น

    แม้เราจะได้ประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคในสังคมนี้ แต่ความไม่เท่าเทียมของสังคมยังมีอยู่ทั่ว เนื่องจากพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ไม่ได้ดำเนินตามเค้าโครงเศรษฐกิจ ดังนั้นวิปริตของสังคมยังตกทอดสืบมา

    บางครั้งการปฏิรูปอาจจะทำได้ง่าย แต่สำนึกของชาตินั้นสร้างได้ยากกว่ามาก ชาติไม่ได้จำกัดอยู่แค่นามธรรม ขอบเขตของประเทศ แต่กินรวมไปถึงความพูนสุขของราษฎรอย่างเท่าเทียม ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองแม้จะสำเร็จ แต่ว่าไม่ได้หมายถึงราษฎรจะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าทุกคนในประเทศไม่มีสำนึกของชาติ.

    Tags: , ,

  • sarasarn_head4

    ปีที่ 2 ฉบับที่ 13 ประจำเดือนมิถุนายน 2543

    คำปรารภ…

    เดือนมิถุนายนเดือนนี้มีความหมายยิ่งนักต่อการเมืองไทย คือเป็นเดือนที่ประเทศไทยเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้ในปี 2543 นี้ ประเทศไทยจะมีวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ 200 คน ซึ่งจะครบหรือไม่คงต้องติดตามลุ้นในช่วงปลายเดือน แต่ถ้าไม่ครบคงวุ่นแน่ เพราะประธานรัฐสภาจะลาออกในวันที่ 24 มิถุนายนนี้เช่นกัน และหากวุฒิสภายังไม่มีตัวตนเช่นนี้ ก็หมายถึงว่าอาจจะไม่มีประธานรัฐสภาก็ได้ เพราะสภาไม่ครบ 2 สภา คือสภาสูงและสภาล่าง เป็นรสชาติแปลกใหม่ของเมืองไทย

    แม้ยังไม่ถึงสิ้นเดือน คอการเมืองไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ก็ตื่นเต้นกับเสียงปี่กลองยกแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ แทนดร.โจ ที่หมดวาระในเดือนนี้เช่นเดียวกัน รสชาติการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งนี้ นับว่าหวาน มันส์ เปรี้ยว เผ็ด แทบทุกรส และจะดุเดือดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมีตัวเต็งและตัวเกร็งลงสนามกับเพียบ จนลายตาและอาจจะทำให้กว่าจะเกร็งตัวจริงเสียงจริงในสนามผู้ว่า ก็คงต้องรอโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลยทีเดียว

    ยิ่งไปกว่านั้นเดือนนี้เป็นเดือนถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2000 ซึ่งถือว่าเป็นรายการเกือบน้องเบิ้มเท่ากับการแข่งขันฟุตบอลโลก รับรองคนไทยคงอดหลับอดนอนเชียร์ฟุตบอลแน่ สภากาแฟตอนเช้ารับรองได้ว่าเรื่องนี้ฮิตขึ้นหน้าหนึ่งแน่นอน สาระเหล่านี้ล้วนเป็นสีสันในชีวิตของคนเรา เฉกเช่นสาระสารที่วางตัวเป็นสีสันบนโลกอินเตอร์เนตแห่งนี้.

    Tags: ,