• โดย… สร้อยแก้ว คำมาลา

    ใครบางคนของเธอเดินจากไป วันพรุ่งนี้เธอคงไม่ได้เจอเขา เขาจะไปอยู่แห่งไหน แม้รู้ว่าไม่ห่างไกล เธอและเขายังอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันใดจะได้เจอกันอีก ทุกอย่างเวียนผ่านเข้ามาก็เพื่อจะผ่านไปเท่านี้ ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเรายาวนาน

    มองจากมุมสูง

    เมืองเมืองหนึ่งมีฝ้าสีเทาขมุกขมัวสลัวเลือน ตึกมากมายเต็มไปทุกที่ เต็มไปจนหมดกรอบภาพที่เห็นสุดสายตา สุดแผ่นดินก็ยังเป็นตึกรามบ้านเรือน ไม่มีสิ่งใด ไม่มีอะไรแปลกปลอม แท่งสี่เหลี่ยมผุดพรายใต้ฟ้าสีเทาหม่น

    ตึกบางหลังเป็นกระจกสีเขียว บางหลังสีครีมอ่อน บางหลังมียอดเป็นโดม บางหลังมีสระว่ายน้ำ ที่เหลื่อมสลับกับตึกใหญ่โตคือบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ ดูเศร้าหมอง ไร้ชีวิตชีวา แทรกแซมสีเขียวเข้ามาท่ามกลางปูนซีเมนต์ที่โบกเต็มพื้นดินนั้นคือสวนสาธารณะเล็ก ๆ กระหย่อมหนึ่ง หยัดทนต่อควันลมสีเทาที่ลอยฟุ้งกลางอากาศ ที่แห่งนี้จะไม่มีควันไฟสีขาว ถ้าหากไม่ได้เกิดเพลิงไหม้หรือเผาขยะ เพราะคนที่นี่ไม่ได้ก่อไฟหุงข้าว

    บนถนนหนทาง รถคันเล็ก ๆ วิ่งไหลตามกันไป ไม่รู้จะไปไหน เมื่อคันหนึ่งหยุดชะงัก คันอื่นก็ต้องหยุดตาม หยุดจนกว่ารถคันนั้นจะออกวิ่ง คันอื่น ๆ ถึงจะวิ่งตามกันไปได้เหมือนเส้นทางของมด

    เสียงเครื่องยนต์หวีดครางอื้ออึงจากข้างล่าง สั่นสะเทือนไปจนถึงข้างบน ต่อให้คนอยู่บนยอดตึกสูงที่สุดก็หาใช่คนที่มีความสุขที่สุดไม่

    เมืองแห่งนี้เป็นเช่นนี้ เป็นอยู่อย่างนี้มาเนิ่นนาน และจะนานแสนนาน

    ผู้คนในเมืองสีเทาอ้อยอิ่ง และหลับไหล

    ตัวละครที่หนึ่ง

    เด็ก หญิงวัยสิบสองขวบ สูงประมาณไหล่ผู้ใหญ่ หน้าตาคมคาย รอยยิ้มเปิดเผย สายตาไม่ปรากฎความหวั่นหากมีความคึกคะนองและฉายแววสนุกเต็มเปี่ยม เธอหันหน้ามองด้านซ้ายเหมือนกำลังสนทนาถามตอบกับใครอีกคน

    “ค่ะ ใช่ บ้านหนูอยู่ใต้สะพานแห่งนี้ ก็อยู่มาสองปีแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้เราอยู่แถวคลองตัน แม่เขาย้ายมากับพ่อใหม่ มาอยู่ที่นี่”

    เด็กหญิงหยุดฟังคำถาม

    “หนูเรียนอยู่ชั้น ป.3 ที่จริงหนูควรจะอยู่ชั้น ป.6 แล้ว แต่ตอนย้ายบ้านแหละค่ะ ก็หยุดไปสองปี และก็ตอนเข้าเรียน ป.1 หนูเข้าเรียนช้า . . . หยุดปีที่แล้วนะเหรอคะ หนูก็ออกไปเช็ดกระจกรถ เร่ขายพวงมาลัย”

    เสียงคนถามเป็นผู้หญิงดังแทรกเข้ามาพอได้ยิน

    ทำไมถึงขายพวงมาลัย

    เด็กหญิงหัวเราะ “โธ่พี่ ถ้าไม่ขายจะเอาอะไรกินล่ะ”

    เด็กหญิงยิ้มแกน ๆ มองอย่างมีคำถาม เสียงคนถามเบาลง เด็กหญิงเมินสายตามองไปทางอื่น รอยยิ้มจางลง

    “แม่เขาก็ทำงานบ้าน ซักผ้า ล้างจาน พ่อเลี้ยงเขาไปรับจ้าง เป็นกรรมกรแถวโน้น” เด็กหญิงชี้มือ “ได้วันนึง 80 บาท แต่บางวันเขาก็ไม่จ้าง”

    มีคำถามจากเสียงผู้หญิง

    ถ้าไม่ได้รับจ้างแล้วพ่อทำอะไร

    “เขาก็อยู่เฉย ๆ กินเหล้า . . . ”

    หน้าเด็กหญิงสลดลง

    “กินบ่อยค่ะ ส่วนมากได้เงินมาก็กิน บางทีเขาก็ทุบข้าวของ ตีหนูและน้อง พ่อเก่าก็ตี พ่อใหม่ก็ตีเหมือนกัน เวลาเมาพวกเขาก็เป็นแบบนี้ . . . ”

    เด็กหญิงก้มหน้า ถอนใจ ท่าทางอึดอัดเหลือจะบอกกล่าว เธอเมินหน้าไปทางอื่นก่อนจะหันกลับมาตอบคำถามใหม่

    “เวลาเช็ดกระจก เขาก็ให้ตังค์ บางที 5 บาท บางทีก็ 10 บาท แต่บางคนเขาก็ไม่ให้ เขาจะไล่ว่า ไป ไป ไอ้เด็กสกปรก นี่ คงเอาน้ำในคลองมาเช็ดรถกู หนูก็บอกว่าไม่ใช่ ตอนหลังก็จะใช้ผ้าเปล่า ๆ เช็ด ไม่ชุบน้ำแล้ว เพราะรถเขาจะมัว”

    เด็กหญิงหัวเราะ มองตาผู้ถาม

    “เคย ช่วงขายพวงมาลัยกับพวกไอ้เดชแถวตลาดใหม่ มันได้เงินวันหนึ่งร้อยกว่าบาท บางคืนก็สองร้อย หนูเห็นมันได้เงินเยอะก็อยากได้บ้าง ก็ทำได้ไม่กี่คืน ไอ้เดชกับพวกถูกไล่กระทืบ พวกเจ้าถิ่นมันไล่เอา หนูก็เลยไม่กล้าไปอีก อยู่ฝั่งนี้แหละ หนูก็เช็ดกระจกอย่างเดียว”

    รู้สึกไม่กล้า หรืออายบ้างไหม

    “แรก ๆ ก็อายค่ะ แต่น้าหนูบอกหนูว่า หนูต้องกล้า ถ้าไม่กล้าก็ไม่มีกิน น้าเขาสอนหนูอย่างงี้ เขาบอกว่าด้านได้ อายอด แต่เดี๋ยวนี้หนูไม่เช็ดละนะ”

    ทำไมล่ะ

    “หนูมาช่วยทำงานบ้าน ล้างจาน เลี้ยงน้องคนที่สามกับคนที่สี่ น้องหนูอีกคนเขาไปเช็ดกระจกแทน หนูโตแล้ว คนไม่สงสารแล้วล่ะ ต้องให้น้องตัวเล็ก ๆ ปลาเขาขอได้เยอะกว่าค่ะ เขาอยู่ ป.2 เช็ดบ้าง ไม่เช็ดบ้าง แต่ส่วนใหญ่เขาจะขอเงินอย่างเดียว ไม่ค่อยเช็ดกระจก คนเขาก็ให้ บางทีก็ไล่ ก็เหมือน ๆ กันทั้งนั้นแหละค่ะ”

    เด็กหญิงเงียบ รอฟังคำถาม

    “รถเคยเฉี่ยวเขาสองครั้ง แขนถลอก หัวแตก ไม่ได้ไปหาหมอ ปล่อยมันหายเอง”

    เสียงคนถามดังแทรกเข้ามาอีกครั้ง

    ยังคิดจะออกไปช่วยน้องเช็ดกระจกมั้ย

    “ยังไงหนูก็จะไม่เช็ดกระจกแล้วค่ะ หนูอาย”

    เด็กหญิงตอบเน้นคำเสียงดังชัดเจน เธอถอนใจและก้มหน้าลง เงียบไปอยู่พักใหญ่จึงเงยหน้าตอบคำถามใหม่

    “ไม่หนวกหูหรอกค่ะ มันชิน”

    “อาบน้ำในคลองนี่แหละค่ะ เด็ก ๆ ใต้สะพานนี่ว่ายน้ำเป็นทุกคน แต่ผู้ใหญ่เขาก็จะตักขึ้นมาใส่ถังและแกว่งสารส้ม เวลาเราขึ้นจากคลองก็จะเอาน้ำในถังนี้ราดตัวอีกที น้ำไม่เหม็นหรอกค่ะ มันชิน อาบมาทุกวัน ๆ”

    เด็กหญิงทำท่าตั้งใจฟังคำถามที่เสียงผู้หญิงดังขึ้นให้ได้ยินอีกครั้งว่า เป็นคำถามสุดท้าย แววฝันทอในดวงตา เด็กหญิงอมยิ้ม

    “อยากเป็นหมอ หนูอยากช่วยเหลือคนไข้ และอยากมีเงินให้พ่อแม่และน้องใช้”

    จบคำถาม เสียงผู้หญิงสั่ง “คัท” แล้วหญิงสาวในเสื้อเชิ้ตสีขาว ผมสีน้ำตาลอ่อนรวบเป็นพวงก็เดินเข้าไปปลดไมค์ฯ เหน็บจากอกเสื้อเด็กหญิง

    ตัวละครที่สอง

    หญิงสาวเสื้อสีขาว ผมรวบไว้เป็นพวง นั่งตัวตรงนิ่ง เธอกำลังดูข่าวช่วงสุดท้ายของวันที่เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืน โทรทัศน์ตั้งเรียงแถวอยู่เป็นสิบเครื่องในระยะไกล ภายในห้องมีคนเบาบางเพียงสิบกว่าคน ในขณะที่โต๊ะทำงานนับร้อยว่างเปล่า

    หญิงสาวหันหน้ากลับมาเมื่อข่าวประจำวันจบลง ไหล่ที่ตั้งตรงทอดตัวลงเล็กน้อย เธอไม่ใช่คนสวยแต่ไม่ใช่คนขี้เหร่ ดวงหน้าของเธอมีแววเศร้าระบายอยู่ราง ๆ สายตาเชยขึ้น ครุ่นคิด

    เมื่อ หัวค่ำเธอถูกหัวหน้าข่าวดุ ว่าเธอควรจะล้วงลึกเรื่องเด็กเช็ดกระจกรถให้มากกว่านี้ เธอบอกว่าเธอทำไม่ได้ เธอสงสารเด็ก แค่นี้เธอก็รู้สึกว่าตัวเองคุ้ยเขี่ยความทุกข์ของเด็กคนหนึ่งจนกระจัดกระจาย ไปหมด ทั้งยังไม่ได้ช่วยเก็บกวาดให้เข้าที่เพราะต้องรีบกลับมาเขียนข่าวและตัดเทป ให้ทันออกอากาศ

    อย่างไรก็ตาม คืนนี้ข่าวของเธอก็ได้ออกอากาศไปแล้ว ภาพใกล้ปานกลางจากระดับศีรษะถึงอกของเด็กหญิงคนนั้นคมชัดและเด็กหญิงก็ตอบชัดถ้อยชัดคำดี

    เคยมีน้องฝึกงานคนหนึ่งที่ตามเธอออกไปทำข่าวอยู่เสมอบอกเธอว่า บางครั้งเขารู้สึกว่านักข่าวเป็นอาชีพที่เห็นแก่ตัว ต้องพยายามทุกทางที่จะให้ได้ข่าว พอได้เสร็จก็รีบกลับ ไม่ได้มีเยื่อใยหรือผูกพันกับใครเลย หญิงสาวหัวเราะหึ ๆ นี่ยังน้อยไป น้องคนนั้นยังไม่รู้ว่า ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้ข่าวและเป็นข่าวที่ขายได้ ต้องคุ้ยแคะแกะเกา ล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การเก็บความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นข่าวนั้น หนักหนาสาหัสกว่าการที่ทำข่าวเสร็จแล้วผลุนผลันจากแหล่งข่าวที่จริงใจเหล่านั้นหลายเท่า

    เธอเป็นนักข่าวมาปีกว่า ๆ บทสรุปของเธอก็คือ ความขี้เกรงใจเป็นอุปสรรคร้ายแรงยิ่งสำหรับอาชีพนี้

    หญิงสาวถอนใจ เอียงหัวลงหนุนท่อนแขนแนบกับโต๊ะ ตอนนี้ใคร ๆ กลับกันหมดแล้ว ยกเว้นพวกอยู่เวรดึกและคนขี้เหงาที่ไม่อยากอยู่คนเดียวอย่างเธอ วันนี้เธอคุยกับใครที่เธอรู้สึกว่าเป็นเพื่อนบ้างไหม คุยกับเด็ก . . . คุยกับบ.ก. คุยกับช่างตัดต่อ คุยกับพวกรับเทปออกอากาศ ทุกอย่างก็จบ ไม่มีอะไร ทุก ๆ วันนี้เป็นเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดผูกพัน ว่างโหวงจนน่าใจหาย

    หญิงสาวไล่สายตาไปตามลำแขนจรดปลายข้อศอก มีใครคนหนึ่งนั่งตัดเทปอยู่ในห้องตัดต่อ ประตูเปิดอ้า เขาตั้งตาดูเทป หัวยุ่ง ทำตาเบลอ ๆ เป็นบางครั้ง ก็ยังมีเขา . . . คนคนเดียวที่เป็นความผูกพันบาง ๆ ในตอนนี้ หญิงสาวแอบดูเขาและยิ้ม

    เขาไม่ได้ทำข่าวเหมือนเธอ เป็นโปรดิวเซอร์อยู่ฝ่ายผลิตรายการ แต่แอบมาใช้ห้องตัดต่อของฝ่ายข่าวตอนกลางคืนอยู่บ่อย ๆ เธอก็เลยได้รู้จัก ได้พูดคุยสนทนาในยามว่างเว้นจากการงาน

    ที่จริงเขาไม่ได้สนิทสนมกับเธอมากนัก แต่เพียงแค่รู้ว่าเขาชอบอ่าน เจ้าชายน้อย เธอกลับรู้สึกว่ารู้จักเขาดี รู้ว่าเขาคงมีอะไรบางอย่างคล้ายเธอ เป็นความอ่อนโยนและเยื่อใยที่ทำให้เธอต้องเฝ้ามองและรู้สึกอุ่นอวลใจอยู่ลึก ๆ ในยามที่มีโอกาสพอเจอและพูดคุย ที่ทำงานของเธอจึงไม่แห้งแล้งจนเกินไปนัก

    หญิงสาวยังคงตะแคงหน้าดูเขา ปลายนิ้วของเธอเคาะโต๊ะ ต๊อก ต๊อก ต๊อก . . .

    ใครคนที่เธอมองอยู่ถีบเก้าอี้มีล้อหมุนผละจากจอเทปออกไป สองมือกางออกไปทางข้างหลัง เอนตัวหยียดเต็มที่ หมุนคลายเมื่อยสองสามทีก่อนมองออกนอกประตูห้อง หญิงสาวยังนอนหนุนแขนที่พาดกับโต๊ะ เขายิ้มแต่ไกล ขณะเดินเข้ามาหา

    “เป็นไงเหนื่อยไหม”

    “อื้อ” หญิงสาวออกเสียงรับ

    “พรุ่งนี้ฉันจะไม่อยู่ละนะ”

    “ขอให้เธอโชคดี”

    หญิงสาวน้ำตาเอ่อ . . . นอนหนุนแขนท่าเดิม พูดต่อ

    “อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้าคนเราอ่อนไหวและผูกพันไปเสียทุกที่ ชีวิตจะถูกเหนี่ยวรั้งด้วยความอาลัยและสงสาร ความผูกพันมันเป็นศัตรูของความทะเยอทะยาน”

    ใครคนนั้นหัวเราะเบา ๆ แบบไม่จงใจ

    “เธอรู้แล้วใช่ไหม ว่าฉันจะได้ไปอยู่ในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่มีบริษัทสร้างภาพยนตร์”

    “รู้”

    “ความฝันของฉันใกล้เข้ามาแล้ว”

    “ฉันยินดีด้วย”

    หญิงสาวตะแคงหน้าไปอีกทาง ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอร้องไห้

    “เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะไปส่ง รออีกเดี๋ยวนะ กำลังเอาท์พุทเทปออกจากเครื่อง”

    “อื้อ . . .”

    หญิงสาวตอบเสียงอู้อี้ ใครบางคนของเธอเดินจากไป วันพรุ่งนี้เธอคงไม่ได้เจอเขา เขาจะไปอยู่แห่งไหน แม้รู้ว่าไม่ห่างไกล เธอและเขายังอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันใดจะได้เจอกันอีก ทุกอย่างเวียนผ่านเข้ามาก็เพื่อจะผ่านไปเท่านี้ ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเรายาวนาน เธอจะไม่ขอเบอร์โทรศัพท์ที่พักเขาหรอก ถึงแม้มีเบอร์วิทยุติดตามตัวและโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะติดต่อกันอีก เราต่างมาเป็นเพื่อนทีดีให้กัน ทำให้ที่ทำงานมีความหมายขึ้น แค่นี้ก็น่ายินดีพอแล้ว สิ่งจริงแท้ที่อยู่กับเธอคือความเศร้า ส่วนความสุขและไออุ่นเล็ก ๆ เพียงมาแวะเยือนทักทายเท่านั้น

    หญิงสาวมองผ่านกระจกไปยังภาพเบื้องนอกที่มีแสงไฟน้อยใหญ่กะพริบพรายในพื้นที่กว้าง เรียงรายเต็มผืนดิน ดวงไฟเหล่านั้นค่อยเลือนพร่า น้ำตาเธอหล่นลง

    ตัวละครที่สาม

    ดวงอาทิตย์สีหมองกลมเศร้าใต้ฟ้าขมุกขมัวลอยต่ำจะลับขอบฟ้า ชายหนุ่มนั่งเก้าอี้อยู่บนดาดฟ้าคอนโดมิเนียมสูงถึงยี่สิบสองชั้นใจกลางเมืองสีเทา เขานั่งมองพระอาทิตย์ราวจะถ่ายทอดความเศร้าฝากกันและกัน

    ทั้ง ๆ ที่การงานของเขากำลังจะไปด้วยดี เขาได้งานใหม่ ตำแหน่งผลิตมิวสิควิดีโอให้กับค่ายเพลง เขาหวังไว้ว่า อีกไม่นานคงจะมีโอกาสเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ และนั่นเป็นความฝันสูงสุดของเขา

    เขาคิดว่านี่คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้เวลาที่ต้องทำรายการโทรทัศน์ เขาจะหงุดหงิดและอารมณ์เสียใส่ช่างภาพและเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อย ๆ นั่นเป็นเพราะหัวใจเขาไม่ได้อยู่กับงานที่นี่ แต่ต่อไปเขาจะทำในสิ่งที่หัวใจร่ำร้องมานานเสียที

    เมื่อคืนเขาขับรถไปส่งเพื่อนสาวในที่ทำงานและแวะดื่มเบียร์กันเล็กน้อย ดูท่าทางเธอเศร้าผิดปกติ เขาได้แต่หัวเราะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขา แต่เขาไม่ได้สนใจเธอมาก นอกจากความฝันจะได้กำกับภาพยนตร์แล้ว สิ่งที่หัวใจเขาวนเวียนผูกพันก็มีเพียงคนรัก

    แต่แล้ว . . . แต่แล้ว . . .

    เขากลับมาเสียดึก เมื่อเปิดประตูห้องพักเข้าไปดวงไฟยังปิดมืด เขารู้สึกแปลกใจ ปกติคนรักของเขาเป็นคนกลัวผี ถ้าคืนไหนเขากลับดึก เธอจะเปิดไฟนอน

    เขาค่อย ๆ เลื่อนมือเปิดสวิตช์ แสงไฟสว่างขึ้นภายในห้องว่างเปล่า ที่นอนไม่มีรอยยับ ข้าวของทุกอย่างยังเป็นระเบียบ

    เธอไม่อยู่ มีจดหมายวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง เขาเปิดอ่าน จดหมายยาวเหยียดมีใจความสรุปได้สั้น ๆ ว่า เธอไปแล้ว เธอคิดดีแล้ว ตรงนี้ยังไม่เหมาะกับเธอ ยังไม่ลงตัวดีสำหรับเธอ

    เขางุนงงทำอะไรไม่ถูก นั่งอยู่บนเตียงนิ่ง ๆ จนฟ้าสาง ร้องไห้จนผล๊อยหลับ

    ตื่นมาตอนบ่าย แม้จะอาบน้ำ เปิดเพลง พยายามทำอารมณ์ให้สดชื่น แต่เขาก็ยังทำใจไม่ได้ เขาเลยปิดผ้าม่าน นั่งซุกตัวอยู่มุมห้อง ร้องไห้เบา ๆ อยู่ในห้องทึม ๆ เขาไม่ยอมกินอะไรทั้งวัน จนกระทั่งเย็นจึงขึ้นมาบนดาดฟ้าพร้อมเก้าอี้หนึ่งตัว เขาอยากดูพระอาทิตย์ตก

    พระอาทิตย์สีมอซอหงอยเหงา หัวใจเขาซึมเซาปวดปร่า ที่นี่เขามองเห็นเมืองหลวงได้ครบทิศ แต่เห็นพระอาทิตย์ตกได้ครั้งเดียว ไม่เหมือนเจ้าชายน้อยที่เพียงแต่ขยับเก้าอี้ก็มองเห็นพระอาทิตย์ตกใหม่ได้แล้ว เขาอยากเป็นเจ้าชายน้อย อยากดูพระอาทิตย์ตก 43 ครั้ง เมื่อขยับเก้าอี้ เขาเพียงเห็นอาคารที่แตกต่างกันแค่ความสูงและรูปแบบบางอย่างเท่านั้น แต่ไม่ได้แตกต่างกันในรูปทรงเหลี่ยมที่มีแต่ความแข็งทื่อด้านชา

    ตัวละครที่สี่

    ที่ป้ายรถเมล์ เลยเที่ยงคืนไปแล้ว หลอดนีออนใต้ศาลาใช้ได้เพียงหลอดเดียว มีคนรอรถเมล์อยู่ 5 คน ตรงมุมที่ไฟสว่างนั้นคนหนึ่งนั่ง อีกสามคนรออย่างกระวนกระวาย ส่วนมุมที่หลอดไฟเสียแต่ยังมีแสงสว่างจากหลอดไฟข้าง ๆ และไฟจากริมถนนส่องพอมองเห็นทึม ๆ ชายคนหนึ่งนั่งทอดไหล่นิ่งเงียบ ลมพัดมาเบา ๆ อากาศเย็นลง แต่เขารู้สึกเย็นเยือกกว่าคนอื่น ๆ

    รถเมล์สายที่เขาจะขึ้นวิ่งผ่านทั้งคืน เขายังไม่รีบร้อนกลับ หากรู้สึกอาลัยอาวรณ์บางสิ่งบางอย่างที่เขาจับต้องไม่ได้ น่าประหลาดที่เขาช่างคิดถึงหญิงสาวคนนั้นมากมายและอย่างจับจิตจับใจ

    เพราะเขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย อาชีพที่ทำก็เลยเป็นได้แค่ช่างภาพทีวีนี่ . . . เขาเพิ่งมาประจำกับรายการทีวีของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่ทำตามโปรดิวเซอร์หรือสคริปท์ไรเตอร์สั่ง วัน ๆ เขาไม่ค่อยพูด ต้องแบกกล้องหนักกว่าสิบสามกิโลกรัมจนหัวหมุนเวลาไล่ตามภาพไม่ทัน เขาโดนโปรดิวเซอร์ต่อว่าบ่อย ๆ ก็ได้แต่นิ่งเงียบ

    ตึกเดียวกันกับที่ทำงานของเขามีห้างสรรพสินค้า ยามไปทานข้าวแถวนั้น เขามักแวะไปยืนดูร้านรับจ้างวาดภาพเหมือนบุคคล ในระยะไกลสิบเมตร เขายืนดูหญิงสาวคนนั้นวาดภาพ เขาชอบมองเธอ ภาพที่เธอวาดไม่มีชีวิต แต่ตัวเธอมีชีวิต ใบหน้าเรียบสงบ ดวงหน้าผอมเรียวยามแม้ดูซูบไปแต่มีเค้าสวย ผมยาวสยายประแผ่นหลัง เธอนั่งนิ่ง โน้มตัวไปข้างหน้าเวลาวาด และมองภาพที่ตัวเองวาดอย่างไม่มีความรู้สึก

    เขาชอบมองเธอกะพริบตา ยามกะพริบตา เธอทำให้เขายิ้มเพราะเขานึกได้ว่าเธอมีชีวิต ชีวิตจริง ๆ ที่เป็นของเธอ

    เขามองเธอนานหลายวันจนเธอเริ่มจับได้ และวันหนึ่งเธอก็เดินเข้ามาทักทายเขาครั้งแรกง่าย ๆ ว่า “เป็นยังไงบ้าง” เธออาจหมายถึงภาพที่เธอวาดแต่ว่า - เป็นยังไงบ้าง เขาคิดถึงประโยคภาษาอังกฤษ ฮาว ฮาร์ ยู ซึ่งเป็นคำถามไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เลยตอบว่า “ก็ดี ขอบคุณ” เธอพยักหน้ายิ้ม เขาไม่พูดอะไรต่อ หญิงสาวเดินกลับไปวาดภาพต่อ และเขาก็ยืนดูอยู่ที่เดิม

    เขานึกเสียใจทีหลังว่า ทำไมตอนนั้นเขาไม่พูดอะไรมากกว่านี้ เมื่อเดินผ่านทางที่เธอนั่งวาด เขาจะหยุดดูทุกครั้ง เธอเหลือบตามองเขาในบางคราอย่างไม่ตั้งใจ แต่เขาหัวใจเต้นแรงและลังเลว่าจะเข้าไปพูดด้วยดีไหม

    วันนี้เธอไม่มาวาดภาพใต้ห้างสรรพสินค้าที่เดิมแล้ว เขาคิดถึงเธอ เวลาว่าง ๆ เขาไม่รูจะไปยืนดูอะไร ไม่รู้จะทำอย่างไรเวลาโดนโปรดิวเซอร์รายการด่ากรุงเทพฯ ไม่ได้มีคนแค่นี้ แต่เขาไม่รู้จะคิดถึงใคร

    รถเมล์วิ่งมาจอด แต่เขาไม่ได้ขึ้น เขาเกรงว่าความคิดที่เขามีต่อเธออาจตกหล่นตามข้างทาง มันยังตามมาไม่หมด เขาจะรอเก็บมันไว้ให้หมดใจก่อนจึงจะขึ้นรถกลับที่พัก

    รถเมล์เคลื่อนตัวออกไป เขานั่งอยู่คนเดียวใต้ศาลาที่มีหลอดไฟเสีย

    ตัวละครที่ห้า

    ชายแก่นั่งอยู่ใต้ต้นตะแบกริมสระน้ำของสวนสาธารณะใจกลางเมือง แกหลังคู้ ผมขาว ผิวย่นตกกระ แกไอโขลก ๆ อยู่ทุกห้านาที มิสนใจคนใกล้ ๆ ว่าจะรู้สึกรังเกียจและรำคาญ บางคนบ่นกระปอดกระแปดหอบเสื่อกับของกินลุกหนี

    ผู้หญิงคนหนึ่งมาจากไหนไม่รู้มานั่งบนม้านั่งข้าง ๆ แก เธอก้มหน้าประสานมือท่าทางเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดในใจ เธอนั่งได้นานกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็ยังลุกหนี้

    ชายแก่ไม่ได้สนใจใครเลย หรือบางทีเป็นเพราะแกไม่รับรู้ใด ๆ ในโลกนี้อีกก็ได้

    ดอกตะแบกหล่นร่วง แกหยิบกลีบสีม่วงที่ชุ่มน้ำตรงขอบสระมาเช็ด แล้วทับไว้ในหนังสือ แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

    ตัวละครที่หก

    หญิงสาวผมยาวสยาย สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงยีนส์ สะพายย่าม เธอเพิ่งลงจากรถเมล์และยังไม่รู้จะไปไหน เธอบอกขอเลิกทำงานวาดภาพพอร์เทรตกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านไม่ว่ากระไร เพียงถามเธอจะไปไหน ไปทำอะไร เธอสั่นหัว แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าเบื่องานวาดภาพเหมือน ภาพเหมือนที่วาดเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเหมือน ในเมื่อเธอไม่ได้รู้จักมักจี่กับใครต่อใครที่มาให้วาดภาพ แล้วภาพนั้นจะเหมือนอะไร เหมือนใครล่ะ แต่เธอก็ต้องวาดเพื่อหาเงินเลี้ยงตัว

    เธอยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ ถ้าวาดภาพอย่างที่เธออยากวาดก็ขายยาก เธอครุ่นคิด แต่ก็ไม่แน่ บางทีเธออาจจะลองท้าทายดู

    เธอขึ้นรถเมล์สายหนึ่ง ในมือกำเศษเหรียญ คนบนรถแน่นเหลือเกิน เธอพยายามเบียดตัวยื่นมือโหนราวเหล็กข้างบน เสียงแก๊บ ๆ ที่ได้ยินไม่รัวถี่เหมือนทุกวัน หญิงสาวชะโงกหน้ามองเพื่อจะได้ยื่นเงินให้สะดวก กระเป๋ารถเมล์เอนตัวเข้ามาหาเธอ นัยน์ตาสะลึมสะลือ หญิงสาวตกใจ ผลักเขาออกอย่างแรง ชายคนนั้นผงะ ค่อย ๆ ทรุดนั่งลงเอามือจับขมับ แล้วขดตัวนอนกองกับพื้นตรงเท้าเธอ

    หญิงสาวตะลึง ชักเท้าหนี ใครคนหนึ่งในรถตั้งสติได้ รีบพยุงเขาลุกขึ้น คนที่เบียดแน่นยิ่งแน่นเข้าไปอีก ชายคนที่ช่วยพยุงพูดเสียงดัง ขอเบาะนั่งจากคนข้าง ๆ คนสองคนลุกให้โดยดี แต่ทุกอย่างก็เต็มไปด้วยความทุลักทุเล

    หญิงสาวและผู้โดยสารทุกคนต้องลงตรงป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งเมื่อคนขับบอกให้ลง สภาพร่างกายของกระเป๋ารถย่ำแย่อย่างนี้คงไปกันต่อไม่ได้

    หญิงสาวนึกในใจ ดีเหมือนกัน ให้เขาได้ไปโรงพยาบาลดีกว่ามาทนฝืน หญิงสาวกระชับย่าม รู้สึกสลดหดหู่กับภาพที่เห็นและความจำเป็นที่ทุกคนต้องต่อสู้ ทางเลือกของคนมีมากไหม เธอถามตัวเอง แล้วนึกถึงน้องและแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด เธอต้องส่งเงินให้น้องเรียน ถ้าไม่รับจ้างวาดภาพในเมืองใหญ่แห่งนี้ ที่บ้านนอกใครเขาจะจ้างเธอ

    หญิงสาวยังคงเดินอย่างเปล่าเปลี่ยวไปบนถนน เสยผมที่รุงรังและดึงยางรัดจากข้อมือมารวบผมไว้ลวก ๆ เธอเดินเรื่อยเปื่อยก่อนจะเลี้ยวเข้าไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะ

    ตัวละครที่เจ็ด

    เขาเป็นชายผิวขาว ทว่าเนื้อตัวสกปรกเต็มไปด้วยคราบไคลมีกลิ่นเหม็นเหงื่อ คนบนรถเมล์ไม่อากเบียดเสียดคนสกปรก แต่ช่วยไม่ได้ ตั๋วรถเมล์ราคาสามบาทห้าสิบคือเสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพที่ชัดเจนที่สุดในโลก ใครไม่พอใจ เชิญลงไปเลย

    เขาเหลือบตามองคนจ่ายค่ารถเมล์ ใครชักช้าเขาจะเอียงหัวมอง ถ้าช้ามากเขาจะถอนใจและรับเงินมาอย่างกระชาก ๆ ใครให้แบงก์ร้อย เขาจะเน้นคำ “พี่ไม่เคยขึ้นรถเมล์เหรอครับ” คนบนรถเมล์ไม่มีใครชอบเขา แต่ทว่าทุกคนต้องง้อเขา

    สามบาทห้าสิบเดินทางได้ทั่วประเทศไทย ไปได้ทั่วโลก เชิญเลยครับ ร้อน ร้อน ร้อน แต่เราจะไปกันต่อไป

    พี่ ชิดในหน่อยครับ ชิดในหน่อย คนที่ล้านเจ็ดกำลังจะขึ้นรถแล้ว ช่วยกันแบ่งปันพื้นที่เผื่อมนุษย์คนอื่น ๆ หน่อยครับ ดีมาก มีพื้นที่ว่างเหลืออีกเยอะ เห็นไหม

    วันหนึ่ง ๆ เขาพบกับคนเกือบล้านคน รถวิ่งวนอยู่หลายรอบ เขาสูดควันพิษเข้าไปหลายกิโลกรัม กินเครื่องดื่มชูกำลังทุกวัน บางวันก็ยาม้าถ้าหาได้ เขาลืมไปแล้วว่ารอยยิ้มเป็นอย่างไร ถึงที่พักเรี่ยวแรงสุดท้ายของเขาใช้ยกขันน้ำราดตัว แล้วล้มตัวนอนหลับกับที่นอนตลบฝุ่น

    ความสุขที่สุดในชีวิตคือยามได้หลับ เขาอยากจะหลับอย่างนี้ไปชั่วชีวิต ไม่อยากตื่น ไม่อยากลุกขึ้นมาอีก แต่แล้วก็ต้องลุก ลุกแต่เช้ามืดและกลับมาดึกดื่น

    วันนี้อากาศร้อนเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทนได้ แต่ที่อยู่บนรถเมล์นี้เป็นมนุษย์พิเศษทั้งนั้น ขณะเดินขายตั๋ว เขาค่อย ๆ หลับลงทีละน้อย ทีละน้อย เขาไม่สบายมาตั้งแต่เช้า แต่อยากได้เงิน เขาเดินไป ๆ เพื่อขายตั๋ว ตาลายมองไม่เห็นใครเลย แล้วเขาก็หลับลงตรงแทบเท้านับสิบ ๆ คู่ มีคนพยุงให้นั่งบนเบาะ แล้วเขาก็เอนหัวพิงกับขอบหน้าต่าง

    ชั่วเวลาต่อจากนั้น คนขับรถเมล์จอดรถ ตะโกนบอกให้ผู้โดยสารทุกคนลงแล้วรอขึ้นคันใหม่ เมื่อไม่มีใครบนรถ คนขับเดินเข้ามาตบหน้าเขาเบา ๆ “ไอ้ควายงาน มึงเป็นยังไงบ้าง” เขาหลับสนิท ไม่รับรู้อะไรเลย รถเมล์แล่นพาเขาออกชานเมือง สายลมเย็น ๆ ปะทะหน้า สายฝนสาดซู่ เขาค่อยลืมตามองและยิ้ม หน้าต่างบนรถเมล์ทุกบานเปิดโล่ง มองไปที่กระจก คนขับรถเมล์ยิ้ม วันนี้รถเมล์เป็นของเราสองคน เราจะพากันไปไกล ๆ วิ่งไปไกล ๆ น้ำเค็ม ๆ ไหลเข้าปากกระเป๋ารถ วันนี้ช่างเป็นวันที่มีความสุขที่สุด เขาปล่อยให้สายฝนสาดเต็มหน้า เขาคิดถึงสีเขียว คิดถึงภูเขาและท้องทุ่งที่จากมา เขารักสายลมเย็น ๆ เช่นนี้ เขาไม่อยากเจอคน แต่ก็ต้องเจอคน . . .

    เขาหลับตาลง อยากจะหลับไปอย่างนี้จนชั่วชีวิต

    มองจากระยะไกล

    ยามเย็น ตัวละครที่สี่ขึ้นรถเมล์คันเดียวกับตัวละครที่สอง รถเมล์คันนั้นวิ่งสวนทางกับรถเมล์ของตัวละครที่เจ็ด

    ตัวละครที่สามขับรถส่วนตัวข้ามสะพาน รถติดยาวมาจนถึงสะพานซึ่งมีเด็กตัวเล็ก ๆ วิ่งกันขวักไขว่ บางคนเคาะกระจกขอเงิน บางคนถือเศษผ้ามอม ๆ มาเช็ดกระจกรถ เขาโบกมือไล่เด็ก ๆ เพราะอารมณ์ไม่ดี ใต้สะพานเดียวกัน ตัวละครที่หนึ่งนั่งบนตอม่อ ห้อยเท้าลงข้างล่างที่มีน้ำคลองสีดำ เธอแกว่งเท้าไปมา สายตามองไปข้างหน้า ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านหรือรำคาญเสียงรถและเสียงแตรที่ดังลั่นเมือง

    ระยะทางกลับบ้านของแต่ละคนไกลเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เวลานานชั่วกัปชั่วกัลป์ รถยนต์ส่วนตัวของตัวละครที่สามจอดตรงแยกไฟแดง ต่อท้ายรถเมล์ที่ตัวละครที่สี่และที่สองโหนอยู่ ข้างหน้านั้นเป็นวงเวียนที่ใหญ่ที่สุด มีรถเมล์สาย 8, 12, 14, 18, 24, 26, 27, 28, 29, 34, 38, 39, 54, 59, 61, 62, 63, 69, 71, 74, 77, 92, 96, 97, 104, 112, 201, 204 และรถ ปอ.สาย 2, 3, 9, 10, 13, 14 วิ่งผ่าน

    ยังมี รถ ปอ.พิเศษ รถเท็กซี่ รถยนต์ส่วนตัววิ่งผ่าน พวกเขาาจะมาเจอกันที่นี่ และตัวละครที่เหลือต่างก็มาวนเวียนอยู่ แต่ไม่เคยรู้จักกัน.

    Tags: ,

  • ลูกของผมอายุ 2 ขวบ บางครั้งผมประสบปัญหาคือ ลูกต้องการอะไรแล้ว ก็แสดงออกว่าจะต้องได้สิ่งนั้นในทันที แกจะเรียกร้องเดี๋ยวนั้น บางครั้งลงไปนอนดิ้นกับพื้น ปัญหานี้ผมคิดว่าเกิดจากลูกไม่มีความอดทนในการรอคอย และหักห้ามใจไม่เป็น จึงทำให้ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

    หากลองพิจารณาดูว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า ลูกเราถูกตามใจจนเคยชิน ไม่ว่าอยากได้อะไรก็จะได้เสมอไปโดยไม่มีใครกล้าขัดใจ หรือลูกเรามีประสบการณ์ที่ว่า ต้องร้องไห้ลงไปดิ้นกับพื้น จึงจะได้สิ่งของที่ต้องการแน่นอน โดยผู้ใหญ่จะไม่สามารถต่อรองได้ จะได้อย่างรวดเร็วด้วย

    การที่ลูกของเราเป็นเช่นนี้ ทุกๆ คนที่แวดล้อมเขา มีส่วนทำให้เขาเป็นอย่างนี้ ผมเคยนึกโทษว่า เป็นเพราะย่าและยายของเขาตามใจ แต่รู้ไหมว่า เราลองดูตัวเราเองซึ่งเป็นพ่อแม่ บางครั้งบางคราวก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหานั้นเช่นกัน ดังนั้น หากเข้าใจดีว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะอะไร ก็ควรตะหนัก และพึงระวังตัวเองอยู่เสมอ

    การป้องกันปัญหาที่ดีคือ หมั่นสังเกตุลูกตั้งแต่ต้น ลูกเรามักจะทดลองวิธีการต่างๆ เช่น การขอดีๆ แล้วพ่อแม่ไม่สนใจ ก็จะทดลองวิธีอื่นๆ เช่น การงอแง ร้องไห้ และก็จะทดลองมาตรการที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่า พ่อแม่ควรใจแข็งบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สนใจลูก ใจแข็งในที่นี้หมายความว่า ให้ในสิ่งที่ควรจะให้ อะไรไม่ควรให้ ก็ควรอธิบายให้แกฟังอย่างใจเย็น เน้นการให้เวลาแกให้มาก อย่าไปเร่งรัดด่วยสรุป จริงอยู่ ลูกอาจจะไม่ฟังหรือฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราก็ควรเข้าใจไว้ว่า เราไม่ควรจะหวังว่า การพูดกับลูกเพียงครั้งเดียว จำทำให้ลูกเข้าใจทั้งหมดมิใช่หรือ ในทางกลับกัน ผมก็จะคิดว่า ลูกเราก็คงจะต้องอยู่ในความดูแลของเราอีกหลายปี ดังนี้น เริ่มต้นว่ากล่าวตักเตือน อธิบายตั้งแต่เนิ่นๆ โดยครั้งแรกๆ อาจจะยากมาก แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องหวังว่า ลูกจะเข้าใจในครั้งสองครั้ง แต่นานๆ ไป ลูกก็จะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร การตามใจเพียงครั้งเดียวนั้น มีผลต่อพฤติกรรมการต่อรองของลูก เพราะจะทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าทำอย่างนั้น เขาก็จะได้สิ่งที่เรียกร้องเป็นการตอบแทน ดังนั้น ฝืนความรู้สึกของเขาบ้าง อย่าตามใจจนเกินไป

    หากลูกของผมมีพฤติกรรมที่เกินจากขั้นตอนของการป้องกันแล้ว คือ ได้ใช้วิธีดิ้นกับพื้นมาแล้ว และก็ประสบผลสำเร็จมากแล้วด้วย ผมควรทำอย่างไร ผมก็คงต้องหาทางบอกกับผู้ใหญ่ใกล้ตัว ไม่วาจะแม่ ย่า หรือยาย ว่าปล่อยให้เขาดิ้นไปเลย อย่าได้ไปทำตามใจตามข้อเรียกร้องนั้น ถ้าเราคิดว่าควรจะให้อะไร เราก็ต้องให้เขาก่อนการที่เขาจะต่อรองโดยการดิ้น แต่ถ้าหากคิดดีแล้วว่าไม่ควรให้ ก็ให้ใจแข็งเข้าไว้ หากลูกร้องไห้และดิ้นว่าจะเอาสิ่งของ ผมก็ควรปล่อยให้ดิ้นไปสักพักหนึ่ง แล้วค่อยพยายามบอกเขาว่า ถ้าอยากได้อะไรก็ให้พูดดีๆ ก็ได้ เพราะถ้าเขาต่อรองด้วยวิธีนี้ ก็จะไม่ได้สิ่งของ ซ้ำร้ายอาจโดนทำโทษอีกด้วย

    เช่น เดียวกัน ครั้งแรกๆ ที่คุณทำแบบนี้ ลูกคุณก็จะยังมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรง คือไม่ฟังแล้วก็ยังร้องต่อ คุณก็ควรลองทำบ่อยขึ้น บางทีระยะเวลาของการงอแง ก็จะสั้นลง จนกระทั่งเขาจะรู้เองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต่อรองด้วยวิธีนี้ เขาก็มีโอกาสเลิกพฤติกรรมดังกล่าว

    แต่ที่สุดนี้ เราไม่ใช่จะทำวิธีดังกล่าวเพื่อตัดความรำคาญ แต่เราทำเช่นนี้ เพื่อให้ลูกเป็นคนดี มีความอดทน ไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป

    Tags: , , , ,

  • ลำน้ำโขงเป็นทาง สัญจรหลักของทุกชุมชนริมฝั่งแม่น้ำ สามารถเคลื่อนตัวไปได้ดีกว่าทางบกเพราะถนนหนทางส่วนมากบนผืนแผ่นดินนั้น ยากลำบากต่อการใช้พาหนะที่มีลูกล้ออยู่ข้างล่างเป็นอย่างมาก นี่คงเป็นสาเหตุอันหนึ่งที่ชุมชนของลาวยังคงมีวัฒนธรรมของชาวเมืองจากประเทศ อื่น ๆ เข้าไปถึงได้น้อยและล่าช้า ซึ่งในมุมมองหนึ่งก็เป็นผลดีที่ชุมชนในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ จะยังคงรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเองได้ ตราบเท่าที่การสัญจรยังไม่มีความสะดวกสบาย แต่ในอีกมุมหนึ่งของชาวบ้านที่ต้องการชีวิตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ซึ่งก็คือชีวิตที่มีความเจริญขึ้นตามการรับรู้จากทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทีวี ที่ถ่ายทอดเอาความเป็นเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองที่สะดวกสบาย กลายมาเป็นจินตภาพที่สร้างฝันแก่ชาวภูดอยและผู้ที่อยู่ห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่าความเจริญ (ทางวัตถุ) ความยากเข็ญและความลำบากในการใช้ชีวิตอยู่ใต้ภูดอย หุบเขาและลำน้ำเป็นสิ่งผลักดันให้ถูกเปรียบเทียบ เมื่อได้เห็นตัวละครในทีวีได้นั่งรถสวยคันหรู มีเมือง มีแสงสีที่ศิวิไลซ์ ดูแล้วเหมือนเมืองสวรรค์ที่มีแต่ความสะดวกสบาย ชีวิตที่ดีอย่างคนในเมืองจึงถูกแทนที่ในความเชื่อเดิม ๆ ที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ สภาพการหลั่งไหลเข้าเมืองจึงสร้างความกระจ่างให้แก่ผมในกาลนี้

    ส่วนหนึ่งของผู้คนตามริมฝั่งโขงยังคงสรรหาทรัพย์จากมรดกของธรรมชาติอยู่เสมอ เกล็ดแร่ทองคำที่สามารถพบได้ทั่วไปตามริมหาดทรายที่คลื่นน้ำซัดเข้าหาฝั่ง ก็ถูกตะแกรงเหล็กขนาดพอดีมือ ช้อนควักขึ้นมาแล้วร่อนส่วนที่ไม่ต้องการออก เหลือเพียงแต่เกล็ดแร่ทองคำ ที่สามารถสร้างคุณค่าเป็นตัวเงินให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คืออาชีพ ฮ่อนคำ หรือร่อนทอง ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ตลอดระยะทางทั้งขาไปและขากลับในการนั่งเฮือไวของเราไม่มีการพลาดชมภาพของชาว บ้านสวมงอบ ยืนโก้งโค้งช้อนเกล็ดทองคำอยู่ทั้งเช้าสายบ่ายเย็น ชาวบ้านหลากวัยตั้งแต่เด็กจนถึงคนชราทั้งชายและหญิง ต่างมุ่งมั่นในการแยกเกล็ดทองออกจากทรายและหินทุกครั้งที่เฮือไวแล่นผ่าน พร้อมด้วยเสียงเครื่องยนต์กึกก้องคำรามพวกเขามักเงยหน้าขึ้นมามอง ในใจของพวกเขาเหล่านั้นอาจเต็มไปด้วยปริศนาสำหรับการมาเยือนของเรา

    pic-01

    ขบวนเฮือไวต้องแวะประทับตราที่ด่านสองแห่งด้วยกันคือ ปากทาและปากแบง หลังออกจากห้วยทรายผ่านผาไดถึงปากทา แล้วก็ผ่านปากคอบ ปากเป็ด จนมาถึงปากแบง แม้แต่คนขับเรือซึ่งเป็นชาวลาวก็ต้องประทับตราเข้าออกด้วย เพราะเขาไม่มีบัตรประชาชน ชาวลาวแต่ละแขวง แต่ละเขตเมื่อข้ามแขวงไปแขวงอื่น ๆ ก็จะต้องประทับตราเข้าออกด้วย สิ่งสำคัญของชาวลาวที่ต้องมีไม่ต่างจากพาสปอร์ตของนักท่องเที่ยวก็คือ สมุดประจำตัวที่เป็นหลักฐานประวัติว่าเป็นประชาชนลาวซึ่งขนาดของสมุดนั้นมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับพ๊อคเก็ตบุคเล่มโต ๆ เล่มหนึ่งทีเดียว

    ผมพยายามเก็บเอาทัศนียภาพของปากแบงไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด เพราะหากผมมีโอกาสได้กลับมาเยือนปากแบงในอนาคตอีกไม่กี่ปี แม่น้ำโขงที่นี่อาจถูกชำแรกด้วยแท่งคอนกรีตขนาดยักษ์ที่เป็นตอม่อพอจะรับ น้ำหนักของสะพาน ซึ่งกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 4 ประเทศ ได้แก่ จีน, พม่า, ลาว และไทย ตามโครงการพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ 5 เชียง ซึ่งจะมีการสร้างถนนจากห้วยโก๋น จ.น่าน ผ่านเมืองเงิน, หงสาของลาวจนมาเจอแม่น้ำโขงที่ปากแบงแห่งนี้ แล้วก็สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังเมืองเชียงรุ้งประเทศจีน เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวยังประเทศต่าง ๆ ได้สะดวกสบายขึ้น

    ผมไม่แน่ใจว่าความสะดวกสบายที่ต่างคนต่างก็ได้รับนั้น ต่างคนต่างก็จะต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ผมคิดเอาเองเล่น ๆ ว่าหากเกิดสงครามขึ้นมาอีกในอนาคต สะพานแห่งนี้จะต้องเป็นสะพานที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกหน้าต่อไป อย่างแน่นอน

    หลังจากที่จัดการกับอาหารกลางวันที่ห่อกันไปเปิปกันที่ปากแบงกันแล้ว เราก็ล่องเรือต่อไปผ่านท่าช่วงและท่านุ่น จวบจนตะวันบ่ายคล้อยจนเกือบจะเย็นย่ำ ด้วยกระแสลมที่เกิดจากความเร็วของเรือที่พุ่งตัดผ่านอากาศ ทำให้เราไม่รู้สึกร้อนกันเท่าใดนักทั้ง ๆ ที่แดดออกจะแรงจัด หมู่หญิงสาวรู้ตัวแต่แรกขึ้นเรือ ก็ใส่เสื้อแขนยาวและทาครีมกันแดดเอาไว้เป็นอย่างดีก็ช่วยป้องกันได้ หากใครไม่เตรียมตัวป้องกันผิวหนัง อันแสนจะบอบบางของตัวเองเอาไว้ก่อน ดีไม่ดีพอลงเรือเสร็จ อาจจะกลายเป็นเจ้าเงาะไปเลยก็ได้

    pic-02

    ก่อนจะถึงปากอูเล็กน้อย จะเห็นน้ำตกไหลออกมาจากรูของหน้าผาลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งสามารถขับเรือเข้าไปชมใกล้ ๆ ได้ เรียกว่าผาน้ำตานางอั่ว ด้านตรงข้ามกับน้ำตกไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโขงเรียกว่า ห้วยขี้มูก พี่บุญเที่ยงเล่าให้ฟังว่า นางอั่วเสียใจที่ถูกกีดกันความรักที่มีต่อคนรักคือขุนลู ก็เสียใจมาร้องไห้บนหน้าผาแห่งนี้ แล้วก็สั่งขี้มูกลงมา ตะกอนที่เป็นขี้มูกก็ถูกน้ำพัดไปทางฝั่งโน้น น้ำก็เลยขุ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งที่จริงแล้วน้ำโขงด้านนั้นเป็นร่องน้ำที่ตะกอนต่าง ๆ ถูกแรงน้ำซัดมารวมกันที่ห้วยขี้มูกเป็นจำนวนมาก แล้วไม่อาจถ่ายเทไปบริเวณอื่นได้ จึงเป็นแหล่งรวมตะกอนของแม่น้ำจำนวนมาก ไม่ได้สกปรกเพราะขี้มูกของคนตามที่ตำนานเล่าเอาไว้แต่อย่างใด

    เมื่อล่องเรือเลยมาจากผาน้ำตานางอั่วและห้วยขี้มูกมาเล็กน้อยก็จะถึงปากอู ซึ่งก็คือ ปากแม่น้ำอูซึ่งไหลมาบรรจบแม่น้ำโขงที่บริเวณนี้ มีชุมชนตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเรียกว่าบ้านปากอู ซึ่งแต่ก่อนหมู่บ้านแห่งนี้เคยได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชวังในสมัยการปกครองของเจ้าศรีสว่างวงค์ และเจ้าศรีสว่างวัฒนา ในอันที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาถ้ำติ่ง และสืบทอดประเพณีทางด้านพระศาสนาได้อย่างดียิ่ง เยื้อง ๆ ปากอูอีกฝั่งของแม่น้ำโขงด้านตรงข้าม เราจะพบหน้าผาหินขนาดใหญ่ มีรูโหว่ตรงกลางผาเรียกว่าถ้ำติ่ง ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปน้อยใหญ่หลายพันองค์

    pic-03

    ถ้ำติ่งเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่อยู่กลางหน้าผาริมแม่น้ำโขง ขนาดความสูงประมาณ 60 เมตร มีบันไดก่อด้วยซีเมนต์จากท่าน้ำขึ้นไปจนถึงปากถ้ำ ถ้ำติ่งประกอบด้วยถ้ำใหญ่ 2 ถ้ำ ถ้ำลุ่มกับถ้ำเทิง ถ้ำลุ่มนั้นสามารถมองเห็นได้จากแม่น้ำโขงโดยตรง แต่ถ้ำเทิงต้องเดินขึ้นไปตามบันไดซีเมนต์ที่ก่อพาดผ่านอ้อมหน้าผาชันขึ้นไปด้านบน ในอดีตโบราณหลายร้อยปีก่อน ชาวบ้านยังนับถือผีและวิญญาณแห่งธรรมชาติกันอยู่ และเชื่อว่าถ้ำติ่งนั้นเป็นที่สิงสถิตของเจ้าที่แห่งแม่น้ำโขง ต่อมาในช่วงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16 พระเจ้าแผ่นดินของลาวเริ่มนับถือพระพุทธศาสนาและอุปถัมภ์ถ้ำติ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุก ๆ ปีใหม่ของลาวซึ่งก็คือวันสงกรานต์ ทางพระราชวังและชาวบ้านจะมาทำพิธีสรงน้ำพระฟังเทศน์ฟังธรรม และนำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่ถ้ำติ่งเพื่อเป็นที่สักการะบูชาทุก ๆ ปี ตราบจนถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พระพุทธรูปส่วนใหญ่ภายในถ้ำเป็นพระพุทธรูปที่ถูกนำมาประดิษฐานในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึงศตวรรษที่ 20 ส่วนใหญ่จะทำด้วยไม้เคลือบน้ำยาสีแดงหรือหุ้มด้วยทองคำ มีขนาดตั้งแต่ 10 เซนติเมตร จนถึง 1 เมตรครึ่ง ที่ถ้ำลุ่มจะมีพระพุทธรูปน้อยใหญ่ประดิษฐานอยู่ประมาณ 2,500 องค์ ส่วนถ้ำเทิงมีประมาณ 1,500 องค์

    เมื่อยืนอยู่หน้าถ้ำลุ่มมองไปที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำโขง จะมองเห็นปากแม่น้ำอูไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง ซึ่งมีแก่งหินมากมายและสายน้ำก็ลัดเลาะลงมาผสมกับแม่น้ำโขง ด้านซ้ายจะเห็นสัณฐานของภูเขา ที่มีลักษณะยอดตัดนั่งอยู่บนภูเขาอีกที่หนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า ผาโลง ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานความรักที่ไม่สมหวังของขุนลูกับนางอั่ว (คงเป็นคนเดียวกันกับที่ร้องไห้เป็นผาน้ำตาแล้วสั่งขี้มูกออกมานั่นแหละ) หน้าผานี้จึงเป็นที่จบชีวิตอันขมขื่นของคู่รักคู่นี้ ผาโลงอาจเป็นสัญลักษณ์แห่งความทุกข์ระทม, ความผิดหวัง, ความมั่นคงในความรัก หรือแม้แต่ความหวาดกลัวที่ดำรงอยู่ภายในเบื้องลึกของมนุษย์ ที่อาจมีใครหลายคนทีหวนระลึกถึง หรืออยากจะลืมเลือนหลีกหนีไปให้ไกลจากความเป็นจริงของชีวิต

    pic-09

    เย็นย่ำใกล้พลบค่ำ คณะเฮือไวของเราจึงทอดทิ้งปากน้ำอูและถ้ำติ่งไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงพระบาง ซึ่งมองเห็นแสงแวววับส่องประกายมาแต่ไกลจากบนยอดเขา มองดูคล้ายเป็นประภาคารคอยส่องแสงเป็นต้นหนให้กับเรือเดินสมุทร แต่จริง ๆ แล้วเป็นแสงไฟที่อยู่บนยอดเจดีย์สีทองอร่ามบนยอดดอยที่สูงเด่นเป็นสง่านามว่า พระธาตุสี ใช่แล้วครับ นี่คงเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า เราได้มาถึงเมืองหลวงอันสำคัญและเก่าแก่ในอดีตแห่งอาณาจักรล้านช้างแล้ว ประมาณ 20 นาทีจากปากน้ำอู เราก็มาถึงท่าเรือที่ใช้จอดเรือเฮือไว ซึ่งอยู่นอกเมืองออกมาหลายกิโลเมตร เนื่องด้วยทางเขตเมืองหลวงไม่อนุญาตให้เฮือไวแล่นผ่านตัวเมือง เพราะมีเสียงดังมาก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่เรือจรวดที่เรานั่งมาจะได้ไม่ไปรบกวนชาวเมืองให้เป็นที่รำคาญ เมื่อเรือจอดสนิทดีแล้ว เท้าเปล่าเปลือยของเราก็ได้เหยียบหาดทรายขึ้นสู่แผ่นดินเมืองหลวงเก่าที่สำคัญของอาณาจักรล้านช้าง และเป็นอันว่าการล่องแม่น้ำโขงกว่า 300 กิโลเมตรด้วยเวลากว่า 7 ชั่วโมงก็มีอันยุติ

    ค่ำนี้ . . . เราจะได้นอนในหลวงพระบางเป็นคืนแรก . . .

    Tags: ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    เมืองใหญ่ยามเย็นดูวุ่นวาย บนถนนเต็มไปด้วยรถราและผู้คน ต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำในยามเย็นเช่นนี้ เด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเลิกเรียนยืนกันเป็นกลุ่มอยู่ตามป้ายรถประจำทาง หน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดัง บางคนเลิกงานแล้วกำลังจะกลับบ้าน ในขณะที่อีกหลายคนเพิ่งเริ่มต้นชีวิตในวันนี้ ต่างคนต่างเร่งรีบ ฉันมองผ่านกระจกหน้าต่างรถยนต์ของหนุงหนิงตอนรถติดไฟแดง กลับรู้สึกอ้างว้างอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันโทษตึกใหญ่ทรงเหลี่ยมแข็งกระด้างที่แข่งกันสูงระฟ้า ตัดกับสีเหลือง-ส้มแดงของท้องฟ้ายามพลบ ที่ทำให้บรรยากาศดู เย็นชา อ้างว้าง

    “เป็นไง..แม่ชาวสวน นานๆ เข้าเมืองทีถึงกับอึ้งไปเลยเหรอ” หนุงหนิงทำลายความเงียบ

    “ทำไมเธอต้องมาดิ้นรนต่อสู้ ในเมืองที่ไร้ชีวิตอย่างนี้ด้วยนะ” ฉันตอบเบา ๆ

    “เธอเห็นความฝันของคนในความวุ่นวายอย่างนี้ไหมล่ะ.. คนก็ยังเป็นคน.. อยากจะค้นหาสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันอยู่”

    หนุงหนิงตอบ “เธอโชคดีที่เจอมันแล้ว…แต่บางคนยังไล่ตามหามันอยู่” เธอเลี้ยวรถเข้าไปจอดใต้อาคารสูงใจกลางเมือง… “ถึงแล้วจ้ะ… บ้านใหม่ของฉัน เดี๋ยวนายภูเลิกงานแล้วจะตามมา คิดว่ามาตอนกับข้าวเสร็จพอดีนั่นแหละ..”

    เรา ขึ้นลิฟท์ไปชั้นสิบ “บ้าน” ของหนุงหนิงเป็นห้องบนอาคารสูงที่พยายามแบ่งสัดส่วนให้ดูเหมือนบ้าน มีห้องนั่งเล่นติดกับระเบียงยื่นออกไปประมาณ 3 ฟุตครึ่ง มีห้องนอน 1 ห้อง ห้องน้ำ และห้องครัวเล็กๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่เครื่องอำนวยความสะดวก และเพิ่มความสบาย คงเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนเมืองที่ต้องทำงานหนัก ให้ได้เงินมามากๆ เพื่อมาจับจ่ายซื้อความสะดวกสบาย ทุ่นแรงทำงานบ้านไม่ไหวเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน…..เฮ้อ!….วัฏจักรชีวิต

    “นายภูอยากกินโป๊ะแตกฝีมือเธอแน่ะ….เดี๋ยวฉันทำผัดสมุนไพร กับเจียวไข่อีกอย่างก็คงพอนะตะวัน” หนุงหนิงพูดพลางหยิบอาหารแห้ง อาหารสดออกมาจากถุงที่ซื้อมาจากตลาดติดแอร์ - ตลาดสดคนเมือง

    “นี่เครื่องต้มยำเธอเหรอเนี่ย หนุงหนิง” ฉันหยิบตะไคร้ ใบมะกรูดและข่าที่มัดรวมมาด้วยกันขึ้นดู

    “เขาขายแบบนี้แหละ…แหม! เธอนี่ เอาอะไรกับฉัน ลำพังฉันคนเดียวก็ฝากท้องกับร้านข้างนอกอยู่แล้ว ไม่ทำให้เหนื่อยหรอก นอกจากวันพิเศษแบบนี้” หนุงหนิงบ่น “หรือไม่ก็ซื้อสำเร็จรูปติดมือเข้ามา ถ้าซื้อมาทำกินเอง ของก็เหลือทิ้งเปล่า ๆ เธอดูนี่…ตะไคร้ ใบมะกรูด แค่นี้…ฉันทำต้มยำได้ 3-4 มื้อเลย”

    “ปลูกเองก็ได้นี่นา..”

    “เธอให้ฉันปลูกตะไคร้ กับมะกรูดบนคอนโดเนี่ยนะ..”

    “เดี๋ยวฉันจะทำให้ดู”

    อาหารเย็นพร้อมแล้ว ฉันเตรียมอุปกรณ์ปลูกตะไคร้ไปที่ระเบียง ฉันได้ขวดน้ำดื่มพลาสติกขนาด 5 ลิตรที่หมดแล้ว ตัดส่วนแคบออก จะได้กระถางปลูกต้นไม้ 1 ใบ ใส่ดินลงไปรดน้ำให้ชุ่ม เอาตะไคร้ที่ยังมีเหง้าติดอยู่ปักลงไปในดินเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

    “อีกสัก 2 อาทิตย์เธอก็ใส่ปุ๋ยคอกบ้าง ไม่นานมันก็จะค่อยๆ แตกมาเรื่อยๆ คราวนี้เธอจะใช้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่เธอละ” ฉันยกกระถางตะไคร้ไว้บนราวระเบียงข้างๆ กระถางปูเล่ เพื่อให้ถูกแดด

    “มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย..” หนุงหนิงทำตาโต

    “ใช่สิ..ตะไคร้ขึ้นง่ายกับดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นดินเหนียวอย่างเดียว…ปลูกมะกรูดง่ายกว่าอีกนะ”

    “ปลูกอย่างไรเหรอ..”

    “ก็ไปซื้อที่เป็นต้นปลูกลงกระถางแล้วมาสิ…สำเร็จรูปแบบที่เธอชอบเลย..” เราเดินหัวเราะกันเข้ามาในห้องนั่งเล่น ภูเข้ามาพอดี

    “ทำอะไรกันจ๊ะ สาวสาว”

    “ปลูกตะไคร้….” สองสาวประสานเสียง

    “ปลูกตะไคร้บนคอนโดเนี่ยนะ…”ภูทำเสียงแปลกใจ

    “ช่าย..ย ไม่เห็นจะยาก”

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ว๊าว จ่าหัวข้อด้วยวลีหวือหวา อย่าเพิ่งตกใจ หาว่าส้มจี๊ดใฝ่คอมมิวนิสต์ เพียงแต่ช่วงนี้ส้มจี๊ดอ่านข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ฮิตกระแสการค้าเสรีเสียเหลือเกิน อ่านไปอ่านมา คิดย้อนไปในอดีต อดรู้สึกทะแม่ง ๆ ชอบกล ที่ว่าการค้าเสรีช่วยจรรโลงเศรษฐกิจ เนื่องจากโลกเศรษฐกิจการค้าเสรีขับเคลื่อนด้วย “เงิน” ซึ่งต่างจากชีวิตท้องถิ่นที่ด้วย “น้ำใจ”

    การที่ระบบการค้าเสรีตีค่าทุกอย่างเป็นตัวเงิน มีต้นทุน อยู่บนระบบกำไรขาดทุนที่เป็นสรณะ เงินทุนจะไหลไปสู่แหล่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดอัตโนมัติ เพื่อผลักดัน GDP ของประเทศให้เติบโต หรืออีกนัยหนึ่งของ GDP ก็คือ “ยกระดับชีวิตของมนุษย์” ไหมล่ะ คำแต่ละคำล้วนสวยหรู ดีกว่าคำว่า “ลงแขก” หรือ “กินข้าวแล้วหรือยัง” อ้าวอย่าเพิ่งดูถูกวลีเฉย ๆ เหล่านี้ล่ะเจ้าค่ะ เบื้องหลังมันสะท้อนนัยยะอะไร ๆ ของสังคมอยู่

    “กินข้าวแล้วหรือยัง” มันสื่อง่าย ๆ ว่าคนในท้องถิ่นนั้นเอื้ออาทรต่อกัน บ้านไหนไม่มีข้าวกิน ก็อาจจะปันข้าวในบ้านของตนเองให้ ถ้าเห็นอีกฝ่ายงานเยอะ ก็จะออกมาช่วยกัน โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินเรื่องทองอะไรเลย ใจมันไปก่อนเหมือนกินแรงเยอร์ แฮะ โฆษณาให้สินค้าไทยหน่อยคงไม่ว่ากันล่ะเจ้าค่ะ ทีนี้การช่วยเหลือกันไปกันมา ชุมชนต่างก็อยู่อย่างพอเพียง เกื้อหนุนซึ่งกัน แต่ที่แน่นอน GDP มันไม่โตเลยหว่ะ มันถึงเป็นที่มาส่วนหนึ่งของนโยบาย “อุ้มคนรวย” ก่อน เพื่อให้หัวขบวนรถจักรขยับเขยื้อน แล้วค่อยไปดึงส่วนหาง แต่โทษที หางขบวนตอนนี้มันหนัก เพราะดันไปเพิ่มจำนวนหางขบวนต่อท้ายอยู่เรื่อย ๆ แบบไม่มีวันจบ การฉุดของหัวขบวนจึงไม่ได้ผลอะไรมากนัก เศรษฐกิจจึงเสมือนรถไฟไทยของเรา ตามสโลแกน “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ปู๊น ปู๊น”

    ยกตัวอย่างง่าย ๆ ค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกบีบรัดอยู่ในสภาพคงที่มาสองปี มันทำให้ชนชั้นล่างไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก เพราะลำพังหาข้าวสารกรอกหม้อ หรือที่ซุกหัวนอน มันก็แทบหมดค่าจ้างขั้นต่ำไปวัน ๆ แล้ว ยิ่งไม่มีโอทีหล่อเลี้ยง มันก็ยิ่งแห้งเหี่ยวเอา ๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่โรงหนังอีจีวีสาขาบางพลี หรือห้างซูเปอร์ที ดิสเคาท์สโตร์ จึงถอดใจปิดสาขาไป มันแปลว่าคนโรงงานไม่มีสตางค์มากพอที่จะออกมาหาความฟุ่มเฟือยให้ชีวิต ทั้ง ๆ ที่ชีวิตมันอยากตามแรงผลักดันโฆษณา

    เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำเป็นต้นทุนสินค้า ซึ่งนโยบายรัฐบาลไทยยึดเป็นจุดขายของประเทศในการเรียกต่างชาติมาลงทุน ทั้ง ๆ ที่ตามความเป็นจริง ค่าแรงเรายังไงก็แพงกว่าประเทศแถบอินโดจีน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ไตรภาคีไม่อนุมัติขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี นี้ เพราะหมายถึงต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นทันที แต่มันก็แปลว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีกำลังซื้อเพิ่ม ก็กระทบให้ร้านค้าต่าง ๆ ปิดตัวไป เป็นเกมส์งูกินหาง ซึ่งที่จริงหากเอาหัวใจของสังคมไทยในอดีตมาแก้ ตัวส้มจี๊ดคิดว่า “เรารอดแน่” ดูตัวอย่างเจ้าของโรงงานแถวสำโรง ตั้งคลีนิค “จิตสำนึกคุณ” ให้คนยากจนมารับการรักษาในราคา 19 บาท ไม่เหมือนประกันสังคม ตัวเจ้าของโรงงานหมดเงินไปเดือนละแสนบาท แต่จริง ๆ แล้วเงินก้อนนี้เพิ่มประโยชน์ให้สังคมอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่า GDP มันจะไม่โต ทีนี้โมเดลนี้ถ้ารัฐบาลบวกกับชุมชน เช่น วัด อบต. สนใจ ร่วมกันทำขึ้นมา เอื้ออาทรให้ที่พัก อาหาร ราคาถูกแต่มีคุณภาพเป็นสวัสดิการของสังคม คนในสังคมย่อมมีเงินเหลือ แน่นอนการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่อยากได้ตามห้างย่อมเพิ่มขึ้น และเงินก็สะพัด โดยที่ต้นทุนสินค้าก็ไม่ได้ขึ้น นี่เป็นโมเดลหนึ่งที่ส้มจี๊ดคิดได้ แต่ที่ดีกว่านั้นคือเลิกเถอะเรื่องค่าแรงขั้นต่ำคือต้นทุนสินค้า พวกเขาคือมนุษย์คนหนึ่ง ควายในอดีตชาวนาใช้แรงยังรักยังถนอม เลี้ยงดูอย่างดี แต่ไม่ใช่ควายสมัยนี้ ขุนแล้วเข้าโรงฆ่า ซึ่งดูกลาย ๆ ก็คล้ายคนงานไทยเหมือนกัน

    แต่ทฤษฎีส้มจี๊ด อย่าไปถามพวกเรียนจบนอก หรือเอดีบี เพราะพวกนี้คิดตรงข้ามทุกประการ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ “ไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้” ดังนั้นสมการนี้ถอดออกมาทุกอย่างจึงมีต้นทุน และต้องเสียเงินตามอรรถประโยชน์ที่ใช้หรือบริโภค ตอนนี้ก็เลยคิดเก็บค่าน้ำ ค่าชลประทาน จากชาวไร่ชาวนา เหมือนกับที่โรงงาน อาบอบนวด สนามกอล์ฟ ต้องเสียค่าน้ำ เพราะไม่ใช่ของฟรี มันมี Transaction Cost ให้ตายเถอะ งานนี้ตาสี ตาสา ต้องเสียค่าน้ำเข้านา เหมือนกับนักเลงหนังไทยเรียกเก็บค่าคุ้มครองเลยว่ะ

    การค้าเสรี มันเหมือนการที่รัฐยึดทรัพยากรและทุนต่าง ๆ เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐโดยออกกฎหมาย ชุมชนไม่มีส่วนร่วม เพื่อตอบสนองการเติบโตของประเทศ แข่งกับประเทศต่าง ๆ เพื่อความศรีวิไลซ์ของชาติ แต่ขอโทษ คนในชาติหน้าซีดเซียว ฉิบ . . .

    Tags: , ,

  • aksorn_12

    เคยฟังนิทานกันหรือเปล่า สมัยผมเป็นเด็ก ๆ ผมมักจะได้ฟังนิทานจากผู้ใหญ่ หรือว่าเพราะผมอยู่ต่างจังหวัด อยู่ชนบทเลยได้ฟังนิทานดี ๆ อยู่เรื่อย

    ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างเมืองหลวง จะมีคนเล่านิทานให้ฟังกันหรือเปล่า ที่ผมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ เพราะคิดไปว่านิทานต้องเริ่มมาจากบ้านนอกแน่ ๆ

    เนื้อเรื่องในนิทาน มักเป็นเรื่องราวในหมู่บ้านชนบท เรื่องราวของสัตว์ หรือไม่ก็เป็นเรื่องราวของภูติผี สิ่งที่เหนือจริง เหนือธรรมชาติ

    ทุกครั้งที่ผมได้ฟังนิทาน มักจะมีความฝัน มีจินตนาการไปกับเรื่องราว โดยเฉพาะเรื่องราวที่เราไม่เคยพบเห็น เหนือการรับรู้ของเรา

    ที่เขาบอกว่า ความรู้ไม่สำคัญเท่าจินตนาการ ผมเห็นว่าเป็นจริงตามนั้น ถ้าเรารู้จักที่จะจินตนาการที่สร้างสรรค์ และมีประโยชน์

    จินตนาการของเด็ก ๆ นั้นสดใส และสวยงาม แม้บางเรื่องไม่สามารถเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นไม่ควรที่ทำลายความฝันของเด็ก ๆ แต่ควรที่จะชี้แนะให้เขาสานต่อ และพัฒนาอย่างสร้างสรรค์

    เกริ่นมากไปนิด ความจริงผมจะแนะนำหนังสือนิทานเด็ก ๆ สักเล่ม ก็เลยค้นตู้หนังสือเป็นการใหญ่ ตั้งใจจะแนะนำหนังสือเด็กของนักเขียนไทย ซึ่งมีดี ๆ อยู่หลายเล่ม แต่ค้นไม่เจอจริง ๆ

    พอดีได้ไปเดินตลาดเปิดท้ายขายของแถวบ้าน ได้หนังสือนิทานแปล ราคาถูกมาก ๆ มาเล่มหนึ่ง คือถูกกว่าราคาปกหลายเท่าตัว

    ชื่อหนังสือ “จินตนาการแห่งชีวิต” เป็นงานเขียน 27 เรื่องของอิเลียนอร์ ฟาร์เจิน นักเขียนหญิงชาวอังกฤษ แต่ละเรื่องน่าอ่าน เพราะไม่ยาวนัก พร้อมมีภาพประกอบทำให้จินตนการสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    ผู้เขียนได้บอกที่มาที่ไปของจินตนาการแห่งชีวิต แต่ละเรื่องไว้ที่ท้ายเล่ม อดทึ่งในจินตนาการของเธอไม่ได้ เรื่องราวต่าง ๆ เกิดจากเรื่องธรรมดา ๆ ที่เธอพบเห็น หรือมีคนเล่าให้ฟัง แต่สำหรับเธอแล้วมันสำคัญยิ่งนัก และเธอก็จินตนาการและสร้างมันออกมาในรูปของงานเขียน แบ่งสันเป็นส่วนมาให้พวกเราได้อ่านและจินตนาการต่อ

    อย่างเช่น “เรื่องกษัตริย์กับข้าวโพด” ได้มาจากข่าวแปลกจากหนังสือพิมพ์ เรื่องชาวอังกฤษนำข้าวโพดมาจากสุสานกษัตริย์อิยิปต์

    ส่วนเรื่อง “ชาวนาผู้ใจดี” จินตนาการต่อมาจากความฝันของเพื่อนที่มาเล่าให้เธอฟัง

    หรือแม้แต่แค่ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ สำหรับซื้อตั๋วรถไฟ กับตู้ขายช๊อกโกแลต ก็สามารถมาเป็นเรื่อง “ค่าของเงินหนึ่งเพนนี” ได้

    ขณะอ่านนิทานเล่มนี้ ผมจินตนาการว่าได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง คิดถึงความสนุก สดใส คิดถึงคลองน้ำใสที่หน้าบ้านยังไหลริน ปลาน้อยใหญ่ยังแหวกว่ายอยู่ในคลอง นาข้าวหลังบ้านกำลังออกรวงเหลืองอร่าม ผมกับเพื่อน ๆ พายเรือเก็บสายบัวกัน

    โลกเราจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าผู้คนไร้จินตนาการที่สร้างสรรค์ ไม่แบ่งปันแม้กระทั่งความรัก ความเมตตา ผู้มีอำนาจทั้งหลายจินตนาการถึงความเป็นใหญ่ ถึงอำนาจ และก็สร้างมันขึ้นมาจากการทำลาย

    ขอแนะนำให้พวกเรารู้จักผ่อนคลาย จินตนาการแต่สิ่งดี ๆ และสร้างสรรค์ ผมขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วย หรือจะเป็นเล่มไหนก็ได้ที่สามารถทำให้เรามีจินตนาการ ผ่อนคลาย อ่อนโยน ในสภาวะแวดล้อมอย่างนี้.

    โดย…นักอ่านไส้แห้ง

    ชื่อหนังสือ       จินตนาการแห่งชีวิต
    ผู้เขียน             Eleanor Farjeon
    ผู้แปล              รัตนา รัตนดิลกชัย
    สำนักพิมพ์      มติชน
    ราคา                167 บาท
    จำนวนหน้า      342 หน้า

    Tags: ,

  • ตื่นเช้ามา เราก็มีข้าวกิน ซึ่งจะต่างกับบางสังคมที่กินขนมปัง หรือพวกเส้นหมี่ ซึ่งความจริงสิ่งเหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มอาหารคาร์โบรไฮเดรต หนึ่งในอาหารห้าหมู่ที่มีความสำคัญกับชีวิตมนุษย์ วัฒนธรรมข้าวอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน

    มีบางคนบอกว่าคนไทยกินข้าวจึงโง่กว่าชาติอื่น ซึ่งส่วนตัวขอค้านว่าไม่จริง เพราะหากการกินข้าวทำให้ง่วง แล้วขี้เกียจนอนยาว ถ้าเป็นเช่นนั้นคนไทยคงสูญชาติไปช้านานแล้ว บรรพบุรุษไทยล้วนกินข้าว และสามารถสร้างแผ่นดินไทยให้เจริญรุ่งเรืองในแหลมทองแห่งนี้ ซึ่งแสดงว่าสติปัญญาของคนไทยไม่ด้อยกว่าชาติอื่น สมัยพระนารายณ์มหาราช ยังสามารถส่งคณะฑูตไปเจรจาถึงฝรั่งเศสได้ มันต้องไม่ธรรมดา แม้แต่ช่วงสัญญาบราวนิ่ง ฝรั่งยังไม่สามารถหักเมืองไทย ก็เพราะการเจรจาอย่างเฉลียวฉลาดของผู้แทนฝ่ายไทย ซึ่งถ้าพินิจให้ดีแล้ว สมัยก่อนคนไทยกินแต่ข้าวและอาหารไทย สติปัญญายังเฉลียวฉลาดกว่าคนไทยสมัยนี้ ที่นิยมกินสเต๊กและแฮมเบอร์เกอร์ จึงตกอยู่ในความคิดเดียวกับฝรั่ง ไม่สามารถสร้างสรรค์การเจรจาที่เฉลียวฉลาดแบบบรรพบุรุษไทยได้ ดังนั้นการกินข้าวแล้วโง่ จึงไม่น่าจะจริง

    cover_12

    ข้าวถือว่าเป็นธัญพืชหลักในการปลูกมาให้มนุษย์กิน เพราะข้าว 1 เม็ด สามารถผลิตซ้ำได้อีก 100 เม็ด และข้าวสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายตั้งแต่หนาวจัดกระทั่งร้อนจัด เพราะมีชนิดพันธุ์มากกว่า 120,000 พันธุ์ในโลก

    ไทยเป็นประเทศที่ส่งอาหารเลี้ยงคนทั่วโลก แต่ปัจจุบันข้าวถูกแปรเปลี่ยนเป็นสินค้า ดังนั้นการผลิตที่ต้องการผลผลิตสูง จึงมาแทนที่การผลิตแบบเก่า ควายที่เป็นสัตว์สำคัญในการทำไร่ไถนาในอดีต ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสเต๊กแทน จนแทบสูญพันธุ์จากเมืองไทย และนำรถแทรกเตอร์ ปุ๋ย ระบบชลประทานต่าง ๆ มาเร่งผลผลิตต่อไร่ เพื่อส่งเสริมการส่งออก ซึ่งหากนำข้อคิดของคุณธีรยุทธ บุญมี - นักสังคมวิทยาการเมือง มาประกอบ จะยิ่งเห็นภาพชัดเจน

    “เศรษฐกิจแบบเดิมที่มนุษย์เที่ยวเร่ร่อนไปหาทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อปลูกข้าวในยุคเกษตรกรรมมันอยู่กับที่ได้และเป็นสังคมที่ยั่งยืน

    แต่ปัจจุบันเรากำลังกลับไปสู่เศรษฐกิจแบบเร่ร่อน แต่เป็นเร่ร่อนในวิถีชีวิตแบบอุตสาหกรรม คือกลับไปดูดทรัพยากร และดูดแรงงานไปสู่ที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม . . . ”

    บัดนี้สัตว์คู่นาของชาวนา เปลี่ยนเป็นรถแทรกเตอร์ ควายไทยถูกขุนแล้วเชือด จนตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ไทย คิดเอา “โคลนนิ่ง” มาเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ควายไทย และนำมาเป็นอาหารมนุษย์ จนแทบจะไม่เหลือเป็นสัตว์คู่ทุกข์คู่ยากของชาวนาอีกแล้ว

    วัฒนธรรมข้าวของไทยในอดีตงดงาม และศักดิ์สิทธิ์ คุณสุรพล จัตุพร เคยเขียนไว้ว่า

    “. . . ข้าวและการปลูกข้าวในแต่ละช่วงการเพาะปลูก มีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในเรื่องของความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ . . . ”

    โดยระยะไถหว่าน มีประเพณีที่สำคัญคือ “พระราชพินีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ซึ่งเป็นพิธีหลวงที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวนา และเป็นการประกาศว่าบัดนี้ฤดูกาลทำนาเริ่มต้นขึ้นแล้ว

    “ประเพณีแห่นางแมว” หรือ “ประเพณีบุญบั้งไฟ” เพื่อขอฝนจากเทวดา

    ระยะดูแลรักษา มีประเพณีที่สำคัญคือ “ประเพณีบุญข้าวประดับดิน” ให้ทานแก่ผีเปรต เพื่อเกิดสิริมงคลแก่พืชผล

    “พิธีรับขวัญแม่โพสพ สู่ขวัญข้าว” เพื่อให้คุ้มครองให้ได้ผลผลิตสมบูรณ์

    ประเพณีสำคัญในระยะเก็บเกี่ยว เช่น “พิธีแฮกเกี่ยวข้าว” อัญเชิญแม่โพสพเข้าสู่ยุ้งฉางก่อนลงมือเกี่ยวข้าว

    “การลงแขกเกี่ยวข้าว” หรือช่วยแรงงานกันในการเก็บเกี่ยว

    และเมื่อเสร็จนวดหรือฟัดข้าวพร้อมเก็บเข้ายุ้งฉางก็จบด้วย “ประเพณีทำขวัญยุ้ง”

    ซึ่งคนโบราณจะมุ่งปลูกข้าวเพื่อบริโภคเป็นหลัก เหลือบ้างเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเพียงปัจจัยจำเป็นแห่งชีวิต มิได้เพื่อการค้าขายหรือแลกเปลี่ยนกับอาวุธ ด้วยเชื่อว่าข้าวเป็นสิ่งมีคุณอันมีแม่โพสพประจำอยู่ ดังนั้นข้าวเป็นธัญพืชที่ตอบสนองต่อแรงงานเต็มที่ ทุกเหงื่อแรงงานที่ทุ่มไปคือผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ข้าวสร้างความแข็งแกร่งให้ชาวนาในระบบการผลิตเพื่อยังชีพ ทำให้ชาวนาโบราณเป็นอิสระจากรัฐ

    จากคำพูดของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า

    “แม้ประเทศเปิดตัวเข้าสู่ตลาดโลกมาเป็น 100 ปีแล้ว แต่ชาวนาไทยยังคงรักษาความแข็งแกร่งของชีวิตและวัฒนธรรมไว้ได้ อาศัยเพียงประเพณีและการจัดองค์กรระดับเล็ก ๆ ในท้องถิ่นก็เพียงพอที่จะดำรงอยู่ จนเมื่อ 20 ปีก่อนมานี้เองที่ชาวนาไทยเลิกที่จะผลิตเพื่อเลี้ยงตนเอง”

    เมื่อตลาดเสรีถูกเบิกกว้าง หนทางเพื่อยังชีพก็แปรเปลี่ยน ความหมายของข้าวมิอาจจำกัดได้ในบริบทของวัฒนธรรมเดิมอีกต่อไป จึงเป็นเหตุให้การผลิตจำนวนมากเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมข้าวที่มีมาแต่ช้านานของ ชาวนาไทย

    “อย่าดูถูกชาวนาเหมือนดั่งตาสา
    มือถือเคียวคันเก่า
    ปลูกข้าวเลี้ยงเราเรื่อยมา . . . ”

    จากเพลง “กลิ่นโคลนสาปควาย”

    Tags: , ,

  • sarasarn_head4

    ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 ประจำเดือนพฤษภาคม 2543

    คำปรารภ…

    อากาศ ย่างเข้าเดือนพฤษภาคมค่อนข้างแปรปรวน คือเดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวฝนตก เปรียบเสมือนอารมณ์คนเราที่ชักเข้าชักออก ยกตัวอย่างให้เห็นชัดก็เรื่องปฏิรูปการเมือง ซึ่งได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรียกกันโก้หรูว่า “ฉบับประชาชน” ซึ่งก็ได้เริ่มยกแรกด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แต่นี่ก็ย่างเข้ารอบสอง ก็ยังไม่ได้ครบ 200 คน เพราะกกต.ท่านยังรอตรวจสอบพฤติกรรมของการเข้ามาของว่าที่วุฒิสภา ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะได้เลือกกันอีกรอบ ทีนี้ที่ว่าชักเข้าชักออกก็คือ คนไทยออกอาการเบื่อการไปใช้สิทธิ เพราะเห็นว่าซ้ำซาก ซึ่งถ้าเป็นเหตุผลนี้ ก็ไม่น่าจะเรียก “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เลย แต่ถ้าเหตุผลอื่น เช่น คนต่างจังหวัดต้องลางาน และออกเงินเดินทางไปกลับภูมิลำเนา ซึ่งออกจะหนักเอาการอยู่ ก็น่าจะมีเหตุผล ความจริงการเลือกซ้ำซากออกจะเป็นวิธีการที่ฟุ่มเฟือย ดูเหมือนไม่รู้จบ ซึ่งน่าจะมีวิธีการที่ดีกว่า คงต้องอดใจและดูว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะหาทางออกอย่างไร หรือจะทำประชาพิจารณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ก็เก๋ดีออก สมกับ “ฉบับประชาชน”

    ต้นเดือนพฤษภาคมเมืองไทยก็เป็นเจ้าภาพระดับโลกเรื่องหนึ่ง คือการจัดประชุมเอดีบีที่เชียงใหม่ ขุนคลังของเราก็เข้าร่วมด้วย เห็นวาทะท่อนหนึ่งจากหน้าหนังสือพิมพ์อ่านแล้วค่อนข้างสะอึก จึงยกมาให้ดู

    “การพัฒนาไม่ใช่เป็นการแบ่งปันความมั่งมีไปให้คนยากจน แต่เป็นการสร้างความยากจนให้กลายเป็นความมั่งมี”

    เท่สมกับเป็นขุนคลังในยุค “ทุนนิยมเสรี” จริง ๆ ซึ่งสมกับท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคู่ขวัญกัน ที่มักพูดวาทะเด็ดประมาณนี้ว่า

    “เราไม่สามารถทำให้คนรวยเท่ากันได้ แต่ทำให้คนอยู่ในกฎหมายเดียวกันได้”

    วาทะเด็ด ๆ แบบนี้ ถ้าฟังดูก็เพราะเสนาะใจ แต่ตรองดูแล้ว สยองพิลึก คิดเห็นยังไงก็ส่งอีเมลล์แจ้งมาให้ทางกองบก.รับทราบด้วยครับ

    ท้ายสุดจำนวนคอลัมภ์ที่ลดไป เพราะภาระกิจที่เจ้าของคอลัมภ์ติดงานประจำ จึงสละเวลาไม่ได้ ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดสนใจแจม ก็ขอส่งต้นฉบับมาให้ ทางบก.ยินดีต้อนรับครับ โดยเฉพาะหากท่านใดเขียนการ์ตูนล้อสังคมได้ทำนองคามิน ยินดีรับลงใน “สาระสาร” เลยครับ.

    ————————————————————————–

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ได้จัดกิจกรรมค่าย “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ขึ้น เป็นลักษณะกิจกรรมค่ายวันเสาร์-อาทิตย์ ไปกลับโดยไม่ค้างคืน ทั้งนี้ได้จัดขึ้น 2 รุ่นดังนี้

    * รุ่นที่ 1 วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2543 (รับเด็ก ป. 4-6)
    * รุ่นที่ 2 วันที่ 3-4 มิถุนายน 2543 (รับเด็ก ม. 1-3)

    โดยคิดค่าใช้จ่ายคนละ 900 บาท รายละเอียดของกิจกรรมมีดังนี้ :
    วันแรก จัดที่สวนลุมฯ จะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อาหารเบื้องต้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กๆ ได้ลองสังเกตอาหารที่บริโภคทุกวันนี้ว่ามีวิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง เช่น การทำเต้าหู้, การทำน้ำสลัด เป็นต้น
    วันที่สอง จะนำไปชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ โดยจัดเป็น Walk Rally เพื่อให้เด็กๆ ได้รับความรู้ในมุมต่างๆ ของนิทรรศการที่จัดแสดง

    อนึ่ง มีรถรับส่งที่สวนลุมพินี ถ้าใครสนใจสามารถขอรับใบสมัครได้ที่โครงการฯ โทร. 252-1832-3 ติดต่อคุณนพรัตน์ หรือคุณถิรพงศ์ หรือที่ฝ่ายการตลาดและบริการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลองห้า โทร. 577-4172-8 ต่อ 1833 ติดต่อคุณเชาวเทพ

    Tags: ,