โดย… สร้อยแก้ว คำมาลา
ใครบางคนของเธอเดินจากไป วันพรุ่งนี้เธอคงไม่ได้เจอเขา เขาจะไปอยู่แห่งไหน แม้รู้ว่าไม่ห่างไกล เธอและเขายังอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันใดจะได้เจอกันอีก ทุกอย่างเวียนผ่านเข้ามาก็เพื่อจะผ่านไปเท่านี้ ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเรายาวนาน
มองจากมุมสูง
เมืองเมืองหนึ่งมีฝ้าสีเทาขมุกขมัวสลัวเลือน ตึกมากมายเต็มไปทุกที่ เต็มไปจนหมดกรอบภาพที่เห็นสุดสายตา สุดแผ่นดินก็ยังเป็นตึกรามบ้านเรือน ไม่มีสิ่งใด ไม่มีอะไรแปลกปลอม แท่งสี่เหลี่ยมผุดพรายใต้ฟ้าสีเทาหม่น
ตึกบางหลังเป็นกระจกสีเขียว บางหลังสีครีมอ่อน บางหลังมียอดเป็นโดม บางหลังมีสระว่ายน้ำ ที่เหลื่อมสลับกับตึกใหญ่โตคือบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ ดูเศร้าหมอง ไร้ชีวิตชีวา แทรกแซมสีเขียวเข้ามาท่ามกลางปูนซีเมนต์ที่โบกเต็มพื้นดินนั้นคือสวนสาธารณะเล็ก ๆ กระหย่อมหนึ่ง หยัดทนต่อควันลมสีเทาที่ลอยฟุ้งกลางอากาศ ที่แห่งนี้จะไม่มีควันไฟสีขาว ถ้าหากไม่ได้เกิดเพลิงไหม้หรือเผาขยะ เพราะคนที่นี่ไม่ได้ก่อไฟหุงข้าว
บนถนนหนทาง รถคันเล็ก ๆ วิ่งไหลตามกันไป ไม่รู้จะไปไหน เมื่อคันหนึ่งหยุดชะงัก คันอื่นก็ต้องหยุดตาม หยุดจนกว่ารถคันนั้นจะออกวิ่ง คันอื่น ๆ ถึงจะวิ่งตามกันไปได้เหมือนเส้นทางของมด
เสียงเครื่องยนต์หวีดครางอื้ออึงจากข้างล่าง สั่นสะเทือนไปจนถึงข้างบน ต่อให้คนอยู่บนยอดตึกสูงที่สุดก็หาใช่คนที่มีความสุขที่สุดไม่
เมืองแห่งนี้เป็นเช่นนี้ เป็นอยู่อย่างนี้มาเนิ่นนาน และจะนานแสนนาน
ผู้คนในเมืองสีเทาอ้อยอิ่ง และหลับไหล
ตัวละครที่หนึ่ง
เด็ก หญิงวัยสิบสองขวบ สูงประมาณไหล่ผู้ใหญ่ หน้าตาคมคาย รอยยิ้มเปิดเผย สายตาไม่ปรากฎความหวั่นหากมีความคึกคะนองและฉายแววสนุกเต็มเปี่ยม เธอหันหน้ามองด้านซ้ายเหมือนกำลังสนทนาถามตอบกับใครอีกคน
“ค่ะ ใช่ บ้านหนูอยู่ใต้สะพานแห่งนี้ ก็อยู่มาสองปีแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้เราอยู่แถวคลองตัน แม่เขาย้ายมากับพ่อใหม่ มาอยู่ที่นี่”
เด็กหญิงหยุดฟังคำถาม
“หนูเรียนอยู่ชั้น ป.3 ที่จริงหนูควรจะอยู่ชั้น ป.6 แล้ว แต่ตอนย้ายบ้านแหละค่ะ ก็หยุดไปสองปี และก็ตอนเข้าเรียน ป.1 หนูเข้าเรียนช้า . . . หยุดปีที่แล้วนะเหรอคะ หนูก็ออกไปเช็ดกระจกรถ เร่ขายพวงมาลัย”
เสียงคนถามเป็นผู้หญิงดังแทรกเข้ามาพอได้ยิน
ทำไมถึงขายพวงมาลัย
เด็กหญิงหัวเราะ “โธ่พี่ ถ้าไม่ขายจะเอาอะไรกินล่ะ”
เด็กหญิงยิ้มแกน ๆ มองอย่างมีคำถาม เสียงคนถามเบาลง เด็กหญิงเมินสายตามองไปทางอื่น รอยยิ้มจางลง
“แม่เขาก็ทำงานบ้าน ซักผ้า ล้างจาน พ่อเลี้ยงเขาไปรับจ้าง เป็นกรรมกรแถวโน้น” เด็กหญิงชี้มือ “ได้วันนึง 80 บาท แต่บางวันเขาก็ไม่จ้าง”
มีคำถามจากเสียงผู้หญิง
ถ้าไม่ได้รับจ้างแล้วพ่อทำอะไร
“เขาก็อยู่เฉย ๆ กินเหล้า . . . ”
หน้าเด็กหญิงสลดลง
“กินบ่อยค่ะ ส่วนมากได้เงินมาก็กิน บางทีเขาก็ทุบข้าวของ ตีหนูและน้อง พ่อเก่าก็ตี พ่อใหม่ก็ตีเหมือนกัน เวลาเมาพวกเขาก็เป็นแบบนี้ . . . ”
เด็กหญิงก้มหน้า ถอนใจ ท่าทางอึดอัดเหลือจะบอกกล่าว เธอเมินหน้าไปทางอื่นก่อนจะหันกลับมาตอบคำถามใหม่
“เวลาเช็ดกระจก เขาก็ให้ตังค์ บางที 5 บาท บางทีก็ 10 บาท แต่บางคนเขาก็ไม่ให้ เขาจะไล่ว่า ไป ไป ไอ้เด็กสกปรก นี่ คงเอาน้ำในคลองมาเช็ดรถกู หนูก็บอกว่าไม่ใช่ ตอนหลังก็จะใช้ผ้าเปล่า ๆ เช็ด ไม่ชุบน้ำแล้ว เพราะรถเขาจะมัว”
เด็กหญิงหัวเราะ มองตาผู้ถาม
“เคย ช่วงขายพวงมาลัยกับพวกไอ้เดชแถวตลาดใหม่ มันได้เงินวันหนึ่งร้อยกว่าบาท บางคืนก็สองร้อย หนูเห็นมันได้เงินเยอะก็อยากได้บ้าง ก็ทำได้ไม่กี่คืน ไอ้เดชกับพวกถูกไล่กระทืบ พวกเจ้าถิ่นมันไล่เอา หนูก็เลยไม่กล้าไปอีก อยู่ฝั่งนี้แหละ หนูก็เช็ดกระจกอย่างเดียว”
รู้สึกไม่กล้า หรืออายบ้างไหม
“แรก ๆ ก็อายค่ะ แต่น้าหนูบอกหนูว่า หนูต้องกล้า ถ้าไม่กล้าก็ไม่มีกิน น้าเขาสอนหนูอย่างงี้ เขาบอกว่าด้านได้ อายอด แต่เดี๋ยวนี้หนูไม่เช็ดละนะ”
ทำไมล่ะ
“หนูมาช่วยทำงานบ้าน ล้างจาน เลี้ยงน้องคนที่สามกับคนที่สี่ น้องหนูอีกคนเขาไปเช็ดกระจกแทน หนูโตแล้ว คนไม่สงสารแล้วล่ะ ต้องให้น้องตัวเล็ก ๆ ปลาเขาขอได้เยอะกว่าค่ะ เขาอยู่ ป.2 เช็ดบ้าง ไม่เช็ดบ้าง แต่ส่วนใหญ่เขาจะขอเงินอย่างเดียว ไม่ค่อยเช็ดกระจก คนเขาก็ให้ บางทีก็ไล่ ก็เหมือน ๆ กันทั้งนั้นแหละค่ะ”
เด็กหญิงเงียบ รอฟังคำถาม
“รถเคยเฉี่ยวเขาสองครั้ง แขนถลอก หัวแตก ไม่ได้ไปหาหมอ ปล่อยมันหายเอง”
เสียงคนถามดังแทรกเข้ามาอีกครั้ง
ยังคิดจะออกไปช่วยน้องเช็ดกระจกมั้ย
“ยังไงหนูก็จะไม่เช็ดกระจกแล้วค่ะ หนูอาย”
เด็กหญิงตอบเน้นคำเสียงดังชัดเจน เธอถอนใจและก้มหน้าลง เงียบไปอยู่พักใหญ่จึงเงยหน้าตอบคำถามใหม่
“ไม่หนวกหูหรอกค่ะ มันชิน”
“อาบน้ำในคลองนี่แหละค่ะ เด็ก ๆ ใต้สะพานนี่ว่ายน้ำเป็นทุกคน แต่ผู้ใหญ่เขาก็จะตักขึ้นมาใส่ถังและแกว่งสารส้ม เวลาเราขึ้นจากคลองก็จะเอาน้ำในถังนี้ราดตัวอีกที น้ำไม่เหม็นหรอกค่ะ มันชิน อาบมาทุกวัน ๆ”
เด็กหญิงทำท่าตั้งใจฟังคำถามที่เสียงผู้หญิงดังขึ้นให้ได้ยินอีกครั้งว่า เป็นคำถามสุดท้าย แววฝันทอในดวงตา เด็กหญิงอมยิ้ม
“อยากเป็นหมอ หนูอยากช่วยเหลือคนไข้ และอยากมีเงินให้พ่อแม่และน้องใช้”
จบคำถาม เสียงผู้หญิงสั่ง “คัท” แล้วหญิงสาวในเสื้อเชิ้ตสีขาว ผมสีน้ำตาลอ่อนรวบเป็นพวงก็เดินเข้าไปปลดไมค์ฯ เหน็บจากอกเสื้อเด็กหญิง
ตัวละครที่สอง
หญิงสาวเสื้อสีขาว ผมรวบไว้เป็นพวง นั่งตัวตรงนิ่ง เธอกำลังดูข่าวช่วงสุดท้ายของวันที่เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืน โทรทัศน์ตั้งเรียงแถวอยู่เป็นสิบเครื่องในระยะไกล ภายในห้องมีคนเบาบางเพียงสิบกว่าคน ในขณะที่โต๊ะทำงานนับร้อยว่างเปล่า
หญิงสาวหันหน้ากลับมาเมื่อข่าวประจำวันจบลง ไหล่ที่ตั้งตรงทอดตัวลงเล็กน้อย เธอไม่ใช่คนสวยแต่ไม่ใช่คนขี้เหร่ ดวงหน้าของเธอมีแววเศร้าระบายอยู่ราง ๆ สายตาเชยขึ้น ครุ่นคิด
เมื่อ หัวค่ำเธอถูกหัวหน้าข่าวดุ ว่าเธอควรจะล้วงลึกเรื่องเด็กเช็ดกระจกรถให้มากกว่านี้ เธอบอกว่าเธอทำไม่ได้ เธอสงสารเด็ก แค่นี้เธอก็รู้สึกว่าตัวเองคุ้ยเขี่ยความทุกข์ของเด็กคนหนึ่งจนกระจัดกระจาย ไปหมด ทั้งยังไม่ได้ช่วยเก็บกวาดให้เข้าที่เพราะต้องรีบกลับมาเขียนข่าวและตัดเทป ให้ทันออกอากาศ
อย่างไรก็ตาม คืนนี้ข่าวของเธอก็ได้ออกอากาศไปแล้ว ภาพใกล้ปานกลางจากระดับศีรษะถึงอกของเด็กหญิงคนนั้นคมชัดและเด็กหญิงก็ตอบชัดถ้อยชัดคำดี
เคยมีน้องฝึกงานคนหนึ่งที่ตามเธอออกไปทำข่าวอยู่เสมอบอกเธอว่า บางครั้งเขารู้สึกว่านักข่าวเป็นอาชีพที่เห็นแก่ตัว ต้องพยายามทุกทางที่จะให้ได้ข่าว พอได้เสร็จก็รีบกลับ ไม่ได้มีเยื่อใยหรือผูกพันกับใครเลย หญิงสาวหัวเราะหึ ๆ นี่ยังน้อยไป น้องคนนั้นยังไม่รู้ว่า ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้ข่าวและเป็นข่าวที่ขายได้ ต้องคุ้ยแคะแกะเกา ล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การเก็บความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นข่าวนั้น หนักหนาสาหัสกว่าการที่ทำข่าวเสร็จแล้วผลุนผลันจากแหล่งข่าวที่จริงใจเหล่านั้นหลายเท่า
เธอเป็นนักข่าวมาปีกว่า ๆ บทสรุปของเธอก็คือ ความขี้เกรงใจเป็นอุปสรรคร้ายแรงยิ่งสำหรับอาชีพนี้
หญิงสาวถอนใจ เอียงหัวลงหนุนท่อนแขนแนบกับโต๊ะ ตอนนี้ใคร ๆ กลับกันหมดแล้ว ยกเว้นพวกอยู่เวรดึกและคนขี้เหงาที่ไม่อยากอยู่คนเดียวอย่างเธอ วันนี้เธอคุยกับใครที่เธอรู้สึกว่าเป็นเพื่อนบ้างไหม คุยกับเด็ก . . . คุยกับบ.ก. คุยกับช่างตัดต่อ คุยกับพวกรับเทปออกอากาศ ทุกอย่างก็จบ ไม่มีอะไร ทุก ๆ วันนี้เป็นเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดผูกพัน ว่างโหวงจนน่าใจหาย
หญิงสาวไล่สายตาไปตามลำแขนจรดปลายข้อศอก มีใครคนหนึ่งนั่งตัดเทปอยู่ในห้องตัดต่อ ประตูเปิดอ้า เขาตั้งตาดูเทป หัวยุ่ง ทำตาเบลอ ๆ เป็นบางครั้ง ก็ยังมีเขา . . . คนคนเดียวที่เป็นความผูกพันบาง ๆ ในตอนนี้ หญิงสาวแอบดูเขาและยิ้ม
เขาไม่ได้ทำข่าวเหมือนเธอ เป็นโปรดิวเซอร์อยู่ฝ่ายผลิตรายการ แต่แอบมาใช้ห้องตัดต่อของฝ่ายข่าวตอนกลางคืนอยู่บ่อย ๆ เธอก็เลยได้รู้จัก ได้พูดคุยสนทนาในยามว่างเว้นจากการงาน
ที่จริงเขาไม่ได้สนิทสนมกับเธอมากนัก แต่เพียงแค่รู้ว่าเขาชอบอ่าน เจ้าชายน้อย เธอกลับรู้สึกว่ารู้จักเขาดี รู้ว่าเขาคงมีอะไรบางอย่างคล้ายเธอ เป็นความอ่อนโยนและเยื่อใยที่ทำให้เธอต้องเฝ้ามองและรู้สึกอุ่นอวลใจอยู่ลึก ๆ ในยามที่มีโอกาสพอเจอและพูดคุย ที่ทำงานของเธอจึงไม่แห้งแล้งจนเกินไปนัก
หญิงสาวยังคงตะแคงหน้าดูเขา ปลายนิ้วของเธอเคาะโต๊ะ ต๊อก ต๊อก ต๊อก . . .
ใครคนที่เธอมองอยู่ถีบเก้าอี้มีล้อหมุนผละจากจอเทปออกไป สองมือกางออกไปทางข้างหลัง เอนตัวหยียดเต็มที่ หมุนคลายเมื่อยสองสามทีก่อนมองออกนอกประตูห้อง หญิงสาวยังนอนหนุนแขนที่พาดกับโต๊ะ เขายิ้มแต่ไกล ขณะเดินเข้ามาหา
“เป็นไงเหนื่อยไหม”
“อื้อ” หญิงสาวออกเสียงรับ
“พรุ่งนี้ฉันจะไม่อยู่ละนะ”
“ขอให้เธอโชคดี”
หญิงสาวน้ำตาเอ่อ . . . นอนหนุนแขนท่าเดิม พูดต่อ
“อะไร ๆ มันก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้าคนเราอ่อนไหวและผูกพันไปเสียทุกที่ ชีวิตจะถูกเหนี่ยวรั้งด้วยความอาลัยและสงสาร ความผูกพันมันเป็นศัตรูของความทะเยอทะยาน”
ใครคนนั้นหัวเราะเบา ๆ แบบไม่จงใจ
“เธอรู้แล้วใช่ไหม ว่าฉันจะได้ไปอยู่ในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่มีบริษัทสร้างภาพยนตร์”
“รู้”
“ความฝันของฉันใกล้เข้ามาแล้ว”
“ฉันยินดีด้วย”
หญิงสาวตะแคงหน้าไปอีกทาง ไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอร้องไห้
“เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะไปส่ง รออีกเดี๋ยวนะ กำลังเอาท์พุทเทปออกจากเครื่อง”
“อื้อ . . .”
หญิงสาวตอบเสียงอู้อี้ ใครบางคนของเธอเดินจากไป วันพรุ่งนี้เธอคงไม่ได้เจอเขา เขาจะไปอยู่แห่งไหน แม้รู้ว่าไม่ห่างไกล เธอและเขายังอยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันใดจะได้เจอกันอีก ทุกอย่างเวียนผ่านเข้ามาก็เพื่อจะผ่านไปเท่านี้ ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเรายาวนาน เธอจะไม่ขอเบอร์โทรศัพท์ที่พักเขาหรอก ถึงแม้มีเบอร์วิทยุติดตามตัวและโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะติดต่อกันอีก เราต่างมาเป็นเพื่อนทีดีให้กัน ทำให้ที่ทำงานมีความหมายขึ้น แค่นี้ก็น่ายินดีพอแล้ว สิ่งจริงแท้ที่อยู่กับเธอคือความเศร้า ส่วนความสุขและไออุ่นเล็ก ๆ เพียงมาแวะเยือนทักทายเท่านั้น
หญิงสาวมองผ่านกระจกไปยังภาพเบื้องนอกที่มีแสงไฟน้อยใหญ่กะพริบพรายในพื้นที่กว้าง เรียงรายเต็มผืนดิน ดวงไฟเหล่านั้นค่อยเลือนพร่า น้ำตาเธอหล่นลง
ตัวละครที่สาม
ดวงอาทิตย์สีหมองกลมเศร้าใต้ฟ้าขมุกขมัวลอยต่ำจะลับขอบฟ้า ชายหนุ่มนั่งเก้าอี้อยู่บนดาดฟ้าคอนโดมิเนียมสูงถึงยี่สิบสองชั้นใจกลางเมืองสีเทา เขานั่งมองพระอาทิตย์ราวจะถ่ายทอดความเศร้าฝากกันและกัน
ทั้ง ๆ ที่การงานของเขากำลังจะไปด้วยดี เขาได้งานใหม่ ตำแหน่งผลิตมิวสิควิดีโอให้กับค่ายเพลง เขาหวังไว้ว่า อีกไม่นานคงจะมีโอกาสเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ และนั่นเป็นความฝันสูงสุดของเขา
เขาคิดว่านี่คงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้เวลาที่ต้องทำรายการโทรทัศน์ เขาจะหงุดหงิดและอารมณ์เสียใส่ช่างภาพและเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อย ๆ นั่นเป็นเพราะหัวใจเขาไม่ได้อยู่กับงานที่นี่ แต่ต่อไปเขาจะทำในสิ่งที่หัวใจร่ำร้องมานานเสียที
เมื่อคืนเขาขับรถไปส่งเพื่อนสาวในที่ทำงานและแวะดื่มเบียร์กันเล็กน้อย ดูท่าทางเธอเศร้าผิดปกติ เขาได้แต่หัวเราะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขา แต่เขาไม่ได้สนใจเธอมาก นอกจากความฝันจะได้กำกับภาพยนตร์แล้ว สิ่งที่หัวใจเขาวนเวียนผูกพันก็มีเพียงคนรัก
แต่แล้ว . . . แต่แล้ว . . .
เขากลับมาเสียดึก เมื่อเปิดประตูห้องพักเข้าไปดวงไฟยังปิดมืด เขารู้สึกแปลกใจ ปกติคนรักของเขาเป็นคนกลัวผี ถ้าคืนไหนเขากลับดึก เธอจะเปิดไฟนอน
เขาค่อย ๆ เลื่อนมือเปิดสวิตช์ แสงไฟสว่างขึ้นภายในห้องว่างเปล่า ที่นอนไม่มีรอยยับ ข้าวของทุกอย่างยังเป็นระเบียบ
เธอไม่อยู่ มีจดหมายวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง เขาเปิดอ่าน จดหมายยาวเหยียดมีใจความสรุปได้สั้น ๆ ว่า เธอไปแล้ว เธอคิดดีแล้ว ตรงนี้ยังไม่เหมาะกับเธอ ยังไม่ลงตัวดีสำหรับเธอ
เขางุนงงทำอะไรไม่ถูก นั่งอยู่บนเตียงนิ่ง ๆ จนฟ้าสาง ร้องไห้จนผล๊อยหลับ
ตื่นมาตอนบ่าย แม้จะอาบน้ำ เปิดเพลง พยายามทำอารมณ์ให้สดชื่น แต่เขาก็ยังทำใจไม่ได้ เขาเลยปิดผ้าม่าน นั่งซุกตัวอยู่มุมห้อง ร้องไห้เบา ๆ อยู่ในห้องทึม ๆ เขาไม่ยอมกินอะไรทั้งวัน จนกระทั่งเย็นจึงขึ้นมาบนดาดฟ้าพร้อมเก้าอี้หนึ่งตัว เขาอยากดูพระอาทิตย์ตก
พระอาทิตย์สีมอซอหงอยเหงา หัวใจเขาซึมเซาปวดปร่า ที่นี่เขามองเห็นเมืองหลวงได้ครบทิศ แต่เห็นพระอาทิตย์ตกได้ครั้งเดียว ไม่เหมือนเจ้าชายน้อยที่เพียงแต่ขยับเก้าอี้ก็มองเห็นพระอาทิตย์ตกใหม่ได้แล้ว เขาอยากเป็นเจ้าชายน้อย อยากดูพระอาทิตย์ตก 43 ครั้ง เมื่อขยับเก้าอี้ เขาเพียงเห็นอาคารที่แตกต่างกันแค่ความสูงและรูปแบบบางอย่างเท่านั้น แต่ไม่ได้แตกต่างกันในรูปทรงเหลี่ยมที่มีแต่ความแข็งทื่อด้านชา
ตัวละครที่สี่
ที่ป้ายรถเมล์ เลยเที่ยงคืนไปแล้ว หลอดนีออนใต้ศาลาใช้ได้เพียงหลอดเดียว มีคนรอรถเมล์อยู่ 5 คน ตรงมุมที่ไฟสว่างนั้นคนหนึ่งนั่ง อีกสามคนรออย่างกระวนกระวาย ส่วนมุมที่หลอดไฟเสียแต่ยังมีแสงสว่างจากหลอดไฟข้าง ๆ และไฟจากริมถนนส่องพอมองเห็นทึม ๆ ชายคนหนึ่งนั่งทอดไหล่นิ่งเงียบ ลมพัดมาเบา ๆ อากาศเย็นลง แต่เขารู้สึกเย็นเยือกกว่าคนอื่น ๆ
รถเมล์สายที่เขาจะขึ้นวิ่งผ่านทั้งคืน เขายังไม่รีบร้อนกลับ หากรู้สึกอาลัยอาวรณ์บางสิ่งบางอย่างที่เขาจับต้องไม่ได้ น่าประหลาดที่เขาช่างคิดถึงหญิงสาวคนนั้นมากมายและอย่างจับจิตจับใจ
เพราะเขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย อาชีพที่ทำก็เลยเป็นได้แค่ช่างภาพทีวีนี่ . . . เขาเพิ่งมาประจำกับรายการทีวีของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่ทำตามโปรดิวเซอร์หรือสคริปท์ไรเตอร์สั่ง วัน ๆ เขาไม่ค่อยพูด ต้องแบกกล้องหนักกว่าสิบสามกิโลกรัมจนหัวหมุนเวลาไล่ตามภาพไม่ทัน เขาโดนโปรดิวเซอร์ต่อว่าบ่อย ๆ ก็ได้แต่นิ่งเงียบ
ตึกเดียวกันกับที่ทำงานของเขามีห้างสรรพสินค้า ยามไปทานข้าวแถวนั้น เขามักแวะไปยืนดูร้านรับจ้างวาดภาพเหมือนบุคคล ในระยะไกลสิบเมตร เขายืนดูหญิงสาวคนนั้นวาดภาพ เขาชอบมองเธอ ภาพที่เธอวาดไม่มีชีวิต แต่ตัวเธอมีชีวิต ใบหน้าเรียบสงบ ดวงหน้าผอมเรียวยามแม้ดูซูบไปแต่มีเค้าสวย ผมยาวสยายประแผ่นหลัง เธอนั่งนิ่ง โน้มตัวไปข้างหน้าเวลาวาด และมองภาพที่ตัวเองวาดอย่างไม่มีความรู้สึก
เขาชอบมองเธอกะพริบตา ยามกะพริบตา เธอทำให้เขายิ้มเพราะเขานึกได้ว่าเธอมีชีวิต ชีวิตจริง ๆ ที่เป็นของเธอ
เขามองเธอนานหลายวันจนเธอเริ่มจับได้ และวันหนึ่งเธอก็เดินเข้ามาทักทายเขาครั้งแรกง่าย ๆ ว่า “เป็นยังไงบ้าง” เธออาจหมายถึงภาพที่เธอวาดแต่ว่า - เป็นยังไงบ้าง เขาคิดถึงประโยคภาษาอังกฤษ ฮาว ฮาร์ ยู ซึ่งเป็นคำถามไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เลยตอบว่า “ก็ดี ขอบคุณ” เธอพยักหน้ายิ้ม เขาไม่พูดอะไรต่อ หญิงสาวเดินกลับไปวาดภาพต่อ และเขาก็ยืนดูอยู่ที่เดิม
เขานึกเสียใจทีหลังว่า ทำไมตอนนั้นเขาไม่พูดอะไรมากกว่านี้ เมื่อเดินผ่านทางที่เธอนั่งวาด เขาจะหยุดดูทุกครั้ง เธอเหลือบตามองเขาในบางคราอย่างไม่ตั้งใจ แต่เขาหัวใจเต้นแรงและลังเลว่าจะเข้าไปพูดด้วยดีไหม
วันนี้เธอไม่มาวาดภาพใต้ห้างสรรพสินค้าที่เดิมแล้ว เขาคิดถึงเธอ เวลาว่าง ๆ เขาไม่รูจะไปยืนดูอะไร ไม่รู้จะทำอย่างไรเวลาโดนโปรดิวเซอร์รายการด่ากรุงเทพฯ ไม่ได้มีคนแค่นี้ แต่เขาไม่รู้จะคิดถึงใคร
รถเมล์วิ่งมาจอด แต่เขาไม่ได้ขึ้น เขาเกรงว่าความคิดที่เขามีต่อเธออาจตกหล่นตามข้างทาง มันยังตามมาไม่หมด เขาจะรอเก็บมันไว้ให้หมดใจก่อนจึงจะขึ้นรถกลับที่พัก
รถเมล์เคลื่อนตัวออกไป เขานั่งอยู่คนเดียวใต้ศาลาที่มีหลอดไฟเสีย
ตัวละครที่ห้า
ชายแก่นั่งอยู่ใต้ต้นตะแบกริมสระน้ำของสวนสาธารณะใจกลางเมือง แกหลังคู้ ผมขาว ผิวย่นตกกระ แกไอโขลก ๆ อยู่ทุกห้านาที มิสนใจคนใกล้ ๆ ว่าจะรู้สึกรังเกียจและรำคาญ บางคนบ่นกระปอดกระแปดหอบเสื่อกับของกินลุกหนี
ผู้หญิงคนหนึ่งมาจากไหนไม่รู้มานั่งบนม้านั่งข้าง ๆ แก เธอก้มหน้าประสานมือท่าทางเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดในใจ เธอนั่งได้นานกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็ยังลุกหนี้
ชายแก่ไม่ได้สนใจใครเลย หรือบางทีเป็นเพราะแกไม่รับรู้ใด ๆ ในโลกนี้อีกก็ได้
ดอกตะแบกหล่นร่วง แกหยิบกลีบสีม่วงที่ชุ่มน้ำตรงขอบสระมาเช็ด แล้วทับไว้ในหนังสือ แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง
ตัวละครที่หก
หญิงสาวผมยาวสยาย สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงยีนส์ สะพายย่าม เธอเพิ่งลงจากรถเมล์และยังไม่รู้จะไปไหน เธอบอกขอเลิกทำงานวาดภาพพอร์เทรตกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านไม่ว่ากระไร เพียงถามเธอจะไปไหน ไปทำอะไร เธอสั่นหัว แม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าเบื่องานวาดภาพเหมือน ภาพเหมือนที่วาดเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเหมือน ในเมื่อเธอไม่ได้รู้จักมักจี่กับใครต่อใครที่มาให้วาดภาพ แล้วภาพนั้นจะเหมือนอะไร เหมือนใครล่ะ แต่เธอก็ต้องวาดเพื่อหาเงินเลี้ยงตัว
เธอยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ ถ้าวาดภาพอย่างที่เธออยากวาดก็ขายยาก เธอครุ่นคิด แต่ก็ไม่แน่ บางทีเธออาจจะลองท้าทายดู
เธอขึ้นรถเมล์สายหนึ่ง ในมือกำเศษเหรียญ คนบนรถแน่นเหลือเกิน เธอพยายามเบียดตัวยื่นมือโหนราวเหล็กข้างบน เสียงแก๊บ ๆ ที่ได้ยินไม่รัวถี่เหมือนทุกวัน หญิงสาวชะโงกหน้ามองเพื่อจะได้ยื่นเงินให้สะดวก กระเป๋ารถเมล์เอนตัวเข้ามาหาเธอ นัยน์ตาสะลึมสะลือ หญิงสาวตกใจ ผลักเขาออกอย่างแรง ชายคนนั้นผงะ ค่อย ๆ ทรุดนั่งลงเอามือจับขมับ แล้วขดตัวนอนกองกับพื้นตรงเท้าเธอ
หญิงสาวตะลึง ชักเท้าหนี ใครคนหนึ่งในรถตั้งสติได้ รีบพยุงเขาลุกขึ้น คนที่เบียดแน่นยิ่งแน่นเข้าไปอีก ชายคนที่ช่วยพยุงพูดเสียงดัง ขอเบาะนั่งจากคนข้าง ๆ คนสองคนลุกให้โดยดี แต่ทุกอย่างก็เต็มไปด้วยความทุลักทุเล
หญิงสาวและผู้โดยสารทุกคนต้องลงตรงป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งเมื่อคนขับบอกให้ลง สภาพร่างกายของกระเป๋ารถย่ำแย่อย่างนี้คงไปกันต่อไม่ได้
หญิงสาวนึกในใจ ดีเหมือนกัน ให้เขาได้ไปโรงพยาบาลดีกว่ามาทนฝืน หญิงสาวกระชับย่าม รู้สึกสลดหดหู่กับภาพที่เห็นและความจำเป็นที่ทุกคนต้องต่อสู้ ทางเลือกของคนมีมากไหม เธอถามตัวเอง แล้วนึกถึงน้องและแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด เธอต้องส่งเงินให้น้องเรียน ถ้าไม่รับจ้างวาดภาพในเมืองใหญ่แห่งนี้ ที่บ้านนอกใครเขาจะจ้างเธอ
หญิงสาวยังคงเดินอย่างเปล่าเปลี่ยวไปบนถนน เสยผมที่รุงรังและดึงยางรัดจากข้อมือมารวบผมไว้ลวก ๆ เธอเดินเรื่อยเปื่อยก่อนจะเลี้ยวเข้าไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะ
ตัวละครที่เจ็ด
เขาเป็นชายผิวขาว ทว่าเนื้อตัวสกปรกเต็มไปด้วยคราบไคลมีกลิ่นเหม็นเหงื่อ คนบนรถเมล์ไม่อากเบียดเสียดคนสกปรก แต่ช่วยไม่ได้ ตั๋วรถเมล์ราคาสามบาทห้าสิบคือเสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพที่ชัดเจนที่สุดในโลก ใครไม่พอใจ เชิญลงไปเลย
เขาเหลือบตามองคนจ่ายค่ารถเมล์ ใครชักช้าเขาจะเอียงหัวมอง ถ้าช้ามากเขาจะถอนใจและรับเงินมาอย่างกระชาก ๆ ใครให้แบงก์ร้อย เขาจะเน้นคำ “พี่ไม่เคยขึ้นรถเมล์เหรอครับ” คนบนรถเมล์ไม่มีใครชอบเขา แต่ทว่าทุกคนต้องง้อเขา
สามบาทห้าสิบเดินทางได้ทั่วประเทศไทย ไปได้ทั่วโลก เชิญเลยครับ ร้อน ร้อน ร้อน แต่เราจะไปกันต่อไป
พี่ ชิดในหน่อยครับ ชิดในหน่อย คนที่ล้านเจ็ดกำลังจะขึ้นรถแล้ว ช่วยกันแบ่งปันพื้นที่เผื่อมนุษย์คนอื่น ๆ หน่อยครับ ดีมาก มีพื้นที่ว่างเหลืออีกเยอะ เห็นไหม
วันหนึ่ง ๆ เขาพบกับคนเกือบล้านคน รถวิ่งวนอยู่หลายรอบ เขาสูดควันพิษเข้าไปหลายกิโลกรัม กินเครื่องดื่มชูกำลังทุกวัน บางวันก็ยาม้าถ้าหาได้ เขาลืมไปแล้วว่ารอยยิ้มเป็นอย่างไร ถึงที่พักเรี่ยวแรงสุดท้ายของเขาใช้ยกขันน้ำราดตัว แล้วล้มตัวนอนหลับกับที่นอนตลบฝุ่น
ความสุขที่สุดในชีวิตคือยามได้หลับ เขาอยากจะหลับอย่างนี้ไปชั่วชีวิต ไม่อยากตื่น ไม่อยากลุกขึ้นมาอีก แต่แล้วก็ต้องลุก ลุกแต่เช้ามืดและกลับมาดึกดื่น
วันนี้อากาศร้อนเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทนได้ แต่ที่อยู่บนรถเมล์นี้เป็นมนุษย์พิเศษทั้งนั้น ขณะเดินขายตั๋ว เขาค่อย ๆ หลับลงทีละน้อย ทีละน้อย เขาไม่สบายมาตั้งแต่เช้า แต่อยากได้เงิน เขาเดินไป ๆ เพื่อขายตั๋ว ตาลายมองไม่เห็นใครเลย แล้วเขาก็หลับลงตรงแทบเท้านับสิบ ๆ คู่ มีคนพยุงให้นั่งบนเบาะ แล้วเขาก็เอนหัวพิงกับขอบหน้าต่าง
ชั่วเวลาต่อจากนั้น คนขับรถเมล์จอดรถ ตะโกนบอกให้ผู้โดยสารทุกคนลงแล้วรอขึ้นคันใหม่ เมื่อไม่มีใครบนรถ คนขับเดินเข้ามาตบหน้าเขาเบา ๆ “ไอ้ควายงาน มึงเป็นยังไงบ้าง” เขาหลับสนิท ไม่รับรู้อะไรเลย รถเมล์แล่นพาเขาออกชานเมือง สายลมเย็น ๆ ปะทะหน้า สายฝนสาดซู่ เขาค่อยลืมตามองและยิ้ม หน้าต่างบนรถเมล์ทุกบานเปิดโล่ง มองไปที่กระจก คนขับรถเมล์ยิ้ม วันนี้รถเมล์เป็นของเราสองคน เราจะพากันไปไกล ๆ วิ่งไปไกล ๆ น้ำเค็ม ๆ ไหลเข้าปากกระเป๋ารถ วันนี้ช่างเป็นวันที่มีความสุขที่สุด เขาปล่อยให้สายฝนสาดเต็มหน้า เขาคิดถึงสีเขียว คิดถึงภูเขาและท้องทุ่งที่จากมา เขารักสายลมเย็น ๆ เช่นนี้ เขาไม่อยากเจอคน แต่ก็ต้องเจอคน . . .
เขาหลับตาลง อยากจะหลับไปอย่างนี้จนชั่วชีวิต
มองจากระยะไกล
ยามเย็น ตัวละครที่สี่ขึ้นรถเมล์คันเดียวกับตัวละครที่สอง รถเมล์คันนั้นวิ่งสวนทางกับรถเมล์ของตัวละครที่เจ็ด
ตัวละครที่สามขับรถส่วนตัวข้ามสะพาน รถติดยาวมาจนถึงสะพานซึ่งมีเด็กตัวเล็ก ๆ วิ่งกันขวักไขว่ บางคนเคาะกระจกขอเงิน บางคนถือเศษผ้ามอม ๆ มาเช็ดกระจกรถ เขาโบกมือไล่เด็ก ๆ เพราะอารมณ์ไม่ดี ใต้สะพานเดียวกัน ตัวละครที่หนึ่งนั่งบนตอม่อ ห้อยเท้าลงข้างล่างที่มีน้ำคลองสีดำ เธอแกว่งเท้าไปมา สายตามองไปข้างหน้า ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านหรือรำคาญเสียงรถและเสียงแตรที่ดังลั่นเมือง
ระยะทางกลับบ้านของแต่ละคนไกลเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เวลานานชั่วกัปชั่วกัลป์ รถยนต์ส่วนตัวของตัวละครที่สามจอดตรงแยกไฟแดง ต่อท้ายรถเมล์ที่ตัวละครที่สี่และที่สองโหนอยู่ ข้างหน้านั้นเป็นวงเวียนที่ใหญ่ที่สุด มีรถเมล์สาย 8, 12, 14, 18, 24, 26, 27, 28, 29, 34, 38, 39, 54, 59, 61, 62, 63, 69, 71, 74, 77, 92, 96, 97, 104, 112, 201, 204 และรถ ปอ.สาย 2, 3, 9, 10, 13, 14 วิ่งผ่าน
ยังมี รถ ปอ.พิเศษ รถเท็กซี่ รถยนต์ส่วนตัววิ่งผ่าน พวกเขาาจะมาเจอกันที่นี่ และตัวละครที่เหลือต่างก็มาวนเวียนอยู่ แต่ไม่เคยรู้จักกัน.












