• 1

    เขมนั่งชันเข่าบนพื้น นอกจากรูปมาริลีน มอนโร ในกรอบไม้บนผนังฉาบปูนด้านหนึ่ง ห้องชั้นบนสุดของตึกร้างไม่มีเครื่องเรือนหรือของอื่น ผนัง 3 ด้านเป็นกระจกเปิดรับแดด เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นห้องไหนเต็มฝุ่นกับแสงแดดมากเท่านั้น

    เขานึกไม่ออกว่ามันเป็นที่ใด ตนขึ้นไปได้อย่างไร

    เด็กสาวคุกเข่าเบื้องหน้าเขา

    เขมไม่รู้ว่าเธอคือใคร ตาเธอมีแววสงสัย

    เด็กสาวถาม “ทำไม่สอนสิ่งที่ฉันอยากรู้ ไม่ให้พูดสิ่งที่ฉันคิด”

    “บ้านล่ะ”

    “ฉันไม่มีความสุขเวลาอยุ่บ้าน”

    “เธอไม่มีเพื่อนรึ”

    “พวกเขารังเกียจที่อ่อนแอ ขี้โรค” เขาดึงบุหรี่จากซอง “เธอจะว่าอะไรไหมหากฉันจะสูบบุหรี่สักมวน”

    “มันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าอยากสูบก็เชิญ”

    “ขอบคุณ” เขาจุดไม้ขีด

    “ดูเหนื่อย เธอควรนอนพัก”

    “ฉันไม่ง่วง”

    “เธอจะง่วง” เด็กสาวกล่าวและลุกไปยืนกลางห้อง

    2

    ฟ้านอกผนังกระจกเป็นสีครามตัดกับเมฆสีขาว เครื่องบินลำหนึ่งกำลังบินผ่านอย่างเงียบ

    เด็กสาวเริ่มชยับตัวตามจังหวะเพลงในใจของเธอ เธอไม่ส่วมรองเท้า ร้อยเท้าปรากฎบนพื้นฝุ่น

    เขมก้มมองรูขาดของกางเกงยีนตรงหัวเข่าของเขารูเล็กๆ ขยายเป็นอุโมงค์มหึมา ฉุดเขาลงก้นบึ้ง เขมอึดอัดหายใจไม่ออก คล้ายจมน้ำ

    ทว่าก่อนวิญญาณดับ กระแสลมละมุมแต่ทรงพลังพัดเขาสู่เบื้องบน ความอึดอัดคลาย เขาอ้าปากหายใจลนลาน ขยี้ก้นบุหรี่กับผนังฉาบปูน ตาจ้องร่างเด็กสาว ไม่กล้าก้มมองรูขาดของกางเกงยีนตรงหัวเข่าอีก

    เด็กสาวเต้นรำเร็วขึ้น ราวเพลงในใจของเธอเปล่งเสียงรัวเครื่องเคราะเร่งจังหวะ เธอถอดเสื้อเอวลอยสีขาวเหลือเฉพาะกระโปรงบานยาวผ้าลูกไม้สีดา

    เครื่องบินบินลับ

    ความง่วงกดขมับเขม หนังตาหนักดุจหลังคากระโจมรับหยาดฝน เขาเอนนอนตะแคง งอเข่า ซุกมือกับซอกขาแต่ฝืนไม่หลับ

    กลัวพลาดชมภาพงามกลางห้อง ซึ่งคงไม่มีให้เห็นอีกชั่วชีวิต

    เด็กสาวไม่หยุดเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว

    ก่อกระแสลมละมุนแต่ทรงพลังแห่งความรัก

    ละอองฝุ่นฟุ้งเป็นทะเลฝุ่นบังร่างบาง แสงแดดแปรเป็นลำแสง ย้ายทิศทางตลอดเวลาเหมือนไฟในโรงละครสาดจัดกายส่วนไหนของเธอ ส่วนั้นก็สว่างจากสีมัวของทะเลฝุ่น

    หน้าเธอสงบ สวยซึ้ง ผมปลิวสยาย แขนกลมกลึงวาดขึ้นลงประหนึ่งลีลาโผผินของปิกนกนางนวล เต้านมอวบอิ่มดูมีเลือดเนื้อว่าเป็นจริง จุดสองจุดบนยอดมีสีแดงจัดในแสงแดด กระโปรงผ้าลูกไม้สีดำโปร่งใสดุจทอด้วยใยแมงมุม เผยแนวเส้นอ่อนหวานของสะโพกกับเรียวขายาว

    ในที่สุด ฝุ่นตลบโอบร่างเธอไว้ภายใน เขมหลับไปไม่อาจทนความง่วง จวบจน…

    3

    เด็กสาวปลุกเขา “ตื่นเถิด เย็นมากแล้ว เราต้องไปจากที่นี่”

    เขาลืมตา รังสีสุดท้ายของดวงอาทิตย์อาบอยู่ในห้อง ฟ้านอกผนังกระจกกลายเป็นสีส้ม

    “สดชื่นขึ้นไหม” เธอถามพลางใส่เสื้อเอวลอยสีขาว

    เขมพยักหน้า “ฉันฝัน”

    “ฝันว่าอย่างไร”

    “ฝันว่าเธอให้นอนหนุนตัก”

    เด็กสาวยิ้ม เดินไปหยิบกระเป๋าผ้าสีสดที่มุมห้อง “ไปกันเถอะ”

    เธอก้าวนำลงบันได

    เขาตามไปอย่างหม่มหมอง

    เธอชะงักหลังลงบันไดเหล็ก 2 ขั้น “ให้ฉันลามาริลีนก่อน”

    เด็กสาววิ่งไป เขย่งปลายเท้าจูบแก้มมาริลีนในรูปวิ่งกลับมา และเอ่ยเหมือนรำพึง

    “เธอเป็นผู้หญิงที่น่าสงสาร”

    “เขาว่าอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้กับน้องชายมีส่วนในการตายของเธอ”

    “คนผิดใช้กรรมแล้ว” เด็กสาวไล้นิ้วบนสายสะพายกระเป๋าผ้าสีสด

    เขมสังเกตว่าเธอยังเดินเท้าเปล่า “เธอไม่ใส่รองเท้ารึ”

    เธอบอก “ตอนจะมาที่นี่ ฉันพบเด็กหญิงคนหนึ่งไม่มีรองเท้า ตะปูตำเท้าเธอเจ็บ เลือดไหล ฉันจึงถอดรองเท้าของฉันให้เธอ”

    เขากล่าว “จากนี้ไปเด็กหญิงคนนั้นจะสวดมนต์ให้เธอทุกคืน”

    เด็กสาวสบตาเขา “เธอล่ะ มีคนสวดมนต์ให้รึเปล่า”

    เขมก้มหน้า “ไม่มี”

    เมื่อเงยหน้า เขาเห็นตาของเธอเปียกขื้น

    4

    ผมอยากค้างเรื่องไว้ตรงน้นก่อน (เขมเงยหน้าเห็นตาของเด็กสาวเปียกชื้น) เพื่อหาคำอธิบายว่า :

    ในโลกปัจจุบันซื่งคนนึกถึงแต่ประโยชน์กับความสุขของตัวเอง อะไรคือสาเหตุให้เด็กสาวถอดรองเท้าของเธอให้เด็กหญิง

    - เพราะเธอมีความเมตตาใช่ไหม

    ทว่าความเมตตาควรเป็นการให้โดยเราไม่เดือดร้อนเช่น เราหิวน้ำ มีเงิน 10 บาท จะไปซื้อน้ำหวาน เจอคนอดโซ เราให้เงินเขาไปกินข้าว 7 บาท เหลือ 3 บาท เราเอาไปซื้อน้ำ-ยอมเปลี่ยนจากน้ำหวานเป็นน้ำธรรมดา

    เด็กสาวไม่มีรองเท้าสำรองในกระเป๋าผ้าสีสด ถอดคู่ที่ใส่ให้เด็กหญิงไป เธอต้องเดินเท้าเปล่า บางทีอาจถูกตะปูตำ เศษกระจก-เศษแก้วบาด เป็นแผลลึกกว่าเด็กหญิง

    ถ้าเป็นความเมตตาอย่างเดียว เธอซื้อปลาสเตอร์ยาให้เด็กหญิงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้รองเท้า

    ผมพบเหตุผลเหมาะสมสำหรับการกระทำของเด็กสาวว่า เธอทำไปเพราะ คำนึงถึงความทุกข์ของคนอื่นมากกว่าของตน ตอนดูข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับนางอองซาน ซูจี-เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี2534 หัวหน้าพรรคแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (National League for Demo cracy) ผู้นำการต่อต้านเผด็จการในพม่า

    อองซาน ซูจีถูกรัฐบาลเผด็จการทหาร”สลอร็ก”(สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบของรัฐ-The State Law and Order Restoration Council) จับขัง

    เธอทรมานและกลัวไหม

    ผมว่าเธอกลัวและทรมาน-ความห่วงใยสวัสดิภาพตัวเองเป็นสัญชาตญาณของทุกคน

    แต่หากรัฐบาลเผด็จการทหารยังปกครองประเทศคนพม่าจะโดนกดขี่ ไม่มีเสรี เงินภาษีราษฎรถูกนำไปซื้ออาวุธ เด็กไม่ได้รับการศึกษา ผู้ป่วยไม่มีโรงพยาบาล คนนับแสนถูกฆ่า ถูกเกณฑ์ไปขุดท่อก๊าซ สร้างทางรถไฟ-ตึกสูง ฯลฯ ไม่มีอาหาร-ค่าแรง และเวลาพัก หลายคนล้มขาดใจตายตอนกลางคืน มือยังถือด้ามพลั่ว-จอบ-เสียม ขณะดาวเทียมจารกรรมระบบ จี.พี.เอส. (The Global Positioning System) ของปากีสถานโคจรอย่างมุ่งร้ายอยู่เหนือตัว

    อองซาน ซูจีกลัวสิ่งเหล่านั้นยิ่งกว่าตัวเองถูกขัง

    เธอสู้ ไม่หนีไปอังกฤษพร้อมสามีกับลูก ยอมถูกขังในบ้านเลขที่ 52 ถนนยุนิเวอร์ซิตี้นาน 2,190 วัน ไม่ได้เจอหรือคุยกับใคร โทรศัพท์โดนตัด (มีเพียงวิทยุ-สิ่งประดิษฐ์ชองถูกลิเอลโม มาร์โคนี-เป็นเพื่อน ทำให้รู้ความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านสถานิวิทยุเมริกา)

    เด็กสาวเศร้าที่ต้องเดินเท้าเปล่า (บนพื้นฝุ่นกับถนนที่มีตะปู-เศษกระจก-เศษแก้วหล่นคอยบาดตำ) แต่ความคิดว่าเด็กหญิงต้องย่ำเท้าเปลือยคู่เล็กๆ ที่ปิดปลาสเตอร์ยาไปทั่วโลกกว่างแห่งความอาดูร ก่อความปวดร้าวแก่เด็กสาวยิ่งกว่า

    คนคำนึงถึงความทุกข์ของคนอื่นมากกว่าของตนคืนคนส่วนน้อยในโลกปัจจุบัน (คนส่วนใหญ่นึกถึงเฉพาะความสุขกับประโยชน์ของตัวเอง) ทำให้ถูกรังแกและเอาเปรียบเสมอ

    ทั้งที่พวกเขาอาจเป็นผู้ค้ำจุนมวลมนุษย์มิให้ประสบ”จุดจบ”เหมือนไดโนเสาร์

    ผมประทับใจความเชื่อที่ว่า : ทุกชีวิตบนโลกไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ แต่ถูก “สร้าง” ขึ้นอย่างมีเจตนา

    เจตนาให้ทุกชีวิตบนโลกพัฒนาสู่ “ความดีสมบูรณ์” เป็นหนึ่งเดียวกับ “สิ่งสูงสุด” (สัจธรรม-นิพพาน-พระเจ้า แล้วแต่จะเรียก)

    ยุคดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์ได้รับการ “คาดหวัง” ว่าจะบรรลุเจตนาดังกล่าวได้เป็นพวกแรก เนื่องจากมีขนาดกับพลกำลังมหาศาลกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น (ไดโนเสาร์บรอนโทซอรัส-Brontosaurus ลำตัวยาว 80 ฟุต หนักเท่าเครื่องบินบี 52 จำนวน 6 ลำ ไทแรนโนซอรัส-Tyrannosaurus สูง 20 ฟุต หนัก 8 ตัน

    ทว่ามันล้มเหลว ขนาดกับพลกำลังมหาศาลไม่ช่วยให้พัฒนาสู่ความดีสมบูรณ์ กลับกลายเป็นความเกาะกะเปลืองเนื้อที่ ไดโนเสาร์จึงถูก “กำจัด” สูญพันธุ์ในพริบตาหลังดาวหางดวงหนึ่งพุ่งชนโลก (ณ แหลมยูคาทาน ประเทศแม็กซิโก) เมื่อ 60 ล้านปีก่อน

    ความ “คาดหวัง” เบนมายังคน-สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุด ความฉลาด-รู้จักตรึกตรองสามารถส่งให้คนไปเป็นหนึ่งเดียวกับ “สิ่งสูงสุด” แต่กิเลสที่มีมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นเช่นกัน ดึงคนให้หลงกับความชั่ว-อำนาจใฝ่ต่ำ-ความอยากสบายทางกาย กระทั่งไม่นำพากับการพัฒนาสู่ความดีสมบูรณ์แม้มีสัญญาณเดือนหลายครั้ง (แผ่นดินไหว น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ) ก็ไม่สำนึก

    มีไม่กี่คนที่ตระหนัก และพยายามปฏิบัติให้สำเร็จตามเจตนาซึ่งได้รับมอบ (คนทำสำเร็จแล้วอาทิ พระพุทธเจ้า พระเยซู พระมะหะหมัด)

    คนไม่กี่คนนี้เองอาจเป็นคำตอบว่าเหตุไรมวลมนุษย์ยังไม่ถูก”ลงโทษ”อย่างไดโนเสาร์ เหตุไรปี2536 ดาวหางชูมักเกอร์เลวี่ 9 เบี่ยงทิศไปหาดาวพฤหัสฯ แทนจะพุ่งชนโลก

    พวกเขาเปรียบดุจผู้รับภาระแบกโลกไว้บนบ่า ต้องสู้กับความอยากสบายกายและกิเลสในใจ ทนขมขื่นกับการถูกรังแกเอาเปรียบ มานะทำความดี มีเมตตา คำนึงถึงความทุกข์ของคนอื่นมากกว่าของตน

    ความชินกับภาพคนส่วนใหญ่นึกถึงแต่ประโยชน์กับความสุขของตัวเอง ทำให้บางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่าคนส่วนน้อยนี้ไม่ใช่คน ทว่าเป็นเทวดานางฟ้าจากสวรรค์ แอบมาบนโลกตอนรุ่งอรุณที่เมืองยังไม่ตื่น

    จึงมีใจงาม

    เด็กสาวถอดรองเท้าของเธอให้เด็กหญิงที่ไม่มีรองเท้า

    (เธอไม่มีเงินพอให้เด็กหญิงไปซื้อคู่ใหม่)

    เด็กสาวถอดเสื้อเอวลอยสีขาว เต้นรำกล่อมเขม-เด็กหนุ่มผอมไร้สุขผู้มีดวงตาสีเหลืองราวใส่คอนแท็คเลนส์ เพราะมีโรคประจำตัว-ล้มบ้าหมู (epilepsy)

    เธอไม่อาย ใจเธอบริสุทธิ์-สะอาด พ้นจากมายาคติ

    เธออยากให้เขาหลับพักผ่อน

    เรื่องของเขากับเธอดำเนินต่อ

    5

    เมื่อเงยหน้า เขมเห็นตาของเด็กสาวเปียกชื้น

    เธอพูดแผ่ว แต่ชัดเจน “ฉันจะสวดมนต์ให้เธอ”

    เขากลืนก้อนขมที่เอ่อในคอ แกล้งทำร่าเริงกลบเกลื่อน กระโดดลงบันไดทีละ 3 ขั้น

    “รีบไปกันเถอะ”

    “เธอยังไม่อยากกลับบ้านไม่ใช่รึ” เด็กสาวเสียงเครือ

    “แล้วจะไปไหน”

    “ตามมาค่ะ”

    ทั้งคู่ลงบันได

    เธอพาเขาไปโกดังขนาดมโหฬารหลังตึกร้าง

    เขมถาม “เรามาที่นี่ทำไม”

    “อยากให้เธอดูบางสิ่งในโกดัง”

    เขาเขย่าแม่กุญแจที่คล้องประตูเหล็กด้านหน้า “ประตูปิด เข้าไม่ได้”

    เด็กสาวบอก “ฉันเคยมาที่นี่หลายหน มีประตูหนึ่งไม่ใส่กุญแจ”

    เธอจูงมือเขาอ้อมไปเข้าประตูไม้ด้านข้าง

    ข้างในมือ เขมมองไม่เห็นสิ่งใด เด็กสาวกดสวิทช์บนผนังเปิดไฟเพดาน

    เขาเห็นกระจกเงาร้อยล้านบานกองท่วมในโกดังสะท้อนแสงไฟพราว

    ทว่าทุกบานแตก

    “กระจกอะไรมากอย่างนี้” เขาอุทาน “โรงงานกระจกคงเอามาทิ้งเพราะผลิตผิด ฉาบปรอทหนาไป-บางไป ไม่ได้มาตรฐาน”

    เด็กสาวเอียงคอ “มันอาจเป็นกระจกที่ดีที่สุดก็ได้”

    เขมขมวดคิ้ว “ถ้าดี ทำไมเอามาทิ้ง”

    เธอก้มหยิบเศษกระจกเงาชิ้นหนึ่งไปถือ “เพราะมันใสจนคนส่องแล้วเห็นความชั่วความไม่ดีของตัวเอง คนบนโลกอยากเห็นตัวเองและพยายามนึกว่ามันไม่มี กระจกพวกนี้เลยขายไม่ได้ โรงงานต้องเอามาทิ้ง

    เธอยื่นเศษกระจกเงาให้เขา “เธอกล้าส่องดูความชั่วความไม่ดีของตัวเองไหม”

    “กล้าครับ” เขาเอื้อมมือจะรับเศษกระจกเงา

    ทว่าเด็กสาวโยนมันลงที่เดิม

    เธอยิ้ม “ไว้ส่องวันหลัง วันนี้เรากลับกันดีกว่า”

    6

    เขมกับเด็กสาวไปขึ้นรถเมล์สาย 67

    เขานั่งคู่กับเธอบนเบาะหลัง เท้าของเธอวางชิดเท้าในรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อของเขา

    คนบนรถเมล์ลอบมอง

    เท้าขาวสวยน่าทะนุถนอม เล็บตัดสั้นเป็นสีชมพูโดยไม่ต้องทายาทาเล็บ

    มันไม่มีสิ่งป้องกันความสกปรกจากคราบฝุ่นดิน

    เด็กสาวเอ่ยลาเขมแล้วลงรถเมล์ตรงป้ายใกล้ตลาด

    เธอแปลกใจที่เห็นเขาตามลงไป

    เขาบอก “ฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน”

    เธอส่ายหน้า “ไม่ต้อง เดี๋ยวเธอกลับบ้านช้าจะถูกดุ ฉันไม่อยากให้ใครดุเธอ”

    “บ้านฉันอยู่ประชาชื่น ไปอีกไม่ไกล ฉันขอส่งเธอก่อน”

    เด็กสาวยืนกราน “ไม่ได้”

    เขมต่อรอง “ส่งแค่รั้วหน้าบ้าน”

    เธอชูนิ้วก้อย “สัญญาว่าส่งแค่รั้วหน้าบ้าน”

    เขาเกี่ยวก้อย “สัญญา”

    7

    หันไป อย่ามอง

    หากเธอเห็นฉันเจ็บ และน้ำตานอง

    ไม่เป็นไร ฉันทนได้

    แผลไม่นานก็หาย

    น้ำตาไม่ช้าก็แห้ง

    หันไป อย่ามอง

    ฉันไม่อยากให้เธออพลอยปวดร้าว

    เธอคืนเพื่อนรักของฉัน

    (บทกวีของเด็กนักเรียนหญิงวัย 13ปี)

    8

    บ้านของเด็กสาวอยู่ในซอยเปลี่ยว เป็นตึก 2 ชั้นทรงโบราณ สภาพผุพังเกือบทั้งหลังถึงความเก่าและขาดการดูแล สนามรอบบ้านมีต้นไม้ใหญ่กับวัชพืชรกครึ้ม รูปปั้นประดับสนามหัก บ่อน้ำพุมีแต่ใบไม้แห้งสีน้ำตาล ไม่มีน้ำ เสียงการ้องยามเย็นเสริมบรรยากาศให้ยิ่งวังเวง

    ตรงรั้วระแนงโย้เอนหน้าบ้าน หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนกำลังยืนรอเด็กสาวอย่างกระวนกระวาย ทุกคนรูปร่างหน้าตาเลอโฉมคล้ายเด็กสาว แต่เด็กสาวสวยที่สุด

    เด็กสาวแนะนำให้เขมรู้จัก “นี่พี่สาวแปดคนของฉัน”

    “สวัสดีครับ” เขาทักทาย

    หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนไม่สนใจ พากันพูดซักเด็กสาวและฉุดแขนเธอให้รีบเข้าบ้าน

    พี่สาวคนที่ 1 “น้องไปเถลไถลที่ไหนมา”

    พี่สาวคนที่ 2 “พ่อกลับมาแล้ว กำลังโกรธมาก”

    พี่สาวคนที่ 3 ร้องอย่างตกใจ “ทำไมน้องไม่ใส่รองเท้า”

    พี่สาวคนที่ 4 ยกมือทาบอก “น้องทำรองเท้าหายใช่ไหม”

    พี่สาวคนที่ 5, 6, 7, 8 พูดพร้อมกัน “ตายจริง คราวนี้น้องต้องแย่แน่”

    หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนหน้าซีด

    เด็กสาวไม่มีท่ากังวล กล่าวกับเขม

    “เธอกลับบ้านเถอะ กลับดีๆ นะ”

    เด็กสาวกับพี่เดินเข้าบ้าน หญิงสาวแรกรุ่นคนหนึ่งปิดประตู เขมจะเดินวกไปปากซอย แต่ใจสั่งให้ก้าวข้ามรั้วระแนงไปยืนที่ประตูบ้าน บานประตูมีรู เขาแอบดูเหตุการณ์ในบ้าน

    ชายร่างใหญ่อายุประมาณ 50 กำลังนั่งดื่มเหล้าและด่าเด็กสาว

    “หนีเที่ยวอีกรึ นังตัวดี แกมันบัดซบเหมือนแม่ของแก…”

    หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนเดินตัวลีบ ถือรองเท้าของตนไปวางบนชั้นในตู้รองเท้าเยื้องประตู รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำเป็นมันวาวอย่างได้รับการรักษาเช็ดถูอย่าดีจากเจ้าของ 8 คู่วางเรียนกันเป็นระเบียบ

    ชั้นวางเหลือที่ว่างสำหรับรองเท้าอีก 1 คู่ รองเท้าที่เคยวางตรงนั้นหายไป

    ชายร่างใหญ่ผู้เป็นพ่อตะคอกสาวคนสุดท้อง

    “รองเท้าแกอยู่ไหน ทำไมไม่ไปวางในตู้ ฉันบอกกี่หนแล้วว่าเวลาเข้าบ้านให้เก็บรองเท้าทุกครั้ง แกต้องจำใส่หัวว่ากว่าพวกแกเก้าคนจะมีเสื้อผ้า-รองเท้า มีอาหารกินฉันต้องลำบาก สละความสุขส่วนตัวมากขนาดไหน ฉะนั้นพวกแกต้องรักษาของทุกอย่างที่ฉันซื้อให้ให้ดีที่สุด”

    เขา สะอื้นด้วยความคับแค้น “ฉันควรสุขสบายอย่างพระราชา ไม่ต้องทำงานกระจอกเป็นหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์ประจำเขต รับเงินเดือนเจ็ดแปดพันบาท หากแม่ระยำของพวกแกมันไม่ท้องเก่งเหมือนหมู คลอดพวกแกเก้าคนทิ้งให้ฉันเลี้ยงแล้วขโมยมรดกหกสิบล้านที่ย่าพวกแกให้ฉันหนี ไปกับชายชู้”

    เข้าชี้หน้าเด็กสาว “ไปหยิบรองเท้าสิ อย่ายืนเซ่อ”

    เธอไม่ขยับ

    หญิงสาวแรกรุ่นคนที่ 1 กล่าว “น้องบอกพ่อไปสิจ้ะ ว่าลื่นล้ม รองเท้าตกท่อระบายน้ำ น้องไม่ได้ตั้งใจนะคะพ่อมันเป็นอุบัติเหตุ”

    เด็กสาวไม่ปริปาก

    ชายร่างใหญ่เดือดดาลสุดขีด ลุกขึ้นผลักเธอจนเธอคะมำ

    “แกทำรองเท้าหาย ฉันจะจัดการกับแก นับเด็กบ้า”

    เขมเผลอกำหมัดแน่น

    ชายร่างใหญ่จิกผมเด็กสาว ลากขึ้นบันไดไปชั้นบน

    หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนร้องไห้

    เขมละจากประตู ปีนต้นก้ามปูที่ปลูกติดตัวบ้านไปบนระเบียงชั้น 2 และมองผ่นมุ้งลวดหน้าต่าง

    เด็กสาวถูกลากไปในห้องซึ่งมีเก้าอี้หลุยส์ชุดดำ 4-5 ตัว

    ผู้เป็นพ่อสั่งให้เธอยืนตัวตรงเอามือกอดอก

    เธอทำตามคำสั่งด้วยสีหน้าแววตาสงบ คล้ายรูปสลักเทพีในวิหารศักดิ์สทธิ์

    “แกคิดล้างผลาญฉันเหมือนแม่ของแกใช่ไหม” ชายร่างใหญ่คำราม ถอดเข็มขัดหนังเฆี่ยนบุตรสาวคนสุดท้อง

    เข็มขัดหนังแหวกอากาศ กระทบผ้ากระโปรงลูกไม้กับผิวเนื้ออ่อนบริเวณก้นของเด็กอย่างแรง

    เขมหายใจไม่ออก รวดร้าวทั่วกายใจ ลมบ้าหมูกำลังหมุนในตัวเขา

    ชายร่างใหญ่เฆี่ยนเด็กสาวไม่ยั้ง

    เธอยืนกอดอกตัวตรง ไม่ร้องครวญ สีหน้าแวดตาไม่เปลี่ยน ทว่าปลายนิ้วเท้า (ขาวสายน่าทะนุถนอม เล็บตัดสั้นเป็นสีชมพูโดยไม่ต้องทายาทาเล็บ) เกร็งจิกพื้นกระดาน และในรังสีสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่ยังสาดสลัวในห้อง…

    เขมเห็นน้ำตาของเธออาบแก้ม

    “คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า”
    ทินกร หุตางกูร

    Tags: ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    นายเสาธง รำพันกับตัวเองว่า “วันนี้ทำไม่ไม่มีมือน้อย ๆ มาดึงเชือกที่ตัวเรานะ เหมือนทุกวันเวลา ๘.๐๐ น. อย่างนี้ ฉันต้องยืนหัวเราะ ก๊าก ๆ แล้ว เพราะมือน้อย ๆ จับเชือกทั้งสองเส้น บ้างดึง บ้างกระตุก บ้างยึดไว้ไม่ยอมผ่อนเชือก เฮ้อ … เหงาจัง ????” ไม่มีเด็กยืนเข้าแถวเคารพธงชาติเหมือนเช่นเคย ไม่มีแม้เสียงเจื้อยแจ้วร้องเพลงชาติไทยให้ได้ยิน

    นายโต๊ะเรียน พูดกับตัวเองว่า “หนู ๆ อย่าเอาดินสอมาเขียนบนตัวฉันอย่างนี้สิ เดี๋ยวผิวสวย ๆ ของฉันเสียหมด เร็ว ๆ รีบ ๆ ลบเข้าเดี๋ยวคุณครูเห็นจะถูกยืนหน้าชั้นนะ” นายโต๊ะเรียนปลอบใจตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติมาก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่มีใครอยู่ในห้องเรียนเลย แม้ภารโรงสักคนก็ไม่ได้มาเก็บกวาดภายในบริเวณโรงเรียนอีกเลย

    … โรงเรียนมีครู ๑ คน ครูผู้เสียสละตน อดทนอยู่ห่างไกลความสบาย ….. อยากให้คุณคุณหันมอง โรงเรียนของหนู… เสี้ยวตอนหนึ่งของบทเพลงเพื่อชีวิต ที่คุ้นหูชนชาวไทย วิ่งมากระแทกโสตประสาทของผมเข้าอย่างจัง แทบจำเบอร์โทรศัพท์มือถือตัวเองไม่ได้ หลังจากที่ผมเพียงเหลือบมองเห็นประโยคว่า “โรงเรียนหนูหาย” บนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับแทรกชื่อ จุดประกาย ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ผมรีบคว้ามาจองเป็นของตนเองทันที โดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างว่าจะคิดอย่างไรที่นำหนังสือพิมพ์ไปเป็นเจ้าของ โดยไม่นึกว่าที่ผมหยิบถืออยู่นั้นเป็นของสาธารณะ เป็นความรู้สำหรับทุกคนที่สามารถหยิบฉวยมาศึกษา ค้นคว้า แล้วนำกลับไปเพียงความทรงจำในตัวอักษร ความรู้ที่ได้จากการวิเคราะห์บทความไว้เป็นเจ้าของเท่านั้น ทำให้ผมตระหนักว่า การศึกษาแท้ที่จริงเป็นของทุก ๆ คน เป็นของประชาชน เป็นของชุมชน เป็นของเด็ก ๆ ที่ยังต้องได้รับการปลูกฝังวิชาความรู้อีกกว่า ๖ ปี เป็นอย่างน้อย

    ภาพสะท้อนทางด้านระบบการศึกษาบ้านเราผุดขึ้นเต็มหัวสมองผมไปหมด และภาพอื่น ๆ ที่ตามมาติด ๆ ไม่ช้าไม่เร็วกว่ากันเท่าใดนัก ก็ทำเอาผมมึนไปหมดเหมือนกัน เปรียบได้กับมีของแข็งคล้ายไม้หน้าสาม พุ่งมาตีแสกหน้า รัฐบาลไทย เอ๊ย.. ผมเข้าอย่างจัง เห็นดาวเลยเชียวหล่ะ ผมนึกถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ (แผน ๘ ตามที่คุณ ๆ ท่าน ๆ ได้ยินได้ฟัง), แผนปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติ (พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ที่ผู้อาวุโส ผู้รอบรู้ ผู้กำหนดนโยบายทางการศึกษาขะมักเขม้นทำกันอย่างเอาเป็น เอาตาย), นโยบายขยายการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็น ๙ ปี หรือ ๑๒ ปี (ยังไม่แน่ใจ) และแผนหรือนโยบายอีกกว่าร้อย กว่าพันแผนการที่ยังทำไม่เสร็จ หรือทำแล้วไม่ได้ทำให้ประชาชนผู้เป็นพลเมืองไทยดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่ เฉกเช่นการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่เป็นข่าวฉาว ใหญ่โตเมื่อสัก ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ผมยอมรับว่าโครงการดีมาก แต่แนวนโยบายการดำเนินการไม่ผลักดันให้ประสบความสำเร็จ ที่ปวดใจผมมากที่สุด (ผมปวดกายไปแล้วครับเพราะโดนไม้หน้าสามตีแสกหน้า) ก็คือ โครงการยุบรวมโรงเรียนในสังกัด สปช. หรือสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ โดยโครงการนี้ เป็นผลมาจากเงื่อนไขหนึ่งของการกู้เงินของประเทศไทย ผมไม่เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้เลยจากสื่อของรัฐ ไม่เคยทราบเลยว่ามีเงื่อนไขเฮงซวยแบบนี้ ฝรั่งตาน้ำขาวเป็นใคร ถึงได้ถือสิทธิ์ในแนวนโยบายทางการศึกษาของคนไทยมากขนาดนี้ หรือว่า ผู้หลัก ผู้ใหญ่ (ไม้หลักจริง ๆ มันต้องตั้งตรง ถ้าเอียงก็คิดเอาเองนะครับ) บ้านเมืองนี้สักแต่มอง และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปล่อยให้ใคร ๆ เข้ามายุ่งถึงเรื่องในบ้านของประเทศไทยแบบนี้ ผมนึกว่า IMF เท่านั้นที่เข้ามายุ่งกับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย นี่ก็อีกหนึ่งหล่ะที่มายุ่งมากเกินไป ทุกคนคงคุ้นชื่อกันดีอยู่แล้ว เอดีบี หรือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ในเงื่อนไขของเอดีบี ระบุชัดเจนเรื่องจำนวนครูต่อนักเรียนต้องเป็นอัตรา ๑:๒๕ ซึ่งในปัจจุบันโดยเฉลี่ยประเทศไทย ครูหนึ่งคนต่อจำนวนนักเรียนไม่ถึง ๒๐ คน ดังนั้นหากโรงเรียนแห่งใดไม่เข้าเกณฑ์จึงถูกยุบไปรวมกันเข้ากับโรงเรียนอื่นที่เข้าเกณฑ์ แล้ว สปช.เกิดใจดี จัดสรรงบประมาณค่ายานพาหนะสนับสนุน คิดรายหัว หัวละ ๖ บาท ในใจผมคิดว่า มันช่างเป็นความกรุณาต่อเด็ก ๆ มากเลยครับ แต่มันคุ้มค่ากันหรือครับที่เด็ก ๆ ต้องเสี่ยงอันตราย เสี่ยงชีวิตในการเดินทางที่ไกลขึ้น ดังตัวอย่างที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เด็ก ๆ ต้องเดินทางถึงกว่า ๕ กิโลเมตรเพื่อเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่ ผมวาดภาพเด็ก ๆ ที่หัวเราะ ต่อกระซิกกันบนรถกระบะ หรือรถสองแถวที่ดัดแปลงมาเป็นรถโรงเรียน ผมนึกแล้วใจหาย … ใจหายจริง ๆ

    “พวกเราไม่อยากให้ยุบโรงเรียนที่นี่เลย เพราะที่นี่ไม่ใช่คนมีฐานะอะไรมากนัก จะให้ไปเรียนที่อื่นก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมมาก” “ชาวบ้านทุกคนเสียดายโรงเรียนมาก พวกเราสร้างมันมากับมือ เรียนสอนกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ พวกเรารับไม่ได้หรอก โรงเรียนก็เป็นสบมัติของหมู่บ้านเหมือนกัน โรงเรียนอยากได้ห้องซาวด์แลป พวกเราก็จัดหางบมาให้ ไม่ใช่งบของราชการเลย”

    เสียงสะท้อนของบทเพลงโรงเรียนของหนูผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของผมอีกครั้ง มีคำถาม มากมายที่ต้องการคำตอบเกี่ยวกับการศึกษาบ้านเรา ทำไมรัฐไม่ช่วยเหลือโรงเรียนหลังเขา หรือตามชนบทไกลปืนเที่ยง ทำไมรัฐไม่พัฒนาคุณครู ระบบการเรียนการสอน สวัสดิการคุณครู และอื่น ๆ เพื่อให้คุณครูอยู่กับชุมชนบ้านเกิด เด็ก ๆ เรียนอยู่ภายในชุมชนตนเองไม่ต้องขวนขวายไปตามหัวเมือง หรือโรงเรียนใหญ่ ๆ ไกล ๆ ทำไมรัฐไม่กระจายความเจริญจากเมืองสู่ท้องถิ่น ด้วยการปูพื้นฐานทางการศึกษาที่ดี มีมาตรฐานให้เกิดแก่ชุมชน และผู้คนเหล่านั้นจะพัฒนาชุมชนตนเองให้เจริญ ดั่งเช่นพระราชดำรัสของเหนือหัว รัชกาลที่ ๙ เรื่องเศรษฐกิจชุมชนแบบยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาที่เราประสบอย่างทุกวันนี้ ทำไมรัฐไม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น หรืออย่างไร ถึงได้กระตุ้นให้ผู้คนออกจากชุมชนตนเอง … ฯลฯ … และทำไมรัฐถึงแกล้งเด็ก ๆ …..

    Tags: ,

  • Eat Am Are 25.04.2000 No Comments

    โดย … พาฝัน

    ในที่สุดก็ล่วงเข้าปีสู่ 2000 กันเรียบร้อยแล้ว มีหลายสำนักพูดกันถึงการย้อนกลับไปสู่ความเรียบง่าย และการกลับคืนสู่ธรรมชาติที่เป็นเบื้องต้นพื้นฐานของมนุษย์

    แต่ไม่ว่าโลกจะหมุนไปทางไหนและถ้าเรายังมีชีวิตอยู่แล้วละก็ สิ่งสำคัญที่ควบคู่ไปกับอากาศบริสุทธิ์เพื่อหายใจ

    โมงยามสำหรับการพักผ่อนนอนหลับ
    และการงานที่สร้างความหมายในการมีชีวิตอยู่ให้กับมนุษย์แล้ว

    ก็คือเรื่องอาหารการกินนี่ล่ะ อาหารที่เรากินเข้าไปนั้นมีความสัมพันธ์แนบแน่น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงควรจะมีเป้าหมายในการกินเพื่อสุขภาพ และดำรงชีวิตที่ดี ลองมาดูวิถีแห่งการกินสำหรับสหัสวรรษที่ 3 กันดีกว่า

    กินอาหาร “แบบดั้งเดิม” ให้มากที่สุด หมายถึงกินอาหารง่าย ๆ สดจากต้น (อย่าลืมล้างก่อน) สิ่งที่กินเข้าไปไม่ถูกดัดแปลงจนไม่เห็นสภาพเดิม พลังสดในอาหารนั้นเป็นยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ แถมยังช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

    เลือกซื้อและกินอาหารที่สด (fresh) ปลอดสารเคมี (organic) และมีประโยชน์ หากไม่สามารถซื้อพืชผักที่ปลอดสารเคมีได้ ก็ควรแน่ใจว่าสด และข้อสำคัญอย่าวางใจผักและอาหารที่เห็นตามตลาดติดแอร์นัก เพราะที่เห็นว่าสด ๆ นั้นความจริงแล้วกว่าจะมาเป็นผักสวยงามตามตู้แช่ ผักเหล่านี้ผ่านการชุบน้ำยาเคมีมาหลายต่อหลายชนิดแล้ว ดังนั้นลองหาเวลาไปเดินสำรวจตลาดสดเล็ก ๆ แถวบ้านดูบ้างก็จะดี

    หันมากินผักพื้นบ้านที่มีให้เลือกไม่ซ้ำตลอดทั้งปี เช่น ทองหลาง ผักหวานป่า ผักกูด ดอกโสน ผักปลัง ผักเหมียง ฟักข้าว มะรุม ใบมะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ มีประโยชน์กับร่างกายมากมาย แถมยังสบายใจได้ว่าปลอดปุ๋ย ค่อย ๆ หัดกินไปทีละอย่างสองอย่างขี้คร้านจะหลงรัก

    อย่าลืมเมนูอาหารจานเด็ดของไทย คือ บรรดาน้ำพริกทั้งหลาย แนมด้วยผักสดกรุบกรอบ กินกับข้าวกล้องหุงร้อน ๆ รับรองว่าลืมอิ่มและไม่อ้วนอีกต่างหาก

    ยึดหลักการกินแบบเต๋าไว้บ้างก็ดี คือ ควรตั้งเป้าไว้ว่าในวันหนึ่ง ๆ เราควรจะกินธัญพืชด้วย (ข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และบรรดาถั่วชนิดต่าง ๆ) เพราะเจ้าธัญพืชพวกนี้เป็นตัวสร้างสมดุลที่ดีและมีสารอาหารที่มีคุณต่อร่างกาย ควรลดน้ำตาลขัดขาว หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน ลดโปรตีนจากสัตว์เนื้อแดงหันไปบริโภคโปรตีนจากปลาและไก่แทน

    เลือกซื้อและกินอาหารตามฤดูกาลและมีปลูกในท้องถิ่น ยิ่ง กินอาหารนอกฤดู ยิ่งต้องผ่านกระบวนการทางเคมีหลายขั้นตอนเพื่อให้ผลผลิต ผักผลไม้และเนื้อสัตว์ที่เดินทางมาไกลก็ต้องมาผ่านขบวนการถนอมอาหาร พลังสดย่อมจะน้อยลงถึงไม่มีเลย

    กินเหลือนั้นไม่ดี และอย่ากินมาก เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ (อันนี้ร่างกายเรารู้เองได้ ต้องฝึกสังเกต) อย่าปล่อยให้อิ่มจนท้องกางเหมือนที่เคยทำบ่อย ๆ

    ลองปลูกผักไว้กินเองบ้าง ด้วยการลองปลูกต้นกล้วยสักต้น หรือยกร่องผักสักแปลง กินผลผลิตจากเรี่ยวแรงของเราเองนั้นอร่อยอย่าบอกใครเชียว

    ถ้าไม่เป็นภาระเกินไป เลี้ยงไก่สักคู่หนึ่งไว้เก็บไข่กินวันละฟองสองฟอง จะได้กินไข่สดจากฟาร์มทุกวัน

    หากไม่มีความอดทนรอผักที่ปลูกเองให้โตได้ ลองเพาะต้นกล้าของถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วแดง ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ดู ราว 3 วัน ต้นอ่อนก็พร้อมกินได้ เอามาราดน้ำสลัดอร่อยที่สุด อาหารจานนี้ยังช่วยประหยัดเงินค่าอาหารเสริมจำพวก อัลฟาฟา (ALFAFA) ได้อีกด้วย

    ก่อนอาหารมื้อต่อไป ลองหายใจลึก ๆ สักสามที เพื่อเตรียมให้กระเพาะอาหารรับรู้ว่ากำลังจะส่งอาหารไปและสำนึกขอบคุณแม่ครัวคนทำอาหาร ชาวสวนชาวนา และใช้เวลาเล็กน้อยพิจารณาหน้าตาของอาหารว่ามีประโยชน์ครบถ้วนหรือไม่

    มีการคาดเดาไว้ว่าในปี 2000 นี้ จะมีการทำงานกันน้อยลง ดังนั้นคนเราจะมีเวลาหันกลับมาสนใจ เรื่องภายในกันมากขึ้นตั้งใจหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารและความเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าผู้คนจะเริ่มลงมือทำอาหารกินเองมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะอร่อย และราคาถูกแล้ว ช่วงเวลาขณะที่ทำอาหารนั้นยังเป็นการฝึกสมาธิอย่างดีอีกด้วย

    ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ เมื่ออิ่มแล้ว ก็ควรให้กลับคืนด้วย โดยการปลูกต้นไม้ทุกครั้ง เมื่อมีโอกาส อาจจะเป็นต้นมะม่วง หรือต้นตะขบสักต้น หรือแม้แต่เผยแพร่เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดดี ๆ เผื่อแผ่ไปยังบุคคลรอบ ๆ ตัว และอาจขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ ในอนาคต.

    ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Summer ฉบับกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2543
    ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่จากผู้เขียนอย่างถูกต้อง

    Tags: ,

  • เรียบร้อยโรงเรียนอนุบาลไปแล้วครับสำหรับลูกชายของผม เข้าโรงเรียนไปจนได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับพ่อๆ แม่ๆ ทั้งหลายกับการนำลูกไปโรงเรียนวันแรก อาทิตย์แรก หลายๆคนคงผ่านจุดๆ นี้มาแล้ว แต่สำหรับผมแล้ว นี่เป็นครั้งแรกเลยในชีวิต แม้จะมีหลานๆ มากมายหลายคน แต่ผมไม่เคยมีส่วนในการพาเด็กๆ เหล่านั้นไปโรงเรียนเลย ครั้งนี้นี่แหละของจริง ไม่มีซ้อมเล็ก ซ้อมใหญ่ ลุยเลย…

    แม้ว่าผมจะเคยพาลูกชายของผมไปเดินเที่ยวที่โรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง พยายามสร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียนให้เขา ซึ่งผมก็เห็นว่าผมทำได้ดี เขาชอบไปเดินเที่ยวที่โรงเรียน เขาอยากจะไปโรงเรียน โรงเรียนจะต้องมีของเล่นมากมาย มีสนามเด็กเล่น มีคุณครูใจดีคอยสอนเด็ก ๆ แน่นอน สมบูรณ์แบบเลยใช่ไหมครับ เขาจะต้องไปโรงเรียนได้อย่างไม่มีปัญหาแน่ๆ

    และแล้ววันที่เขาจะต้องไปโรงเรียนจริงๆ ก็มาถึง เขาตื่นแต่เช้า ทานข้าวเสร็จรวดเร็ว ได้ไปโรงเรียนก่อนจะเคารพธงชาติไทยอยู่นานทีเดียว เขาได้เล่นของเล่นต่างๆ มากมายในสนามเด็กเล่น เมื่อออดเข้าเรียนดังขึ้น สิ่งที่ไม่คาดฝันในชีวิตของเขาก็เกิดขึ้น เขาต้องเข้าไปในห้องเรียนห้องกว้างๆ มีนักเรียนใหม๋มากมาย ดูน่าสนุกดี

    “แต่ทำไม… ทำไมพ่อและแม่ไม่เข้ามาด้วย และพ่อแม่หายไปไหน คุณพ่อคุณแม่ ท่านหายไปไหนกัน เมื่อสักครู่ก็ยังเห็นกันอยู่เลย คุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้เราอยู่กับใครนี่ ไม่รู้จักเลย ผมกลัว ผมกลัว ผมคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ ผมกลัว”

    เขาร้องไห้ ร้องไห้มากเลย น่าสงสารจริง ๆ ผมไม่แน่ใจนักว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่ผมเข้าใจว่า เขาคิดว่าเขาถูกทิ้งหรือไม่เขาก็พลัดหลงกับพ่อแม่แน่ๆ เลย ในวันแรกนั้น เมื่อผมไปรับเขากลับบ้าน เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาเลย

    เมื่อมาถึงบ้าน เวลาใครพูดถึงโรงเรียน เขาจะร้องไห้ทันที เขาจะร้องเรียกหาคุณแม่เขาตลอดเวลา ย้ำ..ตลอดเวลา เขาจะรู้สึกหวาดระแวง กลัวพ่อแม่ของเขาหายไปอีก เขาดูซึมลงไปมากเลย

    วันที่สองของการไปโรงเรียน ดูจะเป็นวันที่ยากกว่าวันแรกเสียอีก เนื่องจากวันแรกเขาไปด้วยทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน แต่วันที่สองนี้ โอ้…ตื่นมาก็ร้องไห้เลยทันที เขาร้องไห้ตลอดทางไปโรงเรียน เขายังคงเรียกแม่ของเขาตลอดเวลา

    “คุณแม่หายไปไหน คุณแม่หายไปไหน”

    เขาเรียกหาแม่ตลอดเวลา แม้ว่าขณะนั้นแม่ของเขาก็อุ้มเขาอยู่ ความหวาดระแวงมันขึ้นสมองไปแล้ว น่าสงสารจริงๆ

    หลังจากไปโรงเรียนได้สามวัน เขาเริ่มเคยชินมากขึ้น ร้องไห้น้อยลง แต่แล้วเขาก็ไม่สบาย ต้องเข้าไปนอนที่โรงพยาบาลให้น้ำเกลือไปสองขวด หยุดเรียนไปหนึ่งอาทิตย์กับอีกหนึ่งวัน แล้วทุกอย่างก็ต้องเริ่มกันใหม่ ผมต้องพาเขาไปโรงเรียนด้วยความรู้สึกเหมือนการไปโรงเรียนวันที่สอง ผมต้องพบวันที่เกิดความรู้สึกแย่ๆ ถึงสองวันในวันเวลาสองอาทิตย์ เขาไปโรงเรียนได้อีกสามสี่วันก็หยุดสุดสัปดาห์อีก

    ผมต้องหวาดระแวงว่า วันจันทร์ วันหลังวันหยุดพักผ่อนจากการไปโรงเรียนของเขาสองวัน วันที่จะต้องเริ่มต้นใหม่อีกหรือเปล่า แต่ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น แม้เขาจะไม่ค่อยสบายใจนักกับการพูดถึงโรงเรียน แต่เขาก็ไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องร้องไห้ทั้งตอนไปและตอนกลับ เขาเริ่มพูดถึงโรงเรียนบ้าง เขาเล่าว่ามีพี่เลี้ยงคนโน้นคนนี้ มีคุณครูใจดี มีสนามเด็กเล่น ผมโล่งอกเลยทีเดียว

    ผมเชื่อว่า อีกไม่นาน เขาจะต้องพูดว่า “จะไปโรงเรียน อยากไปหาคุณครู

    Tags: , , ,

  • น้ำโขง . . ไหลลอดทอดเลี้ยวผ่านร่องหลืบของขุนเขามาเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร วันเวลา . . . ระยะทาง และเหตุการณ์ ต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เสริมสร้างและหักล้างสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตต่อเนื่องกันไปไม่ รู้จบ สายน้ำมักเป็นเหตุหนึ่งของการกำเนิดอารยธรรมของมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่มีสายน้ำใดที่ไร้ชีวิตอยู่เคียงข้าง และที่นี่ก็เช่นเดียวกัน การเดินทางของอนูน้ำจำนวนมหาศาล หล่อเลี้ยงอารยธรรมหลากหลายให้อยู่รอดข้ามวันเวลามาหลายชั่วอายุคน ในผืนแผ่นดินของโลกด้านตะวันออกส่วนหนึ่งที่แหลมยื่นออกไปในมหาสมุทรใหญ่ ซึ่งถูกเรียกว่าอินโดจีน ไม่มีสายน้ำเส้นใดที่จะยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งไปกว่าลำน้ำโขงได้อีกแล้ว เนื่องจากแม่น้ำโขงได้ไหลผ่านนานาประเทศในแถบอินโดจีน และตลอดริมฝั่งของแม่น้ำคืออู่อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่มากมายไปด้วยคำเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตที่เกี่ยวพันกับสายน้ำ แห่งนี้ไม่รู้จบสิ้น ผมก็เป็นอีกหนึ่งชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังอิงอาศัยสายน้ำเส้นนี้ นำพาผมและผองเพื่อนไปทัศนาบ้านผา เมืองภู อู่อารยธรรม ที่ถูกเรียกขานกันว่า “หลวงพระบาง”

    pic-08

    การเดินทางไปเยือนหลวงพระบางในครั้งนี้ของผมค่อนข้างจะแตกต่างไปจากรายอื่น ๆ ที่มักจะเดินทางไปโดยการ “เหินยนต์” คือการโดยสารเครื่องบินจากเวียงจันทร์ไปสู่เมืองหลวงพระบางกันเสียส่วนมาก ทัศนียภาพสองฟากฝั่งของแม่น้ำโขงเป็นกิเลสอย่างหนึ่งที่ชีวิตเล็ก ๆ อย่างผมยังคงใฝ่ฝันหา ผมคงยกเลิกการเดินทางโดยทันทีถ้าผมต้องเดินทางไปหลวงพระบางโดยทางอากาศ ถึงแม้ว่าการเดินทางไปหลวงพระบางโดยการล่องเรือไปตามแม่น้ำโขงจนถึงหลวงพระบาง จะมีความทุลักทุเลและเสี่ยงอันตรายขนาดไหน แต่ก็ไม่ได้ทำให้กิเลสของผมลดน้อยลงแต่ประการใด ยิ่งรู้ว่าเร้าใจ ระทึกใจและมีความไม่แน่นอนมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ความอยากทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเท่าตัว เมื่อแลกได้มาซึ่งความอิ่มเอมใจแล้ว ผมว่าคุ้มกับความเสี่ยง

    pic-06

    บ้านน้อยท่ามกลางขุนเขาอันไพศาลริมฝั่งโขง

    ตลอดระยะเวลานานกว่า 2 เดือนก่อนการเดินทาง มีแต่ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอยู่เสมอ ใจผมกระเพื่อมขึ้น ๆ ลง ๆ เมื่อได้ทราบข่าวว่าเดินทางไม่ได้เพราะ . . เหตุผล . . พออีกไม่กี่วันข่าวนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นเดินทางได้เพราะ . . เหตุผล . . แต่พออีก 2 สัปดาห์นั้นก็เป็นเช่นเดิมอีกคือ ไม่ได้เพราะ . . เหตุผล . . แต่จนแล้วจนรอดเราก็ได้เดินทางสมใจเพราะ . . จะต้องไปให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็คือทางเรือที่ล่องไปตามแม่น้ำโขงเท่านั้น วิธีอื่นถูกเก็บเข้าเซฟสมองหมดเพราะไม่ต้องการที่จะเลือกไม่เพียงแค่นั้น กว่าจะหารถโดยสารที่จะพาพวกเราไปยังจุดหมายได้ ก็จวนเจียนจะถึงกำหนดวันเดินทางอยู่แล้ว ตรงกับช่วงเทศกาลที่ทุกคนในเมืองหลวง ต่างหลั่งไหลกันออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกันหมด ตั๋วรถทัวร์ถูกจองหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนับจากที่เริ่มเปิดให้จอง คณะของผมช้าเพียงนิดเดียว ก็หมายถึงต้องไปผจญภัยกันเอาเองข้างหน้า

    “มีรถไปแล้วตอนขากลับล่ะ เพราะทางโน้นเขาไม่ให้จอง เขาให้ซื้อเอาวันที่จะเดินทางเลย” เสียงตามสายผ่านแก้วหูผมเข้าไปข้างใน ไหนจะเรื่องเรือที่จะจองทางลาวเอาไว้ จะได้เรือแพหรือเรือเร็วก็ไม่รู้ ถ้าเรือแพก็ต้องนอนค้างคืนกลางทางหนึ่งคืน ถ้าได้เรือเร็วก็ถึงเร็วหน่อย แต่ราคาก็ขยับตามความเร็วแถมนั่งเมื่อยและร้อนอีกต่างหาก ไหนจะเรื่องวีซ่า ไปถึงที่โน่นแล้วจะมีที่พักหรือไม่เพราะจองที่พักไม่ได้ ทางทัวร์ของลาวแจ้งมาว่าที่พักเต็มหมด ไหนจะต้องติดต่อเรือกับรถตอนขากลับ เพราะต้องทันตามเวลาที่กำหนด ไม่งั้นตกรถตกเรือแล้วลำบากแน่

    เรามักจะเจอปัญหาจุกจิกอยู่เสมอทั้งก่อนเดินทางและตอนเดินทาง แต่เดิมตามระเบียบของการท่องเที่ยวลาวจะระบุว่า นักท่องเที่ยวต้องใช้บริการของบริษัททัวร์ของลาวที่ใดที่หนึ่ง และต้องใช้พาหนะของลาว ไกด์ของลาวด้วยตลอดทริปที่อยู่ในลาว แต่สำหรับผมแล้วกฎระเบียบมีเอาไว้ให้แหกคอก โชคดีที่ผมได้ คุณวัชระ หลิ่วพงษ์สวัสดิ์ แห่งตำมิละเกสท์เฮาส์ ที่ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับทางทัวร์แก่นจันทร์ของลาวไว้ ความหวังที่ผมจะได้ไปเบิ่งเมืองหลวงพระบางจึงขึ้นอยู่กับคุณวัชระแต่เพียงผู้เดียว ในปัจจุบันทางการลาวได้เปลี่ยนระเบียบใหม่ ที่นักท่องเที่ยวสามารถขอเดินทางเข้าประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านทัวร์แบบแต่เดิมแล้วก็สะดวกดีขึ้นกว่าเก่ามาก แต่ก็อย่างที่ว่าแหละครับ ปัญหาอะไรต่าง ๆ มันมีร้อยแปดถ้าจะไปเหยียบแผ่นดินลาวยาวนานหน่อย ขนาดคุณวัชระแกติดต่อกับทางลาวอยู่บ่อย ๆ ก็ยังมีปัญหา งานนี้แกบอกว่าเสียเพื่อนลาวไปหนึ่งคน เพราะผิดสัญญาผิดคำพูดกัน เงินเข้าปากลาวแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ไม่มีความแน่นอน คุณวัชระแกให้คำพูดเตือนใจอยู่เหมือนกันว่า ถ้าจะไปเที่ยวลาวหลาย ๆ วัน ก็ต้องมีเวลาเผื่อเอาไว้ด้วย ถึงเวลากำหนดเดินทางจริงแล้วอาจจะไม่ได้ไปก็ได้ หรือถ้ากำหนดกลับก็อาจจะไม่ได้กลับ อะไรทำนองนี้ เรือเสีย เครื่องบินบินขึ้นไม่ได้เพราะทัศนวิสัยแย่ ที่พักไม่มี ไปลาวต้องทำใจเผื่อเอาไว้ก่อน

    pic-07

    เตรียมตัวเดินทางที่ท่าเรือเมืองห้วยทราย

    กว่าพวกเราจะเตรียมกำลังพลพร้อมสำหรับการล่องเฮือไว หรือเรือเร็วก็พาเอาสายมาก ๆ จนสิบเอ็ดนาฬิกาหลังจากยกพลข้ามโขงออกจากด่านอำเภอเชียงของไปยังฝั่งลาวคือเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ประทับตราบันทึกในพาสปอร์ตทั้งฝั่งไทยและลาว มีเรื่องตลก ๆ ก็คือพอทางเจ้าหน้าที่ต.ม.ของลาวประทับตราเสร็จ เขาก็เรียกค่าแสตมป์ (Stamp ซึ่งแปลว่าประทับตรา ออกเสียงเป็นสะ-แต๊ม) คนละ 50 บาท ทางพวกเราก็คิดว่าหมายถึง ต้องติดอากรแสตมป์ (Stamp ซึ่งแปลว่า ตราไปรษณีย์อากร ออกเสียงเป็นสะ-แตม) หลังจากที่จ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็รอติดอากรแสตมป์ ยืนอยู่เป็นนานก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ลาวติดอากรให้สักที ทางเจ้าหน้าที่ก็เห็นเรายืนเก้ ๆ กัง ๆ ก็ถามว่ามีอะไรอีกหรือเปล่าพาสปอร์ตก็เสร็จแล้ว พวกเราก็เลยแจ้งว่าอากรแสตมป์ยังไม่ได้ติดเลย ทางเจ้าหน้าที่ก็หัวเราะและบอกว่า ไม่ต้องติดหรอกที่จ่าย 50 บาทนั่นคือค่าประทับตราไม่ใช่การติดดวงอากรแสตมป์ ถึงตรงนี้พวกเราก็ถึงบางอ้อหน้าแตกไปตาม ๆ กัน ที่ตลกกว่านั้น ตอนขากลับมาจากหลวงพระบางแล้วเราจะประทับตราออก พวกเรามาถึงที่ด่าน 5 โมงครึ่งตอนเย็น แต่เวลาราชการของลาวหมด 4 โมงครึ่ง ทางต.ม.ก็ประทับตราออกให้ แต่เขาขอค่าล่วงเวลาคนละ 20 บาท พวกเราก็พากันงง เพราะตอนขาเข้ามาประทับตราในเวลาทำงาน เสีย 50 บาท แต่ตอนขาออกแถมยังเลยเวลาทำงานปรกติไปแล้ว กลับขอค่าล่วงเวลา 20 บาท และพวกเราก็อดจะขบขันอีกไม่ได้เมื่อมารู้ทีหลังว่า จริง ๆ แล้วไม่ต้องเสียค่าอะไรทั้งนั้น สรุปแล้วก็คือเราก็จ่ายค่าขนมให้ต.ม.ลาวไปเท่านั้นเอง

    pic-05

    ซิ่งสุดเดชบนแม่น้ำโขง

    เสียงเครื่องยนต์คำรามขึ้น . . มันเป็นเสียงที่แปลกปลอมไปจากเสียงใด ๆ ในธรรมชาติที่จะสร้างสรรค์ขึ้นได้ พลังงานกลจากใบจักรเรือ ส่งพลังขับดันให้วัตถุรูปทรงลิ่ม นำพามนุษย์และสิ่งของต่าง ๆ ทะยานแล่นไปบนผิวน้ำได้ และแล้วการเดินทางไปตามลำน้ำโขงก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ แล้ว ตามกำหนดเดิมเราจะนั่งเรือแพล่องไปตามน้ำโขงจนไปถึงหลวงพระบาง แต่เนื่องจากในช่วงหน้าแล้ง แม่น้ำโขงลดระดับลงมากจนมีเกาะแก่งโผล่ขึ้นมามาก การเดินทางด้วยเรือแพอีกอย่างที่เราไม่จำเป็นต้องรอตัดสินใจอีกต่อไป ด้วยการนั่ง เฮือไว หรือเรือเร็ว บางทีก็มีบางคนเรียกว่าเรือบรื๋อ ซึ่งลักษณะของเรือคล้าย ๆ กับเรือหางยาวของบ้านเรา แต่มีท้องเรือแบนและมีเครื่องยนต์ที่มีกำลังขับแรงกว่ามาก สามารถนั่งโดยสารได้มากที่สุด 7 คน รวมทั้งคนขับเรือด้วย และวางสัมภาระได้อีกพอสมควร ผู้โดยสารทุกคนต้องสวมใส่ชุดโดยสารสุดเท่คือ เสื้อชูชีพและหมวกกันน๊อค เพื่อความปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุ ตอนแรกผมก็รู้สึกรำคาญที่ต้องสวมใส่มัน แต่เมื่อเรือแล่นออกไปบนผิวน้ำแล้ว ก็ต้องยอมรับเหตุผลว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรือเร็วนั้น เร็วสมชื่อ น่าจะเรียกว่าเรือจรวดมากกว่า ด้วยความเร็วของเรือไม่น่าจะต่ำกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรก ๆ ที่นั่งก็รู้สึกกลัวความเร็วขึ้นมาเสียเฉย ๆ แต่พอนั่งไปสักพักก็จะชินและรู้สึกสนุกสนานตามไปด้วย

    ผิวน้ำสีดินแดงของแม่น้ำโขงถูกแหวกออกเป็นทาง ส่งผลให้เกิดคลื่นบนผิวน้ำที่ระลอกเป็นทางยาว แผ่กว้างไปเรื่อย ๆ ตามความเร็วของเรือ แสงแดดยามเที่ยงก็ร้อนแรงพอที่จะทำให้ผิวหนังอันบอบบางของมนุษย์นั้นเกรียม ไหม้ไปได้ง่าย ๆ หากสัมผัสกับเงาแดดตรง ๆ แต่ด้วยความเร็วของเรือมากพอที่จะนำพาตัวเราแหวกว่ายไปในอากาศรอบข้างอย่าง รวดเร็ว จึงรู้สึกเหมือนว่า มีพัดลมขนาดยักษ์คอยเป่าใส่ตัวเราอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่นั่งอยู่บนเรือจึงไม่รู้สึกร้อนเท่าใดนัก

    pic-04

    เสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่นลั่นไปตลอดในเส้นทางที่ผ่านไป ผมรู้สึกแย่กับเรือเร็วอยู่อย่างเดียวก็คือเรื่องเสียงเครื่องยนต์ของเรือ เร็วนี่แหละเพราะเสียงดังมาก ขณะที่เรานั่งอยู่บนเรือที่แล่นไป จะไม่ค่อยรู้สึกว่าดังเท่าไรเพราะความเร็วของเรือและความเร็วของเสียงมีขนาด ไม่ต่างกันมากเท่าใดนัก เราจึงไม่ได้ยินเสียงตาม (เสียงสะท้อน) เท่าใดนัก แต่เมื่อเรือลำอื่นแล่นผ่าน เราก็รู้สึกได้เลยทันทีว่าเสียงเรือเร็วขณะที่แล่นเต็มที่แล้วนั้นดังสนั่น เพียงใด มันเป็นเสียงที่รบกวนสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่ได้ยินทั้งชาวบ้านที่อยู่ริม ฝั่งแม่น้ำ และสัตว์ป่าทุกชนิดบนภูเขายิ่งแม่น้ำช่วงที่มีภูผา และเขาสูงชันโอบล้อมอยู่มากก็จะยิ่งมีเสียงสะท้อนมากขึ้นไปอีก ชาวบ้าน, ชาวเขาและสัตว์ป่าริมแม่น้ำโขงคงต้องทนฟังเสียงเครื่องเรือเร็วเป็นช่วง ๆ ของแต่ละวันไปทุก ๆ วัน โดยไม่มีทางเลี่ยงและทางเลือกใด ๆ ได้ ตราบที่พวกเขายังคงถูกมองค่าชีวิตเป็นเพียงกลุ่มชนเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีค่าสลักสำคัญอะไรมากมาย สำหรับคนเมืองที่ยึดถือตนเองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความเจริญแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงต้องมีชีวิตอยู่เช่นนั้นสืบไป

    เรื่องราวการเดินทางไปหลวงพระบาง ยังมีอีกครับ
    ติดตามต่อได้ฉบับหน้าครับ

    Tags: ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    “ฉันละเบื่อจริง ๆ เลย พวกชอบสร้างภาพเนี่ย..” หนุงหนิงเปรยขึ้นมากลางวง
    “อ้าว! …มันก็ต้องมีบ้างแหละ เพื่อความงดงามไง อีกอย่างนะ….ถ้าเธอไม่สร้างภาพให้เธอดูดีในสังคม ใครเขาจะมองเธอ ยิ่งงานสำคัญ ๆ ที่ต้องการผู้นำมาคอยแก้ปัญหาแบบนี้ยิ่งต้องมีภาพดี ๆ ใหญ่เลย” นายภูแย้งขึ้นมา
    “พวกที่จะมาเป็นผู้นำก็ต้องสร้างภาพให้คนอื่นเชื่อว่าตัวเองดีงั้นเหรอ…..ฉันว่า แบบนี้ก็ไม่จริงใจแต่แรกเลย แล้วสิ่งที่เขาจะเข้ามาแก้ปัญหาให้เราเนี่ย พวกเธอว่าเขาจะสร้างภาพให้มันดูว่าประสบความสำเร็จหรือเปล่า” หนุงหนิงโต้
    “ก่อนที่เธอจะเลือกเขาเข้าไปเธอก็ต้องดูก่อนสิว่าเขาเป็นพวกนั้นหรือเปล่า….เลือกคนผิดเข้าไป เธอจะโทษใคร?…ก็ต้องโทษเธอเองนั่นแหละ…อยากหลับหูหลับตาเลือก ช่วยไม่ได้…” ภูไม่ยอมแพ้อีก

    “เอ้า! พอก่อนจ้ะ….ถ้าฉันมาช้าอีกนิด ไม่รู้ว่าใครจะเป็นสัมภเวสีเฝ้าสวนให้ฉัน แหม! ปานจะฆ่ากันตายไปข้าง” ฉันเดินข้ามสะพานไม้มาที่ศาลากลางน้ำ เข้าไปทันห้ามทัพเพื่อนรักทั้งสองที่ถกเถียงกันอยู่
    “เธอเอาอะไรมาอีกน่ะ…อ๋อ ปลากรายทอดกระเทียมพริกไทย เออ…จานนี้ฉันชอบ…ยำถั่วพูใช่ไหม..” หนุงหนิงเคลียร์จานสาคูไส้หมู …. ออเดิร์ฟแรกที่พร่องไป
    “ภู..ช่วยไปยกแกงจืดปลาหมึกยัดไส้ในครัวหน่อยเถอะ”

    อาหารพร้อม ภูเริ่มเปิดประเด็นที่คุยค้างเมื่อสักครู่ “เธอเห็นด้วยกับการสร้างภาพให้ตัวเองไหม..ตะวัน”
    “มันต้องดูด้วยว่าภาพที่สร้าง…เป็นภาพจริงหรือภาพหลอน” ฉันตอบภู
    “การสร้างภาพ….ชื่อมันก็บอกว่าไม่จริงอยู่แล้วนี่” หนุงหนิงค้าน
    “เอ้า..เธอดูนี่นะ” ฉันเลื่อนจานอาหารที่เหลือมาวางตรงหน้า “สาคูไส้หมูที่เหลือนี่ ฉันมาจัดใส่จานใหม่แบบนี้ ผักชีโรยหน้าสักหน่อย ดูน่ากินขึ้นไหม?”
    “อืม..เข้าใจละ ”
    “การจัดจาน และผักชีที่โรยหน้านั่นเป็นภาพที่เราสร้างขึ้น ให้มันดูดี น่ากิน แต่สาคูไส้หมูมันก็ยังมีรสชาติเดิมของมัน ถ้าเธอทำซาลาเปาแล้วพยายามตกแต่งเอาผักชีมาโรย…บอกใคร ๆ ว่าเป็นสาคูไส้หมูนี่สิ ค่อยเรียกว่าภาพหลอน”
    “คำว่าผักชีโรยหน้า ให้ความรู้สึกที่ไม่ดีเท่าไรเลย…พอฟังแบบนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย” ภูยิ้มไป นั่งลูบพุงไป
    “มิน่าเล่า…กับข้าววันนี้เธอใช้ผักชีโรยหน้ามาทุกอย่างเลย….”
    “อ้าว!…”

    —————————————————————————-

    ผักชี เป็นพืชล้มลุก อายุสั้น ปลูกง่าย ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดีมากกว่า อยากปลูกผักชี… ไม่ยากเลยค่ะ ใช้เมล็ดพันธุ์ที่หาซื้อได้ทั่วไป เอาเมล็ดมาบุบพอแตก แช่น้ำทิ้งไว้สักคืน แล้วค่อยเอามาผึ่งลมให้แห้ง นำมาคลุกทรายผสมขี้เถ้าแล้วหว่านลงกระถาง หรือแปลงที่เตรียมไว้ อย่าลืมเอาดินกลบบาง ๆ หรือเอาฟางคลุมบาง ๆ (ถ้าหาไม่ได้ใช้เศษหญ้าคลุมแทนก็ได้ค่ะ) ช่วงแรก ๆ ขยันรดน้ำหน่อย และอย่าให้ถูกแดดจัดนักนะคะ พอผักชีเริ่มเป็นต้นค่อยลดน้ำลง เพราะผักชีไม่ค่อยชอบน้ำมาก พลอยจะเน่าตายเสียหมดก่อนได้เก็บไปรับประทาน สัก 40วันขึ้นไปก็เก็บไปประกอบอาหารได้แล้วละค่ะ เวลาเก็บผักชีให้รดน้ำให้ชุ่มก่อนแล้วค่อยถอนมาทั้งต้น ใช้ประกอบอาหารรับประทานได้ทุกส่วนเลยค่ะ

    Tags: ,

  • ช่วงนี้เวลาเดินไปไหนมาไหน เห็นร้านกาแฟเปิดใหม่เพิ่มเป็นจำนวนมาก ที่เด่น ๆ ต้องยอมรับของนอกมันมาแรง ก็พวกกลุ่มแฟรนไชส์เมืองนอก ชื่อทำนองสตาร์บัคส์ คอฟฟี่เวิลด์ ออปองเปง เดอลิฟรานซ์ อะไรเทือกนั้น ส่วนของไทยเห็นมีแต่แบล็คแคนยอน ที่ตอนนี้ปรับสีโลโก้ เหิรขึ้นรถไฟฟ้ากับเขาด้วย แบบกลัวตกเที่ยวด่วน ส้มจี๊ดเดินไป ดมไป กลิ่นกาแฟหอมเตะจมูก ยั่วจนส้มจี๊ดอดใจไม่ไหว ดื่มสักครบทุกร้าน หมดเงินในกระเป๋ากับกลิ่นกาแฟไปเป็นอันมาก

    กลิ่นกาแฟนี่เหมือนมนต์สะกด สร้างความฝันให้คนจำนวนมาก แบบเอาหินปาเข้าไปในกลุ่มคน (คนชั้นกลางนะครับ) ต้องมีสักคนบอกว่าอยากเปิด “ร้านกาแฟ” อุ๊บ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนั้นไปได้ พระเจ้าเท่านั้นที่ทราบ หรือต้องไปค้นหาความฝันวัยเด็กเอาเองแล้วกัน แม้แต่ส้มจี๊ดเอง ก็ยังอุตริอยากเปิดร้านกาแฟด้วยเหมือนกัน ผู้ใดมีทำเลสวย ราคาฟรี ๆ แจ้งให้ส้มจี๊ดได้เลย รับรองไม่คิดค่าแรง ฟรีกับฟรี ไปกันได้ เอามั้ย

    เมื่อก่อนในสมัยวัยเด็ก ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า “สภากาแฟ” หรือเห็นภาพในหนังไทย คนนั่งดื่มโอยั๊วในร้านแบบหลังคาสังกะสีเปิดโล่ง วิจารณ์สาระแนไปทั่ว (ทำนองเดียวกับสาระสาร) คือตั้งแต่เรื่องครอบครัวข้างบ้าน จนถึงเหตุบ้านการณ์เมือง โอยั๊วแก้วเดียวล่อไปครึ่งวัน บ้างยังเล่นโขกหมากรุกแก้เซ็งได้ บรรยากาศลูกทุ่งไทยดีแท้ ผ่านไปอีกช่วงของวัย ต้องได้ยินภาพและเสียงกาแฟของโฆษณา “เนสกาแฟ” ในแก้วเดียว มันสร้างบรรยากาศของการชวนดื่มดีนัก โรแมนติกฉิบ จนต้องหลงควักเงินไปซื้อกาแฟผงในขวดแก้ว ชงดื่มหมดเป็นขวด ๆ ความฝันก็ยังไม่บรรลุให้เหมือนหนังในภาพโฆษณาเลย คือยังไม่หอมกรุ่นถึงรสกาแฟอะไรทำนองนั้น จึงต้องซื้อกาแฟมาชงดื่มเรื่อยไปจนกระทั่งทุกวันนี้

    ภาพกาแฟถูกสร้างเป็นความฝัน หรือบรรยากาศในการขาย สมเป็นการตลาดยุคใหม่ “Experience Marketing” แปลว่าอะไร อย่าถาม ใช้จินตนาการเอาก็แล้วกัน นอกจากนี้ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังติดกาแฟเหมือนคนงานติดกระทิงแดง จริง ๆ แล้วบนแก้วกาแฟน่าจะพิมพ์ประโยคว่า “โปรดอ่านคำเตือน ห้ามดื่มเกินวันละสองแก้ว” แต่ต้องเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ นะครับ ไม่งั้นผู้ดื่มเชื่อแล้ว ซวยรับประทานเลย กาแฟขายไม่ออก เดือดร้อนเกษตรกรเขาอีก ต้องขนกาแฟมาให้รัฐบาลรับประกันการซื้อ ทั้ง ๆ ที่บริษัทการตลาดกาแฟเป็นของเมืองนอกเขาทั้งนั้น แต่ความซวยมาตกที่เกษตรกรชาวไทย เป็นเสมือนการค้าไร้พรมแดน ตัวส้มจี๊ดถึงมีใจมุทิตา เลยยอมรับกรรมคนเดียวควักเงินซื้อกาแฟ ช่วยเกษตรกรชาวไทย พรรคการเมืองจะนำไปใช้เป็นนโยบายหาเสียง ไม่สงวนสิทธิ์เจ้าค่ะ

    ยุคนี้เข้ามาถึงกลุ่ม “พรีเมี่ยมกาแฟ” ก็คือร้านกาแฟแฟรนไชส์ดังที่กล่าวมาแต่ต้น ทยอยเข้าเปิด ตอนแรกส้มจี๊ดเห็นยังปรามาสเลยว่า “เจ๊งแน่” เผลอแป๊บเดียวผ่านไปสองปี เปิดเป็นดอกเห็ดเลย ต้องถอยมาตั้งสติว่าอะไรเป็นอะไร จึงค่อยตาสว่างเห็นธรรม กาแฟเป็นเครื่องดื่มเมืองนอก เป็นของแน่ การที่คนไทยเปิดใจยอมรับเครื่องดื่มของต่างชาตินี้ เท่ากับยอมรับพฤติกรรมยกระดับมาตรฐานชีวิตให้เหมือนคนของเขา สมตามกฎบัญญัติศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เปี๊ยบเลย ในเมื่อผู้บริโภคนิยมดื่มกาแฟ จากนำเข้า ก็เปลี่ยนเป็นใช้ท้องไร่ท้องนามาปลูกพืชกาแฟเป็นเกษตรอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยว ป้อนบริษัทขายกาแฟเป็นล่ำเป็นสัน ราคากาแฟก็ถูกลง คนก็ควักกระเป๋าซื้อได้ง่ายขึ้น ก็เลยดื่มเอา ๆ เอาละซิ เข้ากฎ “วัดรอยเท้าช้าง หรือ Benchmark” เทียบการดื่มกับมาตรฐานคนตะวันตกเข้าไปอีก ก็จะเห็นได้ว่าคนไทยยังดื่มกาแฟน้อยกว่าตะวันตกที่เป็นชาวศรีวิไลซ์ แสดงว่ายังมีโอกาสทางการตลาด คือสามารถป้อให้ดื่มได้อีกคนละหลายแก้ว ธุรกิจการตลาดกาแฟจึงได้เข้ามาเริ่มต้นเช้าวันใหม่พร้อมกับชีวิตชนชั้นกลาง

    การตลาดตะวันตกมันแน่ มันลงทุนใช้เวลาเป็นปี ๆ ในการสร้างแบรนด์ เพื่อหว่านให้เป็ดอ้วนพี แล้วค่อยเชือด คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เก่งเรื่องพวกนี้นัก ทฤษฎีน่ะเรียนรู้แล้ว แต่ปฏิบัติไม่ได้ ใจยังไม่ถึง เพราะวัฒนธรรมของเราคนละอย่างกับเขา ของไทยเราจึงค่อนข้างเน้นไปเรื่อง “Sales and Service” ซึ่งถ้าเทียบฝีเท้าแล้วของเราแรงต้น แต่ของการตลาดนั้นมันแรงปลาย บวกกับถีบแรงอีกด้วย นอกจากกาแฟพรีเมี่ยมแล้ว ตอนนี้ถ้าสังเกตให้ดีช่องทางกาแฟสะดวกซื้อได้เกิดขึ้นอีก โดยยึดหัวหาดปั๊มน้ำมัน เช่น ปั๊มเจทมีร้านกาแฟสด ร้าน Select มีเครื่องทำกาแฟอัตโนมัติ แบบกดเลือกเบอร์ เม็ดกาแฟถูกปั่นไหลเป็นน้ำกาแฟลงแก้วทันทีเลย และด้วยการกลัวตกความทันสมัย ตัวส้มจี๊ดยังเคยใช้บริการ ยืนดื่มหน้า Select (แน่ะโฆษณาให้สองครั้ง อย่าลืมจ่ายค่าสปอนเซอร์ด้วยนะครับ) ฝันเพลิน ๆ ไปเกือบสิบนาที ไม่อะไรหรอก กาแฟมันร้อน ดื่มรวดเดียว ลิ้นพองแน่ นอกจากนี้แฟรนไชส์นอกยังเปิดบริการ “กาแฟดิลิเวอรี่” แบบส่งตามสั่งเหมือนพิซซ่าเปี๊ยบเลย สงสัยไว้บริการงานประชุมหรือสัมมนากระมัง เล่นแบบสะดวกซื้อ สะใจผู้ขาย อยู่ไกลแค่ไหน ก็มีกาแฟยี่ห้อนั้นดื่ม

    เห็นการตลาดกาแฟที่ชักเข้มข้นทุกวันแล้ว ส้มจี๊ดยังจินตนาการไปไกลเลยว่า อีกหน่อยเครื่องดื่มกาแฟ ติดแบรนด์สตาร์บัคส์ โอปองเปง คงพาเหรดไปอยู่ร่วมชายคาสำนักงานกับเหล่าคนทำงาน White Collar แบบสัมปทานเป็นตึก ๆ ไปเลย เหมือนกระดาษชำระติดในห้องน้ำ เป็นแบรนด์ ๆ เช่น Cellox อีกหน่อยคนอาจจะถูกกำหนด Life Style จากสินค้าพวกนี้ ใช้กระดาษชำระ Cellox ดื่มกาแฟสตาร์บัคส์ แน่ะเล่นติดแบรนด์เข้าไปในตัวคนเลย เท่ห์ระเบิด เป็นมนุษย์แบรนด์ (ไม่ใช่ซุปไก่ละครับ) นอกจากนี้ยังมีของเล่นใหม่มายังสภากาแฟ แทนที่หมากรุกไทย ก็ไอ้อินเตอร์เนตยังไง เรียกว่า “อินเตอร์เนตคาเฟ่” ดื่มกาแฟเล่นอินเตอร์เนต ก้าวไปสู่โลกไร้พรมแดน แต่เป็นหนี้ IMF แน่ะนี่ก็ของนอกอีกเหมือนกัน เท่ห์มั้ย เท่ห์ครับ แต่เหี่ยว (กระเป๋าเงินและใจ) เจ้าค่ะ.

    โดย… ส้มจี๊ด

    Tags: , ,

  • BikeLine 25.04.2000 No Comments

    ที่ท่าจอดเรืออ่าวกูด เรืออวนรุน เรือประมงขนาดเล็กจอดเรียงรายอยู่เต็มสองฝั่ง คนเรือกำลังง่วนอยู่กับการหุงหาอาหารเช้า เด็กบนเรือโบกมือให้ชาวจักรยานเสือภูเขา ขณะที่เรือเร็วเคลื่อนตัวช้า ๆ ผ่านไปก่อนจะทะยานสู่ทะเลกว้างด้วยความเร็ว 20 น็อตต่อชั่วโมง ปลายทางอยู่ที่สุดทะเลตะวันออก “เกาะกูด”

    สู่อันดามันแห่งอ่าวไทย

    แม่น้ำหลายสายไหลจากแผ่นดินใหญ่ลงสู่ทะเลอ่าวไทย ทำให้มีตะกอน ซึ่งต่างจากฝั่งทะเลอันดามันที่ไม่มีแม่น้ำนำตะกอนจากแผ่นดินลงสู่ทะเล เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวผู้รักสายลมแสงแดดและความสวยใสของท้องทะเล เลือกที่จะไปพักผ่อนที่ทะเลอันดามันมากกว่าด้านทะเลอ่าวไทย แต่สำหรับ “เกาะกูด” เกาะที่ตั้งอยู่สุดชายแดนไทย - กัมพูชา ระยะทางห่างจากแผ่นดินใหญ่ถึง 65 กิโลเมตร ห่างจากบริเวณปากแม่น้ำ พ้นจากรัศมีของตะกอนจากปากแม่น้ำ ทำให้เป็นข้อยกเว้นของทะเลฝั่งอ่าวไทย น้ำทะเลที่เกาะกูดใสสวย สีสันและความอุดมสมบูรณ์ใต้ทะเลงดงามไม่แพ้ทะเลอันดามัน จนถูกเปรียบเป็น “อันดามันแห่งอ่าวไทย” ผู้คนบนเกาะสัญจรไปมาระหว่างกันด้วยเรือ มีทางเดินทางเล็กเชื่อมระหว่างหาดและสวนยาง สวนมะพร้าวด้านที่เป็นชุมชนจะมีทางปูนเล็ก ๆ สำหรับรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก หากชาวเสือภูเขาผู้ใดเคยฝันว่า อยากจะพาจักรยานคันโปรดข้ามน้ำข้ามทะเลไปขี่เที่ยวบนเกาะที่ไหนสักแห่ง ที่ทางจักรยานลัดเลาะไปตามเวิ้งอ่าว และหาดทรายขาวน้ำทะเลใสสะอาด สามารถเข้าถึงวิถีชีวิตผู้คนบนเกาะ รวมถึงธรรมชาติสวยงามของป่าดงดิบและท้องทะเลไทยแล้วล่ะก็ เส้นทางนั้นคือ “เกาะกูด” นั่นเอง

    สู่เส้นทางจักรยาน

    เรือ เร็วของคลองเจ้ารีสอร์ทเข้าเทียบท่า หลังจากแล่นผ่านท้องทะเลที่สงบเรียบ ในช่วงเวลาที่ไร้คลื่นลมของมรสุม เราเลือกที่พักที่ซุกตัวอยู่ท่ามกลางป่าโกงกางอย่างกลมกลืนในคลองเจ้า จุดเชื่อมของป่าและท้องทะเล

    ในวันแรกที่ไปถึง เราใช้เส้นทางด้านทิศใต้ของเกาะ ขี่ลัดเลาะไปตามทางเดินเท้าเล็ก ๆ ใต้แนวมะพร้าวที่ทอดยาวโค้งไปตามชายฝั่ง แว่วเสียงคลื่นกับลมทะเลยามบ่าย ทำให้ทางทรายในบางช่วงของสวนมะพร้าวไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ต้นมะพร้าวที่รายเรียง ก้านใบเอนลู่ลงมาเป็นซุ้มดั่งจะต้อนรับชาวเสือภูเขาจากแผ่นดินใหญ่

    bikeline_11

    ขณะชมทิวทัศน์ที่งดงามในเส้นทางจักรยานนี้ บนพื้นทรายอ่อนนิ่มบางช่วงไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับบางคนที่มีประสบการณ์ แต่ไม่ได้หมายถึงทุกคน เทคนิคเดียวกันแต่ต่างสถานการณ์ นั่นคือ การขี่ผ่านทางทรายไม่ต่างไปจากทางโคลนในป่าดิบ วิธีผ่านไปได้โดยง่ายคือการใช้เทคนิคปรับเกียร์ให้เบาที่สุด ใช้จานเล็กสุด จับแฮนด์ให้ตรงไม่ให้ล้อขวาง และที่สำคัญที่สุดเท้าอย่าหยุดปั่น เท่านี้ก็จะผ่านไปได้อย่างง่าย

    เรา แวะเข้าไปทักทายลุงกับป้าที่กำลังง่วนอยู่กับลูกมะพร้าวแห้งกองใหญ่ ลุงกำลังกดลูกมะพร้าวให้เปลือกจมลงไปในคมเหลาที่ปักตั้งรับด้วยลำแขนที่ เกร็งแกร่งด้วยกล้ามเนื้อ ทั้งคู่พูดคุยกับเราอย่างอารมณ์ดีด้วยภาษาเมืองตราด เมื่อเล่าให้เราฟังถึงราคามะพร้าวแห้งที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวเนื่องจาก ภัยทางธรรมชาติ ที่ทำลายสวนมะพร้าวทางตอนใต้ ปีนี้เราจึงเห็นการเก็บมะพร้าวกองใหญ่เพื่อปอกขาย ผิดกับปีก่อนที่เราผ่านมาใช้เส้นทางนี้ ในคราวนั้นพื้นสวนเต็มไปด้วยลูกมะพร้าวที่หล่นเต็มพื้น ดูไร้ค่ายิ่ง ลุงบอกกับเราว่าเมื่อปีที่แล้วค่าขนส่งมะพร้าวขึ้นฝั่งไม่คุ้มกับเงินขาย มะพร้าว

    จากป่าดงดิบสู่หาดทรายขาวบ้านคลองจาก

    เสียง คลื่นจางหายไปจากโสตประสาท พร้อมกับท้องฟ้าสีเข้มเปลี่ยนเป็นเขียวขจีของเรือนยอดป่าดงดิบ เมื่อเสือภูเขาคู่ใจพาเรามุ่งหน้าเข้าสู่ร่มเงาของป่าดงดิบที่ยังคงสภาพ สมบูรณ์บนเกาะ

    ไม่ นานนักแผ่นฟ้าสีเข้มกลับมาอีกครั้ง เมื่อเราโผล่พ้นขอบแนวป่า หาดทรายขาวโค้งยาวตามแนวขอบของน้ำทะเลใสไล่ระดับสีจากสีฟ้าอ่อนมองเห็นพื้น ทราย สู่เวิ้งน้ำสีน้ำเงินของอ่าวคลองจาก ความงามเบื้องหน้าสะกดให้เสือ ฯ หนุ่มบางคนพุ่งลงเนินจากไหล่เขาแบบถลาลม เหมือนกลัวว่าถึงอ่าวจากช้าเกินไปถ้าจะแตะเบรก โคนต้นมะพร้าวเป็นที่พิงของจักรยาน ขณะที่เราอ้อยอิ่งเล่นน้ำอยู่กับหาดทรายที่ขาวสะอาดของอ่าวคลองจาก จนตะวันเริ่มคล้อยจึงตัดใจขี่กลับที่พัก จบสิ้น 16 กิโลเมตรสำหรับการรู้จักเกาะกูดในวันแรก และหลังจากซีฟู้ดมื้อใหญ่ในตอนเย็น บนเรือแคนูลำเล็กที่ล่องลอยไปในคลองเจ้า ที่ริมฝั่งคลองนั่นเอง หิ่งห้อยนับพันเกาะอยู่ตามกิ่งและใบของต้นแสมที่แทรกตัวอยู่ในกลุ่มต้น โกงกางใบเล็ก พร้อมส่งสัญญาณสื่อรักเป็นแสงกะพริบเป็นจังหวะพร้อมเพรียง ระยิบระยับดุจไฟประดับเฉลิมฉลองในเทศกาลคริสมาสต์ นับเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์และไร้มลพิษของคลองเจ้าแห่งนี้ นัยหนึ่งคือความมหัศจรรย์ที่เราได้พบในค่ำคืนนั้น

    ขณะจิบกาแฟรับเช้าวันใหม่ เสียงร้องหวีดแหลมเรียกให้เราหันไปมองด้านที่มาของเสียง นกกินปลีคอสีม่วงเกาะยอดโกงกาง ส่วนคอสีม่วงสด ท้องสีแดงเลือดหมู หัวสีเขียวเหลือบวาวเมื่อรับกับแสงแดดอ่อน ส่วนด้านล่างของศาลาริมน้ำที่เรานั่งอยู่ ฝูงปลาเสือพ่นน้ำเคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียวและที่โคนต้นโกงกางไม่ห่างกันนัก นกกินปลาตัวสีชมพูเข้มเกาะนิ่ง เริ่มกิจกรรมเลี้ยงชีพของวันใหม่ด้วยการจ้องเขม็งไปยังผิวน้ำ มันคือนกกระเต็นแดงที่หาดูได้ไม่ง่ายนัก

    วันนี้เราเริ่มต้นที่สะพานไม้ทอดยาวข้ามคลอง เพื่อไปยังด้านทิศเหนือแล้วอ้อมไปทางตะวันตกของเกาะ จุดหมายปลายทางของการขี่จักรยานคืออ่าวคลองมาด หมู่บ้านประมงเก่าแก่ที่สุดของเกาะ ลักษณะทางเป็นทางเดินเท้าเลียบทะเล มีทางทรายผ่านอ่าวตะเภาที่มีหาดทรายขาวเป็นแนวยาว ต่อจากนั้นเป็นอ่าวตุ่ม แล้วเข้าสู่ทางปูนสู่ที่ว่าการกิ่งอำเภอ โรงเรียน มีร้านค้าชาวบ้านให้เราได้แวะดื่มน้ำเย็น ๆ แก้กระหาย

    หมู่บ้านประมงเก่าแก่ของชนดั้งเดิมของเกาะ

    บรรดา เสือภูเขาต่างปรับเกียร์มาเป็นจานใหญ่ โน้มตัวไปข้างหน้า ยกก้นขึ้นจากเบาะเล็กน้อย จากนั้นก็พุ่งตัวลงเนินที่ลาดต่ำลงสู่บ้านคลองมาด เรือวางลอบหมึกซึ่งเป็นเรือประมงขนาดเล็ก จอดเรียงราย บ้านเรือนที่นี่ปลูกสร้างอย่างง่าย ๆ แทบทุกบ้านมีกิจการผลิตอาหารแห้งจากทะเล หมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดบนเกาะแห่งนี้ติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ ด้วยเรือประมง มาขึ้นฝั่งที่ท่าด่านเก่า จังหวัดตราด เปลี่ยนสินค้าจากเกาะเป็นเงินสำหรับของใช้ที่จำเป็นของชาวเกาะ หมุนเวียนเช่นนี้อยู่ร่ำไป

    จากบ้านคลองมาด วกกลับมาผ่านที่ว่าการกิ่งอำเภอ จากนั้นใช้ทางกลับที่ไม่ซ้ำทางเดิม ผ่านสวนยางและป่าธรรมชาติ จนมาถึงสะพานไม้ข้ามคลอง จุดที่เริ่มต้นของวันนี้รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร

    คลื่นลมยามเย็นของเกาะกูดที่หาดคลองเจ้าสงบเงียบ หมู่เมฆกระจายเป็นกลุ่มรับแสงสะท้อนสีแดงส้ม ในความสวยงามนั้นมีเพียงเสียงคลื่นพลิ้วกระทบหาดทรายแผ่วเบา ดั่งจะสั่งลากับชาวจักรยาน 3 วัน 2 คืน สำหรับการเดินทางมาพบกับความงามมหัศจรรย์ และเส้นทางจักรยานเพียงส่วนหนึ่ง ดูเหมือนจะสั้นเกินไป.

    โดย… กุล ปัญญาวงศ์

    ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Nature Explorer ฉบับมีนาคม 2543
    ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่จากผู้เขียนอย่างถูกต้อง

    Tags: , ,

  • aksorn_11

    หนังสือชื่อแปลก ๆ เล่มนี้ ผมได้อ่านอีกครั้งก็เมื่อก่อนจะเขียนแนะนำไม่กี่วัน ผมซื้อเล่มนี้มาตั้งแต่ปี 2539 ไม่ทราบว่าพิมพ์ซ้ำอีกหรือเปล่า เป็นหนังสือสารคดีในดวงใจของผมเลยทีเดียว

    นิพัทธ์ เพ็งแก้ว คือชื่อของเธอผู้เขียน เมื่อได้อ่านประวัติจากปกหลังแล้วไม่ธรรมดา เธอผ่านงานกับหนังสือคุณภาพคับแก้วหลายเล่ม ไม่ว่าดีเคด, สารคดี, Generation หรือตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร The Earth 2000

    ที่น่าสนใจอีกอย่าง เธอเป็นสาวเมืองเพชร และนามสกุลเดียวกับอาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์แห่งเมืองเพชร ซึ่งคิดว่าเธอคงเป็นลูกสาว ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ

    เธอเป็นนักเดินทางที่เขียนหนังสือได้ดี นำเสนอทั้งความบันเทิงและสาระ มีข้อมูลด้านลึก มีอารมณ์ขัน ใช้คำง่าย ๆ อ่านสนุกชวนติดตาม และที่สำคัญเธอเขียนจากเรื่องจริง ข้อมูลจริง ดูได้จากคำอธิบายศัพท์ คำขอบคุณ หรือข้อมูลประกอบการเขียน เมื่อจบเรื่องหนึ่ง ๆ

    เมื่ออ่านจนจบ ก็ต้องเห็นด้วยกับคำนิยมของธีรภาพ โลหิตกุล พี่ใหญ่แห่งวงการหนังสือสารคดีที่เขียนไว้ว่า “นิพัทธ์พร เป็นคนเขียนสารคดีที่รู้จักหยิบเอา ข้อเท็จจริง มานำเสนออย่างมี จินตนาการ จนน่าจะเรียกงานของเธอว่า วรรณกรรมแห่งการเดินทาง มากกว่า”

    ในฐานะนักอ่านคนหนึ่ง และก็อ่านทุกแนว ก็ขอแนะนำหนังสือของเธอ สารคดีที่เปิดประตูสู่อินโดจีน เล่มนี้น่าสนใจยิ่งนัก

    และก็ต้องเอาใจช่วยเธออีกเรื่อง ผมได้อ่านบทความพิเศษจากนิตยสารสารคดีฉบับ 173 กรกฎาคม 2542 ซึ่งคุณนิพัทธ์พรได้เขียนขึ้น คือเรื่อง บทเรียนจากบันทายฉมาร์ ความว่าเมื่อเดือนมกราคม 2542 ตำรวจจังหวัดปราจีนบุรี ได้ตรวจจับโบราณวัตถุจำนวน 117 ชิ้น กำลังลักลอบขนใส่รถบรรทุก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพ และเมื่อตรวจสอบชิ้นส่วนเหล่านั้นโดยผู้เชี่ยวชาญ ก็พบว่าเป็นชิ้นส่วนของหินจำหลักรูปพระโพธิสัตว์องโลกิเตศวร จากผนังกำแพงด้านตะวันตกของปราสาทบันทายฉมาร์จากเขมร และเธอก็กล่าวว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเธอตรงที่หนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน 2542 ระบุไว้ว่า Nate Thayer แห่ง Far Eastern Economic Review กล่าวว่าต้นเหตุแห่งการลักลอบทำลายและนำวัตถุโบราณเหล่านี้มาได้ง่าย ๆ ก็เพราะว่าใช้ข้อมูล รูปภาพ แผนที่เส้นทาง ที่กลุ่มคนทำสารคดีในเมืองไทยนำเรื่องราวของบันทายฉมาร์มาเผยแพร่อย่างละเอียด ซึ่งทำให้คุณนิพัทธ์พร ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้หนึ่งในทีมทำสารคดีที่ถูกกล่าวถึง และเป็นเจ้าของเรื่องที่เผยแพร่ ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบและนี่เป็นบางตอนที่เธอกล่าวไว้ในบทความ

    “แต่ทั้งหมดก็คือเราโง่ เราไร้เดียงสาในวัย 26 ปีของวันนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักความโลภของมนุษย์มากเพียงพอ ไม่คิดว่างานสารคดีที่ตัวเองทำจะมีผลเช่นนี้ เหนือจินตนาการที่จะระลึกรู้ได้ การกระทำของข้าพเจ้าในวันวาน ถูกล่ะได้กระทำเต็มหน้าที่ของคนเขียนสารคดีแล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นแค่การเสี่ยงตายเข้าไปหาเหยื่อ และเป็นเหยื่อให้แก่คนบางประเภทที่ข้าพเจ้าเข้าใจโลกทัศน์ของเขาได้น้อยมาก แม้เขาจะมีชีวิตเดินเหินอยู่บนโลกใบเดียวกับข้าพเจ้าก็ตาม และสิ่งที่จริงที่สุดก็คือ อย่างไรเสียไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้าพเจ้าเข้าไปเป็นส่วนประกอบตรงนี้ กระบวนการลักลอบค้าวัตถุโบราณก็จะยังดำเนินต่อไป”

    ใช่ครับคุณนิพัทธ์พร กระบวนการลักลอบค้าวัตถุโบราณก็จะยังดำเนินต่อไป เพราะว่ามันเป็นขบวนการที่ใหญ่มาก มีความสลับซับซ้อน มีความไม่ธรรมดาและถึงจะไม่มีข้อมูลบันทายฉมาร์ของคุณ พวกเขาก็จะยังเข้าไปถึงบันทายฉมาร์ และอีกหลาย ๆ แห่งที่ยังไม่เปิดเผย เท่าที่รู้พวกเขามีข้อมูลและรายละเอียด รวมทั้งกลไกต่าง ๆ มากกว่านักโบราณคดีเสียอีก

    แต่ต้องขอชมเชยคุณที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ผมว่าอะไรจะเกิดมันต้องเกิดครับ ผมเชื่อคำของท่านพุทธทาสที่ว่า “ตถะตา มันเป็นเช่นนั้นเอง” และที่สำคัญผมยังชอบงานเขียนของคุณอยู่ แม้ว่ามันจะมีอิทธิพลทำให้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม.

    โดย…นักอ่านไส้แห้ง

    ชื่อหนังสือ บันทายฉมาร์ และ เดียงพลาโต
    ผู้เขียน นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
    สำนักพิมพ์ แพรวสำนักพิมพ์
    ราคา 76 บาท
    จำนวนหน้า 142 หน้า

    Tags: , ,

  • เมื่อนึกถึงฤดูร้อน ฤดูแห่งความร้อนอย่างบ้าคลั่ง ฤดูแห่งการสาดน้ำใส่กันอย่างสนุกสนาน ตามประเพณีและการเล่นต่างๆ ในวันมหาสงกรานต์ ทุกคนอาจจะรู้สึกสนุกสนาน รื่นเริง แต่มีบางสิ่ง บางอย่างที่ทางทีมงาน สาระสาร ไม่อยากให้ทุกคนลืมเลือน สิ่งเหล่านั้นคือ .

    คุณค่าของน้ำ

    สงกรานต์เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ทุกครั้งคนไทยเล่นน้ำกันค่อนข้างเปลือง อาจจะเป็นเพราะเรามีน้ำท่าสมบูรณ์ ต่างจากประเทศอื่น ที่บางประเทศแทบจะไม่มีน้ำใช้ ต้องจำกัดการอาบน้ำ ใช้น้ำเป็นเวลา บางครั้งความสมบูรณ์ของทรัพยากร ก็นำไปสู่การฟุ่มเฟือยของการบริโภค

    ปัจจุบันทุกวันที่ 22 มีนาคม เป็นวันน้ำแห่งโลก ซึ่งจากการอ่านคอลัมน์ “ความคิดอิสระ” ของคุณปาริชาต ศิวะรักษ์ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับน้ำ ๆ สรุปได้ดังนี้

    1. พื้นผิวโลกประกอบด้วยพื้นแผ่นดินหนึ่งส่วน น้ำสองส่วน
    2. เรามีน้ำจืดแค่ 5% ของทั้งโลก ที่เหลือเป็นน้ำเค็ม แต่ส่วนใหญ่ของน้ำจืดอยู่ในสภาพภูเขาน้ำแข็งและพื้นน้ำแข็งที่ขั้วโลก ทำให้เหลือน้ำที่มนุษย์ใช้ได้จริง ๆ เพียง 0.25% ของน้ำจืดทั้งหมด
    3. เราใช้น้ำ 70% ไปกับการเพาะปลูก ครึ่งหนึ่งของปริมาณนี้ซึมหายไปในพื้นดินและระเหยไปในอากาศ
    4. คนในเมืองใช้น้ำในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก เช่น อาบน้ำ ชักโครก ล้างจาน ซักผ้า ฯลฯ

    จากข้อมูลเบื้องต้นแค่นี้ น่าจะสะกิดให้เรามีจิตสำนึกในการใช้น้ำกันได้บ้าง นอกจากนี้ทุกวันนี้น้ำที่เรา บริโภคก็ไม่ได้มาจากน้ำในแม่น้ำ หรือน้ำบาดาลในอดีต แต่เป็นน้ำประปา ที่มีการเก็บกักในเขื่อน และเบียดเบียนการใช้น้ำจากพี่น้องเกษตรกร ดั้งนั้นเราควรสร้างสรรค์นิสัยการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า และเล่นสงกรานต์ด้วยวัฒนธรรมไทย

    น้ำอบไทย

    ช่วงเทศกาลสงกรานต์ สินค้าหนึ่งจะขายดีมากเป็นพิเศษ ถือว่าเป็นสินค้าประจำเทศกาลเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ “น้ำอบไทย” ซึ่งมีกลิ่นหอมละมุน ไม่ฉุนเฉียว สูดกลิ่นแล้วรู้สึกสบายใจ และปะพรมหน้าหรือร่างกาย ก็สบายตัว จริง ๆ แล้วน้ำอบไทย ก็คือแป้งนั่นเอง ซึ่งถ้าใช้กันจริง ๆ คนไทยสามารถใช้ได้ตลอดปี เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ซึ่งดีกว่าแป้งที่ใช้สูตนจากต่างชาตินัก

    น้ำอบไทยถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันหาซื้อได้ยาก เดินตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ก็ไม่ค่อยมี ปกติจะใส่ในขวดแก้วใส เครื่องปรุงจะประกอบด้วยแป้งร่ำ และสูตรเครื่องหอมต่าง ๆ วิธีทำจะแบ่งย่อยเป็น 4 ขั้นตอน คือ

    1. ชงน้ำ
    2. อบดอกไม้สด
    3. อบเครื่องกำยานและเทียนอบ
    4. ปรุงด้วยน้ำแป้งร่ำ

    ว่าวไทย

    นอกจากนี้ช่วงหน้าร้อน เรามักจะเห็นว่าวแหวกว่ายร่อนไปตามท้องฟ้า โดยเฉพาะแถวท้องสนามหลวงเป็นแหล่งรวมว่าวหลายประเภท อาทิ ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวงู นอกจากนี้ยังมีพวกว่าวแฟนซี คือว่าวผีเสื้อ ว่าวนก เป็นต้น

    ปัจจุบันว่าวนอกจากเป็นการละเล่นหรือกีฬาท้องถิ่นแล้ว ยังกลายเป็นของที่ระลึกหรือของฝากอีกด้วย นับว่าเป็นวิวัฒนาการร่วมสมัยของว่าว ซึ่งความจริงว่าวอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน กล่าวได้ว่าหลังจากการทำนา คนไทยก็ใช้ว่าวเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ว่าวยังถือเป็นกีฬาของนักรบ บางครั้งการเล่นว่าวเป็นการต้องการแพ้ชนะ จนเป็นการเล่นกีฬาว่าวพนัน

    ชาวไทยเป็นชาตินักรบ การกีฬาของไทยส่วนมากจึงเอนเอียงไปในทางต่อสู้แข่งขันให้ปรากฎผลแพ้ชนะ ดังนั้นการเล่นว่าวจึงใช้กลยุทธ์ในการบังคับว่าวให้แฉลบไปซ้ายขาวได้ คว้าขึ้นลงตรงดิ่งได้ตามใจหมาย กลายเป็นศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย

    ว่าวถือเป็นกีฬาที่เป็นสากลชนิดหนึ่งของชาวเอเชีย จะเห็นได้ว่าแต่ละชาติมีการเล่นว่าว และมีว่าวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง และบางครั้งว่าวยังเป็นสื่อกับความเชื่อทางศาสนา พิธีกรรม และประเพณีต่าง ๆ ของแต่ละชาติ

    Tags: , , , ,