1
เขมนั่งชันเข่าบนพื้น นอกจากรูปมาริลีน มอนโร ในกรอบไม้บนผนังฉาบปูนด้านหนึ่ง ห้องชั้นบนสุดของตึกร้างไม่มีเครื่องเรือนหรือของอื่น ผนัง 3 ด้านเป็นกระจกเปิดรับแดด เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นห้องไหนเต็มฝุ่นกับแสงแดดมากเท่านั้น
เขานึกไม่ออกว่ามันเป็นที่ใด ตนขึ้นไปได้อย่างไร
เด็กสาวคุกเข่าเบื้องหน้าเขา
เขมไม่รู้ว่าเธอคือใคร ตาเธอมีแววสงสัย
เด็กสาวถาม “ทำไม่สอนสิ่งที่ฉันอยากรู้ ไม่ให้พูดสิ่งที่ฉันคิด”
“บ้านล่ะ”
“ฉันไม่มีความสุขเวลาอยุ่บ้าน”
“เธอไม่มีเพื่อนรึ”
“พวกเขารังเกียจที่อ่อนแอ ขี้โรค” เขาดึงบุหรี่จากซอง “เธอจะว่าอะไรไหมหากฉันจะสูบบุหรี่สักมวน”
“มันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าอยากสูบก็เชิญ”
“ขอบคุณ” เขาจุดไม้ขีด
“ดูเหนื่อย เธอควรนอนพัก”
“ฉันไม่ง่วง”
“เธอจะง่วง” เด็กสาวกล่าวและลุกไปยืนกลางห้อง
2
ฟ้านอกผนังกระจกเป็นสีครามตัดกับเมฆสีขาว เครื่องบินลำหนึ่งกำลังบินผ่านอย่างเงียบ
เด็กสาวเริ่มชยับตัวตามจังหวะเพลงในใจของเธอ เธอไม่ส่วมรองเท้า ร้อยเท้าปรากฎบนพื้นฝุ่น
เขมก้มมองรูขาดของกางเกงยีนตรงหัวเข่าของเขารูเล็กๆ ขยายเป็นอุโมงค์มหึมา ฉุดเขาลงก้นบึ้ง เขมอึดอัดหายใจไม่ออก คล้ายจมน้ำ
ทว่าก่อนวิญญาณดับ กระแสลมละมุมแต่ทรงพลังพัดเขาสู่เบื้องบน ความอึดอัดคลาย เขาอ้าปากหายใจลนลาน ขยี้ก้นบุหรี่กับผนังฉาบปูน ตาจ้องร่างเด็กสาว ไม่กล้าก้มมองรูขาดของกางเกงยีนตรงหัวเข่าอีก
เด็กสาวเต้นรำเร็วขึ้น ราวเพลงในใจของเธอเปล่งเสียงรัวเครื่องเคราะเร่งจังหวะ เธอถอดเสื้อเอวลอยสีขาวเหลือเฉพาะกระโปรงบานยาวผ้าลูกไม้สีดา
เครื่องบินบินลับ
ความง่วงกดขมับเขม หนังตาหนักดุจหลังคากระโจมรับหยาดฝน เขาเอนนอนตะแคง งอเข่า ซุกมือกับซอกขาแต่ฝืนไม่หลับ
กลัวพลาดชมภาพงามกลางห้อง ซึ่งคงไม่มีให้เห็นอีกชั่วชีวิต
เด็กสาวไม่หยุดเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว
ก่อกระแสลมละมุนแต่ทรงพลังแห่งความรัก
ละอองฝุ่นฟุ้งเป็นทะเลฝุ่นบังร่างบาง แสงแดดแปรเป็นลำแสง ย้ายทิศทางตลอดเวลาเหมือนไฟในโรงละครสาดจัดกายส่วนไหนของเธอ ส่วนั้นก็สว่างจากสีมัวของทะเลฝุ่น
หน้าเธอสงบ สวยซึ้ง ผมปลิวสยาย แขนกลมกลึงวาดขึ้นลงประหนึ่งลีลาโผผินของปิกนกนางนวล เต้านมอวบอิ่มดูมีเลือดเนื้อว่าเป็นจริง จุดสองจุดบนยอดมีสีแดงจัดในแสงแดด กระโปรงผ้าลูกไม้สีดำโปร่งใสดุจทอด้วยใยแมงมุม เผยแนวเส้นอ่อนหวานของสะโพกกับเรียวขายาว
ในที่สุด ฝุ่นตลบโอบร่างเธอไว้ภายใน เขมหลับไปไม่อาจทนความง่วง จวบจน…
3
เด็กสาวปลุกเขา “ตื่นเถิด เย็นมากแล้ว เราต้องไปจากที่นี่”
เขาลืมตา รังสีสุดท้ายของดวงอาทิตย์อาบอยู่ในห้อง ฟ้านอกผนังกระจกกลายเป็นสีส้ม
“สดชื่นขึ้นไหม” เธอถามพลางใส่เสื้อเอวลอยสีขาว
เขมพยักหน้า “ฉันฝัน”
“ฝันว่าอย่างไร”
“ฝันว่าเธอให้นอนหนุนตัก”
เด็กสาวยิ้ม เดินไปหยิบกระเป๋าผ้าสีสดที่มุมห้อง “ไปกันเถอะ”
เธอก้าวนำลงบันได
เขาตามไปอย่างหม่มหมอง
เธอชะงักหลังลงบันไดเหล็ก 2 ขั้น “ให้ฉันลามาริลีนก่อน”
เด็กสาววิ่งไป เขย่งปลายเท้าจูบแก้มมาริลีนในรูปวิ่งกลับมา และเอ่ยเหมือนรำพึง
“เธอเป็นผู้หญิงที่น่าสงสาร”
“เขาว่าอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้กับน้องชายมีส่วนในการตายของเธอ”
“คนผิดใช้กรรมแล้ว” เด็กสาวไล้นิ้วบนสายสะพายกระเป๋าผ้าสีสด
เขมสังเกตว่าเธอยังเดินเท้าเปล่า “เธอไม่ใส่รองเท้ารึ”
เธอบอก “ตอนจะมาที่นี่ ฉันพบเด็กหญิงคนหนึ่งไม่มีรองเท้า ตะปูตำเท้าเธอเจ็บ เลือดไหล ฉันจึงถอดรองเท้าของฉันให้เธอ”
เขากล่าว “จากนี้ไปเด็กหญิงคนนั้นจะสวดมนต์ให้เธอทุกคืน”
เด็กสาวสบตาเขา “เธอล่ะ มีคนสวดมนต์ให้รึเปล่า”
เขมก้มหน้า “ไม่มี”
เมื่อเงยหน้า เขาเห็นตาของเธอเปียกขื้น
4
ผมอยากค้างเรื่องไว้ตรงน้นก่อน (เขมเงยหน้าเห็นตาของเด็กสาวเปียกชื้น) เพื่อหาคำอธิบายว่า :
ในโลกปัจจุบันซื่งคนนึกถึงแต่ประโยชน์กับความสุขของตัวเอง อะไรคือสาเหตุให้เด็กสาวถอดรองเท้าของเธอให้เด็กหญิง
- เพราะเธอมีความเมตตาใช่ไหม
ทว่าความเมตตาควรเป็นการให้โดยเราไม่เดือดร้อนเช่น เราหิวน้ำ มีเงิน 10 บาท จะไปซื้อน้ำหวาน เจอคนอดโซ เราให้เงินเขาไปกินข้าว 7 บาท เหลือ 3 บาท เราเอาไปซื้อน้ำ-ยอมเปลี่ยนจากน้ำหวานเป็นน้ำธรรมดา
เด็กสาวไม่มีรองเท้าสำรองในกระเป๋าผ้าสีสด ถอดคู่ที่ใส่ให้เด็กหญิงไป เธอต้องเดินเท้าเปล่า บางทีอาจถูกตะปูตำ เศษกระจก-เศษแก้วบาด เป็นแผลลึกกว่าเด็กหญิง
ถ้าเป็นความเมตตาอย่างเดียว เธอซื้อปลาสเตอร์ยาให้เด็กหญิงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้รองเท้า
ผมพบเหตุผลเหมาะสมสำหรับการกระทำของเด็กสาวว่า เธอทำไปเพราะ คำนึงถึงความทุกข์ของคนอื่นมากกว่าของตน ตอนดูข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับนางอองซาน ซูจี-เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี2534 หัวหน้าพรรคแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (National League for Demo cracy) ผู้นำการต่อต้านเผด็จการในพม่า
อองซาน ซูจีถูกรัฐบาลเผด็จการทหาร”สลอร็ก”(สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบของรัฐ-The State Law and Order Restoration Council) จับขัง
เธอทรมานและกลัวไหม
ผมว่าเธอกลัวและทรมาน-ความห่วงใยสวัสดิภาพตัวเองเป็นสัญชาตญาณของทุกคน
แต่หากรัฐบาลเผด็จการทหารยังปกครองประเทศคนพม่าจะโดนกดขี่ ไม่มีเสรี เงินภาษีราษฎรถูกนำไปซื้ออาวุธ เด็กไม่ได้รับการศึกษา ผู้ป่วยไม่มีโรงพยาบาล คนนับแสนถูกฆ่า ถูกเกณฑ์ไปขุดท่อก๊าซ สร้างทางรถไฟ-ตึกสูง ฯลฯ ไม่มีอาหาร-ค่าแรง และเวลาพัก หลายคนล้มขาดใจตายตอนกลางคืน มือยังถือด้ามพลั่ว-จอบ-เสียม ขณะดาวเทียมจารกรรมระบบ จี.พี.เอส. (The Global Positioning System) ของปากีสถานโคจรอย่างมุ่งร้ายอยู่เหนือตัว
อองซาน ซูจีกลัวสิ่งเหล่านั้นยิ่งกว่าตัวเองถูกขัง
เธอสู้ ไม่หนีไปอังกฤษพร้อมสามีกับลูก ยอมถูกขังในบ้านเลขที่ 52 ถนนยุนิเวอร์ซิตี้นาน 2,190 วัน ไม่ได้เจอหรือคุยกับใคร โทรศัพท์โดนตัด (มีเพียงวิทยุ-สิ่งประดิษฐ์ชองถูกลิเอลโม มาร์โคนี-เป็นเพื่อน ทำให้รู้ความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านสถานิวิทยุเมริกา)
เด็กสาวเศร้าที่ต้องเดินเท้าเปล่า (บนพื้นฝุ่นกับถนนที่มีตะปู-เศษกระจก-เศษแก้วหล่นคอยบาดตำ) แต่ความคิดว่าเด็กหญิงต้องย่ำเท้าเปลือยคู่เล็กๆ ที่ปิดปลาสเตอร์ยาไปทั่วโลกกว่างแห่งความอาดูร ก่อความปวดร้าวแก่เด็กสาวยิ่งกว่า
คนคำนึงถึงความทุกข์ของคนอื่นมากกว่าของตนคืนคนส่วนน้อยในโลกปัจจุบัน (คนส่วนใหญ่นึกถึงเฉพาะความสุขกับประโยชน์ของตัวเอง) ทำให้ถูกรังแกและเอาเปรียบเสมอ
ทั้งที่พวกเขาอาจเป็นผู้ค้ำจุนมวลมนุษย์มิให้ประสบ”จุดจบ”เหมือนไดโนเสาร์
ผมประทับใจความเชื่อที่ว่า : ทุกชีวิตบนโลกไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ แต่ถูก “สร้าง” ขึ้นอย่างมีเจตนา
เจตนาให้ทุกชีวิตบนโลกพัฒนาสู่ “ความดีสมบูรณ์” เป็นหนึ่งเดียวกับ “สิ่งสูงสุด” (สัจธรรม-นิพพาน-พระเจ้า แล้วแต่จะเรียก)
ยุคดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์ได้รับการ “คาดหวัง” ว่าจะบรรลุเจตนาดังกล่าวได้เป็นพวกแรก เนื่องจากมีขนาดกับพลกำลังมหาศาลกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น (ไดโนเสาร์บรอนโทซอรัส-Brontosaurus ลำตัวยาว 80 ฟุต หนักเท่าเครื่องบินบี 52 จำนวน 6 ลำ ไทแรนโนซอรัส-Tyrannosaurus สูง 20 ฟุต หนัก 8 ตัน
ทว่ามันล้มเหลว ขนาดกับพลกำลังมหาศาลไม่ช่วยให้พัฒนาสู่ความดีสมบูรณ์ กลับกลายเป็นความเกาะกะเปลืองเนื้อที่ ไดโนเสาร์จึงถูก “กำจัด” สูญพันธุ์ในพริบตาหลังดาวหางดวงหนึ่งพุ่งชนโลก (ณ แหลมยูคาทาน ประเทศแม็กซิโก) เมื่อ 60 ล้านปีก่อน
ความ “คาดหวัง” เบนมายังคน-สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุด ความฉลาด-รู้จักตรึกตรองสามารถส่งให้คนไปเป็นหนึ่งเดียวกับ “สิ่งสูงสุด” แต่กิเลสที่มีมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นเช่นกัน ดึงคนให้หลงกับความชั่ว-อำนาจใฝ่ต่ำ-ความอยากสบายทางกาย กระทั่งไม่นำพากับการพัฒนาสู่ความดีสมบูรณ์แม้มีสัญญาณเดือนหลายครั้ง (แผ่นดินไหว น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ) ก็ไม่สำนึก
มีไม่กี่คนที่ตระหนัก และพยายามปฏิบัติให้สำเร็จตามเจตนาซึ่งได้รับมอบ (คนทำสำเร็จแล้วอาทิ พระพุทธเจ้า พระเยซู พระมะหะหมัด)
คนไม่กี่คนนี้เองอาจเป็นคำตอบว่าเหตุไรมวลมนุษย์ยังไม่ถูก”ลงโทษ”อย่างไดโนเสาร์ เหตุไรปี2536 ดาวหางชูมักเกอร์เลวี่ 9 เบี่ยงทิศไปหาดาวพฤหัสฯ แทนจะพุ่งชนโลก
พวกเขาเปรียบดุจผู้รับภาระแบกโลกไว้บนบ่า ต้องสู้กับความอยากสบายกายและกิเลสในใจ ทนขมขื่นกับการถูกรังแกเอาเปรียบ มานะทำความดี มีเมตตา คำนึงถึงความทุกข์ของคนอื่นมากกว่าของตน
ความชินกับภาพคนส่วนใหญ่นึกถึงแต่ประโยชน์กับความสุขของตัวเอง ทำให้บางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่าคนส่วนน้อยนี้ไม่ใช่คน ทว่าเป็นเทวดานางฟ้าจากสวรรค์ แอบมาบนโลกตอนรุ่งอรุณที่เมืองยังไม่ตื่น
จึงมีใจงาม
เด็กสาวถอดรองเท้าของเธอให้เด็กหญิงที่ไม่มีรองเท้า
(เธอไม่มีเงินพอให้เด็กหญิงไปซื้อคู่ใหม่)
เด็กสาวถอดเสื้อเอวลอยสีขาว เต้นรำกล่อมเขม-เด็กหนุ่มผอมไร้สุขผู้มีดวงตาสีเหลืองราวใส่คอนแท็คเลนส์ เพราะมีโรคประจำตัว-ล้มบ้าหมู (epilepsy)
เธอไม่อาย ใจเธอบริสุทธิ์-สะอาด พ้นจากมายาคติ
เธออยากให้เขาหลับพักผ่อน
เรื่องของเขากับเธอดำเนินต่อ
5
เมื่อเงยหน้า เขมเห็นตาของเด็กสาวเปียกชื้น
เธอพูดแผ่ว แต่ชัดเจน “ฉันจะสวดมนต์ให้เธอ”
เขากลืนก้อนขมที่เอ่อในคอ แกล้งทำร่าเริงกลบเกลื่อน กระโดดลงบันไดทีละ 3 ขั้น
“รีบไปกันเถอะ”
“เธอยังไม่อยากกลับบ้านไม่ใช่รึ” เด็กสาวเสียงเครือ
“แล้วจะไปไหน”
“ตามมาค่ะ”
ทั้งคู่ลงบันได
เธอพาเขาไปโกดังขนาดมโหฬารหลังตึกร้าง
เขมถาม “เรามาที่นี่ทำไม”
“อยากให้เธอดูบางสิ่งในโกดัง”
เขาเขย่าแม่กุญแจที่คล้องประตูเหล็กด้านหน้า “ประตูปิด เข้าไม่ได้”
เด็กสาวบอก “ฉันเคยมาที่นี่หลายหน มีประตูหนึ่งไม่ใส่กุญแจ”
เธอจูงมือเขาอ้อมไปเข้าประตูไม้ด้านข้าง
ข้างในมือ เขมมองไม่เห็นสิ่งใด เด็กสาวกดสวิทช์บนผนังเปิดไฟเพดาน
เขาเห็นกระจกเงาร้อยล้านบานกองท่วมในโกดังสะท้อนแสงไฟพราว
ทว่าทุกบานแตก
“กระจกอะไรมากอย่างนี้” เขาอุทาน “โรงงานกระจกคงเอามาทิ้งเพราะผลิตผิด ฉาบปรอทหนาไป-บางไป ไม่ได้มาตรฐาน”
เด็กสาวเอียงคอ “มันอาจเป็นกระจกที่ดีที่สุดก็ได้”
เขมขมวดคิ้ว “ถ้าดี ทำไมเอามาทิ้ง”
เธอก้มหยิบเศษกระจกเงาชิ้นหนึ่งไปถือ “เพราะมันใสจนคนส่องแล้วเห็นความชั่วความไม่ดีของตัวเอง คนบนโลกอยากเห็นตัวเองและพยายามนึกว่ามันไม่มี กระจกพวกนี้เลยขายไม่ได้ โรงงานต้องเอามาทิ้ง
เธอยื่นเศษกระจกเงาให้เขา “เธอกล้าส่องดูความชั่วความไม่ดีของตัวเองไหม”
“กล้าครับ” เขาเอื้อมมือจะรับเศษกระจกเงา
ทว่าเด็กสาวโยนมันลงที่เดิม
เธอยิ้ม “ไว้ส่องวันหลัง วันนี้เรากลับกันดีกว่า”
6
เขมกับเด็กสาวไปขึ้นรถเมล์สาย 67
เขานั่งคู่กับเธอบนเบาะหลัง เท้าของเธอวางชิดเท้าในรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อของเขา
คนบนรถเมล์ลอบมอง
เท้าขาวสวยน่าทะนุถนอม เล็บตัดสั้นเป็นสีชมพูโดยไม่ต้องทายาทาเล็บ
มันไม่มีสิ่งป้องกันความสกปรกจากคราบฝุ่นดิน
เด็กสาวเอ่ยลาเขมแล้วลงรถเมล์ตรงป้ายใกล้ตลาด
เธอแปลกใจที่เห็นเขาตามลงไป
เขาบอก “ฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน”
เธอส่ายหน้า “ไม่ต้อง เดี๋ยวเธอกลับบ้านช้าจะถูกดุ ฉันไม่อยากให้ใครดุเธอ”
“บ้านฉันอยู่ประชาชื่น ไปอีกไม่ไกล ฉันขอส่งเธอก่อน”
เด็กสาวยืนกราน “ไม่ได้”
เขมต่อรอง “ส่งแค่รั้วหน้าบ้าน”
เธอชูนิ้วก้อย “สัญญาว่าส่งแค่รั้วหน้าบ้าน”
เขาเกี่ยวก้อย “สัญญา”
7
หันไป อย่ามอง
หากเธอเห็นฉันเจ็บ และน้ำตานอง
ไม่เป็นไร ฉันทนได้
แผลไม่นานก็หาย
น้ำตาไม่ช้าก็แห้ง
หันไป อย่ามอง
ฉันไม่อยากให้เธออพลอยปวดร้าว
เธอคืนเพื่อนรักของฉัน
(บทกวีของเด็กนักเรียนหญิงวัย 13ปี)
8
บ้านของเด็กสาวอยู่ในซอยเปลี่ยว เป็นตึก 2 ชั้นทรงโบราณ สภาพผุพังเกือบทั้งหลังถึงความเก่าและขาดการดูแล สนามรอบบ้านมีต้นไม้ใหญ่กับวัชพืชรกครึ้ม รูปปั้นประดับสนามหัก บ่อน้ำพุมีแต่ใบไม้แห้งสีน้ำตาล ไม่มีน้ำ เสียงการ้องยามเย็นเสริมบรรยากาศให้ยิ่งวังเวง
ตรงรั้วระแนงโย้เอนหน้าบ้าน หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนกำลังยืนรอเด็กสาวอย่างกระวนกระวาย ทุกคนรูปร่างหน้าตาเลอโฉมคล้ายเด็กสาว แต่เด็กสาวสวยที่สุด
เด็กสาวแนะนำให้เขมรู้จัก “นี่พี่สาวแปดคนของฉัน”
“สวัสดีครับ” เขาทักทาย
หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนไม่สนใจ พากันพูดซักเด็กสาวและฉุดแขนเธอให้รีบเข้าบ้าน
พี่สาวคนที่ 1 “น้องไปเถลไถลที่ไหนมา”
พี่สาวคนที่ 2 “พ่อกลับมาแล้ว กำลังโกรธมาก”
พี่สาวคนที่ 3 ร้องอย่างตกใจ “ทำไมน้องไม่ใส่รองเท้า”
พี่สาวคนที่ 4 ยกมือทาบอก “น้องทำรองเท้าหายใช่ไหม”
พี่สาวคนที่ 5, 6, 7, 8 พูดพร้อมกัน “ตายจริง คราวนี้น้องต้องแย่แน่”
หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนหน้าซีด
เด็กสาวไม่มีท่ากังวล กล่าวกับเขม
“เธอกลับบ้านเถอะ กลับดีๆ นะ”
เด็กสาวกับพี่เดินเข้าบ้าน หญิงสาวแรกรุ่นคนหนึ่งปิดประตู เขมจะเดินวกไปปากซอย แต่ใจสั่งให้ก้าวข้ามรั้วระแนงไปยืนที่ประตูบ้าน บานประตูมีรู เขาแอบดูเหตุการณ์ในบ้าน
ชายร่างใหญ่อายุประมาณ 50 กำลังนั่งดื่มเหล้าและด่าเด็กสาว
“หนีเที่ยวอีกรึ นังตัวดี แกมันบัดซบเหมือนแม่ของแก…”
หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนเดินตัวลีบ ถือรองเท้าของตนไปวางบนชั้นในตู้รองเท้าเยื้องประตู รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำเป็นมันวาวอย่างได้รับการรักษาเช็ดถูอย่าดีจากเจ้าของ 8 คู่วางเรียนกันเป็นระเบียบ
ชั้นวางเหลือที่ว่างสำหรับรองเท้าอีก 1 คู่ รองเท้าที่เคยวางตรงนั้นหายไป
ชายร่างใหญ่ผู้เป็นพ่อตะคอกสาวคนสุดท้อง
“รองเท้าแกอยู่ไหน ทำไมไม่ไปวางในตู้ ฉันบอกกี่หนแล้วว่าเวลาเข้าบ้านให้เก็บรองเท้าทุกครั้ง แกต้องจำใส่หัวว่ากว่าพวกแกเก้าคนจะมีเสื้อผ้า-รองเท้า มีอาหารกินฉันต้องลำบาก สละความสุขส่วนตัวมากขนาดไหน ฉะนั้นพวกแกต้องรักษาของทุกอย่างที่ฉันซื้อให้ให้ดีที่สุด”
เขา สะอื้นด้วยความคับแค้น “ฉันควรสุขสบายอย่างพระราชา ไม่ต้องทำงานกระจอกเป็นหัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์ประจำเขต รับเงินเดือนเจ็ดแปดพันบาท หากแม่ระยำของพวกแกมันไม่ท้องเก่งเหมือนหมู คลอดพวกแกเก้าคนทิ้งให้ฉันเลี้ยงแล้วขโมยมรดกหกสิบล้านที่ย่าพวกแกให้ฉันหนี ไปกับชายชู้”
เข้าชี้หน้าเด็กสาว “ไปหยิบรองเท้าสิ อย่ายืนเซ่อ”
เธอไม่ขยับ
หญิงสาวแรกรุ่นคนที่ 1 กล่าว “น้องบอกพ่อไปสิจ้ะ ว่าลื่นล้ม รองเท้าตกท่อระบายน้ำ น้องไม่ได้ตั้งใจนะคะพ่อมันเป็นอุบัติเหตุ”
เด็กสาวไม่ปริปาก
ชายร่างใหญ่เดือดดาลสุดขีด ลุกขึ้นผลักเธอจนเธอคะมำ
“แกทำรองเท้าหาย ฉันจะจัดการกับแก นับเด็กบ้า”
เขมเผลอกำหมัดแน่น
ชายร่างใหญ่จิกผมเด็กสาว ลากขึ้นบันไดไปชั้นบน
หญิงสาวแรกรุ่น 8 คนร้องไห้
เขมละจากประตู ปีนต้นก้ามปูที่ปลูกติดตัวบ้านไปบนระเบียงชั้น 2 และมองผ่นมุ้งลวดหน้าต่าง
เด็กสาวถูกลากไปในห้องซึ่งมีเก้าอี้หลุยส์ชุดดำ 4-5 ตัว
ผู้เป็นพ่อสั่งให้เธอยืนตัวตรงเอามือกอดอก
เธอทำตามคำสั่งด้วยสีหน้าแววตาสงบ คล้ายรูปสลักเทพีในวิหารศักดิ์สทธิ์
“แกคิดล้างผลาญฉันเหมือนแม่ของแกใช่ไหม” ชายร่างใหญ่คำราม ถอดเข็มขัดหนังเฆี่ยนบุตรสาวคนสุดท้อง
เข็มขัดหนังแหวกอากาศ กระทบผ้ากระโปรงลูกไม้กับผิวเนื้ออ่อนบริเวณก้นของเด็กอย่างแรง
เขมหายใจไม่ออก รวดร้าวทั่วกายใจ ลมบ้าหมูกำลังหมุนในตัวเขา
ชายร่างใหญ่เฆี่ยนเด็กสาวไม่ยั้ง
เธอยืนกอดอกตัวตรง ไม่ร้องครวญ สีหน้าแวดตาไม่เปลี่ยน ทว่าปลายนิ้วเท้า (ขาวสายน่าทะนุถนอม เล็บตัดสั้นเป็นสีชมพูโดยไม่ต้องทายาทาเล็บ) เกร็งจิกพื้นกระดาน และในรังสีสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่ยังสาดสลัวในห้อง…
เขมเห็นน้ำตาของเธออาบแก้ม
“คนไต่ลวดบนดาวสีฟ้า”
ทินกร หุตางกูร












