เมื่อเธอหยุดอยู่ที่นั่น ฉันแทบกระอักด้วยความงุนงงต่อสถานที่
ราวกับฝันค้าง จากนั้นฉันได้กลิ่นบางอย่างโชยมา
เป็นดังกลิ่นอดีตที่รวบรวมวันเวลากว่าทศวรรษ
ไม่น่าเชื่อที่เราเคยรู้จักกันมานานมาก มากจนฉันคิดว่า นาฬิกาตายไปแล้ว
เธอพูดว่า “ขอให้ทุกอย่างเป็นความฝัน”
แล้วเธอก็หายไปจากที่นั่น
ได้ทำให้ฉันยืนอยู่บนรางรถไฟร้างและพื้นที่เปลี่ยวเปล่า
เธอเคยบอกว่าฉันเป็นเหมือนหมาป่า เพราะเธอกลัวความเงียบ
คล้ายกลัวฤดูร้อนอย่างไม่มีเหตุผล ชีวิตจึงเป็นการขาดเกิน-สูญหาย
ฉันออกจากงานมาตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ลาออกเหมือนทุกครั้ง
ทว่าฉันถูกไล่ออก ถูกอับเปหิมาราวกับนักบวชผิดศีล
พวกเพื่อนพนักงานด้วยกันปลอบใจด้วยคำพูดซ้ำซากว่า
เป็นการโชคดีที่ถูกไล่ออกมาก่อน พวกเขาเข้ามาตบไหล่
จับมือและแสดงความเสียใจแบบสวะๆ ทำเป็นเพื่อนที่แสนดี
และไม่อยากให้ฉันเดินออกไปจากประตูนั่น
ทุกวันนี้ยังหางานใหม่ไม่ได้ ต้องพูดว่าไม่คิดจะหาเสียมากกว่า
ฉันจมอยู่แต่ในห้องเช่าทั้งวันโดยไม่ยอมออกไปไหนพ้นชายคาตึก
อันที่จริงความเศร้าในเรื่องถูกไล่ออกไม่ได้ทำให้ฉันหมดความหวังใดๆหรอก
ทว่าฉันกลับหดหู่กับเรื่องราวไร้สาระมากกว่า
วันๆฉันเอาแต่นอนดูเกมโชว์เปิดป้าย
พอตอนดึกฉันก็ดูละครน้ำเน่าประเภทจำเลยรัก กลางดึกหน่อยจึงช่วยตัวเอง
ปลดเปลื้องโลกส่วนตัว
หลายวันมาแล้วที่ยังไม่ได้พูดกับใครเป็นเรื่องเป็นราว
มีเพียงครั้งเดียวกับคนขายของชำชั้นล่าง ฉันไปซื้อบะหมี่กับน้ำดื่ม
เขาชวนคุยเรื่องฟุตบอลอังกฤษ เขารู้ว่าฉันเชียร์ทีมลิเวอร์พูล
เขาอายุยี่สิบสี่ เรียนหนังสือไม่จบแต่มาช่วยแม่ขายของ
เรารู้จักกันเพียงผิวเผิน คุยกันเพียงตอนซื้อของ
ดูเขาเป็นเด็กหนุ่มช่างฝัน อยากทำงานบริษัทอย่างที่ฉันทำอยู่
พอฉันขอตัวกลับมาที่ห้อง เขาดูเศร้าหมอง แต่ฉันช่วยอะไรใครไม่ได้
เพราะเหตุผลเดียว…ชีวิตของฉันถูกตัดออกจากผู้อื่นเสมอ
ตลอดบ่ายฉันเอาแต่นอน ตกหัวค่ำตื่นขึ้นมาชงบะหมี่ สูบบุหรี่
อยู่ในห้องฉันแก้ผ้าทั้งวัน สองทุ่มเปิดประตูเฉลียง
ปล่อยให้สายลมอ่อนพัดเข้ามาปะทะใบหน้าและลำตัว คืนนี้อยากนอนดูดาว
จึงเอาเสื่อออกไปปูนอน
มีเพียงกลุ่มดาวนายพรานและดาวประจำเมืองเท่านั้นที่ถักทอแสงสู้นีออน
ความรู้สึกของฉันแทบแตกกระจาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการอะไรจากตัวเอง
วันนี้เป็นวันแรกที่ออกมาจากห้องเส็งเคร็งนั่น ฉันเรียกรถตุ๊กๆ
บอกให้คนขับพาไปส่งที่สวนสัตว์ คนขับบอกไม่รู้จัก ฉันจึงตะคอกว่า
“เขาดินไง!” เขาจึงจะรู้จัก โดยเรียกค่าจ้างเจ็ดสิบบาท
ฉันต่อรองเพราะราคาแพงเกินไป และที่สำคัญฉันเพิ่งตกงาน เขาลดให้ฉันสิบบาท
ฉันจึงขึ้นไปบนรถ เขาเป็นคนขับรถเร็ว ปาดซ้ายแซงขวา
เวลารถติดชอบเบิ้ลน้ำมันและสบถด่า
ระหว่างทางเขาพยายามชวนฉันคุยเรื่องการเมือง แต่เสียงบนถนนดังมาก
เขาจึงต้องตะโกนเอาตะโกนเอาจนฉันเบื่อ
ในที่สุดจึงมาถึงเขาดิน ฉันจ่ายเงินและเดินไปที่ช่องขายตั๋ว
ซื้อตั๋วเสร็จเดินไปที่ประตู พนักงานในชุดสีกากีฉีกตั๋วออกเป็นสองส่วน
ฉันเดินไปตามทาง อยู่ๆฉันก็อยากมาที่นี่ ฉันเดินไปเรื่อยเปื่อย
หยุดดูสัตว์กรงโน้นทีกรงนี้ที พวกช้างกับชะนีค่อนข้างจะอนาถา
พวกมันเหมือนสัตว์ไกลบ้าน โหยหาป่า มีชีวิตอยู่ในกรงทั้งวัน
และสนุกสนานเฉพาะตอนที่มีคนโยนอาหารให้
ซึ่งป้ายที่ติดหน้ากรงเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า “ห้ามให้อาหารสัตว์”
เดินเกือบจะรอบสวนมาหยุดอีกทีที่สระน้ำ เดินไปซื้อขนมปังมาสองปอนด์
บิขนมปังโยนลงไปในสระ ฝูงปลาดำมะเมื่อม วาววับ ไหลลื่น
เคลื่อนซ้อนทับกันเป็นชั้นๆเพื่อแย่งชิ้นขนม
พวกมันแย่งกันอย่างถึงพริกถึงขิง ส่วนใหญ่จะเสร็จพวกมีประสบการณ์สูง
พอขนมปังหมดฉันก็เริ่มหมดสนุก ฉันคิดว่าจะเดินไปไหนต่อ
จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยมีสนามเด็กเล่น ฉันจึงเดินไปหา พบสนามเด็กเล่นจริงๆ
เครื่องบินประจันบาน ชิงช้า ไม้ลื่น ฉันเดินไปใกล้ๆ
วันนี้เป็นวันธรรมดาจึงไม่ค่อยมีเด็กๆมาเล่นมากนัก
ฉันรู้สึกดีเยี่ยมเมื่อนึกถึงวัยเด็ก
ทำให้ชีวิตมีนัยยะทางความหมายเพิ่มขึ้น
กี่วันมาแล้วที่ฉันไม่ได้ยิ้มกับตังเองในกระจกเงา
ตอนเช้าก่อนไปทำงานฉันชอบยิ้มยิงฟัน มองดูฟันสีขาวเรียงอยู่ในช่องปาก
เมื่อไม่ต้องไปพบใคร ฉันจึงไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องส่องกระจก ไม่ต้องผูกเนคไท
ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องแต่งกายสุภาพ
สารรูปในตอนนี้ถ้าพวกที่ทำงานมาเห็นคงคิดว่าฉันกำลังเป็นบ้า
ฉันยืนดูพวกเด็กๆอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงอีกา
อีกาบินอยู่เหนือศรีษะ มันร้องเสียง “กา กา กา” ดังไปทั่วบริเวณ
ฉันแหงนหน้าขึ้นไปดู มันหายเข้าไปในกิ่งก้านไม้ใหญ่
จากนั้นภาพของเธอกลับปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เป็นคล้ายๆเงาเมฆ
ซึ่งทำให้ฉันหวาดกลัว ขาแข้งก้าวไม่ออก ฉันยืนอยู่ที่นั่นนานมาก
ออกมาจากสวนสัตว์ ฉันเดินไปแบบไร้จุดหมาย อารมณ์โหยหาอดีตจับแน่นในหัวใจ
ทำให้ฉันหมดแรง ฉันอาจจะหิว? ตอนเช้าไม่ชอบกินข้าว
ดื่มแต่กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล สีกาแฟดำราวกับขนอีกา
ฉันมองหาป้ายรถเมล์ แต่จริงๆแล้วฉันเดินไปเรื่อยเปื่อยเสียมากกว่า
ฉันชอบค่าเวลาด้วยการเดิน เหมือนนัดครั้งแรก ระหว่างเธอกับฉัน
เธอคงไม่รู้ว่าฉันมาคอยเธอตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เธอนัดฉันตอนแปดโมงครึ่ง
ฉันเดินเหมือนคนบ้า กลัวเธอจะไม่มา ในที่สุดเราพบกันตอนเก้าโมง
เหงื่อในตัวที่หลั่งออกมาอย่างกับเลือด ทว่าเธอไม่เคยแลเห็น
พอถึงป้ายรถเมล์ ฉันเดินไปดูว่ามีรถคันไหนไปอณุเสาวรีย์ชัยฯ
ฉันรอรถสายดังกล่าวเกือบสิบนาที รถคันนั้นว่าง
คงเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีคนขึ้น ฉันเลือกที่นั่งข้างๆผู้หญิงวัยกลางคน
วันนี้ดูแปลกๆ แดดไม่ค่อยร้อน รถวิ่งเอื่อยๆ ราวกับไม่ต้องการไปถึงจุดหมาย
กลางปีที่ผ่านมาฉันลาออกจากงานที่บริษัทเคมีแห่งหนึ่งในย่านสำโรง
ที่นั่นเป็นบริษัทที่ดีทีเดียว สวัสดิการของบริษัทดีกว่าหลายที่ที่เคยทำ
ทว่าฉันทนอยู่กับกฎระเบียบได้เพียงสี่เดือน ฉันเร่ออกมาหางานใหม่
โดยใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์ โชคมักเข้าข้างเสมอเวลาที่เปลี่ยนงาน
เธอเป็นคนไม่ชอบเปลี่ยนงานบ่อยๆ
เธอจึงไม่ชื่นชอบกับการกระทำทุกอย่างที่ฉันปฏิบัติ
แน่นอนเธอฝันว่าสักวันฉันจะต้องไต่เต้าขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงๆ
มีรถบี.เอ็ม.ดับเบิ้ลยู. มีบ้านเดี่ยวราคาหลายล้าน ใส่นาฬิกาโรเล็กซ์
พกโทรศัพท์มือถือ และใช้ชีวิตกลางคืนแบบพวกยัปปี้
เธอเคยพูดกับฉันถึงสิ่งที่เธอฝัน
นั่นอาจจะเป็นกลวิธีตื้นๆที่ทำให้เธอคิดว่าฉันต้องการสนองตอบ
สิ่งที่เธอรู้ดีคือฉันรักเธออย่างกับหมาบ้า
และเธอต้องการควบคุมหมาบ้าอย่างฉัน
เธอตามมารบกวนถึงบนรถเมล์ สิ่งที่เธอรู้ไม่ค่อยมีประโยชน์นัก
ฉันควรจะสารภาพว่าความรักที่เรามีอยู่มันเป็นความรักแบบไหนกันแน่
ระหว่างรักที่มันลอยอยู่ในอากาศ หรือความรักแท้จากหัวใจไหม้เกรียม
เธอคงประหลาดใจว่าทำไมฉันถึงพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ
ตลอดสิบปีที่เรารู้จักกัน เธอแทบจะไม่ได้ยินคำๆนี้ออกมาจากปาก
เรามีชีวิตอยู่ราวกับซาร์ตและซีโมน คนที่เธอเห็นทุกวันเป็นผู้ชายเศร้าๆ
ใบหน้าหมองคล้ำ ไร้อารมณ์ บางครั้งอารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าพายุ
เธอพูดว่าถ้าฉันไม่เปลี่ยนนิสัยเหล่านี้ ฉันจะไม่มีทางได้งานดีๆ
เงินเดือนสูงๆ เธอเสียดายปริญญาเกียร์ตินิยมอันดับสามของฉัน
ทว่าฉันไม่ค่อยยินดียินร้ายกับแรงปรารถนาดังกล่าวมากนัก
ทุกวันนี้ฉันจึงชอบสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองมากกว่า
ครั้งแรกที่เราพบกัน เธอกำลังกางเต้นท์บนชายหาด
ฉันมานอนที่หาดแห่งนี้ได้สองคืน เธอมากับเพื่อนสี่คน ฉันมาคนเดียว
ฉันชอบไปไหนคนเดียวเสมอ บางทีความกลัวก็เกิดขึ้นมาบ้าง เช่นวันนั้น
ฉันรู้สึกกลัวเมื่อเห็นเธอนั่งอยู่หน้ากระโจม
ความโดดเดี่ยวในตัวฉันถูกขับออกมาทีละน้อย มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ฉันไม่อาจจะเป็นตัวของตัวเอง เพราะจิตใจที่สั่นไหวได้กัดกร่อนลงจนสิ้น
เรามองตากันอยู่เป็นวันๆ ทว่าไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จนกระทั่งฉันเก็บเต้นท์
ฉันกำลังจะกลับบ้าน เราถึงจะพูดคุย ด้วยเรื่องราวบางอย่าง-จำไม่ได้
เธอให้เบอร์โทรศัพท์ ตอนสายเรือมารับ
ฉันพยายามมองหาเธอขณะที่เรือแล่นออกไปเพื่อกลับสู่ชายฝั่ง
ชีวิตช่วงนั้นของฉัน-หลังจากจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ฉันอยากจะเป็นช่างภาพ
อยากทำงานให้มูลนิธิเกี่ยวกับเด็ก
และอยากหาประสบการณ์เพื่อจะมาเป็นนักเขียน
ฉันฝันถึงเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เรียนมัธยม จนกระทั่งวันนี้
สิ่งที่ฉันพบคือภาพของตนเองในกระจกเงา ทุกเช้าฉันต้องโกนหนวด
บ้วนน้ำยาล้างปาก ขัดรองเท้าหนัง ผูกเนคไท และระมัดระวังการพูดจา
ดังนั้นฉันจึงลาออกจากงาน ไม่ได้รับเงินเดือน ไม่ได้โบนัส
ไม่ได้เลื่อนขั้น ไม่ได้อะไรทั้งสิ้นนอกจากเงินเดือนไม่กี่สตางค์
ฉันทำลายตัวเองมาตลอด
ฉันผิดหวังกับงานในอุดมคติเพราะไม่สามารถเข้ากับระบบที่น่าอึดอัดและรอคอยความหวังจากเงินบริจาค
ฉันผิดหวังไปหมด เป็นเพราะฉันหยิ่งทรนงในตน
และไม่ยอมลดลาวาศอกกับความเป็นไป
พอเราเริ่มรู้จักกันฉันเริ่มเห็นแล้วว่าชีวิตคู่ที่กำลังมาถึงนั้นมันต้องการอะไรบ้าง
เธอพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เช่นเดียวกัน-ฉันต้องการรักจากเธอ
วันเวลาดังกล่าวเป็นเสมือนห้วงเวลาในแกแลคซี่ที่ปราศจากจุดจบ
สิ่งปรารถนาจริงๆของคนเราคืออะไรกันแน่
เราไม่ได้พบกันมานานหลายปี เธอเดินจากไปเช่นเดียวกับที่ฉันลาออกจากงาน
ทว่าเมื่อคืนเธอโทรศัพท์มาหา เธอรู้ว่าฉันยังอาศัยในตึกเส็งเคร็งนั่น
เธอเล่าประสบการณ์ของตนอย่างออกรส ส่วนฉันได้แต่นิ่งฟัง
ฉันไม่รู้ว่าเรายังเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ มีเพียงเธอเท่านั้น
พอเธอวางหูโทรศัพท์ ฉันรู้สึกสงสารตัวเอง
โดยอยู่ในอาการของคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอจากไปโดยไม่เคยกล่าวลา
ปล่อยให้ฉันค้นหาความหมายที่ไม่มีวันค้นพบของฉันเพียงลำพัง
หมาป่าเปลี่ยว-หัวใจของฉันคือนักทำลาย
ไม่มีจดหมาย ไม่เคยโทรศัพท์มาหา ไม่เคยติดต่อ จนกระทั่งเวลานี้
ฉันถูกไล่ออกจากงาน และเธอพยายามกลับมาปรากฏตัว
เธอปล่อยให้ฉันคิดฝันมานานกี่ปี ปล่อยให้ความรักร้างถูกทำลายยับย่อย
แล้วนี่ฉันบอกตนเองว่ากำลังจะไปพบเธอ ไปพบในฐานะอะไร เพื่อน
อดีตคนรักหรือว่าอะไรสักอย่างที่ไม่มีตัวตน
เธอกำหนดทุกอย่างและต้องการให้ผมบรรลุผลในปรารถนานั้นๆ
ตั้งแต่ถูกไล่ออก ชีวิตของฉันไม่ค่อยปลอดภัยนัก ฉันรู้สึกกลัวมากกว่าปกติ
อาจเป็นเพราะอายุของตนเองมากขึ้น คนเรายิ่งมีอายุมากเท่าไหร่
ความกลัวตายมักจะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
เมื่อคืนเธอเล่าว่าเธอพยายามมีชีวิตอยู่ให้เนิ่นนานที่สุด
เธอกระทำราวกับจะปลิดชีพตนด้วยการสำมะเรเทเมา เธอมีอยู่เฉพาะในโลกส่วนตัว
ฝังชีวิตไปกับอดีตที่แสนน่าเวทนา โหยหาความรักในวัยสาวที่เธอลงมือทำลาย
และอยู่มาวันหนึ่งเธอกลับต้องการรักนั้นคืน ฉันรู้จักนิสัยส่วนนี้ของเธอดี
มันเป็นนิสัยที่เลวพอๆกับที่ฉันเที่ยวลาออกจากงานอย่างง่ายๆ
และย้ายตัวเองไปกับสถานที่แห่งใหม่ ผู้คนแบบใหม่ ใช้ชีวิตแบบใหม่
เผชิญชะตากรรมในรูปแบบใหม่ โลกใหม่ สังคมใหม่ ส่วนผสมของอารมณ์ใหม่ๆ
ฉันต้องการพิสูจน์ความสามารถของตน
ต้องการจะประกาศให้คนแลเห็นความสามารถที่ซุกซ่อนอยู่
อันที่จริงฉันเป็นคนทะเยอทะยานเช่นเดียวเผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกคน
ทว่าจิตใจของฉันกลับขี้อาย เธอจึงมองเห็นฉันในส่วนที่ตกต่ำ
ไม่กระตือรือร้น อ่อนปวกเปียกทางประสบการณ์ และเป็นศิลปินเกินไป
เธอเกลียดคนโรแมนติค แต่เธอต้องการใครสักคนที่สามารถรักเธอได้
เมื่อเอาเข้าจริงๆเธอไม่เคยพบใครที่จะเข้าใจชีวิตของเธอ
เธอเกลียดเพลงของเฮคเตอร์ แบร์ลิออซ คีตกวีชาวฝรั่งเศส
โดยเฉพาะซิมโฟนิค แฟนตาสติค
ที่ใช้อารมณ์รุนแรงเสนอความรักของแบร์ลิอ๊อซออกมาอย่างท่วมท้น
กระนั้นเลยเธอยังรักษาแบบแผนชีวิตเอาไว้อย่างดี เธอไม่เคยรักใครอีก
เท่ากับที่เธอเคยสูญเสียไป เธอต่อสู้จนได้การงานที่มั่นคง
ทว่าเธอเป็นเช่นฉัน เรามีชีวิตกันอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมาย
เราผ่านกาลเวลามามากกว่าที่คิด























