• เมื่อเธอหยุดอยู่ที่นั่น ฉันแทบกระอักด้วยความงุนงงต่อสถานที่
    ราวกับฝันค้าง จากนั้นฉันได้กลิ่นบางอย่างโชยมา
    เป็นดังกลิ่นอดีตที่รวบรวมวันเวลากว่าทศวรรษ
    ไม่น่าเชื่อที่เราเคยรู้จักกันมานานมาก มากจนฉันคิดว่า นาฬิกาตายไปแล้ว
    เธอพูดว่า “ขอให้ทุกอย่างเป็นความฝัน”

    แล้วเธอก็หายไปจากที่นั่น
    ได้ทำให้ฉันยืนอยู่บนรางรถไฟร้างและพื้นที่เปลี่ยวเปล่า
    เธอเคยบอกว่าฉันเป็นเหมือนหมาป่า เพราะเธอกลัวความเงียบ
    คล้ายกลัวฤดูร้อนอย่างไม่มีเหตุผล ชีวิตจึงเป็นการขาดเกิน-สูญหาย

    ฉันออกจากงานมาตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ลาออกเหมือนทุกครั้ง
    ทว่าฉันถูกไล่ออก ถูกอับเปหิมาราวกับนักบวชผิดศีล
    พวกเพื่อนพนักงานด้วยกันปลอบใจด้วยคำพูดซ้ำซากว่า
    เป็นการโชคดีที่ถูกไล่ออกมาก่อน พวกเขาเข้ามาตบไหล่
    จับมือและแสดงความเสียใจแบบสวะๆ ทำเป็นเพื่อนที่แสนดี
    และไม่อยากให้ฉันเดินออกไปจากประตูนั่น

    ทุกวันนี้ยังหางานใหม่ไม่ได้ ต้องพูดว่าไม่คิดจะหาเสียมากกว่า
    ฉันจมอยู่แต่ในห้องเช่าทั้งวันโดยไม่ยอมออกไปไหนพ้นชายคาตึก
    อันที่จริงความเศร้าในเรื่องถูกไล่ออกไม่ได้ทำให้ฉันหมดความหวังใดๆหรอก
    ทว่าฉันกลับหดหู่กับเรื่องราวไร้สาระมากกว่า
    วันๆฉันเอาแต่นอนดูเกมโชว์เปิดป้าย
    พอตอนดึกฉันก็ดูละครน้ำเน่าประเภทจำเลยรัก กลางดึกหน่อยจึงช่วยตัวเอง
    ปลดเปลื้องโลกส่วนตัว
    หลายวันมาแล้วที่ยังไม่ได้พูดกับใครเป็นเรื่องเป็นราว
    มีเพียงครั้งเดียวกับคนขายของชำชั้นล่าง ฉันไปซื้อบะหมี่กับน้ำดื่ม
    เขาชวนคุยเรื่องฟุตบอลอังกฤษ เขารู้ว่าฉันเชียร์ทีมลิเวอร์พูล
    เขาอายุยี่สิบสี่ เรียนหนังสือไม่จบแต่มาช่วยแม่ขายของ
    เรารู้จักกันเพียงผิวเผิน คุยกันเพียงตอนซื้อของ
    ดูเขาเป็นเด็กหนุ่มช่างฝัน อยากทำงานบริษัทอย่างที่ฉันทำอยู่
    พอฉันขอตัวกลับมาที่ห้อง เขาดูเศร้าหมอง แต่ฉันช่วยอะไรใครไม่ได้
    เพราะเหตุผลเดียว…ชีวิตของฉันถูกตัดออกจากผู้อื่นเสมอ

    ตลอดบ่ายฉันเอาแต่นอน ตกหัวค่ำตื่นขึ้นมาชงบะหมี่ สูบบุหรี่
    อยู่ในห้องฉันแก้ผ้าทั้งวัน สองทุ่มเปิดประตูเฉลียง
    ปล่อยให้สายลมอ่อนพัดเข้ามาปะทะใบหน้าและลำตัว คืนนี้อยากนอนดูดาว
    จึงเอาเสื่อออกไปปูนอน
    มีเพียงกลุ่มดาวนายพรานและดาวประจำเมืองเท่านั้นที่ถักทอแสงสู้นีออน
    ความรู้สึกของฉันแทบแตกกระจาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการอะไรจากตัวเอง

    วันนี้เป็นวันแรกที่ออกมาจากห้องเส็งเคร็งนั่น ฉันเรียกรถตุ๊กๆ
    บอกให้คนขับพาไปส่งที่สวนสัตว์ คนขับบอกไม่รู้จัก ฉันจึงตะคอกว่า
    “เขาดินไง!” เขาจึงจะรู้จัก โดยเรียกค่าจ้างเจ็ดสิบบาท
    ฉันต่อรองเพราะราคาแพงเกินไป และที่สำคัญฉันเพิ่งตกงาน เขาลดให้ฉันสิบบาท
    ฉันจึงขึ้นไปบนรถ เขาเป็นคนขับรถเร็ว ปาดซ้ายแซงขวา
    เวลารถติดชอบเบิ้ลน้ำมันและสบถด่า
    ระหว่างทางเขาพยายามชวนฉันคุยเรื่องการเมือง แต่เสียงบนถนนดังมาก
    เขาจึงต้องตะโกนเอาตะโกนเอาจนฉันเบื่อ

    ในที่สุดจึงมาถึงเขาดิน ฉันจ่ายเงินและเดินไปที่ช่องขายตั๋ว
    ซื้อตั๋วเสร็จเดินไปที่ประตู พนักงานในชุดสีกากีฉีกตั๋วออกเป็นสองส่วน
    ฉันเดินไปตามทาง อยู่ๆฉันก็อยากมาที่นี่ ฉันเดินไปเรื่อยเปื่อย
    หยุดดูสัตว์กรงโน้นทีกรงนี้ที พวกช้างกับชะนีค่อนข้างจะอนาถา
    พวกมันเหมือนสัตว์ไกลบ้าน โหยหาป่า มีชีวิตอยู่ในกรงทั้งวัน
    และสนุกสนานเฉพาะตอนที่มีคนโยนอาหารให้
    ซึ่งป้ายที่ติดหน้ากรงเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า “ห้ามให้อาหารสัตว์”

    เดินเกือบจะรอบสวนมาหยุดอีกทีที่สระน้ำ เดินไปซื้อขนมปังมาสองปอนด์
    บิขนมปังโยนลงไปในสระ ฝูงปลาดำมะเมื่อม วาววับ ไหลลื่น
    เคลื่อนซ้อนทับกันเป็นชั้นๆเพื่อแย่งชิ้นขนม
    พวกมันแย่งกันอย่างถึงพริกถึงขิง ส่วนใหญ่จะเสร็จพวกมีประสบการณ์สูง
    พอขนมปังหมดฉันก็เริ่มหมดสนุก ฉันคิดว่าจะเดินไปไหนต่อ
    จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยมีสนามเด็กเล่น ฉันจึงเดินไปหา พบสนามเด็กเล่นจริงๆ
    เครื่องบินประจันบาน ชิงช้า ไม้ลื่น ฉันเดินไปใกล้ๆ
    วันนี้เป็นวันธรรมดาจึงไม่ค่อยมีเด็กๆมาเล่นมากนัก
    ฉันรู้สึกดีเยี่ยมเมื่อนึกถึงวัยเด็ก
    ทำให้ชีวิตมีนัยยะทางความหมายเพิ่มขึ้น
    กี่วันมาแล้วที่ฉันไม่ได้ยิ้มกับตังเองในกระจกเงา
    ตอนเช้าก่อนไปทำงานฉันชอบยิ้มยิงฟัน มองดูฟันสีขาวเรียงอยู่ในช่องปาก
    เมื่อไม่ต้องไปพบใคร ฉันจึงไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องส่องกระจก ไม่ต้องผูกเนคไท
    ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องแต่งกายสุภาพ
    สารรูปในตอนนี้ถ้าพวกที่ทำงานมาเห็นคงคิดว่าฉันกำลังเป็นบ้า
    ฉันยืนดูพวกเด็กๆอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงอีกา

    อีกาบินอยู่เหนือศรีษะ มันร้องเสียง “กา กา กา” ดังไปทั่วบริเวณ
    ฉันแหงนหน้าขึ้นไปดู มันหายเข้าไปในกิ่งก้านไม้ใหญ่
    จากนั้นภาพของเธอกลับปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เป็นคล้ายๆเงาเมฆ
    ซึ่งทำให้ฉันหวาดกลัว ขาแข้งก้าวไม่ออก ฉันยืนอยู่ที่นั่นนานมาก

    ออกมาจากสวนสัตว์ ฉันเดินไปแบบไร้จุดหมาย อารมณ์โหยหาอดีตจับแน่นในหัวใจ
    ทำให้ฉันหมดแรง ฉันอาจจะหิว? ตอนเช้าไม่ชอบกินข้าว
    ดื่มแต่กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล สีกาแฟดำราวกับขนอีกา

    ฉันมองหาป้ายรถเมล์ แต่จริงๆแล้วฉันเดินไปเรื่อยเปื่อยเสียมากกว่า
    ฉันชอบค่าเวลาด้วยการเดิน เหมือนนัดครั้งแรก ระหว่างเธอกับฉัน
    เธอคงไม่รู้ว่าฉันมาคอยเธอตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เธอนัดฉันตอนแปดโมงครึ่ง
    ฉันเดินเหมือนคนบ้า กลัวเธอจะไม่มา ในที่สุดเราพบกันตอนเก้าโมง
    เหงื่อในตัวที่หลั่งออกมาอย่างกับเลือด ทว่าเธอไม่เคยแลเห็น

    พอถึงป้ายรถเมล์ ฉันเดินไปดูว่ามีรถคันไหนไปอณุเสาวรีย์ชัยฯ
    ฉันรอรถสายดังกล่าวเกือบสิบนาที รถคันนั้นว่าง
    คงเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีคนขึ้น ฉันเลือกที่นั่งข้างๆผู้หญิงวัยกลางคน
    วันนี้ดูแปลกๆ แดดไม่ค่อยร้อน รถวิ่งเอื่อยๆ ราวกับไม่ต้องการไปถึงจุดหมาย
    กลางปีที่ผ่านมาฉันลาออกจากงานที่บริษัทเคมีแห่งหนึ่งในย่านสำโรง
    ที่นั่นเป็นบริษัทที่ดีทีเดียว สวัสดิการของบริษัทดีกว่าหลายที่ที่เคยทำ
    ทว่าฉันทนอยู่กับกฎระเบียบได้เพียงสี่เดือน ฉันเร่ออกมาหางานใหม่
    โดยใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์ โชคมักเข้าข้างเสมอเวลาที่เปลี่ยนงาน
    เธอเป็นคนไม่ชอบเปลี่ยนงานบ่อยๆ
    เธอจึงไม่ชื่นชอบกับการกระทำทุกอย่างที่ฉันปฏิบัติ
    แน่นอนเธอฝันว่าสักวันฉันจะต้องไต่เต้าขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงๆ
    มีรถบี.เอ็ม.ดับเบิ้ลยู. มีบ้านเดี่ยวราคาหลายล้าน ใส่นาฬิกาโรเล็กซ์
    พกโทรศัพท์มือถือ และใช้ชีวิตกลางคืนแบบพวกยัปปี้
    เธอเคยพูดกับฉันถึงสิ่งที่เธอฝัน
    นั่นอาจจะเป็นกลวิธีตื้นๆที่ทำให้เธอคิดว่าฉันต้องการสนองตอบ
    สิ่งที่เธอรู้ดีคือฉันรักเธออย่างกับหมาบ้า
    และเธอต้องการควบคุมหมาบ้าอย่างฉัน

    เธอตามมารบกวนถึงบนรถเมล์ สิ่งที่เธอรู้ไม่ค่อยมีประโยชน์นัก
    ฉันควรจะสารภาพว่าความรักที่เรามีอยู่มันเป็นความรักแบบไหนกันแน่
    ระหว่างรักที่มันลอยอยู่ในอากาศ หรือความรักแท้จากหัวใจไหม้เกรียม
    เธอคงประหลาดใจว่าทำไมฉันถึงพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ
    ตลอดสิบปีที่เรารู้จักกัน เธอแทบจะไม่ได้ยินคำๆนี้ออกมาจากปาก
    เรามีชีวิตอยู่ราวกับซาร์ตและซีโมน คนที่เธอเห็นทุกวันเป็นผู้ชายเศร้าๆ
    ใบหน้าหมองคล้ำ ไร้อารมณ์ บางครั้งอารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าพายุ
    เธอพูดว่าถ้าฉันไม่เปลี่ยนนิสัยเหล่านี้ ฉันจะไม่มีทางได้งานดีๆ
    เงินเดือนสูงๆ เธอเสียดายปริญญาเกียร์ตินิยมอันดับสามของฉัน
    ทว่าฉันไม่ค่อยยินดียินร้ายกับแรงปรารถนาดังกล่าวมากนัก
    ทุกวันนี้ฉันจึงชอบสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองมากกว่า

    ครั้งแรกที่เราพบกัน เธอกำลังกางเต้นท์บนชายหาด
    ฉันมานอนที่หาดแห่งนี้ได้สองคืน เธอมากับเพื่อนสี่คน ฉันมาคนเดียว
    ฉันชอบไปไหนคนเดียวเสมอ บางทีความกลัวก็เกิดขึ้นมาบ้าง เช่นวันนั้น
    ฉันรู้สึกกลัวเมื่อเห็นเธอนั่งอยู่หน้ากระโจม
    ความโดดเดี่ยวในตัวฉันถูกขับออกมาทีละน้อย มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
    ฉันไม่อาจจะเป็นตัวของตัวเอง เพราะจิตใจที่สั่นไหวได้กัดกร่อนลงจนสิ้น
    เรามองตากันอยู่เป็นวันๆ ทว่าไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จนกระทั่งฉันเก็บเต้นท์
    ฉันกำลังจะกลับบ้าน เราถึงจะพูดคุย ด้วยเรื่องราวบางอย่าง-จำไม่ได้
    เธอให้เบอร์โทรศัพท์ ตอนสายเรือมารับ
    ฉันพยายามมองหาเธอขณะที่เรือแล่นออกไปเพื่อกลับสู่ชายฝั่ง

    ชีวิตช่วงนั้นของฉัน-หลังจากจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ฉันอยากจะเป็นช่างภาพ
    อยากทำงานให้มูลนิธิเกี่ยวกับเด็ก
    และอยากหาประสบการณ์เพื่อจะมาเป็นนักเขียน
    ฉันฝันถึงเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เรียนมัธยม จนกระทั่งวันนี้
    สิ่งที่ฉันพบคือภาพของตนเองในกระจกเงา ทุกเช้าฉันต้องโกนหนวด
    บ้วนน้ำยาล้างปาก ขัดรองเท้าหนัง ผูกเนคไท และระมัดระวังการพูดจา

    ดังนั้นฉันจึงลาออกจากงาน ไม่ได้รับเงินเดือน ไม่ได้โบนัส
    ไม่ได้เลื่อนขั้น ไม่ได้อะไรทั้งสิ้นนอกจากเงินเดือนไม่กี่สตางค์
    ฉันทำลายตัวเองมาตลอด
    ฉันผิดหวังกับงานในอุดมคติเพราะไม่สามารถเข้ากับระบบที่น่าอึดอัดและรอคอยความหวังจากเงินบริจาค
    ฉันผิดหวังไปหมด เป็นเพราะฉันหยิ่งทรนงในตน
    และไม่ยอมลดลาวาศอกกับความเป็นไป
    พอเราเริ่มรู้จักกันฉันเริ่มเห็นแล้วว่าชีวิตคู่ที่กำลังมาถึงนั้นมันต้องการอะไรบ้าง
    เธอพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เช่นเดียวกัน-ฉันต้องการรักจากเธอ
    วันเวลาดังกล่าวเป็นเสมือนห้วงเวลาในแกแลคซี่ที่ปราศจากจุดจบ
    สิ่งปรารถนาจริงๆของคนเราคืออะไรกันแน่

    เราไม่ได้พบกันมานานหลายปี เธอเดินจากไปเช่นเดียวกับที่ฉันลาออกจากงาน
    ทว่าเมื่อคืนเธอโทรศัพท์มาหา เธอรู้ว่าฉันยังอาศัยในตึกเส็งเคร็งนั่น
    เธอเล่าประสบการณ์ของตนอย่างออกรส ส่วนฉันได้แต่นิ่งฟัง
    ฉันไม่รู้ว่าเรายังเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ มีเพียงเธอเท่านั้น
    พอเธอวางหูโทรศัพท์ ฉันรู้สึกสงสารตัวเอง
    โดยอยู่ในอาการของคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอจากไปโดยไม่เคยกล่าวลา
    ปล่อยให้ฉันค้นหาความหมายที่ไม่มีวันค้นพบของฉันเพียงลำพัง
    หมาป่าเปลี่ยว-หัวใจของฉันคือนักทำลาย

    ไม่มีจดหมาย ไม่เคยโทรศัพท์มาหา ไม่เคยติดต่อ จนกระทั่งเวลานี้
    ฉันถูกไล่ออกจากงาน และเธอพยายามกลับมาปรากฏตัว
    เธอปล่อยให้ฉันคิดฝันมานานกี่ปี ปล่อยให้ความรักร้างถูกทำลายยับย่อย
    แล้วนี่ฉันบอกตนเองว่ากำลังจะไปพบเธอ ไปพบในฐานะอะไร เพื่อน
    อดีตคนรักหรือว่าอะไรสักอย่างที่ไม่มีตัวตน
    เธอกำหนดทุกอย่างและต้องการให้ผมบรรลุผลในปรารถนานั้นๆ

    ตั้งแต่ถูกไล่ออก ชีวิตของฉันไม่ค่อยปลอดภัยนัก ฉันรู้สึกกลัวมากกว่าปกติ
    อาจเป็นเพราะอายุของตนเองมากขึ้น คนเรายิ่งมีอายุมากเท่าไหร่
    ความกลัวตายมักจะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
    เมื่อคืนเธอเล่าว่าเธอพยายามมีชีวิตอยู่ให้เนิ่นนานที่สุด
    เธอกระทำราวกับจะปลิดชีพตนด้วยการสำมะเรเทเมา เธอมีอยู่เฉพาะในโลกส่วนตัว
    ฝังชีวิตไปกับอดีตที่แสนน่าเวทนา โหยหาความรักในวัยสาวที่เธอลงมือทำลาย
    และอยู่มาวันหนึ่งเธอกลับต้องการรักนั้นคืน ฉันรู้จักนิสัยส่วนนี้ของเธอดี
    มันเป็นนิสัยที่เลวพอๆกับที่ฉันเที่ยวลาออกจากงานอย่างง่ายๆ
    และย้ายตัวเองไปกับสถานที่แห่งใหม่ ผู้คนแบบใหม่ ใช้ชีวิตแบบใหม่
    เผชิญชะตากรรมในรูปแบบใหม่ โลกใหม่ สังคมใหม่ ส่วนผสมของอารมณ์ใหม่ๆ
    ฉันต้องการพิสูจน์ความสามารถของตน
    ต้องการจะประกาศให้คนแลเห็นความสามารถที่ซุกซ่อนอยู่
    อันที่จริงฉันเป็นคนทะเยอทะยานเช่นเดียวเผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกคน
    ทว่าจิตใจของฉันกลับขี้อาย เธอจึงมองเห็นฉันในส่วนที่ตกต่ำ
    ไม่กระตือรือร้น อ่อนปวกเปียกทางประสบการณ์ และเป็นศิลปินเกินไป
    เธอเกลียดคนโรแมนติค แต่เธอต้องการใครสักคนที่สามารถรักเธอได้
    เมื่อเอาเข้าจริงๆเธอไม่เคยพบใครที่จะเข้าใจชีวิตของเธอ
    เธอเกลียดเพลงของเฮคเตอร์ แบร์ลิออซ คีตกวีชาวฝรั่งเศส
    โดยเฉพาะซิมโฟนิค แฟนตาสติค
    ที่ใช้อารมณ์รุนแรงเสนอความรักของแบร์ลิอ๊อซออกมาอย่างท่วมท้น
    กระนั้นเลยเธอยังรักษาแบบแผนชีวิตเอาไว้อย่างดี เธอไม่เคยรักใครอีก
    เท่ากับที่เธอเคยสูญเสียไป เธอต่อสู้จนได้การงานที่มั่นคง
    ทว่าเธอเป็นเช่นฉัน เรามีชีวิตกันอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมาย
    เราผ่านกาลเวลามามากกว่าที่คิด

    Tags: ,

  • สายลมจากฤดูร้อนเหมือนผลัดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
    ขณะที่ฤดูฝนแย้มพรายมาถึง
    โดยไม่ทันตั้งตัว ฉันได้แต่มองออกไปยังแม่น้ำ
    ภาพของบ้านเกิดกลับเดินทางผ่านอย่างลางเลือน ท่ามกลางจักษุ
    ซึ่งเคลื่อนคล้อยมาสู่นัยย์ตาแห่งความฝัน ในเวลาเดียวกัน
    ฉันนั่งอยู่บนรถเมล์ สิ่งที่ฉันรู้คือการเดินทางซ้ำซาก
    ชีวิตประจำวันของฉันเป็นเช่นคนรอบกายที่สามารถสัมผัสได้อย่างง่ายดาย
    บางทีฉันแปลกใจที่ตนเองเดินทางมาถึงที่กรุงเทพฯ
    และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีพจรที่เต้นอยู่ตลอดเวลา
    สิ่งที่ฉันเข้าใจอย่างถี่ถ้วนมาตลอดคือความเป็นจริงของมัน
    หมายถึงความโหดร้ายในหลายๆด้านที่ต้องเผชิญหน้า
    ฉันเตรียมตัวมาอย่างดีหลังจากจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีที่บ้านเกิด
    ฉันรู้จักกรุงเทพฯจากโทรทัศน์ สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ นิตยสาร
    และวีดีโอเทป ฉันรู้จักดีพอๆกับที่ฉันรู้จักแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน
    แม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน และแม่น้ำอื่นๆที่ฉันศึกษาอยู่อย่างบ้าคลั่ง
    เมื่อฉันมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยแปลกหน้า
    ฉันเข้ากับมันได้ราวกับเคยเกิดขึ้นมาจากที่นี่
    บางคนแปลกใจที่ฉันไม่เคยบ่นว่ารถติด ราคาสินค้าแพงลิ่ว
    ความแออัดของผู้คนสร้างความรำคาญใจ ค่าครองชีพสูง และอาชญากรรมน่าสยดสยอง

    เพื่อนในบริษัทคนหนึ่งบอกว่า ฉันควรจะเกิดที่นี่ด้วยซ้ำ
    บางทีฉันได้แต่หัวเราะขื่น กลบฝังความรู้สึกจริงแท้เอาไว้
    หลายๆคนคิดว่าความเป็นมนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
    และสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี ซึ่งฉันเห็นด้วยในข้อนี้
    ทว่ากลับดูแคลนต่อการปรับตัวของตนเองเป็นไปในทางที่น่าเหนื่อยหน่ายเสียมากกว่า
    บางคนไม่เข้าใจว่าทำไม และฉันเองก็เช่นกัน

    ฉันจบการศึกษามาทางด้านมนุษยศาสตร์ แต่กลับมาทำงานทางด้านบัญชี
    เพื่อนที่บริษัทหลายคนจบมาทางด้านนิติศาสตร์ บางคนจบมาทางด้านครู
    แต่เวลามาทำงานจริงๆกลับไม่ค่อยได้ใช้วิชาที่เรียนมาเลย
    ทุกคนมาเรียนรู้งานกันใหม่ทั้งหมด
    การหยิบบจับสิ่งต่างๆเป็นการเรียนรู้ที่น่ายล ในปีแรกที่ฉันมาทำงาน
    สิ่งที่ได้พบคือประสบการณ์ที่แปลกไปจากมหาวิทยาลัย
    สิ่งที่ได้พบเจอเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยได้พบจากการเรียนรู้ทางตำรา
    และในห้องเรียน อันที่จริงฉันไม่ค่อยใส่ใจกับความเปลี่ยนแปลงในตอนต้น
    ทว่าการดำรงชีวิตอยู่ต่อมา ทำให้ฉันกลับครุ่นคิดอย่างหนัก
    ซึ่งหลายเวลานาทีที่เดินทางผ่านไป
    ฉันเริ่มรู้สึกสูญเสียและเสียดายโอกาสที่อยู่ตรงหน้า
    หลายๆครั้งความเปลี่ยนแปลงมากๆในร่างกายทำให้ฉันรู้สึกถึงความแปลกแยกแปลกประหลาด
    กลายกลับไปสู่การดิ่งจมแบบใหม่ ที่ค่อยๆไหลราวกับสายน้ำในฤดูร้อน
    ก่อนจะโถมถั่งอีกครั้งในฤดูถัดมา ความรู้สึกดังกล่าวก้องกัมปนาทในราตรี
    โดยเฉพาะคืนนี้ เหมือนฉันไม่ได้มีอยู่เพียงคนเดียวในห้องเล็กๆ
    ทว่ามีอยู่ทั่วไปในห้วงรัตติกาลใหม่ และแสงดาราที่สะท้อนมาจากขอบจักรวาล

    ขณะที่ฉันฉีกตัวเองออกไปจากเดิม
    ความคุ้นเคยเดิมๆทำให้ความรำคาญใจบังเกิดขึ้น เมื่อฉันลงจากรถ เดินไปช้าๆ
    ก้าวไปสู่ฟุตปาธที่ฉันแลเห็นเป็นสีดำ
    เสียงที่ชัดถ้อยชัดคำที่สุดเริ่มแผดเสียงที่สามารถข่มความกลัวได้บางส่วน
    มันทำให้ฉันเหน็บหนาวคล้ายโดนเกร็ดน้ำค้างราดรด

    จากนั้นความกลัวในส่วนนั้นเผชิญหน้าท้าทาย
    และเสียงหัวเราะบางอย่างที่เคยกระทำได้กลืนฉันลงอีกครั้ง

    ฉันมองไปยังสายน้ำ-เจ้าพระยา ภาพดวงอาทิตย์ที่อยู่เหนือศรีษะ ความร้อนแรง
    และคลื่นฟองกำลังแตกซ่าน
    กระจกนอกตัวอาคารสูงริมขอบตลิ่งสะท้อนด้านมืดไหวหวาม
    นัยย์ตาของฉันจับภาพกึ่งกลางของวัตถุที่ลอยอยู่กลางลำน้ำ

    สี่ปีสองเดือน ฉันย้ายที่พักมาสามครั้ง
    แรกทีเดียวอพาธเม้นต์เก่าติดกับตัวตึกกำลังก่อสร้างทำให้เกิดฝุ่นละออง
    และเสียงตอกเสาเข็มดังอึงอลจนไม่อาจพักผ่อน
    ฉันอยู่ได้เพียงสามเดือนจึงย้ายมาอยู่อพาธเม้นต์แห่งที่สอง
    ซึ่งไกลจากที่ทำงาน แต่อากาศที่นี่ดีกว่าที่แรกมาก เนื่องจากอยู่ชานเมือง
    และผู้คนไม่ค่อยแออัด ในตอนแรกการเดินทางยังไม่ค่อยลำบากมากนัก
    จนกระทั่งมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเวลาต่อมา
    ทำให้ฉันต้องเลี่ยงเส้นทางที่ใกล้ที่สุดออกไป
    ประกอบกับช่วงระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา
    มีรถยนต์วิ่งบนถนนมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
    ยิ่งทำให้การเดินทางยากลำบากเป็นสองเท่า ในที่สุดความอดทนสิ้นลง
    ฉันกับเพื่อนที่ทำงานตกลงใจเช่าอพาธเม้นต์กลางเมือง
    ใกล้ที่ทำงานเพื่ออาศัยเป็นที่พักผ่อนหลับนอนเพียงอย่างเดียว
    ที่ต้องเน้นเช่นนี้เพราะเป็นอพาธเม้นต์แห่งใหม่นี้แย่เอามากๆ
    การบริการไม่ค่อยดี น้ำไฟมักขาดอยู่เสมอ
    แถมค่าเช่าแพงกว่าอพาธเม้นต์ที่เก่าเกือบครึ่งต่อครึ่ง
    ดีที่ว่าเราออกค่าเช่าร่วมกัน จึงช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องนี้ลงไปมาก
    เมื่อแบ่งเงินเดือนที่เราได้รับไปกับค่าเช่าห้อง
    เราเหลือเงินกันคนละเล็กน้อยสำหรับค่ากินค่าอยู่
    บางเดือนเหลือเก็บมากหน่อยพอมีเอาไว้สำหรับค่าเสื้อผ้าบ้าง เครื่องสำอาง
    และเครื่องประดับตามสมัยนิยม

    สุดาเป็นเพื่อนที่ทำงานเดียวกัน เราเข้างานมาพร้อมกัน
    จึงสนิทสนมมากกว่าเพื่อนรุ่นพี่
    จะว่าไปแล้วฉันกับสุดามีหลายอย่างแตกต่างกันมาก ทั้งรูปร่างหน้าตา รสนิยม
    รวมถึงชีวิตประจำวัน
    แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่เรากลับไม่ค่อยใส่ใจเรื่องแย่ๆของตนเองมากนัก
    นั่นเป็นเรื่องจริงจังเป็นอย่างมาก
    ทำให้เราไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องจุกจิกเล็กน้อยดังที่ผู้หญิงทั่วไปเป็นกัน
    สุดาเป็นผู้หญิงผิวขาว ไว้ผมยาวดัดรอน
    จมูกของเธอสันโด่งฉันมารู้ตอนหลังว่าเป็นจมูกที่ไปเสริมมา
    ดวงตาเป็นจุดเด่นของสุดา เธอมีขนตางอน และเข้มลึก
    หากจ้องมองจะแลเห็นประกายที่แสนเหงาว้าเหว่เจืออยู่อย่างเล็กน้อย
    คิ้วของเธอทำให้ใบหน้าทั้งหมดผสมกลมกลืน บางครั้งดูสวยสง่า
    ทว่าหลายครั้งกลับหม่นหมองไม่สดใส ฉันบอกไม่ถูกว่ามันเป็นอย่างไรแน่
    ถ้าเทียบกับฉันแล้ว ฉันไม่อาจจะเทียบกับสุดาได้
    เพราะความเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย ไว้ผมยาวประบ่า
    และไม่ค่อยชอบแต่งหน้ามากนัก เพื่อนบางคนชอบว่าฉันทำตัวแก่เกินวัย
    ซึ่งตอนหลังฉันลองหันมาแต่งหน้าอ่อนๆ ทาลิปสติคสีส้มบ้าง ชมพูบ้าง
    และเขียนขอบตา บางคนชื่นชมแต่บางคนกลับบอกว่าไม่ไหวเอาเสียเลย
    หนึ่งในจำนวนนั้นมีเพียงสุดาที่ไม่เคยมีเรื่องตำหนิหรือให้ความเห็น
    ทำให้ฉันแปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่เมื่ออยู่กันนานเข้า
    ความเข้าใจแบบใหม่ค่อยๆเผยขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    เราสองคนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ
    เรามีชีวิตไปวันๆเหมือนคนทั่วไป สิ่งที่เรามี
    มนุษย์ทุกคนในโลกต่างดำรงอยู่อย่างครบถ้วน เราชอบเดินห้างสรรพสินค้า
    ซื้อเสื้อผ้าราคาถูกแต่ดูดี บางครั้งเหมือนเราเป็นอิสระ
    ทว่าหลายครั้งเราปรารถนาเดินทางกลับไปบ้านเกิด เราเคยมีความฝันอยู่บ้าง
    แม้จะเป็นฝันกลางวัน ทั้งฉันและเธอต่างถูกกำหนดให้เป็นเบ้า
    เป็นแบบหลอมของผู้หญิงยุคใหม่ที่ดูทันสมัย คล่องตัว ปราดเปรียว เก่ง สวย
    กล้าหาญ และปรารถนาเพศสัมพันธ์ที่ดีเลิศกับผู้ชายที่ถูกใจ
    เรามักถูกมองว่ากำลังเทียบเท่าความเป็นชาย ทว่าจริงๆแล้ว
    เราเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาสามัญ เราไม่เคยถูกยกให้เทียบเท่าอย่างจริงจัง
    สุดท้ายเราต้องกลับไปเลี้ยงลูก ทำงานครัว
    และคอยระแวดระวังสามีตัวแสบทั้งหลายไม่ให้ออกไปนอกลู่นอกทาง

    ความแนบแน่นอันแปลกประหลาดของสุดากับฉันค่อยๆดำเนินไปอย่างช้าๆ
    บางครั้งเราเหมือนแฝดอินจันที่ไม่เคยแยกจากกัน
    แต่อย่างที่ฉันบอก…เราไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
    หลายเวลาสุดาไปดูภาพยนต์คนเดียวและหายไปหลายวันโดยไม่บอกกล่าว
    ส่วนฉันอาสาเฝ้าห้องพักอย่างเดียวดาย เมื่อกลับมาถึงห้องพัก
    เธอไม่เคยพูดสิ่งใดเกี่ยวกับหนังที่ไปดูมาและเหตุผลที่หายไปหลายวัน
    มันทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจ จนต้องเอ่ยถาม เธอตอบอย่างสั้นๆ
    ท่าทางไม่อยากจะตอบคำถามใดๆแม้แต่น้อย

    ปกติถ้าเธออยู่กับคนอื่น
    ความมีมนุษยสัมพันธ์ของเธอดีเยี่ยมมากกว่าฉัน
    แต่ถ้าเราอยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ ความเงียบที่เราสัมผัสอยู่เป็นประจำ
    มักเดินเข้ามาสู่ข้างในใจของเราตลอดเวลา

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี เป็นวันที่เงินเดือนถึงกำหนดออก
    เรากลับบ้านด้วยกัน ระหว่างที่เราอยู่บนรถสุดาพูดขึ้นมา

    “กลับถึงห้องแล้วออกไปหาอะไรกินกันไหม” เธอเอ่ยชวนเป็นครั้งแรก
    ฉันไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจมากนัก
    “ที่ไหนดี” ฉันพูด
    “แล้วแต่…ที่ดูดีหน่อย” เธอเสนอ

    เมื่อเรามาถึงห้องพักเราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ
    เราจับแท็กซี่ไปหาร้านอาหารริมน้ำ
    ฉันไม่เคยนึกมาก่อนว่าเธอจะมีอารมณ์โรแมนติค

    “ทำไมอยู่ๆชวนมากินข้าว” ฉันทักขึ้นหลังจากที่เราสั่งอาหารเสร็จแล้ว
    “ไม่รู้สิ” น้ำเสียงเก็บงำความลับบางอย่าง
    “ไม่จริงหรอก สัญชาตญาณของฉันมันไวนะ”

    ปกติเรามักจะไปซื้อของใช้ด้วยกัน ส่วนการกินข้าว
    ถ้าไม่มีมื้อไหนสลักสำคัญ เราใช้ร้านอาหารฟสาต์ฟู้ดประทังชีวิตอาทิ
    แมคโดนัล , เคนตั้กกี้ , เซเวนเซ่น , พิสซ่าและร้านข้าวแกงริมถนน
    เราไม่ค่อยพิถีพิถันเรื่องชีวิตมากนักจนกระทั่งเวลานี้…

    “เธอรู้สึกประหลาดใช่ไหม” สุดาถาม
    “แน่นอน” ฉันตอบ “เหมือนมีอะไรพิเศษ?”
    “ฉันสารภาพนะว่าวันนี้สำคัญกับฉันมาก”
    “วันเกิดเธอหรือ”
    “ไม่เชิงหรอก” สุดาหยุดชะงัก เหมือนเธอจมดิ่งอย่างไม่มีจุดหมาย
    มันไม่ค่อยน่าภิรมย์นัก คล้ายฉากจากลา ซึ่งรอคอยเราอยู่
    และต้องการให้เราเข้าไปมีส่วนร่วม
    “ฉันไม่ชอบฉลองวันเกิดหรอก” สุดาพูด
    ทำให้ฉันงึมงำดุจเดียวกับภาวะที่ประจุไฟฟ้าในสมองตีกันให้วุ่น
    “ฉันพบผู้ชายคนหนึ่ง” สุดาเริ่มต้น
    “จากนั้นเรารู้จักกันอย่าง ที่เราไม่ควรจะก้าวเข้าไปถึง”
    เธอพูดน้ำเสียงเรียบๆ
    “ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง” เหมือนจิตใจของฉันดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำ
    “มันเป็นเรื่องบังเอิญมาก” สุดากล่าว “เหมือนรักแรกพบ
    เราจ้องตากันเพียงแวบเดียว มันน่ากลัวมากเลยเพราะฉันไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน”

    ช่วงหลังๆสุดามักจะหายออกไปคนเดียวเสมอ เธอดูร่าเริงขึ้นเล็กน้อย
    แม้บางครั้งคล้ายอมความทุกข์ทุกข์สารพัน
    ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องปิดบัง
    การมีเพื่อนชายเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์สักคน

    จากนั้นเราเงียบกันไปครู่ใหญ่ เรากินข้าวกันเงียบๆ เหมือนไม่มีเรื่องคุย

    “ฉันบอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าทำไมไม่บอกเธอตั้งแต่ต้น
    เราคบกันมาได้สองสามเดือนแล้ว พบกันเฉพาะวันหยุด ดูเขาโรแมนติคดี สุภาพ
    บางครั้งอาจจะเงียบขรึม มันทำให้ฉันรู้สึกคลั่งไคล้
    กับบุคลิกอย่างนั้นและไม่อยากจะขยับตัวทำอะไรเลย เธออาจไม่เข้าใจ
    และหลายครั้งฉันเกือบจะเข้าใจว่ามันคือความรัก
    แต่นานเข้า…ฉันบอกไม่ถูกเหมือนกัน บอกไม่ถูก”
    “เราไม่น่าจะปกปิดความลับ” ฉันตัดพ้อ
    “ไม่ใช่ความลับหรอก แต่เป็นอะไรไม่รู้ที่อยู่ๆกลับมาเป็นความหวาดกลัว
    ฉันกลัวการจากไปของเขา” เธออธิบาย “ขอบใจมากนะที่มากินข้าวกันในวันนี้
    ฉันได้พูดความน่าอึดอัดออกมาจนได้”
    เธอพูดห้วนๆคล้ายอยากจะปิดฉากบทสนทนาลงโดยเร็ว
    “ไหนว่ามาฉลอง ทำไมเศร้านัก เราน่าจะรื่นรมย์กว่านี้ แค่เรื่องเพื่อนชาย
    ไม่ควรทำใจหดหู่” ฉันพยายามเรียกความสนุกสนานที่ซุกซ่อนออกมา แต่ไร้หวัง
    “อย่างที่ฉันบอก…” สุดาหยุดลงเพียงเท่านี้ เราออกจากร้านอาหาร
    เธออยากดูแม่น้ำ เราจึงเดินกันไปเงียบๆ คืนนั้นผู้คนเหมือนเก็บตัว
    หลังภาวะเศรษฐกิจถดถอย ค่าเงินบาทลอยตัว คำสั่งปิดไฟแนนท์ห้าสิบสองแห่ง
    รัฐบาลล่มสลายทางศรัทธา และคอรัปชั่น สิ่งที่เยียวยาชีวิตคนในขณะนี้คือ
    ช่วยเหลือตัวเองไปก่อน อย่าให้มันล้มลงจนเจ็บมากนัก
    หากจะล้มก็ควรจะล้มอย่างนุ่มนวล ไม่มีทางเลือกมากนักสำหรับวันนี้
    สิ่งที่ผู้คนแสดงออกคือหาทางที่ดีกว่า มั่นคงกว่า และทางเลือกใหม่ๆ

    แม่น้ำคืนนั้นไหลเอื่อย
    ความคุ้นเคยและชาชินต่อความเงียบของสองเราแบกอยู่บนไหล่

    หลังจากนั้นสองสามสัปดาห์เราไม่กลับมาพูดถึงคืนที่เราไปชมแม่น้ำ
    เราปฏิบัติตัวดังปกติ เธอไม่เคยแนะนำชายคนนั้นให้ฉันรู้จัก
    เหมือนเธอไม่ต้องการให้สัมพันธ์ของเราเป็นอื่น เธอมีความคิดแปลกแยก
    อดกลั้นอยู่บนความอดทนขั้นสูง
    ส่วนฉันรู้ว่าไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว
    ฉันปล่อยตัวเองไปกับการงาน
    เช่นเดียวกับสุดาที่ไม่เคยแย้มพรายสิ่งใดเกินจำเป็น
    ไม่มีสิ่งใดที่จะยึดมั่นต่อสภาวะที่เป็นอยู่ เราเป็นสามัญชน
    เกาะกุมเช่นผู้คนทั่วไป
    เรารู้สึกว่าตนเองอยู่กับยุคสมัยที่ไปไม่ถึงฝั่งของความจริง
    เราอยู่กับระบบที่เคร่งครัดต่อประเพณีนิยม แม้ในหลายห้วงเวลา
    ชีวิตก้ำกึ่งระหว่างความผิดศีลธรรมอันดีงามกับความปรารถนาจริงแท้
    ซึ่งต้องเลือกปฏิบัติ และเลือกที่จะอยู่ข้างใดฝ่ายไหน
    มากกว่าจะทนกล้ำกลืนอยู่ระหว่างกลางอันไร้ความสุข

    แปดเดือนต่อมา

    ระหว่างที่เรากลับจากที่ทำงาน สุดาบ่นว่าปวดท้องคล้าย ปวดท้องเมนท์
    อาการของเธอดูจะหนักมาก จนกระทั่งเรามาถึงอพาธเม้นต์
    ฉันหาซื้อยาจากร้านขายยาให้เธอกิน แต่อาการดูไม่กระเตื้องขึ้น
    จากนั้นอีกสองชั่วโมงที่ช่องคลอดมีน้ำใสๆเป็นเมือกไหลออกมา
    ฉันรู้สึกตกใจแต่พอที่จะประครองสติได้จึงพาเธอลงไปเรียกแท็กซี่ไปส่งยังโรงพยาบาล

    เส้นทางจากที่พักไปโรงพยาบาลดูจะยืดยาว
    สิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าของเธอคือเหงื่อเม็ดใหญ่
    อาการดูจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ มันหนักขึ้นเรื่อยๆ
    ทำให้ใจของฉันพลอยสั่นเทาไปด้วย

    จนกระทั่งแท็กซี่พาเรามาถึงจุดหมาย สุดาถูกนำพาขึ้นบนเตียงนอน
    สมองของฉันกลับมาช๊อตอีกครั้ง มันเป็นการช๊อตที่เกิดขึ้นน้อยครั้ง
    ทว่าทำให้ฉันได้รู้สึกถึงบรรยากาศแบบใหม่ในชีวิต
    ราวกับการเกิดใหม่ของตนเอง และสมองเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

    ฉันมองตามภาพรถเข็น ที่เข็นสุดาเอามือกุมหน้าท้องหายเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
    มันเป็นภาพที่ทำให้ฉันรู้สึกอดรนทนไม่ไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
    จากนั้นภาพเมื่อแปดเดือนก่อนกลับมาปรากฏที่จักษุ
    ภาพแม่น้ำที่เรายืนมองในความมืดทึบ
    และเรือลำหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วกลางแม่น้ำ
    ขณะคลื่นแตกฟองสีขาวแลเห็นได้ชัดเจน จากนั้นภาพดังกล่าวหายลับไป
    เหมือนความลับธรรมดาสามัญที่ไม่มีใครอยากตอบ

    สุดาลาออกจากงานกลับบ้านเกิด วันนั้นเธอได้ลูกสาวตัวน้อย
    เธอท้องไม่ง้อผู้เป็นพ่อผู้ชายคนนั้นที่เธอเคยบอกว่า “เขาโรแมนติค”

    เธอไม่กล้าทำแท้ง เพราะหวาดกลัวความเจ็บปวดทางใจและทางกาย
    มากกว่ากลัวบาป สิ่งที่เธอบอกฉันในวันต่อมาบนเตียงพยาบาลว่า
    “มันไม่ใช่ความรักใช่ไหม? มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ” ฉันเงียบไป
    และนิ่งอึ้ง มองใบหน้าที่โทรมทรุดของเธอหลังคลอด
    เป็นไปได้อย่างไรที่เธอปกปิดความลับ
    และท้องที่ค่อยๆก่อรูปก่อร่างขึ้นมาจนกระทั่งแปดเดือนต่อมา…เธอคลอดบุตร

    เธอเล่าถึงวิธีการอำพรางท้องด้วยผ้ารัดหน้าท้อง
    หลังจากที่รู้ว่าประจำเดือนขาดไปสองเดือน
    หมอบอกว่าเหตุนี้ทำให้เธอคลอดก่อนกำหนดก็เป็นได้

    การรู้ว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
    โดยสัญชาตญาณแล้วสิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ
    ทำให้เธอตัดสินใจรักษาเด็กไว้ เธอกล่าวว่า
    “ฉันไม่สนหรอกว่าเขาจะจากไปเพราะรู้ว่าฉันมีท้อง!”
    ผู้ชายที่เธอบอกว่านุ่มเนียน กลายมาเป็นคนไม่รับผิดชอบ
    เธอว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ชายทุกคน

    นับจากวันนั้นเธอไม่เคยกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้อีก
    ฉันย้ายที่อยู่อีกครั้งเป็นครั้งที่สี่ เหมือนนกจรตัวน้อย
    หลายครั้งฉันกลับไปยังแม่น้ำที่ปราศจากคำตอบ-ซ่อนอยู่ภายใน
    ฉันระลึกถึงความหลัง

    คำตอบมากมายมีอยู่ เหตุใดคนที่มักคุ้นถึงได้ปิดความลับได้ลึกลับดำมืด
    จนกระทั่งวันที่เธอหมดหนทาง หรือว่าเราเพียงปฏิสันธานกันเช่นผู้อื่น
    มิตรภาพที่มีเป็นเพียงภาพลวง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เรากลายเป็นอื่นเสียมากกว่า
    หมายถึงการอยู่ร่วมกันไม่ได้ทำให้เรานึกถึงผู้อื่น
    เพียงแต่เราเห็นตนเองในกระจกทุกเช้า เราเห็นเรา เห็นภาพนั้นคุ้นเคย
    และถือเอาว่า-เราเข้าใจคนอื่น-ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริง?

    ฉันเขียนจดหมายไปหาสุดา สารภาพว่าไม่เคยโกรธที่เธอไม่บอกเรื่องสำคัญ
    ถึงอย่างไรฉันไม่มีสิ่งใดจะถือเอาโมหะเป็นอารมณ์
    สิ่งที่ฉันเสียใจอย่างเดียว
    คือเสียดายที่ไม่ได้ร่วมทุกข์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
    สิ่งนี้นั่นเองที่ฉันไม่เคยสารภาพ

    สายลมฤดูร้อนคล้ายผลัดเปลี่ยนไปอีกคำรบ
    ฉันยืนอยู่เหนือสายน้ำ ร่ำเรียกวิญญาณกลับไปหาบ้านเกิด
    แต่ใครจะเข้าใจว่าเหตุใดฉันจึงต้องผจญอยู่กับเมืองที่ทำร้ายเพื่อนคนหนึ่ง
    ยังใช้ชีวิตอยู่เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

    ฉันพูดเบาๆกับตัวเอง “ชีวิตเป็นสามัญธรรมดา”
    ขณะที่มองภาพดวงอาทิตย์คล้อยเหลี่ยม และความอ่อนล้าของแสงสิ้นสุด
    แม่น้ำไม่มีคำตอบ เช่นเดียวกับความลับ เช่นเดียวกับความทุกข์ยาก
    และแรงปรารถนา-จากข้างใน

    โดย… นิวัต พุทธประสาท

    Tags: ,

  • ในยุคดิจิตอลนี้ ผู้บริหารสมัยใหม่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเทคโนโลยี่เกี่ยวกับ Internet หากผู้บริหารยังไม่รู้เรื่องนี้เลยในยุค 2000 นี้ ก็จะค่อนข้างล้าหลังเสียแล้ว แต่ก็ยังไม่สาย เกินไปนักสำหรับประเทศไทยเรา ถ้าจะเริ่ม เพราะเหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น ก็เพราะการสื่อสารบนโลก Internet นั้น เป็นการสื่อสารไร้พรมแดน สามารถได้รับข้อมูลข่าวสารทันใจ และคาดเดาสถานการณ์ ได้ทันเหตุการณ์ การใช้ Internet ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาฝึกฝน เพียงแค่ลองเปิดโลกของตัวเองเท่านั้น ความกลัวเทคโนโลยี่ของผู้บริหารสมัยเก่าก็จะหมดไป เพราะผู้บริหารมีความได้เปรียบด้านภาษาอยู่แล้ว บนโลก Internet ภาษาที่เป็นสากลนั้นคือภาษาอังกฤษ ดังนั้นการศึกษา ข้อมูลจาก Internet จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้บริหารอีกต่อไป และเมี่อนั้นผู้บริหารทั้งหลายก็จะไม่ยอมหลุดออกจากโลก Internet นี้ได้ง่ายๆ

    แต่ข้อเตือนใจอันหนึ่งคือต้องใช้วิจารณญานของความเป็นผู้บริหารให้มากกว่าธรรมดา เพราะ Internet เป็นโลกมืดที่เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มีตัวตนหรือไม่ องค์กรที่เปิดบน Internet อาจมีคนเพียง 1 หรือ 2 คน นั่งอยู่ที่บ้านทำงานก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น การจะตัดสินใจทำธุรกิจบน Internet หรือ Online Marketing นั้นต้องละเอียดและลึกซึ้งกว่าการทำธุรกิจทั่วไปที่เราได้เห็น ตัวตน หรือรู้จักทั้งคู่ค้าและคู่แข่ง ยังมีอะไรที่น่ารู้อีกมาก

    หากท่านต้องการปรึกษาเกี่ยวกับ การทำการตลาดออนไลน์ ก็สามารถติดต่อดิฉันผ่าน Website ของสาระสารนี้ได้นะคะ


    หมายเหตุ

    ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการทำงานในระดับผู้บริหาร ในตำแหน่งนักวางแผนการตลาดของบริษัทที่มีชื่อเสียงหลายแห่งรวม ทั้งเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ให้กับ บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด ผู้จัดพิมพ์ทำเนียบรายชื่อธุรกิจผู้ส่งออก ABC Thai Exporters Directory และที่ปรึกษา บริษัท MGA Co.,Ltd. ซึ่งได้เขียนหนังสือ กลยุทธ์ผู้นำธุรกิจแห่งสหัสวรรษ

    สิริรักษ์ จุลหาญกิจ
    sirirux@mail.com

    Tags: , , , ,

  • เส้นทางหฤโหดสู่ โครเรปานี

    ในวันนี้ก่อนออกเดินทางตอนเช้า เราขอซื้อส้มจากทางเกสต์เฮ้าส์มา 10 ผล ด้วยการปีนขึ้นไปเก็บสด ๆ มาจากต้นส้มภายในลานอาหารของเกสต์เฮ้าส์เลยทีเดียว และส้มที่เก็บจากต้นเหล่านี้ช่วยชีวิตพวกเราในภายหลัง

    เพียงเคลื่อนตัวออกจาก ทาโทปานี ได้แค่ 20 นาที เราก็พบกับเส้นทางหฤโหดของการเดินทางกันเลย ด้วยการไต่เขาสูงชันขึ้นไป ถ้าจะคิดระยะทางแล้วก็ไม่ได้มากมายเท่าไร แต่เราต้องใช้เวลามากทีเดียว กว่าจะขึ้นมาถึงยอดเขาที่จะเดินไปยัง การา ได้ก็ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง เดินขึ้นไปก็ต้องพักกันทุก ๆ 10 นาทีเพราะทางช่วงนี้ชันมาก มีเด็กนักเรียนวิ่งขึ้นวิ่งลงระหว่างทาง เจอพวกเราก็ขอเงินบ้างขอสมุดดินสอบ้าง ผมได้แต่เพียงบอกว่าไม่มีสิ่งที่พวกเขาต้องการ จริง ๆ น่ะมี แต่ผมต้องเก็บไว้สำหรับงานบันทึกของผม

    pic2-11

    ขึ้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ตลอด กว่าจะพาสังขารมาถึงการาได้ก็เกือบเที่ยง ที่นี่ชาวบ้านจะปลูกข้าวกันมาก ดูแปลงข้าวเป็นขั้น ๆ สวยงาม แต่พวกเราก็ยังไม่ทานข้าวเที่ยงกัน เพราะนัดกันว่าจะไปทานที่ ซิกา กว่าจะได้กินข้าวก็ต้องหิ้วท้องกันถึงบ่ายโมง จึงจะถึงซิกา

    ระหว่างทางมีสาว ๆ ของกลุ่มเราคนหนึ่งเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว พบขบวนลากลางทางก็ว่าจ้างลามาส่ง เซียบอกว่าจริง ๆ แล้วชาวภูเขาจะไม่ค่อยขี่ลากัน เพราะถือว่าได้ใช้งานบรรทุกของกันแล้วไม่สมควรจะขึ้นไปขี่อีก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อ่อนแอแบบเรา ชาวภูเขาก็เห็นใจว่ากลับบ้านไม่ได้ ถือเป็นข้ออนุโลม

    pic2-01

    บ่ายแก่ ๆ จนอากาศเริ่มเย็นเป็นสัญญาณว่าอาทิตย์จะลาลับไปอีกวันแล้ว แต่พวกเรายังเดินไปไม่ถึงจุดหมายที่ โครเรปานี (Ghorepani, 2,855 ม.) เราเดินกันกะปลกกะเปลี้ยมาได้แค่ จิตเตร ตอนเกือบ 5 โมงเย็น เนื่องจากความล่าช้าของอาการบาดเจ็บที่เข่าและขาของสมาชิกหลายคนที่เป็นผู้หญิง มีบางคนเปลี่ยนใจพักที่นี่ ไม่เดินต่อไปยังโครเรปานี สมาชิกที่เหลือจึงหารือออกเสียงกันว่าจะเดินไปให้ถึงโครเรปานี ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงหรือเปล่า ตกลงเราเลยแยกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มพักที่จิตเตร แล้วจะกลับไปจัทรกตเลย กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจตามกำหนดการเดิมคือ นอนอีก 2 คืนที่โครเรปานี และกันดรุค สมาชิกที่เหลือจึงออกเดินทางสู่โครเรปานี ด้วยเวลาที่เร็วที่สุดคือ 18.30 น.

    จากทาโทปานี (1,200 เมตร) เราไต่กลับมาที่ 2,800 เมตรภายในวันเดียวที่โครเรปานี อากาศกลับมาหนาวจับใจอีกหน วันนี้ถือว่าเป็นวันปีใหม่ของชาวเนปาลคือวันที่ 13 เมษายน ซึ่งก็ตรงกับวันสงกรานต์ที่เป็นวันขึ้นปีใหม่ของบ้านเราเหมือนกัน ที่กาฐมัณฑุ หรือเมืองใหญ่ของเนปาลจะจัดเทศกาลปีใหม่กันทั้งเมือง ของไทยเราเอาน้ำสาดกัน แต่ที่เนปาลเขาจะเอาสีมาป้ายหน้ากันด้วยมิตรภาพเป็นที่เฮฮาสนุกสนาน

    แต่พวกเราแทนที่จะเอาสีมาป้ายหน้ากันบ้าง กลับต้องมาเดินขาเป๋อยู่บนภูเขา

    พานอรามาวิวที่พุนฮิล

    เป็นธรรมเนียมของการท่องเที่ยวที่จะต้องเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกตามจุดวิวต่าง ๆ ที่โครเรปานี ก็มีที่ชมวิวสุดฮิตของเทือกเขาอรรณาปุรณะเหมือนกันนั่นก็คือ พุนฮิล (Punhill, 2,975 ม.)

    pic2-02

    กว่าจะเดินขึ้นมาถึงยอดพุนฮิลได้ก็เล่นเอาหน้ามืด เพราะทั้งชันทั้งไกลต่างจากภูกระดึงของบ้านเราลิบลับ แต่ก็คุ้มเหงื่อทุกหยดที่เสียไป เพราะเมื่อเราขึ้นถึงยอด เราจะสามารถเห็นยอดเขาสุดยอดของอรรณาปุรณะรอบตัว

    pic2-03

    แสงสุรีย์เริ่มถักทออีกครั้งที่เบื้องหลังยอดเขาหางปลา (มัจฉาปูชเร) ทำให้เขาหางปลาดูลางเลือน แต่ก็พอรับรู้ได้ว่ายอดเขาดำรงอยู่ตรงนั้น ด้านซ้ายถัดมา ยอดอรรณาปุรณะหนึ่ง สูงเด่นเป็นสง่ากว่ายอดใด ๆ เสื้อคลุมหิมะเริ่มเผยตัวตนให้แลดูสง่างาม และเบื้องไกลสุด คือดลคีรีที่เผยตนเป็นสีเหลืองอร่ามจากมุมสะท้อนของแสงที่แตกต่าง เมื่อแสงสุรีย์เริ่มแผดกล้า ป่ากุหลาบพันปีเบื้องล่างเริ่มทักทายด้วยความสดแดงไปทั้งหุบเขา เป็นภาพจิตรกรรมแห่งธรรมชาติที่แต้มแต่ง เป็นภาพอันงดงามบริสุทธิ์ด้วยแสงสีครามเข้ม แดงแสด เหลืองอำพัน เขียวใบไม้ และขาวนวลบริสุทธิ์ ห้วงนาทีที่ผมยืนอยู่บนพุนฮิลนั้น ขุนเขาแห่งอรรณาปุรณะเป็นพาหนะพาผมล่องลอยออกไปไกลสุดขอบจักรวาล

    ขุนเขาสีแดง

    กว่า พวกเราจะออกเดินทางจากโครเรปานีได้ก็สายเอามาก เพราะสมาชิกมัวแต่ชื่นชมกับกุหลาบพันปีที่ดารดาษอยู่เต็มหมู่บ้าน โดยหารู้ไม่ว่าหนทางข้างหน้านั้นสวยงามและยาวไกลกว่าที่คิด เซียเตือนเราไว้แต่แรก แต่เราก็ยังไม่เดือดร้อนอะไรกัน

    เมื่อออกเดินทางจากโครเรปานีออกไปเรื่อย ๆ ทุกคนตื่นตะลึงกับดอกไม้สีแดงที่สะพรั่งเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็แดง ๆ ๆ ๆ บางต้นออกดอกกันจนแดงสดมาก ๆ ไม่เคยเห็นดอกอะไรแดงอย่างนี้มาก่อน ยิ่งได้แสงแดดตอนเช้ามาประสานด้วยแล้วยิ่งช่วยขับให้กุหลาบพันปีสดใสมากขึ้นไปอีก

    pic2-04

    กุหลาบพันปี (Rhododendrons) ของเนปาลมีมากกว่า 30 ชนิดในเขตที่ความสูงระดับปานกลาง ที่เราพบอยู่ในระดับ 2,000 - 2,600 เมตรจากน้ำทะเล กุหลาบพันปีทั้งหมดจะออกดอกราวช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนของทุกปี มีทั้งสีขาว, ชมพู, ม่วง, และแดง โดยการผลิบานในระดับที่ความสูงต่ำกว่าคือในช่วงเดือนมีนาคม จะออกดอกที่ระดับ 2,000 - 2,500 เมตร เดือนเมษายน จะออกดอกที่ระดับ 2,500 - 3,000 เมตร เดือนพฤษภาคม จะออกดอกที่ระดับ 3,000 - 3,800 เมตร เดือนมิถุนายน จะออกดอกที่ระดับ 3,800 - 4,400 เมตร

    ในช่วงที่เราพบกุหลาบพันปีโดยมากพันธุ์ดอกสีแดงจะอยู่ระดับต่ำประมาณ 2,000 เมตร มีขนาดดอกเล็กว่าพันธุ์อื่น ๆ และออกดอกเล็กกว่าพันธุ์อื่น ๆ และออกดอกเร็วกว่า ในช่วงเดือนเมษายน เราจึงพบพันธุ์ดอกสีชมพูมากกว่าสีอื่นในระดับ 2,500 เมตร และมีขนาดดอกที่โตกว่าสีอื่น ๆ มาก จะพบพันธุ์อื่นบ้างแต่ก็เล็กน้อยเท่านั้น

    ที่เทือกเขาผีปันน้ำหรือดอยอินทนนท์ของประเทศไทย กว่าจะได้ชมกุหลาบพันปีต้องเข้าคิวคอยชม แต่ที่นี่เราแทบจะสำลักกุหลาบพันปีไปตลอดทางเลยทีเดียว

    pic2-07

    ช่วงที่เราเดินผ่านกุหลาบพันปีเหมือนเดินอยู่ในสวนจูราสิกพาร์กที่เป็นป่าดึกดำบรรพ์ มีต้นไม้หงิก ๆ งอ ๆ และมีมอส เฟินเกาะเกี่ยวลำต้น ดูเขียวดิบไปตลอด อากาศก็เย็นเยียบ มีแสงแดด ส่องลอดลงมาเป็นลำ

    เดินได้ 2 ชั่วโมงก็ต้องปีนเขาหนอกเป็นเขาหัวโล้นไม่ค่อยมีต้นไม้ขึ้น แต่มีหญ้าขึ้นทั่วบริเวณ เมื่อเดินถึงยอดสันเขาหนอก ตัวเราเหมือนเบาหวิว เพราะทัศนียภาพ 3 ด้านเปิดหมด 2 ข้างทางเป็นเหวสูงชัน เราต้องเดินไต่ตามสันเขาซึ่งกว้างประมาณ 2 เมตรไปเรื่อย ๆ ลมพัดหวีดหวิวมองออกไปเบื้องหน้าเห็นทางสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ด้านข้างทั้งสองกับด้านหลังเป็นอากาศธาตุและภาพทิวเขาสลบซับซ้อนเป็นฉาก อยู่ไกล ๆ

    ทางสวยสู่ทรันดรุค

    เรามาถึง เดโอราลี (Deorali) ตอน 11.30 น. และ บัณทานติ ตอนบ่ายโมงพอดี ระหว่างทางมีน้ำตกข้างทางสวยงามมาก เส้นทางนี้ต้องเดินไต่ขึ้นตามระดับภูเขา เลาะไปตามลำห้วย น้ำใสเย็นเราถือโอกาสอาบน้ำสระผมที่บัณทานติ สบายตัวสบายหัวดีจัง

    pic2-06

    อาการบาดเจ็บของสองสาวในคณะเดินทางของเราทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที นั่นหมายความว่าเราต้องใช้เวลาในการเดินทางยาวนานขึ้น บางครั้งเส้นทางเดินธรรมดาก็กลายเป็นทางวิบากไปได้เหมือนกัน ก้อนหินที่วางตัวระเกะระกะตามทางก็ดูช่างน่ารำคาญเอาเสียจริง เส้นทางที่เป็นทางลาดลงที่ว่าน่าจะเดินได้เร็วก็กลายเป็นเดินได้ช้ากว่าปกติเสียอีก เพราะยิ่งลงก็ยิ่งปวดเข่า จากเดิน 2 ขา ก็มาเป็น 3 ขา 4 ขา เพิ่มขึ้น แต่ที่เดินกันได้ก็มีแต่ใจเท่านั้น ส่วนสังขารมันพิการไป 2 วันแล้ว

    pic2-08

    เซียอดห่วงคนเจ็บไม่ได้ เพราะเซียเองก็รู้ว่าทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่เวลาก็คอนแทะเล็มความเหน็ดเหนื่อยไปเรื่อย ๆ เรามาถึง ทาดาปานี (Tadapani) เอาตอนพระอาทิตย์เริ่มส่งสัญญาณเวลาเย็นแล้ว ชาวบ้านที่ทาดาปานีบอกว่า ถ้าจะเดินไปให้ถึง กันดรุค (Ghandruk) ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เราประมาณกันว่าอีก 2 ชั่วโมง ก็ประมาณ 6 โมงครึ่ง แต่ด้วยกำลังและสังขารที่มีของสมาชิกที่เดินได้ช้าที่สุดของเรา เราก็ไม่อยากจะนึกถึงเลยว่าวันนี้จะถึงกรันดรุคเวลาไหน มีคนแนะนำว่าให้พักที่ทาดาปานีเลย แต่เมื่อลองประมาณว่าถ้าเดินจากที่นี่ออกไปถนนที่จะนั่งรถกลับโพคารา มันโหดกว่าเดินจากกรันดรุค อย่างไรเสียเราอยากจะเห็นยอดหางปลาแบบเต็มตาชัด ๆ ที่กรันดรุค ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว จะยอมแพ้ตัวเองง่าย ๆ อย่างนี้ไม่ได้

    pic2-09

    เราแบ่งเป็น 2 ทีมอีกครั้ง ให้คนเดินเร็วเป็นม้าเร็วไปจองที่พักที่กรันดรุค ส่วนที่เหลือก็คอยดูแลคนเจ็บให้เดินไปได้เรื่อย ๆ

    เซียเดินอยู่หลังสุดเป็นเพื่อนคนเจ็บอยู่ตลอด ทั้ง ๆ ที่เขาต้องเทินสัมภาระหนักแต่ต้องมาเดินเหมือนเต่ากับพวกเรา แทนที่จะรีบ ๆ เดินไปให้ถึงจุดหมายไว ๆ จะได้ใช้เวลาแบกของน้อยลง แต่น้ำใจก็ยังคงเป็นน้ำใจใสซื่อของชาวภูเขา จากลูกหาบกลายมาเป็นเพื่อนของเราในภายหลัง จากความบาดเจ็บกลายมาเป็นความห่วงหาอาทรต่อกัน นี่นับเป็นภารกิจประการหนึ่งที่มนุษย์พึงมีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าไหนของโลก

    อาทิตย์หายลับไปแล้ว ในใจมีแต่ความพะวง และความหวาดหวั่นเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยเมื่อเราพบทางเดินที่ตัดขึ้นเขา เข้าไปในป่า ตลอดทางไม่มีวี่แววของที่พักอาศัยเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่เขาอีกฟากหนึ่งมองเห็นกรันดรุคอยู่ลิบ ๆ คาดว่าไม่นานคงจะถึง แต่นี่เดินกว่า 3 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีวี่แววแม้แต่น้อย หนทางเริ่มมืดมน ผมเดินล่วงหน้าคนเจ็บมาประมาณ 20 นาที ในใจนึกหวั่นว่าอาจจะหลงทาง จึงนั่งลงรอเซียกับคนเจ็บที่เนินเขาอีกลูกหนึ่ง ค้นไฟฉายกระบอกเล็กขึ้นมากระชับมือ ท้องเริ่มโอดครวญเพราะความหิวที่มากมายถั่งโถมใส่จนแทบจะตั้งตัวไม่ติด ทัศนียภาพข้างทางสวยงามมาก แต่อารมณ์ที่จะชื่นชมของเรามักชักมีรสฝาดไปเสียแล้ว ค้นเป้เจอส้มลูกหนึ่งที่ติดมาตั้งแต่ทาโทปานี ในใจนึกว่าส้มลูกนี้เป็นส้มสวรรค์โดยแท้ที่ประทานมาให้เราในยามนี้ แต่อีกด้านหนึ่งก็นึกวิตกว่าคนอื่น ๆ ก็หิวแทบไส้ขาดเช่นกัน

    pic2-10

    เกือบครึ่งชั่วโมงเซียและคนเจ็บท้ายขบวนก็มาถึงจุดที่นั่งพัก ส้มทาโทปานีถูกแบ่ง 4 เข้าปากได้แทบไม่ต้องเคี้ยวกันเลย มันเป็นส้มลูกที่อร่อยที่สุดในชีวิต แม้ว่ารสชาติของส้มก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าส้มใด ๆ ในโลก แต่ด้วย Space & Time ก็ทำให้ส้มลูกนี้กลายเป็นส้มสวรรค์ของชีวิตเรา

    พวกม้าเร็วโผล่มาหาเราจากความมืด ทุกคนดีใจที่ได้เจอกันพร้อมหน้าเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว พวกม้าเร็วบอกว่าเดินไปอีก 20 นาทีก็ถึง คนเจ็บดีใจแค่ครึ่งเดียวที่รู้ว่าไม่หลงทางแล้ว แต่ระยะทางที่ม้าเร็วบอกต้องคูณสองเข้าไปอีก

    ยอดเขาหางปลาที่ทรันดรุค

    ภูเขาหิมะสัณฐานแหลมพุ่งขึ้นไปตรงปลายยอดกลับแยกเป็นแฉกแบบหางปลา จึงถูกขนานนามว่า มัจฉาปูชเร (มัจฉา = ปลา, ปูชเร = หาง) หรือมีนิกเนมว่า Fishtail ที่กรันดรุค เป็นจุดแยกที่จะเดินขึ้นไปสู่เส้นทางอรรณาปุรณะเบสแคมป์ และมัชฉาปูชเรเบสแคมป์ จึงเห็นหางปลาได้เต็มลูก

    pic2-12

    ผมเผ่นออกจากที่พักเพราะห็นหางปลาไม่ชัด รีบตรงดิ่งไปที่สโนว์แลนด์เกสต์เฮาส์ เพราะมีสนามหญ้าติดกับหน้าผา มองเห็นทัศนียภาพภูเขาได้ถนัดตา เขาหางปลายามเช้าวันนี้อากาศไม่ค่อยโปร่งเท่าใดนัก แสงแดดยิ่งสาดแรงขึ้น ยอดหางปลาก็ดูเลือนลางลงทุกที วันนี้สมาชิกทั้งหมดเริ่มทำใจกับความเป็นอนิจจังของเวลาและสถานที่ ที่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขาอรรณาปุรณะของการเดินทางครั้งนี้ เพราะบ่ายวันนี้เราจะเดินทางไปจนถึงถนนที่จันทรกด เพื่อนั่งรถกลับไปโพคารา ริมทะเลสาบพีวาอันสวยงาม

    pic2-13

    เส้นทางหลังออกจากกรันดรุค เริ่มเห็นหมู่บ้านตามไหล่เขาหนาตามากขึ้นเป็นจุด ๆ เห็นนาขั้นบันไดสลับกับสถาปัตยกรรมภูเขาาลดหลั่นกันไปสุดสายตา ช่วงหนึ่งต้องเดินผ่านภูผาหินไหล ซึ่งมีหินเป็นก้อน ๆ น้อยใหญ่ระเกะระกะตามเชิงเขาเต็มไปหมด ทางเดินถูกตัดขาด ต้องเดินไต่ตามก้อนหินไปเรื่อย ๆ ด้านหนึ่งเป็นไหล่เขา อีกด้านเป็นหน้าผา ทางเดินกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตร

    pic2-14

    แสงแดดแผดแรงส่งแสงสะท้อนกับผิวหินประกายวาววับจนแสบตา หินที่นี่มีลักษณะพิเศษ ผิวเหมือนโลหะเงินมันวาว คาดว่าน่าจะมีโลหะเงินหรือธาตุที่เป็นองค์ประกอบของโลหะอื่น ๆ ประกอบอยู่ในเนื้อหินด้วย ถ้าหากลองนำหินเหล่านี้ไปถลุงแยกเนื้อหินออกมาคงได้เนื้อโลหะจำนวนมากมาย

    ออกจากกรันดรุคได้ก็เดินไต่ระดับลงมาเรื่อย ๆ ลง ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างเดียว แต่สำหรับคนขาเจ็บนี่น่ะสิ ยิ่งลงก็ยิ่งเจ็บ วันสุดท้ายนี้แทบจะคลานอยู่แล้ว เราเดินมาถึง โซเลบาซาร์ พักทานอาหาร แล้วปรึกษากันว่าขืนยังดันทุรังเดินอยู่คงกลับโพคาราไม่ทันเครื่องบินที่จะบินกลับไปกาฐมัณฑุแน่ ๆ จึงหารือกันว่าจะจ้างลูกหาบที่แข็งแรงที่สุดให้คนเจ็บขี่หลังไป

    เซียบอกว่าเขาเองก็เห็นด้วยที่คนเจ็บเดินต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ไม่งั้นอาจจะพิการ เซียทำการติดต่อหาลูกหาบได้คนหนึ่งราคา 500 รูปี พวกเราตกลงทันทีไม่ต่อรองราคาเลยสักคำ ลูกหาบจัดหากระเช้าแบกของมาดัดแปลงเป็นกระเช้าสำหรับคนนั่ง ปูเบาะเสร็จสรรพภายในเวลาครึ่งชั่วโมงก็พร้อมที่จะใช้ศีรษะเทินแบกน้ำหนัก คนเจ็บสุภาพสตรีน้ำหนัก 38 กิโลกรัม โชคยังดีที่คนเจ็บเป็นคนตัวเล็ก น้ำหนักตัวไม่มาก ถ้าคนเจ็บเป็นสาวเยอรมันช้างน้ำ งานนี้คงได้กลิ้งกันลงไปแทนแน่ สาวเจ้านั่ง ๆ ไปก็เหมือนเอาเปรียบแรงงานคนด้วยกันเอง แทนที่จะขี่ม้าขี่ลาลงมาก็ยังดี แต่ย่านนั้นไม่มีสัตว์บรรทุกของเลยสักตัว สุดท้ายก็ต้องพึ่งสัตว์มนุษย์เป็นแรงงานแทน แต่เหนืออื่นใดไม่ใช่การกดขี่แรงงานด้วยความตั้งใจ นักท่องเที่ยวผู้อ่อนแอและอ่อนต่อภูเขา จึงได้รับความเห็นใจและความช่วยเหลือจากเจ้าบ้านอย่างเต็มใจ งานนี้ระหว่างทาง ผู้คนสองข้างทางทั้งตกตะลึงระคนขบขันที่เห็นลูกหาบร่างกำยำเทินสายสะพาย กระเช้ามีสาวเจ้านั่งอยู่ข้างหลัง ถือไม้เท้าคู่ชีพอีก 1 อัน เป็นภาพแห่งความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยอุบัติขึ้นเป็นตำนานเล็ก ๆ ในเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของการเดินทางท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย

    pic2-15

    บ่าย 4 โมงเย็นเราจับแท็กซี่ได้ 2 คันกลับโพคารา ฝีมือการต่อรองราคาของเซียและท่าทีไม่ยอมถูกฟันของพวกเรา เราจึงได้ค่าโดยสารที่คิดว่ายุติธรรม

    เซียติดลงไปโพคาราด้วย โดยบอกว่าจะเดินกลับไปจอมซอม ในตอนเย็นของวันนั้นเอง เราตกใจที่เขาพาเราเดินมาถึงที่นี่แล้วเขาก็ต้องเดินกลับพร้อมกับค่าแรงที่ได้ตกลงกันไว้ แต่มานึกอีกที นี่ก็เป็นวิถีชีวิตของเขาที่เขาเติบโตมาเช่นนี้ กับสายน้ำและความสูงชันของภูเขาอันหนาวเหน็บ เราคิดได้ภายหลังก็เบาใจ

    pic2-16

    ถึงที่หมาย อำลาเซียด้วยความซึ้งใจในไมตรีของเขา เราเองก็กลับมาสู่ชีวิตเดิม ๆ ของพวกเราที่เราทิ้งมันไประยะเวลาหนึ่งที่เดินอยู่บนภูเขา แต่ชาวภูเขาอย่างไรก็ไม่อาจทิ้งภูเขาไปได้

    เราโบกมืออำลาโพคารา ในใจมองเห็นภาพของเซียหันหลังเดินกลับขึ้นไปบนภูเขาหิมาลัย . . . นั่นเป็นวิถีของเขา

    บทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Update
    ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องจากผู้เขียน

    Tags: , , , ,

  • “จะไปโยงเยียน จะไปโยงเยียน”
    “ถ้าหนูดื้อ หนูจะไม่ได้ไปโรงเรียนนะ จะดื้อมั๊ย”
    “ไม่ดื้อ………อออออออ”

    ตอนนี้ลูกบังเกิดเกล้าของผมกำลังเห่อจะไปโรงเรียนมาก ทุกครั้งที่พูดถึงการไปโรงเรียน เขาจะมีความกระตือรือร้นมาก เขารู้สึกว่าเขาชอบโรงเรียน อยากไปโรงเรียน ไปโรงเรียนแล้วสนุก ไม่รู้พอได้ไปจริงๆ แล้วจะสนุกอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า ผมเองยังคิดว่า คงเห็นเขาร้องไห้งอแง แล้วพูดว่า

    “ไม่เอา ไม่ไปโรงเรียนแล้ว จะอยู่กับป่าป๊า กับ หม่าม้าที่บ้าน”
    หรืออาจจะเป็น
    “ป่าป็า หม่าม้า ไปโรงเรียนกับหนูด้วย ถ้าป่าป๊าหม่าม้าไม่ไป หนูก็ไม่ไปโรงเรียน”

    เขาใกล้จะได้ไปโรงเรียนจริงๆ เสียทีแล้ว หลังจากที่บอกเขาเกี่ยวกับโรงเรียน พาไปเที่ยวที่โรงเรียน ให้ได้เล่นของเล่น กระโดดโลดเต้นอยู่ในสนามเด็กเล่น นั่งดูพวกพี่ๆ เขาวิ่งเล่นกัน บ้างไล่จับกัน บ้างเล่นบอลกัน ล้วนทำให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน และการได้ไปโรงเรียนถือเป็นสิ่งที่วิเศษสุดสำหรับเขา เขาจะรู้สึกว่าได้ไปในที่สำหรับให้เด็กๆ ได้เล่นกันตลอดวัน ไม่จำเป็นต้องดื้อเพื่อเรียกร้องความสนใจ สามารถกระโดด ปีนป่ายอะไรก็ได้ตามพอใจ การไปโรงเรียนช่างมีความสุขเสียจริงๆ

    แม่ของเขาได้ซื้อหนังสือการ์ตูนนิทานสำหรับเด็กมาให้เขาดูก่อนหน้านี้นานแล้ว เขาเองเป็นคนชอบหนังสือมาก เริ่มตั้งแต่หัดเปิดหนังสือ จนเปิดได้คล่องแคล่ว เขาทำลายหนังสือน้อยมากเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆ เขารู้สึกกะน้ำหนักในการเปิดหนังสือได้ ทำให้หนังสือไม่ขาดจากการเปิดหนังสือแรงเกินไป ผมมีโอกาสซ่อมหนังสือเขาเพียงแค่ไม่กี่เล่มเท่านั้น ผมเคยบอกเขาว่า “ไปโรงเรียนต้องเล่นหนังสือเก่งๆนะ หัดอ่าน ABC หัดอ่านนิทานมาเล่าให้ให้ป่าป๊าฟังบ้างนะ” แล้วนี่เองกระมังที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาอยากไปโรงเรียน เพราะนอกจากการวิ่งเล่นตามใจชอบแล้ว เขายังมีหนังสือที่เขาชอบที่เขาสนใจอีกเมื่ออยู่ที่โรงเรียน

    ผมเองยังอดห่วงไม่ได้ว่า เมื่อเขาไปโรงเรียนแล้ว เขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะเขาจะต้องถูกฝากไว้กับคุณครู ซึ่งแน่นอนเขายังไม่ไว้ใจ หรือรักในตัวคุณครูมากนัก เขาจะรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งหรือเปล่า คุณครูจะช่วยให้ลูกชายของผมเข้าใจได้หรือเปล่า ลูกชายผมไม่โง่แน่นอน จะหลอกแบบไม่คิดนี่ โดนจับได้แน่ๆ แล้วถ้าเขารู้สึกไม่ไว้ใจคุณครูแล้ว การไปโรงเรียนก็คงเป็นเรื่องทรมาณใจสำหรับเขามาก

    อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ลูกชายผมยังไงก็ต้องเข้าโรงเรียน และเรียนต่อไปจนโต โรงเรียนที่เขาเข้าไปเรียนก็ไม่ใช่โรงเรียนใหม่ เป็นโรงเรียนอนุบาลที่เก่าแก่พอสมควร ฉะนั้น ประสบการณ์การหลอกล่อ การดูแล การใช้จิตวิทยาสำหรับเด็ก ผมว่ามีมากโขอยู่ พวกคุณครูเหล่านั้นผ่านเด็กมาเป็นร้อยเป็นพัน แค่ลูกชายผมคนเดียว จะเอาไม่อยู่เชียวหรือไง แม้ผมจะคิดว่า ลูกชายผมมันไม่ธรรมดา แต่คุณครูที่ผมควรจะไว้ใจนั้น ผมก็คิดว่า ฝีมือไม่ธรรมดา

    ผมอาจจะคิดว่า การไปโรงเรียนของลูกชายผมเป็นเรื่องน่าวิตกกังวล แต่สำหรับคุณครู เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดเลย ผมมองโลกในแง่ดีครับ ลูกชายผมก็มองโลกในแง่ดี

    “เอาอีกแล้ว ทำไมจะฉี่ ลูกไม่ยอมบอกก่อนหละครับ แบบนี้คุณครูจะให้ไปโรงเรียนหรือเปล่านี่ ลูกอยากไปโรงเรียนหรือเปล่าครับ”
    “อยากไปโยงเยียน จะไปโยงเยียน”
    “ถ้าอยากไปโรงเรียน เวลาจะฉี่ ต้องบอกป่าป๊า หรือ หม่าม้าก่อนนะ เข้าใจมั๊ย”
    “เข้าใจ… บอกป่าป๊าก่อนจะฉี่…. ได้ไปโยงเยียนแย้วววว”

    Tags: , , ,

  • อู้ฮู้ ซักกันอย่างมันส์ดุเดือนเลยเจ้าค่ะ สะใจกองเชียร์ซาดิสต์อย่างส้มจี๊ด ต้องลุ้นแบบไม่หายใจ ผ่านไปสามสี่ยก มวยคู่นี้ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ทำเอาหัวใจกองเชียร์ใจเสาะบางคนเต้นไม่เป็นจังหวะ ท่านผู้อ่านอย่างเพิ่งทึกทักว่า ส้มจี๊ดจะเปลี่ยนคอนเซปท์คอลัมภ์ไปเป็นวิพากษ์มวย ที่เกริ่นนำเพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านดูคู่มวยระหว่างค่ายไทรคอน เรสตัวรองต์ส อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งสหรัฐ กับค่ายไมเนอร์กรุ๊ป เด็กอินเตอร์แห่งเมืองไทย บนสังเวียนฟาดปากด้วยพิซซ่า

    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ถ้าพูดถึงตลาดพิซซ่าเมืองไทย ต้องยกให้ “พิซซ่าฮัท” ไม่มีใครอาจหาญต่อกรได้ เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจของชาวไมเนอร์ ที่ทำให้ตลาดพิซซ่าติดปากคนไทยที่เคยนิยมข้าวเหนียวส้มตำ เปลี่ยนมากินแป้งราดซอสผสมด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ จนสามารถขยายร้านเป็น 116 สาขา บวกกับเบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นชื่อ “7127200″ เบอร์เดียวที่ใช้ในการบริการจัดส่งถึงบ้าน แต่วันดีคืนดี ไทรคอนฯ ก็ประกาศโครมว่าจะตัดสัญญาการเป็นตัวแทนพิซซ่าฮัทของไมเนอร์ ฐานขัดคำสั่งที่คิดนำชิคเก้นทรีท เข้ามาทำตลาดไก่ทอดแข่งกับเคเอฟซี ซึ่งก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งของชาวไทรคอนฯ ทำเอาค่ายไมเนอร์ปรับขบวนทัพแทบไม่ทัน ราคาหุ้นตกลงไปหลายขีด เพราะถึงแม้ว่าทางไมเนอร์ จะมีสินค้าหลายตัว อาทิ สเวนเซ่น ซิซเลอร์ เดรี่ควีน แต่ตัวที่สร้างยอดขายอันดับหนึ่ง ก็ต้องยกให้พิซซ่าฮัท

    กองเชียร์ที่ดูผลการชกถึงตอนนี้ ต่างคิดว่าไมเนอร์เสร็จแน่ แต่ไมเนอร์ก็อึดเหลือหลาย อาศัยชั้นเชิงโยกหลบ ด้วยการไปฟ้องศาลสหรัฐ รวมทั้งติดต่อเบเกอร์คิง ให้เข้ามาใช้บริการของไมเนอร์ หลังจากหายเมาหมัด พอเริ่มยกสาม ทางไมเนอร์เริ่มปล่อยหมัดแย๊ปเข้าเป้างาม ๆ หลายหมัด ด้วยการประกาศว่าวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ จะปลดป้ายพิซซ่าฮัทลงทั้ง 116 สาขา และขึ้นป้าย “เดอะพิซซ่า” แทน เจอเข้าอย่างจังเช่นนี้ ทางไทรคอนฯ ถึงแม้จะตัวใหญ่ แต่เข่าก็อ่อนลง ต้องถอยพิงเชือก เด้งหลบหมัดแย๊ปที่ปล่อยรัวของทางไมเนอร์แทบไม่ทัน เพราะการที่จะเร่งสาขาให้ได้ 116 สาขา เหมือนเช่นเดิมนั้นภายในระยะเวลา 4-5 ปี แม้ง่ายสำหรับนายทุนกระเป๋าหนักแบบไทรคอนฯ แต่ทว่าทำเลทองที่มีอยู่ทางไมเนอร์ล้วนจับจองไว้แล้ว คะแนนยกนี้เป็นของไมเนอร์อย่างแน่นอน

    ทว่าพอระฆังยกใหม่เริ่มขึ้นเท่านั้น ทางไทรคอนฯ สะกดอาการเมาหมัด ด้วยการใช้หมัดฮุกต่อยเข้าท้องของไมเนอร์จังเบ้อเร้อ นั่นคือกลุ่มเซ็นทรัลที่เป็นยักษ์ใหญ่ในห้างสรรพสินค้า ประกาศออกมาว่า จะยังคงแบรนด์พิซซ่าฮัทต่อไป เพราะผู้บริโภคต้องการ ดังนั้นตามหลักทฤษฎีการตลาดที่ดี “ลูกค้าคือพระเจ้า” จึงต้องยอมยกพื้นที่ในห้างให้กับไทรคอนฯ ไป เจอหมัดเด็ดเช่นนี้ ทางไมเนอร์แทบล่วงลงกองกับพื้นให้กรรมการนับ เพราะหากเซ็นทรัลประกาศเช่นนี้ ย่อมมีผลให้ห้างอื่นเลียนแบบพฤติกรรมตาม ซึ่งลูกค้ากลุ่มใหญ่ของพิซซ่าเป็นวัยรุ่น ที่มีห้างสรรพสินค้าเป็นแหล่งรองรับ การที่จะเปิดร้านเพิ่มในห้างในแบรนด์ “เดอะพิซซ่า” กลายเป็นเรื่องลำบากไปทันที

    แต่ว่าพอเริ่มระฆังยกใหม่ ไมเนอร์กัดฟันเดินแย๊ปและฉากหนีทำคะแนนอีกครั้ง ด้วยการศาลสหรัฐประกาศคงความเป็นลิขสิทธ์ให้กับทางไมเนอร์ต่อไป จนกว่าการตัดสินจะถึงที่สุด ทำให้ไมเนอร์ยังสามารถใช้แบรนด์พิซซ่าฮัทได้ต่อไปอีกเฮือกหนึ่ง ดังนั้นโครงการเปลี่ยนแบรนด์จึงเลื่อนออกไป เป็นการซื้อเวลาได้อย่างสวยงาม

    มวยคู่นี้คงซัดกันอีกหลายยก ต้องเอาใจช่วยกันลุ้น ที่เล่ามาเพื่อต้องการเตือนสติยักษ์เล็กที่ดังแต่ในบ้านว่า ถ้าหากไม่คิดสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือแบรนด์ด้วยตนเอง อาศัยจมูกผู้อื่น สุดท้ายล้วนลงโศกนาฎกรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถต่างชาติ ที่ใช้บริษัทคนไทยบุกเบิกก่อน พอถึงเวลาตอนนี้บริษัทแม่มายึดคืน บริษัทคนไทยเหลือแค่เป็นดีลเลอร์เจ้าหนึ่ง หรือกลุ่มธนาคาร ที่พอโดน BIBF ปุ๊ป แรงตกหมด พอหายงง กลายเป็นธนาคารต่างชาติเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว นี่เป็นสัจธรรมของการค้าเสรี ถ้าหากเราไม่คิดยืนด้วยลำแข้งตัวเอง สุดท้ายก็เป็นแค่ทหารเลวที่กรุยทางให้แม่ทัพเท่านั้น.

    โดย… ส้มจี๊ด

    Tags: , ,

  • ดิฉันสังเกตว่าเวลาเราไป ร้านอาหารตามสั่งกันกลุ่มใหญ่ๆ และต้องรอคิวนาน อาหารที่มักจะสั่งกันคือ “กะเพราไก่ไข่ดาว” หรือบางคนไม่ชอบไก่อาจเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์ชนิดอื่นก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่าง ใด บางคนก็ไม่ใส่ไข่ ก็อยู่ที่ความชอบของแต่ละคน แต่ละกลุ่มจะต้องมีเมนูกะเพราอย่างน้อย 1 จาน หรือแม้กระทั่งไปกลุ่มเล็ก 2-3 คน หรือนั่งคนเดียว ยังแอบเห็นจานกะเพราไก่ไข่ดาวเป็นเมนูยอดฮิต นัยว่าทำง่าย ได้เร็ว อร่อยถูกปากคนไทย จนบางคนเรียกว่า “เมนูสิ้นคิด” เพราะไม่รู้จะสั่งอะไรก็ กะเพราไก่ไข่ดาวไว้ก่อน

    “อีหนู…อีหนูเอ๊ย..” เสียงป้าข้างบ้านมาเกาะรั้วเรียกแต่เช้า ดิฉันวางมือจากการถอนหญ้าโคนต้นถั่วแล้วเดินไปตามเสียงเรียก “อ้าว..ป้า เป็นไงบ้างจ๊ะ เมื่อคืนได้ยินเสียงเจ้าตัวเล็กอาละวาดใหญ่เลย ….. เป็นอะไรหรือเปล่า ร้องเกือบทั้งคืนเลย”

    “แม่มันก็ไม่รู้เรื่องว่าลูกเป็นอะไร ป้าไปดูเห็นท้องมันอืด แข็งปั๋งเลย … ไม่ยอมกินนม มันคงอึดอัด”

    เรากำลังพูดถึงหลานยายคนที่สามของป้าข้างบ้าน แต่เป็นลูกคนแรกของแม่วัยรุ่น เพิ่งคลอดได้เกือบ 2 เดือนแล้ว

    “ว่าจะมาขอใบกะเพรา ทาท้องให้มันสักหน่อย” ป้าพูดต่อ

    “ทาได้เหรอจ๊ะป้า เคยเห็นแต่เขาใช้มหาหิงส์ หรือไม่ก็เหล้าสะระแหน่”

    “ได้สิหนู….เอากะเพราไปตำกับน้ำมะกรูด ผสมน้ำปูนแดงหน่อย ทาท้องขับลม แก้จุกเสียด ปวดท้องด้วย”

    “เข้ามาเลยป้า..” ป้าลอดรั้วกระถินเข้ามา ช่องนั้นเป็นช่องกว้างพอลอดเข้า-ออก ได้ เฉพาะคนตัวเล็กๆ จึงใช้เป็นทางผ่านของคน 2 บ้านนี้เอง

    ดิฉันเล่าความรู้ใหม่เรื่องกะเพราให้แม่ฟัง แม่หัวเราะใหญ่บอกว่าคนเก่าคนแก่เขาทำกันมานานแล้ว เมื่อดิฉันเด็กๆ ยังเคยถูกทาออกบ่อยไป บางคนก็ใช้ใบชงน้ำร้อนดื่มขับลม ทากันยุงก็ได้แต่กลิ่นจะจางเร็วอยู่ได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แม่ยังเล่าอีกว่าที่อินเดียและเนปาลเชื่อว่ากะเพราคือตัวแทนของพระนางลักษมี ชายาของพระวิษณุ จึงถือว่ากะเพราไม่ใช่พืชธรรมดาๆ แต่เป็นพืชที่ควรเคารพบูชา ทุกบ้านจึงปลูกกะเพราเพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆ และใช้เป็นอาหารด้วยและชาวคริสต์บางนิกายเขาเชื่อว่า กะเพราเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์เพราะงอกมาจากหลุมฝังพระศพของพระเยซู เขายังมีวันนักบุญกะเพรา (Saint Basil’s Day) อีกด้วย

    พอแม่พูดถึงตรงนี้ดิฉันเลยนึกออกว่า เมื่อปลายปีที่แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งเธอซื้อผลิตภัณฑ์บำบัดจิตใจโดยใช้กลิ่น (Aroma Therapy) มาให้ลองใช้ 2-3 ชนิด แต่ยังไม่มีโอกาสใช้ หนึ่งในนั้นมีกลิ่นกะเพราด้วย เพราะเขียนไว้ว่า Sacred Basil ดิฉันจึงไปหยิบมาอ่านดูพบว่า กลิ่นของกะเพราทำให้จิตใจปลอดโปร่ง สดชื่นขึ้น และคลายความเครียดด้วย เห็นทีต้องลองใช้ซะแล้ว

    แหม…กะเพราทั้งดี มีประโยชน์ และยังได้รับการยกย่องเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย เรายังเรียกผัดกะเพราว่าเมนูสิ้นคิดได้ลงคออีกหรือ มาปลูกกะเพรากันดีกว่า…กะเพราปลูกง่ายมากเพียงแค่เตรียมดินจะเป็นแปลง หรือใส่กระถางก็ได้ โรยเมล็ดแก่ลงไปรดน้ำให้ชุ่ม ไม่นานก็งอกเป็นต้น หากหาเมล็ดไม่ได้ ก็เลือกกะเพรากิ่งแก่ ๆ ที่เราซื้อมาทำอาหารนั่นแหละ ปักลงไปในดิน หมั่นรดน้ำไม่นานก็ได้กะเพราไว้กินแล้วไม่ต้องหาซื้อ อ้อ!..พอกะเพราแตกกิ่งแตกใบต้องขยันเด็ดไปใช้กันนะคะ เพราะยิ่งเด็ด กะเพราก็ยิ่งขยันแตกใบใหม่มาให้ค่ะ

    โดย… ต้นตะวัน

    Tags: , ,

  • BikeLine 25.03.2000 No Comments

    แสงละมุนยามเช้าลอดแนวยอด สนลงมาที่ลานกางเต็นท์ ท่ามกลางกลุ่มต้นสนสูงเสียดฟ้ากลางอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ทักทายคนเมืองที่ซุกตัวหลับสบายอยู่ในถุงนอนตลอดคืนที่ผ่านมาท่ามกลางการขับ กล่อมของดนตรีธรรมชาติ

    ทางเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างที่ทำการฯ และบ้านพักถูกใช้เป็นทางฝึกทำความคุ้นเคยกับการขี่จักรยานเสือภูเขาของชาวจักรยานมือใหม่ และเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางปั่นจักรยานชมธรรมชาติในตอนสายของวันนั้น

    bikeline_10

    เส้นทางจักรยาน

    ตรง ปากทางเข้าสวนสนภูกุ่มข้าวมีป้ายบอกระยะทาง 14 กิโลเมตร เริ่มต้นด้วยทางราบและลาดต่ำลง ทำให้ขี่สบาย หลายคนพบว่าอรรถรสของการขี่จักรยานเสือภูเขาไม่ได้อยู่บนถนนคอนกรีตที่คุ้น เคย แต่กลับเป็นถนนลูกรังสีเข้มที่ทอดยาวไปตามแนวป่าสนที่เรียงรายอยู่สองข้าง ทาง เมื่อขี่รถเข้าสู่กิโลเมตรที่ 2 ก็จะถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ซำบอน เป็นทางลงลาดชัน ก่อนจะขึ้นเนินยาว ๆ เพื่อพิสูจน์ศักยภาพพื้นฐานของจักรยานเสือภูเขา และนักปั่นมือใหม่กับการปรับเกียร์เพื่อทดแรงในขณะขึ้นเนินให้ผ่านไปได้โดย ไม่ต้องลงเข็น ตรงนี้เป็นเนินชันหนึ่งเดียวในระยะ 10 กิโลเมตรแรก

    โป่ง แหล่งอาหารเสริมริมทาง

    ก่อนถึงกิโลเมตรที่ 5 เราหยุดจักรยานที่บริเวณแอ่งดินโคลนแฉะ ๆ ริมทาง นั่นคือ “โป่งสัตว์” เป็นแหล่งอาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร จากคู่มือศึกษารอยตีนสัตว์พบรอยกีบขนาดเล็กของเก้งและรอยกวางที่มีขนาดใหญ่ กว่า รวมทั้งรอยสัตว์กินพืชที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือช้าง บริเวณโป่งและบนถนนใกล้ ๆ กันมีร่องรอยของสัตว์กินเนื้อคือหมาในและหมาจิ้งจอกที่มาร่วมงานเลี้ยงที่ โป่งด้วย แต่เป็นการมาหาอาหารไม่ได้มากินอาหารเสริมอย่างตัวอื่น รอยตีนของหมาในและหมาจิ้งจอกจะคล้ายกันมาก ต้องแยกแยะจากพฤติกรรมของมันคือ รอยหมาในมักจะพบเห็นอยู่หลาย ๆ รอยในบริเวณเดียวกัน เนื่องจากจะหากินและล่าเหยื่อเป็นฝูง ส่วนหมาจิ้งจอกจะล่าเหยื่อด้วยการดักซุ่มและขุดหาสัตว์เล็ก ๆ ตามโพรงดินกินเป็นอาหาร นอกจากนั้นยังมีรอยตีนเสือเจ้าแห่งนักล่าที่เป็นตัวชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ ของป่าอีกด้วย

    เราออกจากโป่งด้วยความรู้สึกของคนแปลกถิ่น ที่นี่คือบ้านของสรรพสัตว์อย่างแท้จริง

    แพรปีกสวยและน้ำเย็นใส

    กิโลเมตรที่ 10 เสียงธารน้ำไหลแว่วมาถัดไปคือลำห้วยพรมแล้ง เป็นทางชันครั้งที่สองนับตั้งแต่ที่หน่วยฯ ซำบอน จักรยานมือใหม่ถูกเตือนให้ใช้ความระมัดเป็นพิเศษ ปรับจานหน้าและเฟืองท้ายให้เป็นเกียร์ที่หนักเพื่อช่วยชะลอการพุ่งตัวในขณะ ที่ลงเนิน เทคนิคการขี่ลงเขาถูกนำมาใช้อีกครั้ง

    เราจอดจักรยานที่ลานหญ้าใกล้ลำห้วยธารน้ำเย็นใส มีโขดหินเรียงรายราวจัดแต่งและที่น่าตื่นตาเห็นจะเป็นผีเสื้อหลากสีสันบินร่อนบ้างเกาะบ้างอยู่ทั่วบริเวณ ถ้าจะกล่าวว่านั่นคือรางวัลของการปั่นมาเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรก็คงไม่ผิด

    เราได้เห็นปีกสีเขียวมรกตแต้มสีแดงและสีฟ้า ไว้ด้านบนสะดุดตาของผีเสื้อหางติ่งปารีสใกล้ ๆ กันเจ้าของปีกสวยอีกตัวเด่นไม่แพ้กัน ผีเสื้อหางดาบธรรมดาที่ปีกหลังยื่นออกมาคล้ายดาบ มีแถบดำบนพื้นปีกสีเขียวอ่อนและเหลือง ส่วนผีเสื้อสะพายฟ้านั้นจดจำได้ง่ายกว่าใครด้วยแถบสีฟ้าขนาดใหญ่ที่พาดอยู่กลางปีกสีดำ ตัวที่ค่อนข้างเชื่องและเป็นฝ่ายบินตามเราคือผีเสื้อตาลหนามแดง ซึ่งเข้ามาเกาะกินเหงื่อจากมือ ปีกสีน้ำตาลแดงมีลายดำที่ขอบและมีหยักแหลมคล้ายหนามคงจะเป็นที่มาของชื่อมัน นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผีเสื้อที่พบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวจากจำนวนกว่า 300 ชนิด

    ป่าสนสามในผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    ยามบ่ายฟ้าสีเข้มห่มป่า เราขี่เสือฯ คู่ใจข้ามห้วยพรมแล้ง ต้นกระบกใหญ่ยืนตระหง่านปลายเนินเป็นเสมือนพรมแดนแห่งป่าดงดิบและป่าสน สองข้างทางเป็นป่าสนสลับไม้ก่อ ทางขึ้น ๆ ลง ๆ กำลังขี่ได้สนุก พอถึงประมาณกิโลเมตรที่ 12 สภาพป่าจะดูโล่งขึ้น เห็นแต่ต้นสนขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ นั่นแสดงว่าเรามาถึงสวนสนภูกุ่มข้าวแล้ว แวะเข้าไปดูสวนสนโดยเลี้ยวที่แยกขวาประมาณ 50 เมตร สนต้นอ่อนที่ยังไม่สูงใหญ่จะมียอดเป็นกระจุกสีเขียวเพื่อป้องกันความร้อนจาก ไฟป่าที่จะทำลายการเจริญเติบโต ส่วนเปลือกหนาสีดำเข้มที่เราเห็นจนชินตา คือเกราะป้องกันความร้อนให้ไม้สนยืนต้นผ่านไฟป่าอันเป็นวัฎจักรของป่าสนเขา ในทุกรอบปี

    จากสวนสนภูกุ่มข้าว เราขี่จักรยานต่อมาอีก 2 กิโลเมตรก่อนจะจอดจักรยานแล้วเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูกุ่มข้าว ทิวทัศน์สวยงามของผืนป่าสนสีเขียวครอบคลุมทั่วบริเวณดุจทะเลยอดสน มีทิวเขาสูงสลับเหลื่อมล้ำกันไกลออกไปดั่งระลอกคลื่น พื้นที่กว้างใหญ่สุดสายตา สมกับที่เป็นป่าสนสามใบผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    ระดับความยากง่ายของเส้นทางจักรยาน

    เส้นทางขี่จักรยานสู่ภูกุ่มข้าว อุทยานฯ น้ำหนาว เป็นเส้นทางจักรยานท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับมือใหม่ รวมถึงเป็นเส้นทางพักผ่อนศึกษาธรรมชาติที่ดีสำหรับครอบครัวอีกด้วย สำหรับมือระดับกลางที่ต้องการขี่จักรยานเพื่อการพักผ่อนก็คงจะเพลิดเพลินได้เช่นกัน ส่วนพวกมือเก่า เส้นทาง 14 กิโลเมตรไปถึงจุดชมวิวภูกุ่มข้าวอาจจะไม่พอ ก็มีเส้นทางที่สามารถขี่ต่อไปได้จนถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ พรมซ้ง ลักษณะเป็นทางชันขรุขระ ดาวน์ฮิลล์ ระยะทาง 2 กิโลเมตร และควรขี่กลับก่อนมืด หรือมีรถไปรับกลับ (ควรเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ) ขอย้ำว่าเส้นทางนี้ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่.

    โดย… กุล ปัญญาวงศ์

    ————————————————————————————–

    หมายเหตุ ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องจากนักเขียน ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Nature Explorer ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2543

    สนใจกิจกรรมจักรยานเสือภูเขาในแหล่งธรรมชาติ สอบถามได้ที่ Camping Bike โทรศัพท์ 8730087, 8730059 โทรสาร 8730059.

    Tags: , ,

  • aksorn_10

    พวกคุณมีความสุขกับการทำงานหรือเปล่า ไม่ว่ามนุษย์เงินเดือน หรือคนทำงานส่วนตัว

    ถ้าถามให้แคบลงว่า คุณมีความสุขกับงานตอนไหนมากที่สุด ร้อยทั้งร้อยก็ต้องตอบว่าตอนงานเสร็จ หรือไม่ก็ตอนรับเงินเดือน

    นั้นแสดงว่ายี่สิบกว่าวันในการทำงานนั้น พวกคุณต้องอดทน จมปลักกับความทุกข์ เพื่อรอวันสุดท้ายของเดือน หรือวันงานเสร็จ

    สมัยผมทำงานประจำกินเงินเดือน ก็มีสภาพเป็นแบบนี้ รู้สึกการงานมันบีบคั้นเสียเหลือเกิน ถ้ามีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน ก็จะไม่ทำงานให้รู้แล้วรู้รอดไป

    จนเมื่อมาเจอ และได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็รู้ว่าที่คิดจะไม่ทำงานนั้น ผมคิดผิดอย่างมหันต์

    หนังสือชื่อ “ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข” เป็นหนังสือที่นำบทปาฐกถาธรรมของพระธรรมปิฎกมาเรียบเรียง และพิมพ์เป็นหนังสือออกขายในราคาถูก ๆ พระธรรมปิฎกได้ออกหนังสือมาหลายเรื่อง หลายเล่ม ล้วนเป็นหนังสือที่ดี มีประโยชน์ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ทันสมัย

    ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข เป็นหนังสือที่เหมาะกับวัยรุ่น หรือคนทำงาน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่กำลังเรียนหนังสือ โดยเอามาปรับใช้กับการเรียน เพราะการเรียนก็เป็นงานอย่างหนึ่ง

    ชีวิตคนทำงานทุกระดับชั้น ล้วนมีสิ่งบีบคั้น มีความกดดันอยู่รอบข้าง เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ พอจะสรุปได้ว่า สิ่งที่กดดันเราได้มากที่สุดกลับไม่ใช่ตัวงาน หรือคนอื่น แต่เป็นตัวเราเอง

    ขอหยิบยกหัวเรื่องบางเรื่องที่น่าสนใจ ในหนังสือมาให้ดูกัน

    o ถ้าเก่งจริง ต้องให้การพัฒนา 2 ด้านมาประสาน ข้างในก็ยิ่งสุขได้ง่าย ข้างนอกก็ยิ่งหาได้มาก
    o ใช้ความสามารถปรุงแต่งสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ภายนอกแล้ว อย่าลืมใช้ความสามารถนั้นปรุงแต่งสร้างสรรค์ความสุขภายในด้วย

    ส่วนเนื้อเรื่องก็ไปหาดูได้จากหนังสือ หรือบางคนกลัวว่าอ่านหนังสือของพระ คงไม่พ้น เหมือนท่านมาเทศน์ให้ฟัง เคร่งเครียด น่าเบื่อ บอกกันเสียเลยว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ อ่านหนังสือของท่านพระธรรมปิฎกแล้วสนุก มีสาระ ไม่เคร่งเครียด

    ขอให้พวกเราไปหาอ่านกันโดยพร้อมเพรียง รับรองว่าดี ขอเอาศักดิ์ศรีของไอ้หนุ่มในยุค IT เป็นประกัน ซึ่งผมก็หลีกเลี่ยงหนังสือน่าเบื่อ ไม่ประเทืองสมอง ที่มีอยู่ดาษดื่นบนแผงเหมือนกัน.

    โดย…นักอ่านไส้แห้ง

    ชื่อหนังสือ ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข
    ผู้เขียน พระธรรมปิฎก
    ราคา 30 บาท
    จำนวนหน้า 56 หน้า

    Tags: , ,

  • พอย่างเข้าเดือนมีนาคม ทุกคนล้วนคิดถึงถนนที่โล่งว่าง เพราะสถานการศึกษาพากันปิดเทอม ตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นอุดมศึกษา สีสรรบนท้องถนนจึงจืดจางไปบ้าง แต่สีสันของอีกมุมหนึ่งกำลังเริ่มขึ้น เป็นประจำทุกปี นั่นคือ “การออกค่าย”

    cover_10

    ปัจจุบันพ่อแม่ล้วนออกไปทำมาหากิน และแยกบ้านอยู่ตามลำพัง ดังนั้นภาระการเลี้ยงลูกในช่วงปิดเทอมที่ยาวนาน จึงตกเป็นของ “ค่ายเด็ก” หลากรูปแบบ หลากเนื้อหากิจกรรม กิจกรรมที่แตกต่าง อาจจะพอจำแนกได้คร่าว ๆ ดังนี้

    1. ค่ายศิลปะ
    2. ค่ายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    3. ค่ายวิทยาศาสตร์
    4. ค่ายกายบริหาร
    5. ค่ายรับฝากเลี้ยงลูก
    6. อื่น ๆ

    เพื่อต้อนรับช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้ สาระสารฉบับนี้ จึงขอจำแลงตัวเป็นค่าย ให้ผู้ชมเข้ามาสัมผัสกิจ กรรมค่ายด้วยการจินตนาการ สร้างภาพไปกับเนื้อหาบนอินเตอร์เนต โดยเป็นค่ายสามวัน สองคืน (จึงขอแนะนำให้อ่านทีละวัน) เชิญสัมผัสกิจกรรม “ค่ายสาระสาร”

    วันที่หนึ่ง ค่ายศิลปะ

    วันแรกของการเดินทางเข้าค่าย เด็ก ๆ ต่างกระตือรือร้นต่อบรรยากาศที่เปี่ยมกลิ่นอายธรรมชาติ พากันส่งเสียงเจื้อยแจ้ว วิ่งเล่นกัน พี่เลี้ยงปล่อยให้เด็กเล่นกันตามอัธยาศัยเป็นเวลาครู่ใหญ่ จึงเรียกรวมพล เพื่อทำกิจกรรมวันแรก คือ “ค่ายศิลปะ”

    กิจกรรมช่วงแรกของวันนี้ ก็คือ “ปั้นดินเป็นตัว”

    เด็ก ๆ ต่างตื่นเต้นต่อเนื้อหาวันนี้มาก เพราะจะได้ใช้สองมือ ในการปั้นดินเหนียวที่ทางพี่เลี้ยงเตรียมไว้ ให้เป็นรูปลักษณะต่าง ๆ กัน ช่วงการปั้นดินเป็นรูปสิงสาราสัตว์ หรือเครื่องใช้จำพวกถ้วยโถโอชาม พี่เลี้ยงก็เล่าเรื่องต่าง ๆ ของดินเหนียวให้ฟังเป็นเกร็ดความรู้

    “สมัยกรีกโบราณ ช่างเครื่องปั้นดินเผา เป็นผู้ปั้นภาชนะต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยดินเหนียว แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นจิตรกรจึงเป็นผู้วาดภาพและลวดลายประดับประดาโดยใช้สีที่ทำจากดินเหนียวและพืช งานศิลปะเหล่านี้เมื่อนำไปเผาในเตาเผาแล้วจะมีความทนทานมาก”

    เด็ก ๆ พากันเพลิดเพลินกับเรื่องเล่า และปั้นรูปต่าง ๆ จนล่วงไปจนเย็น ทางพี่เลี้ยงจึงรวบรวมผลงานทั้งหมดเข้าเตาเผา เพื่อจะนำมาให้เด็กแลกเปลี่ยนกันเป็นของขวัญในวันกลับ

    หลังจากรับประทานของว่างกัน พี่เลี้ยงก็พาเด็กมาสัมผัสกับกิจกรรมช่วงสอง ของค่ายศิลปะ คือ

    “จิตรกรรมสีน้ำ”

    เด็ก ๆ พากันร่างภาพในจินตนาการ หรือภาพวิวทิวทัศน์ ลงบนกระดาษ หลังจากนั้นทางพี่เลี้ยงจึงเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สีน้ำ ซึ่งต้องผสมสีต่าง ๆ กับน้ำ แล้วใช้พู่กันป้ายลงบนภาพวาด เด็ก ๆ สนุกสนุกสนานยิ่งนัก วิทยากรยังเล่าเกร็ดของสีน้ำให้เด็ก ๆ ฟังว่า

    “เพียงกล่องสีน้ำ พู่กันขนอูฐ และแฟ้มกระดาษเนื้อหยาบที่พกติดตัว ศิลปินก็สามารถออกสำรวจและเก็บภาพที่ประทับใจของทะเล ป่า ภูเขา น้ำตก ทะเลทราย และสิ่งที่พบเห็นในดินแดนอันห่างไกลได้ ในต้นศตวรรษที่ 19 เหล่าจิตรกรชาวอังกฤษซึ่งเป็นนักเดินทางตัวยง ได้วาดภาพสีน้ำอันประณีตบรรจง บันทึกรายละเอียดการเดินทางและการสำรวจเก็บเต็มแฟ้มภาพของตน โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พวกเขาป้ายสีลงบนกระดาษ ตรงไหนที่ต้องการให้สีจางลง ก็เอาพู่กันจุ่มน้ำให้มาก แล้วลงพู่กันซ้ำตรงนั้น ก่อให้เกิดภาพทิวทัศน์ซึ่งสี รูปแบบ และเส้น แสดงรูปทรงผสมกลมกลืนอยู่ในแสงเงา”

    เด็ก ๆ พากันฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม พอวาดรูปของแต่ละคนเสร็จ ก็นำมาอวดกัน พี่เลี้ยงแนะให้เด็ก ๆ พากันเขียนบรรยายภาพวาดของตน พร้อมกับลงชื่อบุคคลที่คิดว่าจะมอบให้ เด็ก ๆ พากันเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ประกอบภาพ บ้างเขียนกลอน บ้างเขียนเป็นนิทาน พร้อมลงชื่อมอบให้บางคนมอบให้คุณพ่อคุณแม่ บ้างมอบให้น้องชายหรือน้องสาว แต่บางคนเขียนมอบให้พี่เลี้ยง ทำเอาพี่เลี้ยงเป็นปลื้ม ชมภาพจนอิ่มแทนข้าวแย็นไปเลย


    วันที่สอง ค่ายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    เข้า มาวันที่สอง เด็ก ๆ พากันตื่นแต่เช้าด้วยความเต็มใจ ไม่เหมือนอยู่ในเมือง ที่ต้องตื่นด้วยเสียงปลุกของคุณพ่อหรือคุณแม่ เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน เด็ก ๆ ลุกขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่า พากันสงสัยว่าวันนี้จะได้สัมผัสอะไรที่แปลกใหม่อีกหรือไม่ ได้ยินพี่เลี้ยงตั้งกลุ่มซุบซิบ ๆ ก็ต้องชะเง้อหน้าดูด้วยความตื่นเต้น พอจะเข้าไปสืบดู เหล่าพี่เลี้ยงก็พากันแยกย้ายไป ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ

    หลังกินข้าว พี่เลี้ยงนำเด็กมาที่ริมน้ำ เห็นเรือลำหนึ่งจอดอยู่ ยิ่งพากันตื่นเต้นกันใหญ่ ถึงตอนนี้พี่เลี้ยงเฉลยว่าวันนี้กิจกรรมจะเป็น “ล่องเรือสัมผัสชีวิตไทย”

    เด็ก ๆ พากันสงสัยว่ามันคืออะไร แต่ก็ตื่นเต้นที่จะได้นั่งเรือไปตามแม่น้ำที่ยังใสสะอาด รวมทั้งสองฝั่งมีต้นไม้เขียวสด พอเรือแล่นออกไปสักระยะเห็นตามสุมทุมพุ่มไม้ มีบ้านเรือนหลังเล็กขึ้นแซม เห็นคนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาว และเด็ก พากันมาทำกิจวัตรประจำวันที่ริมน้ำ บ้างอาบน้ำ ซักผ้า เล่นน้ำ ทำอาหาร เป็นภาพแปลกตายิ่งนัก พี่เลี้ยงเริ่มอธิบายถึงความหมายของกิจกรรมวันนี้

    “มีผู้กล่าวว่าคนไทยผูกพันกับสายน้ำมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ น้ำถูกถ่ายทอดเป็นสัญลักษณ์อยู่ในวิถีชีวิตด้านต่าง ๆ ของคนไทยมากเหลือประมาณ

    สิ่งหนึ่งที่สะท้อนสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับสายน้ำได้อย่างชัดเจน คือการอยู่เรือนและใช้เรือในการสัญจร

    ความที่เมืองไทยเคยมีแม่น้ำลำคลองมากมาย ผู้คนตั้งถิ่นฐานตามสองฝั่งน้ำทั้งอยู่บนตลิ่งและลอยอยู่ในน้ำ เรือจึงเป็นพาหนะที่เหมาะที่สุดสำหรับคนไทย คนไทยจึงรอบรู้เจนจบศิลปะการล่องเรือยิ่งนัก พ้นไปจากเรือแล้ว การปลูกเรือนไทยก็สะท้อนคติอันเกี่ยวเนื่องกับน้ำอยู่หลายอย่าง เช่น ลักษณะใต้ถุนสูงของเรือนไทยภาคกลาง”

    เด็ก ๆ จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าบ้านเรือนริมฝั่งยกสูงขึ้นเหมือนดั่งพี่เลี้ยงเล่า จึงพากันถามว่าเพราะอะไร พี่เลี้ยงอมยิ้ม แล้วเฉลยต่อว่า

    “ด้วยเหตุที่ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม น้ำหลากน้ำท่วมถือเป็นของธรรมดา ที่ต้องทำคือปรับตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เรือนไทยภาคกลางจึงมีใต้ถุนสูง ยามน้ำมา ไม่ต้องหวั่นว่าน้ำจะเข้าบ้าน แถมยังเข้าเรือเข้าเทียบบันไดบ้านได้สบาย

    ความที่ชีวิตผูกพันกลมกลืนและพึ่งพาสายน้ำเช่นนี้เอง ที่ทำให้มีผู้กล่าวว่า คนไทยเป็น “ชาวน้ำ” และมี “น้ำ” นั่นเองที่เป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมไทย”

    ถึงตอนนี้ เด็ก ๆ พากันถึง “บางอ้อ” เรือแล่นไปจนแล่นกลับ ก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน หลังจากพักผ่อนกันตามอัธยาศัย พี่เลี้ยงก็นำเด็กมาสู่กิจกรรมช่วงที่สองของวัน “อ่านแม่น้ำด้วยประสาทสัมผัส”

    พี่เลี้ยงพากันเด็ก ๆ มาที่ริมน้ำอีกครั้ง และให้เด็กสมมติตัวเองเป็นนักสืบ พากันสำรวจน้ำด้วยสมุดบันทึก และให้เด็ก ๆ พากันเขียนหรือวาดภาพตามที่ตนรับรู้ เช่น เมื่อเห็นต้นไม้ ก็ให้บรรยายลักษณะลำต้น สี ใบ กิ่งก้าน และรายละเอียดอื่น ๆ หรือถ้าจะบันทึกเสียงน้ำ ก็ให้เขียนคำเลียนเสียงของน้ำลงไปได้เลย ระหว่างทางพี่เลี้ยงพยายามกระตุ้นให้เด็ก ๆ ใช้สัมผัสของตนเองมากที่สุด

    เด็ก ๆ พากันนั่งนิ่ง ๆ เพื่อมอง สูดกลิ่น ฟัง และรู้สึก โดยมีพี่เลี้ยงเป็นคนตั้งประเด็นเพื่อให้เด็ก ๆ พากันสังเกตและบรรยายออกมา เช่น มีพืชและสัตว์อะไรบ้างที่มองเห็น ลำน้ำมีรูปร่างลักษณะอย่างไร น้ำไหลเร็วหรือช้า จะวัดความเร็วของน้ำได้อย่างไร กลิ่นของน้ำเป็นเช่นไร ดินริมน้ำต่างกับดินบนพื้นดินอย่างไร และหินในน้ำเรียบหรือขรุขระ

    เด็ก ๆ พากันบันทึกสิ่งที่พบเห็นใส่แบบฟอร์มอย่างสนุกสนาน พอตกเย็นหลังกินข้าวเสร็จ ก็พากันมาเล่าเรื่องราวที่ตนเองเรียนรู้จากสมุดบันทึก ให้กลุ่มฟัง เป็นที่ครึกครื้นยิ่งนัก


    วันที่สาม ค่ายวิทยาศาสตร์

    เช้าวันนี้ พี่เลี้ยงนำเด็กนั่งรถ ไปที่แปลงปลูกพืชที่เรียกว่า “เกษตรธรรมชาติ” เด็ก ๆ พากันสงสัยว่า “มันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตรงไหน” แต่ก็นิ่งเงียบ พอถึงที่ เห็นมีชายแก่คนหนึ่งเดินออกมา นำพาพี่เลี้ยง และเด็กไปชมไร่ที่เขาปลูก พร้อมกับเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง

    “การได้เดินสำรวจไปตามพื้นดินและขุดดินขึ้นมาดูเอง ทำให้ผมสรุปได้ว่าดินไม่ได้เลวเสมอไป แม้กระทั่งปัจจุบันดินก็ยังไม่เลวเสียหมด ชั้นดินบริเวณใกล้หน้าดินกำลังเสียหายหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการหล่อเลี้ยงดินด้วยระบบชลประทาน และการที่ดินผ่านเครื่องจักรกลหนักยี่สิบหรือสามสิบตัน ปีละสี่หรือาจจะมากถึงห้าครั้งจนดินแข็งเหมือนดินเหนียว แสงแดดจะอบให้หน้าดินแห้งและแตกออกเป็นรอยกว้างขนาดเท่ากำปั้น เมื่อดินได้รับน้ำ ผ่านเครื่องจักรกลและแห้งด้วยแดด หน้าดินจะต้องแตกระแหงเป็นธรรมดา

    การที่ผมไม่ใช้รถแทร็คเตอร์ ทำให้ดินยังคงนุ่มและร่วน แต่ดินอาจจะเลวลงทุกครั้งที่มีรถไถมาพลิกหน้าดิน ยิ่งการทำไร่สมัยใหม่ที่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงหรือเครื่องจักรกล ยิ่งทำให้ดินเลวลงทุกที”

    พี่เลี้ยงพากันเสริมว่า “ผลของวิทยาการที่ทันสมัย ไม่ใช่เป็นจริงเสมอไป และวิทยาศาสตร์ กับเทคโนโลยี ก็เป็นเสมือนเหรียญสองด้าน คือมีการพัฒนาความรู้นำไปใช้ แต่ขณะเดียวกันอาจจะไม่เป็นจริงกับสภาพแวดล้อมหนึ่ง ดังนั้นการตั้งประเด็นข้อสมมติฐานจึงเป็นหัวใจของงานวิทยาศาสตร์”

    เด็ก ๆ พากันนิ่งเงียบ แม้จะเข้าใจ แต่ก็เหมือนกับไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยคุณปู่ก็สอนวิธีเพาะเมล็ดพืชให้เด็ก ก่อนที่จะให้เมล็ดพันธุ์คนละถุง กลับไปเพาะที่บ้านต่อ

    หลังอาหารกลางวัน พี่เลี้ยงพาเด็กเดินทางกลับค่ายเพื่อเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับ หลังจากผ่านกิจกรรมค่ายสามวัน สองคืน เด็ก ๆ พากันอาลัย แต่ก็เก็บความทรงจำและความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์กับชีวิตประจำวันของตนเอง สืบไป

    จบกิจกรรมค่ายเด็กสามวัน สองคืน.

    Tags: ,