“คิดว่าคุณอาจไม่มีเวลาพอที่จะใส่ใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคน นี่อาจเป็นแค่ความรู้สึกโง่เขลา แต่ก็หวังเพียงว่า แล้ววันนี้ก็จะผ่านไป เหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่เคยผ่านมา”
ข้างนอกนั้น ฝนกำลังลงสายเพียงแผ่วเบา แสงไฟจากนอกระเบียงส่องให้เห็นพุ่มดอกเข็มที่อวดใบเขียวขรึมเจนตา
อัญ ญาละมือจากแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ หลังป้อนคำสั่งหยุดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพียงไม่กี่วินาที ข้อความทั้งหมดนั้นก็คงจะปรากฏบนหน้าจอวิทยุติดตามตัวของเธอ…
เธอ…อัญญานึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่คบหากันมาเนิ่นนานนับเป็นปีที่สาม จากวันแรกที่ได้ตกลงกันว่า
“ตอนนี้บีมีแฟนเป็นผู้หญิงแล้วนะ”
“เอ…เป็นดี ไม่เป็นดีน้อ…อัญว่าเป็นดีหรือเปล่าล่ะ”
“แล้วบีคิดอย่างไรล่ะ”
“จะถามกันทั้งคืนอย่างนี้เหรอ…” เธอหัวเราะเสียงใส นัยน์ตาพราวแจ่ม
วันเวลาหอมหวานอย่างนั้นหายไปไหนเสียแล้ว…อัญญาทอดตามองดูภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏขึ้นกลางจอภาพ ยามไม่ได้ทำงานนานเกินเจ็ดนาที
นางฟ้าตัวน้อยกำลังชี้คทาวิเศษไปที่ผืนดินสีน้ำตาล ทันใดนั้นเอง ต้นไม้ ดอกไม้ หลากหลายรูปทรงสีสัน ก็ผุดขึ้นสะพรึบสะพรั่ง
แม้ ภาพทั้งหมดนั้นจะเป็นเพียงกราฟฟิกส์จำลอง แต่ทุ่งดอกไม้สวยใส ก็จูงใจเด็กสาวให้ล่องลอยไปสู่อดีตไกลโพ้น นานแค่ไหนกันแล้ว…ที่เคยได้เพาะปลูกดอกไม้บนผืนแผ่นดินเช่นนั้นบ้าง…
นานแค่ไหน ที่เคยได้ยืนอยู่กลางแดดจ้า ฟ้าใส สูดเอาสายลมที่มีกลิ่นหอมซังหญ้าปะปน ยินเสียงแตกปะทุของเกล็ดไม้ต้องไฟ เคยได้ลิขิตทุกช่วงชีวิตด้วยตนเอง…
แล้วนานแค่ไหน…ที่อัญญามาใช้ชีวิตอยู่ในมหานครแห่งนี้…มีคนรัก เลิกราจากกัน คนแล้ว คนเล่า…คนแล้ว…คนเล่า
นางฟ้าตัวน้อยยังคงชี้ปลายคทาไปเรื่อย ๆ บนจอภาพ จากฟากหนึ่งถึงอีกฟาก ดอกไม้ตูมบานผุดขึ้นจากพื้นไม่รู้จักหยุดหย่อน
อัญญาเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ หวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมา
วันแรกที่นัดหมายกับเธอ…อัญญาจำได้ดีว่าตัวเองสวมเสื้อยืดสีขาว มีตัวอักษรภาษาอังกฤษเขียนว่า Sweet Sunday กางเกงยีนส์ตัวเก่าอาจมอมแมมไปนิด แต่คิดว่าร้านอาหารเล็ก ๆ ริมถนนอย่างนั้น คงไม่ต้องการความหรูหรา เรียบร้อยมากมาย
ตรงจุดนัดพบ…ปรากฏว่าเธอมาถึงก่อน สวมเสื้อแขนยาวสีทะเลยามค่ำ นั่นคือสีเทา…สีที่ลึก ๆ แล้ว อัญญาพบว่าตัวเองอ่อนไหวกับมันเสมอ
“แน่ะ มาช้า”
เธอว่า อัญญาหัวเราะ เสยผมตัวเองแก้เก้อ
“หิวมากมั้ยฮะ”
“ก็ไม่มากหรอก แต่อาจกินคนได้ทั้งตัวก็แล้วกัน”
บรรยากาศค่ำคืนนั้นเป็นอย่างไรบ้างนะ…มีเสียงหัวเราะสิ…ใช่ไหม…อัญญาและเธอจ้องตากันในแสงไฟวอมแวม ร้านอาหารแห่งนั้นน่ารักกว่าที่คิด ดนตรีเป็นบทเพลงรักหวานเก่าๆ บริกรสุภาพ และดอกแก้วที่เรียงรายประดับร้านก็ส่งกลิ่นหอมรวยริน
ดึกดื่น เมื่ออัญญาและเธอลุกออกจากร้าน ถนนยังไม่ว่างวายผู้คนรถรา แต่ถนนสายนั้นก็ราวจะทอดยาวไกลลิบ แสงในดวงตาเธอเหมือนดาวดวงเล็ก ๆ บนผืนฟ้าไกล เมื่อถามว่า
“อัญกลับยังไง ไม่ได้เอารถมานี่ ใช่ไหม”
“ไม่มีรถกับเขาหรอก” อัญญาว่า
“งั้นเดี๋ยวบีไปส่ง”
“ลำบากหรือเปล่า…”
“ไม่หรอก ว่าแต่อัญญาอยู่กับใคร มีใครรอที่บ้านหรือเปล่า…”
แล้วคืนนั้นนั่นเอง ที่แล้ว…เธอก็เหยียดขายาวบนโซฟาสีน้ำเงิน ภายในห้องที่มองออกไป ไม่เห็นอะไรมากกว่าผืนฟ้าซีดจาง หากคืนนั้น…กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเรือนกายเธอทำให้ทุกสิ่งแปลกไป
แรก ๆ อัญญาก็นั่งบนเก้าอี้อีกฝั่งตรงข้าม เข็มนาฬิกาหมุนตามเวลาเรื่อยไป แล้วเก้าอี้ตัวหนึ่งก็ว่างเปล่า ผู้หญิงสองคนนั่งชิดกันบนโซฟายาว คุยกัน หัวเราะ แล้วอัญญาก็ลงนอนหนุนตักเธอ
เธอคุยอะไรให้ฟังบ้างนะ…?…เรื่องแม่ หมาที่บ้าน หลาน ๆ การไปเดินซื้อต้นไม้ที่สวนจตุจักร ล่องเรือไปอยุธยา ไปเรียนร้องเพลง…เรียนวาดรูป
แล้วอัญญาเล่าอะไรให้เธอฟังบ้าง…?…เรื่องอดีตที่บ้านนอก คนรักที่หนีจากไปแต่งงาน การตายของแม่…และ…ฯลฯ
กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ปลายนิ้วอุ่น ๆ ของเธอก็เช็ดน้ำตาให้ และ…ตามมาด้วยริมฝีปากนุ่มนวล ร้อนผ่าว
ดวงดาวในดวงตาเธอดับแสงลงเมื่อขนตายาวเป็นแพนั้นหรุบต่ำเสีย อัญญาสอดมือเข้าในเรือนผมหนานุ่ม
“เคยมีคนบอกว่า ใครที่จูบแล้วหลับตา…แปลว่ารัก…” อัญญากระซิบ และเธอก็ยิ้ม
ไฟวูบดับลง
ออกว่า เธอคงกำลังอยู่ในบ้านที่แวดล้อมไปด้วยพี่น้อง ญาติมิตร
“นั่นบีอยู่ที่ไหน…”
“จะที่ไหนล่ะ บีก็อยู่บ้านนะซี อัญญาอย่าทำให้บีกลุ้มใจไปกว่านี้ได้มั้ย เข้าใจบีบ้างได้หรือเปล่า ?”
เสียงกระซิบนั้นบอกถึงแรงอารมณ์
ความเจ็บเริ่มต้นขึ้นที่ไหนกัน…และใครกัน ที่ว่าความรักของผู้หญิงกับผู้หญิง ‘ง่าย’ กว่าความรักของของคนต่างเพศเสียอีก…
“แล้วเมื่อไหร่บีจะมาที่นี่”
“อัญ บีต้องให้เวลากับทางบ้านบ้างนะ อัญญาเข้าใจหรือเปล่า ตอนนี้พ่อกับแม่ของบีสงสัยแล้วด้วยว่าบีคบหากับเพื่อนแบบไหน…”
“ถ้าเราเป็นผู้หญิงกับผู้ชายมันจะดีกว่านี้หรือเปล่า…”
“อัญพูดอะไร ? บีได้ยินไม่ชัดเลย แค่นี้ก่อนดีกว่านะ แน่ะ แม่ลงมาแล้ว บีวางก่อนนะ อัญอย่าคิดมากได้มั้ย ? มีอะไรเอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะ”
โทรศัพท์ตัดสายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงซัดซ่าเหมือนคลื่นม้วนตัวกระทบฝั่งไกล ๆ อัญญาวางโทรศัพท์ลงในท้ายที่สุด รู้สึกล้าแรงเหมือนผ่านการเดินทางมาไกลแสนไกล ไม่ใช่เพียงนั่งออกแบบจัดหน้าหนังสืออยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ
ความทรงจำย้อนกลับไปยังค่ำคืนนั้น…
“ตอนนี้บีมีแฟนเป็นผู้หญิงแล้วนะ”
“เอ…เป็นดี ไม่เป็นดีน้อ…อัญว่าเป็นดีหรือเปล่าล่ะ”
“แล้วบีคิดอย่างไรล่ะ”
“จะถามกันทั้งคืนอย่างนี้เหรอ…”
“อัญอยากรู้”
“เป็นจ้ะ เป็นแฟนอัญแล้ว แต่บีต้องปิดกับทางบ้านนะ เรื่องนี้ต้องห้ามสำหรับบ้านบี เข้าใจมั้ย ?”
เสียงหัวเราะนั้นสดใส ในเวลาที่อัญญาโถมตัวเข้าหาเพื่อจะไขว่คว้าร่างบอบบางนั้นไว้ในอ้อมแขน เธอแกล้งเบี่ยงหลบ…
น้ำตาอุ่น ๆ ซึมชื้นปลายตา อัญญาหลับตาลง ไม่ต้องมองภาพในจอตรงหน้า ก็นึกรู้ว่านางฟ้าตัวน้อยยังคงชี้คทา เนรมิตสวนดอกไม้เรื่อยไป จะดีเพียงใดหนอ หากเราสามารถเนรมิตทุกสิ่งเป็นจริงได้ตามใจปรารถนา… จะดีเพียงใด…หากเมล็ดความฝันลับเร้น สามารถงอกงามขึ้นกลางแสงตะวัน และเจริญเติบโตได้ในโลกความจริง
ฝัน…ฉันอาจจะได้เพียงแค่ฝัน
สักวันหนึ่ง โลกที่เราเหยียบยืนจะไม่เป็นเพียงโลกลวงตา
เธอ
ฉัน
ความสัมพันธ์ของเรา
มิใช่อยู่ใต้แสงเงา หากสามารถปรากฏท่ามแสงแดดเจิดจ้า
น้ำตา…เป็นแค่ถ้อยคำในบทกวี
บทกวีเก่าแก่ที่เคยเขียนไว้ แทรกซึมเข้ามาหาหัว…หรือเธอพูดถูก อัญญาไม่ควรคิดมาก… เพราะความรัก และความสัมพันธ์ของผู้หญิงกับผู้หญิง เป็นเรื่องต้องห้ามที่ควรเข้าใจ…
ฝนตกลงหนักกว่าเดิม พุ่มเข็มนอกหน้าต่างยังคงมีเพียงดอกตูมสีเขียวอ่อน อัญญาทอดตามองช่อดอกไม้เนิ่นนาน…
นานอีกสักเท่าใดหนอ…ดอกไม้ตูมช่อนี้จะผลิบาน
แล้วอีกนานเท่าใด ผู้หญิงสักคน จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้หญิงอีกคน อย่างเป็นเรื่องสามัญธรรมดา…
“ขอโทษสำหรับข้อความก่อนหน้านี้ ขอโทษที่คิดมาก จะพยายามเข้าใจคุณ เข้าใจทุกสิ่ง…ถ้าว่างเมื่อไหร่ แวะมาบ้างนะ จะรอ…”
อัญญาลงมือคีย์ข้อความประโยคใหม่ ขณะสายฝนยังคงพร่างพรำไม่ขาดสาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหมือนหยาดน้ำฟ้าจะยิ่งแรงขึ้นทุกที.
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกเด็กสาวผมสั้นให้ตื่นขึ้นจากความทรงจำ อัญญาเอื้อมมือรับ
“ฮัลโหล…”
“อัญ อัญเป็นคนเพจมาใช่ไหม ?”
น้ำเสียงคุ้นเคยดังมาตามสาย อัญญาเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้เช่นเดิม นึกภา
โดย… กาหลา














