• “คิดว่าคุณอาจไม่มีเวลาพอที่จะใส่ใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคน นี่อาจเป็นแค่ความรู้สึกโง่เขลา แต่ก็หวังเพียงว่า แล้ววันนี้ก็จะผ่านไป เหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่เคยผ่านมา”

    ข้างนอกนั้น ฝนกำลังลงสายเพียงแผ่วเบา แสงไฟจากนอกระเบียงส่องให้เห็นพุ่มดอกเข็มที่อวดใบเขียวขรึมเจนตา

    อัญ ญาละมือจากแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ หลังป้อนคำสั่งหยุดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพียงไม่กี่วินาที ข้อความทั้งหมดนั้นก็คงจะปรากฏบนหน้าจอวิทยุติดตามตัวของเธอ…

    เธอ…อัญญานึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่คบหากันมาเนิ่นนานนับเป็นปีที่สาม จากวันแรกที่ได้ตกลงกันว่า

    “ตอนนี้บีมีแฟนเป็นผู้หญิงแล้วนะ”

    “เอ…เป็นดี ไม่เป็นดีน้อ…อัญว่าเป็นดีหรือเปล่าล่ะ”

    “แล้วบีคิดอย่างไรล่ะ”

    “จะถามกันทั้งคืนอย่างนี้เหรอ…” เธอหัวเราะเสียงใส นัยน์ตาพราวแจ่ม

    วันเวลาหอมหวานอย่างนั้นหายไปไหนเสียแล้ว…อัญญาทอดตามองดูภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏขึ้นกลางจอภาพ ยามไม่ได้ทำงานนานเกินเจ็ดนาที

    นางฟ้าตัวน้อยกำลังชี้คทาวิเศษไปที่ผืนดินสีน้ำตาล ทันใดนั้นเอง ต้นไม้ ดอกไม้ หลากหลายรูปทรงสีสัน ก็ผุดขึ้นสะพรึบสะพรั่ง

    แม้ ภาพทั้งหมดนั้นจะเป็นเพียงกราฟฟิกส์จำลอง แต่ทุ่งดอกไม้สวยใส ก็จูงใจเด็กสาวให้ล่องลอยไปสู่อดีตไกลโพ้น นานแค่ไหนกันแล้ว…ที่เคยได้เพาะปลูกดอกไม้บนผืนแผ่นดินเช่นนั้นบ้าง…

    นานแค่ไหน ที่เคยได้ยืนอยู่กลางแดดจ้า ฟ้าใส สูดเอาสายลมที่มีกลิ่นหอมซังหญ้าปะปน ยินเสียงแตกปะทุของเกล็ดไม้ต้องไฟ เคยได้ลิขิตทุกช่วงชีวิตด้วยตนเอง…

    แล้วนานแค่ไหน…ที่อัญญามาใช้ชีวิตอยู่ในมหานครแห่งนี้…มีคนรัก เลิกราจากกัน คนแล้ว คนเล่า…คนแล้ว…คนเล่า

    นางฟ้าตัวน้อยยังคงชี้ปลายคทาไปเรื่อย ๆ บนจอภาพ จากฟากหนึ่งถึงอีกฟาก ดอกไม้ตูมบานผุดขึ้นจากพื้นไม่รู้จักหยุดหย่อน

    อัญญาเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ หวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมา

    วันแรกที่นัดหมายกับเธอ…อัญญาจำได้ดีว่าตัวเองสวมเสื้อยืดสีขาว มีตัวอักษรภาษาอังกฤษเขียนว่า Sweet Sunday กางเกงยีนส์ตัวเก่าอาจมอมแมมไปนิด แต่คิดว่าร้านอาหารเล็ก ๆ ริมถนนอย่างนั้น คงไม่ต้องการความหรูหรา เรียบร้อยมากมาย

    ตรงจุดนัดพบ…ปรากฏว่าเธอมาถึงก่อน สวมเสื้อแขนยาวสีทะเลยามค่ำ นั่นคือสีเทา…สีที่ลึก ๆ แล้ว อัญญาพบว่าตัวเองอ่อนไหวกับมันเสมอ

    “แน่ะ มาช้า”

    เธอว่า อัญญาหัวเราะ เสยผมตัวเองแก้เก้อ

    “หิวมากมั้ยฮะ”

    “ก็ไม่มากหรอก แต่อาจกินคนได้ทั้งตัวก็แล้วกัน”

    บรรยากาศค่ำคืนนั้นเป็นอย่างไรบ้างนะ…มีเสียงหัวเราะสิ…ใช่ไหม…อัญญาและเธอจ้องตากันในแสงไฟวอมแวม ร้านอาหารแห่งนั้นน่ารักกว่าที่คิด ดนตรีเป็นบทเพลงรักหวานเก่าๆ บริกรสุภาพ และดอกแก้วที่เรียงรายประดับร้านก็ส่งกลิ่นหอมรวยริน

    ดึกดื่น เมื่ออัญญาและเธอลุกออกจากร้าน ถนนยังไม่ว่างวายผู้คนรถรา แต่ถนนสายนั้นก็ราวจะทอดยาวไกลลิบ แสงในดวงตาเธอเหมือนดาวดวงเล็ก ๆ บนผืนฟ้าไกล เมื่อถามว่า

    “อัญกลับยังไง ไม่ได้เอารถมานี่ ใช่ไหม”

    “ไม่มีรถกับเขาหรอก” อัญญาว่า

    “งั้นเดี๋ยวบีไปส่ง”

    “ลำบากหรือเปล่า…”

    “ไม่หรอก ว่าแต่อัญญาอยู่กับใคร มีใครรอที่บ้านหรือเปล่า…”

    แล้วคืนนั้นนั่นเอง ที่แล้ว…เธอก็เหยียดขายาวบนโซฟาสีน้ำเงิน ภายในห้องที่มองออกไป ไม่เห็นอะไรมากกว่าผืนฟ้าซีดจาง หากคืนนั้น…กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเรือนกายเธอทำให้ทุกสิ่งแปลกไป

    แรก ๆ อัญญาก็นั่งบนเก้าอี้อีกฝั่งตรงข้าม เข็มนาฬิกาหมุนตามเวลาเรื่อยไป แล้วเก้าอี้ตัวหนึ่งก็ว่างเปล่า ผู้หญิงสองคนนั่งชิดกันบนโซฟายาว คุยกัน หัวเราะ แล้วอัญญาก็ลงนอนหนุนตักเธอ

    เธอคุยอะไรให้ฟังบ้างนะ…?…เรื่องแม่ หมาที่บ้าน หลาน ๆ การไปเดินซื้อต้นไม้ที่สวนจตุจักร ล่องเรือไปอยุธยา ไปเรียนร้องเพลง…เรียนวาดรูป

    แล้วอัญญาเล่าอะไรให้เธอฟังบ้าง…?…เรื่องอดีตที่บ้านนอก คนรักที่หนีจากไปแต่งงาน การตายของแม่…และ…ฯลฯ

    กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ปลายนิ้วอุ่น ๆ ของเธอก็เช็ดน้ำตาให้ และ…ตามมาด้วยริมฝีปากนุ่มนวล ร้อนผ่าว

    ดวงดาวในดวงตาเธอดับแสงลงเมื่อขนตายาวเป็นแพนั้นหรุบต่ำเสีย อัญญาสอดมือเข้าในเรือนผมหนานุ่ม

    “เคยมีคนบอกว่า ใครที่จูบแล้วหลับตา…แปลว่ารัก…” อัญญากระซิบ และเธอก็ยิ้ม

    ไฟวูบดับลง

    ออกว่า เธอคงกำลังอยู่ในบ้านที่แวดล้อมไปด้วยพี่น้อง ญาติมิตร

    “นั่นบีอยู่ที่ไหน…”

    “จะที่ไหนล่ะ บีก็อยู่บ้านนะซี อัญญาอย่าทำให้บีกลุ้มใจไปกว่านี้ได้มั้ย เข้าใจบีบ้างได้หรือเปล่า ?”

    เสียงกระซิบนั้นบอกถึงแรงอารมณ์

    ความเจ็บเริ่มต้นขึ้นที่ไหนกัน…และใครกัน ที่ว่าความรักของผู้หญิงกับผู้หญิง ‘ง่าย’ กว่าความรักของของคนต่างเพศเสียอีก…

    “แล้วเมื่อไหร่บีจะมาที่นี่”

    “อัญ บีต้องให้เวลากับทางบ้านบ้างนะ อัญญาเข้าใจหรือเปล่า ตอนนี้พ่อกับแม่ของบีสงสัยแล้วด้วยว่าบีคบหากับเพื่อนแบบไหน…”

    “ถ้าเราเป็นผู้หญิงกับผู้ชายมันจะดีกว่านี้หรือเปล่า…”

    “อัญพูดอะไร ? บีได้ยินไม่ชัดเลย แค่นี้ก่อนดีกว่านะ แน่ะ แม่ลงมาแล้ว บีวางก่อนนะ อัญอย่าคิดมากได้มั้ย ? มีอะไรเอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะ”

    โทรศัพท์ตัดสายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงซัดซ่าเหมือนคลื่นม้วนตัวกระทบฝั่งไกล ๆ อัญญาวางโทรศัพท์ลงในท้ายที่สุด รู้สึกล้าแรงเหมือนผ่านการเดินทางมาไกลแสนไกล ไม่ใช่เพียงนั่งออกแบบจัดหน้าหนังสืออยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ

    ความทรงจำย้อนกลับไปยังค่ำคืนนั้น…

    “ตอนนี้บีมีแฟนเป็นผู้หญิงแล้วนะ”
    “เอ…เป็นดี ไม่เป็นดีน้อ…อัญว่าเป็นดีหรือเปล่าล่ะ”
    “แล้วบีคิดอย่างไรล่ะ”
    “จะถามกันทั้งคืนอย่างนี้เหรอ…”

    “อัญอยากรู้”

    “เป็นจ้ะ เป็นแฟนอัญแล้ว แต่บีต้องปิดกับทางบ้านนะ เรื่องนี้ต้องห้ามสำหรับบ้านบี เข้าใจมั้ย ?”

    เสียงหัวเราะนั้นสดใส ในเวลาที่อัญญาโถมตัวเข้าหาเพื่อจะไขว่คว้าร่างบอบบางนั้นไว้ในอ้อมแขน เธอแกล้งเบี่ยงหลบ…

    น้ำตาอุ่น ๆ ซึมชื้นปลายตา อัญญาหลับตาลง ไม่ต้องมองภาพในจอตรงหน้า ก็นึกรู้ว่านางฟ้าตัวน้อยยังคงชี้คทา เนรมิตสวนดอกไม้เรื่อยไป จะดีเพียงใดหนอ หากเราสามารถเนรมิตทุกสิ่งเป็นจริงได้ตามใจปรารถนา… จะดีเพียงใด…หากเมล็ดความฝันลับเร้น สามารถงอกงามขึ้นกลางแสงตะวัน และเจริญเติบโตได้ในโลกความจริง

    ฝัน…ฉันอาจจะได้เพียงแค่ฝัน
    สักวันหนึ่ง โลกที่เราเหยียบยืนจะไม่เป็นเพียงโลกลวงตา
    เธอ
    ฉัน
    ความสัมพันธ์ของเรา
    มิใช่อยู่ใต้แสงเงา หากสามารถปรากฏท่ามแสงแดดเจิดจ้า
    น้ำตา…เป็นแค่ถ้อยคำในบทกวี

    บทกวีเก่าแก่ที่เคยเขียนไว้ แทรกซึมเข้ามาหาหัว…หรือเธอพูดถูก อัญญาไม่ควรคิดมาก… เพราะความรัก และความสัมพันธ์ของผู้หญิงกับผู้หญิง เป็นเรื่องต้องห้ามที่ควรเข้าใจ…

    ฝนตกลงหนักกว่าเดิม พุ่มเข็มนอกหน้าต่างยังคงมีเพียงดอกตูมสีเขียวอ่อน อัญญาทอดตามองช่อดอกไม้เนิ่นนาน…

    นานอีกสักเท่าใดหนอ…ดอกไม้ตูมช่อนี้จะผลิบาน

    แล้วอีกนานเท่าใด ผู้หญิงสักคน จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้หญิงอีกคน อย่างเป็นเรื่องสามัญธรรมดา…

    “ขอโทษสำหรับข้อความก่อนหน้านี้ ขอโทษที่คิดมาก จะพยายามเข้าใจคุณ เข้าใจทุกสิ่ง…ถ้าว่างเมื่อไหร่ แวะมาบ้างนะ จะรอ…”

    อัญญาลงมือคีย์ข้อความประโยคใหม่ ขณะสายฝนยังคงพร่างพรำไม่ขาดสาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหมือนหยาดน้ำฟ้าจะยิ่งแรงขึ้นทุกที.

    เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกเด็กสาวผมสั้นให้ตื่นขึ้นจากความทรงจำ อัญญาเอื้อมมือรับ

    “ฮัลโหล…”

    “อัญ อัญเป็นคนเพจมาใช่ไหม ?”

    น้ำเสียงคุ้นเคยดังมาตามสาย อัญญาเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้เช่นเดิม นึกภา

    โดย… กาหลา

    Tags: , ,

  • ยามเช้าหน้าหนาว ลมเย็นพัดผ่านจนรู้สึกหนาวเหน็บสะท้านกาย ผู้คนเริ่มออกจากบ้านที่ทำมาหากิน โดยที่ทุกคนยังไม่รู้ตัวว่าวันนี้เกิดมีข่าวใหญ่เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ในชายขอบของประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้ เป็นที่สนอกสนใจของคนทั่วโลก จนมีการถ่ายทอดสดจากทุกเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ ฉากของเหตุการณ์อยู่ที่ตึกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล ผู้คนพากันลุ้นดูด้วยจิตใจระทึก เสมือนนั่งชมการถ่ายทอดสดเกมส์โชว์

    โรงพยาบาลแห่งนี้ ปกติจะมีผู้คนเข้าออกอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่เช้าวันนี้ ทุกอย่างดูนิ่งเงียบ แม้แต่สุนัขยังหายตัวไป คลับคล้ายดินแดนต้องคำสาบ ภายในตึก ภาพผู้ป่วย หมอ และพยาบาล ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นปกติ เพียงแต่ว่าเหมือนคนไร้วิญญาณ เนื่องจากวันนี้มีผู้คนอีกกลุ่มเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนด้วย พวกเขาแต่งตัวในชุดพรางสีเขียว ใบหน้าคลุมด้วยหมวกสักหลาด ในมือถือปืนอาก้า ที่เอวก็แขวนลูกระเบิดอยู่ระเกะระกะ หากมองลึกเข้าไปในสายตา ก็จะพบกับความเย็นชาและเด็ดขาด จนเสมือนคนไร้ความรู้สึกใด ๆ

    ภาพ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คือการบุกเข้ายึดโรงพยาบาลของกองกำลังไม่ทราบสัญชาติ เพื่อต่อรองรัฐบาลของประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้ ภายในโรงพยาบาลยังมีกลุ่มนักข่าวทีวีวิ่งไปมาอยู่สองสามคน มือแบกกล้องเพื่อใช้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ภายในโรงพยาบาลแห่งนี้ ให้คนทั่วประเทศหรือทั่วโลกได้รับรู้เหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง

    นายทหารกลุ่มหนึ่งกำลังจับจ้องมองภาพในโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ ชมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ สายตาจับจ้องมองภาพในโทรทัศน์อย่างไม่กระพริบตา ใบหน้าที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงซึ่งเป็นรูปแบบของผู้ได้รับการฝึกให้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ตอนนี้ยิ่งดูขรึมจนน่ากลัว บางคนเม้มริมฝีปาก บางคนหรี่ตาจนสายตาเสมือนเหยี่ยว จับจ้องไปที่ภาพบนจอ

    ภาพสัญญาณเหตุการณ์เดียวกัน ก็ได้แพร่ไปยังบ้านของนักการเมือง ใบหน้าของเขาแฝงแววกระตือรือร้น สองตาเป็นประกายเมื่อชมภาพเหตุการณ์ ในมือถือโทรศัพท์โทรเรียกหาพรรคพวกให้เข้ามาหารือโดยด่วน

    ภาพ จากโทรทัศน์เป็นการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นเพียงเปลือกนอก ไม่สามารถจับความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ ดังนั้นเราลองใช้กล้องถ่ายทอดโทรจิตขยายความคิดของบุคคลเหล่านี้ดู เพื่อสะท้อนให้เห็นความคิดของพวกเขาเหล่านี้

    เริ่มจากผู้ก่อการร้ายคนหนึ่ง

    “หวังว่าพวกมันจะรับข้อเรียกร้องของพวกเรา มันไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว ถ้าไม่ทำ พ่อแม่พี่น้องเราก็คงตายยกหมู่บ้าน แต่ยังไงเราก็ยังรู้สึกกลัวจัง เรื่องตายเรื่องเล็ก แต่คนที่หมู่บ้านต้องมีความหวัง ถ้าเราผิดพลาด ไม่อยากคิดถึงเลย … พระเจ้า ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอเกิดอยู่บนดินแดนที่มีผู้ปกครองเข้าใจจิตใจของประชาชน”

    ภาพเบือนมาที่พยาบาลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยมือที่สั่นเทา

    “เจ้าประคุณ ขอคุณพระคุณเจ้าช่วยลูกช้างด้วยเถอะ ลูกช้างยังไม่อยากตาย ดูซิ พวกเขาก็น่าจะเห็นใจ สารรูปผอมซูบเหมือนผีดิบ สกปรกมอมแมม แต่ … ฮ้อ ทำไมต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นด้วยนะ ลูกของฉันยังต้องรอให้ฉันไปทำกับข้าวให้เย็นนี้ เจ้าประคุณ ขออย่าให้ใครเป็นอะไรเลย”

    คนไข้บนเตียง ที่มีสายน้ำเกลือติดแน่นที่แขน ลืมตาครึ่งหลับครึ่งตื่น มองรอบข้าง

    “มันเกิดอะไรขึ้นนี่ พวกนี้ใครกัน โธ่เอ๊ย ทำไมต้องมาซ้ำเติมคนที่กำลังป่วยด้วยนะ นี่ช่างไม่มีความเห็นอกเห็นใจกันบ้างเลย หมอ ช่วยผมด้วย ผมทนไม่ไหวแล้ว ใครก็ได้รีบเข้ามาช่วยหน่อย”

    ช่างภาพทีวี ที่ถือกล้องเดินพล่านไปมา

    “เจ๋งจัง ภาพพวกนี้เราต้องทำให้ดีที่สุด มันผลงานชิ้นโบว์แดงของเราเลยล่ะ เรทติ้งสถานีต้องพุ่งกระฉูดแน่ ๆ แต่ว่าทำไมเราต้องบ้าขนาดนี้ว่ะ ต้องเอาตัวมาเสี่ยงกับเรื่องคอขาดบาดตาย มันคุ้มหรือนี่ … ยังไงก็ช่าง มันเป็นหน้าที่ของเรานี่หว่า ผู้บริหารต้องชมเชยแน่เลย อุ๊บ๊ะ อย่าคิดมาก ถือว่าเป็นงานก็แล้วกัน”

    นายทหารที่จับจ้องมองภาพถ่ายทางโทรทัศน์

    “บัดซบ อุกอาจกันมากไปแล้ว ทำไมต้องหยามกันอย่างนี้ มันต้องใช้ไม้แข็งเข้าจัดการ ไม่เช่นนั้นต้องเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก บ้านเมืองของเรา ไม่ใช่ของพวกมันที่จะทำอะไรตามใจชอบได้ง่าย ๆ ทำอะไรควรให้เกียรติกันบ้าง ขืนกำเริบกันอย่างนี้ อธิปไตยของชาติก็ฉิบหายหมด ยังไงเรื่องต้องจบให้ได้ภายในคืนนี้ ช่วยเหลือตัวประกันให้ได้”

    นักการเมืองที่นั่งดูโทรทัศน์ที่บ้าน

    “เตือนพวกมันแล้ว ก็ไม่เชื่อ ดูเบาเหตุการณ์ไปหมด ทำงานอย่างนี้ น่าจะไล่กลับบ้านได้แล้ว บริหารบ้านเมืองคิดแต่ว่ามีเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง ความมั่นคงก็ไม่ใส่ใจ ปัญหาเดือดร้อนที่ทำกินของคนจนก็ละเลย เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เสียหายยับเยิน มัวแต่จะเล่นแต่เครื่องยนต์ไอพ่นอะไรนั่น เพื่อให้ภาคการเงินเงยหัวก่อนแค่นั้น นึกว่าทำแค่นี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล สร้างแต่ภาพพจน์ ดีแล้ว เกิดเรื่องเช่นนี้ กูจะได้เปิดแผลใหม่ สอนให้รู้สำนึกสักบ้าง บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น ดูแต่เรื่องการเงินอย่างเดียว”

    ประชาชนที่นั่งดูโทรทัศน์

    “อุ๊บ๊ะ หยามกันฉิบหาย อย่างนี้ต้องเอาให้เด็ดขาด จับตายให้หมด ไม่นั้นก็ลาออกไปซะ ปล่อยให้มากำแหงถึงดินแดนเราได้ไง เอ้า ดูภาพนั่นสิคุณ เขาเริ่มบุกเข้าไปช่วยตัวประกันแล้วล่ะ อุ๊ย ยิงกันแล้ว เลือดท่วมจอเลยคุณ”

    Tags: ,

  • เสื้อยืดขลิบลายลูกไม้รัดรูปไปทั่วเอวไหล่ คอคว้านลึกรูปตัววีจนเห็นร่องโดยไม่ต้องก้ม กระโปรงยีนรั้งสั้นเลยเข่า คับแคบจนตะโพกแทบปริ ผมเผ้าไว้ยาวกระจายอยู่เต็มแผ่นหลัง ทำตาปรือๆ และปากยื่นเป็นบางครั้ง ยังมีแขนกลมเรียวและเรียวขากลมกลึง หล่อนนั่งอยู่คนเดียว เขาก็นั่งอยู่คนเดียว หลบมุมแอบมองอยู่โต๊ะหลังสุด มีขวดเบียร์เป็นเพื่อน

    หล่อน ก็มีขวดเบียร์ เขาดื่มและหล่อนดื่ม ดื่มอยู่ในห้องที่เพดานเหมือนท้องฟ้า มีควันบุรี่เป็นก้อนเมฆที่ลอยไปลอยมาอยู่ในแสงไฟและเสียงเพลง

    เพลงที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์และเวลา

    บางเพลงฟังแล้วแสบแก้วหู บางเพลงกระแทกกระทั้นแล้วค่อยๆ ผ่อนลงมาจนแผ่วเบา ก่อนกลับมาเร่งเร้า หนักหน่วง รุนแรง จนหนักหู หูอื้อ มึนและเมา

    ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น ที่อยู่ในสถานบริการแห่งนั้น

    ในห้องแห่งนั้น เวลาผ่านไปเท่าไร

    หล่อนเสยผมที่ปรกหน้า เขาขยิบตาให้หล่อนเมื่อหล่อนมองมาทางเขา

    เขายกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ สายตายังจับอยู่ที่หล่อน วางแก้วลง บริกรรินเบียร์ให้ใหม่ เขายกชูกลางอากาศ ทำทีเป็นชนแก้วกับหล่อน แต่หล่อนก็ทำทีเหมือนไม่เห็น

    หล่อนเอียงหน้าหลบวูบ มือคว้าบุหรี่ตรงปลายโต๊ะ หยิบออกมวนหนึ่ง ส่งคาบมุมปาก จุดไลเตอร์ไฟสว่างวาบ พ่นควันแรกลอยม้วนเป็นวง

    อากัปกิริยาหล่อนราวกับจะพูดออกมาว่า โธ่เอ๊ย มองอยู่ได้

    เขาอมยิ้มนึกขำ ก่อนมองผ่านกระจกกั้นออกข้างนอก ฝนต้นฤดูโปรยสายเล่นไฟบนผิวถนน

    บนท้องถนน รถยนต์ยังพลุกพล่าน แท็กซี่มิเตอร์ชะลอความเร็วและผ่านไปราวกับคนเฉื่อยเนือยภายหลังเลิกงานในตอนเย็น

    ฝั่งถนนตรงข้ามเป็นตึกใหญ่ ใกล้กันเป็นศูนย์การค้าที่ไฟโฆษณาวิ่งไล่ด้วยยี่ห้อสินค้านานาชนิด ตรงป้ายรถเมล์มีคนรอรถเมล์เที่ยวดึกไม่กี่คน ท่าทางเหงาๆ กับสายตาที่จับขอบถนนเบื้องหน้า

    ควันขาวๆ ลอยขึ้นจากท่อระบายน้ำ

    ผิวถนนก่อนฝนตกคงร้อน ถึงได้คลายความหมักหมมออกเป็นควัน

    เขาหันกลับมาจุดบุหรี่สูบ อัดควันแน่นๆ แล้วพ่นออกอย่างไร้รูปทรง สืดอีกสองสามทีแล้วเคาะเถ้ากับที่เขี่ย วางมวนไว้บนร่อง จิบเบียร์อีกที แก้วพร่องลงไป บริกรขยับตัวอย่างสุภาพ

    เขาสั่งแกล้มหอยนางรมแล้วมองไปทางหล่อน พบว่าหล่อนจ้องเขาอยู่ก่อน เขาอยากพูดเหมือนกัน มองทำไม…นึกว่าไม่สน เขาคิดเข้าข้างตัวเอง จ้องตอบหล่อนด้วยสายตาพิเศษ

    หล่อนต้องหลบสายตาแล้วใช้ส้อมจิ้มฉับเข้าที่แกล้มมะเขือเผา…

    แกล้มมะเขือเผา…เขาต้องรีบพลิกเมนูว่ามีอยู่ในรายการหรือเปล่า ปรากฏว่ามี นึกว่าเขาตาลาย

    “ไม่มีที่มา ไม่มีที่อยู่ ไม่รู้ที่ไป”*

    เรกเก้ของคนไร้รากกระหึ่มจากนักร้องด้านหน้าเวที เขาจิบเบียร์แล้วคลอตามอย่างไม่ปะติดปะต่อ

    “เหนื่อยนักพักร่าง…กลางวันร้อนเผ่า…ผู้คนร้อนเร่า…หัวใจร้อนรน…หนาวนักใจคน…มองดูเมืองกว้างใหญ่…”

    หอยนางรมแบะฝาเผยเนื้อในที่วางอยู่บนจาน ชวนจิ้มน้ำจิ้มตามด้วยยอดกระถินเขียวๆ ที่โรยหน้าน้ำแข็ง อีกกระเทียมโทนกลีบขาว… เขาคว้าส้อมแล้วจิ้มหมับเข้าปาก เหลือบตาไปทางหล่อนได้รับการมองตอบด้วยสายตาปรือๆ

    “ไหวมั้ย” เขาไปถึงโต๊ะหล่อนแล้วถามเหมือนคนคุ้นเคย “เช็คบิลล์ให้แล้ว ไปกันรึยัง” เขาถามอีกเมื่อเห็นเงียบ

    “ไหว” หล่อนว่า “ว่าแต่จะไปไหนล่ะ” ปากยื่นของหล่อนทำอย่างกับไม่เข้าใจ

    “ทำไมต้องถาม” พูดด้วยน้ำเสียงต่อว่า

    “นั่นสิ” หล่อนหัวเราะ ยกไหล่และผายมือราวกับไม่ยี่หระพูดอีก

    “นั่นสิ ทำไมต้องถามไปไหน”

    หล่อนยันร่างลุกขึ้น แต่เซเอียงไปทางหนึ่ง เขาใช้จังหวะนั้นโฉบหล่อนเหมือนเหยี่ยวโฉบเหยื่อ ซึ่งหล่อนก็ยินดี

    ทั้งคู่ประคองและโอบคลอกันออกไป

    บริกรเดินตามแล้วรีบชิงหน้าไปถึงประตูก่อน เปิดประตูให้ กล่าวคำขอบคุณ

    “วันหน้าเชิญใหม่นะครับ” บริกรก้มศรีษะอย่างนอบน้อม

    “ฮืมม์ บริการเยี่ยม” เขาพูดพร้อมทิปพิเศษอีกครั้ง

    ถึงหน้าถนน แท็กซี่โฉบเข้ามาเหมือนรู้ที

    ฝนยังตกอยู่ปรอยๆ อากาศรอบๆ บริเวณชื้นเย็น ทั้งคู่วิ่งเหยาะๆ ไปที่รถ โชเฟอร์เอื้อมมือข้ามเบาะปลดล็อคประตูหลัง

    แท็กซี่คันนั้นยังเป็นแบบเก่า รถเก่าๆ

    เขาเปิดประตู ดันร่างหล่อน ผลักตัวเองตาม ไม่ถามแม้แต่ราคาและก็จุดหมายปลายทาง

    แท็กซี่แล่นออกไปด้วยวงล้อที่สาดกระเซ็นน้ำฝน

    รถยนต์ส่วนตัวบางตาในยามดึก

    ไฟโฆษณาสินค้าและสถานบริการสาดแสงอยู่ในม่านฝน

    เมื่อถึงที่หมาย…แท็กซี่ไม่บอกถึงราคา คนสองคนก็ไม่พูดกันถึงราคา…

    “เอาไงต่อ” หล่อนพูดขณะเดินเปลือยกายออกนอกห้องน้ำพลางใช้ผ้าเช็ดตัวคลุมไหล่เช็ดขยี้เส้นผมที่เปียกหอมอยู่ด้วยยาสระ

    เขาผละสายตาจากวิดีโอ ชำเลืองมาทางหล่อน แววตาหล่อนยังฉ่ำเบียร์ เขายิ้มแล้วดูหนัง โดยไม่ตอบที่หล่อนถาม หล่อนจึงเข้ามานั่งลงที่ข้างๆ ขอบเตียง

    “หนัง…กันมันดีนี่” หล่อนว่า

    “ฮืมม์” เขาแค่พยักหน้า

    “นี่ อาบน้ำเสียทีได้ไหม” หล่อนพูดกึ่งดุ

    “ถ้าไม่อาบล่ะ” พูดแล้วโอบเอวคอดของหล่อน ปลายนิ้วไพล่ไปเขี่ยเล่นเส้นผมในที่ตรงนั้น หล่อนปัดมือ

    “บอกให้ไปอาบน้ำ” พูดแล้วสะบัดก้นไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เขาลุกตามไปกอดหล่อนจากด้านหลัง จูบหล่อนที่ต้นคอ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ

    เสียงจากห้องน้ำ

    “นี่คุณ มาอาบน้ำด้วยกันไหม”

    “อุ้ย ไม่เอา อาบแล้วนี่” น้ำเสียงราวกับคนไม่เคย แต่เท้าก็ขยับเข้าไป โผล่หน้าเข้าไปก่อน เห็นเขาบึกบึนและแข็งแรงอยู่ในสายฝนฝักบัว

    “เข้ามาสิ เฉยอยู่ทำไม” กวักมือเรียกเมื่อเห็นหล่อนลังเล

    “เอายังงั้น” หล่อนพูด

    “แล้วเอาไง” เขาถาม

    “ฉันหนาว”

    “จะทำให้อุ่น หรือไม่อยาก…”

    เงียบแล้วตอบ

    “อยาก” คำเดียวสั้นๆ แล้วเดินเข้าไปราวกับแรงเรียกร้องอันยากฉุดรั้ง

    เขาอ้าแขนโอบรับ จูบอย่างเร่าร้อน ถอนปากออก เอามือจับไหล่ จ้องตา

    “รู้ไหม” เขาพูด

    “คุณร้อนแต่แกล้งหนาว” เขาว่า

    “ยังงั้นหรือ ไม่หรอก” ประโยคหลังปฏิเสธ พูดอีก

    “คุณแหละหนาวแต่แกล้งร้อน” แววตายิ้มยั่ว

    “เราเหมือนกัน” เขาพูด

    “เราอาจจะไม่เหมือนกัน” หล่อนว่า

    “ช่างมันเถอะ ต่างกันหรือเหมือนกัน ไม่เห็นแปลก เรามาทำให้อุ่น”

    “เอาสิ” ท้าทาย

    “ได้เลย” เขารับคำ

    “รู้ไหม”

    “อะไรอีก” หล่อนยื่นปาก จะว่ารำคาญก็ไม่ใช่ จะว่าอยากก็ไม่เชิง

    “ผมอยาก…คุณตั้งแต่เห็นคุณนั่งอยู่คนเดียว” เขาพูด

    “นึกหรือว่าฉันเห็นคุณนั่งอยู่สองคน” พูดแล้วหัวเราะ

    “นึกแล้ว” เขาว่า “ผมเข้าใจไม่ผิด คุณร้อนแต่แกล้งหนาว”

    “เรามาทำให้อุ่น” หล่อนพูดด้วยประโยคของเขา

    “งั้นเอาละน่ะ” เขาพูดราวกับให้หล่อนตั้งตัว

    “ไม่เห็นต้องบอก” หล่อนยิ้มเยาะ

    หล่อนเหมือนกับม้าแสนรู้ที่จะกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางออกไป และไม่ว่าสิ่งกีดขวางนั้นจะเป็นรั้วสูงหรือกำแพงใหญ่ หรือแม้แต่ตึกสูงข้างนอก หล่อนก็จะกระโดด

    มือยันผนัง ผันหลังให้ มือเขาพาดผ่านตะโพกผาย ปรับปุ่มสายฝนให้อุ่นขึ้น วกกลับที่เนินเนื้อ ลอนท้อง ร่องอก บั้นเอว จับแน่นแล้วดันร่าง หล่อนร้อง เขาเร่ง…แล้วร่างเขาร่างหล่อนก็ทรุดลง พลิกตัวจากกัน หันหน้าเข้าหากัน หอบเหนื่อยด้วยกัน…มันเป็นไปอย่างรวดเร็ว

    “ไหวมั้ย” พูดเหมือนอยู่ในสถานที่แห่งนั้น

    “ไหว” หล่อนว่า “ว่าแต่จะไปไหน”

    “ไปที่เตียง”

    “อาบน้ำก่อน”

    “ไม่อาบได้ไหม”

    “ทำไม”

    “ผมหนาว”

    “ฉันก็หนาว”

    “……”

    เขาอุ้มหล่อน ขาหล่อนเหนี่ยวบั้นเอวเขา พร้อมมือโอบคอและปากจุมพิตหน้าผากเหมือนจูบเด็ก

    เขาจูบตอบเหมือนเด็กซุกซนจมูกลงบนเนินอก ขบกันเม็ดบัวราวกับเด็กกัดเล่นหัวนมแม่

    ถึงเตียง ทิ้งร่างหล่อนลงบนฟูก ฟูกอ่อนยวบเมื่อเขาโถมร่างตาม

    วิดีโอหมดม้วนไปนานแล้ว ฝนข้างนอกก็หยุดตกนานแล้ว ไฟเหนือหัวเตียงเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน เขาจุดบุหรี่แบ่งกันสูบกับหล่อนหมดมวน เขาก่ายหน้าผาก เบิกตามองเพดาน

    “คุณยังเหนื่อย” หล่อนพูด ซบหน้าบนแผงอก ฟังเสียงหัวใจเต้น

    หัวใจยังเต้นเร็ว

    “ฮืมม์ ผมเหนื่อย…”

    “เหนื่อยอะไร ทำงานออกสบาย” หล่อนว่าราวกับรู้ว่าเขาทำงานอะไร

    “ฉันสิแย่ เป็นน้อยเสี่ยมะเขือเผา” หล่อนพูดอีก

    “ไม่รู้ บอกไม่ถูก ผมเหนื่อยอะไร แต่ไม่ใช่เหนื่อยเมื้อกี้ เมื่อกี้ทำให้หายเหนื่อย”

    “พูดจริง”

    “ไม่มีอะไรต้องโกหก”

    “คุณไม่โกหก แต่คุณเหงา” หล่อนพูด

    “ไม่รู้…ผมไปที่นั่นบ่อย คุณไปบ่อยไหม”

    “ไม่รู้ อาจจะไปบ่อย”

    “ไปเพราะ…”

    “ไม่รู้…ทำไมต้องถาม”

    “มะเขือเผาทำให้เหงา”

    “อาจจะใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด”

    “แล้วอะไร”

    “ไม่รู้…”

    “แปลก เราเหมือนไม่รู้อะไรเลย”

    “ไม่…บางครั้งฉันเข้าใจ”

    “เข้าใจว่าอย่างไร”

    “เราไปเพราะเราอยาก”

    “อยากอีกก็เอาอีก ไม่ต้องไปก็ได้นี่ แต่ผมเหนื่อย”

    “ไม่เป็นไร ฉันก็เหนื่อย แต่ฉันจะทำให้คุณหายเหนื่อย” หล่อนว่า

    “ผมเข้าใจคุณไม่ผิด”

    “อะไรอีก” หล่อนถาม

    “คุณร้อนแต่แกล้งหนาว” เขาหัวเราะ

    “คุณก็หนาวแต่แกล้งร้อน” หล่อนหัวเราะบ้าง

    “ไม่รู้สิ…” หล่อนพูด

    “อะไร” เขาถาม

    “ฉันอยากตบคุณ”

    “ทำไม”

    “ไม่รู้”

    “งั้นอยากตบก็ตบสิ” เขาเอียงหน้าให้

    “…… ๆ ๆ ๆ ๆ” เสียงฝ่ามือฟาดลงไปเผียะๆ

    “เจ็บมั้ย” หล่อนถาม

    “ทำไมต้องเจ็บ”

    “ฉันไม่รู้หรอก” หล่อนไม่เข้าใจ

    “ถ้าผมเจ็บ คุณก็เจ็บ แต่เราชิน เราจึงไม่รู้ว่าทำไมเราเจ็บ เจ็บทำไม”

    “หนักไหมที่ตบ” ถามให้แน่ใจ

    “ยิ่งกว่าตึกถล่ม แต่ตบอีกสิ” เขาท้า

    หล่อนตบตามคำท้า ตบซ้อนๆ ๆ ๆ “ฉันอยากกัด อยากแทง อยากฆ่า…ฆ่าคุณ” หล่อนตบจนเหนื่อย

    “เอาเล้ย ผมพร้อมอยู่แล้ว จะมีอะไรปฏิเสธมันอีก ไม่ชอบก็เหมือนชอบ ไม่อยากก็เหมือนอยาก ไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่…คุณมันร้อน คุณมันแรง” เขาพูดเหมือนบ้าคลั่ง

    “คุณมันหนาว” หล่อนพูดแล้วกัด กัดทีแรกเบาๆ กัดต่อมาแรงๆ ที่ราวนม

    เขาร้องออกมา…หล่อนก็ร้องออกมา

    เสียงร้องของทั้งคู่เหมือนเสียงสัตว์ที่ถูกขังอยู่ในกรง…

    โดย… ชีวี ชีวา

    พิมพ์ครั้งแรก : นิตยสารไรเตอร์ มีนาคม 2536
    *พิมพ์ครั้งที่สอง : รวมเรื่องสั้นและบทกวี ประวัติศาสตร์ไม่กี่หน้า กุมภาพันธ์ 2537
    *บทกวีของ แก้ว ลายทอง, มงคง อุทก : นำมาขับร้องเป็นเพลง

    Tags: , ,

  • hi all,

    i’ve been disappeared for a while due to the computer system.
    it’d been down since last week.
    the bus. school’s just moved to the new campus this term.
    it’s during post construction and many facilities are not 100%.
    the queen is going to be here for the formal opening in this coming dec.
    that’s my excuse.

    the weather last week is terrible,
    cloudy and raining almost everyday,
    sometimes the whole day.
    first i plan to stay here, due to the weather.
    finally, i’ve been to birmingham for a day trip.
    it’s an industrial city and usually not considered as a tourism city.
    i visited a national sea life center
    which is uncomparable to the Singapore aquarium.
    the later is much much better.
    those who used to visit the sea world in state may find it the best one.
    one of the interesting place in birmingham is the canal system.
    i found canal in every city i visited.
    people in the old days may use it as a general way to travel.
    nowadays, it’s predominated by rail/automobil.
    anyway, it’s another kind of pleasure having a boat trip there.

    birmingham claims himself having the best symphony concert hall in uk.
    i wish to try once in the future.
    it’s also the busiest city in the midland area.
    u can find lots of black people as well as indians everywhere.
    quite different from nottingham.
    i plan to visit again sometimes i found the beauty of travelling alone.
    travelling in group will shut u down from some aspects.
    u may interest in each other rather than the things there
    unless u actually find a group having something in common.
    well, u need to prepare yrself for travelling alone
    unless u’ll find yrself nervous rather than enjoyable.
    at last we’ll get used to it.
    some of u may argue that i shouldn’t have any problem travelling alone
    since i’v occasionally done there.
    yes, sir. in big city,
    i’s approached directly by some beggars.
    i started to refuse sometimes.
    i may have to put it into my travelling budget. should i?

    the leaves start falling down for a while.
    the path seems to have a natural carpet.
    i’m wondering why people feel much lonely in autumn and winter.
    those who’d like to know anything personally,
    this mail may not serve the purpose.
    anyway, it’s better than none.

    Sith

    Tags: , ,

  • หลักสำคัญมีอยู่ว่า ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ ที่ไหนไม่มีการทำหน้าที่ ที่นั่นไม่มีธรรมะ ต่อให้ในโบสถ์ที่มีอะไร ๆ สำหรับจะมีในโบสถ์ เต็มไปหมดแล้วไม่มีการทำหน้าที่ของธรรมะ มีแต่สั่นเซียมซี พิธีบวงสรวง ขอร้องอ้อนวอน ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว ขอยืนยันว่าในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว แต่ธรรมะไปมีอยู่ที่กลางนา ที่ชาวนาคนหนึ่งรู้จักหน้าที่ของตน แล้วไถนาอยู่ด้วยความพอใจ ความสุขใจ ไถนาอยู่โครม ๆ ในนานั่นแหละจะมีธรรมะ ในโบสถ์กลับไม่มีธรรมะ เพราะไม่มีการทำหน้าที่ หรือแม้จะมีการทำหน้าที่ ก็ไม่รู้สึกว่าหน้าที่คือธรรมะ ก็มาทนทำอะไรคับอกคับใจอยู่กลางโบสถ์นั่นเอง มันก็เลยไม่มีธรรมะ ฉะนั้นอย่าไปเอาสถานที่เป็นหลัก แต่เอาธรรมะเป็นหลัก เอาของจริงเป็นหลัก ว่าที่ไหนมีการทำหน้าที่อันถูกต้อง ที่นั้นมีตัวธรรมะอันแท้จริง

    เอ้า ที่นี้มันน่าหัว ในข้อที่ว่า พวกเราก็ทำหน้าที่กันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักความจริง ที่ว่าหน้าที่คือธรรมะ มันก็เลยกลายเป็นนรกในการทำหน้าที่ มันบีบบังคับความรู้สึก ให้รู้สึกเป็นการต้องทน ต้องอดกลั้น และทนทรมาน ไม่มีความชื่นอกชื่นใจในการทำหน้าที่ ทำให้เกิดการว่างงานกันเสียก็มาก เดี๋ยวนี้มารู้กันเสียใหม่ คือรู้ความลับข้อนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะ ก็เลยเป็นการปฏิบัติธรรมะอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เคยทำอยู่ จะเป็นการทำไร่ ทำนา ค้าขาย ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง อะไรก็ตามเถิด มันก็จะกลายเป็นธรรมะไปหมด ถ้ารู้สึกว่าการงานในหน้าที่คือธรรมะ แล้วก็จะพอใจอย่างยิ่ง ที่ได้ทำการงาน เมื่อพอใจ มันก็เป็นสุข มันก็มีความสุข ในการขุดดิน ทำสวน ทำนา ทำราชการ ทำกรรมกร ทำขอทาน เรียกว่ามีความพอใจ จนมีความสุข เมื่อได้ทำหน้าที่ นี่เรียกว่าหลักเกณฑ์ ที่เราจะทำให้มันมีสวรรค์ อยู่ในทุกอิริยาบถ เมื่อทำหน้าที่ของตน มีความพอใจ ชื่นใจตัวเอง อยู่ทุกอิริยาบถ.

    โดย… พุทธทาสภิกขุ

    Tags: , ,

  • ความจริงผมเคยคิดจะเขียนถึงเรื่องของชนกลุ่มน้อยชาวพม่าเมื่อครั้นบุกเข้ายึดสถานทูตพม่า แต่ก็ผ่านเลยไปเนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องภายในประเทศของเขา จริงอยู่ ถึงแม้ว่า จะกระทำให้ประเทศไทย แต่ก็เป็นเรื่องของการยึดสถานทูต ซึ่งในแง่ของกฎหมายเขาถือว่าสถานทูตถือว่าเป็นดินแดนของประเทศนั้น ๆ ครั้งนั้นเราชาวไทยก็แก้ไขด้วยสันติวิธี ซึ่งก็เป็นลักษณะไทย ๆ ที่เราเป็นกันอยู่ และในที่สุดก็จบกันไป

    และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระเหรี่ยงกลุ่มก็อดอาร์มี่ก็ออกมาปฏิบัติการอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขามาบุกยึดโรงพยาบาลราชบุรี ซึ่งยังเป็นช่วงที่โรงพยาบาลให้บริการตามปติ ภายในมีคนไข้ พยาบาล และแพทย์ อยู่ภายในเป็นจำนวนมาก ครั้งนี้ การตัดสินใจของรัฐ เป็นการตัดสินใจที่จะเจรจาในผู้ก่อการร้ายมอบตัว และต้องขึ้นศาลไทย ซึ่งทางผู้ก่อการร้านปฏิเสธ

    และเหตุผลที่รัฐบาลตัดสินใจการกระทำครั้งนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องของการประชุม UNCTAD ที่กำลังจะมาถึง รวมไปถึงเหตุผลความน่าเชื่อถืออื่น ๆ ประกอบด้วย และอย่างที่รู้ ๆ กัน จบลงด้วยการวิสามัญกลุ่มก็อดอาร์มี่ทั้งหมด 10 ศพ

    ผมคงไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์เรื่องภายในประเทศของพม่า เพราะโดยส่วนตัวผมไม่ใช่ผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองระหว่างประเทศมากมายนัก อีกทั้งคงไม่อยากออกความเห็นในเรื่องหน่วยข่าวกรองของรัฐ ซึ่งพูดได้คำเดียวว่า แย่

    แต่สิ่งที่ผมรู้สึกภายในใจมาตลอดหลังจากที่เหตุการณ์วิสามัญฆาตรกรรมกะเหรี่ยงก็อดอาร์มีครั้งนี้จบลง ก็คือ การ ที่กลุ่มคนเพื่อสิทธิ์มนุษยชนบางกลุ่ม คนบางคน ซึ่งอาจจะเป็นคนไทย หรือต่างชาติก็ตามแต่ ออกมาวิจารณ์ในลักษณะที่ว่า การกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาเพียงแค่ต้องการจะได้แพทย์ และเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของเขากับฝ่ายปกครองเผด็จการของพม่าอันเนื่องจาก พวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อย

    ผมไม่ได้คัดค้านกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ในทางตรงกันข้าม ผมเห็นใจชนกลุ่มน้อยของทุกประเทศเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศพม่า จีน อินเดีย รัสเซีย หรือแม้กระทั่งพวกคนผิวสีในสหรัฐ

    แต่ผมประหลาดใจว่า กลุ่มคน หรือคนที่ออกมาคัดค้าน ไม่มีสามัญสำนึกเลยหรือว่า ที่นี่คือประเทศไทย

    ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเดือดร้อนในเรื่องของแพทย์ที่รักษา

    ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องการเรียกร้องเพื่อให้คนทั่วโลกรับรู้

    ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำร้ายคนไข้หรือใครในโรงพยาบาลก็ตาม

    แต่เขาไม่มีสิทธ์

    เขาไม่มีสิทธ์ในการกระทำใด ๆ เป็นการแสดงการกระทำใด ๆ ที่เบียดบังอธิปไตยประเทศไทย

    กลุ่มคน หรือคนที่ออกมาคัดค้าน ผมสงสัยว่า

    ท่านเป็นคนไทยหรือไม่

    ถ้าสถานที่ที่เขายึด ไม่ใช่โรงพยาบาลราชบุรี แต่เป็นบ้านของท่าน มีคุณพ่อคุณแม่รวมไปถึงลูก ๆ ของท่านอยู่ในบ้าน ท่านจะคิดเช่นนี้หรือไม่ ท่านจะยอมให้พวกเขาเอาชีวิตของพ่อแม่พี่น้องลูก ๆ ของท่าน เพื่อมาเจรจาต่อรองเรื่องปัญหาภายในบ้านของเขาหรือไม่

    ฉันใดก็ฉันนั้น ประเทศไทยก็เป็นบ้านของคนไทย

    และแน่นอนคนไทยก็ไม่คนถูกคนชาติอื่น นำตัวไปเพื่อใช้ชีวิตเป็นเครื่องต่อรองในเรื่องของคนชาติอื่น ๆ

    ก่อนที่จะออกมาแสดงว่าท่านเป็นคนดี เป็นคนที่เห็นใจในชนกลุ่มน้อยที่ด้อยโอกาส คิดให้ถ้วนถี่ด้อยสมองและความเป็นคนไทยของท่านด้วย

    ถ้าเพียงออกมาแสดงตัวแล้วพูดอะไรพล่อย ๆ อย่าทำ ประเทศไทยมีคนแบบท่านมากพอแล้ว!!!

    Tags: , ,

  • บ้านน้อยอบอุ่นที่ลาจุง

    แสงสุรีย์เริ่มสาดแสงต้อนรับวันใหม่ ผมกลืนยาเม็ดแก้ท้องเสียชนิดออกฤทธิ์แรงไป 1 เม็ดพร้อมกับยาแก้ไข้ไปอีกหนึ่งขนาน ภายใน 2 ชั่วโมง ท้องไส้ก็สงบราบคาบ ผมตุนไข่ดาว 2 ฟองกับบะหมี่จีน 1 จานไว้เป็นพลังงานสำหรับการเดินในวันนี้ เพราะเป็นวันที่จะต้องเริ่มเดินทางไกล อาการไข้ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ คิดว่าแค่ยกแรกก็จอดเสียแล้ว พวกเราอำลามาร์ฟา อันแสนน่ารักประมาณ 08.40 น. ซึ่งก็สายไปหน่อย อากาศเช้าโปร่งใสสบาย แสงแดดอบอุ่น ทางเดินก็เดินกันได้สบาย ๆ ช่วงระหว่างทางมีชาวทิเบตมาปูผ้าขายของที่ระลึกอยู่เป็นระยะ ๆ เพราะในละแวกนี้ใกล้กับหมู่บ้านอพยพของชาวทิเบต อยู่แถบมาร์ฟาถึงจอมซอม พวกสาว ๆ นักช๊อปก็หยุดดูสินค้าต่อรองราคากันได้บ้างไม่ได้บ้าง บางคนก็ได้สร้อยคอมาด้วยแลกกับรูปีอีกหลายร้อย จนกระทั่ง 11.00 น. เราเดินมาถึงตีนเขาของยอดตุ๊กเจ อันเป็นที่ตั้งหมู่บ้านตุ๊กเจ

    pic-15

    มหาบรรพตดลคีรี

    ที่ตุ๊กเจดารดาษไปด้วยสวนแอปเปิล และออกดอกสะพรั่ง ยังมีแปลงเพาะชำต้นไม้น่าสนใจ เข้าใจว่าจะเป็นศูนย์เพาะชำการเกษตรภูเขาแห่งหนึ่ง เราไม่อาจเสียเวลากับที่นี่มากนัก ก็รีบเดินต่อกันอีก 1 ชั่วโมง เราเริ่มเห็นยอดมหาบรรพตดลคีรี (Dhaulagiri 8,167 ม.) แต่ไกล จนมาถึง ลาจุง (Larjung) ตรงทางเข้าหมู่บ้านจะมีบ้านขวางอยู่ทุกหลัง และบ้านแต่ละหลังก็มีใต้ถุนทะลุถึงกันหมดเป็นทางเดิน เราต้องเดินผ่านใต้ถุนบ้านซึ่งดูไปคล้าย ๆ กับเดินลอดถ้ำ ดูนาฬิกาแล้วเที่ยงพอดีเลยหาที่เติมพลังงานกันได้ร้านที่ปลายสุดหมู่บ้านซึ่งมีโต๊ะอาหารอยู่บนดาดฟ้า มองเห็นทัศนียภาพสวยงามมาก พวกเราตะกายกันขึ้นไปบนดาดฟ้า สั่งโค้กกับข้าวไข่เจียวกันคนละจาน นั่งรออาหารกว่าชั่วโมงจึงจะได้กิน เมฆทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นอีกแล้ว ลมกระโชกเริ่มรุนแรงขึ้นเป็นระยะ ๆ เรานั่งกินข้าวท่ามกลางลมหนาวเย็น ตัวสั่นกันงันงก กินข้าวเสร็จก็รีบเผ่นลงมาในบ้านซึ่งอบอุ่นกว่า

    ที่ระดับความสูงกว่า 2,000 เมตร อากาศค่อนข้างจะแปรปรวนไม่แน่นอน เห็นฟ้าใสอยู่ดี ๆ จู่ ๆ ก็มีลม ฟ้าครึ้ม หนาวขึ้นมาทันทีทุกวัน บ่ายนี้ก็เช่นกันเราเดินฝ่าความหนาวเหน็บตัดข้ามแม่น้ำกาลกันดากิ มาอีกฟากหนึ่ง เราต้องเดินไปท่ามกลางลานหินริมน้ำขนาดใหญ่ ยิ่งเดินลมก็ยิ่งแรง จนใกล้ถึงช่องเขาเบื้องหน้าลมกรรโชกก็กลายเป็นพายุฝุ่น เซียรีบกวักมือให้เข้าไปหลบในบ้านชาวบ้านข้างทาง ซึ่งมีอยู่เพียง 3-4 หลัง ในละแวกนั้นเท่านั้น ภายในบ้าน อบอุ่นด้วยเตาผิง และสะอาดสะอ้านไม่มีฝุ่นเลยสักนิด บนภูเขานี้แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะเลวร้ายปานใด แต่ภายในบ้านของชาวภูเขากลับเนี้ยบกว่าคนที่อยู่ในเมืองเสียอีก นี่เป็นจุดเด่นของชาวภูเขาประการหนึ่ง นอกเหนือจากใบหน้ายิ้มแย้มเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีอย่างมากล้น

    pic-14

    แม่น้ำกาลีกันดากิ ช่วงเมืองจอมซอม ไหลอ้อมนิลคีรีอยู่เบื้องหลัง

    พายุเริ่มซาลง เราอำลาบ้านน้อยน่ารักอันแสนอบอุ่นเดินมายังช่องเขา พายุยังก่อตัวเป็นพัก ๆ เราต้องเดินโน้มตัวไปข้างหน้า พอถึงเชิงเขาก็เดินเข้าป่าสนข้างทาง เข้าไปก็รู้สึกถึงอากาศแห่งป่าที่เย็นสงบและเงียบงัน เมื่อเดินตัดป่าสนออกมาอีกด้านหนึ่งของภูเขาก็พบ หมู่บ้านคาเคทานี (Kake-tani) ซึ่งมีต้นไม้ที่เต็มไปด้วยใบไม้สีแดงสะพรั่งสวยงาม ด้านขวาของแม่น้ำมองเห็นดลคีรีเต็มตา และทางเดินที่นี่ก็สวย เราเริ่มมีอาการป้อแป้กันบ้าง เมื่อความเหนื่อยล้าเข้ามาจับที่ขาและหลัง ข้ามสะพานกลับมายังฝั่งขวาของแม่น้ำก็ไต่ไปตามทางเดินขึ้น ๆ ลง ๆ จนถึง 4 โมงเย็น ก็เห็นหลังคาสีน้ำเงินแต่ไกล เซียบอกว่านั่นแหละคือ คาโลปานี (Kalopani) เท่านั้นเองกำลังมาจากไหนไม่ทราบ เดินกันจ้ำอ้าว จนถึงคาโลปานีด้วยเวลาอันรวดเร็ว

    pic-06

    ทางเดินสู่คาเคทานี

    ในหมู่บ้านพบเด็กนักเรียนชั้นประถมน่ารักเข้าแถวเดินกลับบ้านกัน โบกมือบ๊ายบายแยกย้ายกันไป ทีแรกเห็นเด็กยืนเข้าแถวโบกไม้โบกมือก็คิดว่าทักทายพวกเรา แต่พอหันไปข้างหลังเห็นเด็กอีกกลุ่มยืนเข้าแถวโบกมืออีก จึงได้รู้ว่าพวกเขาโบกมือร่ำลากลับบ้านซึ่งกันและกัน ไม่ได้โบกมือให้พวกเราสักหน่อย นึก ๆ ก็ยังขำ ๆ แต่ก็เห็นเด็ก ๆ น่ารักดีที่เมื่อโรงเรียนเลิกแล้วคุณครูก็จะสั่งให้เข้าแถวแบ่งเป็นสองแถว แถวหนึ่งเดินไปยังด้านซ้าย อีกแถวก็เดินไปด้านขวา พอเดินไปถึงบ้านใครเด็กคนนั้นก็จะเดินเข้าบ้านไป คนที่เหลืออื่น ๆ ก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ เป็นกลวิธีเพื่อนส่งเพื่อนไปได้ตลอดทางกลับบ้าน ดังนั้นเด็กคนที่มีบ้านอยู่ไกลที่สุดก็จะมีเพื่อนเดินไปด้วยกัน นับเป็นไอเดียของคุณครูที่ไม่เลวเลย

    ที่คาโลปานี อุดมไปด้วยโรงเรียนและยังมีมหาวิทยาลัยภูเขาอีกด้วย คาดว่าเด็กบนภูเขาแถบนี้คงมาเรียนหนังสือกันที่นี่เป็นส่วนมาก เราพบที่พักถูกใจก็โยนเป้ลงสู่เตียงนอนอันเย็นเยียบ

    pic-01

    เด็กนักเรียนเข้าแถวเตรียมกลับบ้านหลังเลิกเรียน

    ในอ้อมกอดภูเขาที่คาโลปานี

    อรุณรุ่งต้อนรับด้วยความหนาวเหน็บ แสงสีเงินเริ่มส่องประกายเป็นทางจากยอดนิลคีรีใต้ตัดกับฉากหลังสีครามเข้ม ทิวทัศน์ยามเช้างดงามด้วยภูเขาหิมะสามด้านที่โอบล้อมคาโลปานีไว้ในอ้อมกอดของเทพีสีขาวทั้ง 3 คือทิศเหนือสูงเด่นเป็นฉากหลังด้วยยอดดลคีรี ทิศตะวันตกเป็นยอดตุ๊กเจและทิศตะวันออกตระหง่านด้วยนิลคีรีใต้ ขณะที่แสงสุรีย์เริ่มแย้มกรายยอดตุ๊กเจและดลคีรีก็เผยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปรากฎแก่สายตา พร้อมทั้งรูปทรงสูงเด่นของยอดนิลคีรีที่หยอกเอินกับประกายของแสงสุรีย์สีเงิน หลังจากที่ดาวศุกร์ได้หายลับไปแล้วชั่วยาม สิ่งที่ผมพึงบันทึกได้มีเพียงความทรงจำเท่านั้น

    08.00 น. เรารีบอำลาคาโลปานี เดินทางผ่านช่องเขาสูงชัน พลันปรากฎเงาวูบไหวจากเหนือศีรษะ พาดทับอยู่บนพื้นหินเบื้องหน้าเคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว ผมมองกลับขึ้นไปบนฟ้ายังที่มาของเงาใหญ่นั้น พบวิหคใหญ่แผ่สยายปีกโผร่อนด้วยทีท่าสง่างามอยู่สองสามตัว ทีแรกก็ยังลังเลว่าเป็นอินทรีหรือเหยี่ยว เปิดหนังสือแนะนำการเดินทางดูพบว่าไม่ใช่ทั้งอินทรีและเหยี่ยว แต่กลับเป็นแร้งชนิดหนึ่ง ทางนักสันทัดหิมาลัยเขาเรียกว่า Himalayan Griffon Vulture หรือ Lammergeier

    pic-10

    นาข้าวไร่ขั้นบันไดแถวๆ คาโลปานี

    Lammergeier เป็นนักล่าแห่งเวหาที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดว่าจะจับเหยื่อด้วยตาเพียงข้างเดียว จากการศึกษาของนักปักษีวิทยาพบว่า นกใหญ่ชนิดนี้จะบินอุ่นเครื่องไม่ถึงชั่วโมง แล้วตีโฉบเหยื่อแบบอินทรีและเหยี่ยว

    ด้วยความที่เป็นแร้งที่ใหญ่โตและหัวไม่ล้าน จึงมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอินทรีอยู่เสมอ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันว่าเป็นแร้ง ด้วยความคล้ายคลึงกับอินทรีนี้ Lammergeier จึงมีปีกที่แผ่กว้างยาววัดได้ถึง 3.50 เมตร ใต้ปีกเป็นสีขาวแยกตัวกับพื้นดำ หางที่อ้วนสั้นแต่ลำตัวกลับผอมยาว และขนของมันก็มีสีทองและน้ำตาล นักวิชาการยังพบว่า มันบินได้สูงกว่า 7,000 เมตรเลยทีเดียว

    ในแถบบริเวณนี้ปรากฎอยู่สองชนิดคือ Lammergeier และ Gypactus

    pic-03

    แทบทุกบ้านจะมีดาดฟ้าเทปูนเรียบ วางกองไม้ที่ตากแดดให้แห้ง

    เราเดินต่อไปยัง หมู่บ้านเลเต เลาะตามเขาขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด ผ่าน คอยคุ จนถึง กาซา ตอน 10.00 น. ที่กาซาเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ กว่าจะเดินผ่านมาได้ต้องใช้เวลาร่วมชั่วโมง

    เมื่อพ้นกาซามาก็ต้องเดินข้ามสะพานแขวนข้ามแม่น้ำกาลีกันดากิมาทางฝั่งซ้าย ตัดเข้าป่าสนเมืองหนาว ทางเดินขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดทางจนหลายคนรู้สึกเหนื่อยล้ากันเร็วกว่าวันที่ผ่านมา แค่เที่ยงก็แทบจะหมดแรงแล้ว เพราะวันนี้เราต้องไต่ระดับมาจากคาโลปานีที่ 2,600 เมตร ลงไปที่ ทาโทปานี (Tatopani) ที่ระดับ 1,200 เมตรภายในวันเดียว อากาศแถบนี้ไม่เหมือนกับที่เดินอยู่ระดับ 2,500 เมตร ความแตกต่างของระดับความสูงที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้ก็คืออากาศที่ร้อนขึ้น นั่นเอง จากเดิมที่ต้องใส่เสื้อกันหนาวตัวหนาปลายนิ้วเย็นเฉียบ เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดตัวเดียวเดินเหงื่อหยดตลอดทาง

    pic-04

    น้ำตก Ruksachanara

    เบื้องล่างเป็นแท่นโม่แป้งทำด้วยแผ่นหินสกัด จากฝีเท้าที่ไม่เท่ากัน กลุ่มของพวกเราก็แยกเป็นสองกลุ่มไปโดยปริยาย กลุ่มของผมเดินตามกลุ่มหน้าไม่ทันจนล่วงเข้าบ่ายโมงมาถึงบาร์เลบัส จึงแวะทานข้าวเที่ยงอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อออกเดินต่อมาเห็นน้ำตกสูงใหญ่อยู่เบื้องหน้า เดินอยู่ครู่ใหญ่จึงเดินมาถึงน้ำตกชื่อว่า Ruksechanara เจอกลุ่มแรกที่นั่งรอพวกเราอยู่ จนบ่าย 2 โมงครึ่งก็รีบเดินต่อกันอีก ผ่าน หมู่บ้านดานา จนบ่าย 3 โมงครึ่ง ทางเดินขึ้น ๆ ๆ ลง ๆ ๆ ตลอดทางจนปวดขามาก เดินขึ้นก็ปวด เดินลงก็ปวด จนกระทั่งเย็นย่ำเดินกันแทบขาลากทีเดียว

    สายน้ำกาลีกันดากิไหลลดเลี้ยวไปตามหุบเขาที่ทรุดตัวลงเป็นหน้าผาสูงชัน เราเดินเลาะไปตามข้างหน้าผาอย่างน่าหวดเสียว เพราะทางทั้งลาดทั้งแคบ มีขบวนลาผ่านมาแต่ละครั้ง เราต้องทำตัวลีบติดกับผนังหิน ทุกครั้งที่ลา 10 กว่าตัวเดินผ่าน แสงอาทิตย์เริ่มส่งสัญญาณลาลับท้องฟ้า เราจึงมองเห็นหลังคาลิบ ๆ อยู่เบื้องหน้าปลายลำน้ำ เซียบอกอย่างให้กำลังใจ ข้างหน้านั่นแหละทาโทปานี

    กลุ่มของพวกเรามีม้าเร็วเดินไปถึงทาโทปานีก่อน ก็รีบจองห้องพักให้ก่อน พวกหลัง ๆ เดินไปถึงก็แทบสลบ

    pic-12

    ขบวนลาบรรทุกของ

    จ่าฝูงตัวหน้าจะมีพู่ติดอยู่ และจะถูกตีไม่ให้เดินออกนอกเส้นทางเจอห้องพักคอกหมูที่เกสต์เฮ้าส์ก็หมดแรง เซียบอกว่าหลังเกสต์เฮ้าส์มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่ไปนอนแช่ได้ เราก็ดีใจ ทุกคนกุลีกุจอเปลี่ยนชุดกะทัดรัดเตรียมอาบน้ำแร่กันเต็มที่ พอเดินไปถึงพบบ่อปูนสี่เหลี่ยมน้ำสีออกคล้ำ ๆ มีฝรั่งหัวขาวหัวทองนั่งแช่อยู่ในบ่อกันเต็มไปหมด พวกเราตัวแทนคนเอเชียก็จำต้องลงไปแช่ด้วย ไหน ๆ ก็ตั้งใจมาแช่แล้วทั้ง ๆ ที่รู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ คิดว่าเป็นบ่อธรรมชาติ แถมต้องเสียเงินอีกคนละ 5 รูปีค่าแช่อีก เข้าใจว่าเดิมเป็นบ่อธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มีพ่อค้าฝรั่งหัวใสมาทำเป็นบ่อแช่สบายขึ้น แล้วเก็บตังค์นักท่องเที่ยว นึกไปก็เสียความรู้สึก แต่พอแช่ไปแล้วก็รู้สึกสดชื่น กระปรี้ประเปร่า หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว นึก ๆ ก็ยังขอบคุณบ่อน้ำร้อนที่ช่วยชุบชีวิตวันนี้ให้กลับมาอีกครั้ง

    ทาโทปานี แปลได้ว่าน้ำร้อน ซึ่งจริง ๆ เมืองนี้ก็ตั้งชื่อตามลักษณะพื้นที่ที่มีบ่อน้ำร้อนนั่นเอง . . .

    (บันทึกบทนี้ยังมีต่อ เส้นทางทั้งสวยงาม ทั้งหฤโหดสู่มัจฉาปูชเร
    รอพบคุณผู้อ่านอยู่ในฉบับหน้า อย่าพลาด !)

    Tags: , , , ,

  • ก่อนที่ขิงจะกลายมาเป็นอาหารและเครื่องดื่มนั้น ขิงใช้เป็นยามาก่อน โดยชนชาติจีนและอินเดียเป็นชนชาติแรกที่รู้จักใช้ขิงเป็นยา ต่อมาจึงเผยแพร่สู่ดินแดนอื่นรวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย ส่วนของขิงที่นำมาบริโภคคือ “เหง้า” หรือ “แง่ง” ของที่ใช้ทำยาเรียกว่า “ขิงเล็ก” มีลักษณะข้อถี่แง่งไม่ใหญ่ เนื้อมีเสี้ยนมาก รสชาติค่อนข้างเผ็ดจัด ดังนั้นจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ขิงเผ็ด” ส่วนขิงที่นิยมนำมาผัดพริกขิง และปรุงอาหารอื่นเป็นชนิดที่เรียกว่า “ขิงหยวก” หรือ “ขิงใหญ่” ซึ่งมีเนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน รสเผ็ดน้อย แง่งใหญ่ ขิงหยวกมีสรรพคุณทางยาเช่นกัน แม้จะน้อยกว่าขิงเล็ก แต่ใช้แทนกันได้เนื่องจากหาซื้อได้สะดวก และควรเลือกแง่งขิงแก่ ๆ อายุราว 11-12 เดือน เพราะออกฤทธิ์ได้ดี จากประสบการณ์ และการค้นคว้าทดลองของแพทย์แผนโบราณ และแผนปัจจุบันพบว่า ขิง มีสรรพคุณรักษาโรคมากมาย ส่วนหนึ่งของสรรพคุณแก้โรคต่าง ๆ นั้น คือโรคที่มากับหน้าหนาว

    ตอนนี้ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดกำลังเป็นไข้หวัด ไอ หรือเจ็บคอ ต้องสังเกตตัวเองให้ดีว่าเกิดจากร่างกายเย็นหรือร้อนในกันแน่ ถ้าเป็นไข้ร้อนในต้องใช้ยาเย็น เช่น ฟ้าทะลายโจร หนุมานประสานกายหรือมะนาว เป็นต้น แต่ในฤดูหนาวแบบนี้ผู้คนส่วนใหญ่มักเป็นไข้เนื่องจากอากาศเย็น ซึ่งขิงจะช่วยได้เพราะมีสารจิงเจอรอล (Gingerol) ที่ช่วยขับเหงื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นบรรเทาพิษไข้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดแล้วมีน้ำมูกไหลมาก ๆ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ไอ จาม เจ็บคอ มีเสมหะ เพราะขิงมีสารแก้แพ้พวกแอนตี้ฮีสตามีน จึงสามารถลดน้ำมูก แก้คลื่นไส้ แก้ไอบรรเทาเสมหะ เรียกได้ว่า นอกจากขิงจะช่วยแก้ไข้แล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดร่วมกับไข้หวัด รวมทั้งอาการปวดเมื่อยได้อย่างสบาย

    (ข้อแนะนำ ขิงจะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อเริ่มรู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัวจะเป็นไข้หวัด ดังนั้นเมื่อเห็นท่าไม่ดีก็ให้ชงน้ำขิงดื่มตัดไข้เสียก่อน แต่ถ้าปล่อยให้เป็นมาแล้ว 2-3 วัน จะใช้ได้ผลน้อยกว่า)

    ต่อจากนี้ในวันที่อากาศหนาวเย็น น้ำขิงสดอุ่น ๆ สักถ้วยจะช่วยให้มีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าช่วยให้คุณผ่านหนาวไปได้อย่างสบาย ๆ

    ส่วนผสม

    1. ขิงสดขนาดหัวแม่มือ 1-2 แง่ง
    2. น้ำสะอาดต้มสุก 1 แก้ว (150-200 ซีซี)
    3. น้ำตาลทรายแดง 1-2 ช้อนชา

    วิธีชง

    ฝานขิงบาง ๆ ประมาณ 1 ขยุ้มมือ ใส่ถ้วยแล้วเติมน้ำเดือดจัด ๆ ให้เต็มถ้วยชา ปิดฝาตั้งทิ้งไว้พออุ่นก็ตักขิงออก เติมน้ำตาลทรายแดง 1-2 ช้อนชา ดื่มรวดเดียวจนหมด วิธีชงแบบนี้จะได้น้ำขิงที่สดใหม่ มีสรรพคุณยาเต็มที่ เพราะน้ำมันหอมระเหยจะไม่หนีหายไปไหน

    วิธีต้ม

    ใช้ขิงสดขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ทุบให้แตก หรือหั่นเป็นแว่นก็ได้ต้มกับน้ำ 1 แก้ว ใช้ไฟอ่อน ๆ ต้มให้เดือดนาน 5 นาที แล้วยกลงเติมน้ำตาลตามต้องการ การดื่มน้ำขิงปกติควรดื่มวันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ถ้าเตรียมน้ำขิงไว้ดื่มเป็นจำนวนมากขึ้นให้เพิ่มขิงและน้ำตามส่วน แต่ต้องกะให้ดื่มหมดภายในวันเดียว ไม่ควรค้างคืน

    ข้อมูลจาก “สุขภาพดีด้วยสมุนไพรใกล้ตัว”
    โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง

    Tags: , ,

  • เริ่มต้นสหัสวรรษใหม่ ปี 2000 ผู้คนพากันฉลองปีใหม่ด้วยอาการลุ้น Y2K แต่แท้จริง ส้มจี๊ดดูนิ้วมือสิบนิ้วของตัวเอง ที่เป็นต้นตำรับของเลขฐานสิบ ปกติคนนับหนึ่งถึงสิบ ก็คือศูนย์ แต่ไฉนจึงอุตริเอาแบบคุณคอมพิวเตอร์ นับศูนย์นำ เป็นเสมือนสมองคอมพิวเตอร์อย่างไรอย่างนั้น หรือว่านี่เป็นการตลาดการค้าเสรี ที่ต้องการยืดอายุสินค้า “สหัสวรรษใหม่” แทนที่จะขายได้ปีเดียว คือปี 2001 กลายเป็นว่าสหัสวรรษเริ่ม 2000 อายุสินค้ายืดเป็น 2 ปีเลย

    พูดมานี่ เพราะนับถือฝีมือการตลาดของตะวันตกเขา ที่ยึดคอนเซปท์การค้าเสรี แสวงหากำไรสูงสุด บนพื้นฐานความต้องการของผู้บริโภค ได้ผลกำไรมาแบ่งปันในหมู่คณะ ส้มจี๊ดเวลาเดินเข้าห้างสรรพสินค้า เห็นสินค้าวางเรียงราย แต่ละตัวมีแบรนด์มากมาย ดูเท่ห์ เลือกซื้อได้ตามใจของรสนิยม แต่ที่ชักไม่เท่ห์ คือว่าปัจจุบันกลายเป็นสินค้าแบ่งคุณภาพตามคุณภาพชีวิตของผู้ซื้อ สินค้าที่เห็นตัวอย่างชัด ๆ ก็คือกลุ่มอาหาร ผู้อ่านคงเคยได้ยิน “GMO” ที่ฮิตสุด ๆ คู่กับพระเอกอีกตัวในสหัสวรรษนี้คือ “อินเตอร์เนต” นาย GMO เป็นคนที่ทันสมัย ใจร้อน ด่วนได้ ตัดต่อของดี ๆ ของผู้อื่นใส่ตัว เข้าทำนองเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ผู้อื่น ผลของการกระทำเอาชั่วออก เป็นที่หวาดกลัวของผู้ซื้อยิ่งนัก กลัวว่ากินเข้าไปแล้วเจอภัยแอบแฝง แบบบั๊ก Y2K ถึงวันเพ็ญเต็มดวงแล้ว กลายร่างเป็นหมาป่า

    สำหรับ สินค้า GMO ออกอาละวาดช่วงนี้ ส่วนหนี่งคือวัฒนธรรมบริโภคของคนที่นิยมอะไรที่คล้าย ๆ กัน ทำให้อาหารบางจำพวกไม่พอเพียง ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือเรื่องไก่ ในเมื่อดีมานต์เพิ่ม ก็ต้องเร่งให้ไก่มาเป็นเหยื่อมนุษย์มากขึ้น ไอ้ GMO ถึงได้เกิด และเทคโนโลยีนี้ยังช่วยลดต้นทุน ทำให้บรรษัทได้กำไรสูง ดังนั้นยอดขายจึงมากขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนค่อนข้างต่ำลง กำไรก็เพิ่มเอา ๆ แต่มหันตภัยที่อาจแอบแฝง ทำให้กลุ่มคนที่มีสตังค์ เลือกซื้อได้ มาร์เกตติ้งนิชอะไรนั่นถึงได้เกิดขึ้นไงครับ ไก่ปลอด GMO หรือไก่ปลอดสารพิษ ทีนี้ราคามันก็ต้องแพง แล้วด้วยราคาที่แพงเช่นนี้ ทำให้สิทธิของผู้บริโภคไม่เท่าเทียมกัน คนรายได้ต่ำก็กินไก่ GMO ส่วนคนที่มีรายได้สูงก็ล่อไก่ Non GMO คุณภาพชีวิตก็เริ่มแบ่งชนชั้น เหมือนวรรณะของพราหมณ์ แต่เดี๋ยวนี้แบ่งกันที่คุณภาพชีวิตไปแล้วฉิบ อีกเรื่องที่จะยกตัวอย่างก็คือ “ผักปลอดสารพิษ” ที่ราคาแพงกว่าผักที่ปลูกตามปกติ ที่เจือปนด้วยสารเคมีต่าง ๆ แต่คนจนไม่มีสิทธิเลือก ส่วนหนึ่งเพราะราคาผักปลอดสารพิษค่อนข้างแพง เพราะมันต้องใส่ใจเป็นพิเศษในการปลูก เนื่องจากปัจจุบันดินที่สมบูรณ์ด้วยปุ๋ยธรรมชาติถูกทดแทนเต็มไปด้วยสารเคมี ที่เจือปนจากน้ำเสียของโรงงาน ปุ๋ยเคมี อากาศเป็นพิษ สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษก็ล้วนเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ต้องการเร่งพัฒนา GNP ของชาติ อัดเทคโนโลยีที่ไม่รู้จริง ผลร้ายจึงเกิดขึ้น ปัจจุบันตะวันตกจึงพัฒนาเทคโนโลยี “พันธุวิศวกรรม” เพื่อทดแทนการใช้สารเคมี ด้วยการตัดต่อยีนส์ แต่ผลลัพท์ที่จะเกิด ไม่ทราบว่าจะทำให้มีปัญหากับสุขภาพของมนุษย์หรือไม่ ความจริง “ความรู้ของมนุษย์เป็นจริง แค่ช่วงอายุหนึ่งเท่านั้น ไม่มีจริงแท้เสมอไป” แต่มนุษย์ก็ยังโง่ ที่จะพัฒนาความฉลาดบนพื้นฐานความโลภ วัฏจักรของความโฉดเขลา จึงมักกลับมาเยือนเสมอ

    การตลาดเป็นนวัตกรรมหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์มีสีสันในชีวิตมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน “ธรรม” ย่อมสำคัญเช่นเดียวกัน ส้มจี๊ดขอติงสังคมหน่อย “การตลาดสีเขียว” มันก็ดูดีแต่มันเป็นแค่การสร้างภาพพจน์ที่ฉาบฉวย เราควรหันมาเล่น “การตลาดเชิงจริยธรรม” กันให้มากขึ้น หวังว่า “Hand, Head, Heart” ควรเดินไปทางเดียวกัน

    ท้ายสุดส้มจี๊ดคิดถึงคำร้องที่เคยได้ยินสมัยเด็ก ๆ หวังว่าเราคงไม่ต้องมาใช้ชีวิตเยี่ยงนี้

    จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง
    ขอแหวน ทองแดง ผูกมือน้องข้า
    ขอช้าง ขอม้า ให้น้องข้าขี่
    ขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง
    ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน

    . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

    หวังว่าเราคงไม่ต้องไม่อ้อนวอนพระจันทร์กัน.

    โดย… ส้มจี๊ด

    Tags: , ,

  • “อุ๊ย! เดี๋ยวนี้เขาปลูกคะน้าประดับบ้านกันแล้วเหรอเนี่ย..”

    “ผมว่าเหมือนกะหล่ำปลีมากกว่านะ”

    “เหมือนมะลิซ้อนดอกยักษ์ต่างหาก….แล้วมันชื่ออะไรเนี่ย”

    เพื่อน ๆ ที่มาเยี่ยมดิฉันถึงบ้านสวนถกเถียงกันใหญ่เมื่อเห็นปูเล่ ที่ฉันปลูกไว้ในกระถางตั้งเรียงรายไว้หน้าประตูบ้าน คนที่เคยเห็นปูเล่ที่ปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านอาจเคยนึกสงสัยว่า นี่มันต้นอะไรกันแน่? เป็นผักกินได้หรือไม้ประดับ…. อันที่จริงจะเรียกเป็นผักก็ไม่ผิดเพราะมันคือกะหล่ำปลีใต้ จะปลูกไว้รับประทานหรือเป็นไม้ประดับก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แหม! สวยก็สวยแถมมีประโยชน์อีกต่างหาก วันนั้นดิฉันเลยโชว์ฝีมือทำอาหารจากปูเล่ซะเลย

    rimrua_9

    เมี่ยงปูเล่ เป็นออเดิร์ฟแรกที่ยกไปวางศาลาริมบ่อน้ำข้างบ้าน ดิฉันใช้ใบปูเล่แทนใบเมี่ยงโดยเลือกเด็ดใบที่อยู่ล่าง ๆ ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือนิดหน่อย มาล้างให้สะอาดเอาฝุ่นออก ไม่ต้องกลัวเรื่องยาฆ่าแมลงเพราะที่บ้านไม่นิยมใช้ค่ะ หยิบกุ้งแห้งออกมาจากตู้เย็นล้างแล้วทอดให้กรอบ หั่นหอมแดงกับขิงอ่อนเป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ ตามด้วยมะเฟืองจากต้นหน้าบ้านหั่นเล็ก ๆ เหมือนกัน เดินไปเก็บพริกขี้หนูหลังครัวล้างแล้วหั่นไว้ เผื่อคนชอบทานเผ็ด ถั่วลิสงที่คั่วไว้ก็ได้ออกงานคราวนี้ด้วย หยิบปลาดุกย่างในตู้กับข้าวมาขูดเป็นฝอยตั้งกระทะ ให้ร้อน เอาปลาดุกลงทอดให้ฟูเหลืองกรอบ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จัดทั้งหมดใส่จาน ส่วนน้ำจิ้มก็ไม่เห็นยาก ปอกกระเทียม หยิบกุ้งแห้งและพริกขี้หนูใส่ไปในครกแล้วตำพอละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บและน้ำมะขามเปียก แค่นี้ก็หยิบกันคนละหนุบคนละหนับแล้วละค่ะ

    ก้านปูเล่ที่เหลือจากทำใบเมี่ยงไม่ทิ้งค่ะ เอาไปแช่เย็นไว้ เพราะตอนเย็นจะทำยำปูเล่กุ้งสด

    เพื่อน ๆ แยกย้ายกันกลับบ้าน พร้อมกับต้นปูเล่เล็ก ๆ คนละ 2-3 ต้น เพราะติดใจในความสวยงามหรือรสชาติของปูเล่ก็ไม่ทราบ ดิฉันเลยแยกต้นเล็ก ๆ ไปให้ ดิฉันเลือกแขนงที่งอกออกมาจากต้นใหญ่ที่ยาวสัก 7-8 เซนติเมตร ใส่ขี้เถ้าผสมแกลบลงในกระถางเพาะใบเล็ก ยื่นส่งให้เพื่อน

    “มันจะตายไหมเธอ..”

    เพื่อนทำหน้ากังวล “ไม่ตายหรอก แค่รดน้ำทุกวันให้ชุ่ม ๆ วางไว้ที่แดดรำไรหน่อย สักอาทิตย์เดียวก็มีรากออกมาแล้ว พักฟื้นให้แข็งแรงหน่อยสัก 2 อาทิตย์ค่อยลงกระถางสวย ๆ ดินที่ปลูกก็ซื้อแถว ๆ ร้านขายต้นไม้จตุจักรก็ได้ มีขายเป็นถุง ใส่ปุ๋ยคอกผสมนิดหน่อยสักสองอาทิตย์ครั้ง

    คราวนี้เธอก็เก็บกินได้ไปเรื่อย ๆ สักสองปีได้” “คราวนี้สาวชาวกรุงมีที่เท่าแมวดิ้นตายอย่างฉันก็ปลูกผักกินเองที่บ้านได้แล้วน่ะซี”

    “ใช่ …. ผักปลอดสารพิษของแท้เลยเนี่ย..”

    โดย… ต้นตะวัน

    Tags: , , ,