ภาพแห่งขุนเขาปรากฎอยู่เบื้องหน้า ตระหง่านง้ำเหนือดินแดนหลังคาโลก ซึ่งถูกประดับไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์อยู่ชั่วนาตาปี นามว่า นิลคีรี (Nilgiri) ตัดกับฉากหลังสีครามเข้มของท้องฟ้าเหนือเมือง จอมซอม (Jomson) ที่ระดับ 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล แลดูยิ่งใหญ่มั่นคงและลึกล้ำด้วยพลังที่สัมผัสได้แต่ไม่อาจอธิบาย ขุนเขา . . . อย่างไรเสียก็มีความสง่างามอยู่ในตัว แต่ทว่าขุนเขาแห่งนิลคีรี เธอห่มอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งทำให้เธอมองดูสง่างามปานเทพรังสรรค์ มอบให้เป็นรางวัลแด่ชีวิตเล็ก ๆ อย่างตัวของเราในการชื่นชมทัศนา
หลังจากที่ผมได้ติดปีกจากเมือง โพคารา บินข้ามช่องเขาน้อยใหญ่แห่ง อรรณาปุรณะ ได้เห็นยอดหางปลา (มัจฉาปูชเร) เห็น ยอดเขาอรรณาปุรณะเหนือและใต้ ยอดเขาดลคีรี ตระหง่านง้ำเหนือดินแดนทั่วไป พวกเธอเหล่านั้นยังนิยมห่มอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เช่นกัน การได้ยลโฉมสคราญแห่งเทพีจากเบื้องสูง นับเป็นโอกาสของชีวิตที่หาได้ไม่ง่ายนักสำหรับชีวิตชาวเมืองที่ราบลุ่มอย่าง เรา การได้บินสูงขนาดเทียบกับยอดเขาอรรณาปุรณะ ซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งของหลังคาโลกหิมาลัย ทำให้เกิดความตระหนักอันหนึ่งซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแก่ตัวเรา มันเป็นความรู้สึกถึงพลังอันไม่รู้สิ้นสุดของสรรพสิ่ง โลก และจักรวาล ผมเพิ่งจะเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แม่น้ำ ภูเขา ก็เหมือนจุดเล็ก ๆ บนผิวหนังส่วนหนึ่งของโลกเท่านั้น มนุษย์เราก็เป็นเพียงจุลชีพของโลกที่มิได้มีความสำคัญมั่นหมายใด ๆ ต่อโลกเลย ภูเขาน้อยใหญ่ที่เราเห็นก็เหมือนกับเราได้มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ส่องมาที่ ผิวโลก บางทีเจ้าจุลชีพเล็ก ๆ ที่มาแอบอิงอาศัยอยู่นี่มันเริ่มลามปาม ทำให้โลกต้องเป็นกลากเกลื้อน หรือมะเร็งร้าย โลกเองซึ่งเป็นเจ้าของกายา จะชำระล้างร่างกายหรือรักษาตนเองบ้างก็ไม่เห็นจะแปลก จุลชีพจึงมอดม้วยมรณาด้วยแผ่นดินไหว น้ำท่วม ลมพายุหรืออะไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นเรื่องใหญ่ต่อชาวจุลชีพ แต่เป็นเรื่องเล็กเหลือเกินสำหรับโลก

อรรณาปุรณะเป็นเทือกเขาส่วนหนึ่งอยู่ในหิมาลัยมหาบรรพตทางตอนกลางของประเทศเนบาล มียอดเขาสำคัญ ๆ ได้แก่
* อรรณาปุรณะ I (8,091 ม.)
* อรรณาปุรณะ II (7,937 ม.)
* อรรณาปุรณะ III (7,755 ม.)
* อรรณาปุรณะ IV (7,525 ม.)
* อรรณาปุรณะทิศใต้ (7,219 ม.)
* นิลคีรีเหนือและใต้ (7,061 ม.)
* แลมจุง (6,983 ม.) และ
* มัจฉาปูชเร (6,993 ม.)

อาณาเขตทางด้านเหนือติดต่อกับเทือกเขามัสแตง (Mustang) ซึ่งเป็นแนวเขตที่ติดต่อกับทิเบต มีเส้นทางเดินเท้าเข้าออกระหว่างเนปาลและทิเบตได้ ด้านทิศตะวันตกถูกแบ่งแนวเขตด้วยแม่น้ำกาลีกันดากิ (Kali Gandaki) ที่ไหลทอดเลื้อยตามร่องกำแพงของเทือกเขาอรรณาปุรณะและเทือกเขาดลคีรี
แต่โบราณกาลเส้นทางเดินเขาเส้นนี้เคยเป็นเส้นทางเดินเท้าแสวงบุญของฤาษี นักพรต นักบวช และผู้ที่ต้องการค้นหาสัจธรรมของชีวิตมานานนับเวลาเป็นพัน ๆ ปีมาแล้ว
เมื่อนกเหล็กแห่งสายการบินเอเวอร์เรสต์แอร์ไลน์ของเนปาล แตะลงบนลานบินของสนามบินเมืองจอมซอม ทุกคนก็กุลีกุจอลงจากเครื่องพร้อมสัมภาระมากมายสำหรับการเดินภูเขา เราอำลาแอร์โฮเตสแสนสวยชาวเนปาลี ด้วยสายตาที่อิ่มเอมจากภาพภูเขาหิมะเบื้องสูง ในใจนึกถึงการณ์เบื้องหน้าที่ต่อไปต้องพึ่งพากำลังขาของตนเองเพียงอย่างเดียวที่จะต้องเดินกลับไปยังโพคารา ที่ซึ่งมีทะเลสาบสวย อากาศอบอุ่น อาหารที่พักสุขสบายเพียบพร้อม แต่ที่นี่คือธรรมชาติบริสุทธิ์ท่ามกลางมหาบรรพตอันโอฬาร เราต้องเอาตัวรอดด้วยตัวของเราเองนับจากนี้ไป
ก้าวแรกที่จอมซอม
จอมซอม เป็นเมืองเดียวในหุบเขาด้านนี้ที่มีสนามบิน แต่ก็เป็นเพียงสนามบินเล็ก ๆ พอที่เครื่องบินเล็กจะบินขึ้นลงได้เท่านั้น ดังนั้นเส้นทางท่องเที่ยวเดินเขาอรรณาปุรณะ จึงนิยมที่จะเดินเท้าจากเมืองจอมซอม ลงมาที่เมืองจันทรกต แล้วนั่งรถกลับมาโพคารา ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน หรือจะนั่งรถจากโพคารา แล้วนั่งเครื่องบินกลับก็ได้ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางรอบอรรณาปุรณะ ครบรอบพอดีใช้เวลาประมาณ 20 วัน ซึ่งเส้นทางนี้ต้องเดินข้าม โทร๊องลา (Thorungla) ระหว่าง มานัง กับ มุกตินาถ ที่ระดับความสูง 5,416 เมตร เป็นเส้นทางหนึ่งที่โหดเอาเรื่อง และต้องมีเวลาเดินค่อนข้างมากสักหน่อย ส่วนใหญ่จึงนิยมบินมาจอมซอม แล้วเดินไต่ระดับลงมาเรื่อย ๆ ดีกว่า

ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน
จอมซอม ตั้งขนาบอยู่สองด้านของแม่น้ำกาลีกันตากิ จัดว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่พอสมควรในแถบนั้น อาจเนื่องเพราะมีสนามบินเพียงแห่งเดียวจากแถบเทือกเขามัสแตง เรื่อยลงไปจนถึงโพคารา พวกที่เดินเขาจากฝั่งมานัง ข้ามโทร๊องลามายังมุกตินาถ ก็มักจะมาพักฟื้นกันที่จอมซอมนี่แหละ เพราะเป็นเมืองที่มีที่พักและอาหารดีกว่าเมืองที่อยู่สูงขึ้นไป อีกทั้งยังจับไฟลท์บินกลับไปยังโพคาราได้อีกด้วย
เราได้พอร์ตเตอร์ (Porter) เป็นลูกหาบช่วยแบกสัมภาระหนึ่งคนชื่อ SER (อ่านว่าเซีย) เป็นชาวเนปาลี เชื้อสายมองโกล อายุประมาณ 17-18 ปี นิสัยดี เซียพาพวกเราไปทานอาหารเช้าตอน 10 โมงกว่า ๆ ที่ร้านอาหารสวีทโฮเต็ล ซึ่งเป็นร้านที่น่ารัก ชาก็อร่อย ร้านอาหารส่วนใหญ่ในจอมซอมจะเป็นโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์ด้วย และส่วนใหญ่ก็จะทำหลังคาเป็นสกายไลต์โปร่งรองรับแสงแดด เพื่อความอบอุ่นต่อสู้กับความหนาว พวกเราเดินชมเมืองพร้อมกับตรวจใบอนุญาตเดินเขา (Treking permit) กับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูเขา ซึ่งการเดินเขาของเนปาลนั้น นักท่องเที่ยวจะต้องทำใบอนุญาตเดินเขาจากทางการเนปาลที่กาฐมัณฑุเสียก่อนหรือที่โพคาราก็ได้ การขออนุญาตก็ต้องระบุสถานที่จะไปและวันเวลาที่จะเดินให้ชัดเจน เมื่อเดินเขาผ่านเมืองต่าง ๆ จะมีตำรวจภูเขาตรวจใบอนุญาตทุกระยะ ถ้านักท่องเที่ยวคนไหนไม่มีใบอนุญาตก็จะถูกปรับราคาแพง หรือไม่อนุญาตให้เดินผ่านเมืองนั้นต่อไปได้ ดังนั้นใบอนุญาตเดินเขาสำหรับนักท่องเที่ยวจะสำคัญมาก ก็เหมือนกับที่เราต้องมีพาสปอร์ตเดินทางไปต่างประเทศนั่นแหละ
พวกเราเอื้อยเจื้อยกันจนเที่ยง จึงเริ่มตระเตรียมสัมภาระขึ้นแบกบนหลัง แล้วผลักภาระให้เซียแบกบนหลัง แล้วผลักภาระให้เซียแบกถุงนอน 8 ใบ กับของกินอีกหนึ่งถุง ทีแรกเราคิดว่าเซียจะแบกของหนักไปหรือเปล่า พอตอนหลังเราเห็นลูกหาบคนอื่น ๆ เขาแบกของกันแล้ว นับว่าเซียโชคดีที่สุดแล้วที่ได้เป็นลูกหาบให้กับพวกเรา เพราะน่าจะเป็นลูกหาบที่แบกน้ำหนักเบาที่สุดในภูเขา

ลูกหาบบนภูเขา นี่ขนาดกลางๆนะ ใหญ่หนักกว่านี้ก็ยังมี
พูดถึงเรื่องลูกหาบแล้ว บนภูเขาที่ห่างไกลจากการดูแลของเจ้าหน้าที่มักมีเรื่องที่นักท่องเที่ยวเอาเปรียบลูกหาบหรือใช้งานหนักจนเกินไป บางทีเห็นลูกหาบของพวกญี่ปุ่นแล้วก็หนาว ๆ มากันแค่ 2-3 คน แต่ใช้ลูกหาบตั้ง 5-6 คน แบกโต๊ะแบกเก้าอี้ส่วนตัวมาด้วย พร้อมผ้าปูโต๊ะเนื้อผ้าอย่างดี ยังไม่นับรวมของใช้อื่น ๆ ที่ไม่น่าจะนำมาติดตัวใช้บนเขาด้วยเลย ลูกหาบแบกสัมภาระนักท่องเที่ยวเป็นสิบยี่สิบกิโลทั้ง ๆ ที่สัมภาระของลูกหาบมีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นกับผ้าห่มผืนบาง ๆ แค่นั้น แต่พอเป็นเจ้าตัวแล้วก็หายสงสัย ในเมื่อชุดของเจ้าประคุณที่ใส่อยู่ยังเนี้ยบเรียบแบบที่อยู่ในโตเกียวเลย ส่วนสาวเจ้าที่มาด้วยกันก็ยังมีกลิ่นหอมฟุ้ง ใบหน้าขาวนวลด้วยเครื่องประทินผิวเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พวกญี่ปุ่นเท่านั้น ทัวร์ไทยเราเองก็ไม่ใช่ย่อย ยกโขยงไปกันราวภูเขาจะถล่มทลาย ให้ลูกหาบแบกไก่เป็น ๆ แบกโต๊ะเก้าอี้ อีกสารพัดของใช้ทั้งลูกทัวร์และลูกหาบรวมกันแล้วเป็นกองคาราวานกองใหญ่เลยทีเดียว นึก ๆ ก็วุ่นวายใจว่าคนเหล่านี้อยากจะมาเดินเขาในถิ่นทุรกันดารแล้วยังอยากสบายแบบที่อยู่ในเมือง แล้วก็พกพาขยะจากเมืองทั้งทางกายภาพและจิตสำนึกขึ้นไปทิ้งไว้บนเขาที่บริสุทธิ์
เมื่อทุกคนพร้อม ก้าวแรกสู่การเดินทางจึงเริ่มขึ้น . . .
เราทิ้งจอมซอมไว้เบื้องหลัง
คืนแรกที่มาร์ฟา
ออกเดินจากจอมซอม ฟ้าโปร่งสวยใสดี พอเริ่มบ่ายเราเห็นเมฆเคลื่อนตัวจากหลังภูเขาออกมา ทางเดินเขาเส้นนี้จะเดินเลียบแม่น้ำกาลีกันตากิ หรือเรียกว่า แม่น้ำดำ แม่น้ำบนภูเขาที่สูงกว่า 2-3 พันเมตร เข้าใจว่ามาจากธารหิมะละลาย เพราะภูเขาแถบนั้นไม่มีป่าไม้แบบร้อนชื้นที่จะผลิตน้ำออกมาได้มากมายมหาศาล แต่ที่นี่ก็มีน้ำไหลตลอดปี แม้ว่าช่วงที่พวกเราเดินภูเขาจะเป็นช่วงหน้าแล้งและเป็นช่วงปีใหม่ของชาวเนปาลพอดี

ประตูทางเข้าออกเมืองมาร์ฟา
ทัศนียภาพระหว่างทางที่เดินไปด้านซ้ายเป็นนิลคีรีสวมใส่เสื้อหิมะ ด้านขาวเห็น ยอดเขาทาปา (Thapa Peak 6,013 ม.) และเห็น ยอดตุ๊กเจ (Tukuche Peak 6,920 ม.) อยู่ไกล ๆ กลุ่มเมฆเริ่มก่อตัวหนาขึ้นเหนือยอดทาปาและเริ่มมีลมกระโชก อากาศเย็นจับใจทั้ง ๆ ที่แดดส่องเปรี้ยง ไม่นานนักท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน พวกเราต้องควักเสื้อกันหนาวมาใส่เดิน ปลายประสาททุกส่วนเย็นเยียบ เดินมาระยะหนึ่งผ่าน เมืองแซง (Syang) เป็นเมืองเล็ก ๆ ทำการกสิกรรม เราเดินฝ่าความหนาวเหน็บที่ระดับ 2,600 เมตรจากระดับน้ำทะเลมาถึง มาร์ฟา ตอนบ่าย 2 โมง เห็นมีที่พักน่ารักเลยเช็กอินเข้าห้องพัก เพราะเราตั้งใจมาพักที่มาร์ฟาก่อนในคืนแรก จะยังไม่รีบเดินทำเวลาไปที่อื่น พอเข้าที่พักผมก็จับไข้บวกกับมีอาการท้องเสีย บนเขานี้สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินจะมีอาการ 2 อย่างคือ อาจจะท้องเสีย หรือเป็นโรคแพ้ภูเขา (AMS. - Altitude Mountain Sickness) ถ้าไม่ระวังเรื่องอาหารน้ำดื่ม จะท้องเสียได้ง่าย หรือร่างกายปรับตัวไม่ทันก็อาจมีอาการไข้ไม่สบายตัว
ในระยะสิบยี่สิบปีมานี้ ทางผู้รักษาความปลอดภัยของหิมาลัย (HRA. - The Himalayan Rescue Association) ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินเขากันมากขึ้นทุก ๆ ปี และมีจำนวนไม่น้อยที่เกิดอาการช๊อกด้วยอาการที่ดูเหมือนเป็นไข้หวัด แต่กลับเสียชีวิตภายในเวลา 2 วัน
นักเดินเขาหน้าใหม่หลายคนที่ไม่ชำนาญในการเดินเขาสูง มักไม่ทราบถึงข้อควรปฏิบัติและวิธีป้องกันอันตรายจากการเดินภูเขาสูงหรืออาการแพ้ความสูง บางรายมีอาการแพ้ความสูงจนถึงกับเสียชีวิต เพราะรีบเร่งเดินเร็วเกินไป ร่างกายไม่สามารถปรับให้เข้ากับภาวะความดันและความเบาบางของบรรยากาศได้ทัน

เห็นทีแรกนึกว่าเป็นจามรี (Yak) แต่เซียบอกว่าเป็นแค่วัวภูเขาขนยาว
AMS จะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดหรือสมองในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้เนื่องมาจากการไหลเวียนของของเหลวภายในร่างกายที่ปรับตัวไม่ทันก็จะ สะสมมากขึ้นระหว่างเซลล์ในร่างกาย และก็จะไหลเวียนตกค้างอยู่ในที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป (สังเกตได้ว่านิ้วมือและนิ้วเท้าจะบวมโตผิดปกติ) ถ้าโชคร้ายน้ำก็จะท่วมปอดหรือสมอง
ในกรณีที่น้ำเข้าไปสะสมอยู่ในปอดอาจมีอาการหอบและหายใจติดขัด เมื่อเดิน ๆ ไปก็จะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จะไอแห้ง ๆ และมีเสมหะมากน่ารำคาญ แล้วเสมหะก็มีสีชมพูมากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำลายจะเป็นฟองเบาแตกกระจายไม่เกาะกัน ในที่สุดผู้ป่วยก็จะจมน้ำในปอดของตัวเองตาย หรือในกรณีที่น้ำไปสะสมอยู่ในสมองมากเกินไป จะมีอาการปวดหัว ความคิดอ่านด้อยลง คลื่นไส้จนถึงอาเจียน จะรู้สึกป่วยไม่สบายมากขึ้นเรื่อย ๆ มักต้องการเดินลงสู่ในที่ต่ำและไม่อยากทำอะไร ผู้ที่เป็นมักจะรีบเดินลงเร็ว ๆ เพราะคิดว่าจะหายไปได้เอง เมื่อลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า แต่นั่นจะยิ่งทำให้เสียชีวิตเร็วยิ่งขึ้นไปอีก อาการน้ำท่วมปอดและสมองอาจแยกกันเป็นหรือเป็นพร้อม ๆ กันก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็จะมีชีวิตเหลืออยู่ดูภูเขาได้ไม่เกิน 2 วัน หากยังไม่รีบแก้ไขตัวเอง
ในหนังสือแนะนำการเดินเขาแนะนำว่า เมื่อพอว่ามีอาการแบบนี้ให้หยุดเดินและพักผ่อนในทันที อย่าดันทุรังเดินต่อเพราะกลัวว่าจะเดินตามคนอื่นไม่ทัน ถ้าเป็นลูกทัวร์ที่ไปกับคณะทัวร์ให้รีบแจ้งหัวหน้าทัวร์ทราบ อย่าเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว เพราะนั่นจะเป็นการฆ่าตัวตายโดยไม่รู้ตัว เมื่อหยุดพักก็ให้พักจนเต็มที่จนกว่าอาการจะดีขึ้น นั่นหมายถึงร่างกายได้เริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว และเมื่อต้องเดินทางต่อ ก็ค่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ อย่ารีบ การเดินขึ้นหรือลงจากระดับความสูงต่าง ๆ ในเวลาสั้น ๆ จะเป็นอันตรายอย่างมาก ถ้าเดินขึ้นเกินกว่าระดับ 3,000 เมตรจากน้ำทะเล ให้เดินไต่ระดับได้ไม่ควรเกิน 300 เมตรต่อวัน หรือให้หยุดพักนาน ๆ ทุก ๆ ระดับ 300 เมตร จะเป็นการปลอดภัยที่สุด
ผมไม่แน่ใจว่าเป็น AMS หรือไม่ แต่ผมท้องเสียและมีไข้มาตั้งแต่โพคาราแล้ว คิดว่าไม่น่าจะใช่ พอบินขึ้นมาที่ระดับ 2,700 เมตร ร่างกายอาจยังปรับไม่ทันจึงมีอาการอยู่บ้าง มีหลายคนเหมือนกันที่เป็นเช่นเดียวกัน คืนแรกที่มาร์ฟาก็เล่นเอาเข้าห้องน้ำหลายรอบ แทบไม่ได้นอนกันเลย
(บันทึกบทนี้ยังมีต่อ เส้นทางทั้งสวยงาม ทั้งอบอุ่นที่ลาจุง
รอพบคุณผู้อ่านอยู่ในฉบับหน้า อย่าพลาด !)
บทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Update
ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องจากผู้เขียน