• ทางด่วนเที่ยงคืน รถเบาบาง รถสีขาวจึงเหยียบคันเร่งหมายมั่นปั้นมือให้ถึงบ้านโดยเร็ว แต่หางตาเหลือบเห็นรถหลายคันจอดชิดขอบฝั่ง ผู้คนชายหญิงจำนวนหนึ่งออกมายืนนอกรถ รู้สึกเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น ความเร็วของรถ ทำให้ชายหนุ่มไม่มีเวลาสอดส่ายสายตามองกลุ่มคนเหล่านี้ทำอะไรกันอยู่ แต่สักพักเห็นขอบทางที่ผ่านไป มีรถหลากหลายจอด ผู้คนยืนอยู่นอกรถ ต้องฉุกคิดว่ามีอะไรที่ผิดวิสัยแน่ เท้าถอยห่างจากคันเร่งเล็กน้อย ชะลอความเร็วรถลง พบว่าผู้คนเหล่านั้นพากันโบกไม้โบกมือ มองท้องฟ้าที่เห็นมีพลุหลากสี ความคิดวูบขึ้นมาทันที

    “สหัสวรรษใหม่”

    เสียงดีเจวิทยุดังลอดออกมา ได้ยินว่า

    “ท่านผู้ฟังครับ บัดนี้เราเข้าสู่สหัสวรรษใหม่แล้ว ขอต้อนรับปี 2000 ครับ”

    เสียงดีเจจบลง พร้อมกับรถชายหนุ่มลงจากทางด่วนเรียบร้อย ชายหนุ่มต้องมองออกนอกตัวรถ เห็นท้องฟ้าดำทมึน พระจันทร์ข้างแรมยังแขวนอยู่บนผืนฟ้า ทุกอย่างเหมือนเดิม ยกเว้นปฏิทินปี 2542 ที่ถูกเขี่ยทิ้ง แล้วนำปฏิทินปี 2543 ขึ้นแขวนและประดับโต๊ะ รำพึงว่า

    “นี่ล่ะปีใหม่ มันก็อีกวัน”

    ร้านรวงสองฟากข้างทาง ยังเปิดอยู่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยนั่งดื่มกินภายในร้าน ความสนุกสนานครอบคลุมสังคมของมนุษย์ ขณะที่สัตว์สี่เท้าเช่นหมาข้างถนน ยังทำกิจวัตรเฉกเช่นปกติ บ้างคุ้ยเขี่ยอาหาร บ้างกำลังผสมพันธุ์ นี่ล่ะมิติของเวลา มันมีค่าสำหรับสังคมหนี่ง ขณะที่อีกสังคมหนึ่งยังคงเหมือนเดิม

    รถจอดสนิทที่สี่แยกไฟแดง เด็กขายพวงมาลัยกลุ่มหนึ่งรี่เข้ามา แต่งตัวขมุกขมอม ส่งเสียงว่า

    “สุขสันต์ปีใหม่พี่ ช่วยซื้อพวงมาลัยผมหน่อยครับ”

    ชายหนุ่มควักเงินจ่ายค่าพวงมาลัยไป เห็นเด็กน้อยรี่เข้าหารถคันอื่นต่อไป บางคันโบกมือไล่ บางคันก็ซื้อ ถึงแม้ปีใหม่ สหัสวรรษใหม่ แต่สังคมของเด็กกลุ่มนี้ก็ยังเช่นเดิม

    “ใหม่หรือเก่า นี่มันนับจากเวลา หรือความเป็นจริงของสังคม”

    ความคิดแวบนี้อุบัติขึ้นในห้วงสมองชายหนุ่ม พร้อมทั้งออกตัวรถต่อไป หลังสัญญาณไฟเขียว ทันใดมือถือดังขึ้น ชายหนุ่มยกขึ้นรับได้ยินเสียงเพื่อนสนิทดังว่า

    “ไอ้โด่ง มา Count Down กันหน่อยสิว่ะ”

    “ที่ไหน สมคิด” “ลานสิงห์ เอสซีบีปาร์คไง”

    “เออ เดี๋ยวกูตามไป”

    ชายหนุ่มวกรถ หันหัวย้อนกลับไปทิศทางเอสซีบีปาร์ค

    “นี่ล่ะปีใหม่”

    Tags: ,

  • หล่อนนอนไม่หลับ พลิกกระสับกระส่ายไปมาอยู่บนเตียง ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่สามารถคลายความร้อนภายในใจ ไม่ห่างจากตัวหล่อน เขานอนตะแคงข้างหันหลังให้ เสียงกรนของเขาที่หล่อนเคยชื่นชอบกลับสร้างความรำคาญในยามนี้

    หลายคืนมาแล้วที่หล่อนมีชู้กับผู้ชายในจินตภาพ แต่คืนนี้หล่อนจะไม่ปล่อยให้เป็นเหมือนอย่างคืนก่อน ๆ หล่อนต้องการสัมผัสที่รัดรึง สัมผัสที่มีชีวิต…มองผัวที่นอนอยู่ข้าง ๆ ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือไปสัมผัสแต่กลับว่างเปล่า

    เสียงเดินของเข็มนาฬิกาย่ำเวลาผ่านไป ตอกย้ำรอยหม่นไหม้ของอารมณ์ หล่อนนอนร้องไห้อยู่ในความมืด คำถามมากมายเรียงรายเข้ามา สามีภรรยามีสิทธิ์ผูกขาดชีวิตกันแค่ไหน ? ความรักคืออะไร ? เหตุใดคนเราถึงไม่สื่อสัตย์ต่อกัน ?…

    เกิดมากระทั่งสาว หล่อนรู้จักกลิ่นผู้ชายเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น เขาต้องการให้หล่อนรักและซื่อสัตย์ หล่อนเองก็หวังว่าเขาจะรักและซื่อสัตย์กับหล่อน แต่กลับไม่เป็นเช่นที่หวัง

    ชีวิตที่ไม่เป็นไปดั่งใจปรารถนาทำให้รู้สึกว่าแต่ละวินาทีที่เข้ามาเหมือนคมมีดกรีดเนื้อให้ปวดแปลบอยู่เสมอ ถ้าหล่อนจะไม่ใช่คนดีตามแบบแผนของค่านิยมที่สังคมกำหนด ไม่ถือคุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต การตัดสินใจเพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่างคงไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก

    คืนหนึ่ง หล่อนตัดสินใจ “หยุด” เขาไม่ให้ออกไป “วางไข่” ที่ไหนได้อีก เสียงกรีดร้องโหยหวนของเขา ใช่ว่าจะทำให้หล่อนพบความสุข หล่อนเองก็ทุกข์ทรมานและไม่คิดว่าความทุกข์ทรมานนั้นมันจะย้อนกลับมาทำร้ายหล่อน

    หลังเหตุการณ์คืนนั้นผ่านพ้น หล่อนขอหย่าแต่ว่าเขาปฏิเสธ

    ถ้าความรักเป็นคนละเรื่องกับเซ็กซ์และชีวิตต้องเลือกเพียงเพื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง หล่อนจำเป็นต้องตัดสินใจว่าต้องการสิ่งไหนมากกว่ากัน เมื่อเริ่มรักเขา หล่อนเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ตอนนี้ หล่อนไม่แน่ใจว่า ใครกันที่เป็นคนแยกมันออก

    หล่อนหรือเขา ?

    หล่อน ลุกจากเตียง เดินห่างจากเสียงกรนมานั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง บัดนี้หล่อนแน่ใจแล้วว่ารูปสะท้อนในกระจกตรงหน้าไม่สามารถรัดรึงเขาไว้ได้ ตลอดชีวิต มันเป็นแค่ประตูปริศนา เมื่อเขาเปิดเข้าไปค้นหาจนได้คำตอบเป็นที่พอใจ เขาก็จะเที่ยวเสาะหาปริศนาจากประตูบานใหม่ไปเรื่อย ๆ

    หล่อน เคยคิดว่า สักวันเขาจะหยุดมัน แต่วันนั้น…นานเกินรอ หล่อนไม่อยากรออีกต่อไป อยากให้เขากลับมาแล้วพบว่าประตูที่เคยผ่านได้ตลอดเวลาถึงคราต้องลงกลอนแล้ว

    หล่อนลุกพรวดพราดเข้าไปยืนใน ห้องน้ำ เปลื้องเสื้อผ้า น้ำตาเอ่อล้น เอื้อมมือไปบิดเกลียวฝักบัว น้ำสองสายผสานผสมพร่างพรมเรือนร่างที่สะท้านไหว หล่อนใช้เวลาในห้องน้ำเกือบชั่วโมง ก่อนตัดสินใจออกมาเลือกชุดสวมใส่เพื่อที่จะเปิดประตูพาร่างออกไปพบกับแสง รำไรที่อยู่เบื้องนอก

    ม่านราตรีสีดำถูกดวงไฟสีมอซอแต่งแต้ม คืนนี้หล่อนจะทำตัวเป็นแมงเม่าบินเข้าไปในร้านเหล้า ให้ความเมาช่วยกลบเกลื่อนความชำรุดของใจ

    ผับ กลางกรุง ภายใต้ผู้คนแปลกหน้าทุกคนมีสิทธิ์เป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่าด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ใครจะตีใบหน้าได้แนบเนียนและเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งได้มากกว่ากัน ธาตุแท้ของคนซุกซ่อนจะถูกเวลากระชากออกมาในที่สุด แต่บางครั้งกว่าจะลอกคราบตัวตนของใครสักคนให้เปลือยเปล่าต้องใช้ชีวิตทั้ง ชีวิตเข้าแลก

    หล่อนผลักประตูเดินเข้าไปเลือกหาที่นั่งก่อนสั่งเหล้าเพียว ๆ …

    นอกประตู มาตรการของสังคมและปรอทของศีลธรรมกำลังดักรออยู่ ถึงเวลาแล้วที่หล่อนจะต้องปลดมันออกจากชีวิต ปล่อยให้สำนึกแห่งความดีงามมันเกลื่อนกระจายอยู่ในกระโหลกใบเก่าที่ผุกร่อนนั่นแหละ เพราะมันใช้ไม่ได้กับผู้ชายเช่นเขา แต่นี้…ผู้หญิงในอุดมคติของผู้ชายกำลังตายไปอีกคน

    หล่อน หันมองรอบตัว ใครคนหนึ่งในมุมสลัวส่งยิ้มให้ เขายกแก้วเหล้าชูขึ้นตรงหน้า หล่อนเอื้อมมือหยิบแก้วของตัวเองขึ้นจูบแล้วยื่นออกไปตรงหน้า

    ทั้งคู่แลกสายตากัน

    กลับมาถึงบ้านตอนย่ำรุ่ง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป พบร่างเขานั่งอยู่บนเตียง ความมืดได้อำพรางแววตาและสีหน้าเขาสนิท

    “ร่าน” เสียงคำรามแหบแห้ง เล็ดลอดออกมาอย่างแผ่วเบา มันกรีดม่านหมอกออกเป็นเสี่ยง หล่อนพยายามรวบรวมสติ ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากันแล้ว หล่อนตั้งใจไว้ว่าจะเงียบ ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร แต่คำสบประมาทอย่างรุนแรงของเขาทำให้ความน้อยใจไหลท่วมท้น

    “มันก็ร่านพอกัน” คำโต้ตอบของหล่อนโพล่งออกมาเหมือนสารภาพ หล่อนหยัดร่างพิงประตู นัยน์ตาพร่ามัว เขาลุกขึ้นยืน สาวเท้าก้าวเข้ามา ไม่ทันตั้งตัว เขากระชากร่างหล่อนไปที่เตียง ผลักหล่อนลงไปนอนหงาย ในความมืด เขาแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

    ” กูขอคืน” เป็นไปอย่างรวดเร็ว เขากระชากกระโปรงหล่อนฉีกขาดติดมากับมือ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำที่ตั้งอยู่บนหัวนอนแล้วสาดของเหลวที่อยู่ในนั้นลงไป

    ทันทีที่มันสัมผัสผิวเนื้อ หล่อนกรีดเสียงร้อง ดิ้นเร่า ๆ ไปมา

    ในความเจ็บปวด…
    หล่อนคือหญิงแพศยาในสายตาของมนุษย์เคร่งศีลธรรม…
    หล่อนเป็นนางมารร้ายของบรรพชนและคนทั่วไป…
    หล่อนเป็นตัวทำลายความดีงามของความเป็นกุลสตรี…
    เขาออกไปสำเริงสำราญ มีความสุขกับหญิงอื่นนอกบ้าน…
    เขาพร้อมที่จะมีเซ็กซ์ทุกครั้งเมื่อเขาพร้อม…
    เขาทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง…
    เพราะเขาเป็นผู้ชาย…

    ขณะน้ำตาไหล เขาปล่อยมือข้างหนึ่งลงลูบไล้เป้ากางเกงที่ราบเรียบ

    โดย : จักร กัปปวัตนะ

    Tags: ,

  • Hi all,

    it’s been a while from my last general story.
    some of u may know that i’m now paying back to
    the previous ignorance of my study.
    a few minutes ago, i just finished one of my presentation.
    not a hard one, in fact it’s the easiest one i have.

    the trees here almost turn nake and brown.
    the leaves lie all over the place.
    i don’t know how long they are going to stay there.
    last two weeks when i visited manchester,
    they were just keep falling.
    i remember that that day was very cloudy & windy.
    i did my trip in the rain, sounds like a song?.

    the first time i saw the train station at manchester
    reminded me of our ‘hua lump pong’, my old house.
    they both have the circle roof.
    i found an interesting exchanged shop there.
    it sold lots of stuff including books, magazines,
    long plays, cds at the price i can afford.
    i bought some classic cds at unbelievable prices,
    very nice!

    i found a group of teenagers who are quite friendly there.
    they first thought that i’s lost and
    ask if i would like to have any help.
    good experience in such a rainy day!

    i found myself dumb, or may be dump
    when they started to ask me about football.
    hey hey hey, nothing in my brain.
    i think i should pay some interest in this sport
    unless i become a real dump here.
    the city is different from other cities i previously visited
    as it has a’tram’ cutting though the city.
    the reason may be the size of the city.
    i’ve a chance to visit UNMIST but it’s just a sight visit.
    it would be better if i know some student
    who can show me around there.

    during my trip accompanied by rain,
    i found an old citizen looking exhausted on a street.
    he tried to take on any bus or taxi.
    one thing i’ve learnt from here is that
    don’t expect much from the one u ask for the direction
    as they may be just visitors like u.
    all i could do is to find a cab for him.
    what i impressed on this trip occured coincidently.
    because of the cold and windy rain,
    i walked into an old catherdal
    where a group of church members practicing their singing,
    really impressive!

    last week’s the first week i can’t go anywhere.
    lots of work to finish in time
    and 2 of the bc scholars from warwick u had their visit here.
    i showed them many places here.
    they seemed to enjoy the day.
    i hope i can have my next trip soon.

    take care,

    sith

    Tags: , ,

  • เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสออกไปต่างจังหวัด การไปครั้งนี้ ว่าไปแล้วเหมือนถูกบังคับไป เนื่องจากคนในครอบครัวของผม ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ พี่สาว หรือแม้แต่ภรรยาของผม พวกเขาต้องการพาเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหนของผมไปเที่ยวด้วย แล้วก็นัดกันทั้งพี่เขย พี่สาว 2 ครอบครัว รวมกัน 3 ครอบครัว แต่ละครอบครัวก็มีเด็ก ๆ อยู่หลายคน แต่มีรถแค่ 3 คัน แล้วผมก็ต้องไปด้วย เพราะต้องเป็นโชเฟอร์ขับรถคันที่สามที่แหละ อีกทั้งยังเหตุผลให้ไปเที่ยวกับลูกน้อยอีกด้วย จะได้ไปกันครบทั้ง พ่อ แม่ ลูก ได้ถ่ายรูปแบบครบ ๆ ทั้งครอบครัวสามเกลอหัวแข็งด้วย ด้วยเหตุผลประการทั้งปวง ผมจำต้องไปจนได้

    ที่ที่จะไปนั้น ก็คือทุ่งทานตะวัน กับ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่จังหวัดลพบุรีนั่นเอง เนื่องจากเขื่อนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพิ่งทรงไปทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ประชาชนจึงอยากจะไปเที่ยวดูเขื่อนพระราชดำรินี้ แล้วก็จะแวะไปที่ ทุ่งทานตะวัน ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่า เป็นทุ่งทานตะวันที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย หรือ ของโลก ครอบครัวของผม ซึ่งมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ก็เลยอยากจะไปดูกันนัก ผมจะบ่นไปตลอดทาง เนื่องจากผมหาเหตุผลสนับสนุนการมาครั้งนี้ไม่ได้ ผมจะบ่นว่า “ขับรถมาเป็นร้อยกว่าสองร้อยโล มาดูดอกไม้นี่นะ” ส่วนเขื่อนนั้น ผมก็คิดว่า คงจะยังไม่มีอะไร เพราะเพิ่งเปิดใหม่ สิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานที่นั้น หรือ ถนนหนทางที่จะไป คงยังไม่เรียบร้อยดีนัก เอาไว้รออีกสัก 1 ปีค่อยไป ก็คงไม่สาย

    ตลอดทางไปนั้น น่าเบื่อจริง ๆ รถติดไปตลอดทาง ยิ่งทางไปเขื่อน ติดไม่ขยับเลย ไม่สามารถเข้าไปได้ พวกเราจึงเบนเข็มไปที่ทุ่งทานตะวันอย่างเดียว ก็อีกนั่นหละครับ รถติดมากเหมือนกัน จนใกล้เที่ยงแล้ว ก็ยังไม่ถึง พวกเราเลยตัดสินใจ แวะเอาทุ่งทานตะวันเล็กๆ ริมทาง เนื่องจากกลัวว่าพอสายมาก ๆ ดอกทานตะวันจะเหี่ยว ไม่ชูชันเหมือนตอนเช้า ๆ

    เรื่องสนุก ๆ มาเริ่มเอาตรงนี้นี่แหละครับ พอพวกเราจอดเรากันเสร็จ ก็เดินเข้าไปในทุ่งทานตะวัน ผมจะอุ้มเจ้าลูกชายตัวดีของผมเข้าไป ตอนอุ้มไปนั้น เขาก็ทำท่าแปลกๆ เหมือนขยับตัวหลบอะไรตลอด แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ ก็เดินลึกเข้าไป แล้วก็เริ่มเต๊ะท่าถ่ายรูปกัน เจ้าลูกชายของผมทำหน้าเหมือนไม่ค่อยเต็มใจนัก พอถ่ายไปเรื่อยๆ ผมก็ไปโน้มเอาดอกทานตะวันใหญ่ๆ มาใกล้ๆ เพื่อถ่ายรูปคู่กันไป เจ้าลูกชายผม คราวนี้จะร้องไห้เอา ผมเลยถามเขาว่าเป็นอะไร เขาบอกว่า “กลัว กลัว” พวกเราทั้งหมดเห็นท่าทางเขา เลยขำกันกลิ้งเลย เด็กอะไร ทำตัวใหญ่โตเหมือนอันธพาลอยู่ในบ้าน พอออกมาเจอดอกทานตะวัน ดันกลัวเสียได้ หมดฟอร์มเลยเจ้าตี๋ใหญ่ของผม พวกเราเลยบอกเขาว่า “ไม่ต้องกลัว ดอกไม้ไม่ทำอะไรเราหรอก ไม่ต้องกลัว” เขาเลยท่องขึ้นใจเลยว่า “ดอกไม้ไม่ต้องกลัว ดอกไม้ไม่ต้องกลัว” แต่ว่าผมจะต้องอุ้มเขาตลอดเวลา ห้ามปล่อยเขาลงในทุ่งนั้น พวกเราก็ยังถ่ายรูปกันต่อไป เขาเองก็ยอมถ่ายรูปกับเจ้าดอกไม้ไม่ต้องกลัว แต่ว่าต้องอยู่ไกลๆ ตัวเขาหน่อย จะเอามาใกล้ ๆ ไม่ได้ ยิ่งใกล้ๆ หน้านี่ จะร้องไห้เอาเลย น่าขำจริงๆ ไอ้เจ้าตี๋ใหญ่ อยู่บ้านใหญ่จริงๆ พอถามใครชื่อตี๋ใหญ่ แหม. .ยกมือขึ้นแสดงตัวอย่างภาคภูมิใจ มาเจอดอกไม้ไม่ต้องกลัวหน่อยสิ จะทำตัวใหญ่โตเหมือนตี๋ใหญ่ได้หรือเปล่า… 555

    Tags: , , , ,

  • เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านนี้ ผมมีโอกาสได้นั่งเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ชมงานแสงสีเสียงริมแม่น้ำที่มีชื่อฝรั่งว่า RIVER OF THE KING เนื่องจากประทับใจงานแสงสีเสียงปีที่แล้ว 72 พรรษาเฉลิมหล้าจอมราชันย์ ซึ่งทำให้ผมไม่ลังเลที่จะตัดสินใจในครั้งนี้

    ผมลงเรือของภัตตาคารแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานซังอี้ ซึ่งรวมทั้งค่าลงเรือและอาหารมื้อค่ำด้วย โดยส่วนตัวแล้วก็รู้สึกค่าใช้จ่ายสูงไปนิด แต่ก็เข้าใจว่าภัตตาคารเขาก็ต้องมีกำไร และผมก็ถือโอกาสทานอาหารนอกบ้านกับครอบครัว ซึ่งนาน ๆ จะทำสักครั้งตั้งแต่วิกฤตการณ์ ไอเอ็มเอฟ เป็นต้นมา

    ก่อนลงเรือก็มีเวลาประมาณสัก 10 นาทีที่จะพิจารณาเรือที่ผมจะขึ้นที่ท่า เรือสวยมากทีเดียว ตอนหลังพอขึ้นเรือก็ทราบว่าเรือลำนี้ชื่อว่า แม่ย่านาง เป็นเรือไม้แบบโบราณ ตกแต่งด้วยของไทย ๆ ส่วนใหญ่ข้าวของเครื่องประดับเป็นไม้ทั้งสิ้น เป็นเรือที่ไม่ใหญ่นัก จุลูกค้าผู้โดยสารได้ประมาณ 50 ที่นั่ง แต่ดูค่อนข้างหรูหรา เนื่องจากหลังคาสูงและอุปกรณ์ตกแต่งดี

    เราลงเรือกันประมาณ 19.00 น. ซึ่งเรือก็มุ่งตรงเข้าขบวนเรือลำอื่น ๆ ประกอบด้วยเรือเล็กใหญ่ ประมาณ 30-40 ลำเห็นจะได้ เรือทุกลำแล่นไปรวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบนัก แต่ก็พอทำเนาสำหรับสังคมไทยมุงแบบไทย ๆ

    ระหว่างนั้นเราก็พบเรือนำล่องของกันตนา ซึ่งตกแต่งได้งดงามพอสมควร ฉากที่แสดงประกอบด้วยทั้งหมด 4 สถานที่ ซึ่งกล่าวถึงตั้งแต่ รัชกาลที่ 1-9 รายละเอียดผมคงจะไม่กล่าวลงไปลึกนัก เพราะไม่มีโอกาสได้ชมอย่างชัดเจน

    โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่แสดง ณ บริเวณวัด ผมและคนในเรือทั้งหมดเห็นแต่ยอดเจดีย์และพลุที่ระเบิดสวยงามอยู่บนฟ้าเท่านั้น

    ระหว่างเดินเรือ ผมสังเกตเห็นว่า มีเรือลดตระเวณของกรมเจ้าท่าประมาณ 3-4 ลำมาดูแลกำกับการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือลำที่ผมโดยสารอยู่ ซึ่งส่วนตัวตัวแรกยังนึกดีใจว่า กรมเจ้าท่าทำงานดีนะ คอยมาช่วยเหลือให้บริการงานนี้

    แต่เมื่อเข้าสู่ฉากแรกก็ได้ยินเสียงตะโกนบอกของเจ้าหน้าที่ของเจ้าท่าว่าให้จอดตรงนี้ตรงนั้น ซึ่งเป็นจุดที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ชัด ถ้าจะเทียบกับโรงภาพยนต์ก็คือ แถวหน้าริมสุด ต่อมาผมเริ่มเอะใจและรู้สึกว่าเขามาบริการหรือมากีดกันกันแน่ คนขับเรือถูกผู้โดยสารต่อว่า ก็พยายามนำเรือเข้าไปจุดชมที่ดีขึ้น เพื่อให้คนบนเรือสามารถชมงานได้ชัดเจนมากขึ้น

    จนถึงฉากสุดท้าย เสียงของเจ้าหน้ากรมเจ้าท่า ก็ตะโกนด่าว่าคนขับเรือ “บอกให้จอดตรงนี้ ไม่เข้าใจหรือไงวะ” คนบนเรือเริ่มไม่พอใจ และเริ่มตะโกนโต้ตอบว่า มองไม่เห็น

    เมื่อเห็นผู้คนบนเรือตอบโต้ แทนที่จะอธิบาย ก็เลยแล่นเรือเข้ามาขวางข้างหน้าไว้เพื่อกันไม่ให้เรือเคลื่อนเข้ามา ทรามสิ้นดี

    ในที่สุด ก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ เรือลำใหญ่ที่สุดข้าง ๆ ที่แล่นมาขนานกัน มีนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่นั่งชมอยู่ จึงเข้าใจเหตุผลว่า

    ท่านผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นต้องการชมการแสดงอย่างไม่มีใครบัง
    เรือที่ผมนั่งไปหลังคาสูง บดบังทัศนียภาพของท่านผู้ยิ่งใหญ่
    ที่กรมเจ้าท่าเข้ามาบริการ ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นนักการเมือง

    ผมไม่รู้ว่าท่านนั้นชื่ออะไร เป็นนักการเมืองคนไหน พรรคไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มสำนึกก็คือ ท่านยิ่งใหญ่เหลือเกิน ใหญ่จนกระทั่งการชมงานแสงสีเสียงของแผ่นดิน ต้องให้ท่านชมได้อย่างเต็มตาแต่เพียงกลุ่มเดียว ประชาชนบนเรือลำอื่น ๆ ต้องไปอยู่ข้าง ๆ ขอบ ๆ โดยมีกรมเจ้าท่าของอำนวยความสะดวกให้กับท่านผู้ยิ่งใหญ่

    คนที่จะเข้ามาทำงานการเมือง ทำงานสำหรับคนส่วนรวม รวมไปถึงคนที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ไร้ซึ่งมารยาท ไร้ซึ่งสมบัติผู้ดี ไร้ซึ่งน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกลุ่มคนโดยรวม

    เลวไม่มีที่ติ
    ผมไม่รู้ว่าคนสั่งการคือท่านเอง หรือที่ปรึกษา ลูกน้อง ผู้ติดตาม หรือมือปืน
    ผมไม่รู้ว่าท่านเสียเงินซื้อบัตรเข้าชมหรือไม่
    ผมไม่รู้ว่าท่านทำอะไรกับกรมเจ้าท่า
    ผมไม่รู้ว่าท่านทำประโยชน์อื่น ๆ มากมายในสังคมการเมืองหรือไม่
    ผมไม่รู้ว่าท่านยิ่งใหญ่เพียงไหน
    ผมรู้เพียงอย่างเดียวว่า ท่าน
    ทรามทั้งความคิดและการปฏิบัติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงประชาชนคนอื่น ๆ

    จนกระทั่งพนักงานในลำเรือผมต้องเดินเรืออีกเที่ยวเพื่อให้คนในเรือได้ชมกันอีกรอบคือรอบ 22.00 น. เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับทางภัตตาคาร ทำให้ผู้เข้าชมงานต้องเสียเวลาอีกเที่ยว เพราะความกร่างของท่านผู้ยิ่งใหญ่

    การกระทำเหล่านี้ทำให้ผม และคนบนเรืออีก 50 คน รู้เช่นเห็นชาติของนักการเมืองบางส่วนของประเทศไทย รู้สึกว่าเราต้องท้อแท้ต่อความเป็นไทยที่บ้ายศบ้าศักดิ์ รู้สึกถึงคำว่าข้าราชการเอาใจนักการเมือง ชักเริ่มอยากเป็นนักการเมืองแล้วสิ มันยิ่งใหญ่ดีจังโว้ย!!!

    โดย… วิรัช ฉัตรพร

    Tags: ,

  • ภาพแห่งขุนเขาปรากฎอยู่เบื้องหน้า ตระหง่านง้ำเหนือดินแดนหลังคาโลก ซึ่งถูกประดับไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์อยู่ชั่วนาตาปี นามว่า นิลคีรี (Nilgiri) ตัดกับฉากหลังสีครามเข้มของท้องฟ้าเหนือเมือง จอมซอม (Jomson) ที่ระดับ 2,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล แลดูยิ่งใหญ่มั่นคงและลึกล้ำด้วยพลังที่สัมผัสได้แต่ไม่อาจอธิบาย ขุนเขา . . . อย่างไรเสียก็มีความสง่างามอยู่ในตัว แต่ทว่าขุนเขาแห่งนิลคีรี เธอห่มอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งทำให้เธอมองดูสง่างามปานเทพรังสรรค์ มอบให้เป็นรางวัลแด่ชีวิตเล็ก ๆ อย่างตัวของเราในการชื่นชมทัศนา

    หลังจากที่ผมได้ติดปีกจากเมือง โพคารา บินข้ามช่องเขาน้อยใหญ่แห่ง อรรณาปุรณะ ได้เห็นยอดหางปลา (มัจฉาปูชเร) เห็น ยอดเขาอรรณาปุรณะเหนือและใต้ ยอดเขาดลคีรี ตระหง่านง้ำเหนือดินแดนทั่วไป พวกเธอเหล่านั้นยังนิยมห่มอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เช่นกัน การได้ยลโฉมสคราญแห่งเทพีจากเบื้องสูง นับเป็นโอกาสของชีวิตที่หาได้ไม่ง่ายนักสำหรับชีวิตชาวเมืองที่ราบลุ่มอย่าง เรา การได้บินสูงขนาดเทียบกับยอดเขาอรรณาปุรณะ ซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งของหลังคาโลกหิมาลัย ทำให้เกิดความตระหนักอันหนึ่งซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแก่ตัวเรา มันเป็นความรู้สึกถึงพลังอันไม่รู้สิ้นสุดของสรรพสิ่ง โลก และจักรวาล ผมเพิ่งจะเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แม่น้ำ ภูเขา ก็เหมือนจุดเล็ก ๆ บนผิวหนังส่วนหนึ่งของโลกเท่านั้น มนุษย์เราก็เป็นเพียงจุลชีพของโลกที่มิได้มีความสำคัญมั่นหมายใด ๆ ต่อโลกเลย ภูเขาน้อยใหญ่ที่เราเห็นก็เหมือนกับเราได้มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ส่องมาที่ ผิวโลก บางทีเจ้าจุลชีพเล็ก ๆ ที่มาแอบอิงอาศัยอยู่นี่มันเริ่มลามปาม ทำให้โลกต้องเป็นกลากเกลื้อน หรือมะเร็งร้าย โลกเองซึ่งเป็นเจ้าของกายา จะชำระล้างร่างกายหรือรักษาตนเองบ้างก็ไม่เห็นจะแปลก จุลชีพจึงมอดม้วยมรณาด้วยแผ่นดินไหว น้ำท่วม ลมพายุหรืออะไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นเรื่องใหญ่ต่อชาวจุลชีพ แต่เป็นเรื่องเล็กเหลือเกินสำหรับโลก

    pic-13

    อรรณาปุรณะเป็นเทือกเขาส่วนหนึ่งอยู่ในหิมาลัยมหาบรรพตทางตอนกลางของประเทศเนบาล มียอดเขาสำคัญ ๆ ได้แก่

    * อรรณาปุรณะ I (8,091 ม.)
    * อรรณาปุรณะ II (7,937 ม.)
    * อรรณาปุรณะ III (7,755 ม.)
    * อรรณาปุรณะ IV (7,525 ม.)
    * อรรณาปุรณะทิศใต้ (7,219 ม.)
    * นิลคีรีเหนือและใต้ (7,061 ม.)
    * แลมจุง (6,983 ม.) และ
    * มัจฉาปูชเร (6,993 ม.)

    pic-08

    อาณาเขตทางด้านเหนือติดต่อกับเทือกเขามัสแตง (Mustang) ซึ่งเป็นแนวเขตที่ติดต่อกับทิเบต มีเส้นทางเดินเท้าเข้าออกระหว่างเนปาลและทิเบตได้ ด้านทิศตะวันตกถูกแบ่งแนวเขตด้วยแม่น้ำกาลีกันดากิ (Kali Gandaki) ที่ไหลทอดเลื้อยตามร่องกำแพงของเทือกเขาอรรณาปุรณะและเทือกเขาดลคีรี

    แต่โบราณกาลเส้นทางเดินเขาเส้นนี้เคยเป็นเส้นทางเดินเท้าแสวงบุญของฤาษี นักพรต นักบวช และผู้ที่ต้องการค้นหาสัจธรรมของชีวิตมานานนับเวลาเป็นพัน ๆ ปีมาแล้ว

    เมื่อนกเหล็กแห่งสายการบินเอเวอร์เรสต์แอร์ไลน์ของเนปาล แตะลงบนลานบินของสนามบินเมืองจอมซอม ทุกคนก็กุลีกุจอลงจากเครื่องพร้อมสัมภาระมากมายสำหรับการเดินภูเขา เราอำลาแอร์โฮเตสแสนสวยชาวเนปาลี ด้วยสายตาที่อิ่มเอมจากภาพภูเขาหิมะเบื้องสูง ในใจนึกถึงการณ์เบื้องหน้าที่ต่อไปต้องพึ่งพากำลังขาของตนเองเพียงอย่างเดียวที่จะต้องเดินกลับไปยังโพคารา ที่ซึ่งมีทะเลสาบสวย อากาศอบอุ่น อาหารที่พักสุขสบายเพียบพร้อม แต่ที่นี่คือธรรมชาติบริสุทธิ์ท่ามกลางมหาบรรพตอันโอฬาร เราต้องเอาตัวรอดด้วยตัวของเราเองนับจากนี้ไป

    ก้าวแรกที่จอมซอม

    จอมซอม เป็นเมืองเดียวในหุบเขาด้านนี้ที่มีสนามบิน แต่ก็เป็นเพียงสนามบินเล็ก ๆ พอที่เครื่องบินเล็กจะบินขึ้นลงได้เท่านั้น ดังนั้นเส้นทางท่องเที่ยวเดินเขาอรรณาปุรณะ จึงนิยมที่จะเดินเท้าจากเมืองจอมซอม ลงมาที่เมืองจันทรกต แล้วนั่งรถกลับมาโพคารา ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน หรือจะนั่งรถจากโพคารา แล้วนั่งเครื่องบินกลับก็ได้ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางรอบอรรณาปุรณะ ครบรอบพอดีใช้เวลาประมาณ 20 วัน ซึ่งเส้นทางนี้ต้องเดินข้าม โทร๊องลา (Thorungla) ระหว่าง มานัง กับ มุกตินาถ ที่ระดับความสูง 5,416 เมตร เป็นเส้นทางหนึ่งที่โหดเอาเรื่อง และต้องมีเวลาเดินค่อนข้างมากสักหน่อย ส่วนใหญ่จึงนิยมบินมาจอมซอม แล้วเดินไต่ระดับลงมาเรื่อย ๆ ดีกว่า

    pic-02

    ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน

    จอมซอม ตั้งขนาบอยู่สองด้านของแม่น้ำกาลีกันตากิ จัดว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่พอสมควรในแถบนั้น อาจเนื่องเพราะมีสนามบินเพียงแห่งเดียวจากแถบเทือกเขามัสแตง เรื่อยลงไปจนถึงโพคารา พวกที่เดินเขาจากฝั่งมานัง ข้ามโทร๊องลามายังมุกตินาถ ก็มักจะมาพักฟื้นกันที่จอมซอมนี่แหละ เพราะเป็นเมืองที่มีที่พักและอาหารดีกว่าเมืองที่อยู่สูงขึ้นไป อีกทั้งยังจับไฟลท์บินกลับไปยังโพคาราได้อีกด้วย

    เราได้พอร์ตเตอร์ (Porter) เป็นลูกหาบช่วยแบกสัมภาระหนึ่งคนชื่อ SER (อ่านว่าเซีย) เป็นชาวเนปาลี เชื้อสายมองโกล อายุประมาณ 17-18 ปี นิสัยดี เซียพาพวกเราไปทานอาหารเช้าตอน 10 โมงกว่า ๆ ที่ร้านอาหารสวีทโฮเต็ล ซึ่งเป็นร้านที่น่ารัก ชาก็อร่อย ร้านอาหารส่วนใหญ่ในจอมซอมจะเป็นโรงแรมหรือเกสต์เฮ้าส์ด้วย และส่วนใหญ่ก็จะทำหลังคาเป็นสกายไลต์โปร่งรองรับแสงแดด เพื่อความอบอุ่นต่อสู้กับความหนาว พวกเราเดินชมเมืองพร้อมกับตรวจใบอนุญาตเดินเขา (Treking permit) กับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูเขา ซึ่งการเดินเขาของเนปาลนั้น นักท่องเที่ยวจะต้องทำใบอนุญาตเดินเขาจากทางการเนปาลที่กาฐมัณฑุเสียก่อนหรือที่โพคาราก็ได้ การขออนุญาตก็ต้องระบุสถานที่จะไปและวันเวลาที่จะเดินให้ชัดเจน เมื่อเดินเขาผ่านเมืองต่าง ๆ จะมีตำรวจภูเขาตรวจใบอนุญาตทุกระยะ ถ้านักท่องเที่ยวคนไหนไม่มีใบอนุญาตก็จะถูกปรับราคาแพง หรือไม่อนุญาตให้เดินผ่านเมืองนั้นต่อไปได้ ดังนั้นใบอนุญาตเดินเขาสำหรับนักท่องเที่ยวจะสำคัญมาก ก็เหมือนกับที่เราต้องมีพาสปอร์ตเดินทางไปต่างประเทศนั่นแหละ

    พวกเราเอื้อยเจื้อยกันจนเที่ยง จึงเริ่มตระเตรียมสัมภาระขึ้นแบกบนหลัง แล้วผลักภาระให้เซียแบกบนหลัง แล้วผลักภาระให้เซียแบกถุงนอน 8 ใบ กับของกินอีกหนึ่งถุง ทีแรกเราคิดว่าเซียจะแบกของหนักไปหรือเปล่า พอตอนหลังเราเห็นลูกหาบคนอื่น ๆ เขาแบกของกันแล้ว นับว่าเซียโชคดีที่สุดแล้วที่ได้เป็นลูกหาบให้กับพวกเรา เพราะน่าจะเป็นลูกหาบที่แบกน้ำหนักเบาที่สุดในภูเขา

    pic-11

    ลูกหาบบนภูเขา นี่ขนาดกลางๆนะ ใหญ่หนักกว่านี้ก็ยังมี

    พูดถึงเรื่องลูกหาบแล้ว บนภูเขาที่ห่างไกลจากการดูแลของเจ้าหน้าที่มักมีเรื่องที่นักท่องเที่ยวเอาเปรียบลูกหาบหรือใช้งานหนักจนเกินไป บางทีเห็นลูกหาบของพวกญี่ปุ่นแล้วก็หนาว ๆ มากันแค่ 2-3 คน แต่ใช้ลูกหาบตั้ง 5-6 คน แบกโต๊ะแบกเก้าอี้ส่วนตัวมาด้วย พร้อมผ้าปูโต๊ะเนื้อผ้าอย่างดี ยังไม่นับรวมของใช้อื่น ๆ ที่ไม่น่าจะนำมาติดตัวใช้บนเขาด้วยเลย ลูกหาบแบกสัมภาระนักท่องเที่ยวเป็นสิบยี่สิบกิโลทั้ง ๆ ที่สัมภาระของลูกหาบมีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นกับผ้าห่มผืนบาง ๆ แค่นั้น แต่พอเป็นเจ้าตัวแล้วก็หายสงสัย ในเมื่อชุดของเจ้าประคุณที่ใส่อยู่ยังเนี้ยบเรียบแบบที่อยู่ในโตเกียวเลย ส่วนสาวเจ้าที่มาด้วยกันก็ยังมีกลิ่นหอมฟุ้ง ใบหน้าขาวนวลด้วยเครื่องประทินผิวเหมือนกัน ไม่ใช่แค่พวกญี่ปุ่นเท่านั้น ทัวร์ไทยเราเองก็ไม่ใช่ย่อย ยกโขยงไปกันราวภูเขาจะถล่มทลาย ให้ลูกหาบแบกไก่เป็น ๆ แบกโต๊ะเก้าอี้ อีกสารพัดของใช้ทั้งลูกทัวร์และลูกหาบรวมกันแล้วเป็นกองคาราวานกองใหญ่เลยทีเดียว นึก ๆ ก็วุ่นวายใจว่าคนเหล่านี้อยากจะมาเดินเขาในถิ่นทุรกันดารแล้วยังอยากสบายแบบที่อยู่ในเมือง แล้วก็พกพาขยะจากเมืองทั้งทางกายภาพและจิตสำนึกขึ้นไปทิ้งไว้บนเขาที่บริสุทธิ์

    เมื่อทุกคนพร้อม ก้าวแรกสู่การเดินทางจึงเริ่มขึ้น . . .

    เราทิ้งจอมซอมไว้เบื้องหลัง

    คืนแรกที่มาร์ฟา

    ออกเดินจากจอมซอม ฟ้าโปร่งสวยใสดี พอเริ่มบ่ายเราเห็นเมฆเคลื่อนตัวจากหลังภูเขาออกมา ทางเดินเขาเส้นนี้จะเดินเลียบแม่น้ำกาลีกันตากิ หรือเรียกว่า แม่น้ำดำ แม่น้ำบนภูเขาที่สูงกว่า 2-3 พันเมตร เข้าใจว่ามาจากธารหิมะละลาย เพราะภูเขาแถบนั้นไม่มีป่าไม้แบบร้อนชื้นที่จะผลิตน้ำออกมาได้มากมายมหาศาล แต่ที่นี่ก็มีน้ำไหลตลอดปี แม้ว่าช่วงที่พวกเราเดินภูเขาจะเป็นช่วงหน้าแล้งและเป็นช่วงปีใหม่ของชาวเนปาลพอดี

    pic-05

    ประตูทางเข้าออกเมืองมาร์ฟา

    ทัศนียภาพระหว่างทางที่เดินไปด้านซ้ายเป็นนิลคีรีสวมใส่เสื้อหิมะ ด้านขาวเห็น ยอดเขาทาปา (Thapa Peak 6,013 ม.) และเห็น ยอดตุ๊กเจ (Tukuche Peak 6,920 ม.) อยู่ไกล ๆ กลุ่มเมฆเริ่มก่อตัวหนาขึ้นเหนือยอดทาปาและเริ่มมีลมกระโชก อากาศเย็นจับใจทั้ง ๆ ที่แดดส่องเปรี้ยง ไม่นานนักท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน พวกเราต้องควักเสื้อกันหนาวมาใส่เดิน ปลายประสาททุกส่วนเย็นเยียบ เดินมาระยะหนึ่งผ่าน เมืองแซง (Syang) เป็นเมืองเล็ก ๆ ทำการกสิกรรม เราเดินฝ่าความหนาวเหน็บที่ระดับ 2,600 เมตรจากระดับน้ำทะเลมาถึง มาร์ฟา ตอนบ่าย 2 โมง เห็นมีที่พักน่ารักเลยเช็กอินเข้าห้องพัก เพราะเราตั้งใจมาพักที่มาร์ฟาก่อนในคืนแรก จะยังไม่รีบเดินทำเวลาไปที่อื่น พอเข้าที่พักผมก็จับไข้บวกกับมีอาการท้องเสีย บนเขานี้สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินจะมีอาการ 2 อย่างคือ อาจจะท้องเสีย หรือเป็นโรคแพ้ภูเขา (AMS. - Altitude Mountain Sickness) ถ้าไม่ระวังเรื่องอาหารน้ำดื่ม จะท้องเสียได้ง่าย หรือร่างกายปรับตัวไม่ทันก็อาจมีอาการไข้ไม่สบายตัว

    ในระยะสิบยี่สิบปีมานี้ ทางผู้รักษาความปลอดภัยของหิมาลัย (HRA. - The Himalayan Rescue Association) ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินเขากันมากขึ้นทุก ๆ ปี และมีจำนวนไม่น้อยที่เกิดอาการช๊อกด้วยอาการที่ดูเหมือนเป็นไข้หวัด แต่กลับเสียชีวิตภายในเวลา 2 วัน

    นักเดินเขาหน้าใหม่หลายคนที่ไม่ชำนาญในการเดินเขาสูง มักไม่ทราบถึงข้อควรปฏิบัติและวิธีป้องกันอันตรายจากการเดินภูเขาสูงหรืออาการแพ้ความสูง บางรายมีอาการแพ้ความสูงจนถึงกับเสียชีวิต เพราะรีบเร่งเดินเร็วเกินไป ร่างกายไม่สามารถปรับให้เข้ากับภาวะความดันและความเบาบางของบรรยากาศได้ทัน

    pic-09

    เห็นทีแรกนึกว่าเป็นจามรี (Yak) แต่เซียบอกว่าเป็นแค่วัวภูเขาขนยาว

    AMS จะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดหรือสมองในกรณีใดกรณีหนึ่ง หรือพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้เนื่องมาจากการไหลเวียนของของเหลวภายในร่างกายที่ปรับตัวไม่ทันก็จะ สะสมมากขึ้นระหว่างเซลล์ในร่างกาย และก็จะไหลเวียนตกค้างอยู่ในที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป (สังเกตได้ว่านิ้วมือและนิ้วเท้าจะบวมโตผิดปกติ) ถ้าโชคร้ายน้ำก็จะท่วมปอดหรือสมอง

    ในกรณีที่น้ำเข้าไปสะสมอยู่ในปอดอาจมีอาการหอบและหายใจติดขัด เมื่อเดิน ๆ ไปก็จะมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จะไอแห้ง ๆ และมีเสมหะมากน่ารำคาญ แล้วเสมหะก็มีสีชมพูมากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำลายจะเป็นฟองเบาแตกกระจายไม่เกาะกัน ในที่สุดผู้ป่วยก็จะจมน้ำในปอดของตัวเองตาย หรือในกรณีที่น้ำไปสะสมอยู่ในสมองมากเกินไป จะมีอาการปวดหัว ความคิดอ่านด้อยลง คลื่นไส้จนถึงอาเจียน จะรู้สึกป่วยไม่สบายมากขึ้นเรื่อย ๆ มักต้องการเดินลงสู่ในที่ต่ำและไม่อยากทำอะไร ผู้ที่เป็นมักจะรีบเดินลงเร็ว ๆ เพราะคิดว่าจะหายไปได้เอง เมื่อลงไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า แต่นั่นจะยิ่งทำให้เสียชีวิตเร็วยิ่งขึ้นไปอีก อาการน้ำท่วมปอดและสมองอาจแยกกันเป็นหรือเป็นพร้อม ๆ กันก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็จะมีชีวิตเหลืออยู่ดูภูเขาได้ไม่เกิน 2 วัน หากยังไม่รีบแก้ไขตัวเอง

    ในหนังสือแนะนำการเดินเขาแนะนำว่า เมื่อพอว่ามีอาการแบบนี้ให้หยุดเดินและพักผ่อนในทันที อย่าดันทุรังเดินต่อเพราะกลัวว่าจะเดินตามคนอื่นไม่ทัน ถ้าเป็นลูกทัวร์ที่ไปกับคณะทัวร์ให้รีบแจ้งหัวหน้าทัวร์ทราบ อย่าเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว เพราะนั่นจะเป็นการฆ่าตัวตายโดยไม่รู้ตัว เมื่อหยุดพักก็ให้พักจนเต็มที่จนกว่าอาการจะดีขึ้น นั่นหมายถึงร่างกายได้เริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว และเมื่อต้องเดินทางต่อ ก็ค่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ อย่ารีบ การเดินขึ้นหรือลงจากระดับความสูงต่าง ๆ ในเวลาสั้น ๆ จะเป็นอันตรายอย่างมาก ถ้าเดินขึ้นเกินกว่าระดับ 3,000 เมตรจากน้ำทะเล ให้เดินไต่ระดับได้ไม่ควรเกิน 300 เมตรต่อวัน หรือให้หยุดพักนาน ๆ ทุก ๆ ระดับ 300 เมตร จะเป็นการปลอดภัยที่สุด

    ผมไม่แน่ใจว่าเป็น AMS หรือไม่ แต่ผมท้องเสียและมีไข้มาตั้งแต่โพคาราแล้ว คิดว่าไม่น่าจะใช่ พอบินขึ้นมาที่ระดับ 2,700 เมตร ร่างกายอาจยังปรับไม่ทันจึงมีอาการอยู่บ้าง มีหลายคนเหมือนกันที่เป็นเช่นเดียวกัน คืนแรกที่มาร์ฟาก็เล่นเอาเข้าห้องน้ำหลายรอบ แทบไม่ได้นอนกันเลย

    (บันทึกบทนี้ยังมีต่อ เส้นทางทั้งสวยงาม ทั้งอบอุ่นที่ลาจุง
    รอพบคุณผู้อ่านอยู่ในฉบับหน้า อย่าพลาด !)

    บทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Update
    ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องจากผู้เขียน

    Tags: , , , , ,

  • ใครจะนึกบ้างว่าเจ้ากล้วยลูกยาว ๆ สีเหลืองนั้น จะเป็นผลไม้ที่มีปริมาณการค้าขายระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก

    เศรษฐกิจของหลายประเทศในละตินอเมริกาต้องพึ่งพิงการค้ากล้วยเป็นหลัก จนครั้งหนึ่งกึงกับได้ชื่อว่าเป็น Banana Republics อินเดียเป็นแหล่งปลูกกล้วยมากที่สุด มีกล้วยกินได้ถึง 11 พันธุ์ แต่ไทยเราออกจะรุ่มรวยกว่าคือ มีกล้วยกินได้ถึง 48 พันธุ์

    กล้วยที่ขายส่วนใหญ่เป็นกล้วยคาวานดิช (Cavandish) และกรอสไมเคิล (Gros Micheal) มีรสหวาน เปลือกหนา และขั้วเหนียว ช่างเป็นโชคร้ายของชาวอเมริกัน แคนาดา และยุโรปที่เป็นตลาดรับซื้อกล้วยที่สำคัญ กลับรู้จักแต่เพียงกล้วยหอมไม่กี่ชนิดเท่านั้น ไม่มีโอกาสลิ้มรสกล้วยที่กินได้หลากหลายพันธุ์อย่างเรา . . . จากบ้านเกิดในเอเชียอาคเนย์ กล้วยขยายพันธุ์และเป็นที่รู้จักไปพร้อมกับเส้นทางเดินเรือค้าขายไปถึง อินเดีย อาหรับ แอฟริกา หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อเมริกากลางและใต้ ในที่สุด . . . คำว่า Banana ที่ใช้เรียกขานกล้วยในปัจจุบัน เรียกตามภาษาพื้นเมืองของชาวแอฟริกันตะวันตก แต่บางกระแสสันนิษฐานว่า Banana อาจมาจากภาษาอาระเบียว่า Banan ที่แปลว่า นิ้วมือหรือนิ้วเท้า . . . ในสังคมไทย “กล้วย” ถูกใช้ในความหมายว่า ทำได้ง่าย เช่น ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก หรือ เรื่องกล้วย กล้วย . . . ในสังคมตะวันตก กล้วยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์กามารมณ์ โดยเฉพาะอวัยวะเพศชาย อย่างตัวละครของชาติ กอบจิตติ ในเรื่องพันธุ์หมาบ้า ก็ยังสบถ “กล้วย!” ซึ่งคนไทยก็เข้าใจกันดีเช่นกัน . . . Banana ในสแลงอเมริกันยังแปลว่า บ้า เพี้ยนไปแล้ว

    อาหารของเด็กในเกือบทุกชาติในเอเชีย นอกจากนมแม่ และข้าวแล้ว กล้วยนี่สิแน่ ด้วยเหตุผลของความเชื่อว่า กล้วยเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต และการเจริญเติบโต . . . ในวิถีเอเชีย กล้วยเป็นสัญลักษณ์แห่งจริยธรรม คุณความดี ความงาม ความเจริญงอกงาม ในหมู่ชนอาหรับ ถือว่ากล้วยเป็นพันธุ์ไม้แห่งสวรรค์ หรือพันธุ์แห่งปัญญา ที่รู้แยกแยะความดี ความเลวได้ ในขณะที่อินเดียถือกล้วยเป็นอาหารของผู้มีปัญญา ดังตำนานเรื่องฤาษีในดงกล้วย กินกล้วยจนเกิดปัญญา กล้วยจึงถูกนำมาประกอบในพิธีกรรมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเซ่นเทวดาและบรรพบุรุษของจีน ทุกตรุษทุกเทศกาล กล้วยไม่เคยพลาดบทบาทสำคัญ พิธีพราหมณ์ขึ้นบ้านใหม่ ยกเสาเอกก็ใช้ต้นกล้วยทั้งต้นมาทำพิธี ยังงานแต่งงานไทยแบบโบราณที่ต้องใช้ขนมกล้วยเป็นขนมมงคล และที่สำคัญกล้วยเป็นอาหารคู่ครัวชาวเอเชียมาช้านาน . . . ลองหันไปถามคนไทยรอบ ๆ ตัวดูว่า ใครบ้างที่แม่ไม่เคยป้อนกล้วยขูดให้กินตอนเป็นเด็ก ยิ่งสมัยก่อนไม่มีขนมกรุบกรอบในซองสีสวยแบบที่เห็นกัน กล้วยนอกจากจะเป็นอาหารหลักคู่กับข้าวแล้ว ยังถูกดัดแปลงเป็นสารพัดขนมให้ได้ลิ้มชิม

    เรื่องการกินแล้วไม่ต้องห่วงคนไทยฉลาดและมีลูกเล่นในการนำกล้วยมาดัดแปลงเป็นอาหารจานต่าง ๆ เริ่มจากกล้วยเริ่มแก่จัด ยังไม่สุกดีก็เอามาหั่น ทอดแล้วเคล้าเกลือเป็นบานาน่าชิบ หรือชอบหวานก็เคลือบน้ำตาลเคี่ยวเป็นกล้วยตาก ถ้าวันไหนตรงกับวันพระถือศีล ก็นากล้วยดิบมาแกง จะแกงเขียวหวาน แกงเผ็ด มัสมั่น ต้มข่า ผัดกะเพรา ยำกล้วย ตำกล้วย น้ำพริก หรือเมี่ยงก็อร่อยทั้งนั้น ถ้าไม่ชอบกินเป็นอาหารคาวก็รอให้สุกอีกหน่อย เอามานึ่งแล้วกินกับมะพร้าวทึนทึก ขูดเป็นเส้นโรยน้ำตาลทราย กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม ซึ่งขึ้นกับชนิดของกล้วยที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไป เช่น กล้วยน้ำว้าใช้น้ำตาลมะพร้าว กล้วยไข่กับกล้วยหักมุกใช้น้ำตาลอ้อย จะราดหัวกะทิหรือไม่นั้นตามแต่ สุกมากหน่อยก็เอาไปปิ้งกินเปล่า ๆ บ้างก็นิยมกินกับน้ำตาลปึกเคี่ยวกับกะทิ หรือจำทำเป็นกล้วยแขก ข้าวเม่าทอด กล้วยออกลูกทีละเป็นเครือกินไม่ทันก็เอาไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ถ้าแจกแล้วยังเหลือกินไม่ทัน สุกงอมมาก ๆ ก็เอาไปตากแดดเป็นกล้วยตากพลังแสงอาทิตย์ ยิ่งกินกับน้ำผึ้งแล้วว่ากันว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดี เอามาห่อกับข้าวเหนียวเป็นข้าต้มมัด หรือยีให้เละผสมกะทิ แป้งข้าวเจ้า น้ำตาล โรยมะพร้าวขูดแล้วใส่กระทงใบตองนึ่งเป็นขนมกล้วย หรือจะเอาใจเด็ก ๆ กวนกับกะทิและน้ำตาลให้เป็นทอฟฟี่กล้วยกวน

    อาหารจานกล้วยนี้ถ้าเราเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ เรา อย่างพม่า ลาว เขมร อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ แล้วหากินไม่ยาก จะแตกต่างกันก็เล็กน้อยในรายละเอียดเท่านั้น จนเมื่อเราคบหากับฝรั่งเราจึงเริ่มมีวิธการกินกล้วยแบบฝรั่ง เช่น เค้กกล้วยหอม แพนเค้กกล้วย พายกล้วย กล้วยหอมทอดราดน้ำเชื่อม และบรั่นดี กล้วยหมอกับเนยแข็ง กล้วยหอมกับไอศครีม อาหารสุขภาพคุณค่ามหาศาล แถมราคาไม่แพง ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็กล้วยนี่แหละ กล้วยน้ำว้าสุกลูกหนึ่งให้พลังงานถึง 100 แคลอรี ย่อยง่ายแถมยังมีโปรตีนใกล้เคียงนมแม่ เป็นอาหารเสริมที่ดีที่สุดของเด็กทารก นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ และวิตามินซีมาก ช่วยขับถ่าย เหมาะกับคนที่รักษาทรวดทรง กินกล้วยลูกเดียวได้พลังงาน และหนักท้องดีด้วย

    ส่วน ต่าง ๆ ของกล้วยยังเป็นสมุนไพรชั้นดี เช่น น้ำกาบกล้วยใช้แก้โรคผมร่วง ราก กาบ และใบช่วยลดไข้บรรเทาอาการปวดหัวและโลหิตจาง ก้านกล้วยใช้ห้ามเลือด เปลือกกล้วยใช้ทาแก้แมลงกัด และผื่นคัน และผิวหนังลอกเป็นขุย จึงไม่แปลกที่เครื่องสำอางหลายยี่ห้อนำกล้วยมาเป็นส่วนผสมในแชมพู โลชั่นทาตัวและสิปสติก กล้วยสุกมีสารเพ็คติน (Pectin) ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ส่วนกล้วยดิบนั้นมีสารแทนนิน (Tanin) แก้ท้องเสีย และโรคกระเพาะอาหาร เมื่อรู้สึกเหนื่อยหรือหมดแรง เนื่องมาจากสูญเสียเหงื่อ กินกล้วยสักลูกช่วยได้เพราะกล้วยมีโปตัส เซียมสูงช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ยังไม่นานเกินลืมว่า . . . ที่ศรีลังกานั้นเจอกล้วยเครือยาวที่สุด และมีแผงขายกล้วยมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมากล้วยที่ขายในอเมริกาลูกโตและมี ผิวสวย แต่ไม่มีกลิ่นหอมสักนิด เคยยืนซื้อกล้วยคู่กับฝรั่งในเนปาล เลือกกล้วยสีเหลืองจัด ขณะที่ฝรั่งเลือกกล้วยสีเหลืองเปลือกกระดังงา ปรากฎว่ากล้วยสีเหลืองและเกินกินของฝรั่งนั้นกำลังกินพอดี กล้วยหักมุกเชื่อมที่อร่อยที่สุดอยู่เยื้องกับวัดมหาธาตุ จ.เพชรบุรี กล้วยปิ้งที่อร่อยที่สุดนั้นอยู่ที่จันทบุรี เคยกินเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ถึงวันนี้ถามไถ่คนเมืองจันท์ ก็ยังขายอยู่ กล้วยหวีเล็กที่สุดที่เคยซื้อกินอยู่ที่ตลาดฉัตรไชย อ.หัวหิน เป็นกล้วยไข่ตับเต่า หวีเท่ามือเด็ก เพื่อนที่ไปด้วยกัน ซื้อไปฝากเพื่อน ปรากฎว่าเพื่อนบอกไม่กล้ากิน มันดูกะจิดริดจนน่าสงสาร กล้วยน้ำว้าที่อร่อยที่สุดในโลกพบในวันที่แดดร้อนเปรี้ยงระหว่างทางขี่ จักรยานจากอัมพวาไปราชบุรี เป็นกล้วยที่สุกคาต้นที่คอหักกำลังจะตาย มิตายแหล่ . . . กล้วยผ่านเข้ามาในชีวิตพร้อม ๆ กับการเดินทาง วันนี้ แม้ไม่ได้ไปไหน . . . ซื้อกล้วยสักหวีติดโต๊ะไว้จะเป็นไรไป.

    โดย… พาฝัน

    “บทความนี้เคยตีพิมพ์แล้วในนิตยสาร Summer”
    ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องจากผู้เขียน

    Tags: ,

  • หมู่นี้ส้มจี๊ดรู้สึกตะหงิด ๆ ในอารมณ์ส่วนลึก เมื่อเห็นโฆษณาหรือการส่งเสริมการตลาดบางประเภท มันยั่วต่อมความคิดและกบฎให้ประท้วงอยู่สม่ำเสมอ ยกตัวอย่าง เร็ว ๆ นี้ เห็นถุงยางยี่ห้อหนึ่งออกข่าวว่าจะมีระบบซึ้อขายผ่านตู้หยอดเหรียญ เหมือนหยอดเงินปั๊บ ใช้ได้ทันทีเลย โดยเฉพาะรณรงค์เข้าสถาบันการศึกษาเป็นการใหญ่ โดยชักเรื่องเพศศึกษานำหน้า ทำสถิติทุกปีว่าหนุ่มสาวไทยมีเพศสัมพันธ์โดยมีสัดส่วนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการมีปัญหา เช่น ตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดต้องสอนให้รู้เรื่องเพศศึกษาในห้องเรียน จะได้รู้จักวิธีป้องกันตัว เสร็จแล้วเสนอไอเดียขายสุดเจ๋ง คือถุงยางสะดวกซื้อ อย่างที่พูดถึงตอนแรก และเจ้าบริษัทขายถุงยางนี้อีกนั่นแหละ ที่วันเอดส์โรค ให้สาวใส่กระโปรงสั้นกุด ยืนแจกถุงยางตัวอย่างให้คนขับสามล้อเคลื่อน มันสื่อว่าอะไร ต้องการรณรงค์สอนเรื่องเพศศึกษา หรือต้องการให้เกิดตลาดใหม่ ขยายขนาดตลาดด้วยการให้มีเพศสัมพันธ์แบบฟุ่มเฟือยโดยใช้สินค้าตัวเอง สังคมจะฉิบหายอย่างไรก็ช่าง เข้าสมการโฆษณาแบบตลาดเสรีที่ว่า

    เพศศึกษา = ถุงยางอนามัย + เพศสัมพันธุ์ฉาบฉวย

    หรือง่าย ๆ คือ การสอนเพศศึกษา ก็คือใช้ถุงยางอนามัยสัก ปลอดภัย ไม่มีพันธะแน่ ๆ ยอดขายกระฉูด แต่จะทำร้ายเด็กรุ่นหลังอย่างไร ก็ช่างมัน ฉันไม่เกี่ยวหรือไงครับ ทีนี้พอย้อนคิดไปมา ที่บอกว่าความต้องการตลาดมันเป็นเช่นนี้ ถึงต้องตอบสนองด้วยกิจกรรมการตลาดแบบนี้ เราก็ยิ่งทะแม่งในใจคนแก่ ความต้องการตลาดมันดีหรือไม่ดีก็ตาม นักการตลาดต้องตอบสนองมันด้วยแนวคิดนั้นได้แค่แนวเดียวหรือ นี่ถูกหลักจริยธรรมการตลาดที่พึงมีหรือไม่ ขอให้สังคมช่วยไตร่ตรองก็แล้วกัน พอพูดถึงคำว่า “จริยธรรม” ต้องย้อนกลับไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งมีวิชานี้ แต่ขอโทษอาจารย์ด้วยครับ ส้มจี๊ดโดดเรียนเกือบทุกครั้งเลย วิชาอะไรก็ไม่รู้เข้าใจยาก มองไม่เห็นภาพ ฟังแล้วง่วงนอน เลยโดดเรียนไปทำกิจกรรมดีกว่า แต่อย่างน้อยในแก่นสมองก็ซึมซับอะไรมาบ้าง แม้จะได้ C ก็เถอะ ไอ้ทฤษฎี อิด (id), อีโก้ (ego), ซูเปอร์อีโก้ (super ego)

    ฟรอยด์บอกว่า มนุษย์เรามีความต้องการดิบอยู่ในกมลสันดาน ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก เช่น หิวก็ต้องกิน ความต้องการพื้นฐานนี้รุนแรงมาก เรียกว่า “อิด” ส่วนการตอบสนองความต้องการ คือ การกิน เรียกว่า “อีโก้” ทีนี้มนุษย์ตอบสนองทุกครั้งโดยไม่คำนึงถึงกาลเทศะ ปราศจากการควบคุมตัว ก็กลายเป็นคนหยาบช้าเหมือนสัตว์ทั่วไป จึงมีการสร้างกรอบศีลธรรมประเพณี หรือ “ซุปเปอร์อีโก้” มาคอยควบคุมการกระทำ นี่คือทฤษฎี ที่ฟรอยด์คิดออกมา ซึ่งผิดถูกอย่างไร ส้มจี๊ดก็ต้องขอโทษไว้ที่นี้ด้วย เพราะอย่างที่บอกผมโดดเรียน ลักจำได้แต่ในตำรา

    แล้วเรื่องทฤษฎีฟรอยด์มันเกี่ยวอะไรกับความต้องการตลาด ตอบง่าย ๆ การโฆษณาโดยบอกว่า “เพศศึกษาที่ดีคือใช้ถุงยางอนามัยป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์” มันเท่ากับไปทำลายซุปเปอร์อีโก้ของมนุษย์เรา หรือเปลี่ยนบรรทัดฐานคุณค่าซุปเปอร์อีโก้ไปเลย อิดบอกว่ามีความต้องการทางเพศ อีโก้ตอบสนองด้วยการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางอนามัย โดยอุบายทางการตลาด คิดดูแล้วกันว่าค่านิยมของสังคมจะถูกหลอมไปทางไหน ที่เล่ามานี่ไม่ใช่ติติงการสอนเรื่องเพศศึกษาในห้องเรียน แต่ติงเรื่องการทำการตลาดของถุงยางเจ้านั้น ขอให้แยกแยะให้ดี อย่ามาปนกันแบบใช้แนวคิดอภิปรายในรัฐสภาไทยก็แล้วกัน ซึ่งความเป็นจริงถ้าจัดการส่งเสริมการตลาดที่ไม่หวังยอดขายจนทำลายสังคม ก็อาจจะเล่นเรื่องส่งเสริมการกีฬา หรือรณรงค์เรื่องศีลธรรมในห้องเรียน มันเข้าท่ากว่า แต่ยอดขายอาจจะไม่ขึ้น ถึงไม่ทำก็เป็นได้ นี่ล่ะการค้าเสรีที่แท้จริง เพียงแค่เงิน ทำร้ายสังคมบริสุทธิ์ก็ไม่เป็นไร นอกจากนี้สื่อก็เป็นตัวสร้างหรือทำลายซุปเปอร์อีโก้ในสังคมได้เช่นกัน การแพร่ภาพนู้ดมาก ๆ โดยเหมาเป็นศิลปะ หรืออนาจาร ยอดขายดี แต่ปัญหาอาชญากรรมเพิ่มหรือไม่ ฉันไม่แคร์ ซึ่งความจริงกรอบของความพอดีน่าจะมีอยู่ในสมอง ดีชั่วถามที่ใจดูเอง จริงความต้องการตลาดมันมีแน่ แต่การตอบสนองโดยไม่เคารพถึงอนาคตสังคม จริยธรรมที่พึงมีติดตัวในมนุษย์ที่พึงมี เดี๋ยวนี้พวกเวปโป๊ยิ่งง่ายต่อการเข้าไปดูภาพ แม้อ้างว่าคนส่วนใหญ่คลิ้กเข้าไปดู มันแน่ก็มันเป็นอิด แต่ทำไมต้องไปสร้างอีโก้ และทำลายซุปเปอร์อีโก้ที่ดีของสังคมไทย ใช้บรรทัดเดียวกับกระแสโลกานุวัฒน์ ตรองดูเอง โต ๆ กันแล้ว

    เรื่องการเล่นกับซุปเปอร์อีโก้ของมนุษย์ยังมีตัวอย่างอีกมาก เรื่องที่ใกล้ตัวยุค IMF ต้องเรื่องเศรษฐกิจฟื้นหรือยัง ฝ่ายที่อ้างว่าฟื้นใช้ตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นของคน ดรรชนี GDP ที่สูงขึ้น ส่งออกได้ดีขึ้น โอเค มันจริง แต่อีกส่วนเรื่องคนตกงาน การเป็นหนี้มหาศาลทั้งภาครัฐและเอกชน การติด NPL ของสถาบันการเงิน มันก็จริง ซึ่งรัฐน่าจะเลิกสร้างความฝันให้เทวดากลับขึ้นสวรรค์ได้แล้ว สร้างความจริงของสังคม และสร้างพิมพ์เขียวเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแรงควบคู่กับโฆษณาภาพพจน์น่าจะดี ไม่นั้นเรามีหวังน้ำตาตกอีกรอบ มีนักปัญญาชนกลุ่มหนึ่งบอกว่าเศรษฐกิจทรุดครั้งนี้ เหมือนเสียกรุงครั้งที่สาม มันก็ควรซีเรียสมากกว่านี้ การตกเป็นทาสอาณานิคม บางครั้งก็อาจจะทำให้คนมองไม่เห็นฝั่ง มัวแต่ไขว่คว้าขอนไม้ ไม่ออกกำลังว่ายน้ำเพื่อเข้าหาฝั่งเหมือนพระมหาชนก ที่ในหลวงทรงพระราชทานให้พวกเรา หากมัวแก่งแย้งขอนไม้ ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง ทางออกของชาติยิ่งมองไม่เห็น ที่ร่ายมานี่ต้องการให้รู้จักยั้งคิด และหากรอบแนวคิดร่วมกัน ลองคิดดูให้ดีว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ควรสร้างพิมพ์เขียวเช่นไรในอนาคต เพื่อผลที่มั่นคงของประชาชนของประเทศ อย่าหวังลม ๆ แล้ง ๆ ภาวนา “ค่าหยวนไม่ลด ฟองสบู่สหรัฐไม่แตก ไทยฟื้นแน่” แล้วไม่คิดว่าถ้ามันเกิดจริงในอนาคต ไทยมีโช๊คอัพป้องกันอะไร หรือต้องมาด่ากันเอง ทำ ศปร. อีกเล่ม เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ไทย มันก็น่าเศร้าใจนะครับ

    พูดถึงเรื่องความต้องการตลาดอยู่ดี ๆ ไงกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจมหภาคก็ไม่รู้ แต่จริง ๆ จะพูดว่า มันเป็นความต้องการของตลาด ที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นเร็ว จริง ๆ คนไทยส่วนใหญ่ไม่หวังแค่ตัว V หรอก เขาหวังตัว I ด้วยซ้ำ ถามพวกการเงินดูได้ ทีนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์เข้าใจความต้องการตลาดดี และเข้าใจเกมส์การเมือง จึงผสมสมการเป็นสื่อโฆษณาของรัฐบาลไปเลยว่า “ไม่เอาชวน แล้วจะเอาใคร” ด้วยถอดสมการประโยคคำพูดนี้เป็น

    ชวน + ภาพพจน์ซื่อสัตย์ = ประชาธิปัตย์ = เศรษฐกิจไทยฟื้น

    ทีนี้ขอเล่นสมการนี้ด้วยคนนะครับ

    ชวน + ภาพพจน์ซื่อสัตย์ = ประชาธิปัตย์ = เศรษฐกินไทยฟื้น ^ IMF

    โดย… ส้มจี๊ด

    Tags: , ,

  • การทำการเกษตรของประเทศไทย เป็นการเกษตรที่ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติมานานหลายชั่วอายุคน ปลูกเพื่อการยังชีพในครอบครัว และนำส่วนที่เหลือแบ่งปันให้ครอบครัวอื่น ใช้แรงงานคนและสัตว์ ซึ่งเป็นการผลิตแบบพึ่งพิงและสอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่รบกวน ไม่เอาเปรียบ และไม่ทำลายธรรมชาติ ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ

    เมื่อสภาพการเกษตรเปลี่ยนไปจากเดิม มีความต้องการผลผลิตมากขึ้นเพื่อสนองความต้องการแก่คนที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกปี จึงมีการเร่งการเพิ่มผลผลิตโดยนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามา ศึกษาวิธีการเร่งการเจริญเติบโตของพืช ควบคุมแมลงที่ถูกยัดเยียดให้เป็นศัตรูพืช แม้กระทั่งควบคุมพันธุ์ไม่ให้มีเมล็ด!! เป็นการผลิตที่ไม่ต้องพึ่งพาธรรมชาติอีกต่อไป มนุษย์เข้ามาควบคุมและจัดการทุกๆอย่าง จนเชื่อว่าตนเองสามารถควบคุมธรรมชาติได้ เพราะตัดสินเอาจากผลผลิตที่ได้จำนวนมากมาย และสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ

    แต่ยังมีอีกหลายครัวเรือนที่เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติที่นับวันจะถูกทำลายลงไป เกษตรกรหลายรายที่กลับมาพึ่งพาอาศัยธรรมชาติแบบเก่า เนื่องจากผลกระทบที่ได้รับนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นฝนแล้ง น้ำท่วม การแพ้สารเคมี ดินเสื่อมโทรม การระบาดและดื้อยาของแมลงศัตรูพืช เพราะแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืชก็ตายเพราะสารเคมีด้วย รวมถึงภาวะหนี้สินจากการลงทุนเพื่อใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกษตรธรรมชาติ, เกษตรผสมผสาน ฯลฯ เริ่มเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ มีหน่วยงานของรัฐและเอกชนต่างๆ เข้ามาให้ความสนใจมากขึ้น

    เกษตรธรรมชาติ และเกษตรผสมผสาน สามารถทำได้ทั้ง พืชผัก ไม้ผล พืชไร่ และรวมถึงเลี้ยงสัตว์ด้วยเช่น การเลี้ยงปลา ไก่ กบ เป็นต้น เพื่อเอื้อประโยชน์ในการกำจัดศัตรูพืชด้วย แนวทางของเกษตรธรรมชาติ คือ ให้ความสำคัญแก่ดินโดยให้ดินมีความชุ่มชื้น, มีแร่ธาตุสารอาหารเพียงพอต่อการเพาะปลูก ไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือสารกำจัดศัตรูพืช การทำการเกษตรชนิดนี้ถึงแม้ว่าจะได้ผลผลิตต่ำสักหน่อยแต่ก็เป็นผลผลิตที่มีคุณค่าและปลอดภัยต่อผู้บริโภคเอง

    สมัย ยังเป็นนักเรียนอยู่ ได้มีโอกาสไปศึกษาการดำเนินการเกษตรธรรมชาติจาก ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ท่านเป็นเกษตรกรที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ทางการเกษตรมาตลอดชีวิต มีพรรณไม้หลายร้อยชนิดในที่ดินของท่าน ทั้งไม้ผล พืชผัก และสมุนไพร และอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับชาวสวนผัก คือ คุณป้าจำรูญ ทวีผล อยู่ที อ.บางละมุง จ. ชลบุรี เมื่อก่อนท่านปลูกผักต่างๆ เช่น แตงกวา ฟักทอง และปลูกมันสำปะหลังด้วย พืชที่ท่านปลูกจำเป็นต้องใช้สารเคมีมาก และเกิดอาการแพ้สารเคมี ต่อมาได้รับการอบรมจากศูนย์ฝึกและพัฒนาทางการเกษตรที่วัดญาณสังวรารามก็ เริ่มเข้าใจในเรื่องเกษตรธรรมชาติ และดำเนินการมาตลอดซึ่งในปัจจุบันท่านมีความสุขดีกับรายได้ในการขายผลผลิต มากกว่าหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน สุขภาพดีขึ้น มีคนมาเยี่ยมชมกิจการเกือบทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเพราะที่บ้านของท่านมีโล่รางวัลและเกียรติ บัตรตั้งไว้เป็นจำนวนมาก

    เกษตรกรรมกับธรรมชาติเป็นของคู่กัน ต้องไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเพื่อปากท้องของคนในครัวเรือน หรือผลิตเพื่อจำหน่ายก็ตาม หากทำลายธรรมชาติก็เท่ากับทำลายสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัย ผลกระทบและภัยธรรมชาติต่างๆ ที่มนุษย์ประสบในปัจจุบัน คงจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติของมนุษย์ต่อธรรมชาติว่าดีหรือเลวเพียงใด และคงเป็นบทเรียนเพียงพอที่จะสอนในมนุษย์ได้เห็นถึงความสำคัญและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีผลประโยชน์อื่นใดมาบังตาไว้ จนทำให้ผู้นั้นไม่เห็นความเป็นจริง

    โดย… ต้นตะวัน

    Tags: , ,

  • aksorn_8_img_big

    เรื่องร้อน ๆ จากหนังสือของแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ สองเล่ม คือ The English Governess at The Siamese Court และ The Romance of The Havern

    ถูก มาการ์เร็ต แลนดอน นำข้อมูลมาตกแต่งเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง ถูกนำไปทำละครเวที ถูกสร้างเป็นภาพยนต์ หรือแม้กระทั่งเป็นการ์ตูน

    ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) 53 ปีมาแล้ว ทะเวนตี้ เซ็นจูรี่ฟ๊อกซ์ สร้าง Anna and the King เป็นหนังขาวดำครั้งแรก ได้รับ 2 ออสการ์

    ค.ศ. 1951 (พ.ศ.2494) ถูกสร้างเป็นละครเพลงในชื่อ The King and I แสดงที่บอร์ดเวย์ ส่งผลให้ยูล บรินเนอร์ ผู้แสดงเป็นพระเจ้ากรุงสยาม โด่งดังเป็นพลุแตก ได้รางวัลต่าง ๆ มากมาย ยูล บรินเนอร์ แสดงซ้ำเป็นพระเจ้ากรุงสยามถึง 34 ปี มากกว่า 4,600 รอบ

    ค.ศ. 1956 (พ.ศ.2499) ความดังของนักแสดงและเนื้อเรื่อง ทำให้ทะเวนตี้ เซ็นจูรี่ฟ๊อกซ์หยิบเรื่องนี้มาสร้างเป็นหนังอีกครั้ง และก็ไม่ผิดหวัง ได้รับการสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาครั่ง แถมออสการ์อีก 5 สาขา

    ค.ศ. 1996 (พ.ศ.2539) 3 ปีที่ผ่านมานี้เอง บอร์ดเวย์และโรงละครชั้นนำในหลายประเทศ ก็ได้มีโอกาสต้อนรับ The King and I อีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น

    ค.ศ. 1999 (พ.ศ.2542) นี้เอง The King and I ถูกดัดแปลงจากบทละครและบทหนัง นำไปสร้างเป็นภาพยนต์การ์ตูน

    ช่วงเวลาที่กล่าวมานั้น ยังไม่ส่งผลให้เรื่องนี้ร้อนหรือโด่งดังได้สุด ๆ โดยเฉพาะในประเทศไทย (สยาม)

    จนกระทั่งในปี 1999 (2542) ซึ่งใกล้ ๆ จะสิ้นสุดสหัสวรรษ 2000 นี้เอง ทะเวนตี้ เซ็นจูรี่ฟ๊อกซ์ เจ้าเก่านำเรื่องนี้ลงจากหิ้ง มาสร้างเป็นหนังที่ใช้ทุนสูง และแถมยังสาดน้ำเดือดโครมเข้าไปที่อนุกรรมการฟิลม์บอร์ด ซึ่งเป็นผู้พิจารณาและเซ็นเซอร์หนังต่างประเทศที่จะฉายในไทย ด้วยการขอเข้ามาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในประเทศไทย โดยใช้ชื่อเรื่อง Anna and The King

    หนังเรื่องนี้กำลังฉายทำเงินอยู่ในต่างประเทศ จะส่งชิงออสการ์อีกหลายสาขา ส่วนที่ขอเข้ามาถ่ายทำในไทยนั้น ไม่ได้รับอนุญาตจากฟิลม์บอร์ด เพราะบทหนังไม่ผ่าน และไปถ่ายทำในมาเลเซีย ด้วยทุนค่าใช้จ่ายหลายพันล้านบาท

    ส่วนประชาชนชาวสยาม จะได้ดูหนังเรื่องนี้ตามโรงภาพยนต์หรือเปล่า ยังไม่รู้ ต้องถามไปที่อนุกรรมการฟิลม์บอร์ด

    และผู้อ่านก็อย่าเพิ่งงงว่าผมกำลังแนะนำหนังหรือหนังสือกันแน่ แนะนำหนังสือครับผม แต่ต้องเกริ่นนำกันจนเยิ่นเย้อ เพราะบทหนังไม่ผ่านและทำไมบทถึงไม่ผ่าน ไม่มีใครรู้จนกว่าจะได้ดูหนัง แต่ถ้าอยากรู้จริง ๆ ก็หาหนังสือมาอ่านกันก่อนได้ครับ เพราะบทหนังนั้นดัดแปลงและตีความใหม่บ้างจากหนังสือ

    เห็นไหมครับ ผมกำลังแนะนำหนังสือ หนังสือเรื่องแอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม บางคนยังไม่เคยรับรู้เลยด้วยว่ามีหนังสือชื่อนี้อยู่ มีครับ กัณหา แก้วไทย แปลเอาไว้จากเรื่อง Anna and The King of Siam

    มาการ์เร็ต แลนดอน เขียนจากนหนังสือสองเล่มของแอนนา เลียวโนเวนส์ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

    แหม่มแอนนา ผู้บันทึกเรื่องราว เป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับราชสำนักในรัชกาลที่ 4 ความที่ใกล้ชิดกับราชสำนักฝ่ายใน ก็เลยบันทึกและผูกเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา โดยมีตัวละครจริง ๆ เช่น พระเจ้ากรุงสยาม (รัชกาลที่ 4), เจ้าจอมมารดาเที่ยง หรือกระทั่งตัวละครที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ เช่น ? (ใครมีข้อมูลช่วยบอกที)

    ส่วนเรื่องราวที่เขียนนั้นมีทั้งเรื่องร้ายและเรื่องดี มีผู้รู้บอกว่า เรื่องร้าย ๆ นั้นเป็นเรื่องไม่จริง เป็นนิยาย ส่วนเรื่องที่ดี ๆ นั้นเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ต้องเผยแพร่ และต้องขอบคุณแหม่มแอนนาที่ช่วยบันทึก

    ส่วนเรื่องที่ไม่ดีนั้น ป่านนี้แหม่มแอนนาคงนอนสะดุ้งแล้วสะดุ้งอีก เพราะถูกก่นด่ามากมายเหลือเกิน บ้านนี้เมืองนี้ เขาชอบยัดเยียดสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้เราเชื่อคล้อยตามกันไป ไม่ต้องใช้สมองวิเคราะห์อะไรหรอก เพราะเขาคิดให้หมดแล้ว

    ผมเลยอยากจะบอกว่า ไปหาหนังสือมาอ่านกันเถอะครับ สำหรับผู้อยากรู้หรือถ้าใครมีโอกาสได้ดูหนัง ก็ยิ่งดีใหญ่ ก็จะได้รับข้อมูลหลาย ๆ ด้าน ผมว่าเรื่องนี้มันน่าจะทำให้มีการพัฒนาระบบการศึกษาได้ ถ้าผู้รับผิดชอบได้คิด โดยเฉพาะเรื่องการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในบ้านเรา ซึ่งผมคิดว่ามันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

    ซึ่งถ้าเป็นอยู่อย่างนี้ เด็ก ๆ ของเรา หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง ก็จะไม่มีใครสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในเชิงสร้างสรรค์ หรือถ้ามีคนสนใจ หรือพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ ก็จะพูดคุยได้แค่เรื่องราวที่จำขี้ปากเขามาพูด โดยเฉพาะขี้ปากฝรั่ง

    อากาศเย็นลงทุก ๆ วัน หาหนังสือหรือหนัง “แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม” ซึ่งเป็นของร้อนอยู่ขณะนี้มาอ่าน หรือมาดูกันก็น่าจะทำให้อบอุ่นได้บ้างสำหรับบางคน แต่สำหรับบางคนแล้ว โดยเฉพาะผู้มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจโดนของร้อนลวกเอาพุพองได้.

    ชื่อเรื่อง : แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม Anna and The King of Siam
    ผู้เขียน :  มาการ์เร็ต แลนดอน
    ผู้แปล : กัณหา แก้วไทย

    “นักอ่านไส้แห้ง”
    23 ธค. 2542

    Tags: , ,