• hi all,

    This weekend, i went to baht city where it’s a must for tourist to visit the famous roman baht. i also went to Sherwood Forrest of the notthingham the other day where the highlight is the 800 yrs oak tree. nothing much to see in the forrest. i may spend my time too little exploring the forrest. so i just can’t find the interesting things there. i speed up my travelling, making it two places this week ’cause i’ve to participate in a group assignments. i may not be able to travel here and there liberally. lifestyle here gets along well with me.

    behind my flat, there’s a nottingham canal leading to trent river. i always bike along this canal into the city. u can ride on yr bike to everywhere in the city center approx. within 30 minutes. from my place, it takes me 15-20 min. depending on the speed. u can easily find a place with beautiful scenes for a short relax. even in the city centre, there’s always a place among buildings where u can enjoy sitting & relaxing or even having yr meal.

    people love pets and plants. the rainy here makes everywhere green and green.(we do have other colors for plants but most are green.) for those who can’t live alone may find it’s so lonely here. well, it’s just a type of feeling, it comes and goes. those who’re interesting in night life may upset from my story. the normal activity for eng. is to go to pubs which are everywhere here. i’ll share my experience regarding this matter later. Bye

    Tags: ,

  • ถึงแม้ช่วงนี้กระแสชีวจิตจะซาไปบ้างแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่สนใจสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องอาหารที่เรารับประทานเข้าไปจะลดน้อยถอยลง สังเกตได้จากข้าวกล้องและธัญพืชมีขายอยู่ดาษดื่น ทั้งๆที่เมื่อไม่มีกี่ปีมานี้เอง จะหาข้าวซ้อมมือสักถุง ยากลำบากแสนเข็ญเสียนี่กระไร และยิ่งจะหาร้านอาหารประเภทมังสวิรัติสักร้าน ถ้าเป็นในใจกลางอย่างสีลมหรือสาทรก็ลืมไปได้เลย แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้รับการบอกเล่ามาว่ามีอยู่ร้านหนึ่งที่ถนนสาทรนี่เอง

    ร้านคุณเชิญ เป็นอีกร้านหนึ่งที่ขายอาหารมังสวิรัติ ร้านแรกเริ่มเดิมทีอยู่ที่เชียงใหม่ มี 2 ร้านด้วยกัน คือ บนถนนรถไฟและซอยนิมมานเหมินท์ เป็นร้านของอดีตดาราและพิธีกร คุณเชิญจุติ มณเฑียรมณี ซึ่งห่างหายไปจากวงการบันเทิงนานพอสมควรแล้ว แต่ร้านที่จะแนะนำนี้อยู่ที่กรุงเทพฯ จะเรียกว่า เป็นสาขา 3 ก็ได้ อยู่บริเวณชั้นล่างของมูลนิธิแสงอรุณ ในซอยสาทร 10 ปรกติจะเปิดขายเป็น 2 ช่วงเวลาด้วยกัน คือ 9.30 - 14.30 และ 16.30 - 21.00 น. แต่ก็จะมีบริการอาหารเช้า เช่น ข้าวต้มชุด ก๋วยเตี๋ยวน้ำ เป็นต้น ให้กับพนักงานออฟฟิศหรือนักเรียนแถวนั้น

    อาหารของที่นี่ก็มีตั้งแต่อาหารว่าง อาหารจานเดียว จนถึงกับข้าวเป็นจานๆ จาระไนไม่หมด ช่างสรรหาและสร้างสรรค์ออกมาได้มากมาย เรียกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบทำได้อย่างไร ที่ร้านนี้สามารถทำเลียนแบบได้ไม่แพ้กัน และที่สำคัญอร่อยด้วย คุณภาพของวัตถุดิบของที่นี่ก็ต้องบอกว่าสดและปลอดภัย ใช้แต่ของที่เลือกสรรแล้ว อย่างเช่น ผักสดจะผ่านการล้างและแช่ด้วยน้ำสัมสายชูอยู่นานหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้น เราๆ ท่านๆ สามารถรับประทานได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ส่วนการแต่งร้านจะเน้นเรื่องโปร่ง โล่ง สบาย นั่งแล้วไม่อึดอัด ไม่มีประเภทต้องรีบกินรีบเช็คบิลแต่อย่างใด

    เมนูอาหารยอดฮิตของที่นี่ คือ ยำส้มโอ, ยำผลไม้รวม, หอยทอด, ก๋วยเตี๋ยวหลอด, หมี่ผัด, กระทงทอง, ข้าวกล้องผัดน้ำพริกต่างๆ, เต้าหู้เจี๋ยน, พล่าเห็ดกระเทียมโทน, เป๋าฮื้อน้ำแดง, กระเพาปลา, หูฉลาม และอื่นๆอีกมากมาย แค่นี้ก็รู้แล้วว่า อาหารของเขาต้องอร่อยและรสชาติดีจริงๆ ส่วนเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสนนราคาไม่แพง เพราะฉะนั้น ถ้ายังตัดใจได้ ไม่ไปลองชิม ก็ใจแข็งไปแล้ว..สวัสดี

    Tags: , ,

  • aksorn_7

    ตัวหนังสือ ตายแน่ แต่ช้าหน่อย สีแดงเด่นชัดอยู่บนปก น่าจะทำให้ผู้คนที่เดินผ่านแผงหนังสือ หยุดแล้วก็สนใจหนังสือเล่มนี้ได้ไม่มากก็น้อย

    แต่ก็ยังคงจะคาดเดาถึงเรื่องราวภายในต่อเมื่อได้เห็นตัวหนังสือเล็ก ๆ อีก 1 ชุดบนปก ความว่า “13 เรื่องสั้นคัดสรร เพื่อความบันเทิงอันระทึกลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ฉงนงุนงง อกสั่นขวัญแขวน” ก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้นมาบ้างว่าภายในมีอะไร

    สำหรับขาประจำแล้ว ชื่องเรื่อง คำโปรย ชื่อบรรณาธิการ ล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้น เราจะไปดูภายในกันว่า สิ่งที่น่าสนใจข้างต้น จะเป็นเพียงแค่สิ่งที่น่าสนใจหรือเปล่า

    แค่ชื่อเรื่องแรกก็กินขาด “ตายแน่ แต่ช้าหน่อย” (เมอร์เด้อร์ ดีเลย์) ของเฮ็นรี่ สเลซาร์ สำหรับขาประจำแล้ว ต้องรู้จักเขาดี ผลงานเขียนของเขา ลูกอัลเฟร็ด ฮิทซ์ค๊อค ราชาหนังเขย่าขวัญ นำไปสร้างเป็นหนังชุดทางโทรทัศน์มากกว่า 40 เรื่อง

    สำหรับเรื่องนี้ หักมุมตรงให้นักข่าวที่เข้าไปสัมภาษณ์โจทย์ กลายเป็นน้องชายของจำเลยปลอมตัวมาแล้วก็ลงมือเก็บเสีย แถมเมื่อจบเรื่องนี้แล้ว พลิกไปอีกหน้ามีเกร็ดแง่มุมกฎหมายใช้อ่านประกอบเป็นเครื่องเคียง เพิ่มอรรถรสให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้นไปอีก

    ส่วนนักเขียนไทย ก็ใช่จะน้อยหน้า เรื่อง “เหลี่ยม” ของวินทร์ เลียววาริน นักเขียนซีไรต์ 2 สมัย ได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบนักเขียนแนวนี้ด้วย “เหลี่ยม” แม้จะเคยตีพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน แต่เนื้อหาและกลิ่นอายแบบไทย ๆ ของเรื่องนี้ยังร่วมสมัย ความซับซ้อน เหลี่ยมคู จุดหักมุม ก็ยิ่งเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับเรื่อง แม้ท้าย ๆ จะมีอารมณ์ขันอยู่ในนั้นด้วย

    ชื่อไอแซ็ค อาสิม๊อฟ ถ้าคอเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องบอกว่านี้แหละของจริง แต่เรื่องที่นำมาลงเล่มนี้ ฉีกจากหลาย ๆ เรื่องของเขา เพราะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์แนวสืบสวน เรื่อง “คืนที่สิ้นสุด” (เดอะ ดายอิ้ง ไนท์) พิสูจน์ให้เห็นว่า เขานอกจากจะเอกอุในทางวิทยาศาสตร์แล้ว นิยายแนวสืบสวนก็ไม่เป็นรองใคร แถมเอามามิกซ์ให้เป็นเนื้อเดียวกันเสียอีก

    แค่ตัวอย่าง 3 เรื่อง 3 อรรถรส ก็พอจะทำให้ตัดสินใจกันได้ ยังไม่ได้นับรวม 10 เรื่องที่เหลือ พออ่านจบทั้งหมดก็สรุปได้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีดีแค่น่าสนใจเท่านั้น แต่มีดีที่จะต้องหามาอ่านกันทั้งเรื่องที่คัดสรรมา ทั้งการแปลที่ปราณีต ดังคำให้การของบรรณาธิการที่ว่า “รหัสคดี” มี “ดี” แน่นอน.

    โดย … นักอ่าน ไส้แห้ง

    ชื่อเรื่อง รหัสคดี 1 ตายแน่แต่ช้าหน่อย
    บรรณาธิการ เรืองเดช จันทรคีรี
    ราคา 130 บาท
    จำนวนหน้า 208 หน้า
    จัดจำหน่าย อมรินทร์บุ๊คส์เซ็นเตอร์

    Tags: , ,

  • คุณแม่ที่มีลูกหญิงมาหลายคนยังไม่มีลูกชายไว้เชยชมเลย ได้แต่รอ ๆ ให้มีลูกชาย รอจนมีลูกหญิง 4-5 คน ก็ยังไม่ปรากฏว่าคลอดลูกชายเสียที อย่าเพิ่งท้อ มีเคล็ดลับของชาวจีนในการที่จะทำให้มีลูกชาย (ไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน) ลองทำดูซิเพราะได้รับการยืนยันว่าได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ

    ระยะพักฟื้นหลังคลอด คุณแจะต้องได้รับการบำรุงด้วยอาหารดี ๆ และบำรุงกำลังมีเคล็ดว่าให้ คุณยาย หรือญาติผู้หญิงฝ่ายคุณแม่) ปรุงอาหารชนิดหนึ่งมาให้คุณแม่รับประทาน

    เครื่องปรุง

    • ไก่ 1 ตัว
    • ขิงแก่
    • ไข่ไก่ 12 ฟอง
    • เหล้าแดง

    วิธีทำ

    ไก่ล้างสะอาดต้สุกหั่นชิ้นโต ผัดกับขิงแก่ที่หั่นเป็นแว่นบาง ๆ เติมซีอิ๊วน้ำตาล ชิมรสให้ดี ไข่ไก่ทอดเป็นไข่ดาว แล้วเรียงลงผัดด้วยอย่าให้เละ ก่อนจะยกลงจากเตาเติมเหล้าแดงเพื่อให้มีรสหอมอร่อย

    เคล็ดจะอยู่ที่บรรจุลงภาชนะชนิดหนึ่งคล้ายกระปุกดิน ชาวจีนเรียกโกยตั๋ง นำไข่ดาวเรียงไว้ข้างล่าง ไก่ที่ผัดเรียงต่อมา ส่วนปีกไก่ คอไก่ และหัวไก่ เรียงให้ดูคล้ายตัวไก่นั่งทับไข่อยู่ เมื่อเสร็จแล้วจะต้องให้ น้าผู้ชาย (หรือวานเด็กผู้ชายในกรณีไม่มีน้าผู้ชาย) ให้หิ้วไปให้คุณแม่รับประทาน ได้รับการยืนยันว่า คลอดครั้งต่อไปต้องได้ลูกชายแน่

    เรียบเรียงจากหนังสือ ภูมิปัญญาไทย น่ารู้คู่บ้าน เรื่อง ตำราคนจีนกินอาหารแล้วมีลูกชาย เขียนโดย วราภรณ์ ศิรประภาศิริ

    Tags: , , , ,

  • พักนี้ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผมเขาชอบเหลือเกิน กับการที่จะไป “ดิงดิงสัน” พอตกเย็นหน่อย ก็บ่น จะไปดิงดิงสัน จะไป ดิงดิงสัน ผมหละเอือมเลยครับ เด็กอะไรเที่ยวเก่งเหลือเกิน

    พอเขียนถึงดิงดิงสัน หลายคนคงจะงงว่ามันคือสถานที่อะไร อยู่ที่ไหน จริง ๆ แล้ว ก็คือ “โรบินสัน” ครับ ลูกชายผมเขาพูดไม่ค่อยชัดครับ ตามประสาเด็กเกือบ ๆ 2 ขวบ ให้พูดชัดเลยก็แปลกสิ แบบนั้นพ่อแม่ หรือ ญาติพี่น้องก็ไม่ต้องลำบาก พยายามถอดคำพูดของเด็กออกมาให้ได้ ต้องใช้ความพยายามกันหน่อยจะเลี้ยงเด็กทั้งที

    ลูกชายผมชอบเหลือเกินกับการไปเที่ยวโรบินสัน คือ คุณป้าของเขาขอบที่จะพาไปอยู่เรื่อย แล้วที่นั่นจะมีร้านอาหารอยู่ร้านหนี่ง เป็นร้านสุกี้ แล้วเขากั้นส่วนหนึ่งออกเป็นที่ให้เด็กเล่น จะมีที่ให้ปีนป่าย มีไม้ลื่น บันได ตาข่าย และพื้นจะมีลูกบอลขนาดกำลังดีอยู่เด็มไปหมด ไม่อยู่ถึงพันลูกหรือเปล่า หลายคนคงจะนึกภาพออก เหมือนกันที่เห็นกันในห้างสรรพสินค้าบางแห่งนั่นแหละครับ

    คุณป้าเขาจะให้เขาเข้าไปเล่นกับลูกพี่ลูกน้องที่โตกว่า อายุประมาณ 5 ขวบ ส่วนคุณป้าต้องนั่งทานอะไรนิดๆ หน่อยๆ ในร้าน ทางร้านไม่อนุญาตให้เด็กๆ ภายนอกที่ไม่ใช่ลูกค้าเข้ามาเล่น ลูกชายของผมก็จะเล่นจนเหนื่อย เหงื่อท่วมตัว พอเล่นเสร็จ ก็นั่งในรถเข็นของในซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างนั้น คุณป้าก็จะตระเวนซื้อของไป เจ้าลูกชายของผมก็นั่งเล่นไปรถเข็นไป พอผ่านแถว ๆ ตู้แช่ริมผนัง เจ้าลูกชายผมก็จะตะโกนออกมาว่า “หม่ำนม หม่ำนม” เป็นอันว่าได้นมกล่อง หรือนมขวดเล็กๆ มาดูดอีก แหม ! สบายจริงๆ เล่นกันจนเพลิน เสร็จแล้วก็ตบท้ายด้วยนมเย็น ๆ ดื่มทั้งที่ยังไม่จ่ายเงิน น่าอิจฉาไหมครับ

    คุณป้าของเขา ก็จะถามเขาว่า “เด็กอะไรนี่ ขอบเอาแต่เที่ยวโรบินสัน ?”

    ลูกชายสุดแสบของผมตอบแบบหน้าตาเฉย “เด็กดื้อ”

    สุดยอดจริง ๆ …. ลูกชายของผม แต่ยังดีที่ว่า เขาไม่ค่อยจะร้องเอาอะไรในห้างสรรพสินค้าเท่าใดนัก อย่างเมื่อวันก่อน ผมก็พาเขาไปที่ “ดิงดิงสัน” ของเขาด้วยตัวผมเอง ผมก็อุ้มเขาเดินไปเรื่อย ๆ พอพบพอเจออะไรที่เขาสนใจ เขาจะพูดว่า “เอา จะเอา” แต่ถ้าเดินต่อไป เขาก็เฉย ๆ ไม่ถึงกับลงไปร้องไห้ ดิ้นพราด ๆ ให้เห็น ขนาดวันที่พาไปแผนกของเล่น เขาก็วิ่งเล่นอันโน้นที อันนี้ที เล่นเสร็จก็กลับบ้าน ไม่เรียกร้องให้ซื้ออะไร นี่ยังนับว่ายังมีข้อดีข้อหนึ่ง (มีดีหลายข้อ) แบบนี้จะให้พาในเที่ยวบ่อย ๆ ก็โอเคเลย ผมกะเอาไว้ว่า ถ้าขอบไป “ดิงดิงสัน” มากนัก ผมจะไปซื้อบ้านอยู่หลังไอ้เจ้า “ดิงดิงสัน” ซะเลย หรือไม่ก็ takeover “ดิงดิงสัน” แล้วให้ย้ายมาอยู่หลังบ้านผมไปเลย จะได้เดินซะให้เข็ด !

    Tags: , , ,

  • เมื่อประมาณสัก 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว มีเรื่องบัณฑิตสาวมหาวิทยาลักเอกชนแห่งหนึ่งมาถ่ายแบบนู้ดให้กับนิตยสารเอ็ม ก่อนจะพบเรื่องราวในหนังสือพิมพ์ ผมเห็นนิตยสารฉบับนี้วางอยู่บนแผง ในใจก็ยังคิดว่า นางแบบคนนี้เข้าท่า หน้าตาใส หุ่นสูงเพรียวดี แต่พอผ่านมาไม่กี่วันก็รู้จักเธอมากขึ้น

    รู้ว่าเธอชื่อดาหวัน สิงห์วี รู้ว่าเธอเคยเป็นมิสหรือรองมิสยูลีก รู้ว่าเธอเป็นบัณฑิตที่กำลังจะเข้าพิธีประสาทปริญญาเร็ว ๆ นี้ และรู้ว่าเธอกำลังถูกการต่อต้านจากบางผู้คนและบางองค์กร

    ถ้าเราย้อนกลับไปดู เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอ ๆ จนผู้รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เท่าที่จำได้ก็มีนักศึกษาหลายคน ดาราวัยรุ่นหลายคน ดาราคราวแม่ก็หลายคน หรือแม้กระทั่งเร็ว ๆ นี้ ทหารหญิงคนหนึ่ง ก็ออกมาถ่ายแบบจนเป็นข่าวฮือฮากันอยู่พักใหญ่

    แต่คราวนี้องค์กรเหล่านั้นถึงขนาดให้มหาวิทยาลัยที่ดาหวันจบการศึกษามา ถอดถอนปริญญาบัตร

    ผมไม่แน่ใจว่า ท่านเหล่านั้นเป็นใคร มีคุณวุฒิสูงส่งเพียงใด แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำของท่านที่ท่านกำลังพิพากษาผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งให้หมดอนาคต ด้วยความที่ทำในสิ่งท่านคิดว่าไม่ดี โชคดีที่มหาวิทยาลัยไม่ได้บ้าจี้ บ้องตื้นไปตามความคิดไม่เข้าท่าของท่านเหล่านั้น

    อย่าเผลอลืมไปว่า คุณเป็นผู้พิพากษา ตัดสินอนาคต ตัดสินการประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย คุณไม่มีสิทธิ

    ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการที่เธอมาถ่ายแบบนู้ด แม้จะเป็นอาชีพที่สังคมไทยหลายคนมองว่าไม่ดีไม่งาม แต่ก็เป็นอาชีพที่สุจริต สิ่งที่จะตัดสินเธอหรือพิพากษาเธอควรจะเป็นการกระทำระยะยาวของเธอเองมากกว่า

    เรื่องราวนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องคำพิพากษาที่ นายชาติ กอบจิตติ ได้เขียนไว้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จากเรื่องของครูใหญ่ที่ต้องการโกงเงินนายฟัก แล้วก็กล่าวหาว่านายฟักได้เสียกับเมียน้อยพ่อที่ตายไปแล้ว จนนายฟักเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนในหมู่บ้าน และถูกสังเวยด้วยความคับแค้นใจ เป็นไอ้ขี้เมา และตายอย่างตาไม่หลับในที่สุด

    แม้คุณท่านเหล่านั้นจะไม่มีเรื่องของการโกงเงิน แต่คุณกำลังกล่าวหานางสาว ดาหวันให้เป็นผู้ร้ายในสายตาสังคมไทย ยังดีที่สังคมไทยวันนี้ไม่ใช่หมู่บ้านชนบทในสมัยไอ้ฟัก รู้และเข้าใจถึงความเป็นจริงในสังคมพอสมควร ไม่เช่นนั้น อีดาหวันต้องเป็นนังชั่วร้ายในสายตาของสังคม และอาจจะกลายเป็นอีขี้ยา และตายด้วยความคับแค้นใจในที่สุด ก็ได้

    หรือคุณสะใจ ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

    ดาหวันเป็นเพียงคนคนหนึ่ง หน่วยเล็ก ๆ หน่วยหนึ่งในสังคมโลกปัจจุบันที่กำลังดิ้นรนสู้กับภาวะเศรษฐกิจ และความอยู่รอดในสังคมที่มีแต่การแข่งขัน แม้ว่าจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ผิดด้วยกฎหมาย เงินที่เธอได้มาก็เป็นเงินบริสุทธิ์ ได้มาจากอาชีพที่สุจริต

    อย่างน้อยก็ดีกว่าคนที่จบปริญญาตรีอีกจำนวนมาก ที่สร้างตัวจากการตั้งแชร์โกหกพกลม โกงเงินบริษัท คอร์รัปชั่น ปล้นฆ่า ค้ายา คนเหล่านี้นอกจากไม่สร้างสรรแล้ว ยังทุจริต ทำลายสังคมอีกด้วย

    และอย่างน้อยที่สุดดาหวัน ก็ทำให้ครึ่งหนึ่งของโลกที่ไม่เข้าท่าใบนี้กระชุ่มกระชวยขึ้น ด้วยอาชีพที่สุจริตของเธอ.

    Tags: , ,

  • จีนพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้ได้เป็นสมาชิก WTO มาร่วม 13 ปีกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที จนเมื่อวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้แทนการเจรจาของจีนและสหรัฐได้ลงนามรับรองข้อตกลงสำคัญ เพื่อปูทางไปสู่การรับจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO จนได้หลังจากที่ได้เจรจากันอย่างเคร่งเครียดติดต่อกันนานถึง 6 วัน หลังจากที่การเจรจาล่าสุดที่ผ่านมาสะดุดลงเมื่อสหรัฐถล่มสถานทูตจีนในกรุง เบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก่อนนางชาร์ลีน บาร์เชฟสกี้ ( Charlene Barchefsky ) ผู้แทนการค้าสหรัฐ และ นายสือ กวงเซิง ( Shi Guangsheng ) รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเจรจาได้เป็นตัวแทนการลง นาม

    การลงนามครั้งนี้เป็น ก้าวที่สำคัญสำหรับจีนเพราะสหรัฐเป็นอุปสรรคที่สำคัญตลอดมา สาระสำคัญก็คงเป็นการต่อรองผลประโยชน์ของประเทศทั้งสองในการลงทุนทางธุรกิจ อาทิเช่น การอนุญาตให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดของสหรัฐส่งภาพยนตร์เข้ามายังจีนได้ 40 เรื่องต่อปีทันที และเพิ่มเป็น 50 เรื่องภายในสามปี นอกจากนั้นในนาทีสุดท้ายก่อนจะตกลงกันได้นายกรัฐมนตรี จู หรงจี ( Zhu Rongji ) ของจีนถึงกับต้องยอมอนุญาตให้ต่างชาติถือครองหุ้นของกิจการโทรคมนาคมได้ถึง ร้อยละ 50 ทั้ง ๆ ที่รู้กันว่าโทรคมนาคมเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งของตะวันตก นายกรัฐมนตรี จู หรงจี มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังในการตกลงครั้งนี้ เพราะเป็นความรับผิดชอบและผลงานชิ้นสำคัญของเขา หลังจากที่พลาดมาแล้วเมื่อครั้งที่เขาเดินทางไปเยือนสหรัฐในเดือนเมษายนที่ ผ่านมา

    กว่าจีนและสหรัฐจะตกลงกันได้คราวนี้ต่างก็งัดลูกไม้ขึ้นมาใช้กันอย่างแพรวพราว นางบาร์เชฟสกี้ถึงกับสั่งให้ลูกทีมเก็บกระเป๋ากลับบ้านหลายหนกว่าจะตกลงกันได้ ตอนแรกทีมเจรจาของสหรัฐตั่งใจจะใช้เวลาเจรจาเพียงสองวันเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 และเก็บกระเป๋าพร้องตีตั๋วกลับบ้านตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์เมื่อเช้ามืด 03.15 น. ในวันเสาร์ว่านายกรัฐมนตรี จู หรงจี ต้องการจะพบในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ในการพบปะนั้น ทีมเจรจาจากสหรัฐรับทราบว่าประเด็นสำคัญคือการควบคุมการโทรคมนาคมโดยต่างประเทศ และการควบคุมสื่อบันเทิงโดยต่างประเทศนั้น เป็นสองประเด็นที่อ่อนไหว ซึ่งบรรดาฝ่ายขวาและกองทัพไม่ค่อยสบายใจนัก การพบปะกับนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ในคราวนี้นับเป็นครั้งแรกที่ทีมเจรจาจากสหรัฐเห็นเค้าลางแห่งความสำเร็จ

    แต่การเจรจาในเช้าวันอาทิตย์ที่ 14 ยิ่งหนักเข้าไปอีก ทีมเจรจาจากสหรัฐกลับโรงแรมและเก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้านเป็นครั้งที่สอง แต่แล้วก็ถูกเรียกให้เข้าพบกับรัฐมนตรีสือ กวงเซิงอีกในวันจันทร์แต่ก็เจรจากันไม่ได้จนนางชาร์ลีนเดินกลับออกไป และเผอิญได้พบกับสมาชิกสภาประชาชน วู ยี ซึ่งได้แจ้งว่านายกรัฐมนตรี จู หรงจี กำลังเดินทางมาร่วมประชุมด้วย และในที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกลงกันได้ ณ การเจรจานั้น

    หลังจากการลงนามทีมเจรจาจากสหรัฐได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชม Private Pavilion ที่ จงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งโดยมี ประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมินคอยดูแลด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญ และพอใจกับความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้เพียงใด ทางด้านสหรัฐเอง ประธานาธิบดีคลินตันถึงกับออกมายกย่องว่าเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ ในอันที่จะรับจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO

    ผ่านด่านสำคัญที่สุดมาได้ แต่จีนก็จะต้องไปเจรจาเรื่องเดียวกันนี้กับสหภาพยุโรปในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาที่ 134 ชาติสมาชิก WTO จะเปิดการเจรจาเสรีการค้าโลกรอบใหม่ที่นครซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกาในวันที่ 30 พฤศจิกายนศกนี้

    Tags: ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    ยอมรับว่าตั้งแต่ที่ทำงานสาระสารครึ่งปีมานี้ ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขียนงานได้ยากเท่าครั้งนี้ เพราะสาระสารฉบับนี้จะเป็นฉบับเดือนธันวาคม ซึ่งมีวันที่สำคัญที่สุดของคนไทยนั่นคือวันที่ 5 ธันวาคม วันเฉลิมพระชนม์พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงของเรา และปีนี้ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งครบ 6 รอบ 72 พรรษา ผมอยากจะเขียนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็กระทำเช่นเดียวกันกับผม และประกอบกับราชาศัพท์ของนายวิรัชเองก็ไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้ข้ามเรื่องราวเหล่านี้ไป สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกของผมเองกับพระองค์ท่าน

    ผมก็เหมือกับคนไทยคนหนึ่งทั่วไปที่รู้จักประเทศไทย เพลงชาติไทย พระพุทธเจ้า พร้อม ๆ ไปกับในหลวงของเรา ตั้งแต่เริ่มจำความได้ พระองค์ท่านก็ได้เริ่มเข้าสู่ความทรงจำของผม ไม่ว่าจากภาพในธนบัตร เหรียญกษาปณ์ที่นำติดตัวไปเรียน จากภาพที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียนเหนือกระดานดำ จากภาพยนต์เพลงสรรเสริญพระบารมีที่เปิดขณะที่ภาพยนต์จบ (สมัยก่อนจะเปิดเพลงหลังจากฉายภาพยนต์จบ) รวมไปถึงจากข่าวในโทรทัศน์ แม้กระทั่งงานเฉลิมฉลอง 5 ธันวาของทุกปี

    ด้วยความเป็นเด็กและไร้เดียงสา ผมไม่ได้สนใจถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของพระองค์มากมายนัก และรู้จักพระองค์เหมือน ๆ กับคนสำคัญทั่ว ๆ ไป มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง และสัมผัสได้ ไกลเกินกว่าที่จะรับรู้ถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ผมคงเป็นคนไทยที่โชคร้าย เป็นคนไทยที่ไม่สมบูรณ์แบบ เป็นคนไทยแต่ในนาม ถ้าผมไม่ได้ครูท่านนี้ ท่านที่ผมเคยเขียนถึงในสาระสารฉบับตุลาคม ที่ท่านถูกไล่ออกเพราะถูกกล่าวหาจากผู้ใหญ่ในโรงเรียนว่าเป็นคอมมิวนิสต์

    ครูท่านนี้สอนให้ผมรู้จักในหลวงมากขึ้นด้วยการเล่าถึงสิ่งที่ครูได้ประสบมามากมาย รวมไปถึงเหตุการณ์มหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ความทรงจำของเด็กไร้เดียงสาอย่างผมเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มหันมาสมใจมากขึ้น เมื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มขึ้นก็ทึ่งว่า ทำไมพระองค์ท่านถึงทรงพระปรีชาสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา ดนตรี ภูมิศาสตร์ รวมถึงความใส่พระทัยในความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งปวง รวมไปถึงทำไมพระองค์ถึงสามารถเป็นจุดรวมใจของคนไทยทั้งแผ่นดินได้ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ไม่ว่าจะเป็นจีน ไทย แขก ฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นสุจริตชน หรือ มิจฉาชีพ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นวีรชนหรือทรราช

    ผมเชื่อว่าทุกคนก็มีความสำนึกเช่นเดียวกับผม และเช่นเดียวกับคนไทยทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

    ความรู้สึกที่ภูมิใจ มั่นคง เชื่อมั่นในความเป็นคนไทย และพสกนิกรคนหนึ่งของพระองค์เริ่มก่อเกิดและมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่ง . . . . .

    จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว ปี 2541 ผมได้เข้าไปชมงานแสงสีที่พระบรมมหาราชวังที่ชื่อว่า 72 พรรษาเฉลิมหล้าจอมราชันย์ เป็นงานที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกรุงรัตนโกสินทร์ จากรัชกาลที่ 1 ถึงปัจจุบัน รวมถึงพระราชกรณียกิจ ของในหลวงองค์ปัจจุบัน และตอนหนึ่งในงานแสดงนี้ก่อนจบได้กล่าวเป็นใจความในลักษณะนี้ว่า

    “พระองค์ท่านอยู่กับเรามานาน นานจนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่พระองค์ท่านก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ”

    หลังจากที่กลับมาบ้าน ผมนอนไม่หลับ ใช่สิ ปีหน้าพระองค์ท่านก็ครบ 72 พรรษา ความเชื่อมั่นที่เคยมีมาตลอดเริ่มหายไป ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และความรู้สึกเหล่านี้ติดตัวผมมาตลอดจนกระทั่ง ผมได้ยินเพลงเพลงนี้ในรถแท็กซี่

    ขอ ฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอ สู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
    ขอ ทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอ ฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง
    จะ แน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด จะ รักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
    จะ ยอมตายหมายให้เกียรติดำรงค์ จะ ปิดทองหลังองค์พระปฏิมา
    ไม่ ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร ไม่ เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
    ไม่ ท้อถอยน้อยใจในโชคชะตา ไม่ เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป
    โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน
    จะยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัน ยอมอาสัญก็เพราะปองเทอดผองไทย.

    ถูกต้อง สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติมา ไม่ได้ต่างออกไปจากเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ ความฝันอันสูงสุด พระองค์ท่านยึดมั่นปฏิบัติมาตลอด แล้วเราล่ะ ทำไมต้องท้อแท้ต่อโชคชะตา ทำไมต้องยึดมั่นถือมั่นว่าถ้าขาดซึ่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราจะพบกับสิ่งที่ด้อยลง ซึ่งเพื่อให้เป็นไปอย่างที่พระองค์ท่านทรงหวังไว้ เราชาวไทยสมควรจะมั่นคงทำตามในสิ่งที่ตั้งปณิธานไว้ และตลอดไป

    กระหม่อมขอสัญญาว่าจะปฏิบัติตนด้วยความมุ่งมั่น ในหน้าที่ของพลเมืองไทย ในหน้าที่ของประชากรโลก ให้ดีที่สุดครับ

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ใกล้ปี 2000 ดูเหมือนอะไรต่อมิอะไรดูดีขึ้น เศรษฐกิจตัวเลขขยับตัวขึ้นปรู๊ดปร๊าด แม้แต่คนตกงานอย่างผมยังรู้สึกว่า “อืมม์ มันน่าจะดีนะ” แม้ในใจจะคิดแย้งกับข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ที่พร่ำบอกแต่การจับจ่ายใช้สอยของห้างกระเตื้องขึ้น การถอยรถป้ายแดงมาขับเกลื่อน การเปิดตัวโครงการเสมือนใหม่ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ยอดนำเข้าสินค้าที่เพิ่มสูง อุ๋ยดูแล้วเป็นปลื้ม แต่พอเหลือบตาดูข่าวอื่น ๆ บ้าง เห็นตัวเลขของการปลดคนของแบงค์ น้ำมัน ยอด NPL ที่ยังไม่ลด เงินสดที่จับจ่ายใช้สอยของรัฐยังต้องขอกู้จากมิยาซาว่าแพลน หรือเอดีบีแบงค์ แม้จะบายเบี่ยงไม่ต่อสัญญาเงินกู้กับ IMF แล้วนี่มันแปลว่าอะไร เป็นงง ! แต่ที่น่าห่วงคือตัวเลขส่งออกที่สารพัดอ้าง แต่ความจริงเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ ที่แน่กว่าแช่แป้งคือโครงสร้างการส่งออกเหมือนเดิม สินค้านำเข้ามาใช้แรงงานถูก ๆ แล้วผลิตส่งออก การสร้างแบรนด์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ กลับเป็นแผนพีอาร์ของรัฐท่านชวนไปเลย แล้วจะฝากความหวังไว้กับ WTO องค์กรการค้าที่ทรงความยุติธรรมของสหรัฐให้ช่วย ก็ต้องเจอเรื่อง “บรรษัทภิบาลแห่งความโปร่งใส, สิทธิมนุษยชนกับแรงงาน รวมทั้งการลดภาษีนำเข้าสินค้าบริการที่ลุงแย้งกี้แกถนัด” แล้วเมืองไทยจะเหลืออะไรไปแข่ง หรือจะต้องนำเข้าฝรั่งหัวแดงอีกรอบมาบริหารรัฐบาลโดยตรงเสียเลย ทั้งนี้เพราะเราขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนระยะยาว ทุกอย่างจึงดูต้วมเตี้ยมเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม

    ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นความอ่อนหัดของเรา สามารถดูได้จากเรื่อง “พิซซ่าฮัท” บริษัท “เดอะ พิซซ่า” ที่เป็นผู้ทำตลาดระยะเริ่มต้นจนปัจจุบันแบรนด์ “พิซซ่าฮัท” ครองตลาดเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจพิซซ่า และขยายร้านได้ถึง 116 ร้าน เป็นที่น่าเกรงขามของคู่แข่งในตลาด ปัจจุบันบริษัท “ไทรคอน โกลบอล เรสตัวรองท์ส ลิงค์” ต้องการเข้ามาบริหารแทน เนื่องจากอาจจะมีความขัดแย้งในการต่อสัญญา หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดปัญญาส้มจี๊ดจะคิดต่อได้ แต่ที่ชัดคือ เมื่อเขายึดกลับ บริษัท “เดอะ พิซซ่า” จะมีอะไรเหลือ แบรนด์ที่สร้างให้ก็ถูกยึดคืน Know How อาจได้บ้าง แต่ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เขาคงเอาคืนไปหมด ร้าน 116 สาขา ก็ตกเป็นของ “ไทรคอน โกลบอล เรสตัวรองท์ส” เหลือแต่ตัวกับใจ คล้ายกับโรงงานที่พอค่าแรงบ้านเราขึ้น ต่างชาติเผ่นกลับหมด ทิ้งเศษเหล็กไว้ มันน่าจะเริ่มเป็นบทเรียนในการทำธุรกิจ “ไม่ควรพึ่งจมูกคนอื่น” ทั้งที่เมืองไทยเราเป็นเมืองที่มีอาหารที่หลากหลาย แต่เรากลับไม่สามารถทำแฟรนไชส์ร้านอาหารแข่งกับตะวันตกได้เลย มันก็น่าคิดเหมือนกัน แต่อย่างไรเริ่มเห็นกรมส่งเสริมการส่งออกผลักดันธุรกิจร้านอาหารไทยไปตลาดเมืองนอก ร่วมกับกรมต่าง ๆ แต่ขอติงนิดคือมันไม่มีแบรนด์ที่แรงพอให้ต่างทราบรับทราบ เหมือนร้าน “พิซซ่าฮัท” ไทยทำไมไม่มีร้าน “ต้มยำกุ้ง” มันควรสร้างแบรนด์ก่อน ที่จะผลักกระบวนการปลายทาง ทำร้านโปรโตรไทป์ในไทยนี่หล่ะ แล้วผลักออกไปทั่วโลก โดยกรมส่งเสริมการส่งออกเป็นตัวกลาง เชื่อมโยงทุนสหกรณ์ท้องถิ่น เท่านื้ก็เท่ากับเราขยายแฟรนไชส์ที่มีพลังของแบรนด์ให้ลูกค้ารับทราบไปทั่ว หรือว่ากรมส่งเสริมการส่งออกทำได้แต่เรื่องอยู่นอกประเทศเท่านั้นครับ ?

    อีกตัวอย่างใกล้ตัวอีกเหมือนกัน เห็นซีพีที่สาหัสกับพิษเศรษฐกิจ ปัจจุบันเจ้าสัวธนินท์ เลือกยุทธศาสตร์เดินไปทีอาหารและสื่อสาร แต่ซีพี ต้องไปซื้อไลเซนท์ 7-Eleven มาขยายในไทยจนครบ 1,300 สาขา เจรจากับไมโครซอฟท์ขอตั้ง Set Top Box บนเคเบิลทีวี เพื่อก้าวสู่ Electronic Commerce ดูเผิน ๆ จิ๊กซอว์ของเจ้าสัวรัดกุม แต่ทุกอย่างมาจากการซื้อจากต่างชาติทั้งนั้น ไม่มีที่จะพัฒนาบนพื้นฐานตัวเองเลย ต้องเสียค่า Royalty ค่า Know How ค่าที่ปรึกษา และความลับการค้าไปให้ต่างชาติ วันดีเขาเอาคืน ซีพีจะเหลืออะไร แม้ชั้นเชิงซีพีจะเขี้ยวกว่าเดอะพิซซ่า แต่เกมส์ที่เดินตามคนอื่นขีดให้เดิน เขาย่อมรู้กลในดีกว่าที่เราสร้างเอง จริงไม่จริงเจ้าสัวลองถามคุณก่อศักดิ์ดูก็ได้ครับ

    เขียนมาเยิ่นยาว ก็ต้องการให้เราดูความจริงของตัวเราก่อนว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไร แล้วกำหนดก้าวย่างไปตาม “ทฤษฎีใหม่” ที่ในหลวงพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย

    ขั้นที่หนึ่ง ทำกินก่อน
    ขั้นที่สอง เหลือค่อยขาย
    ขั้นที่สาม มีกำลังค้ำจุนคนอื่น

    ขยับไปทีละก้าว “อย่าตาโต” ตามกระแสรับสั่งของพระองค์ท่าน สุดท้ายขอยกพระราชดำรัสของในหลวงมาเตือนชาวไทยทุกคนว่า

    “ขาดทุนคือกำไร”

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

    Tags: , ,

  • โดย… มหากวน

    บ่ายหน้าหนาววันหนึ่ง ซึ่งอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว ผิดปกติวิสัยของฤดูหนาว ที่ตึก 4 ชั้นสีขาว ด้านหลังมหาวิทยาลัย ชั้นสองเป็นที่ทำการของสโมสรนักศึกษา ในห้องกว้างขวางที่ระเกะระกะไปด้วยข้าวของต่าง ๆ รวมทั้งโต๊ะทำงานเรียงเป็นแถวตอนมากมาย บนเพดานมีพัดลมติดเพดานส่ายอาด ๆ สั่นคลอนแคลนไปมา เสียวหัวยิ่งนัก เห็นนายยิ่งเจริญกำลังขมักเขม่นอ่านเอกสารบนโต๊ะ ทันใดได้ยินเสียงแหลมเล็กดังของผู้หญิงดังขึ้นว่า

    “นี่ใช่ที่ทำการสโมสรนักศึกษาหรือเปล่าค่ะ”

    นายยิ่งเจริญ รีบเงยหน้าแหลมขึ้นมารับเสียงหญิงสาว มุมปากรีบฉีกยิ้มอย่างที่คิดว่าเท่ห์ตอบว่า

    “ใช่ครับ น้องมีอะไรให้พี่รับใช้หรือครับ”

    “อ้อ คือนี้ค่ะ น้องได้เกรดภาษาอังกฤษติดดาว ไปสอบถามอาจารย์ เขาบอกว่าน้องต้องรีบซ้ำอีกเทอม เพราะไม่ได้ไปสอบสัมภาษณ์ อันที่จริงอาจารย์แจ้งกะทันหัน น้องติดธุระจึงไม่สามารถไปสัมภาษณ์กับอาจารย์ตามที่นัดได้ จึงได้เกรดติดดาวมา เรียนซ้ำชั้น พี่ช่วยอะไรพวกน้องได้หรือเปล่าค่ะ”

    นายยิ่งเจริญยกคิ้วขึ้นข้าง โพล่งว่า

    “อะไร เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยมีเกรดประหลาด ๆ อย่างนี้ด้วยหรือ ว่าแต่พวกน้องมีกี่คนครับ”

    “ประมาณหกสิบคนค่ะ พี่ช่วยได้หรือเปล่าค่ะ”

    หญิงสาวอ้อนอย่างร้อนใจ นายยิ่งเจริญสูดลมหายใจลึก ๆ ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า

    “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง ว่าแต่น้องช่วยไปล่ารายชื่อเพื่อน ๆ มาให้พี่ได้ไหม”

    “ได้ค่ะ เดี๋ยวน้องจะรีบเรียกเพื่อน ๆ มาลงชื่อ”

    พูดจบ รีบขมีขมันจากไป ทิ้งให้นายยิ่งเจริญงงเป็นไก่ตาแตก หาวิธีช่วยอยู่คนเดียว สักพักคิดได้ รีบจ้ำอ้าวออกจากห้องไปทันที

    . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

    บริเวณลานจอดรถซึ่งเป็นที่นัดหมายของสหายแก่สองคนประจำ ก็คือตาสีและตาสาเจ้าเก่า เย็นวันนี้ทั้งสองก็นั่งถกฝีปากอย่างเมามันส์ สักพักได้ยินเสียงคุ้นหูดังว่า

    “ลุง วันนี้ผมมีเรื่องมาปรึกษาพวกลุงหน่อย อยากให้ช่วย”

    ตาสี ทักกลับไปว่า

    “เฮ้ย เรื่องอะไรวะ ถึงกับต้องมาพึ่งพวกข้าเชียวหรือ เจ้ายิ่งเจริญ พูดมา ถ้าช่วยได้ก็จะช่วยเอาบุญ”

    “คืออย่างนี้ จะมีรุ่นน้องกลุ่มหนึ่งได้เกรดจากอาจารย์อย่างพิสดาร คือตัว C ติดดาว แถมยังต้องซ้ำวิชาเดิมอีก เค้าจึงมาขอให้ผมช่วย”

    ตาสาพอฟัง โพล่งว่า

    “อุบ๊ะ ข้าเพิ่งได้ยินแต่ว่าติด D ถึงเรียนซ้ำชั้น นี่อะไรได้ถึง C ยังต้องมาซ้ำชั้นอีก อะไรกันว่ะ”

    “จริงอย่างที่ลุงว่า ตัวผมเองเรียนมาจนถึงปีสี่ จบมาส่วนใหญ่ก็ C นี่แหละ แถมบางครั้งยังต้อง W เลยลุง”

    “อืมม์ ว่าแต่ว่าเกรดนี้ทบวงเขารับรองหรือเปล่า ? มันไม่นอกระบบแน่นะ เจ้ายิ่งเจริญ”

    ยิ่งเจริญพอฟังตาสาพูด ในหัวคิดออกทันที ต้องโพล่งว่า

    “เยี่ยมเลยลุง ถ้ามันนอกระบบจริง พวกผมก็ต้องนอกระบบกลับบ้างล่ะ”

    ตาสีพอฟัง ต้องเรียกกระตุกอารมณ์เด็กหนุ่มให้เย็นลง

    “เบา ๆ หน่อย ยิ่งเจริญ เดี๋ยวเอ็งช่วยคนอื่นได้จริง แต่ดีไม่ดี เขาอาจจะไม่ให้เอ็งรับปริญญานา หนักเข้าอาจเชิญไปเรียนนอกมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ”

    ยิ่งเจริญยืดอก ตอบอย่างเชื่อมั่นว่า

    “นักศึกษาเลือกพวกผม เพื่อช่วยสร้างความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาให้พวกเขา ถ้าเป็นอะไรก็เป็นกัน สโมสรนักศึกษาเป็นที่พึ่งนักศึกษา ไม่ใช่เป็นประกาศนียบัตรของการฝึกงานสำหรับไปทำงาน หรือเป็นไม้ประดับของฝ่ายกิจการนักศึกษา ขอบคุณลุงทั้งสองมาก ผมไปล่ะ จะรีบไปช่วยเคลียร์ให้น้องเขา ป่านนี้คงร้อนใจน่าดูเลย”

    จบรีบจ้ำอ้าวจากไป ทิ้งสองตาแก่นั่งงงว่า “ยิ่งเจริญ มันถึงบางอ้อได้อย่างไร”.

    Tags: , , ,