• Dear friends,

    at least somebody among all of u may miss me. following is my experience here.
    i visit goose fare on Friday. it’s been arranged for 705 years, once every year in notthingham during the 1st week of oct. it’s like “ngan wat” in our country except that the fare to join any game or equipment is uncomparable.

    here, u can find children and senior citizen everywhere. they’ve lots of outdoor activities. i love going out to see children. they’re the same everywhere. they will smile at u, some are very shiny. i find myself getting along well with children ratherthan the grow-up one. for senior, i think they’re somehow lonely esp. the single senior. they’re very independent. u can see them sitting in an electronic chair going here and there alone. some smile to me and even start conversation to me. u can also meet homeless citizen in the city centre. most of them has at least one clean and good looking dog as a real friend.

    last 2 nights, i met a girl (teenager) sitting along the street at night and asking for some money from the passengers. i asked her where did she from. she said she lived there. i gave her a coin. some people gave here chocolate, cigarette, etc. i don’t know why they’re so many homeless citizen here. it seems to happen everywhere in the world. normally, they are different from the girl i mentioned. they will do sthing in exchange for money. they can play music. i found one playing his fruit. it’s sound very lonely and full of emotion. sometimes i’ll stop to listen and try to give them a smile with some coins.

    i don’t find myself strange here.
    i realize that every people has sthing in common, including the emotion,
    the basic feeling. etc. oop, i think i’ve gone too far.

    wish u all a sunny day :):):)

    Sith

    Tags: , ,

  • ในยุคสมัยหนึ่งประมาณสัก 20 ปีที่แล้ว อาหารประเภทส้มตำ ไก่ย่าง จะมีอยู่เกลื่อนกลาด บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ช่วงหัวค่ำจะมีพ่อค้า แม่ค้า นำโต๊ะเล็กๆ มาตั้ง นำเสื่อมาปู จากนั้นลูกค้าโดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ จะทยอยเข้ามาอุดหนุน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรสชาติฝีมือของแต่ละร้าน ยิ่งร้านไหนมีแม่ค้าหน้าตาจิ้มลิ้ม รับรองว่าคนตรึม แม้ความจัดจ้านของอาหารจะลดหย่อนไปนิด แต่ก็ได้ความสนุกสนานเฮฮามาทดแทน กล่าวคือกินไปด้วยแซวไปด้วย เป็นความครื้นเครงในยามเย็นหลังเลิกงาน แม้จะมีหลายๆ คนทักว่าอาหารไม่สะอาด เพราะอยู่ริมถนน มีควันเขม่าท่อไอเสีย นักชิมจากท้องถิ่นที่ราบสูงก็ไม่หยี่หระ ยังคงสนุกสนานเหมือนเดิม จนวันหนึ่งมีมาตรการเด็ดขาดห้ามขายของบนฟุตบาท ร้านค้าประเภทนี้ก็ค่อยๆ หายไป

    อาหารอีสานได้รับความนิยมไม่เฉพาะคนพื้นเพเดิมเท่านั้น แต่ยังขยายครอบคลุมไปถึงทุกครัวเรือน โดยเฉพาะส้มตำที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศไทย ชาวต่างชาติจะรู้จักดีในนาม “ปา ปา ย่า ป็อก ป็อก” ถึงกับมีคำพูดว่า ถ้านักท่องเที่ยวคนไหนไม่ได้ลิ้มรสส้มตำ เรียกว่ามาไม่ถึงเมืองไทยเลยทีเดียว ดังนั้น อาหารอีสานจึงไม่ได้จำเพาะเจาะจงทำกินกันเองในหมู่คนอีสานเท่านั้น เพราะได้มีการดัดแปลงปรับปรุงรสชาติให้ถูกปากของคนแต่ละภาค แต่ละเชื้อชาติ เช่น การใช้แคร์รอตมาทำแทนมะละกอ หรือการใช้ปูอัดแทนปูดอง เป็นต้น

    ร้านอาหารอีสานที่จะแนะนำในครั้งนี้ค่อนข้างจะหายาก เพราะตั้งอยู่ในหมู่บ้านเมืองทอง 2 ริมถนนพัฒนาการ ถ้าตั้งต้นจากสี่แยกพัฒนาการ ฝั่งที่จะไปตัดกับถนนอ่อนนุช ข้างซ้ายจะเป็นห้างสรรพสินค้าจัสโก้ ขับรถวิ่งตรงไปเรื่อยๆ จะเจอส.น. ประเวศอยู่ซ้ายมือ จากนั้นไปอีกประมาณหนึ่งกิโลฯ จะมีร้านเซ่เว่นอีเลฟเว่นหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านเป็นที่สังเกต ซึ่งอาจจะต้องแลกบัตรกับร.ป.ภ. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากนัก เพราะเป็นที่ทราบๆ กันดีว่า จะมีคนทำงานหรือประชาชนที่พักอาศัยอยู่แถวนั้น แวะเวียนไปชิมอาหารภายในหมู่บ้านไม่ได้ขาด จากปากทางหมู่บ้านตรงตามทางเข้าไปประมาณ 600-700 เมตรก็จะพบร้านที่ชื่อว่า “คุณติ๋ม” อยู่ซ้ายมือ เป็นบ้านพักอาศัย ที่นำมาดัดแปลงเป็นร้านอาหาร ส้มตำก็ตำกันข้างหน้านั่นแหละ รวมถึงอาหารประเภทปิ้งๆ ย่างๆ ก็มีเตาทำอยู่ด้านหน้าด้วยเช่นกัน ดังนั้น การปรุงและการประกอบอาหารจะต้องสะอาด มิฉะนั้นก็เท่ากับเป็นการประจานตัวเอง

    ที่นี่มีอาหารอีสานเกือบทุกประเภทตั้งแต่ ส้มตำ ลาบ น้ำตก ซุปหน่อไม้ ไก่ย่าง หมูปิ้ง หมูคลุก และอีกหลายต่อหลายอย่างเรียกว่ามื้อเดียวกินกันไม่ครบทุกอย่าง ร้านนี้เขาเปิดขายตั้งแต่สายๆ เรื่อยไปจนบ่ายๆ ก็หมด ยิ่งตอนกลางวันคนจะเยอะมาก เพราะมีคนทำงานออฟฟิศจากบริเวณใกล้เคียง ขับรถมากินกันเป็นกลุ่มๆ โดยเฉพาะพวกสาวๆ จะชอบอาหารประเภทนี้มาก นอกจากนี้ทางร้านมีป้ายที่ได้รับจาก จ.ส. 100 มาติดไว้ เพื่อเป็นการยืนยันความเอร็ดอร่อย สนนราคาก็ไม่แพง ยิ่งไปกันหลายๆ คน กินกันอิ่มพุงกาง เฉลี่ยแล้วไม่น่าจะจ่ายเกินกินก๋วยเตี๋ยวสองชามบวกกับน้ำอัดลมหนึ่งขวด .. ว่าไปนั่น .. สวัสดี

    Tags: , ,

  • โดย… นายพันเกวียน

    ชื่อหนังสือ กลิ่นโคลนสาบควาย
    ผู้แต่ง แดง ใบเล่
    จำนวนหน้า 193 หน้า
    ราคา 125 บาท
    ประเภทเนื้อหา ปฏิรูปการเกษตร
    การเมือง
    รัฐศาสตร์
    ประวัติศาสตร์

    วันนี้ผมขอแนะนำหนังสือใหม่เล่มหนึ่ง ลีลาการเขียนสำบัดสำนวนดีนักแล ถ้าเปรียบชวน หลีกภัย เป็นนักเขียนลีลาสไตล์มีดโกนคมกริบ แดง ใบเล่ เป็นนักเขียนลูกทุ่งโดยแท้ ติดดิน สำนวนกวนอาวัยวะเบื้องล่างยิ่งนัก เหมือนคุณส้มจี๊ด เพื่อนคอลัมภ์ “เคาะฝาโลง”

    แม้ว่าจะเล่นแบบลูกทุ่ง แต่ข้อมูลคุณแดง ใบเล่ แน่นยิ่งนัก ตั้งแต่การเกษตรแถวหลังสวน พี่แกข้ามรุ่นมาล่อกับ WTO ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ หนังสือเล่มนี้อ่านแล้ว ต้องกลับมาอ่านอีกอย่างละเลียด และเชื่อว่าข้อมูลอีกสิบปี เนื้อหาไม่ล้าสมัย เพราะพื้นฐานการพัฒนาของไทยเราคงไม่เปลี่ยนไปมากนัก

    เนื้อหาหนังสือเน้นให้เห็นความสำคัญของเกษตรกร ซึ่งเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของไทยเรา แต่ช่วงหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ กลับหลงลืมฐานความสำคัญนี้ และกลับมาให้ความสำคัญอีก ก็ตอนฟองสบู่แตกเรียบร้อย นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการดูแลของรัฐที่ชวนให้ปวดหัวใจยิ่งนัก วิสัยทัศน์ท่านจ้องแต่ฟันคอม . . . อย่างเดียว จบท้ายด้วย WTO วาทะที่ประชันกันระหว่างไมค์มัวร์ และด๊อกเตอร์ซุป มันส์หยด คำต่อคำ คุณแดง ใบเล่ มาถอดให้เห็นกันจะ ๆ และชี้ให้เห็นถึงสันดานของแต่ละท่าน ที่ใช้คำตลาดเสรี สิทธิมนุษยธรรม ในตลาดเสรีการค้าของโลกใบนี้

    หนังสือเล่มนี้ อ่านตอนแรก บางคนอาจจะเครียด แต่จริง ๆ แล้วอ่านง่ายด้วยลีลาสำนวนเฉพาะตัว ชวนหัวต่อวิสัยทัศน์ของเหล่านักการเมืองไทย และสะใจต่อการฉีกหน้ากากออกมาให้เห็น แต่สุดท้ายแล้วอยากร้องไห้ สงสารเกษตรกรไทยและคนไทยเรา.

    Tags: , ,

  • วิธีทำรองเท้าด้วยตนเอง

    รองเท้าหนังที่เก่าแต่ยังแข็งแรง ควรจะทำสีให้ใหม่แล้วเราจะได้ใส่มันอีกนาน

    ถ้าคุณขัดเอาสีเก่าออกให้หมดด้วยกระดาษทรายอย่างละเอียด จะเหลือแต่สีของหนังรองเท้าเป็นขุย ๆ เล็กน้อย อย่าตกใจกลัวว่าหนังรองเท้าจะกลายเป็นขุย คุณจงเลือกยาขัดรองเท้าเอาสีที่คุณชอบ ทาทับลงไปกดให้แรง ๆ ทั่ว ๆ และมาก ๆ เพื่อให้สีหรือยาชัดที่คุณทาทับลงไปนั้น ซึมลงไปในหนังรองเท้าได้แนบสนิท

    เมื่อทั่วดีแล้ว ให้หาผ้าชุบน้ำ แล้วบิดน้ำออกพอหมาดขัดแรง ๆ จนทั่วรองเท้า ยิ่งขัดหนังก็จะยิ่งขึ้นเงา หมดรอยที่เป็นขุย เป็นอันว่าคุณก็จะได้รองเท้าใหม่สมใจ

    รอยต่อระหว่างหนังรองเท้ากับพื้นรองเท้า มักจะขาดออกจากกันเมื่อเราได้ใช้ไปนาน ๆ เพราะเหตุว่าคุณอาจจะไม่ค่อยระวัง ชอบเหยียบย่ำลงไปในน้ำ น้ำจะซึมเข้าไปในเส้นด้ายทำให้ด้ายผุ คุณควรเอายางน้ำทาตามซอกรอยต่อนั้นให้ทั่ว

    พิบูลย์ ทั่งแก้ว

    —————————————————————————————————————

    โรคผิวหนัง

    เคยมีท่านหนึ่งเขียนมาว่า ใบชุมเห็ดรักษาโรคผิวหนังบางอย่างได้ ผมเชื่อว่าจริงเพราะเคยทดลองมากับตัวเอง และผู้ที่รู้จักที่เป็นโรคผิวหนังได้ผลมาแล้ว วิธีการของผมใครใช้ก็ได้ผล

    ตอนนั้นผมเป็นกลากวงเดือนที่น่องซ้ายเล็ก ๆ ยิ่งเกายิ่งขยายวงโตออกเรื่อย เป็นผื่นตุ่มแดง ๆ หนา และดูน่าเกลียดมาก ผมฉีดยาทายาหลายหน จนคิดว่าจะปล่อยให้หายเอง ไม่สนใจมัน

    ท่านจึงแนะนำให้ทำดังนี้ว่า

    ให้ไปเด็ดใบชุมเห็ดมา 7 ใบ ขณะเด็ดต้องกลั้นใจเด็ด และอย่าให้เงาเราทับต้นชุมเห็ด เมื่อได้ครบแล้ว เช็ดใบให้ดี เคี้ยวในปากให้แหลก กลืนน้ำเข้าไปสักสองสามกลืน กลืนทีละน้อย ๆ ก็ได้ จะมีรสขมนิด ๆ แล้วนำเอากากมันออกจากปากมาโปะลงที่แผลนั้น ทิ้งไว้ให้แห้งน้ำหน่อยก็เอาออกทิ้ง ไม่ต้องใช้ผ้าพันไว้ ถ้าไม่อยากรอนาน ให้เอากากมาเช็ดที่แผลให้ทั่ว ๆ แล้วทิ้งเลยก็ได้ ทำวันละครั้งจนกว่าจนชา ผมทำอยู่ 2-3 วัน ก็เริ่มยุบลงไปมากหายคันและก็หายขาดไปไม่ถึง 10 วัน

    ศูนย์บินรบ ฝูงชน 221 ฐานบินเชียงใหม่

    Tags: ,

  • บ้านหลังหนึ่งอยู่ในเขตชานเมือง เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นบ้านของคนที่มีฐานะในสังคม ลานบ้านปูหญ้าเขียวขจี มีพุ่มไม้น้อยใหญ่ดูร่มรื่น ยามเช้าตรู่วันนี้ หมาสองตัววิ่งไล่กันอยู่สนามหญ้าเหมือนเช่นเคย ตัวหนึ่งขนปุกปุยเหมือนหมาฝรั่ง อีกตัวขนสั้นเกรียนแบบหมาไทย ทั้งสองวิ่งพล่านไปมา มุดเข้าออกพุ่มไม้อย่างปราดเปรียว ทันใดนั้นเสียงมอเตอร์ไซด์แว่วเข้ามา เด็กหนุ่มส่งหนังสือพิมพ์เหวี่ยงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเข้าบ้านอย่างเคยชิน หมาพันธุ์ไทยรีบโดดงับหนังสือพิมพ์ แล้วหันหลังวิ่งเข้าไปในบ้าน โดยมีหมาฝรั่งวิ่งกวดอย่างกระชั้น และพุ่งชนใส่ หมาไทยรีบหมุนตัวหลบ หนังสือพิมพ์ที่คาบไว้ล่วงจากปาก ส่งเสียงคำรามใส่เพื่อน แต่หมาฝรั่งกลับหยุดนิ่ง ก้มหน้าดูข่าวในหนังสือพิมพ์อย่างใจจดใจจ่อ จนหมาไทยต้องเห่าถามว่า

    “โฮ่ง โฮ่ง เกลออ่านอะไรหรือ”

    หมาพันธุ์ฝรั่งอ่านออกเสียงให้เพื่อนฟังว่า

    “มีมาตราการเข้มงวดดูแลรายการโทรทัศน์ เนื่องจากปัจจุบันนี้ละครหรือรายการเกมส์โชว์มีการแสดงที่ยั่วยุให้เด็กหลงผิด เช่น ใส่เสื้อสายเดี่ยว สูบบุหรี่ กินเหล้า ถ้ามีภาพเช่นนี้ออกมาโดยสถานีไม่จัดการ ตัวท่านรองนายกในฐานะกำกับดูแล จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด แม้ใครจะว่าบ้าก็ตาม”

    หมาไทยเดินเข้ามา พอเห็นภาพข่าว ต้องส่งเสียงว่า

    “โอโห นี่ท่านคงเพิ่งตื่น ถึงมาทำอะไรในช่วงนี้ แฟชั่นมันระบาดไปทั่วแล้ว”

    “โฮ่ง เกลอ ท่านเพิ่งบ้านี่หว่า เห็นพักนี้เก็บอาการไม่ค่อยอยู่ หลายวันก่อน ก็ไปไล่ฟัดกับคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ แล้วนี่ก็ลามมาถึงสถานีโทรทัศน์แล้วไง เพื่อนเอ๋ย แต่ก็ดีว่ะ”

    “ทำไมล่ะ”

    “เอ้า เอ็งไม่เห็นเหรอ เดี๋ยวนี้รายการโทรทัศน์นี่มันทุเรศแค่ไหน โดยเฉพาะเกมส์โชว์บางรายการ เอาผู้หญิงแต่งตัววับ ๆ แวม ๆ มาเต้นแร้งเต้นกา ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับรายการตรงไหน หรือเอาสัตว์มาทารุณในรายการแข่งกับเวลา ข้านี่ยังกลัวเลย กลัววันหนึ่งจะโดนกับตัวเองบ้าง โฮ่ง โฮ่ง”

    “ว่ะ เอ็งพูดอย่างนี้ เลือดในตัวข้าพุ่งปรู๊ดเลย แล้วมันจะสำเร็จไหมวะ เอาคนบ้าไปเล่นงานสื่อโลกาภิวัฒน์อย่างนี้”

    “ก็ไม่แน่หรอกนาย คนเพี้ยน ๆ อย่างนี้ดีนักแล แต่ข้าว่าจะเก่งแต่ปากละสิ”

    “เออ ถ้าเรื่องปากท่าน ข้าเห็นด้วย ขนาดพวกเรายังสู้ท่านไม่ได้เลย เก่งฉิบหาย”

    “แต่ถ้าจะให้ลุยเต็มที่ ข้าว่าอัดยาบ้าสักร้อยเม็ด รับรองเลือดบ้าพุ่งองศาเดือดแน่เลย ทีนี้พวกเจ้าของรายการระวังโดดปังตอเชือดคอได้เลย บรื๋อ”

    “ข้าว่าถ้าขนาดนั้น เราสองตัวก็ควรระวัง เผื่อโดนจับเชือดแบบลูกหมาทำเนียบ แล้วกลบข่าวเป็นรถทับ ฝีแตก อุ๋ย เสียวว่ะ”

    “โฮ่ง โฮ่ง แต่ว่าเถอะ ถ้าให้ดีข้าว่ามันต้องตรวจสอบสาระของรายการด้วย ภาพลักษณ์ภายนอกบางทีก็ไม่รุนแรงเท่าเนื้อหามอมเมา อย่างเอาโจรมาเป็นพระเอกนี่ ข้าเองยังรับไม่ไหวเลย เด็กเล็กเด็กแดงดู มันจะซึมเข้าไปในตัวเหมือนเด็กอเมริกันหรือเปล่า คิดแล้วเสียว”

    “ข้าว่าถ้าท่านบอกว่าบ้าแล้ว มันก็คงจัดการได้แต่เรื่องที่เห็นชัด ๆ ถ้าใช้ปัญญามาตรอง คนบ้าที่ไหนมันจะทำได้ล่ะ”

    “โฮ่ง โฮ่ง น่าสงสารสังคมมนุษย์นะ คนกล้าสักคน ก็มีแต่พวกบ้า”

    ทันใดเสียงคนในบ้านดังขัดขึ้นว่า

    “ไอ้สำลี ไอ้ปุกปุย เห่าดังลั่นแต่เช้าเลยนะ พวกเอ็งเอาหนังสือพิมพ์เข้ามาให้ข้าได้แล้ว”

    เสียงเจ้าของกระชากให้หมาสองตัวก่อศึกแย่งชิงหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง.

    Tags: ,

  • ฝนสุดท้ายเพิ่งซาลงไปเมื่อไม่กี่วัน หลังเทศกาลออกพรรษาในราวเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี สัมผัสแรกที่ผู้คนมักตื่นเต้นลิงโลดยินดี เมื่อผิวกายได้สัมผัสกับสายลมเย็นจนรู้สึกขนลุกซู่ เรามักจะรู้จักช่วงเวลานี้ว่า “ปลายฝนต้นหนาว” ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทองช่วงหนึ่งของนักนิยมธรรมชาติ ที่จะได้ยลโฉมสคราญของสาวน้อยกลางผืนป่า ซึ่งในแต่ละปีจะมีเพียงช่วงนี้ช่วงเดียวเท่านั้นที่ดอกไม้ต่างๆ จะพร้อมใจกันผลิบานเต็มทุ่งไปหมด มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่สีเหลือง , ขาว , ม่วง , ชมพู , แดง ละลานตา จากต้นนั้นสู่ต้นนี้ จากหย่อมนั้นสู่หย่อมนี้ จากกอนี้สู่กอนั้น จากทุ่งนี้สู่ทุ่งนั้น ดารดาษไปด้วยดอกไม้เล็กๆ ที่ช่วยประดับโลกไว้อย่างสวยงาม

    หากใครได้ไปเที่ยวป่าช่วงนี้ นอกจากจะได้ความชุ่มฉ่ำของสายฝนแล้ว น้ำตกก็ยังมีความงดงามมากกว่าช่วงอื่นๆ เพราะเป็นช่วงที่มีน้ำมาก น้ำตกก็ดูเต็มตาด้วยสายน้ำที่ถั่งโถมกันลงมา อีกทั้งดอกไม้น้อยใหญ่ก็อวดโฉมแข่งกันมากมาย และสถานที่ที่จะได้พบกับสาวน้อยทั้งหลายก็คงต้องเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ ที่ยังคงความสมบูรณ์งดงามของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

    flora05

    ทุ่งหญ้ากับหมู่มวลดอกไม้ยามหลังฝน

    อาณาเขตของมวลดอกไม้ในยามนี้นั้นต้องพุ่งเป้าไปยังภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานของไทยนั่นเอง เหตุเพราะว่า ไม่ว่าคุณจะไปตามที่แห่งใดในอีสานตอนเหนือลงมาตอนกลางเรื่อยไปสู่ตอนล่าง คุณก็จะได้พบเห็นดอกไม้งามตามทุ่งหญ้าและโขดหินต่างๆ มากมายหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นที่ชื้นแฉะมีน้ำขังอยู่เล็กน้อย จะมีต้นไม้ลักษณะคล้ายต้นหญ้าเล็กๆ ขึ้นเต็มทั่วไปหมด แต่ต้นหญ้าเหล่านี้ไม่ใช่ต้นหญ้าอย่างที่คิด เพราะต้นไม้เล็กๆ เหล่านี้ ชูช่อไปด้วยดอกไม้สีสันงามตาเต็มทั่วไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ล้มลุก ออกดอกฤดูเดียวคือช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้เอง บางชนิดก็เป็นพืชกินแมลง บางชนิดก็เป็นพืชติดดิน บางชนิดก็เป็นหญ้าชนิดหนึ่ง แต่ก็อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มที่พบเห็นได้ง่ายและหลากหลายที่สุดคือกลุ่มของดอกดุสิตา , มณีเทวา, หญ้าข้าวก่ำ , สร้อยสุวรรณา และทิพเกสร ดอกไม้กลุ่มนี้ขอเรียกชื่อแทนว่า “กลุ่มยอดนิยม”

    กลุ่ม ยอดนิยม มักจะพบเห็นดอกไม้อยู่ห้าหกชนิดขึ้นปะปนตามที่ชื้นแฉะข้างทางต่างๆ อยู่เสมอ พบขึ้นกระจายทั่วทุกบริเวณในภาคอีสาน เช่น ภูหลวง, ภูกระดึง, น้ำหนาว, ทุ่งแสลงหลวง, ภูพาน, ภูเขียว, ผาเทิบ, ผาแต้ม ลงมาจนถึงเขาใหญ่ปราจีนบุรี เมื่อพบเห็นกลุ่มยอดนิยม ผู้คนมักตื่นเต้นกับความงามของพวกเธอ ที่แข่งกันชูช่ออวดความงามกันอย่างหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง ทุ่งดอกไม้ล้มลุกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเห็นจะไม่พ้น ทุ่งโนนสนในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เพราะกินอาณาบริเวณที่กว้างไกลและมีพันธุ์ไม้ดอกขนาดเล็กขึ้นกันแน่นเต็มไป หมด ดอกไม้ต่างๆเหล่านี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงชื่นชม และได้ทรงตั้งชื่อดอกไม้หลายชนิดไว้อย่างไพเราะ เช่น ดุสิตา , ทิพเกสร , สร้อยสุวรรณา , มณีเทวา , สรัสจันทร์ เป็นต้น

    flora11

    ดุสิตา Utricularia delphinioides Thor. ex Pell.

    ดอกไม้งามในกลุ่มยอดนิยม ที่เด่นเป็นสง่ากว่าเพื่อนเห็นจะไม่พ้นดุสิตาไปได้ เพราะรูปงามนามก็เพราะสีสันก็เตะตาด้วยม่วงขนาดกำลังดี จริงๆ แล้วเธอเป็นดอกไม้กินแมลง เพราะมีถุงลมที่มีรากไว้ดักจับสัตว์กินได้ พืชกินแมลงในเมืองไทยมีอยู่ 3 สกุลใหญ่ๆ คือ Nepenthes หรือที่รู้จักกันว่าต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง หรือน้ำเต้าลมนั่นเอง อีกสกุลคือ Drosera หรือหยาดน้ำค้างและหญ้าน้ำค้าง ที่จะมีตุ่มใสๆ เกาะอยู่ตามขนดักจับแมลงได้ อีกสกุลคือ Utricularia ซึ่งก็คือดุสิตาของเรานั่นเอง

    จะว่าไปพืชกินแมลงนี้มีคุณลักษณะพิเศษก็คือ สามารถทนอยู่ในที่แห้งแล้งโหดร้ายได้ดี สาเหตุที่พวกเขาต้องดักจับแมลงกินเพราะว่า สภาพแวดล้อมที่อยู่นั้น มีสภาพเป็นกรดหรือมีธาตุอาหารพวกไนโตรเจนน้อย โดยเฉพาะที่มีพื้นดินปนทรายอยู่มาก พืชต่างๆ ก็ต้องปรับตัวหาอาหารกันสารพัดวิธี เกิดเป็นพืชหากินวิธีแปลกๆ หลายชนิด เช่นพืชพวกอิงอาศัย, กาฝาก, พืชเบียนต่างๆ แต่พวกที่พิศดารก็พวกกินแมลงนี่แหละเพราะพวกเขาไม่ชอบอาหารมังสวิรัตแบบพืช อื่นๆ กลวิธีก็แตกต่างกันไป บ้างก็ทำหม้อไว้ดักแมลง บ้างก็สร้างตุ่มน้ำเหนียวๆ ไว้รอแมลงซื่อบื้อบินมาชน หรือมีถุงลมแบบดุสิตานี่แหละ

    ในกลุ่มยอดนิยมที่เห็นขึ้นมากกว่าเพื่อนก็ต้องยกให้มณีเทวา หรือชื่อที่เรียกกันทั่วไปก็คือ กระดุมเงิน ลักษณะเป็นต้นหญ้าสูงไม่เกินคืบ ปลายต้นเป็นดอกกลมๆ ขาวๆ น่ารักมาก ขึ้นดารดาษทั่วไปหมด ถ้าในพื้นที่ของกลุ่มยอดนิยม กระดุมเงินเธอจะชำนาญในการแย่งพื้นที่ชาวบ้านได้เก่งที่สุด รองลงมาก็เป็นดุสิตา แต่กระดุมเงินเธอไม่นิยมแมลงแบบดุสิตา เธอน่าจะชอบน้ำกับความชื้นอย่างเดียว ช่วงน้ำแล้งเราจะไม่เห็นเธอเลย เพราะเธอมีเหง้าเป็นหัวอยู่ใต้ดิน พอปลายฝนต้นหนาวเธอก็โผล่ขึ้นมาพรึ่บๆ อย่างที่เห็นนี่แหละ

    flora03

    กระดุมเงิน Eriocaulon henryanum Ruhle กับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง

    flora10

    หญ้าน้ำค้าง Drosera indica Linn. กับดอกดิน Burmania coelestris

    ในกลุ่มนี้ยังมีดอกอื่นๆ อีกเช่น ดอกดิน หรือหญ้าดอกเสือ กลีบใบกลมเป็นแฉกๆ สีม่วง สมเด็จพระราชินีฯ ทรงพระราชทานนามว่า “สรัสจันทร์” ดอกดินนี้ถ้าอยู่ใกล้หญ้าข้าวก่ำที่ขึ้นสมบูรณ์เป็นแผงๆ แล้วก็จะรู้ได้ว่าไม่ใช่ชนิดเดียวกัน เพราะหญ้าข้าวก่ำจะออกเป็นช่อๆ ช่อละสองแฉก แฉกหนึ่งมีหลายดอกตั้งแต่ 2 ถึง 8 ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็น 3 ปีก ดูแล้วอลังการดี

    flora06

    หญ้าข้าวก่ำ Burmannia disticha

    flora07

    สร้อยสุวรรณาในหมู่กระดุมเงิน

    นอก จากนี้ก็มีดอกไม้สีเหลืองอีกเช่น สร้อยสุวรรณาขึ้นเป็นช่อๆ สลับกันไป หรือถ้าดูดีๆ ที่พืชใต้ต้นของดอกไม้สวยเหล่านี้จะเห็นดอกสีเขียว ๆ มีขนสีแดงแหลมๆ ที่ขนมีตุ่มน้ำใสๆ อยู่ที่พื้นดินแฉะๆ ขนาดสักหัวแม่โป้ง ก็จงเข้าใจได้เลยว่านั่นหล่ะเขาล่ะ หยาดน้ำค้างหรือจอกบ่วาย พืชกินแมลงอีกชนิดหนึ่ง เขาจะชอบแซมอยู่กับชาวบ้านอย่างนี้แหละไม่ชอบอยู่เดียวดาย หรือมองถัดไปอีกก็อาจจะเห็นหญ้าประหลาดสีแดงมีขนและตุ่มน้ำเหนียวๆเหมือนกัน แต่อ้าแขนจังก้าอยู่กับต้นหญ้าดอกหญ้าอื่นๆ ก็เขาล่ะ หญ้าน้ำค้างนั่นเอง แมลงตัวไหนอย่าได้บินผ่านไปเชียว

    flora09

    ดอกของต้นหญ้าน้ำค้าง

    flora02

    เหลืองพิศมร Spathoglottis affinic กล้วยไม้ดินมีหัวสะสมอาหาร

    เดินไปอีกหน่อยเห็นดอกสีเหลืองเป็นกอๆ ชูช่อไสว ดอกใหญ่กว่าพวกยอดนิยมมากนัก เขาเรียกกันว่า เหลืองพิศมร รายนี้ไม่ใช่ดอกหญ้า แต่เป็นดอกกล้วยไม้ขึ้นอยู่ตามพื้นดินก็เลยเรียกกล้วยไม้ดิน เธอเองก็งามอยู่แล้ว แต่พอแสงแดดส่องย้อนเข้ามาทางด้านหลัง ทำให้กลีบอันสว่างของเธอ เรื่อเรืองด้วยแสงขึ้นมาอีก ทำให้เธอยิ่งงดงามขึ้นยิ่งนัก

    flora01

    เอื้องบายศรี Eria albidoto mentosa (Bl.) ขึ้นเป็นกลุ่มๆ

    ดอกกล้วยไม้อีกชนิดที่จะพบเห็นได้มากมายก็คือ เอื้องบายศรี โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตอนดอกเขาบาน เวลาเราเดินผ่านอาจจะมองไม่ค่อยเห็นว่าเป็นดอกไม้ ต้องมองแบบพินิจพิเคราะห์สักหน่อย ถึงจะเห็นว่าเป็นดอกกล้วยไม้ เพราะมีขนาดเล็ก และสีสันไม่จัดจ้านแบบดอกไม้อื่นๆ คนเลยไม่สนใจนัก แต่ถ้าก้มลงมองดูดีๆ เขาก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน ที่สำคัญเวลาเขาบานแล้วจะมีจำนวนมากมาย เดินดูแล้วเพลินตาดีไปอีกแบบ

    ใครได้ขึ้นไปภูสอยดาวสักครั้งในตอนนี้คงได้ยลโฉมหงอนนาคหรือน้ำค้างกลางเที่ยง สีม่วงสดสวยอร่ามเต็มทุ่งหญ้าไปหมด ตอนเช้าเธอจะขี้อายไม่ยอมบาน แต่พอแดดออกจัดๆ ตอนเที่ยงหรือตอนบ่าย ก็จะบานกะโท่โล่ ตรงส่วนล่างของดอกก็จะมีหยดน้ำติดอยู่ให้เห็นแทบทุกดอก แม้จะเป็นตอนเที่ยงที่มีแดดจ้าก็ตาม เลยได้ชื่อว่า น้ำค้างกลางเที่ยงไงล่ะ ที่ภูสอยดาวน่าเที่ยวที่สุดก็ตอนนี้แหละ ไปภูสอยดาวไม่ได้เห็นดอกหงอนนาคก็ถือว่ายังไม่ถึงภูสอยดาวนะ

    flora04

    ดอกหงอนนาค หรือ น้ำค้างกลางเที่ยง Muradannia giganteum

    flora08

    กุง หรือ หญ้าบัว Xyris pauciflora Willd.

    ในระหว่างที่นั่งรถไปไหนต่อไหนในภาคอีสาน ช่วงนี้เหลือบมองดูดีๆ ตามข้างทางจะเห็นทุ่งนาดอกไม้สีเหลืองอร่ามทั่วทุ่งนั่นก็คือ ดอกกุง หรือหญ้าบัว ดอกไม้สีเหลืองขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านเขาปลูกตัดดอกช่อไว้ขายเป็นดอกไม้แห้งประดับแจกัน ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นต้นไม้ประเภทหญ้า ขึ้นทั่วไปตามทุ่งนาทุ่งหญ้าภาคอีสาน ดอกจะบานชั่วไม่กี่วันก็เหี่ยวไป แต่ก็จะทะยอยกันออกดอก ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนจะมีมากที่สุด แต่บางทีก็เห็นบานกันไปถึงเดือนมกราคมก็มี

    ———————————————————————————————————–

    โลกหยิบยื่นความงดงามและความยิ่งใหญ่สู่สายตามนุษย์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และไม่มีการลำเอียง

    สุดแท้แต่ใครจะสนใจมามองว่าโลกเป็นอย่างไร

    คนที่มีโอกาสได้ไปเห็นความงามของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

    เขาย่อมตระหนักว่าตัวเขาเองนั้นเล็กน้อยและต่ำต้อยเสียเหลือเกิน

    ผิดกับบางคนที่ไม่เคยมามองโลกและธรรมชาติ

    เขาย่อมอหังการว่าตัวเขานี้แน่และยิ่งใหญ่ ในขณะที่ต้นหญ้า

    ดอกหญ้าเล็กๆ

    ก็แอบสงสารเขาอยู่ที่เขายังหลงงมงายอยู่ในโลกอันคับแคบของตัวเอง

    หากคุณมีโอกาส ลองหันมามองธรรมชาติอันงดงามเหล่านี้บ้าง

    คุณอาจจะได้ค้นพบอะไรหลายอย่างที่ได้เคยละเลยไป

    ดังเช่นดอกไม้ดอกหญ้าเล็กๆ เหล่านี้

    เอียงหูฟังดูสิว่า พวกเขาพูดคุยกันว่าอะไรบ้าง


    Tags: , ,

  • ผมขึ้นหัวเรื่องไว้อย่างนี้ หลายคนคงคิดว่า ผมคงจะโฆษณาขาย Battery มือถือหรือเปล่า จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวกันครับ ผมยังจะเขียนเล่าถึงเรื่องลูกของผมอยู่ครับ

    เรื่องมีอยู่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกผมเขาอึดมากเลยครับ บางวันไม่ต้องนอนกลางวันเลย เรียกว่าตื่นเช้ามา 9 โมงกว่า แล้วยาวเลยถึงประมาณ 3 ทุ่ม ถึงจะยอมหลับยอมนอนกับเขา แล้วในระหว่างกัน ไม่มีอาการกระจองอแงแบบเด็กส่วนใหญ่ที่ดื้องอแง เพราะไม่ได้นอนกลางวัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับลิเธียม โพลีเมอร์หรือครับ ไม่ต้องงงครับ ผมไม่ได้เอา ถ่านมือถือให้ลูกกินหรอกครับ เพียงแต่ผมเปรียบเทียบว่าตัวเขาใช้ batter หรือถ่านรุ่นใหม่ล่าสุด ใช้เวลาชาร์จน้อย แต่อยู่ได้นานเป็นวัน ๆ แรก ๆ ผมก็คิดว่า เขาคงใช้ถ่านอัลคาไลน์ เพราะเมื่อก่อนหน้านี้ เป็นเพียงว่า อยู่ทน อยู่นาน ไม่ค่อยหลับ ถ้านอนก็นอนนิดเดียว สมัยเขาอายุ 3 เดือนโดยประมาณ เขานอนครั้งละ 35 นาที อยู่ได้ 4-5 ชั่วโมง นอนกลางวัน 2 ครั้งต่อวัน พอโตขึ้นมาหน่อย สัก 6 เดือนขึ้นไป ก็นอนเหลือวันละครั้ง 35 -60 นาที หลัง ๆ นี้ดีหน่อย นอนวันละครั้ง ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมง (ถ้านอนนะครับ)

    เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะ 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เขาไม่ได้นอนกลางวัน 4-5 หนเลยทีเดียว แบบนี้ ถ้าไม่ใช่ถ่านลิเธียม โพลีเมอร์ ก็คงไม่ไหว แค่ถ่านอัลคาไลน์ ถ่านนิเกิล แคดเมี่ยม หรือ นิเกิล ไฮไดรด์ หรือแม้ ลิเธียม ไออ้อน ชิดซ้ายหมดเลยครับ เดี๋ยวนี้ ใส่ถ่านก้อนเดียว อยู่ได้ทั้งวัน ชาร์จวันละครั้ง 5 ทุ่มถึง 9โมงเช้า รับรอง เอาอยู่ ไม่มีอาการโซซัดโซเซให้เห็น ยิ่งตอนค่ำๆ ตอนที่เริ่มมีแววง่วงนอน ลูกผมจะซนกว่าปกติประมาณ 2 เท่า จะวิ่ง จะเต้น หรือทำอะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา แถมวิ่งเล่นแบบอารมณ์ดีด้วย ไม่ใช่งอแงเหมือนพวกเด็กแบตฯหมดทั้งหลาย สุดยอดจริง ๆ ลูกผม

    ที่ว่าสุดยอด แค่ประชดนะครับ จริง ๆ แล้วผมไม่อยากให้ลูกผมเป็นแบบนี้เลยครับ สุขภาพ รวมถึงพัฒนาการต่างๆ เขาจะแย่ลงแน่ ๆ เขาเชื่ออย่างนั้น ผมคิดว่าคงเป็นพราะตัวผมเอง ผมจะทำงาน และท่องเว็บในช่วงเวลาดึก ๆ ทุกวัน แล้วผมเองก็ตื่นสาย เขาจะตื่นตอนผมตื่นนั่นแหละครับ ถ้าผมตื่นเช้า เขาก็ตื่นเช้า ถ้าผมสาย ก็สายหมด ถ้าวันไหนเขาตื่นสาย ก็เตรียมตัวเตรียมใจได้เลยว่า วันนี้เขาหยิบถ่านลิเธียม โพลิเมอร์มาใส่แน่นอน แล้วคืนนี้เขาจะหมดฤทธิ์เร็วหน่อย ประมาณ 3 ทุ่มก็เรียบร้อย นมยังดูดไม่หวังขวดก็หลับแล้ว

    ยิ่งคิดก็ยิ่งคิดว่าความผิดปกตินี้ เกิดจากตัวผมแน่นอน ธรรมชาติของผมเป็นคนที่นอนดึกมาก ๆ ตื่นไม่เคยเช้า (ตอนเด็ก ๆ ไปโรงเรียนยังไม่คอยจะทันเลย) ถ้าผมยังคงทำกิจวัตรเดิมๆ ต่อไป ผมคงจะถ่ายทอดนิสัยไม่ดีนี้ไปให้ลูกของผมโดยไม่รู้ตัว สงสัยว่า ผมคงต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตอีกครั้งหนึ่งแล้ว นับตั้งแต่แต่งงานมา เปลี่ยนทำไมหรือครับ ก็เพราะ

    “ผมรักลูกของผมมากกว่ารักตัวเอง”

    Tags: , , , ,

  • และแล้วอินโดนีเซียก็ได้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนแรก นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมานั้นนับได้ว่าพลิกล็อกอย่างถล่มทลาย เพราะตัวเก็งที่ว่ากันว่าประชาชนชาวอินโดนีเซียทั้งหลายให้การสนับสนุนก็คือนางเมกาวาตี ซุการ์โนบุตรี ซึ่งชื่อของเธอก็บอกอยู่แล้วว่าเธอเป็นลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีซุการ์โน (ซึ่งเป็นวีรบุรุษผู้เรียกร้องเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ให้แก่อินโดนีเซีย ในยุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตนะ แต่ชื่อคล้าย ๆ กัน)

    ประธานาธิบดี คนใหม่ล่าสุดนี้คือผู้นำกลุ่มมุสลิมผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศขื่อว่า อับดุลราห์มาร วาฮิด ซึ่งก็เป็นพันธมิตรกับนางเมกาวาตีมาก่อน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ในที่สุด นางเมกาวาตีก็ได้กลายเป็นรองประธานธิบดีเช่นกันหลังจากที่ตีหลุดโผอดเป็น ประธานาธิบดีแล้ว ก็เลยทำให้ชาวอินโดฯ โกรธกันใหญ่พากันออกมาเดินขบวนทำท่าว่าความไม่สงบจะบานปลายนั่นเอง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือพลเอกวิรันโต ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ก็จึงตัดสินใจสละสิทธิ์ชิงตำแหน่งเพื่อความสงบแห่งชาติ (ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการประสานงานและความมั่นคง แห่งชาติ)

    ประธานาธิบดี วาฮิดนั้นสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเลย ดวงตาข้างหนึ่งเกือบจะบอดสนิท ดังนั้นใคร ๆ ก็คาดการณ์กันว่ารองประธานาธิบดีเมกาวาตีน่าจะเป็นผู้ที่กุมอำนาจอย่างแท้ จริง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาได้สอง-สามสัปดาห์ผู้คนก็ประจักร์ถึงชั้นเชิงของ ประธานาธิบดีคนใหม่ท่านนี้แล้ว เริ่มตั้งแต่ลงมือสลายฐานอำนาจของกองทัพซึ่งเข้มแข็งครอบคลุมขุมอำนาจทั้ง ประเทศ นับตั้งแต่ได้รับเอกราชตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประธานาธิบดีวาฮิดแต่งตั้งพลเรือเอก เอ เอส วิโดโด เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วในอดีตที่ผ่านมาทหารเรือนั้นมีภาพพจน์ดีที่สุดในเหล่าทัพ การแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่นี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ประธานาธิบดีพยายามจะสลายอำนาจแห่งกองทัพ และจากนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณหนึ่งเดือน ประธานธิบดีวาฮิดก็ออกเดินสายพบปะผู้นำชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มตั้ง แต่สิงค์โปร์, ไทย, ลาว, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ และ เวียดนามตามลำดับ

    ทางด้านติมอร์ตะวันออก กองทัพอินโดนีเซียได้ถอนกำลังชุดสุดท้ายออกไปแล้วอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่คืนวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา อันเป็นการปิดฉากการยึดครองดินแดนแห่งความขัดแย้งแห่งนี้ ซึ่งต้องสังเวยชีวิตผู้คนชาวติมอร์เป็นเรือนแสน อินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ซึ่งนอกจะเต็มไปด้วยเกาะแล้ว ยังประกอบไปด้วยหลายดินแดนที่แตกต่างกันทั้งทางเชื้อชาติและประวัติศาสตร์ อาเจห์ (Aceh) เป็นอีกดินแดนหนึ่งซึ่งมีความขัดแย้งเพราะต้องการเป็นอิสระเช่นเดียวกับติมอร์ตะวันออก อาเจห์อยู่ในจังหวัดอีเรียนจายาและอัมบอนทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ชาวอาเจห์เกือบแสนคนรวมตัวกันเรียกร้องเอกราชเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และในวันเดียวกันนั้นเองกองทัพอินโดนีเซียก็ประกาศว่าจะเริ่มถอนทหารออกจากดินแดนดังกล่าว และยังได้พลโทฟาหรูล์ ราซี ซึ่งเป็นชาวอาเจห์ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ ประธานาธิบดีวาฮิดเองก็ไม่ได้ปฏิเสธท่าทีของชาวอาเจห์แต่อย่างใด หนำซ้ำยังค่อนข้างแสดงท่าทีเห็นด้วย ที่จะเปิดโอกาสให้ชาวอาเจห์ลงประชามติกำหนดอนาคตของตนเอง เช่นเดียวกับที่ชาวติมอร์ตะวันออกได้ทำสำเร็จมาแล้ว แม้จะเผชิญความลำบากแสนสาหัสก็ตาม แต่อิสรภาพนั้นเป็นสัญชาติญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนต้องการ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าใครท่ามกลางสถานการณ์ใด นักวิเคราะห์หลายคนเกรงว่าการยินยอมให้ทั้งติมอร์ตะวันออกและอาเจห์เป็นอิสระ จะนำมาซึ่งความล่มสลายของอาณาจักรอินโดนีเซีย อาจจะเข้าทำนองเดียวกับที่อดีตสหภาพโซเวียตประสบมาแล้ว

    แผ่นดินอินโดนีเซียเพิ่งผลัดท่ามกลางสภาพปัญหารุนแรงในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ, สังคม หรือ การเมือง ประกอบกับประวัติศาสต์อันสลับซับซ้อนเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ถ้าหากเบื่อหนังละครน้ำเน่าตอนหัวค่ำก็ลองหันมาติดตามเรื่องราวจริง ๆ สด ๆ ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียดู บางทีคุณอาจจะมีโอกาสใช้มันก็ได้ในอนาคต ถ้าชะตาชีวิตของเราถึงคราวเคราะห์กรรมร่วมกัน !!!

    Tags: ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    ผมอ่านข่าวเมื่อเช้านี้ในหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่สุดของไทย มีคอล์ลัมน์ซุบซิบดารา แซวดาราสาวคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ค่อยคุ้นหน้านัก ว่าไปถ่ายละครที่ต่างประเทศ แล้วก็นำเงินค่าตัวไปซื้อกระเป๋า KIPLING มา 50 ใบ และบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน ก็มีข่าวของดาราประกอบละครเรื่องเมียหลวง กระโดดอพาร์ทเม้นท์ตาย จากสาเหตุโรคร้ายและรายได้ไม่พอค่าเช่าห้อง

    ความเหลื่อมล้ำของสังคมทุกวันนี้ นับวันจะมีมากขึ้น คนหนึ่งซื้อกระเป๋า KIPLING ทีละ 50 ใบ แต่อีกคนหนึ่งไม่พอจ่ายค่าเช่าห้องกระโดดตึกตาย ผมเชื่อว่าไม่เพียงแค่คนในวงการอุตสาหกรรมมายาเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ ธุรกิจอื่น ๆ ก็เช่นกัน

    ประเด็นที่ผมกำลังจะเขียนถึงในวันนี้ ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมดาราที่มีรายได้ต่างกัน แต่เป็นประเด็นที่ การใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย มักง่าย ไม่มีการใช้สมองตรึกตรอง ก่อนจะใช้อะไรลงไป ไม่มีการเก็บออม และความเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี และเมื่อวันเวลาผ่านไป ความรุ่งเรืองของชีวิตการงานตกต่ำลง ใครจะประกันได้ว่า ดาราคนที่ซื้อ KIPLING ทีละ 50 ใบนั้น จะไม่กระโดดตึกตายด้วยโรคร้ายและเงินทองที่ขาดแคลน ในอีกปีสองปีข้างหน้า

    ผมเชื่อว่า บทเรียนที่ได้จาก IMF ครั้งนี้ทำความเจ็บปวดกับคนกลุ่มหนึ่งพอสมควร รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดว่าในขณะที่มีไม่ได้เก็บหอมรอมริบ เวลาที่หาได้ 100 ก็ใช้ 80 เหลือ 20 พอเวลาชีวิตการงานรุ่งเรือง หาได้ 10,000 ก็ใช้ 9,980 เหลือ 20 เท่าเดิม พอชีวิตผกผัน ตกอับ ก็ล้มทั้งยืน คิดได้ก็ไม่ทันเสียแล้ว แล้วก็บอกตัวเองว่า ” กูไม่น่าเลย ”

    แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจะหาเงินได้ในปีสองปีนี้ หาเงินได้ง่าย และไม่เคยพบเหตุการณ์แบบคนกลุ่มแรก ยังคงใช้เงินแบบอีลุ่ยฉุยแฉก ขาดสติยั้งคิด แบบซื้อกระเป๋าทีละ 50 ใบ ต่อให้ซื้อฝากพ่อแม่ญาติโยมก็ไม่ควรจะถึง 50 ใบ

    คนประเภทนี้ ผมได้พบเห็นมาก็ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ญาติ ๆ ก็ตาม

    คุณเชื่อมั๊ยว่า ญาติคนหนึ่ง เธอมีรองเท้าที่มียี่ห้อดัง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Bally , Christian Dior หรือ อื่น ๆ ในตู้รองเท้าขนาดใหญ่ของเธอไม่ต่ำว่า 100 คู่ ในขณะที่น้ำหอมบนโต๊ะเครื่องแป้งของเธอก็มีน้ำหอมไม่ต่ำกว่า 40-50 ขวด คิดเป็นเงินคร่าว ๆ ไม่น่าจะต่ำกว่าครึ่งล้าน

    เงินครึ่งล้านลงทุนไปกับกลิ่นตัวและตีนคู่หนึ่ง

    ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน (แบบคุณทักษิณว่า) และเงินเดือนเดือนละสี่ถึงห้าพันบาท ต้องหาเงินเป็น 10 ปี และไม่ต้องใช้ ถึงจะได้เงินให้ผู้หญิงโง่ ๆ คนหนึ่งใช้

    ที่ผ่านมาเธอเป็นคนหาเงินได้เก่งมาก รายได้ปีหนึ่งเป็นล้าน ๆ แต่ก็ใช้อย่างไม่บันยะบันยัง จนในที่สุดเมื่อเหตุการณ์วิกฤตมาเยือน ชีวิตก็เปลี่ยนไป ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทุกวันนี้ วันร้ายก็มีคนมายืนทวงเงินหน้าบ้านหลังใหญ่ที่กำลังจะถูกแบงก์ยึด แย่กว่านั้น บางครั้งมีคนยิงปืนที่กระจกหน้าต่างมาขู่ ทั้งผัวและลูกก็อยู่กันอย่างไม่เป็นสุข

    ชีวิตแบบนี้มันน่าอภิรมย์นักหรือไง

    ในขณะที่เพื่อนอีกคน พ่อเธอเป็นชาวสวนที่อยู่ย่านฝั่งธน แต่ไม่หลงไปกับกระแสวัตถุนิยม ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย หาได้น้อยก็ใช้น้อย หาได้มากก็ใช้น้อย บางครั้งอาจจะดูเป็นคนที่ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน แต่ถ้ามองอีกมุม อาจจะเรียกว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามที่ในหลวงพระองค์ท่านตรัสก็เป็นไปได้ เมื่อเหตุการณ์ IMF มาเยือน ก็ไม่มีผลกระทบแม้แต่น้อยกับครอบครัวนี้ วิถีชีวิตก็ยังคงดำเนินไปตามอัธภาพ แต่ก็เป็นชีวิตที่มั่นคง

    ที่เล่ามาเพียงแต่อยากจะบอกว่า คนจะมีจะรวยเขาไม่ได้วัดกันที่คุณหาได้เท่าไร แต่สำคัญคือคุณใช้เท่าไร ถึงคุณหาได้น้อย แต่คุณก็ใช้น้อยกว่าหา คุณก็มีเหลือเก็บ ยามผกผันคุณก็ไม่มีอาการจะเป็นจะตายให้ได้ ในทางกลับกัน ถึงคุณหาได้มาก แต่คุณใช้มากกว่าหา คุณก็ติดลบ คุณก็ไม่เหลือ

    วันหนึ่ง ก็อาจจะปรากฏร่างของคุณนอนกองอยู่หน้าตึกอพาร์ทเม้นท์ จมอยู่ในกองเลือดก็เป็นได้ ใครจะรู้

    Tags: , , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    เย็นวันหนึ่ง ผมเดินเล่นแถวแปลงผักในโรงงานเพื่อน เห็นคนดูแลกำลังพ่นยาใส่แปลงผัก ถามด้วยความซื่อว่า “ทำไมต้องพ่นยาด้วย” เขาตอบว่า “ที่บ้านผมเขาก็ทำกันอย่างนี้ครับ” ฟังดูเหมือนเป็นคำตอบที่ธรรมดามาก เดินไปเรื่อย ๆ ความคิดหนึ่งดันทะลึ่งแวบขึ้นมาในสมอง “ว่ะนี่ความรู้ดั้งเดิมของเกษตรกรไทยเราหรือในการดูแลรักษาแปลงผัก”

    เดือนตุลาคมนี้ นอกจากเป็นช่วงรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพของสังคมไทย เรื่องที่ฮิตอีกเรื่องเห็นทีจะเป็นเรื่องพืชตัดต่อยีนส์ ที่เรียกกันว่า “GMO” เห็นหน่วยงานรัฐ, NGO, และเอกชน พากันถกเถียงกัน จนฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก ว่ามันดีหรือไม่ดีแน่ เป็นอันตรายต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ชาติหรือไม่ แต่ปลายเดือนเห็นข่าวสั้น ๆ เรื่องหนึ่ง แล้ว “ซึมไปเลย” ผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ พากันบ่นว่า ถ้าเราแอนตี้สินค้า GMO ต้นทุนการผลิตของเขาจะสูงขึ้น เพราะว่าครึ่งหนึ่งของถั่วเหลืองที่นำเข้าเป็นอาหารสัตว์ เป็นสินค้า GMO คิดแล้วถึง “บางอ้อ” แล้วสื่อกับรัฐที่ตีปีกเรื่องนี้ตอนนี้ มันมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง พูดตามตรงถ้าพืชตัดต่อยีนส์เป็นอันตราย คนไทยหรือคนทั่วโลกก็ได้เสพย์เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เผลอ ๆ อาจจะมียีนส์บางตัวในร่างกายกลายพันธุ์ มิน่าเล่าสังคมโลกช่วงหลัง ๆ จึงออกอาการเพี้ยน ๆ

    หวนกลับมาคิดแต่ละเรื่องอย่างช้า ๆ แล้วถึงแจ้งว่า เห็นทีความอุดมสมบูรณ์ของไทย “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ชั่วปฏิวัติสีเขียว กลับเปลี่ยนไปคนละเรื่อง ผักปลอดสารพิษหรือข้าวกล้องที่ราคาควรถูก กลับแพงฉิบ กลายเป็นของหายาก ต้นทุนสูง ส่วนผักที่ใช้สารเคมีหรือข้าวขัดขาวกลับถูก ด้วยทฤษฎี “Mass Production” ดังนั้นสิ่งของที่หาง่ายกินง่าย ในสังคมอดีต จึงกลายเป็นของแพงไป

    เหลือบมองโลกธุรกิจ เห็นข่าวทุกวันเกี่ยวกับเรื่องการนำผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมาปรับโครงสร้างหนี้ เป็นที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ หรือห้างเดอะมอลล์จะเปิดไฮเปอร์มาร์ท ต้องนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเข้ามาวางระบบ, ออกแบบรายละเอียดต่าง ๆ แล้วค่าที่ปรึกษาเหล่านี้ล้วนแพงฉิบ อย่างเช่นกรุงไทยจ้างฝรั่งมาปรับโครงสร้างหนี้ ประนอมหนี้อะไรเทือกนั้น ร่วมพันล้านบาท นี่ถ้าเอาเงินก้อนนี้มาตั้งโครงการสนับสนุน “เถ้าแก่หน้าใหม่” ให้พนักงานกรุงไทยร่วมหกพันคนที่ต้องปลดออก มันน่าจะเพิ่ม GDP ให้ประเทศได้ และป่านนี้มู้ดดี้อาจจะปรับเรทติ้งไทยเราแล้ว

    นึกแล้วคิดถึงยุค ศรีอริยะ ที่บอกว่าอาจารย์เมืองนอกที่เรียนมาไม่เคยสอนวิธีสร้างทฤษฎี มีแต่ลอกทฤษฎีมาประยุกต์ มันจริง ทฤษฎีที่เรานำมาใช้ปัจจุบันมันเป็นของนอก และเวลาประยุกต์ก็อยู่บนสมมติฐานของภูมิประวัติศาสตร์ของประเทศเจ้าของทฤษฎี ซึ่งแตกต่างกันมากกับสังคมไทยเรา เพราะแต่ละท้องถิ่นล้วนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นหนทางง่าย ๆ ก็ออกกฎหมายให้สังคมไทยมีสภาพใกล้เคียงกับประเทศเจ้าของทฤษฎี เสร็จแล้วมันก็ง่าย เมื่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมเราคล้ายเขา ก็ก๊อปปี้วิธีการมาประยุกต์เลย เสร็จเรียบร้อย และง่ายดี ตามเด็กดีไอเอ็มเอฟ ต่างกับมาเลเซีย ที่ใช้นโยบายซิเนตร้า ล่อจนไอเอ็มเอฟต้องสยบ กลับมาง้อคืนดี

    เมืองไทยเราไม่ใช่ไม่มีทางออกด้วยตัวของตัวเอง ถ้าเราจำคำว่า “สยามเมืองยิ้ม” ได้ ชื่อนี้ไม่ใช่บอกว่าคนไทยยิ้มง่าย หรือชอบความบันเทิง แต่เป็นเพราะภูมิประเทศเรามีความสมบูรณ์ ผู้คนไม่เดือดร้อนต่อการทำมาหากิน ช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ เช่น ลงแขก, งานกฐิน เป็นต้น จึงอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก แต่ทุกวันนี้ปัจจัยชี้ขาดเศรษฐกิจและสังคม กลับตกอยู่ที่คำว่า “เงิน” คำเดียว ดังนั้นการผูกขาดการค้าจึงกลายเป็นสิ่งที่เจริญในสังคม แต่ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดรายได้ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ยกตัวอย่างร้านโชห่วย เดี๋ยวนี้สูญพันธุ์ เสร็จร้านสะดวกซื้อไปแล้ว ซึ่งความจริงบาทวิถีบ้านเรา, ตลาดน้ำ หรือตลาดบก มีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหล และสินค้าก็หลากหลายพอกับร้านค้าสมัยใหม่ ถ้าเรากลับมาพัฒนาชุมชนของเราให้จุนเจือกันได้ แน่นอนเราต้องประยุกต์วิธีการจัดการสมัยใหม่เข้าร่วมด้วย เพื่อตรงรสนิยมตลาด ตัวอย่างคุณภาพและความสะอาด รับรองว่าสู้รูปแบบร้านที่นำเข้าจากต่างประเทศได้แน่นอน ซึ่งปัจจุบันโครงการบางโครงการของกรุงเทพ ก็เป็นตัวอย่างที่นำร่องได้ดี เช่น ปิดถนนคนเดิน แต่มันไม่ควรเป็นโครงการประชาสัมพันธ์ ควรเป็นโครงการยกระดับรายได้ของคนในสังคม ซึ่งน่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีได้ และไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาราคาแพงมาดูแล ซึ่งงบสมาชิกเขต สามารถมาสนับสนุนได้อย่างสบาย ๆ ไม่ใช่มัวแต่เล่นกับงานโยธาอย่างเดียว โครงการซิเนตร้าแบบนี้ ไม่ทราบใครสนใจบ้าง . . . . . (เงียบ).

    Tags: ,