ฝนสุดท้ายเพิ่งซาลงไปเมื่อไม่กี่วัน หลังเทศกาลออกพรรษาในราวเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี สัมผัสแรกที่ผู้คนมักตื่นเต้นลิงโลดยินดี เมื่อผิวกายได้สัมผัสกับสายลมเย็นจนรู้สึกขนลุกซู่ เรามักจะรู้จักช่วงเวลานี้ว่า “ปลายฝนต้นหนาว” ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทองช่วงหนึ่งของนักนิยมธรรมชาติ ที่จะได้ยลโฉมสคราญของสาวน้อยกลางผืนป่า ซึ่งในแต่ละปีจะมีเพียงช่วงนี้ช่วงเดียวเท่านั้นที่ดอกไม้ต่างๆ จะพร้อมใจกันผลิบานเต็มทุ่งไปหมด มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่สีเหลือง , ขาว , ม่วง , ชมพู , แดง ละลานตา จากต้นนั้นสู่ต้นนี้ จากหย่อมนั้นสู่หย่อมนี้ จากกอนี้สู่กอนั้น จากทุ่งนี้สู่ทุ่งนั้น ดารดาษไปด้วยดอกไม้เล็กๆ ที่ช่วยประดับโลกไว้อย่างสวยงาม
หากใครได้ไปเที่ยวป่าช่วงนี้ นอกจากจะได้ความชุ่มฉ่ำของสายฝนแล้ว น้ำตกก็ยังมีความงดงามมากกว่าช่วงอื่นๆ เพราะเป็นช่วงที่มีน้ำมาก น้ำตกก็ดูเต็มตาด้วยสายน้ำที่ถั่งโถมกันลงมา อีกทั้งดอกไม้น้อยใหญ่ก็อวดโฉมแข่งกันมากมาย และสถานที่ที่จะได้พบกับสาวน้อยทั้งหลายก็คงต้องเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ ที่ยังคงความสมบูรณ์งดงามของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ทุ่งหญ้ากับหมู่มวลดอกไม้ยามหลังฝน
อาณาเขตของมวลดอกไม้ในยามนี้นั้นต้องพุ่งเป้าไปยังภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานของไทยนั่นเอง เหตุเพราะว่า ไม่ว่าคุณจะไปตามที่แห่งใดในอีสานตอนเหนือลงมาตอนกลางเรื่อยไปสู่ตอนล่าง คุณก็จะได้พบเห็นดอกไม้งามตามทุ่งหญ้าและโขดหินต่างๆ มากมายหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นที่ชื้นแฉะมีน้ำขังอยู่เล็กน้อย จะมีต้นไม้ลักษณะคล้ายต้นหญ้าเล็กๆ ขึ้นเต็มทั่วไปหมด แต่ต้นหญ้าเหล่านี้ไม่ใช่ต้นหญ้าอย่างที่คิด เพราะต้นไม้เล็กๆ เหล่านี้ ชูช่อไปด้วยดอกไม้สีสันงามตาเต็มทั่วไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ล้มลุก ออกดอกฤดูเดียวคือช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้เอง บางชนิดก็เป็นพืชกินแมลง บางชนิดก็เป็นพืชติดดิน บางชนิดก็เป็นหญ้าชนิดหนึ่ง แต่ก็อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มที่พบเห็นได้ง่ายและหลากหลายที่สุดคือกลุ่มของดอกดุสิตา , มณีเทวา, หญ้าข้าวก่ำ , สร้อยสุวรรณา และทิพเกสร ดอกไม้กลุ่มนี้ขอเรียกชื่อแทนว่า “กลุ่มยอดนิยม”
กลุ่ม ยอดนิยม มักจะพบเห็นดอกไม้อยู่ห้าหกชนิดขึ้นปะปนตามที่ชื้นแฉะข้างทางต่างๆ อยู่เสมอ พบขึ้นกระจายทั่วทุกบริเวณในภาคอีสาน เช่น ภูหลวง, ภูกระดึง, น้ำหนาว, ทุ่งแสลงหลวง, ภูพาน, ภูเขียว, ผาเทิบ, ผาแต้ม ลงมาจนถึงเขาใหญ่ปราจีนบุรี เมื่อพบเห็นกลุ่มยอดนิยม ผู้คนมักตื่นเต้นกับความงามของพวกเธอ ที่แข่งกันชูช่ออวดความงามกันอย่างหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง ทุ่งดอกไม้ล้มลุกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเห็นจะไม่พ้น ทุ่งโนนสนในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เพราะกินอาณาบริเวณที่กว้างไกลและมีพันธุ์ไม้ดอกขนาดเล็กขึ้นกันแน่นเต็มไป หมด ดอกไม้ต่างๆเหล่านี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงชื่นชม และได้ทรงตั้งชื่อดอกไม้หลายชนิดไว้อย่างไพเราะ เช่น ดุสิตา , ทิพเกสร , สร้อยสุวรรณา , มณีเทวา , สรัสจันทร์ เป็นต้น

ดุสิตา Utricularia delphinioides Thor. ex Pell.
ดอกไม้งามในกลุ่มยอดนิยม ที่เด่นเป็นสง่ากว่าเพื่อนเห็นจะไม่พ้นดุสิตาไปได้ เพราะรูปงามนามก็เพราะสีสันก็เตะตาด้วยม่วงขนาดกำลังดี จริงๆ แล้วเธอเป็นดอกไม้กินแมลง เพราะมีถุงลมที่มีรากไว้ดักจับสัตว์กินได้ พืชกินแมลงในเมืองไทยมีอยู่ 3 สกุลใหญ่ๆ คือ Nepenthes หรือที่รู้จักกันว่าต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง หรือน้ำเต้าลมนั่นเอง อีกสกุลคือ Drosera หรือหยาดน้ำค้างและหญ้าน้ำค้าง ที่จะมีตุ่มใสๆ เกาะอยู่ตามขนดักจับแมลงได้ อีกสกุลคือ Utricularia ซึ่งก็คือดุสิตาของเรานั่นเอง
จะว่าไปพืชกินแมลงนี้มีคุณลักษณะพิเศษก็คือ สามารถทนอยู่ในที่แห้งแล้งโหดร้ายได้ดี สาเหตุที่พวกเขาต้องดักจับแมลงกินเพราะว่า สภาพแวดล้อมที่อยู่นั้น มีสภาพเป็นกรดหรือมีธาตุอาหารพวกไนโตรเจนน้อย โดยเฉพาะที่มีพื้นดินปนทรายอยู่มาก พืชต่างๆ ก็ต้องปรับตัวหาอาหารกันสารพัดวิธี เกิดเป็นพืชหากินวิธีแปลกๆ หลายชนิด เช่นพืชพวกอิงอาศัย, กาฝาก, พืชเบียนต่างๆ แต่พวกที่พิศดารก็พวกกินแมลงนี่แหละเพราะพวกเขาไม่ชอบอาหารมังสวิรัตแบบพืช อื่นๆ กลวิธีก็แตกต่างกันไป บ้างก็ทำหม้อไว้ดักแมลง บ้างก็สร้างตุ่มน้ำเหนียวๆ ไว้รอแมลงซื่อบื้อบินมาชน หรือมีถุงลมแบบดุสิตานี่แหละ
ในกลุ่มยอดนิยมที่เห็นขึ้นมากกว่าเพื่อนก็ต้องยกให้มณีเทวา หรือชื่อที่เรียกกันทั่วไปก็คือ กระดุมเงิน ลักษณะเป็นต้นหญ้าสูงไม่เกินคืบ ปลายต้นเป็นดอกกลมๆ ขาวๆ น่ารักมาก ขึ้นดารดาษทั่วไปหมด ถ้าในพื้นที่ของกลุ่มยอดนิยม กระดุมเงินเธอจะชำนาญในการแย่งพื้นที่ชาวบ้านได้เก่งที่สุด รองลงมาก็เป็นดุสิตา แต่กระดุมเงินเธอไม่นิยมแมลงแบบดุสิตา เธอน่าจะชอบน้ำกับความชื้นอย่างเดียว ช่วงน้ำแล้งเราจะไม่เห็นเธอเลย เพราะเธอมีเหง้าเป็นหัวอยู่ใต้ดิน พอปลายฝนต้นหนาวเธอก็โผล่ขึ้นมาพรึ่บๆ อย่างที่เห็นนี่แหละ

กระดุมเงิน Eriocaulon henryanum Ruhle กับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง

หญ้าน้ำค้าง Drosera indica Linn. กับดอกดิน Burmania coelestris
ในกลุ่มนี้ยังมีดอกอื่นๆ อีกเช่น ดอกดิน หรือหญ้าดอกเสือ กลีบใบกลมเป็นแฉกๆ สีม่วง สมเด็จพระราชินีฯ ทรงพระราชทานนามว่า “สรัสจันทร์” ดอกดินนี้ถ้าอยู่ใกล้หญ้าข้าวก่ำที่ขึ้นสมบูรณ์เป็นแผงๆ แล้วก็จะรู้ได้ว่าไม่ใช่ชนิดเดียวกัน เพราะหญ้าข้าวก่ำจะออกเป็นช่อๆ ช่อละสองแฉก แฉกหนึ่งมีหลายดอกตั้งแต่ 2 ถึง 8 ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็น 3 ปีก ดูแล้วอลังการดี

หญ้าข้าวก่ำ Burmannia disticha

สร้อยสุวรรณาในหมู่กระดุมเงิน
นอก จากนี้ก็มีดอกไม้สีเหลืองอีกเช่น สร้อยสุวรรณาขึ้นเป็นช่อๆ สลับกันไป หรือถ้าดูดีๆ ที่พืชใต้ต้นของดอกไม้สวยเหล่านี้จะเห็นดอกสีเขียว ๆ มีขนสีแดงแหลมๆ ที่ขนมีตุ่มน้ำใสๆ อยู่ที่พื้นดินแฉะๆ ขนาดสักหัวแม่โป้ง ก็จงเข้าใจได้เลยว่านั่นหล่ะเขาล่ะ หยาดน้ำค้างหรือจอกบ่วาย พืชกินแมลงอีกชนิดหนึ่ง เขาจะชอบแซมอยู่กับชาวบ้านอย่างนี้แหละไม่ชอบอยู่เดียวดาย หรือมองถัดไปอีกก็อาจจะเห็นหญ้าประหลาดสีแดงมีขนและตุ่มน้ำเหนียวๆเหมือนกัน แต่อ้าแขนจังก้าอยู่กับต้นหญ้าดอกหญ้าอื่นๆ ก็เขาล่ะ หญ้าน้ำค้างนั่นเอง แมลงตัวไหนอย่าได้บินผ่านไปเชียว

ดอกของต้นหญ้าน้ำค้าง

เหลืองพิศมร Spathoglottis affinic กล้วยไม้ดินมีหัวสะสมอาหาร
เดินไปอีกหน่อยเห็นดอกสีเหลืองเป็นกอๆ ชูช่อไสว ดอกใหญ่กว่าพวกยอดนิยมมากนัก เขาเรียกกันว่า เหลืองพิศมร รายนี้ไม่ใช่ดอกหญ้า แต่เป็นดอกกล้วยไม้ขึ้นอยู่ตามพื้นดินก็เลยเรียกกล้วยไม้ดิน เธอเองก็งามอยู่แล้ว แต่พอแสงแดดส่องย้อนเข้ามาทางด้านหลัง ทำให้กลีบอันสว่างของเธอ เรื่อเรืองด้วยแสงขึ้นมาอีก ทำให้เธอยิ่งงดงามขึ้นยิ่งนัก

เอื้องบายศรี Eria albidoto mentosa (Bl.) ขึ้นเป็นกลุ่มๆ
ดอกกล้วยไม้อีกชนิดที่จะพบเห็นได้มากมายก็คือ เอื้องบายศรี โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตอนดอกเขาบาน เวลาเราเดินผ่านอาจจะมองไม่ค่อยเห็นว่าเป็นดอกไม้ ต้องมองแบบพินิจพิเคราะห์สักหน่อย ถึงจะเห็นว่าเป็นดอกกล้วยไม้ เพราะมีขนาดเล็ก และสีสันไม่จัดจ้านแบบดอกไม้อื่นๆ คนเลยไม่สนใจนัก แต่ถ้าก้มลงมองดูดีๆ เขาก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน ที่สำคัญเวลาเขาบานแล้วจะมีจำนวนมากมาย เดินดูแล้วเพลินตาดีไปอีกแบบ
ใครได้ขึ้นไปภูสอยดาวสักครั้งในตอนนี้คงได้ยลโฉมหงอนนาคหรือน้ำค้างกลางเที่ยง สีม่วงสดสวยอร่ามเต็มทุ่งหญ้าไปหมด ตอนเช้าเธอจะขี้อายไม่ยอมบาน แต่พอแดดออกจัดๆ ตอนเที่ยงหรือตอนบ่าย ก็จะบานกะโท่โล่ ตรงส่วนล่างของดอกก็จะมีหยดน้ำติดอยู่ให้เห็นแทบทุกดอก แม้จะเป็นตอนเที่ยงที่มีแดดจ้าก็ตาม เลยได้ชื่อว่า น้ำค้างกลางเที่ยงไงล่ะ ที่ภูสอยดาวน่าเที่ยวที่สุดก็ตอนนี้แหละ ไปภูสอยดาวไม่ได้เห็นดอกหงอนนาคก็ถือว่ายังไม่ถึงภูสอยดาวนะ

ดอกหงอนนาค หรือ น้ำค้างกลางเที่ยง Muradannia giganteum

กุง หรือ หญ้าบัว Xyris pauciflora Willd.
ในระหว่างที่นั่งรถไปไหนต่อไหนในภาคอีสาน ช่วงนี้เหลือบมองดูดีๆ ตามข้างทางจะเห็นทุ่งนาดอกไม้สีเหลืองอร่ามทั่วทุ่งนั่นก็คือ ดอกกุง หรือหญ้าบัว ดอกไม้สีเหลืองขนาดเล็ก ที่ชาวบ้านเขาปลูกตัดดอกช่อไว้ขายเป็นดอกไม้แห้งประดับแจกัน ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นต้นไม้ประเภทหญ้า ขึ้นทั่วไปตามทุ่งนาทุ่งหญ้าภาคอีสาน ดอกจะบานชั่วไม่กี่วันก็เหี่ยวไป แต่ก็จะทะยอยกันออกดอก ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนจะมีมากที่สุด แต่บางทีก็เห็นบานกันไปถึงเดือนมกราคมก็มี
———————————————————————————————————–
โลกหยิบยื่นความงดงามและความยิ่งใหญ่สู่สายตามนุษย์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และไม่มีการลำเอียง
สุดแท้แต่ใครจะสนใจมามองว่าโลกเป็นอย่างไร
คนที่มีโอกาสได้ไปเห็นความงามของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
เขาย่อมตระหนักว่าตัวเขาเองนั้นเล็กน้อยและต่ำต้อยเสียเหลือเกิน
ผิดกับบางคนที่ไม่เคยมามองโลกและธรรมชาติ
เขาย่อมอหังการว่าตัวเขานี้แน่และยิ่งใหญ่ ในขณะที่ต้นหญ้า
ดอกหญ้าเล็กๆ
ก็แอบสงสารเขาอยู่ที่เขายังหลงงมงายอยู่ในโลกอันคับแคบของตัวเอง
หากคุณมีโอกาส ลองหันมามองธรรมชาติอันงดงามเหล่านี้บ้าง
คุณอาจจะได้ค้นพบอะไรหลายอย่างที่ได้เคยละเลยไป
ดังเช่นดอกไม้ดอกหญ้าเล็กๆ เหล่านี้
เอียงหูฟังดูสิว่า พวกเขาพูดคุยกันว่าอะไรบ้าง