• sarasarn_banner31

    ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2542 ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 ราคา 3 บาท (ค่าโทรศัพท์)

    เรื่องจากปก : ปรีดี พนมยงค์ - ป๋วย อึ้งภากรณ์ สองคน คนธรรมดา

    “คนธรรมดาสองคน ที่กล้าทำในสิ่งที่ดีงามให้กับแผ่นดินบ้านเกิด โดยไม่เกรงต่อขวากหนามใด ๆ ด้วยจิตสำนึกของความเป็นไท ดังนั้นเรื่องที่ท่านฝากไว้ กาลเวลาได้พิสูจน์ได้ว่าเป็นการมองการณ์ไกล ซึ่งบางครั้งสังคมก็ตามไม่ทัน จนเป็นผลร้ายต่อตัวท่าน ถูกกล่าวร้ายว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” จนต้องระเหเร่ร่อนนอกแผ่นดินไทย”

    ตาสีถาม ตาสาตอบ : ค่านิยม

    “เอ็งพูดอาจจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ข้าว่าเดี๋ยวนี้คุณภาพการศึกษามันต่ำลง เด็กมัวแต่จดจากอาจารย์ ท่องจำแต่ส่วนที่อาจารย์บอกว่าจะออกข้อสอบ มันง่ายต่อการตรวจ แต่ความรู้ที่เด็กได้รับกลายเป็นอะไรที่ฉาบฉวย ถ้าร่ายสาเหตุก็เป็นไปได้ว่าค่าตัวอาจารย์แพง เด็กมากขึ้น ทางมหาวิทยาลัยไม่มีปัญญาจ้างอาจารย์ได้มากขึ้น สัดส่วนเด็กกับอาจารย์จึงต่างกันมาก การสอนแบบท่องจำมันจึงง่าย ได้ประสิทธิภาพต่อหน่วยสูง”

    เคาะฝาโลง : ความรู้บ้านเรา หายไปไหน

    “ถ้าเราจำคำว่า “สยามเมืองยิ้ม” ได้ ชื่อนี้ไม่ใช่บอกว่าคนไทยยิ้มง่าย หรือชอบความบันเทิง แต่เป็นเพราะภูมิประเทศเรามีความสมบูรณ์ ผู้คนไม่เดือดร้อนต่อการทำมาหากิน ช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ”

    ใต้ฟ้าสีคราม : ดอกไม้งามยามหลังฝน

    “ใครได้ขึ้นไปภูสอยดาวสักครั้งในตอนนี้คงได้ยลโฉมหงอนนาคหรือน้ำค้างกลางเที่ยง สีม่วงสดสวยอร่ามเต็มทุ่งหญ้าไปหมด ตอนเช้าเธอจะขี้อายไม่ยอมบาน แต่พอแดดออกจัดๆ ตอนเที่ยงหรือตอนบ่าย ก็จะบานกะโท่โล่ ตรงส่วนล่างของดอกก็จะมีหยดน้ำติดอยู่ให้เห็นแทบทุกดอก แม้จะเป็นตอนเที่ยงที่มีแดดจ้าก็ตาม เลยได้ชื่อว่า น้ำค้างกลางเที่ยงไงล่ะ”

    เดินถนนคนชั้นกลาง : มันไม่สำคัญที่หา แต่สำคัญที่ใช้

    “และเมื่อวันเวลาผ่านไป ความรุ่งเรืองของชีวิตการงานตกต่ำลง ใครจะประกันได้ว่า ดาราคนที่ซื้อ KIPLING ทีละ 50 ใบนั้น จะไม่กระโดดตึกตายด้วยโรคร้ายและเงินทองที่ขาดแคลน ในอีกปีสองปีข้างหน้า”

    Tags: ,

  • ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 40-50 ปีมาแล้วบนถนนเสือป่ามีร้านข้าวต้มกุ๊ยชื่อดังอยู่ 2 ร้าน เพราะมีนักการเมืองอย่างพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือนักหนังสือพิมพ์จากสำนักพิมพ์เกียรติศักดิ์ แวะไปชิมอยู่เนืองๆ เรียกว่าเป็น 2 ร้านเอกของเมืองกรุงในขณะนั้นเลยทีเดียว และถือได้ว่าเป็นทั้งสองแห่งเป็นตักศิลาของร้านข้าวต้มกุ๊ยยุคต่อๆมา สองร้านที่ว่าคือ “ลิ้มฮ้อง้วน” และ “อังลักเปียง” ลูกจ้างที่ผ่านงานจากสองร้านดังกล่าว ต่อมาได้ออกมาเปิดร้านเป็นเถ้าแก่เองเยอะแยะ ใครเข้าไปทำงานที่สองร้านนี้ก็เปรียบเสมือนเข้าไปฝึกวิทยายุทธ์ยังไงยังงั้น

    และเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ขณะนั้นในซอยทองหล่อยังเงียบสงบเพราะเป็นซอยตัน ไม่ได้ถูกตัดทะลุไปออกถนนเพชรบุรีตัดใหม่และมีร้านอาหารมากมายอย่างปัจจุบันนี้ คนแถวนั้นจะรู้ดีว่าที่นี่เป็นถิ่นพำนักของคหบดีของเมืองไทยหลายคน เช่น คุณบุญชู โรจนเสถียร เป็นต้น หน้าปากซอยจะมีร้านขายของไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ดอกไม้ รวมทั้งร้านอาหารอยู่บ้าง ผมจำได้ว่ามีโอกาสไปกินอาหารที่ร้านข้าวต้มกุ๊ยร้านหนึ่ง ซึ่งมีคนเยอะมาก ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงตะโกนโหวกเหวก ทำให้เด็กๆอย่างเรารู้สึกตื่นตาตื่นใจไปด้วย จากนั้นก็ไม่ได้ไปอีกเลย จนมารู้ว่าที่บริเวณนั้นถูกเรียกคืนทำให้เจ้าของร้านต้องระหกระเหินไปหาที่ใหม่ แต่ก็ไม่ไกลกันนัก คือ เมื่อออกจากซอยทองหล่อแล้วเลี้ยวขวาเลยไปถึงโรงแรมเร็กซ์ ริมถนนสุขุมวิท ถัดไปอีก 5-6 ห้องแถว ก็จะพบร้านข้าวต้มกุ๊ยที่ชื่อว่า “แสงชัยโภชนา” โดยมีอาแป๊ะเจ้าของร้าน ที่เมื่อก่อนนี้แกเป็นลูกจ้างร้านลิ้มฮ้อง้วน หนึ่งในสองร้านที่มีชื่อเสียงนามกระเดื่องเกียรติภูมิสูงส่ง..ว่าเข้านั่น

    เมนู อาหารของร้านข้าวต้มกุ๊ยทั่วไปจะคล้ายๆกัน แต่จะอาหารจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบ และคุณภาพของเครื่องปรุงต่างๆโดยจะมีคนเตรียมอาหารที่เรียกว่า “เถ่าชิ้ว” หยิบนู่นนิดนี่หน่อยใส่จานส่งไปให้ห้องครัว ซึ่งกุ๊กจะต้องเป็นคนที่คล่องแคล่วมาก สามารถประกอบอาหารหลายๆ อย่างได้ในเวลาพร้อมๆ กัน อาจจะมีลูกมือช่วยบ้าง ก็จะเป็นอาหารที่ทำง่ายๆ แต่ถ้าเป็นจานเด็ดจะต้องให้กุ๊กมือหนึ่งนี่แหละเป็นคนทำ มิฉะนั้นเวลาลูกค้าชิมแล้วรู้ว่ารสชาติไม่เหมือนเดิม เป็นหนีเตลิดไปหมดไม่กลับมาอุดหนุนอีก หลายๆร้านที่ต้องปิดไปก็เพราะสาเหตุนี้ คือเมื่อลูกค้าเยอะหน่อยคุณภาพก็ลดลงเป็นทฤษฎีผกผันกันไป

    รายการอาหารแนะนำของร้านแสงชัยโภชนา นอกจากอาหารตุ๋นประเภทต่างๆ เช่น เป็ดตุ๋นมะนาวดอง มะระซี่โครงหมู เป็นต้นแล้ว ยังมีต้มยำกุ้ง, ผัดแขนงหมูกรอบ, ผัดถั่วงอกเต้าหู้หมูสับ ผัดกระเพาะปลาทอดกรอบ, ผัดเห็ดเข็มทองกุ้ง, ไข่เยี่ยวม้ากระเพากรอบ, ไก่ผัดเม็ดมะม่วง, ปลาหมึกผัดไข่แดง และอื่นๆ อีกมากมาย ชอบแบบไหนสั่งมาชิมได้เลย รับรองรสชาติถูกปากทั้งไทยและเทศ เรียกว่าฝรั่งกินได้คนไทยกินดียังไงยังงั้น และสำหรับคนที่ชอบน้ำเมรัยนั้น อาหารจำพวกยำ เช่น ยำไข่เค็ม ยำหมูกรอบ ที่นี่ก็ทำได้รสชาติแซ่บอีหลี…พูดแล้วน้ำลายไหล สนนราคาก็ไม่แพงเกินไป ที่สำคัญลูกๆ เถ้าแก่ออกมารับรองลูกค้าเอง ไม่ได้นั่งเต๊ะจุ๊ยเอาแต่คอยเก็บเงินอย่างเดียว ดังนั้น มีอะไรติชมได้เต็มที่ และตอนนี้ทางร้านติดตั้งเคเบิ้ลทีวีให้ลูกค้าได้ดูกีฬารายการสำคัญๆ ด้วย เอาใจกันขนาดนี้ไม่แวะไปชิมก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไปแล้ว…สวัสดี

    Tags: ,

  • โดย… นายพันเกวียน

    มีคนกล่าวว่า ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูสังคมที่ตนเองสังกัดอยู่ มันช่างจริงเสียนี่กระไร ทุกวันนี้แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ความอยุติธรรมในสังคมก็ยังมีอยู่แพร่หลาย ความยากจนของคนไทยมีอยู่มาก ช่องว่างของระดับรายได้ยิ่งมายิ่งเพิ่มสูง คนตกงานเพียบ และอาชญากรรมยังมีให้เห็นบนหน้าข่าวจนชินตา ขนาดลูกหมายังถูกเชือดคอได้ในทำเนียบ สุดยอดแล้วครับ

    robkuan_5-image

    เกริ่นไปตั้งนาน อยากจะชักชวนให้ท่านชมละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง “มือปืน” เนื้อหากำลังเข้มข้น เหมาะกับสังคมไทยยุคนี้พอดี ตัวเอกของเรื่องเป็นทหารผ่านศึกเวียดนาม สอดคล้องกับการที่ไทยส่งกำลังพลไปติเมอร์พอดี และผลของสงครามทำให้เขาสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง หลังจากได้รับการรักษา หลวงท่านก็มอบขาเทียมให้ข้าง พร้อมเงินอีกจำนวนหนึ่ง แล้วจ่าสมหมายก็ต้องมาเผชิญกับเวรกรรมแบบสังคมไทย ๆ ดิ้นรนด้วยตัวเอง

    นิสัยจ่าสมหมายเป็นคนดี รักชาติ เห็นได้ขนาดเสียขาไปข้าง แต่ใครว่ากระทบถึงสงครามเวียดนาม แกจะพูดด้วยความภูมิใจว่า “เป็นการรับใช้ชาติ” แต่ชะตากรรมเล่นตลกกับแก ลูกสาวคนเดียวมาป่วยหนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษา เสียค่ายาราคาแพง สุดที่จะจุนเจือได้ด้วยอาชีพสุจริตของงานช่างตัดผม และไม่รู้จะไปพึ่งใคร จบลงด้วยการเป็นมือปืน เพื่อหาเงินมารักษาลูกสาวตัวเอง

    จุดสะเทือนใจของละครนี้อยู่ที่สังคมไทยไม่มีหลักประกันสังคมให้คนที่ด้อยโอกาส เด็กหญิงป่วยหนัก หมอรักษาหายตามหน้าที่ โรงพยาบาลก็เรียกเก็บเงินตามหน้าที่ และลูกหนี้ที่ดีก็ต้องกระเสือกกระสนหาเงินมาจ่ายตามหน้าที่ เป็นหลักการที่ดีของทุนนิยม ซึ่งทำให้ทางเดินของคนดีคนหนึ่งต้องตีบตัน โรงพยาบาลควรจะเป็นแหล่งที่ช่วยเหลือสังคมตามมนุษยธรรม กลับซ้ำเติมสังคมตัวเอง ทำให้วิถีชีวิตของจ่าสมหมายเปลี่ยนไป

    ผมดูละครถึงตอนนี้ ช่างสะท้อนใจ สังเวชสังคมที่ตนเองอยู่ ถึงกับซึมไปเลย ค่าของคนถูกกำหนดด้วย “เงิน” เป็นสัจจะความจริง ยิ่งกว่าจริงจากฉากนี้ ละครเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นอะไรดี ๆ อีกมาก ตัวอย่างอีกเรื่องคือ “อำนาจของสื่อ” ขนาดเมื่อก่อนสื่อที่มีอิทธิพลมีแค่หนังสือพิมพ์ ยังสามารถสร้างพระเอกและผู้ร้าย ให้คนจ่ายเงินสนุกสนานได้ไปวัน ๆ ขาดการวิเคราะห์ข่าว ซึ่งปัจจุบันสื่อหลายกลุ่ม ก็ยังนิยมเล่นเขียนนิยายเป็นตอน ๆ มอมเมาผู้อ่าน นี่แหละที่เขาเรียกกันสวยหรูว่า “ความต้องการของตลาด”

    อุดม เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ถึงแม้ว่าจะมีพฤติกรรมที่ดูหยาบกร้าน แต่ก็ซื่อสัตย์กับหน้าที่ การที่พลาดยิงใส่เพื่อนตำรวจและ “ไอ้มือดำ” เพราะเห็นคนร้ายฆ่าลูกชายคนเดียวกัน จึงบันดาลโทสะ ยิงจนคนร้ายตาย สื่อเล่นข่าวทันทีว่า “ตำรวจคลั่ง” เป็นผู้ร้ายในสายตาผู้อ่านทันที และต้องจบชีวิตราชการตำรวจไปเป็นมือปืนอีกคน นี่แหละอำนาจของสื่อ

    เนื้อหาละครแม้จะย้อนยุคไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี แต่มันยังสร้างความสะเทือนใจได้ดียิ่ง ภาพอัปลักษณ์ของละคร ปัจจุบันก็ยังมีปรากฎให้เห็นจนชินไปตามความรู้สึก นี่แหละอย่างที่เกริ่นไว้ “ละครสะท้อนสังคม”.

    Tags: ,

  • วิตามินและเกลือแร่เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการ แม้ว่าเราจะต้องการวิตามินและเกลือแร่บางชนิดในประมาณเล็กน้อยก็ตาม ร่างกายของเราได้รับวิตามินส่วนใหญ่จากอาหาร แต่ก็มีวิตามินบางชนิดที่มีการสร้างขึ้นเองได้

    ด้วยเหตุที่ว่าอาหารเป็นแหล่งใหญ่ของวิตามินและเกลือแร่นี้เอง ดังนั้น เมื่อใดที่เรารับประทานอาหารอย่างไม่เพียงพอ หรือมีนิสัยการรับประทานที่ไม่ถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะทำให้เราขาดวิตามินได้ง่ายเหมือนกัน พฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ถูกต้องนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่ในคนที่มีฐานะ ทางเศรษฐกิจดี และด้วยเหตุนี้จึงเป็นช่องทางให้มีการผลิตวิตามินสำเร็จรูปและอาหารเสริม ชนิดต่าง ๆ ออกมาขายอยู่มากมาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าเรามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานเสียใหม่ ก็คงไม่ต้องไปพึ่งพาวิตามินสำเร็จรูปหรืออาหารเสริมเหล่านี้เลย

    ต่อไปนี้คือหลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เราไม่ต้องรับประทานวิตามินเสริม

    เคี้ยวอาหารให้ละเอียดและอย่ารับประทานอย่างรีบเร่ง เมื่อเคี้ยวไม่ละเอียด อาหารที่กลืนลงไปก็จะมีขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ผิวของอาหารที่จะสัมผัสน้ำย่อยมีน้อย เมื่อน้ำย่อยเข้าไปคลุกเคล้ากับอาหารไม่ทั่วถึง สารอาหารต่าง ๆ ก็ถูกย่อยออกมาน้อย วิตามินและเกลือแร่ที่อยู่ในอาหารก็ออกมาน้อยลงไปด้วย

    เปลี่ยนนิสัยการรับประทานและดื่ม เครื่องดื่มที่ร้อนจัด อาหารรสจัด อาจเป็นสาเหตุให้เยื่อบุในระบบย่อยอาหารอักเสบ ทำให้การหลั่งน้ำย่อยลดลง

    งดแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะทำลายตับ ตับอ่อนซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการย่อยและการเผาผลาญอาหาร นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังมีส่วนทำลายเยื่อบุด้านในของลำไส้ ซึ่งมีผลต่อการดูดซึมสารอาหารอีกด้วย

    เลิกบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบย่อยอาหาร และร่างกายของคนที่สูบบุหรี่จะเผาผลาญวิตามินซีมากกว่าคนที่ไม่สูบอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

    ลดการใช้ยาระบาย การใช้ยาระบายมากเกินไป มีผลทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินและเกลือแร่จากอาหารได้น้อยลง เพราะอาหารจะผ่านลำไส้ไปอย่างรวดเร็ว ยาระบายที่อยู่ในรูปของพาราฟินและน้ำมันแร่ ทำให้สูญเสียวิตามินที่ละลายในน้ำมันไปได้ง่าย สำหรับผู้ที่ต้องใช้ยาระบายเป็นประจำ ควรหันมารับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ข้าวซ้อมมือ ผัก ผลไม้ ซึ่งสองอย่างหลังนี้จัดเป็นแหล่งอันอุดมของวิตามินและเกลือแร่เลยทีเดียว

    รู้จักหลักปรุงอาหาร การหุงต้มหรืออุ่นอาหารประเภทเนื้อและผักนานเกินไป อาจทำให้วิตามินสลายตัวได้ง่าย ลองเปลี่ยนวิธีการต้มผักมาเป็นการนึ่งแทน เพื่อรักษาวิตามินไว้ หรือใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อจะต้มผักว่า “น้ำน้อย ไฟแรง ปิดฝา เวลาสั้น”

    นอกจากที่กล่าวมายังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางให้ร่างกายของเราได้รับวิตามินไม่เต็มที่ เช่น การรับประทานยาปฏิชีวนะ ทำให้จุลินทรีย์ในร่างกายที่ช่วยสังเคราะห์วิตามินบางชนิดต้องตายลงไป การที่สตรีรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำก็ทำให้การดูดซึมวิตามินบางชนิดลดลง วัยและสภาวะของร่างกาย ความเครียด ก็มีผลต่อการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ของร่างกายเช่นกัน

    จะเห็นว่า มีอุปสรรคอยู่หลายประการที่จะทำให้เรากับวิตามินไม่ได้พบกันแบบพอดิบพอดี ดังนั้น หากต้องการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วก็ต้องขวนขวายกันสักนิด มีวิธีการที่หลากหลายอยู่แล้ว ให้นำไปปฏิบัติ แต่ละอย่างก็ไม่ยากเกินไป ฝึกหัดกันไปทุกวัน ค่อย ๆ ลดเลิกไปทีละอย่าง เราก็จะได้รับวิตามินจากอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วเราก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเป็นค่าวิตามินสำเร็จรูปอีกต่อไป

    Tags: ,

  • ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเมลล์ติดแอร์ ที่ทางขสมก.อ้างว่าได้ปรับปรุงใหม่ ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่รู้ว่าเขาปรับปรุงอะไรบ้าง รู้แต่ว่าตัวเองต้องปรับปรุง คือประหยัดมากขึ้น เพื่อเตรียมเงินมาจ่ายค่ารถเมลล์แทน

    จราจรกรุงเทพเป็นเหมือนทุกวัน หรือจะว่าทุกปีก็ได้ รถไหลไปได้เรื่อย ๆ ขยับบ้าง หยุดบ้าง ชายหนุ่มเหลียวซ้ายมองขวา กะจะหาที่พักตา ทันใดเหลือบเห็นรถเก๋งคันหนึ่งจอดข้างรถเมลล์ที่ตนนั่งอยู่ ชายหนุ่มในรถผูกไท แต่งตัวดี ท่าทางทำงานออฟฟิค ที่เขาเรียกกันว่า “มนุษย์เงินเดือน” เขาสังเกตเห็นชายหนุ่มในรถเก๋ง มือหนึ่งจับพวงมาลัย อีกข้างยกขึ้นมาโบกไปมา ทำท่าทางต่าง ๆ เหมือน “คุณสรจักร ไอทีวี” บางทีมุมปากปรากฎรอยยิ้มขึ้น หรือเอื้อมมือไปจับเน็คไทของตัวเอง ทันใดเขาค่อยเห็นว่ามีสายดำ ๆ บาง ๆ ติดอยู่ที่หู ไล่ดูก็พบปลายอีกข้างติดอยู่ที่กล่องสี่เหลี่ยมข้างเอว อ้อ มันก็คือโทรศัพท์มือถือนั่นเอง แต่ชายหนุ่มในรถเก๋งใช้แบบไร้สาย มิน่าเล่าถึงทำท่าทางแปลก ๆ เหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง

    รถเมล์พาชายหนุ่มขยับออกจากจุดเดิมอย่างช้า ๆ ชายหนุ่มนั่งพิงพนักเก้าอี้ สองตาพริ้มหลับด้วยความเหนื่อยจากการแข่งขันกับเวลา ที่นับวันเบียดเอาเวลาส่วนตัวของเขาไป ทิ้งให้กับงานที่น่าเบื่อซ้ำซากไปวัน ๆ และการเดินทางที่ใช้เวลามากขึ้น จนเขาบางครั้งรู้สึกเบื่อที่เกิดมาเป็นตัวเขาเอง

    ห้วงสมองชายหนุ่มยังติดภาพชายในรถเก๋ง เขายังอดนึกขำไม่หาย ยังคิดไม่ออกว่า ถ้าตัวเองลองทำท่าทางแปลก ๆ เช่นนี้ขึ้นรถเมล์ คนจะมองว่าเป็นตัวตลกหรือไม่ หรือสังคมยุคโลกาภิวัฒน์สามารถสร้างให้คนเรายุ่งกับการสื่อสารที่เปรียบ เสมือนโลกส่วนตัว โดยตัดความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างไปได้ คิดแล้วย้อนไปแค่สองสามปี คนที่ทำเช่นนี้ สังคมต้องว่ามันบ้าแน่ นึกแล้วขำ ภาพชายหนุ่มบนรถเก๋ง พาเขาไปสู่อีกภาพหนึ่งในสมองโดยบังเอิญ มันเป็นรายการทอล์กโชว์ ที่ทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำมาฉายซ้ำ คนพูดอยู่คนเดียวบนเวที ขยับท่าทางไปต่าง ๆ นา ๆ บางทีหัวเราะ บางทีล้มตัวลงกลิ้งนอน และบางทีวิ่งพล่านไปมาอยู่คนเดียวบนเวที สมมติเรื่องราวให้คนข้างล่างนั่งกันสลอน ตบมือหัวเราะไปมา เป็นการแสดงที่ฮิตมากในสังคมมนุษย์ยุคนี้ จนนักพูดโต้วาที หรือตลกยังต้องมาขอเดี่ยวด้วยคนบนเวที ซึ่งความสามารถของบุคคลเหล่านี้ บางครั้งยังทำให้เขาทึ่ง ลำพังตัวเองพูดกับคนใกล้ตัว บางทียังหาเรื่องมาพูดไม่ได้เลย

    อากาศเย็นบนรถเมล์ ทำให้ชายหนุ่มเคลิ้มหลับไป สักพักสะดุ้งตื่นขึ้น เหลียวมองนอกรถ ใช่แล้ว นี่เป็นจุดหมายปลายทางของเขานี่นา เขาตาลีตาเหลือกลุกขึ้นกดออด รีบแหวกฝูงชน ลงจากรถ พอถึงพื้น สะบัดหน้าให้หายง่วง ค่อยเดินต่อไปข้างหน้า มุ่งไปที่ซอยที่ตนเองอาศัยอยู่

    ฟ้าเริ่มสลัวทำให้ชายหนุ่มรีบจ้ำเดิน เพราะเสียงท้องร้องดัง “จ๊อก จ๊อก” ช่างทรมานใจยิ่ง ไม่รู้ว่าวันนังศรี จะทำอะไรให้กิน พลันได้ยินเสียงหัวเราะแล้วพูดว่า “กลับมาแล้วเหรอ ฮา ฮา ฮา”

    ชายหนุ่มกวาดตาไปต้นเสียง เห็นชายชราในชุดขมุกขมัว หน้าตามอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง เดินไปมา คุยกับเสาไฟที่ตั้งอยู่ข้างหน้า เอามือลูบเสาไฟไป ๆ มา ๆ แล้วซุกตัวลงนั่ง ร้องห่มร้องไห้ หลังจากนั้นลุกขึ้นพูดกับเสาไฟอีก สองมือลูบเสาไฟไป ๆ มา ๆ ผู้คนพอเห็นต้องพากันเดินเลี่ยงจากชายชราผู้นี้

    ชายหนุ่มเห็นอากัปกิริยาชายชรา สมองพลันคิดถึงเหตุการณ์ชายหนุ่มในรถเก๋ง ทอล์กโชว์บนเวที ในใจคิดขึ้นว่า

    “เฮ้ย นี่เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมนี่หว่า การแสดงสดบนบาทวิถี ฮา ฮา บ้าฉิบ . . .”

    Tags: , ,

  • “357 แน่นอน !” ผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด คิดว่าผมให้ลูกผมเล่นปืน หรือว่า ให้หัดยิงปืนนะครับ จริง ๆ แล้ว ถ้าผู้อ่านได้ดูทีวีในช่วงค่ำ ๆ จะมีสปอตโฆษณาอยู่ตัวหนึ่ง สื่อถึงเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ยี่ห้อ “357″ อย่าคิดว่าผมให้ลูกผมทานนะครับ จะขี้เล่นยังไง ผมก็ยังอ่านฉลากคำเตือนข้างขวดอยู่นะครับ (เด็กและสตรีมีครรภ์ ไม่ควรดื่ม ดื่มได้ไม่เกินวันละ 2 ขวด ฯลฯ) ที่ผมเอ่ยถึงโฆษณา 357 ตัวนี้ ก็เพราะเจ้าลูกชายตัวดีของผมนี่แหละครับ เวลาดูทีวีอยู่ ถ้ามีโฆษณาตัวนี้ออกมา เขาจะลุกขึ้นมาเต้นตามเลยครับ แล้วพอตอนจบในโฆษณา ก็จะมีคำว่า “357 แน่นอน” เขาจะพูดแทรกขึ้นมาตามโฆษณาเลยว่า “แน่นอน” ในจังหวะเดียวกัน เขาสามารถหาจังหวะจะโคนได้แล้ว ไม่ใช่พูดไปตอนไหนก็ได้เมื่อเห็นโฆษณา แบบนี้แสดงว่า ลูกของผมโตขึ้นอีกขั้นแล้วสิเนี่ย

    ช่วงนี้ เขาจะรู้เรื่องอะไรมากขึ้น มากขึ้นจริง ๆ เลย มากแบบที่เรียกว่า ยุ่งทุกอย่าง สนใจเสียทุกอย่าง เขาจะเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัว บางอย่างจะจ้องหรือมองอะไรอยู่เสียนาน แล้วจะนิ่งๆ ไป คือกำลังใช้ความคิดประมวลผลอยู่ครับ พอคิดเสร็จก็ได้เรื่องครับ บางทีก็พูดอะไรออกมาแบบที่เรียกว่า เราพ่อๆ แม่ๆ งงไปเลย ว่าเด็กขนาดนี้ คิดได้อย่างไร เราก็ไม่เคยสอนเขาเลย เขาสามารถเข้าใจอะไรๆ รอบ ๆ ตัวได้ดีมาก เวลาเขาร้องไห้จะเอาอะไร หรือจะทำอะไร ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ต้องการให้ทำ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมก็จะอุ้มเขาออกมา แล้วเบนความสนใจไปเรื่องอื่น แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่การใช้วิธีการแบบนั้นเท่านั้น ผมยังสามารถนั่งลง แล้วพูดอธิบายกับเขาให้เข้าใจได้ พยายามอธิบายแบบที่เด็กสามารถเข้าใจได้ ที่สำคัญอย่าโกหกเขา ถ้าจำเป็นต้องสัญญาอะไรไว้ ต้องทำให้ได้ครับ เน้นว่า ต้องทำให้ได้นะครับ เราต้องทำให้เขาเชื่อใจเรา เขาจะต้องไม่รู้สึกว่าถูกหลอก เด็กๆ วัยนี้ เข้าใจอะไรได้มากขึ้น แถมยังมีความจำเป็นเลิศ ต่อให้เราเบี่ยงเบนความสนใจไปได้สักพัก แต่อีกพักเดียว เขาก็จะทวง ถ้าเกิดไปบอกว่าจะทำอะไรให้ แล้วทำไม่ได้ ก็ยุ่งครับ จะเป็นการทำให้เขาดื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการบ่มนิสัยให้เขาในทางที่ผิด เขาจะผิดหวังในตัวเรา เขาจะไม่เชื่อเรา เราก็จะไม่สามารถเบนความสนใจเขาได้ เขาจะคิดว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเชื่อฟังคำพูดเรา แค่ถูกหลอกเท่านั้น

    หลายคนอาจบอกว่า เด็กๆ จะไปรู้อะไร เล่นๆ ไป เดี๋ยวก็ลืม ผมไม่รู้ว่าลูกคนอื่นไปอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ลูกของผม ผมจะไม่หลอก ไม่โกหกเขา ประเภทที่ว่า “หม่ำข้าวก่อน เดี๋ยวพาไปเดินเที่ยวข้างนอก” ทั้ง ๆ ที่ข้างนอกฝนตกอยู่ ไม่มีทางออกไปได้แน่ ๆ ก็ยังหลอกเขาแบบไม่ใช้สมอง พอเขาทำอย่างที่เราต้องการแล้ว หม่ำข้าวแล้ว เขาอาจจะทวงให้เราพาออกไปเดินเที่ยว ทำอย่างไรหละคราวนี้ จะโกหกต่อหรือครับ หรือบอกเขาว่า ฝนตกออกไปไม่ได้ แล้วไอ้เมื่อครู่ก่อนหน้านี้ ฝนไม่ตกหรือไง แบบนี้จะอธิบายเขาอย่างไรหละ ลองคิดให้ผมหน่อยครับ “ลูกของเรามีพัฒนาการทุกวัน แล้วเราจะไม่มีพัฒนาการในการเลี้ยงดูเขาเลยหรือ !”

    Tags: , , ,

  • โดย… หมอนข้าง

    วันศุกร์ก่อนกินเจหนึ่งวัน หรือเขาเรียกกันว่าวันล้างท้อง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติที่ผมจะต้องแวะร้านหนังสือก่อนเข้าบ้าน แต่ครั้งนี้ผมมีความตั้งใจอย่างมากที่จะไปร้านหนังสือแห่งนี้เพื่อหาหนังสือใหม่เล่มหนึ่ง หนังสือใหม่ในที่นี้ผมหมายถึงหนังสือใหม่จริง ๆ ใหม่-เจริญปุระ

    ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว เป็นยุคที่ดารานักร้องสาวนิยมถ่ายนู้ดเป็นอย่างมาก ที่เด่น ๆ ก็เช่น โยโกะ ทากาโน่ อังคณา ทิมดี มรกต มณีฉาย ฟ้ารุ่ง ชาลีรักษ์หรือแม้แต่ดาราหน้าใส ๆ อย่าง ฟร้อนท์ มอนโกโมรี จน คนเหล่านี้รวมถึงสำนักพิมพ์โดนโจมตีจากสังคมรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ที่ปากว่าตาขยิบ คอลัมน์หนึ่งด่า แต่ก็ขายรูปนุ่งน้อยห่มน้อยของดาราคาคนนั้น พวกปากว่าตาขยิบ

    เหตุการณ์ของใหม่ก็โดนโจมตีด้วยหนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งใน ลักษณะเดียวกัน แต่ที่ต่างกันก็คือ ภาพที่เธอถ่ายไม่ใช่ภาพในลักษณะของมืออาชีพ แต่เป็นการถ่ายกันเองสนุก ๆ ซึ่งหลังจากที่นำไปอัด ร้านถ่ายรูปนั้นก็ลักลอบอัดเก็บไว้เองหนึ่งชุด ซึ่งต่อมาก็ถูกแพร่หลายไปสู่หลายมือมากขึ้น และในที่สุด ก็ถูกหนังสือพิมพ์หัวสีฉบับนั้นนำเธอมาขายเป็นข่าวระยะเวลานานเป็นสัปดาห์ที เดียว ในขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่ทาง internet จนไปถึงไหนต่อไหนก็ไม่ทราบได้

    หลังจากเหตุการณ์เริ่มสงบลง ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านข่าวสาร หรือเจ้าตัวและครอบครัว ก็ทะยอยออกมาให้ข่าว ซึ่งหนึ่งในจำนวนข่าวทั้งหมดก็มีเรื่องของความต้องการทำหนังสือของใหม่เอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในค่ายเทปเธอหลายคน ซึ่งตอนแรกว่าจะออกวางแผงก่อนเทปชุดล่าสุด แต่ก็เงียบไป จนในที่สุดก็ถูกวางจำหน่ายในระยะเวลาสัก 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

    เมื่อแกะหนังสือเล่มนี้ออกจากซองพลาสติก ผมเริ่มดูไปที่ละหน้า ซึ่งเนื้อหาด้านในก็เริ่มด้วย หน้า FROM MAI’S HEART ซึ่งเป็นหน้าที่กล่าวขอบคุณใครต่อใครมากมายที่ทำให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จ รวมทั้งทุก ๆ คนที่ให้กำลังใจ แต่เมื่อผมอ่านพบชื่อชายคนหนึ่ง ผมสามารถจินตนาการได้ทันทีว่า สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง และหน้าต่อหน้า ภาพต่อภาพ ไปเรื่อย ๆ รวมไปถึงภาพในอดีต การแต่งกาย การโพสท่า บทความ ไม่ผิดจากจินตนาการผมแม้แต่น้อย ชายคนนั้นเป็นใคร ทำไมถึงทำให้ผมจินตนการได้เร็วขนาดนั้น

    ความจริงแล้วคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่มีความรู้สึกนี้ ผมเชื่อว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้สึกเหมือนผม ชายคนนี้ชื่อ คุณไพบูลย์ ดำรงค์ชัยธรรม BIG BOSS ของแกรมมี่

    ผมไม่ได้มีความรู้สึกอะไรที่ไม่ดีกับคนผู้นี้ ในทางตรงกันข้าม ผมค่อนข้างชื่นชมกับความสามารถในการนำศิลป์และธุรกิจมาผสมผสาน จนทำให้บริษัทแกรมมี่เป็นบริษัทมหาชน เป็นบริษัทขนาดยักษ์ที่ทำกำไรมหาศาล รวมไปถึงงานอื่น ๆ ของเขาด้วย แต่สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ ผมซื้อหนังสือของแกรมมี่ ไม่ใช่หนังสือของใหม่ ใหม่-เจริญปุระ

    ภาพในหนังสือ ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจาก MUSIC VIDEO ภาพนิ่งสัก 3-4 ชุด ซึ่งยังมีทั้งนายปีเตอร์ นักร้องอีกคนของแกรมมี่ ในขณะที่บางภาพก็ไม่ได้ต่างอะไรไปกับภาพแฟชั่น ซึ่งใหม่ก็เคยทำได้ดีในนิตยสารต่าง ๆ รวมไปถึงบทความ ผมไม่แน่ใจว่าใหม่เขียนเองหรือไม่

    ทุก ๆ ย่างก้าวในหนังสือเล่มนี้ มันมีอิทธิพลของความเป็นแกรมมี่อย่างสูง ซึ่งเป็นธุรกิจศิลป์อย่างมาก มากจนความรู้สึกของความเป็นศิลปะเหือดหายไปมาก

    มีหลายคนอาจจะมองว่า ไอ้หมอนข้างนี่บ้ากาม อยากดูใหม่เปลือยด้วยดำกฤษณาที่มีในสมองรึเปล่า พอหนังสือไม่โป๊เปลือยตามที่ตัวเองคิด ก็เลยมาเขียนด่า

    จริงครับ ไม่เคยปฏิเสธเลยว่า ไม่อยากดูคุณใหม่เปลือย

    แต่สิ่งที่ผมเสียดายไม่ใช่รูปเปลือย ไม่ใช่อดดูสัดส่วนอันอวบอัดของคุณใหม่ แต่ผมเสียดายที่ไม่ได้เห็นความเป็นตัวตนของใหม่เองอย่างชัดเจน ใหม่ เป็นคนหนึ่งที่ผมเชื่อในความสามารถ ไม่ว่าการแสดง การร้อง และการวางตัวที่ดีในระดับหนึ่ง แต่….. สิ่งที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ มันไม่มีความเป็นใหม่-เจริญปุระเลยแม้แต่นิดเดียว ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ไม่สามารถสนองความต้องการ ณ จุดที่ถ่ายนู้ดสมัครเล่มครั้งที่แล้วของใหม่เองได้แม้แต่เสี้ยวหนึ่ง

    หนังสือเล่มนี้ กล่าวไปโดยรวมก็คือเป็นหนังสือแฟชั่น ผลิตโดยแกรมมี่ และจ้างใหม่มาถ่ายแบบ ก็แค่นั้น

    ” เคยมีคนบอกว่า-ใหม่น่ะเหมือนน้ำ เข้าได้กับทุกภาชนะ ทุกแบบ แต่บางคนก็บอกว่า เอ๊ะ-ทำไมใหม่ไม่หัดให้เป็นน้ำแข็งด้วย จะได้แข็งแกร่ง” นี่เป็นบทความหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ถูกต้องที่สุด หนังสือเล่มนี้เป็นภาชนะแบบแกรมมี่ที่นำคุณใหม่มาใส่ ก็เท่านั้น

    ผมหวังเพียงวันหนึ่งว่า ถ้าคุณใหม่ทำอะไรเพื่อตัวคุณเอง เหมือนกับที่คุณถ่ายภาพสมัครเล่นครั้งที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นนู้ด เปลือย เห็นอก เห็นก้น ขอเพียงแค่รูปเท้า แค่หัวแม่โป้งของคุณ คุณค่าน่าจะมากกว่า MAI’S LIFE เล่มนี้ และเชื่อว่า จะสามารถสนองความต้องการเบื้องลึกคุณได้อย่างสุดขั้ว มากกว่าหนังสือแฟชั่นสั่ว ๆ หนึ่งเล่ม

    Tags: , , ,

  • ” ติมอร์ ” เป็นภาษามาเลย์แปลว่า ” ตะวันออก ” ติมอร์เป็นเกาะ ๆ เกาะหนึ่งภายใต้การยึดครองของอินโดนีเซีย ซึ่งมีออสเตรเลียอยู่ทางใต้ไม่ไกลนัก และมีนิวซีแลนด์อยู่ทางตะวันออก ติมอร์มีเนื้อที่ประมาณ 32.350 ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็นตะวันตกและตะวันออก ก่อนที่จะมีเรื่องมีราวมาถึงทุกวันนี้ที่ไทยเราต้องส่งทหารเข้าไป ” ช่วยสร้างสันติภาพ ” ติมอร์มีประวัติความเป็นมายาวนานซึ่งล้วนแต่น่าเห็นใจเพราะตกเป็นอาณานิคม อยู่ร่ำไป เริ่มตั้งแต่พวกโปรตุเกสึดมะละกาได้เมื่อ ค.ศ. 1511 ถัดมาอีก 4 ปี คือ ค.ศ. 1515 ก็ถูกค้นพบก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคมยุคแรก ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแม้ว่าโปรตุเกสจะประกาศนโยบายเป็นกลาง ( Neutrality) แต่ติมอร์ก็ไม่วายถูกกองทัพดัทช์ (Holland) และออสเตรเลียบุกรุกโดยเหตุของสงครามโลก แต่ที่หนักกว่านั้นก็เมื่อถูกกองทัพลูกพระอาทิตย์ลบุกยึดในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 1942 ขณะนั้นชาวติมอร์ถูกมองเป็นตัวประกอบในการทำสงคราม ทั้ง ๆ ที่พวกเขาพยายามจะต่อสู้เพื่อเอกราชมาตลอด หลังสงครามโลกญี่ปุ่นแพ้ราบคาบ ติมอร์ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียจนได้ ในยุคสงครามเย็นประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ รวมถึงอินโดนีเซียต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากมหาอำนาจแห่งโลกเสรี อย่างอเมริกา การที่อินโดนีเซียยังคงยึดเอาติมอร์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้ในช่วงนั้น ก็มาจากความช่วยเหลือในทางลับของมหาอำนาจแห่งโลกเสรี

    เมื่อ สหภาพโซเวียตล่มสลาย พี่เบิ้มแห่งโลกคอมมิวนิสต์กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวไปเสียแล้ว ไม่มีสงครามเย็นที่ขัดแย้งกันทางอุดมการณ์การเมืองให้วุ่นวาย เศรษฐกิจและผลประโยชน์แห่งชาติเท่านั้นที่สำคัญที่สุด เมื่อเอเซียถูกโจมตีด้วยสงครามเศรษฐกิจ อินโดนีเซียก็ไม่เป็นข้อยกเว้น และเป็นประเทศในย่านนี้ที่หายนะที่สุดโดยเฉพาะในประเด็นของเชื้อชาติของ ประชาชน และอำนาจอธิปไตย มี่หลายเกาะหลายท้องที่ที่ต่างก็เรียกร้องเอกราชจากอินโดนีเซีย ความหายนะทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความอ่อนแอในทางความมั่นคง ไม่เฉพาะแต่ในเกาะติมอร์ที่ติมอร์ตะวันออกพยายามไขว่คว้าหาอิสระเท่านั้น ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่กำลังจับตามองดูติมอร์เป็นกรณีตัวอย่าง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่อินโดนีเซียไม่สบายใจนักที่จะปล่อยให้ติมอร์ตะวัน ออกเป็นอิสระ

    วันพุธที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่ชาวติมอร์ตะวันออกผู้รักอิสระได้แสดงพลังลงประชามติว่าพวกเขาต้องการเอกราช แม้ว่าจะมีกองกำลังชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอินโดนีเซีย คอยทำลายล้างอิสระชนเหล่านั้นอย่างรุนแรงก็ตาม ยิ่งเมื่อผลการลงประชามติออกมาตามที่อิสระชนต้องการอย่างท่วมท้น พวกกองกำลังที่เรียกกันว่า ” ทหารบ้าน ” ยิ่งลงมือรุนแรงจนไม่มีใครควบคุมสถานการณ์ได้ ความป่าเถือนโหดร้ายเกิดขึ้นทั้วไปหมดจนไม่มีใครควบคุมได้ แม้หน่วยงาน UNAMET ของสหประชาชาติก็ไม่เว้น

    คณะ มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจึงมีมติที่ 1264 ให้ส่งกองกำลังจากนานาชาติที่เรียกว่า International Force in East Timor หรือ INTERFET เข้าไปช่วยยุติความรุนแรงและคุ้มครองความปลอดภัยให้ UNAMET หรือ United Nation Assistance Mission in East Timor ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดำเนินการในติมอร์ตะวันออกอยู่ก่อนแล้ว โดยมีออสเตรเลียซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจทางดะวันตกให้เป็นผู้นำ อนึ่ง, ออสเตรเลียได้มีโครงการที่ทำสัญญากับรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 1983 ที่ขุดเจาะน้ำมันในช่องแคบติมอร์อยู่ ก็จึงต้องรีบรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ไม่กล้าแสดงท่าทีที่ชัดเจน ในการใช้กำลังเข้าช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในติมอร์ตะวันออก เพราะเกรงใจกลัวจะถูกว่าเข้าไปก้าวก่ายกิจการภายใน แต่ไทยก็ได้ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าหารือกับประธานาธิบดีและผู้นำกองทัพอินโดนีเซีย ซึ่งต่างก็ต้องการให้ไทยเป็นผู้นำในหมู่อาเซียนด้วยกันเข้าไปช่วยสร้าง สันติภาพในกรณีนี้ ดังนั้นไทยจึงได้เตรียมกองกำลังประมาณ 1,500 นาย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่กองทัพไทยส่งไปดำเนินภารกิจนอกประเทศ นับตั้งแต่ในคราวสงครามเวียดนาม โดยมี พล. ต. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผอ. สำนักวเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร บก. ทพารสูงสุด อดีต ผู้ช่วยทูตทหารบกประจำอินโดนีเซียเป็นรอง ผบ. กองกำลังเฉพาะกิจในครั้งนี้ กองกำลังนี้เรียกว่า กองกำลังเฉพาะกิจร่วม 972 ไทย/ติมอร์ ตะวันออก หรือเรียกย่อ ๆ ว่า กกล. ฉก. ร่วม 972 นั่นเอง กองกำลังหลักส่วนหนึ่งที่ไทยส่งไปนี้ได้แก่กองกำลังที่เรียกกันว่า ฉก. RDF หรือ กองพันทหาราบที่ 31 รักษาพระองค์ หรือ ร. 31 พัน 3 รอ . คือหน่วยเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว ( Rapid Deployment Force ) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตผบ. ทบ. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ตั้งแต่เดือนเมษายน 2540 นอกจากนั้น กองทัพไทยทุกเหล่าทัพได้พร้อมใจสามัคคีร่วมกันปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และ กองบัญชาการทหารสูงสุดก็ตาม เมื่อเห็นว่าไทยมีท่าทีที่ชัดเจนแล้วประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอีก 4 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์, สิงค์โปร์, มาเลเซีย และ บรูไน ก็จะส่งกองกำลังเข้าร่วมภารกิจนี้ นัยว่าเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงมีกำลังพอที่จะดูแลกันเองได ้แม้ว่าจะต้องพึ่งพาชาติตะวันตกบ้างก็ตาม แม้ว่าติมอร์ตะวันออกจะเป็นครึ่งหนึ่งของเกาะที่ไม่ใหญ่โตนักในหมู่เกาะ อินโดนีเซีย แต่โลกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีอายุมานานหลายร้อยปี แต่ละส่วนของโลกมีเบื้องหลังความเป็นมาที่ขัดแย้งสับสนอลหม่าน การดำเนินการใด ๆ ก็ตามในดินแดนเล็ก ๆ แห่งนี้ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกแห่งสงครามเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่แทบจะถูกครอบงำโดยมหาอำนาจเดี่ยว แทบจะแบ่งออกเป็นตะวันออกและตะวันตก ความขัดแย้งที่ไม่ใหญ่โตนัก ก็ล้วนแต่สลับซับซ้อนจนยากที่จะตัดสินได้ถูกว่าควรจะทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม ขอเป็นแรงใจลูกทหารไทยทุกท่าน ที่ได้รับเกียรติให้ปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญนอกราชอาณาจักรในครั้งนี้ เพื่อแสดงให้โลกประจักษ์ว่า กองทัพไทยนั้นมีประสิทธิภาพ และเข้าใจลึกซื้งถึงศิลปการใช้กำลังเพื่อสันติภาพได้ดีกว่ากองกำลังอื่น ๆ อย่างไร

    Tags: ,

  • โดย… ไดโนเสาร์หลงยุค

    กล้าหรือเปล่า ลูกชายวัฒนาขับรถเบนซ์พุ่งเข้าใส่กลุ่มตำรวจ อย่างนี้รายการ “ช๊อคเกมส์” หรือ “ชิงร้อยชิงล้าน” น่าจะเชิญไปร่วมรายการ ท้าพิสูจน์ หรือวัดใจไปเลย ดูว่ามีใครกล้ารับคำท้าหรือเปล่า และจะยิ่งดี ถ้าให้ “ไอ้ตีนโหด” เจอกับ “ท่านเสรี” มันจะระทึกแบบ “ไอ้มือปืนขาเป๋” เจอกับ “ไอ้มือดำ” ว่าแต่ คุณกล้าหรือเปล่า ?

    ตี๋ใหญ่ ละครฮิตย้อนยุคกลับมาฉายอีกครั้ง ดูแล้วฟอร์มโตน่าดู แต่รู้สึกการโปรโมชั่นโดยให้ดารานำแสดงวัยรุ่น ขวัญใจขาโจ๋ทั้งหลายมาพูดว่า “ให้ดูให้ได้ ใครไม่ดูเจอปล้น” มันอะไรกันวะ สังคมนี้ จะชักนำวัยรุ่นไทยไปเข้าคุกกันหมดหรือส่งไปฝึกทหารที่เขาชนไก่ จริง ๆ ตัวตี๋ใหญ่ก็เป็นมหาโจร ฆ่าคนเป็นผักเป็นปลา การสร้างเป็นตัวเอก โดยขาดน้ำหนักการถ่วงของเรื่องให้ดี มันก็อันตรายอยู่แล้ว นี่ยังใช้วิธีประชาสัมพันธ์แบบไม่คิดหน้าหลัง สักวัน วัยรุ่นไทยอาจเลียนแบบตี๋ใหญ่ไปหมด

    คุณชายสุขุมพันธ์เป็นฮีโร่ แค่สี่ห้าชั่วโมง นั่งเฮลิคอปเตอร์ไปชายแดนพม่า กลับมาดังระเบิดเถิดเทิงเลยครับ นี่เคยมีคนวิเคราะห์เมื่อสามสีปีก่อนว่าท่านมีแววเป็นนายก ถ้าจะจริง “นายกตัวประกัน” หรือ “นายกขัดตาทัพ” อาจจะดังพอกับน้าชาติ ที่เจอ รสช. แต่อีกท่านสิ ก็ดังจริง เสธสนั่นเราไงครับ ท่านเล่นแถลงข่าว มีนายพลตำรวจยืนด้านหลังเป็นฉากที่สวยงาม สงสัยท่านจะถวิลหาอารมณ์ของนักปฏิวัติอยู่ จึงชอบมีคนแต่งเสื้อสีมาล้อมรอบ เอ้า ยอมให้ท่านปล่อยแก่สักวันก็แล้วกัน

    วาทะยอดฮิตของท่านตาดูดาว เท้าติดดิน ที่บอกว่านายกชวน เป็น “มนุษย์เงินเดือน” เจ็บแสบไปถึงทรวง ว่าได้ไง นายกชวนท่าน “โกอินเตอร์” แล้วนะ ไทม์ยังถ่ายรูปลงหน้าปก ยืนไขว้มือจับกับท่านคลินตันมาก็แล้ว มาว่าท่านเก่งแต่ทำงานประจำ ไม่มีวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร แต่องครักษ์พิทักษ์ชวนท่านก็เข้าใจเล่นคำผวน หาว่าท่านทักษิณดูถูกคนกรุงเทพ แล้วระดมยิงใส่ว่าทักษิณเป็น “มนุษย์มือถือ” เอาเปรียบประชาชนจนรวย แต่ว่าทั้งมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์มือถือ ก็ยังดีกว่ามนุษย์ตกงานนะครับท่าน

    เคยได้ยินว่า ดร.โจ ขอเป็นผู้ว่ากทม. แค่เทอมเดียว จะไม่ลงสมัครอีกแล้ว แต่ไหน ๆ โพลสำนักต่าง ๆ จึงโผล่มาว่า “คนกรุง ยังนิยมเลือกท่านเป็นอันดับหนึ่ง” อย่างนี้ถ้าจะเป็นใบเบิกทางท่านโจ ให้กลับคำลงสนามอีกครั้งกระมัง ว่าไงครับ ดร.โจ

    อำนาจสื่อนี่มันช่างทะลุทะลวงได้จริง ขนาดผู้ก่อการร้ายพม่ายึดสถานทูต ไม่กี่ชั่วโมง ทุกคนรู้ความเคลื่อนไหวภายในหมด มีตัวประกันกี่คนในสถานทูต หลบซ้อนตรงไหน เอ้า ท่านเล่นใช้ไมค์จ่อปาก ออกอากาศไปทั่ว ใครที่ฟังภาษาไทยออกมั้ง มันก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นี่แหละอำนาจสื่อ แต่ไดโนเสาร์อย่างผม อยากให้มีจริยธรรมบ้าง เล่นสัมภาษณ์ให้รู้รายละเอียดขนาดนี้ ถ้าผู้ก่อการร้าย เป็นมืออาชีพ ป่านนี้ไม่บรรลัยไปข้างแล้วหรือครับ

    Tags: ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    เดือนนี้ประเด็นราคาน้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมไทยอย่างมาก แต่ถ้าเรามองย้อนหลังไปประมาณ 26 ปีที่แล้ว ปีพุทธศักราช 2516 ปีที่ประเทศไทยต้องจารึกไว้ และจดจำไปอีกนานแสนนานว่า ที่ประเทศไทยมีวันนี้ได้ ไม่ได้ล้มเหลวในระบบการเมืองแบบมิตรบางประเทศ ที่ใช้ระบบการปกครองแบบเดียวกับที่เราใช้ในสมัยนั้น คนกลุ่มหนึ่งที่ต้องขอบคุณและระลึกถึงอยู่เสมอ คงหนีไม่พ้นนักศึกษาเกือบทุกสถาบันที่ร่วมมือร่วมใจในการล้มล้างระบบเผด็จการ

    ใน ขณะนั้น ผมยังศึกษาในระดับประถม แต่ก็ได้ติดตามในระดับที่ใกล้ชิดพอสมควร เพราะมีพี่ชายที่เป็นนักศึกษา และให้ความรู้ ความเข้าใจ และความถูกต้องที่แท้จริงอยู่ตลอดเวลา จนหลังจากนั้น เมื่อเริ่มโตขึ้น ศึกษาในระดับมัธยม ก็ได้อาจารย์ที่เข้าใจและร่วมในสถานการณ์นั้นมาเป็นอาจารย์ประจำวิชา หน้าที่พลเมือง และ ศีลธรรม อาจารย์ได้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดกับนักศึกษา การกระทำที่หยาบช้าที่ทำกับคนไม่มีทางสู้ ไม่เว้นแม้กระทั่งพระ และ ผู้หญิง รวมถึงได้สอนหน้าที่ที่ดีของพลเมืองไทย ว่าควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งผมยังจำคำเหล่านั้นได้ดี และประโยคหนึ่งที่ยังอยู่ในสมองของผมจนถึงทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นจริงอย่างชัดเจน ท่านบอกว่า “เฮ้ย คนเราไม่จำเป็นต้องทำบุญให้มากนักหรอก แค่ทำชั่วให้น้อย ๆ ก็พอแล้ว การละเว้นความชั่วสำคัญกว่าการทำดีมากมายนัก ถ้าหน้าฉากทำบุญ แต่ลับหลังก็ยังไม่เลิกชั่ว มันจะได้ประโยชน์อะไร”

    และในที่สุดอาจารย์ท่านนี้ก็ถูกบีบให้ออก เพราะทางโรงเรียนบอกว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ - กรรมของโอกาสนักเรียน

    เมื่อเติบโตขึ้น การเป็นคนชอบอ่านก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าเหตุการในสมัย 14 ตุลาคม 2516 ความเป็นจริงเป็นเช่นไร แล้วไอ้คนเลวทรามกลุ่มหนึ่งเขาทำอะไรไว้กับประเทศไทยบ้าง ภาพตามหนังสือต่าง ๆ ที่พิมพ์ออกมา การให้ข้อมูลข่าวสารของสื่อ ล้วนแล้วแต่ทำให้ผมสำนึกถึงความดีของเขาเหล่านั้น อย่างน้อยวันนี้ ประเทศไทยก็ไม่มีสงครามการเมือง ผู้นำประเทศก็ไม่ต้องอาศัยอำนาจทหารคุ้มครอง ไม่มีปัญหาเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติไทยจีน(ซึ่งในสมัยนั้นการสอนภาษาจีน ต้องใช้ตำราของคนไทย - แล้วคนไทยที่ไหนจะเข้าในภาษาจีนดีกว่าคนจีนเอง มันก็เหมือนกับไปเรียนภาษาไทยที่อเมริกา) และก็ไม่มีการอิจฉากันระหว่างอาชีพ ฐานะทางสังคมจนเกินเลยถึงขั้นรุนแรง

    นักศึกษาเหล่านั้น มีคุณกับความเป็นอยู่ของพวกเราวันนี้อย่างมหาศาล เราคงไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีอิฐก้อนแรก ก็ไม่มีบ้านหลัง และแน่นอนที่สุด ถ้าไม่มีคนแรกก้าวนำ เราคงไม่มี 6 ตุลาคม ไม่มีพฤษภาทมิฬ ไม่มีกฏหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

    วันนี้ นายวิรัช ฉัตรพร คงไม่มีมาเพื่อสดุดี นักศึกษาวีรชนที่กล้าหาญแล้วก็จบแค่นั้น สิ่งหนึ่งที่ผมเขียนมาทุกครั้ง คือความสำคัญของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ของไทย คนเหล่านี้อีกยี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นอนาคตของชาติของแผ่นดิน ที่ประเทศไทยมีวันนี้ส่วนหนึ่งเพราะคนรุ่นหนุ่มสาวสมัยนั้น ที่มีหัวคิดก้าวหน้าและมองเห็นอนาคตอันไกล แต่ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่สมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หนุ่มสาว ไม่มีมีอะไรที่เป็นแก่นสาร ติดยาเสพติดมากมาย ทั้งยาเสพติดแบบโลโซ แบบพวกยาบ้า หรือยาเสพติดแบบพวกไฮโซ แบบยาอียาเค ผับสถานบันเทิงก็เปิดล่อใจวัยรุ่นให้ฟุ้งเฟ้อใจแตก นักร้องนักแสดงหลายต่อหลายคนก็เป็นแบบอย่างที่เฮงซวยกับเด็กรุ่นใหม่ รายการทีวีที่เป็นสาระก็มีน้อย ไม่เช้ามืดก็เวลาวิสามัญ ส่วนเวลาดีดี primetime ก็มีแต่ชัวกับมัวนิ่ม การกีฬาอาจจะดูเป็นทางออก แต่พนันบอลก็เล่นกันเกลื่อนเมือง ปป ครึ่งควบลูก คุยกันได้ทั่วเมือง เด็กนักเรียน นักศึกษาสาวหนุ่มก็ขายตัว หาเงินด้วยวิธีง่าย ๆ เพื่อใช้กันอย่างง่าย คุณภาพการศึกษาที่หาทางออกในการพัฒนายังไม่ได้

    ไม่น่าเชื่อว่า 26 ปีที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวในระดับอุดมศึกษาหรือต่ำกว่านั้น จะถอยหลังลงคลองได้ถึงขนาดนี้ ผมคงไม่พูดถึงเรื่องเนื้อหาวิชา ภาษา และกิจกรรมต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญ และผมเห็นน้อยลง ๆ ไปเรื่อย ๆ คือทัศนะคติที่ดี ทั้งต่อหน้าที่การงาน ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ ต่อหน้าที่พลเมืองดีของสังคม แล้วถ้ายังเป็นอย่างนี้ อีก 26 ปีหน้า ลองเดากันสิว่า จะมีประเทศไทยในแผนที่รึเปล่า ซึ่งความจริงในขณะนี้ก็เกือบจะเป็นเมืองขึ้นเขาอยู่แล้ว

    ไม่ต้องหรอกครับที่คุณนักศึกษาจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสังคมแบบคนรุ่นนั้น ไม้ต้องหรอกครับที่คุณจะลุกขึ้นมาเดินขบวนเพื่อให้ทีวีทำรายการที่ดีขึ้น แค่เพียงคุณรู้หน้าที่ของคุณ ทำตัวให้เป็นนักศึกษาที่ดี มีทัศนคติที่ดีในการศึกษา และตั้งใจเป็นพลเมืองที่ดี โดยหลีกหนีจากอบายมุขต่าง ๆ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการปฏิบัติพื้นฐานทั่วไป

    อย่างที่พูดไว้ครับ

    คุณไม่จะเป็นต้องทำบุญให้มากมายนักหรอก แค่ทำชั่วให้มันน้อย ๆ ก็พอแล้ว แค่นี้กลุ่มคนที่สละชีวิตไปในวันนั้น ก็คงนอนตายตาหลับ

    Tags: , ,