• สิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนแสวงหาความสะอาดบริสุทธิ์จากสิ่งต่างๆรอบข้าง ไม่ว่าอากาศ น้ำ หรือแม้แต่อาหารการกิน เมื่อแรกเริ่มได้ยินชื่อ “บ้านรักธรรมชาติ” คงนึกว่าเป็นร้านขายผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น แชมพูสระผม สบู่ เป็นต้น จริงๆแล้ว บ้านรักธรรมชาติเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ริมถนนศรีนครินทร์บริเวณป้ายรถเมล์ตรงข้ามห้างสรรพาสินค้าเสรีเซ็นเตอร์ รับรองว่าหาไม่ยาก โดยสามารถหาที่จอดรถในซอยข้างๆได้

    ผมไปทดลองชิมก๋วยเตี๋ยวร้านนี้หลายครั้งแล้ว เพราะชอบในความสะอาดสะอ้านของร้าน นั่งแล้วสบายใจดี และที่สำคัญคนลวกก๋วยเตี๋ยวที่นี่หน้าตาละมายคล้ายคลึงกับแอน ทองประสมเสียนี่กระไร ผมกินไปจ้องไป ไม่เบื่อเลย..ฮะแฮ่ม เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องกันต่อ ลูกชิ้นของที่นี่จะใช้เนื้อปลาสามอย่างด้วยกันคือ ปลาหางเหลือง ปลาดาบ และปลาอินทรีย์ เป็นส่วนผสม ทำให้ลูกชิ้นเหนียว กรอบ โดยไม่ต้องผสมสารอื่นๆแต่อย่างใด นอกจากลูกชิ้นแล้ว ยังมีปลาแผ่นนึ่งหรือทอด เกี๊ยวปลา ลูกชิ้นกุ้ง ให้ซื้อกลับไปกินที่บ้านได้อีกด้วย

    ปรกติเมื่อผมมากินก๋วยเตี๋ยวที่นี่จะสั่งชามพิเศษเพียงชามเดียวเป็นอิ่มพอดี คุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายที่กินไม่ค่อยเก่งอยากชอบกินแบบไหนตั้งใจกินซะตั้งแต่ชามแรก ประเภทแห้งชามน้ำชาม เดี๋ยวจะอิ่มเกินไป เพราะก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่ง เขาจะใส่เครื่องเคราเยอะพอสมควร แต่ราคาก็ไม่แตกต่างจากร้านอื่นๆ เพียงชามละ ๒๕-๓๐ บาทเท่านั้น ส่วนเครื่องปรุงของใช้แต่ของดี เช่น น้ำตาลก็ใช้แบบไม่ฟอกสี หรือถ้าชอบเค็มก็มีให้เลือกทั้งซีอิ้วขาวและน้ำปลา เป็นต้น

    เครื่องดื่มจำพวกน้ำมะตูม น้ำมะขาม น้ำมะนาว น้ำเก็กฮวย มีให้เลือกตามใจชอบ รสชาติเข้มข้น ดื่มแล้วถึงอกถึงใจดีจริงๆ เรียกว่าเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ และถ้าชอบดื่มน้ำเปล่า ที่นี่มีน้ำเปล่าผสมน้ำยาอุทัยซึ่งสมัยนี้หายากแล้วให้บริการด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการหัดทำลูกชิ้นเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ที่นี่ก็มีสอนให้ ส่วนค่าโสหุ้ยจะเป็นเท่าไหร่ต้องสอบถามกันเอาเองนะท่านผู้มีอุปการะคุณ บ้านรักธรรมชาติเปิดขายทุกวันตั้งสิบโมงเช้าจนถึงสี่ทุ่ม เรียกว่าไปตอนไหนมีให้กินตอนนั้น อย่าลืมแวะไปอุดหนุนกันหน่อย ร้านของเขาทำของดีๆขาย ราคาไม่แพง ก็อยากให้ช่วยๆกันสนับสนุน…สวัสดี

    Tags: ,

  • ชื่อหนังสือ ลิตเติ้ลทรี
    ผู้แต่ง ฟอร์เรสต์ คาเตอร์
    ผู้แปล กรรณิการ์ พรมเสาร์
    สำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทอง
    ปีที่พิมพ์ ครั้งที่ 1 พฤศจิกายน 2541
    ราคา 130 บาท
    ประเภทเนื้อหา
    ปรัชญา
    วรรณกรรมเยาวชน
    ประวัติศาสตร์สหรัฐ

    วรรณกรรมเยาวชนเผ่าเชโรกีเล่มนี้ แฝงปรัชญาและวิถีชีวิตของชาวอินเดียแดงซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในทวีปอเมริกา ก่อนที่คนขาวจะเข้ามาครอบครองแผ่นดินแทน เนื้อหากรุ่นด้วยกลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ การดำรงชีวิตที่เกื้อหนุ่นระหว่างคนกับป่า และคนกับคน อ่านแล้วสบายใจ

    ท่านที่ชมชอบวรรณกรรมชุด “บ้านเล็ก” ของลอร่า อิงกัลล์ ไวเดอร์ จะหลงรักหนังสือเล่มนี้ทันที เนื้อหาที่บรรยายถึงความงดงามของธรรมชาติ ความบริสุทธ์ของจิตใจดวงน้อยลิตเติลทรี ทำให้ท่านดื่มด่ำ และจินตนาการไปตามบรรทัดต่อบรรทัด จนนำไปสู่ความฝันที่สดชื่น

    ลิตเติลทรี เป็นลูกกำพร้าอินเดียแดง อาศัยอยู่กับปู่และย่า ที่ยังคงยึดถือวิถีการดำรงชีวิตแบบชาวอินเดียแดงดั้งเดิม ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เอื้อเฟื้อต่อสัตว์ป่าและธรรมชาติ ปู่ลิตเติลทรี เป็นแบบอย่างให้หลานตัวน้อย เลียนตามด้วยการสอนแบบเรียนรู้จริง จนซึมซับวิญญาณอันอิสระของอินเดียแดง ปู่นำลิตเติลทรีตัวน้อยเข้าป่าล่าสัตว์ด้วยกัน ต้มเหล้า และสอนการเกษตร

    ชาวขาวในเรื่องดูแคลนต่อการใช้ชีวิตของครอบครัวอินเดียแดง โดยไม่ได้ศึกษาเบื้องหลังความคิดของการดำรงชีวิต พวกเขามักเทิดทูนวัฒนธรรมตนเอง และสร้างเป็นกรอบให้ผู้อื่นทำตาม เพื่อความเป็นศรีวิไลซ์ การตอบคำถามตามความสัตย์ของลิตเติลทรี ที่เห็นรูปกวางกำลังผสมพันธุ์ในป่า ทำให้ถูกเฆี่ยนตีจากครูผู้สอน หาว่าเป็นเด็กแก่แดด ทั้งที่เป็นคำตอบที่ถูกต้อง นับว่าโหดร้ายต่อจิตใจผู้อ่านยิ่ง ช่วงท้าย ๆ เรื่อง ความเจ็บปวดของลิตเติลทรี แทบจะซึมเข้าไปในความรู้สึกของผู้อ่านทีเดียว

    แต่อย่างไรก็ตาม ลิตเติลทรีก็เด็ดเดี่ยว และเลือกการดำรงชีวิตเยี่ยงปู่กับย่า ที่เป็นชนเผ่าอิสระ หลังจากปู่และย่าได้จากเขาไป ทุกวันนี้เราคงหาความสงบเงียบและบริสุทธิ์ของการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายแบบ ลิตเติลทรีได้ยาก แต่ก็หวังว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะทำให้ท่านฉุกคิดถึงความสงบและงดงาม ของชีวิตในโลกใบนี้ และนั่นท่านจะได้พบความสุขที่แท้.

    Tags: ,

  • สัตว์พยากรณ์

    มนุษย์พยายามหาวิธีพยากรณ์อากาศมาแต่ครั้งโบราณ โดยการสังเกตธรรมชาติ เช่น รู้ว่าฤดูหนาวกำลังจะมาเมื่อเห็นใบไม้ร่วง หรือรู้ว่าพายุผ่านพ้นไปแล้วเมื่อเห็นรุ้งกินน้ำ

    บางคนเชื่อว่าสัตว์เปลี่ยนความรู้สึกเมื่ออากาศกำลังจะเปลี่ยน จึงเฝ้ามองปฏิกิริยาของสัตว์เมื่อต้องการจะพยากรณ์อากาศ คุณจะลองสังเกตสัตว์เลี้ยงดูบ้างก็ได้

    ต่อไปนี้ คือปฏิกิริยาของสัตว์ต่าง ๆ ที่แสดงว่าฝนใกล้จะตก

    กบ จะร้องดังและนานกว่าปกติ
    สุนัข จะหอนหรือคราง และกระวนกระวาย
    แมว จะมีชีวิตชีวา ขี้เล่นเหมือนลูกแมว
    ไก่ จะขันผิดเวลา (ไม่เฉพาะเช้ามืด)
    นก จะบินต่ำ และรวมกันอยู่ตามต้นไม้ เสาไฟฟ้า สายโทรศัพท์
    หมู จะส่งเสียงร้องมากขึ้น และจะเก็บเศษไม้ไปทำรัง
    วัว จะนอนลงกลางทุ่งแล้วใช้หางปัดแมลง
    ผีเสื้อกับผึ้ง จะหายไปจากแปลงดอกไม้ที่เคยมาวนเวียนประจำ
    มดแดงกับมดดำ จะสร้างเนินดินใกล้ๆ กับรูของมัน
    ปลา จะกระโดดขึ้นเหนือน้ำฮุบแมลงที่บินอยู่เตี้ย ๆ

    ว่างเปล่าจริงหรือ

    คุณคิดว่าแก้วเปล่านั้นว่างเปล่าจริง ๆ หรือ พิสูจน์กันดีกว่า เริ่มจากการขยำกระดาษทิชชูใส่เข้าไปในแก้ว กดเข้าไปให้ติดกับก้นแก้ว ถึงแม้คว่ำแก้วลงมันก็จะไม่หลุดออกมา เติมน้ำลงในอ่าง จับก้นแก้วไว้แล้วกดแก้วลงในน้ำตรง ๆ แช่อยู่อย่างนั้นสักครู่หนึ่งแล้วค่อยยกขึ้นมา

    ตรวจดูกระดาษทิชชู มันควรจะแห้งอยู่ ถ้าแก้วว่างเปล่าจริง น้ำควรจะเข้ามาเปียกกระดาษ แต่เนื่องจากมีอากาศติดอยู่ในแก้ว มันจึงกันไม่ให้น้ำเข้ามาเปียกกระดาษ

    Tags: , ,

  • พักนี้ลูกชายผมไม่รู้เป็นอะไร ชอบออกเสียงว่า “โป่ โป๊ โป่ โป๊” บ่อยเหลือเกิน ไม่ใช่แค่ออกเสียงเปล่า ซ้ำยังเอาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันอาทิตย์หน้าแรกออกมาดูอีก ก็รูปดาราที่ขึ้นหน้าหนึ่งวันอาทิตย์แต่ละคน รู้สึกว่าจะฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี เลยไม่ค่อยมีเงินซื้อผ้ามาตัดเสื้อกระมัง เห็นตัวเล็กๆ ทั้งนั้น บางตัวก็ไม่มีแขน บางตัวไม่มีแม้กระทั่งส่วนหัวไหล่ อาจมีผ้าเส้นเล็ก ๆ ยึดอยู่เท่านั้น (เห็นแล้วอดสงสารคุณเธอเหล่านั้นอยู่จับใจ) ลูกชายของผมชอบเสียจริง ๆ ชอบเองยังไม่เท่าไหร่ ยังเผื่อแผ่ เรียกให้ผมดูอีก “ป่าป๊า โป่โป๊” แล้วหยิบภาพเหล่านั้นออกมาให้ผมดู แหม่… ใจดีจริง ๆ ลูกชายของผม

    ที่เขียนนี่ ไม่ใช่ว่าต้องการจะโจมตีการแต่งตัวของใครหรอกครับ ผมไม่สนใจหรอกครับ ผมเชื่อว่าทุกคน มีสิทธิเสรีภาาพในการแต่งตัว ถ้าเกิดวันหนึ่ง ผมมีลูกสาว แล้วลูกสาวแต่งตัวแบบนี้ ผมเองก็ได้แต่ทำใจครับ อาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ กระแสสังคม กระแสแฟชั่น สำหรับพวกวัยรุ่นแล้ว พ่อแม่หรือผู้ปกครองที่อายุห่างกันมาก ๆ ยากนักที่จะเข้าใจ พวกเราเองก็เคยเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่นมาก่อน พวกเราเองก็ไม่ขอบให้พ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่มากค่อยจ้ำจี้จ้ำไชทำอะไรที่ฝืนใจของเรา เราเองยังคงคิดว่าสิ่งที่เราทำไปนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แน่นอน ถึงยุคลูกของเราแล้ว แฟชั่นอะไรต่าง ๆ คงจะยิ่งหวือหวายิ่งขึ้นไปอีก แล้วสภาพสังคมขณะนั้น ก็จะนิยมสิ่งนั้นๆ ถือว่าเป็นสิ่งถูกต้อง พวกเราเองต่างหาก ที่คิดว่ามันไม่ถูก ไม่ควร ใจผมนั้น ผมคิดว่าเราต้องพยายามยอมรับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม แม้จะไม่ดีไม่งามนัก แต่ถ้าไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย ก็น่าจะพูดได้ว่า “OK” ยกเว้น บางกรณีที่มันสุด ๆ จริง ๆ ก็คงต้องปรามกันบ้าง

    ที่เขียนมานี่ ก็แค่ความนึกคิดเท่านั้น ผมเองยังไม่มีลูกสาว เพียงแต่คิดว่า พวกเราควรจะต้องพยายามเข้าใจลูก ๆ ของพวกเราให้มากที่สุด ยิ่งเขาโตขึ้น มีเพื่อนมากขึ้น เขาก็จะยิ่งห่างพวกเรามากขึ้น ฉะนั้น สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือ พยายามเอาใจใส่ลูก ๆ ให้มากที่สุด ศึกษาทุกอย่างที่เขาสนใจ พร่ำสอนสิ่งที่ดีงามตอลดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ผมว่าแค่นี้ พวกเราก็คงไม่ต้องไปกลุ้มใจกับพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ลูก ๆ พวกเราอาจจะทำขึ้นมา ถ้าเรารู้สภาพแวดล้อมเขา เข้าใจพฤติกรรมเขา เราก็จะสามารถพูดกับเขารู้เรื่อง เมื่อพูดกันรู้เรื่อง มันก็เป็นการสมควรที่เขาจะเชื่อเรา เมื่อเขาเชื่อใจเรา เขาก็จะเชื่อฟังเรา จริงไหมครับ

    กลับมาที่เรื่องลูกชายของผมกันดีกว่า ก่อนจะเครียดกันไปมากกว่านี้ ตอนนี้ลูกชายของผมมีฉายาว่า “ไอ้งูเล็ก” ก็เนื่องมาจากคำว่า “โป่โป๊” นั่นแหละ เล่นดูภาพโป๊ไป ทำตาหวานไป อีกหน่อยโตขึ้น ก็คงไม่พ้นคำว่า “เฒ่าหัวงู” แน่นอนเลย คิดดูเอา ขนาดผมนั่งดูทีวีอยู่ เขาเรียกให้ผมเปลี่ยนช่องไปดู “โป่โป๊” ของเขา (แฟชั่นโชว์ ช่อง 39 UBC) ผมเคยเปิดให้เขาดูไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง ติดงอมแงมเลย “ไอ้งูเล็ก”เอ๊ย แต่ก็ช่างเถอะ อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่าเขาชอบผู้หญิง เขายังคงเป็นผู้ชาย เป็นเพศที่เขาเกิดมา และยังคงเป็นเพศเดียวกันได้ ไม่มีการเบี่ยงเบนไปเพศที่สอง เพศที่สาม จะเป็นไอ้งูเล็กหรือ ไอ็งูใหญ่ ก็ช่างเขาเถอะ ไม่เห็นเสียหายอะไร ขนาดผมกล้าปล่อยให้ลูกสาว(ถ้ามี) แต่งตัวได้ตามสมัยนิยม แล้วจะไปห้ามลูกชายทำไม เรื่องปกติ เอาเวลาที่จะกลุ้มใจไปเอาใจใส่ลูกดีกว่า สร้างสรรสิ่งดีๆ ร่วมกับเขา สอนเขา ไว้ใจเขา แน่นอนเขาจะไว้ใจเรา รักเรา เขาจะรู้ว่าเราไม่อยากให้เขาอะไร และเขาก็จะไม่ทำอย่างนั้น ผมคิดว่า ผมคิดไม่ผิด !

    Tags: , , ,

  • โดย… หมอนข้าง

    สองวันก่อน ผมได้รับ e mail จากเพื่อนที่อยู่อเมริกา เป็น joke ขำขำของที่นั่น ซึ่งอ่านแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ แถมยังลงท้ายไว้ว่า ไม่มีปัญหาถ้าคุณจะแบ่งปันให้เพื่อน (ที่แต่งงานแล้ว) ของคุณอ่าน ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าจะเสียอรรถรสถ้าแปลเป็นภาษาไทย คงไม่ลำบากนะครับ

    • Getting married is very much like going to a continental restaurant with friends. You order what you want, then when you see what the other fellow has, you wish you had ordered that.
    • At the cocktail party, one woman said to another, “Aren’t you wearing you wedding ring on the wrong finger?” The other replied, ” Yes I am, I married the wrong man.”
    • Marriage is an institution in which a man loses his bachelor’s degree and the woman gets her master’s.
    • A little boy his father, “Daddy, how much does it cost to get married?” And the father replied, “I don’t know, son, I’m still paying for it.”
    • Young Son : Is it true, Dad, I heard that in some parts of Africa a man doesn’t know his wife until he married her? Dad: That happens in most countries, son.
    • Then there was a man who said, ” I never knew what real happiness was until I got married; and then it was too late.”
    • A happy marriage is a matter of give and take; the husband gives and the wife takes.
    • Three rings: Engagement ring, Wedding ring, Suffering.
    • When a newly married man looks happy we know why. But when a ten-year married man looks happy - we wonder why.
    • Married life is very frustrating. In the first year of marriage, the man speaks and the woman listens. In the second year, the woman speaks and the man listens. In the third year, they both speak and the neighbors listen.
    • After a quarrel, a wife said to her husband, “You know, I was a fool when I married you.” And the husband replied, ” Yes, dear, but I was in love and didn’t notice it.”
    • It doesn’t matter how often a married man changes his job, he still ends up with the same boss.
    • A man inserted an ‘ad’ in the classifieds: “Wife wanted”. Next day he received a hundred letters. They all said the same thing; “You can have mine.”
    • When a man opens the door of his car for his wife, you can be sure of one thing: either the car is new or the wife.
    • A perfect wife is one who helps the husband with the dishes.
    • A woman was telling her friend, “It is I who made my husband a millionaire.” “And what was he before you married him.” Asked the friend. The woman replied, “A multi-millionaire”.

    jokes ตลกร้ายเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เป็นแก่นสารเท่าไร แต่ถ้าคู่ผัวตัวเมียใดที่ทะเลาะกัน เรื่องที่เล่ามาเหล่านี้ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินในชีวิตประจำวันของเรา เมื่อเกลียดขี้หน้ากันอะไร ๆ ก็ขุดขึ้นมาด่ากันได้เสมอ

    ถ้าคนเราเวลาโกรธกัน แล้วนึกถึงสิ่งดี ๆ ของฝ่ายตรงข้ามสักหน่อย ผมว่า…… อย่างน้อยมันน่าจะทำให้คุณรู้สึกดีดีกันมากขึ้น !!!

    Tags: , ,

  • การเดินทางเยือนประเทศ ไทยของประธานาธิบดี เจียง เจ๋อ หมิน (Jiang Zemin) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ (ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 2 ถึง วันอาทิตย์ที่ 5) นับเป็นการเดินทางเยือนประเทศไทยโดยประมุขแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคนที่ 3 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่เพียงแต่เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ยังถือว่าเป็นปีเฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณัฐประชาชนจีนครบรอบ 50 ปีอีกด้วย และหากพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว เป็นที่ตระหนักดีว่า นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดไปพร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต โลกก็เข้าสู่สภาพความเป็นเอกมหาอำนาจ (Hegemony)

    เมื่อ รัสเซียล่มสลายก็คงจะมีแต่จีนเพียงประเทศเดียวที่เป็นกำลังสำคัญในหมู่ ประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็ยังเหลือเพียง เกาหลีเหนือ, เวียดนาม และคิวบาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อโลกนี้เหลือประเทศคอมมิวนิสต์เพียงสี่ประเทศ สงครามเย็นก็จึงไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป สงครามเศรษฐกิจทั้งในและนอกรูปแบบต่างหากที่กุมชะตาชีวิตของชาวโลก

    จีน เป็นประเทศเดียวที่ยังพอจะมีกำลังอำนาจแม้ไม่มากเท่าสหรัฐแต่ก็มากกว่า ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือ โดยเฉพาะข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ที่จีนได้วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับแนวเสรี นิยม แม้จะไม่ทั้งหมดโดยทันทีทันใดก็ตาม จีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะประชากรจีนมีจำนวนมหาศาล นักธุรกิจสหรัฐหลายรายต่างก็ให้ความสำคัญกับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

    ใน การเยือนไทยครั้งนี้ ประธานาธิบดีจีนได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง ” กระชับสัมพันธไมตรี สมานฉันท์เพื่อนบ้าน ร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่รุ่งโรจน์ ” เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยประกาศจุดยืนที่จะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อแสวงหาสันติภาพ ต่อต้านคัดค้านอำนาจนิยม และการเมืองที่ถืออำนาจเป็นใหญ่ ขณะที่จีนจะไม่แสวงหาความเป็นเจ้าโลกอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังระบุถึงเรื่องลัทธิล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจใหม่ ตามสภาพที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปท่านกลางความล่มสลายทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เอเซียอะตัวออกเฉียงใต้

    สุนทรพจน์ของประธานธิบดีจีนนั้นอาจจะเป็นที่ถูกใจใครบางคนในเมือง ไทยเรา ทั้งนี้เพราะต่างก็ได้เรียนรู้แล้วถึงมหามิตรของเราในอดีตที่เมื่อยามที่เรา ตกระกำลำบาก ก็ไม่เคยช่วยเหลือตามที่มิตรพึงจะกระทำต่อกัน นอกจากนั้นประธานธิบดีจีนยังกล่าวอีกว่า การติดต่อทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศควรยึดถือหลักการเสมอภาค อำนวยผลประโยชน์และการพัฒนาร่วมกัน กำหนดกฎระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ควรสะท้อนถึงข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่

    ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือการกล่าวถึงการละทิ้งความคิดแบบสงครามเย็นโดยสิ้นเชิง เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของโลก ประเด็นนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าสหรัฐพยายามใช้นโยบาย ” ปิดล้อม ” (Contendment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งจีนพยายามทำทุกวิถีทางและพยายามผ่อนปรนในหลายประเด็นเพื่อจะได้เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก แต่ก็ถูกสหรัฐขัดขวางมานานหลายปี

    ประธานาธิบดีจีนยังกล่าวถึงวิกฤติทางการเงินของเอเซียว่า จีน ไทย และประเทศอาเซียนมีความรู้สึกอันเดียวกัน และได้ลงเรือลำเดียวกันมาท่ามกลางมรสุม (คำพูดลักษณะนี้ไม่เคยมีมาจากมหามิตรของเราเลย)

    เป็น ที่รู้กันทั่วโลกว่าจีนพยายามรักษาวิกฤตนี้ทางหนึ่งก็คือการไม่ลดค่าเงิน หยวน (Renminbi) แม้ว่าจะมีสาเหตุมาจากการรักษาผลประโยชน์ของจีนเองด้วยก็ตาม แต่ก็ได้แสดงให้เห็นน้ำใจในระดับหนึ่งที่จีนในฐานะมหาอำนาจแห่งตะวันออกพีงก ระทำต่อมิตรประเทศ นอกจากนั้นประธานาธิบดียังยังย้ำถึงแนวทางการรักษาสันติภาพ และเสถียรภาพของส่วนภูมิภาคและทะเลจีนใต้โดยการปรึกษาหารือกัน เรื่องนี้หมายถึงข้อพิพาทในกรณีหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratley Is.) ในทะเลจีนใต้เป็นหมู่เกาะที่อยู่ท่ามกลางอาณาบริเวณของประเทศในแถบริมทะเล จีนใต้ เช่น เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และจีนเป็นต้น ซึ่งต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะแห่งนี้ ทำให้แยกไม่ออกว่าใครเป็นเจ้าของกันแน่ และที่สำคัญนัยว่าจะมีทรัพยากรมีค่ามากในหมู่เกาะดังกล่าว

    ประธานธิบดีจีนยังกล่าวอีกว่า จีนกับไทยเป็นพี่น้องกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ทรงสร้างคุณูปการอันล้ำเลิศไว้เพื่อผลักดันมิตรสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี้ ตนใคร่ขออำนวยพรอย่างจริงใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยเป็นอย่างมาก โดยถือว่าประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญที่สุดประเทศหนึ่งใน ภูมิภาค และทิ้งท้ายไว้ว่า ” ข้าพเจ้าขออวยพรให้ประเทศไทยเจริญไพบูลย์ ขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยจงเหมือนเครื่องสังคโลก ซึ่งช่างจีนและช่างไทยร่วมมือสร้างขึ้นนั้น ยิ่งเวลานานเท่าไร ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเท่านนั้น ”

    ได้ยินแล้วพลางนึกย้อนว่าเคยมีประมุขฝรั่งท่านใดพูดกับไทยอย่างนี้บ้างหรือเปล่าหนอ ?

    Tags: , ,

  • โดย… ไดโนเสาร์หลงยุค

    เอ้า ท่านบอกกันว่าตัวเลขประกันสังคมพุ่งสูงขึ้น แสดงว่าคนตกงานน้อยลง แต่ไงดูข่าวภาคค่ำวันหนึ่ง เห็นคนเข้าคิวรอรับแจกอาหารจากปอเต๊กตึ๊ง ซึ่งจัดทุกปี คนนี้แน่นขนัดไปเลย ข่าวยังบอกว่าปีนี้คนเข้าคิวยาวกว่าปีกลายอีก เอ๊ะ มันส่อให้เห็นอะไรนะครับ แล้วไดโนเสาร์แก่ ๆ อย่างผมจะเชื่อใครดี แต่ใครอย่าอุตริไปถามท่านวุฒิเข้าให้ล่ะ ท่านชำนาญเกี่ยวกับออกแรงเตะปี๊บเสียงดัง ตัวเลขไหนก็ไม่สนใจหรอก สนแต่ใจยังสู้

    แปลกจริงเหนอ คุณสุรสีห์ที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับพรบ.ข่าวสาร ทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนให้คลายสงสัย วันดีคืนดี ถูกถอดออกจากตำแหน่ง เตะโด่งกลับไปอัยการสูงสุด ด้วยว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ทันอกทันใจเจ้านาย แต่สื่อกับ NGO กลับบอกว่าท่านทำงานดีเกินไป จิ๊กกี๋เลยสั่งย้ายสักเลย ไดโนเสาร์อย่างผมฟังจนไมเกรนขึ้น แต่เอ๊ะจะใช้สิทธิพรบ.ข่าวสารตรวจสอบคำสั่งย้ายนี่ จะถูกถอนจากสิทธิไดโนเสาร์ไทยหรือเปล่าหนอ

    เสรีภาพ ในการเลือกซื้อถุงยางมีใกล้แค่เอื้อม ได้ข่าวว่าบริษัทชื่อดังจะวางถุงยางไว้ข้างรั้วมหาวิทยาลัยเลย พร้อมทั้งยังชี้แจงว่าเพื่อเป็นการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องให้ เกิดปัญหาภายหลัง แต่ฟังแล้วมันเหม่ ๆ พิกลนายท่านครับ เพราะมันสะดวกต่อการใช้และสะดวกซื้อจังเลย แล้วไอ้ที่ฟรี ๆ นี่มันจะไม่ยุ่งทั้งวงการศึกษาหรือครับ แค่ข่าวนักศึกษาขายตัว ก็ปวดหัวแล้ว ไดโนเสาร์อย่างผมว่าการนำถุงยางไปไว้ใกล้เหมือนเอาปลาย่างไปฝากแมว มันปลายเหตุครับ ถ้าจะแก้ต้นเหตุน่าจะอบรมให้เข้าใจต่อปัญหาที่จะเกิดภายหลัง เคารพซึ่งกันและกัน มันน่าจะดีกว่า ขอเถอะ เห็นแก่สังคมบ้าง อย่างเร่งตัวเลขขายมากนักเลย แค่นี้อกไดโนเสาร์จะแตกแล้ว

    ด่วนสายฟ้า มันมาตามสาย ไม่ใช่โฆษณาหนังนางนากนะครับ แต่เป็นหวยออนไลน์ใบละ 40 บาท กดปุ๊บได้ปั๊บ เท่ไปเลย ไฮเทคแบบสหวรรษ 2000 ครับ แต่มันเข้าข่ายอบายมุขหรือไม่นายหัวชวน เห็นบอกให้เยาวชนละเลิกอบายมุข สั่งเก็บตู้เกมส์ที่มีการเล่นเป็นแต้ม คะแนน แล้วไอ้ตู้หวยออนไลน์มันไม่เข้าข่ายหรือ คะแนนออกเห็น ๆ ได้เสียชัดยิ่งกว่าตู้เกมส์ตามห้าง เฮียตือไม่ลองมาขอเอี่ยวด้วยคนหรือ

    ช่วงนี้วลียอดฮิตคงไม่เกิน “ไม่เอาชวน แล้วเอาใคร” อึ้งกิมกี่กันทั้งเมือง เจอลูกนี้ของประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้ว ไดโนเสาร์แก่ ๆ อย่างผมอยากตอบว่า “ไม่เอาใครทั้งนั้น ที่ไม่ใช่มหาเธห์” นายชวนจะว่าอย่างไรครับ

    เจ้าพ่อซีไอเอ ได้รับรางวัลใหญ่อีกแล้ว ก็ระเบิดไงครับ ท่านเจอทุกทีตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม ผมว่าท่านผูกดวงรับเละ (ระเบิด) คนเดียว น่าสงสารจังเลย ว่าง ๆ น่าจะเปิดรับอาสาสมัครรับช่วงแทนท่าน แต่เอ๊ะ อย่ามาให้ไดโนเสาร์อย่างผมรับแล้วกัน

    รักกันสนั่นเมือง ตูม ความรักของอีดี้จวบช่างยิ่งใหญ่ ใจหนึ่งรักคุณชายกรหมดหัวใจ อีกใจก็เกรงใจสมัครพรรคพวกข้าวเหนียวกระติ๊บเดียวกัน เช่น คุณพินิจ, คุณรักเกียรติ, คุณเกียรติชัย จนร่ำ ๆ อยากเป็นผู้นำทัพให้ แต่ความรักของท่าน มันเกินดีกรีพอดีไป ๆ มา ๆ ทำท่าท่านจะมาอยู่กับไดโนเสาร์อย่างพวกผม (ฮิ ฮิ สูญพันธุ์ไงครับท่าน)

    คณะกรรมการไตรภาคีไม่ลองเข้ามาดูแลเรื่องแบบนี้บ้างหรือ เล่นแต่ค่าแรงขั้นต่ำทุกปี เรื่องมันมีอยู่ว่าหนังสือพิมพ์ลงข่าว ทางเทเลไฟว์จะสร้างละคร และให้พนักงานแสดงเป็นนักแสดง โดยถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ และไม่มีค่าตัวพิเศษให้ ไอ้ผมฟังแล้วหนังตามันกระตุก การสมัครทำงานกับบริษัทหนึ่งเดี๋ยวนี้ต้องอุทิศทั้งกายและวิญญาณให้หมดเลย หรือ มันไม่ต่างกับการเป็นทาสเลย ยิ่งยุคนี้ใครปฏิเสธบริษัท มีหวังออกไปวิจัยฝุ่น ได้เล่นละครเรื่อง “ชีวิตเปื้อนฝุ่น” แทน เอ้า ช่วยกันดูหน่อย ทาสยุคทุนนิยมมันมาแรง แบบสามช่าเลยครับ

    Tags:

  • โดย… เครื่องเทศ

    ณ. มุมห้องเงียบสงบแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มรูปร่างผอมคล้ำนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ยาว สายตาเหม่อลอยชมภาพที่ประดับบนผนังเป็นรูปวิวทิวทัศน์ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ สัตว์ป่า จำพวกเก้ง กวาง ออกมาเล็มยอดไม้ และดื่มน้ำริมห้วยที่ใสจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย นาฬิกาเรือนหนึ่งเดินอย่างช้า ๆ สม่ำเสมอตามหน้าที่ของมัน เห็นเป็นเวลา 15.00 น.

    ณ. เวลา 15.00 น.

    เสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว ยามเช้าวันใหม่มาถึง กลิ่นหอมของพืชพันธุ์นานาชนิดทำให้ผู้อาศัยอยู่จิตใจรื่มรมย์ยิ่ง ที่นี่เป็นรังรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ปลูกกระท่อมอาศัย เสียงชายหนุ่มดังว่า

    “มะลิ เดี๋ยวพี่จะไปที่แม่น้ำใหญ่ตกปลา น้องอยู่นี่เตรียมหุงข้าวไว้รอก่อนแล้วกัน”

    หญิงสาวชื่อมะลิ ยิ้มตอบว่า

    “จ๊ะพี่ เดี๋ยวน้องจะหุงข้าวรอและเด็ดผักละแวกนี้เตรียมไว้ พี่กลับมาพร้อมปลา เราก็จะได้กินปลาทอดกัน”

    ชายหนุ่มกระชับผ้าขาวม้า มือหันไปหยิบปืนแก๊ป, คันเบ็ด และสะพายย่าม ขยับกายหมายจะเดินออกไป พลันได้ยินเสียงเรียกทักดังว่า

    “นี่บ้านของนายบุญมาก ใช่หรือไม่ ?”

    ชายหนุ่มชะงักอัปกิริยาเหลียวหน้าไปทางต้นเสียง เห็นชายฉกรรจ์ในชุดกากี จำนวนห้าคนเดินมาทิศทางนี้ ผู้นำหน้าเป็นชายหนุ่ม ในมือถือสมุดขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง สายตากวาดมองรอบบริเวณ ปากพึมพำว่า “อ้อ ที่นี่ช่างสมบูรณ์ดีแท้”

    นายบุญมาก เห็นคนแปลกหน้าจำนวนมากเข้ามาในเขตบ้าน สงสัยในใจยิ่ง ปากตอบว่า

    “ครับนาย ผมบุญมาก นายมีอะไรกับผมหรือ ?”

    “อ้อ ไม่มีอะไรมาก คือหลวงเขาจะเวนคืนที่แถบนี้ เพื่อทำถนน นายต้องออกจากที่นี่ในเดือนนี้ เอ้า รับจดหมายเวนคืนสัก”

    ชายสีกากีทางซ้ายมือ หยิบซองน้ำตาลวางไว้หน้าบ้าน พูดว่า

    “เงินค่าเวนคืน มีรายละเอียดอยู่ในนี้ อีกสองวัน ก็นำเอกสารไปจัดการกับทางอำเภอได้เลย”

    ชายที่ถือสมุดบัญชี กล่าวตัดบทว่า

    “พวกข้าต้องไปละ ยังต้องไปอีกหลายบ้าน”

    กล่าวจบ พากันหันกายเดินจากไป บุญมากกับมะลิยังยืนงุนงง ใบหน้าของมะลิซีดขาว กล่าวว่า “นี่ เราจะเอาอะไรมาทำกินล่ะพี่ เขาไล่ที่เราอย่างนี้”

    บุญมากทรุดกายลงนั่ง ตามองซองสีน้ำตาล นิ่งเงียบไม่ตอบวาจามะลิ

    ณ. เวลา 18.00 น.

    ใบสีเขียวปลิวว่อนอยู่ทั่วทุ่ง ทุ่งนี้เป็นของตาดำและลูกชายชื่อนายเอก ทั้งสองยืนนิ่งมองดูต้นข้าวที่เริ่มออกรวง แต่ปีนี้แล้งนัก ผ่านมาหลายเดือน ฝนก็ไม่มีทีท่าจะตก พันธุ์ข้าวนี้ทั้งสองซื้อมาด้วยราคาแพงจากบริษัทมอนหิวโซ ที่ผูกขาดเมล็ดพันธุ์หอมมะลิ เขาโฆษณานักหนาว่าข้าวพันธุ์นี้เติบโตได้ดี แม้จะแล้งนัก ใช้น้ำน้อย แต่นี่มันแล้งจัดมาก แม้พันธุ์จะทนแล้งและใช้ปุ๋ยน้อยจริงอย่างที่มอนหิวโซมันบอก แต่มันก็ยังต้องการน้ำบ้าง ถ้าขืนแล้งจัดอย่างนี้ น่ากลัวนาคงต้องล่มแน่

    นายเอก ส่งเสียงดังทำลายความเงียบว่า

    “พ่อ เห็นทีต้องจ่ายเงินให้บริษัทชลเอดีบี ผันน้ำเข้ามานาเรา ขืนปล่อยอย่างนี้ เราคงฉิบหายแน่ แล้วปลายปีเราคงไม่มีเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์มอนหิวโซมาลงได้อีก เราจะแย่กว่านี้นักพ่อ”

    ตาดำ มองท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ แสงแดแผดแรงจ้า ถอนหายใจ ตอบกลับว่า

    “อ้อ ก็คงอย่างเอ็งว่า ต้องไปเสียค่าน้ำให้ชลเอดีบีมันอีกแล้ว เมื่อก่อนนึกว่าพันธุ์มอนหิวโซจะทนแล้ง ใช้ำน้ำน้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่มันว่า แต่ฝนฟ้าไม่เคยเป็นใจ ตกซู่ สองซู่ ก็หมดไป เสียค่าน้ำให้ชลเอดีบีอีก ฮ่อ เมื่อก่อนน้ำจากฝายเราก็จัดการวิดเข้านาเอง ตั้งแต่มันเข้ามา บอกว่าไม่ต้องลำบากเรื่องจัดหาน้ำ มันจะบริการให้เสร็จสรรพมาถึงที่ แต่ไป ๆ มา ๆ มันก็เป็นเสือนอนกินดี ๆ นี่เอง สูบเราไปจนกรอบเลย”

    น้ำเสียงตาดำ แฝงแววตัดพ้อต่อโชคชะตา แต่ก็ต้องจำยอมเพราะนับวันอากาศยิ่งวิปริตหนักขึ้น

    ณ. เวลา 20.00 น.

    “แม่ แม่ ช่วยซื้อ O2 บริสุทธ์ กระป๋องหนึ่งให้ผมหน่อยสิ ผมรู้สึกคัดจมูกจังเลย”

    เสียงใส ๆ ของเด็กชายวัยประมาณสิบสองขวบ ใบหน้ามอมแมมไปด้วยฝุ่น จมูกและปากคลุมด้วยวัสดุสีเงิน และแต่งกายในชุดสีเงินทั้งเสื้อและกางเกง เงยหน้ามองผู้เป็นมารดาอย่างอ้อนวอน

    ผู้เป็นแม่ก็แต่งตัวในชุดสีเงินเฉกเช่นเดียวกับเด็กชาย ใบหน้าก็ปิดไว้ด้วยวัสดุบางสีเงิน ในมือนางกำบัตรขนาดเล็ก มุมบัตรติดชิบสีทองแดง มองดูตู้ขายระบบอัตโนมัติที่บรรจุกระป๋องมีโลโก้เป็นรูป “คาวบอยขี่ม้า” สีขาว, สีชมพู, และสีฟ้า เรียงอยู่ในตู้เต็มไปหมด มันเป็นกระป๋องบรรจุออกซิเจนบริสุทธิ์ ซึ่งหายากยิ่งในผืนพิภพนี้ เปรียบได้กับน้ำที่มีค่าที่ต้องแลกซื้อหาด้วยอัตราสิบดอลล่าห์ต่อลิตร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต สมัยก่อนนางเคยได้ยินคนเราสามารถรองน้ำฝนมาดื่มกินได้ หรือตักจากแม่น้ำลำคลอง แต่สมัยนี้อย่าว่าจะเห็นเม็ดฝนสักหยดเลย แม่น้ำลำคลองล้วนถูกปิดด้วยแผ่นโลหะบางเพื่อป้องกันฝุ่นพิษในอากาศตกใส่ ทางเดียวที่ใช้น้ำบริสุทธิ์ คือใช้บัตรชิพใบนี้ ดังนั้นการซื้อ O2 บริสุทธิ์กระป๋องหนึ่งในราคาห้าดอลล่าห์ จึงทำให้นางต้องนิ่งคิดอยู่นาน เพราะตัวเลขสะสมในบัตรชิพนี้เหลือน้อยเต็มที กว่าจะถึงเดือนใหม่

    นางเหลียวมองดูตู้ขายอัตโนมัติ สลับกับใบหน้าลูกชายที่ยืนกระวนกระวายรอคำตอบ ต้องฝืนใจตอบลูกว่า

    “ลูกเอ๋ย ทนไปก่อนเถอะ เรายังต้องใช้ชิพซื้ออาหารและน้ำอีก อีกอย่างเรายังไม่ได้จ่ายค่าเช่าแคปซูลเดือนนี้เลย”

    เด็กชายพอฟัง ในใจต้องผิดหวัง จริงอยู่อากาศที่หายใจยังฝืนทนสูดเข้าออกได้ แต่มันรู้สึกดีถ้าได้สูดอากาศบริสุทธิ์จากกระป๋อง O2 สักกระป๋องหนึ่ง แต่เขาก็ทราบดีมันเป็นการผลาญชิพโดยใช่เหตุ จิตใจดวงน้อย ๆ ของเด็กชายจมอยู่ในภวังค์มืดมิด เฉกเช่นควันเทารอบกาย

    ณ. เวลา 24.00 น.

    . . . . .

    Tags: ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    นสพ . จุฬาฯเจาะ นศ.ชาย ขายตัวราคาแพง 3 หมื่นบริการทั้งชาย - หญิง

    พาดหัวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2542 และก่อนหน้านั้นก็มีการพาดหัวในหนังสือพิมพ์อีกว่านักศึกษาสาวขายตัวที่เชียงใหม่ (ขออภัยที่มีการเอ่ยถึงสถาบัน)

    10 ปีที่แล้ว เมื่อสมัยที่ผมเป็นนักศึกษา เรื่องเหล่านี้ก็เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ข่าวคราวของเรื่องนักศึกษาขายตัว นั่งดริ๊ง ถ่ายนู้ด (เป็นข่าวลง นสพ. ไปหลายสัปดาห์ นักศึกษาสถาบันนั้นก็ออกมาประท้วงกันวุ่นวายไปหมด) ก็ปรากฏออกมาเรื่อย ๆ จากคำบอกเล่าบ้าง จากสื่อมวลชนบ้าง หรือจากการพบเห็นโดยบังเอิญ หรือแม้กระทั่งคนที่ทำเองมาเล่าให้ฟัง (นักศึกษาชายคนหนึ่งทำงานที่ชิพแอนด์เดล)

    ประเทศไทยรู้ รัฐบาลไทยรู้ สังคมไทยรู้ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันเองก็รู้ แต่ไม่มีใครยอมรับ หมกกันเอาไว้ หน้าบางกันทั้งประเทศ สส. บางคนยังไปเลือกใช้บริการเลย

    เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นมากี่ยุคกี่สมัย นาน ๆ ทีพอมีคนพูด สื่อมวลชนก็จะตีแผ่ให้ทราบ แต่ก็ไม่เคยเห็นมีการแก้ไขกันอย่างจริงจัง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทำนายได้เลยว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ หรือคณะวิจัย แล้วก็เงียบเป็นเป่าสาก เมื่อไรคนไทยจะเลิกหน้าบางแล้วเอาจริงจังกับปัญหาทุกอย่างสักที

    ผมเชื่อว่าความตั้งใจที่จะไปขายตัวนั้นมีอยู่หลายเหตุผลด้วยกัน ไม่ว่าจะตั้งแต่ครอบครัวยากจน ส่งเสียตัวเองพี่น้องเรียนหนังสือ ใช้หนี้ ใจแตก รักสนุก หรือแม้กระทั่งเท่ห์ สำหรับผู้ชายขายตัว แต่ถ้าเรามองลึก ๆ ลงไป สิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการคือ เงิน เพราะเงินเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาของเขาเหล่านั้นได้ และแก้ได้ในเวลาอันสั้น

    ไม่ว่าเขาเหล่านั้น จะทำด้วยเหตุผลอันใด จะทำเป็นอาชีพหรือสมัครเล่น จะเป็นนักศึกษา นักเรียน พาณิชย์ สาวเหนือ แม่บ้านข้าราชการ คนตกงาน ไฮโซตกอับ ก็แล้วแต่ ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเขาและเธอเหล่านั้นว่าทำผิดหรือถูกอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตคือ คนไทยมีทัศนคติที่ผิด กับเงินตรา วัตถุ สิ่งของ และความฟุ่มเฟือย ตั้งแต่พ่อแม่ที่ขายลูกสาวเพื่อเงิน เจ้าตัวเองที่ขายตัวเพื่องานที่สบายกว่า ได้เงินเร็วกว่า เพื่อซื้อ รถ กระเป๋า เหล้านอก

    ต้องโทษการศึกษา การศึกษาของคนไทยไม่ได้สอนให้เรามีทัศนคติที่ดี การศึกษาของเราไม่ได้สอนให้เรารู้จักคิดว่าอะไรที่ควรจะยึดติด อะไรที่ไม่ควรจะยึดติด การศึกษาไม่ได้สอนให้คนไทยรู้จักสร้างตราสินค้าของตัวเอง แต่ยึดติดกับยี่ห้อต่างชาติ การศึกษาไม่ได้สอนให้เราคิดหาเหตุผล แต่สอนให้เราจำ การศึกษาไม่ได้สอนให้เรารู้จักสร้าง เพียงแต่รู้จักซื้อ การศึกษาไม่ได้สอนให้เราต้องเป็นคนดี แต่สอนให้เราต้องเป็นคนรวย เวรกรรมประเทศไทย แล้วการศึกษาแบบนี้จะสามารถสร้างให้คนมีสิ่งที่ดีในสมองได้

    และถ้าไม่มีสิ่งที่ดีในสมองไว้ขาย จะมีอะไรให้ขายล่ะ นอกจากตัว!!!

    บุญกรรม รำพัน

    เวรกรรมของคนบางเขตในฝั่งธน คนที่กล่าวถึงคราวที่แล้วจะลงสมัคร สส. แน่นอน ลูกชาย 2 คน ลง 2 เขต สวัสดีความเศร้าประเทศไทย!!!

    ก็ 2 คนนี้แหละที่สื่อมวลชนเขาลงข่าวว่า ไปตบหน้าสาวนักศึกษาที่หน้าผับ - อุวะ ก็ถ้าตบผู้ชาย มันก็สวนด้วยลูกปืนสิ ฮา……………….

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ยุ่งตายห่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นเป็นทองคำสุกประกาย อีกคนดันเห็นเป็นขี้เลน โลกนี้ช่างวุ่นนัก ที่เกริ่นมานี่เพื่อต้องการชี้ไปที่ “เศรษฐกิจไทยฟื้นหรือฟุบ” คำตอบมันช่างวุ่นวายจริงหนอ จนผู้น้อยอย่างกระผมอยากจะขอไปภาวนาพุทโธ บ้างอ้างตัวเลขสาระพัดว่ามันผงกหัวขึ้นแล้ว เช่น ดุลชำระเงิน, อัตราแลกเปลี่ยนคงที่, คนเข้ากองทุนประกันสังคมมากขึ้น แต่อีกฝ่ายกลับเห็นแต่ข่าวธนาคารไม่ปล่อยกู้, บริษัททยอยปลดคนงาน, NPL ไม่ลด

    โดยเนื้อแท้แล้วทุกสิ่งมันต้องเป็นไปตามวัฎจักร โยมเอ๋ย มีเกิดย่อมมีดับ ว่าไปนั่น แต่ที่ผมพร่ำบ่นก็คือ อย่าไปยึดตัวเลขมากนักเลย ควรจะไปดูกระบวนการที่ทำให้เกิดตัวเลขนี้ขึ้น นั่นสำคัญกว่ามาก อ้างแต่ตัวเลข ระวังจะเกิดอับเฉาทางปัญญาขึ้นมานักครับ ตัวอย่างเห็น ๆ ตอนเศรษฐกิจฟองสบู่ ต่างวิเคราะห์โครงการว่าผลตอบแทนมันสูง พากันกระโจนลงไป อีกทั้ง BIBF ทำให้ต้นทุนการเงินถูก แบงค์ต่างอ้อนวอนให้ช่วยกันถลุงเงินไปใช้ เพลิดเพลินสำราญใจ แล้วไงฉิบหายเห็น ๆ เพราะคนไทยยังไม่ชินกับการใช้ตัวเลข มันเป็นพื้นฐานของตะวันตก แต่สังคมไทยอยู่กันด้วยน้ำใจ ความรักฉันพี่น้อง มีมุทิตาจิตต่อกัน ความชำนาญตัวเลขอย่าไปพูดถึงเลย ถ้าไม่ใช่เรื่องใบ้หวย (ปล.ไม่ใช่หวยออน์ไลน์นะครับ) ดังนั้นโครงการใหญ่ ๆ จำพวกปิโตรเคมี, ไฟฟ้า, เหล็กเส้น สำราญใจกับการเล่น Offshore Loan ซึ่งแต่ละโครงการล้วนใช้เงินกู้จำนวนมาก คืนทุนเป็นเวลานาน มันก็เลยผกผันเป็นการใช้หนี้เป็นเวลานานแทนไงญาติโยมเอ๋ย ต่างกับสหกรณ์ ที่ใชกฎกติกาแบบน้ำใจคนไทย (ในชนบท) เช่น สหกรณ์ครูชุบ ใครเดือดเนื้อร้อนใจ ก็ตรงเข้ากู้เงิน คณะกรรมการดูที่สภาพการดำรงชีวิต ให้คำแนะนำ ให้ทุนที่เหมาะสม ให้ปัจจัยเลี้ยงชีพ เช่น แบ่งปันข้าวสาร ช่วยกันลงแขก มันก็เลยอยู่กันอย่างผาสุก ไม่ผวากับโรคเบี้ยวเป็นเศรษฐี NPL

    ลองอีกสักตัวอย่างก็ได้ เวลาออกสินค้าโครงการใหม่ คนไทยนั้นพอเห็นเปอร์เซ็นต์อัตราตัวเลขโตขึ้น ๆ แตกเป็นไลน์ใหม่เลย ปั๊มสินค้าออกตลาด ช่วงแรกมันก็ยังติดลม เพราะคนยังเห่อ แต่ไป ๆ มา ๆ ตัวเลขอีกตัวมันเริ่มโผล่ ก็ตัวเลขสต๊อคไงครับ แล้วก็กลายเป็นตัวเลขเงินสดแดงขึ้นมา เจ๊งเห็น ๆ ซึ่งฝรั่งเวลามันทำ มันจะคิดที่แบรนด์ก่อน ให้ตลาดรับรู้ภาพสินค้าโดยเข้าใจถึงคุณค่า ไม่ใช่ที่ราคา ดังนั้นมันจึงมีกรรมวิธีสำรวจตลาด วิจัยพฤติกรรม วิเคราะห์ความคุ้มทุน บางทีมันกินเวลาเป็นปี ๆ เสร็จแล้วมันก็ผลักดันเข้าตลาดผ่านทั้งสื่อและช่องทางต่าง ๆ สร้างให้เกิด

    แบรนด์รอยัลตี้ขึ้น นี่ไง ถ้าคิดจะลอกความคิดเขา ก็ต้องลอกมาทั้งดุ้น คือลอกกระบวนการทำมาด้วย

    ที่พูดนี่ต้องการกระตุ้นให้เราพึ่งตัวเอง เพราะเราเองจะรู้จักบ้านเราดีกว่า และสร้างพิมพ์เขียวเหมาะกว่าให้เขามาบงการ อีกทั้งส่วนใหญ่เราลอกเขามาก็ลอกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ แม่นในทฤษฎี แต่ไม่รู้จักประยุกต์ใช้ มันก็เลยปล่อยให้เขาจูงจมูกเดินตามต้อย ๆ มีคนถามพอล ครุกแมนว่า “บรรดานักลงทุนและประเทศต่าง ๆ ในเอเชียโง่พอที่จะทำผิดซ้ำสองหรือเปล่านั้น” พี่ท่านตอบชัดเลยว่า “แน่นอน คำตอบก็คือพวกเขาโง่พอ”

    เอ้า อย่าพึ่งพากันเอ็ดตะโรไปด่าแกเลย ที่พอล ครุกแมนมั่นใจถึงขนาด ก็เพราะเขารู้จักพิมพ์เขียวที่ IMF มันยัดใส่และกระบวนการคิดเลียนแบบฝรั่งของชาวเอเชีย มันถึงตอบแบบฟันธงง่าย ๆ ว่า “โง่พอ” มันเจ็บก็จริง แต่ควรจำ และหาทางพิสูจน์ว่า เรานั้นก็มีกึ๋น ขอเถอะ อย่าใช้อารมณ์ตอบโต้แล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะไร และไม่แก้อะไร เหมือนปัญหาโสเภณีบ้านเรา พอฝรั่งมันเตะที เราก็ส่งหนังสือประท้วงที แต่ต้นตอปัญหาที่ทำให้ภาพพจน์เขาเห็น เราไม่เคยไม่แก้จริง ๆ จัง ๆ ทั้งอาบ อบ นวด หรือสถานเริงรมย์ต่าง ๆ คิดแล้วอยากสะอื้น

    ถูกละ การสร้างพิมพ์เขียวมันยากส์มาก แต่เป็นเด็กดีเขามันง่ายกว่า แต่คิดให้ดีที่เขายัดให้ ผลที่เขาต้องการคือรอเก็บเกี่ยวอีกสิบปีข้างหน้า ซึ่งมันรอได้ และมันคิดว่าคุ้มที่จะรอ แต่เมื่อถึงตอนนั้น เราถึงรู้ว่า เราไม่เหลืออะไรเลย เป็นมรดกให้ลูกหลาน น่าเศร้านัก เรามีของดีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร, เป็นศูนย์กลางความหลากหลายชีวภาพ, งานฝีมือที่ปราณีต, ธรรมชาติและน้ำใจคนไทย เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนเข้ามา ดังนั้นเราจึงควรพัฒนาทักษะโดยยืนอยู่บนพื้นฐานความรู้ของเรา อย่างเช่นสนับสนุนจินตนาการเหล่า SME ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อสร้างฝันของเขาให้เป็นจริง ไม่ใช่ดึงให้เขาเหล่านั้นมาอยู่ในกรอบหลักสูตร MBA ที่นำความเสื่อมปัญญามาสู่ในที่สุด

    การก้าวตามโลกาภิวัฒน์ เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ควรก้าวเดินบนความจริงของสังคมเราเอง กระผมแปลกใจทั้งที่เมืองไทยเป็นศูนย์กลางความหลากหลายชีวภาพ แต่กลับต้องเดินไปตามเกมส์ของตะวันตกที่ส่งผ่านมาทาง WTO โดยใช้สิทธิบัตรมาทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เราพึ่งพาอาศัยกัน และเราก็รับปากเขา ยกสิ่งที่เราควรได้ ให้เขาไป จากความหลากหลายชีวภาพที่เราได้เปรียบ กลายเป็นว่าเราถูกจำกัดสิทธิโดยเลือกไปรับสิทธิบัตรของ BIO Technology แล้วลูกหลานเราจะเหลืออะไรอีกครับ เกมส์มันถูกกำหนดจากฝ่ายเขา เราไปเล่นเกมส์เขา ก็เสร็จละสิครับ ทำไมเราไม้สร้างพิมพ์เขียวเราเอง ผมสงสัยจัง.

    Tags: ,