โดย… เครื่องเทศ
ณ. มุมห้องเงียบสงบแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มรูปร่างผอมคล้ำนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ยาว สายตาเหม่อลอยชมภาพที่ประดับบนผนังเป็นรูปวิวทิวทัศน์ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ สัตว์ป่า จำพวกเก้ง กวาง ออกมาเล็มยอดไม้ และดื่มน้ำริมห้วยที่ใสจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย นาฬิกาเรือนหนึ่งเดินอย่างช้า ๆ สม่ำเสมอตามหน้าที่ของมัน เห็นเป็นเวลา 15.00 น.
ณ. เวลา 15.00 น.
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว ยามเช้าวันใหม่มาถึง กลิ่นหอมของพืชพันธุ์นานาชนิดทำให้ผู้อาศัยอยู่จิตใจรื่มรมย์ยิ่ง ที่นี่เป็นรังรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ปลูกกระท่อมอาศัย เสียงชายหนุ่มดังว่า
“มะลิ เดี๋ยวพี่จะไปที่แม่น้ำใหญ่ตกปลา น้องอยู่นี่เตรียมหุงข้าวไว้รอก่อนแล้วกัน”
หญิงสาวชื่อมะลิ ยิ้มตอบว่า
“จ๊ะพี่ เดี๋ยวน้องจะหุงข้าวรอและเด็ดผักละแวกนี้เตรียมไว้ พี่กลับมาพร้อมปลา เราก็จะได้กินปลาทอดกัน”
ชายหนุ่มกระชับผ้าขาวม้า มือหันไปหยิบปืนแก๊ป, คันเบ็ด และสะพายย่าม ขยับกายหมายจะเดินออกไป พลันได้ยินเสียงเรียกทักดังว่า
“นี่บ้านของนายบุญมาก ใช่หรือไม่ ?”
ชายหนุ่มชะงักอัปกิริยาเหลียวหน้าไปทางต้นเสียง เห็นชายฉกรรจ์ในชุดกากี จำนวนห้าคนเดินมาทิศทางนี้ ผู้นำหน้าเป็นชายหนุ่ม ในมือถือสมุดขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง สายตากวาดมองรอบบริเวณ ปากพึมพำว่า “อ้อ ที่นี่ช่างสมบูรณ์ดีแท้”
นายบุญมาก เห็นคนแปลกหน้าจำนวนมากเข้ามาในเขตบ้าน สงสัยในใจยิ่ง ปากตอบว่า
“ครับนาย ผมบุญมาก นายมีอะไรกับผมหรือ ?”
“อ้อ ไม่มีอะไรมาก คือหลวงเขาจะเวนคืนที่แถบนี้ เพื่อทำถนน นายต้องออกจากที่นี่ในเดือนนี้ เอ้า รับจดหมายเวนคืนสัก”
ชายสีกากีทางซ้ายมือ หยิบซองน้ำตาลวางไว้หน้าบ้าน พูดว่า
“เงินค่าเวนคืน มีรายละเอียดอยู่ในนี้ อีกสองวัน ก็นำเอกสารไปจัดการกับทางอำเภอได้เลย”
ชายที่ถือสมุดบัญชี กล่าวตัดบทว่า
“พวกข้าต้องไปละ ยังต้องไปอีกหลายบ้าน”
กล่าวจบ พากันหันกายเดินจากไป บุญมากกับมะลิยังยืนงุนงง ใบหน้าของมะลิซีดขาว กล่าวว่า “นี่ เราจะเอาอะไรมาทำกินล่ะพี่ เขาไล่ที่เราอย่างนี้”
บุญมากทรุดกายลงนั่ง ตามองซองสีน้ำตาล นิ่งเงียบไม่ตอบวาจามะลิ
ณ. เวลา 18.00 น.
ใบสีเขียวปลิวว่อนอยู่ทั่วทุ่ง ทุ่งนี้เป็นของตาดำและลูกชายชื่อนายเอก ทั้งสองยืนนิ่งมองดูต้นข้าวที่เริ่มออกรวง แต่ปีนี้แล้งนัก ผ่านมาหลายเดือน ฝนก็ไม่มีทีท่าจะตก พันธุ์ข้าวนี้ทั้งสองซื้อมาด้วยราคาแพงจากบริษัทมอนหิวโซ ที่ผูกขาดเมล็ดพันธุ์หอมมะลิ เขาโฆษณานักหนาว่าข้าวพันธุ์นี้เติบโตได้ดี แม้จะแล้งนัก ใช้น้ำน้อย แต่นี่มันแล้งจัดมาก แม้พันธุ์จะทนแล้งและใช้ปุ๋ยน้อยจริงอย่างที่มอนหิวโซมันบอก แต่มันก็ยังต้องการน้ำบ้าง ถ้าขืนแล้งจัดอย่างนี้ น่ากลัวนาคงต้องล่มแน่
นายเอก ส่งเสียงดังทำลายความเงียบว่า
“พ่อ เห็นทีต้องจ่ายเงินให้บริษัทชลเอดีบี ผันน้ำเข้ามานาเรา ขืนปล่อยอย่างนี้ เราคงฉิบหายแน่ แล้วปลายปีเราคงไม่มีเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์มอนหิวโซมาลงได้อีก เราจะแย่กว่านี้นักพ่อ”
ตาดำ มองท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ แสงแดแผดแรงจ้า ถอนหายใจ ตอบกลับว่า
“อ้อ ก็คงอย่างเอ็งว่า ต้องไปเสียค่าน้ำให้ชลเอดีบีมันอีกแล้ว เมื่อก่อนนึกว่าพันธุ์มอนหิวโซจะทนแล้ง ใช้ำน้ำน้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่มันว่า แต่ฝนฟ้าไม่เคยเป็นใจ ตกซู่ สองซู่ ก็หมดไป เสียค่าน้ำให้ชลเอดีบีอีก ฮ่อ เมื่อก่อนน้ำจากฝายเราก็จัดการวิดเข้านาเอง ตั้งแต่มันเข้ามา บอกว่าไม่ต้องลำบากเรื่องจัดหาน้ำ มันจะบริการให้เสร็จสรรพมาถึงที่ แต่ไป ๆ มา ๆ มันก็เป็นเสือนอนกินดี ๆ นี่เอง สูบเราไปจนกรอบเลย”
น้ำเสียงตาดำ แฝงแววตัดพ้อต่อโชคชะตา แต่ก็ต้องจำยอมเพราะนับวันอากาศยิ่งวิปริตหนักขึ้น
ณ. เวลา 20.00 น.
“แม่ แม่ ช่วยซื้อ O2 บริสุทธ์ กระป๋องหนึ่งให้ผมหน่อยสิ ผมรู้สึกคัดจมูกจังเลย”
เสียงใส ๆ ของเด็กชายวัยประมาณสิบสองขวบ ใบหน้ามอมแมมไปด้วยฝุ่น จมูกและปากคลุมด้วยวัสดุสีเงิน และแต่งกายในชุดสีเงินทั้งเสื้อและกางเกง เงยหน้ามองผู้เป็นมารดาอย่างอ้อนวอน
ผู้เป็นแม่ก็แต่งตัวในชุดสีเงินเฉกเช่นเดียวกับเด็กชาย ใบหน้าก็ปิดไว้ด้วยวัสดุบางสีเงิน ในมือนางกำบัตรขนาดเล็ก มุมบัตรติดชิบสีทองแดง มองดูตู้ขายระบบอัตโนมัติที่บรรจุกระป๋องมีโลโก้เป็นรูป “คาวบอยขี่ม้า” สีขาว, สีชมพู, และสีฟ้า เรียงอยู่ในตู้เต็มไปหมด มันเป็นกระป๋องบรรจุออกซิเจนบริสุทธิ์ ซึ่งหายากยิ่งในผืนพิภพนี้ เปรียบได้กับน้ำที่มีค่าที่ต้องแลกซื้อหาด้วยอัตราสิบดอลล่าห์ต่อลิตร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต สมัยก่อนนางเคยได้ยินคนเราสามารถรองน้ำฝนมาดื่มกินได้ หรือตักจากแม่น้ำลำคลอง แต่สมัยนี้อย่าว่าจะเห็นเม็ดฝนสักหยดเลย แม่น้ำลำคลองล้วนถูกปิดด้วยแผ่นโลหะบางเพื่อป้องกันฝุ่นพิษในอากาศตกใส่ ทางเดียวที่ใช้น้ำบริสุทธิ์ คือใช้บัตรชิพใบนี้ ดังนั้นการซื้อ O2 บริสุทธิ์กระป๋องหนึ่งในราคาห้าดอลล่าห์ จึงทำให้นางต้องนิ่งคิดอยู่นาน เพราะตัวเลขสะสมในบัตรชิพนี้เหลือน้อยเต็มที กว่าจะถึงเดือนใหม่
นางเหลียวมองดูตู้ขายอัตโนมัติ สลับกับใบหน้าลูกชายที่ยืนกระวนกระวายรอคำตอบ ต้องฝืนใจตอบลูกว่า
“ลูกเอ๋ย ทนไปก่อนเถอะ เรายังต้องใช้ชิพซื้ออาหารและน้ำอีก อีกอย่างเรายังไม่ได้จ่ายค่าเช่าแคปซูลเดือนนี้เลย”
เด็กชายพอฟัง ในใจต้องผิดหวัง จริงอยู่อากาศที่หายใจยังฝืนทนสูดเข้าออกได้ แต่มันรู้สึกดีถ้าได้สูดอากาศบริสุทธิ์จากกระป๋อง O2 สักกระป๋องหนึ่ง แต่เขาก็ทราบดีมันเป็นการผลาญชิพโดยใช่เหตุ จิตใจดวงน้อย ๆ ของเด็กชายจมอยู่ในภวังค์มืดมิด เฉกเช่นควันเทารอบกาย
ณ. เวลา 24.00 น.
. . . . .