• ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง หล่อนซื้อบ้านไว้ที่นครชัยศรี-นครปฐม แต่ต้องถ่อสังขารมาทำงานถึงสีลม…ย้ำสีลม ลองนึกภาพที่หล่อนต้องตื่นประมาณตีสี่ ขึ้นรถตอนตีห้า เพื่อมาให้ทันเข้าออฟฟิศแปดโมงเช้า และในทางกลับกัน ช่วงเย็นหล่อนจะต้องใช้เวลาเดินทางกลับบ้านนานเท่าไหร่หลังจากเลิกงาน แค่นึกก็สยองขวัญขนหัวลุกซู่แล้ว ผมเคยถามว่าทำไมต้องทรมานตัวเองขนาดนั้น ไม่มาเช่าหงเช่าหออยู่ใกล้ที่ทำงาน เดินทางไป-กลับง่าย สุขภาพจิตก็ไม่เสียด้วย หล่อนว่าอยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เพราะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายไว้ใช้ในครอบครัว ที่มีแม่สุขภาพไม่ดีและน้องยังต้องเรียนอยู่ ทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก โอ๋…ทำไมถึงโหดร้ายกับเธอจัง

    พร่ำพรรณามาตั้งนาน ใคร ๆ คงนึกว่าเธอชื่อติ๊กตามหัวเรื่อง แต่ผิดเข้าจัง ๆ ที่ผมไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรกนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องนิดเดียวตรงนครชัยศรี ดินแดนส้มโอหวาน (ถ้าหาเจอ ฮะ ฮะ ฮ่า) ในตลาดนครชัยศรีก่อนเข้าตัวเมืองนครปฐม มีร้านอาหารอยู่เจ้าหนึ่งตั้งมานานแล้ว เป็นบ้านไม้สองชั้นอย่างที่สามารถเห็นได้ตามบ้านในต่างจังหวัด มีลูกค้าบางคนไม่รู้ว่าร้านนี้มีชื่ออะไร แต่ถ้าลูกค้าจะจำได้บ้างว่าก็ตรงที่ถุงพลาสติกเวลาสั่งอาหารกลับบ้านจะมีชื่อ “ติ๊ก” ปรากฎหราอยู่ พร้อมกับสัญลักษณ์เชลส์ชวนชิมของคุณชายถนัดศรี ทำให้พาลไปนึกถึงว่าเป็นชื่อเถ้าแก่เนี้ย หรือลูกสาวเจ้าของร้าน (น่ารักทั้งนั้น และยังไม่แต่งงานด้วย ฮะ แฮ่ม) ซึ่งก็ผิดอีกนั่นแหละ เพราะจริง ๆ ชื่อ “ติ๊ก” นี่เป็นชื่อของอาเฮียเจ้าของร้านครับ ฟังและสยิวกิ้วดีมั้ย และที่นี่จะทำครัวด้านนอกเพื่อให้เห็นกันจะ ๆ ว่าใช้ของสด ๆ สะอาดถูกหลักอนามัย

    นัก ชิมทั้งหลายเป็นรู้กันว่า ถ้าผ่านมาเส้นทางนี้ จะต้องแวะรับประทานอาหารที่นี่ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดคนจะเยอะมาก ๆ ตั้งแต่เปิดจนร้านปิด มาช่วงไหนคนเต็มร้านตลอด เรียกว่ากินกันไม่เลือกเวลา เมนูที่นี่แทบไม่ต้องใช้เพราะจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าจะต้องสั่งอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่ปลาช่อนแช่น้ำปลาทอด ที่วันหนึ่ง ๆ ขายเป็นร้อย ๆ ตัว รสชาติกรอบนอกนุ่มใน กินเปล่า ๆ หรือ จิ้มกับน้ำจิ้มพริกกระเทียมหอมแดงน้ำปลาก็อร่อยไปอีกแบบ จากนั้นต้องต่อด้วยหอยจ๊อเนื้อแน่นปึก ซื้อไปฝากก็ไม่อายใคร และถ้าต้องการน้ำซุปมาซดให้คล่องคอ ต้องไม่ลืมต้มยำกุ้ง ไม่เผ็ดถึงขั้นจี๊ดจ๊าดแต่กลมกล่อม เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดีว่างั้นเหอะ จานโปรดของผมต้องไข่เจียว ฟังดูเป็นอาหารพื้น ๆ แต่ทำให้อร่อยไม่ง่าย ผมเคยไปยืนดูตั้งแต่ตอกไข่โดยที่นี่จะใช้ไข่เป็ด ใส่หอมใหญ่ซอย มะเขือเทศ เห็ดฟาง คนสองสามที ทอดในกระทะน้ำมันท่วม ๆ พลิกกลับไปกลับมาแป๊ปเดียวเสร็จ ผมลองกลับมาทำที่บ้านโดยใช้ไข่เป็ดที่เจ๊แกอุตส่าห์ให้มา ใส่เครื่องทุกอย่างเหมือนกันเด๊ะ เพียงทำออกมาได้คล้าย ไม่ถึงกับเหมือน ยังมีรายการอาหารอีกหลายอย่างให้เลือกชิมตามอัธยาศัย มือขนาดนี้แล้ว ทำอะไรก็อร่อยไปหมด ราคาก็ไม่แพงเกินไป เรียกว่าเกินคุ้ม เอาเป็นว่าถ้าผ่านมาแถวนี้ ก็อย่าลืมมาแวะชิมละกัน เปิดทุกวันเว้นวันจันทร์จะเปิดเพียงครึ่งวันเช้า หยุดช่วงบ่ายเพื่อให้ลูกน้องพักผ่อน…สวัสดี

    Tags: , ,

  • หลายคนคงสงสัยอยู่ เวลาไปเดินพันธ์ทิย์พลาซ่า เห็นราคาแรม ทั้งๆ ที่มีขนาดความจุเท่ากัน ทำไมราคาถึงห่างกันเหลือเกิน ดูมันก็หน้าตาเหมือนๆ กัน แปลกใจใช่ไหมครับ ผมจะอาสาแถลงไขให้ทราบกัน

    แรมที่มีขายอยู่ในท้องตลาดอยู่นี้ มีมากมายหลายยี่ห้อ หลายเกรดมากครับ เฉพาะในยี่ห้อเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่างกันเลยครับ บางคนบอกว่า หาแรมยี่ห้อ Hitachi หรือ Micron สิ คุณภาพรับประกันได้นอกจากใช้งานตามปกติได้แล้ว ยังเหมาะสำหรับนัก overclock อีก (ไม่นับแรมปลอม เอาของไม่ดีมาสกรีนเป็น Hitachi ที่เกลื่อนพันธ์ทิพย์ขณะนี้) มันก็ถูกครับ แต่ถูกไม่หมด เนื่องจากแรมนั้น จะมีสเปคต่าง ๆ กัน แม้ในยี่ห้อเดียวกัน บางตัวรันได้ที่ความถี่สูง ๆ ได้ แต่บางตัวทำไม่ได้ หลาย ๆ คนบอกว่าให้ดูที่ตัวเลขที่อยู่ท้าย ๆ ของเบอร์แรมนั้น ๆ ยิ่งน้อยเท่าไร ก็จะดี เช่น -6 หรือ -7 แรมนั้น ก็จะเข้าถึงข้อมูลที่ 6 ns (nanoseconds) หรือ 7 ns ขอบอกเลยครับว่า ผิด แรมมาตรฐาน PC100 ที่มีขายกันนั้น ไม่มีตัวไหนมีการเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า 10 ns เลยครับ แรมที่เข้าถึงข้อมูลน้อยกว่า 10 ns นั้น จะเป็นมาตรฐาน PC133 ครับ จะเข้าถึงได้ประมาณ 8 ns ซึ่งยังไม่ค่อยจะมีขายมากนัก ราคาก็ยังคงแพงกว่ามาก เอ แล้วแบบนี้ พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่า แรมตัวไหนดีไม่ดี เราไปซื้อแรม PC100 แต่เขาให้ PC66 มา เราจะรู้หรือ เราจะโดนหลอกง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือครับ ผมมีตารางที่จะบอกว่า แรมตัวไหนเป็น PC66 ตัวไหนเป็น PC100 แล้วแต่ละตัวรันได้สูงสุดที่ความถี่เท่าไร มาดูกัน

    PC66 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 100mhz
    Siemens AT-10
    LGS T-10K
    Samsung -G12 G2
    NEC D4516821G5
    Hyundai 10B-TC10
    PC66 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 103mhz
    Samsung -G10
    Hyundai TFG-10
    Fujitsu MB81117822A-100
    Siemens HYB39S16800T-8
    PC66 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 112mhz
    LGS -10K
    Hitachi HM5216805TT10H
    AMM TI-10
    Hyundai HY57V168010A TC -10
    Siemens 39S64160 AT-10 @ CAS2
    PC66 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 124mhz
    Micron 48LC2M8A1 TG -10S
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 100mhz
    Fujitsu 8UV64B4C-10xT-S
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่. 103mhz
    Mitsubishi M5M64S30ATP-8
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 112mhz
    Corsair PC100 (CM-8-64-BX)
    Toshiba -80H
    LGS 7K
    LGS (tAA = 24ns) 7J
    Mitsubishi M5M4V64S40ATP-8
    M5M4V64S30ATP-8
    Micron -8b
    Samsung -GL
    Hitachi HM5264165TTB60
    Siemens -AT10
    Hyundai HY57V658020TC-10
    TI TI-8 TMS664814DGE
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 124mhz
    Toshiba 8ns CAS 3 -80H
    CAS 2 MC16V64E8S4G8T
    TC59S6408BFT-10
    Mitsubishi 8ns M5M4V64S30ATP-8
    LGS LG8 (CT8)
    Siemens AT-8
    TI -8
    -8A
    Hyundai HY-8
    NEC CAS2 A10-JF
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่133mhz
    Samsung CAS2 KM48S8030BT-GH
    Samsung CAS3 -G8
    Samsung KM48S8030CT-G7*
    NEC CAS2 D4564841G5
    Micron CAS3 48LC8M8A2 TG -8C
    LGS (tAA = 16ns) GM72V66841CT-7J**
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่139mhz
    Samsung CAS3 -G8
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 140mhz
    Siemens HYB39S64800-AT
    PC100 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 143mhz
    Samsung CAS3 -G8
    PC133 SDRAM รันได้สูงสุดที่ 153mhz
    Enhanced PC133 SM12808DT-7.5

    ตอนนี้เราก็มีตารางไว้ดูประกอบแล้ว แต่ถ้าใครไม่อยากพกเอาตารางเหล่านี้ไปประกอบการซื้อแรม ผมขอแนะนำวิธีง่าย ๆ คือให้ดูที่ ตัวเลขหรือตัวอักษร 2 - 3 ตัว ที่เป็นตัวหนาในเบอร์ของแรมในตารางข้างต้น ส่วนใหญ่แรมที่ขายในบ้านเรา ตัวอักษรที่บ่งบอกคุณภาพเหล่านี้จะอยู่ที่ด้านท้ายของเบอร์ของแรม มองหาได้ไม่ยาก ถ้าเป็นแรมที่ไม่มีตัวอักษรตัวหนาในตาราง หรือ ตัวหนาอยู่ช่วงกลางของเบอร์ของแรม ผมแนะนำให้จดไปเต็มๆ เลยดีกว่า กันพลาด

    นับแต่นี้ พวกเราก็ไม่ต้องห่วงว่าแรมของเราจะเป็นสาเหตุให้เครื่องแฮงบ่อย ๆ หรือเป็นสาเหตุให้ overclock กันไม่ได้ อีกต่อไปแล้วครับ ขอให้โชคดีกับการซื้อแรมครับ (ไม่เจอของปลอม ฮา)

    Tags: , ,

  • ชื่อละคร คุณชาย
    ช่องที่ฉาย ช่องเจ็ดสี
    เวลา หลังข่าวภาคค่ำ ทุกวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์
    ผู้แต่ง ว. วินิจฉัยกุล
    ผู้กำกับ นพพล โกมานชุน
    ประเภทเนื้อหา ละครสะท้อนปัญหาครอบครัว.

    ช่วงนี้มีโอกาสดูโทรทัศน์ตอนค่ำ ๆ มากหน่อย เห็นการเปลี่ยนแปลงของละครที่นำเสนอหลังข่าว มีทั้งทึ่งและสนเท่ห์ ที่ว่าทึ่งเมื่อก่อนช่องเจ็ดเน้นรายการละครที่ปัญญาชนเรียกว่า “น้ำเน่า” ฉายหลายเดือนกว่าจะจบ เนื้อเรื่องก็วนไปวนมา ช่วนวิงเวียนศีรษะ ส่วนช่องสามเน้นละครที่เดินเรื่องเร็ว เนื้อเรื่องสั้นกระชับ เน้นฉากการถ่ายทำ ไม่นานเรทติ้งช่องสามช่วงหลังข่าวก็วิ่งพุ่งไล่จี้ช่องเจ็ด ส่วนที่ว่าน่าสนเท่ห์เพราะพอช่องเจ็ดรู้ตัวเรทติ้งเริ่มตก ก็เริ่มปรับปรุงรายการละครยกใหญ่ ปรับตัวลงทุนด้านเนื้อหา มีการถ่ายทำทำนองเน้นฟอร์มโตเหมือนหนัง คือให้หวือหวา ละครสั้นลงเหลือประมาณยี่สิบตอนจบ ส่วนช่องสามกลับทำละครด้วยมุขเดิม ๆ เน้นมุขตลกปัญญาชน หรือไม่ก็ซาดิสต์ไปเลย สถานการณ์ก็กลับมาเป็นช่องเจ็ดเริ่มมีคนเฝ้าชมกระเตื้องขึ้น นับเป็นคู่ต่อสู้ที่สูสี แต่ดูไปดูมา รู้สึกวนไปเวียนมาอย่างไรพิกลอยู่

    ที่ร่ายมาเพราะต้องการให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของละครหลังข่าวที่เป็นคู่กัดนิรันด์กาล แต่ที่ต้องการนำเสนอเนื้อหาในฉบับนี้ เป็นละครเนื้อหาที่เข้มข้นเรื่องหนึ่งเรื่อง “คุณชาย” ที่เสนอแพร่ภาพมาประมาณเดือนได้แล้ว ช่วงเย็นศุกร์, เสาร์, อาทิตย์ เขียนโดยคุณ ว.ญ.ประมวลมารค เนื้อหาเน้นวรรณชนชั้นของสังคมระหว่างกลุ่มคนรวยและกลุ่มคนจน แม้เนื้อหาจะดูโลดโผนเกินความจริงของสังคม และเหตุผลที่นำเสนอรองรับอารมณ์ตัวละครถูกบั่นทอนไป จนหาความสมจริงที่เข้ากับชีวิตไม่ได้ แต่สาระสำคัญของวันนี้อยากนำเสนอมุมมองของตัวละครบางตัว ที่สามารถสะท้อนสัจจธรรมบางอย่างของสังคมไทยช่วงนี้ได้ดี

    ตัว ละครเอกในเรื่องเป็นเด็กหนุ่มสองคน คนหนึ่งชื่อเต้ย อีกคนหนึ่งชื่อโด่ง โด่งเป็นเด็กกำพร้าอยู่ตัวคนเดียว ตาแหยมที่เป็นขี้เมาประจำวัดต้องนำไปฝากให้คุณมหาที่มีฐานะในหมู่บ้านนั้น เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ช่วยงานบ้านและใช้ชีวิตอย่างเจียมตัว แต่ได้ข้อคิดดี ๆ จากคุณมหาไปดำเนินชีวิตตัวเองไม่น้อย ตรงกันข้ามกับเต้ยที่ถูกเลี้ยงดูอย่างเอาใจ อยู่ในกรอบของเด็กเรียนเก่ง ทำกิจกรรมเยี่ยม แต่พื้นฐานความคิดรองรับอยู่ที่ตัวเอง เน้นตนเองเป็นศูนย์กลาง ใช้เป็นมาตรฐานในการวัดคนอื่นในสังคม

    ช่วงที่ผมชมแล้วรู้สึกสะเทือนใจ และตระหนักต่อความจริงบางอย่างของสังคมไทยคือ ช่วงที่เต้ยไปประกวด “นักศึกษาดีเด่น” ของนิตยสารแห่งหนึ่ง แล้วถูกตัดสินคัดออก เพราะความคิดที่เห็นแก่ตัวของตนเอง แต่คำพูดของตัวละครที่เป็นแม่และเต้ยที่สะท้อนว่า “คนดี คือที่เก่งเรียน เก่งกิจกรรม” ก็พอแล้ว ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์ที่ทางกองประกวดใช้ตัดสิน “ความดี” ซึ่งเน้น “การช่วยเหลือคนรอบข้าง อาทรต่อสังคม” มันเสมือนภาพดำขาวที่ตัดกัน และนั่นสะท้อนความจริงบางส่วนของสังคมการศึกษาของเมืองไทยปัจจุบัน

    ทุกวันนี้ พ่อแม่นิยมให้ลูกเรียนกวดวิชา เรียนวิชาเสริม ให้เป็นคนเก่ง เพื่อรองรับวิถีชีวิตที่แข่งขัน เร่งรีบในสังคม จนเด็กเก่งกับเด็กดีคือเกณฑ์เดียวกัน ทั้งที่คนดีและคนเก่ง ใช้เกณฑ์มาตรฐานคนละตัวในการวัด คนเก่งอาจจะไม่เคยคำนึงถึงคนรอบข้าง แต่เห่อตัวตนของตัวเอง นำไปสู่กิจกรรมที่เน้นตัวเองเป็นใหญ่ เช่นการประกวดของหนุ่มสาวบนเวทีต่าง ๆ, ถ่ายรูปลงหน้าปกนิตยสาร, หรือแม้แต่ถ่ายรูปตู้สติกเกอร์ มันเป็นการรองรับตัวเอง “My Self” แต่ละเลยกิจกรรมเพื่อสังคมหรือการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างกันโดยการจับกลุ่มถกหาสัจธรรม ดังนั้นการเข้าสนับสนุนกิจกรรมสังคมของคนด้อยโอกาสกว่า จึงถูกละเลยจากกลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่ของไทยปัจจุบัน บางครั้งกิจกรรมที่อาสาช่วยเหลือคนด้อยโอกาส เปิดรับสมัครแทบตายมีคนมาสมัครเพียงแค่สามสิบกว่าคน ต่างจากการประกวดหนุ่มหล่อสาวสวย คนเข้าประกวดตรึม ดังนั้นละครที่เนื้อหาน้ำเน่าบางครั้งก็ตีเข้าเสกหน้าอย่างจัง ต่อสังคมที่คนดูสังกัดอยู่จนออกอาการมึนงงได้เหมือนกัน

    ละครเรื่องนี้แม้จะออกกลิ่นเน่าบ้าง แต่เนื้อหาที่นำเสนอยังร่วมสมัยกับความจริงของสังคม และนี่มันสะท้อนความจริงบางอย่างของกลไกสังคมไทยที่พิกลพิการนี่ได้ดี ที่เขียนวันนี้ไม่ใช่ต้องการชวนให้ดูละครเรื่องนี้ หรือถ้าจะติดตามดูบ้างก็ไม่ขัดข้อง แต่ต้องการปลุกระดมสังคมให้ตื่นขึ้นมา พัฒนามาตรฐานร่วม “คนดี คนเก่ง คนกล้า” ให้เห็นออกมา เพื่อเป็นตัวอย่างให้เยาวชนไทยในการเอาเยี่ยง และชี้นำสังคม เหมือนปูชนียบุคคลท่านหนึ่งของไทย ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ตั้งมั่นแน่วแน่เสียสละตัวเองให้กับบ้านเกิดเมืองนอนโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นคนกล้า คนดี คนเก่ง ของสังคมไทย ทิ้งมรดกความคิดและจริยวัตรของการดำรงชีวิตให้สังคมไทยได้เรียนรู้ชั่วชีวิตขัยของท่าน และนี่ล่ะมาตรฐานของ “คนดี คนเก่ง คนกล้า” ที่อนุชนรุ่นหลังควรเอาเยี่ยงอย่าง

    ร่วมอาลัยถึงอาจารย์ป๋วย

    puay

    “กู ชายชายชาติเชื้อ ชาตรี
    กู เกิดมาก็ที หนึ่งเฮ้ย
    กู คาดก่อนสิ้นชี- วาอาตม์
    กู จักไว้ลายเว้ย โลกให้แลเห็น”
    ป๋วย อึ๊งภากรณ์

    Tags: ,

  • ตอนนี้ลูกชายผมก็ 19 เดือนแล้วครับ พัฒนาการทางด้านสมองดูจะเร็วเอามาก ๆ เลยในช่วงนี้ จากเดือนที่แล้วพูดได้แค่ จ๋า จ๋า จ๋า ผูกประโยคได้อีกนิดหน่อย พอมาเดือนนี้ ผมจะได้ยินคำใหม่ ๆ แปลก ๆ ทุกวันเลยครับ เขาสามารถผูกประโยคจากคำที่เราไม่เคยสอนได้ เขาสามารถสื่อสารได้มากขึ้น แม้ว่า คำที่พูดออกมานั้นจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ค่อยได้ศัพท์เท่าไรนัก ต้องคอยฟังสำเนียงเอาเอง แล้วพยายามนึกถึงสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อสารกับเรา เราก็จะรู้ว่าเขาพูดอะไร

    ผมเคยสงสัยพ่อแม่หลาย ๆ คน ที่สามารถสื่อสารกับลูก ๆ ของเขาได้ ทั้งที่คำที่พูดออกมาของลูกนั้น คนอื่น ๆ ฟังแล้วไม่มีทางรู้เรื่องเลย แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วครับ สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นได้จากความใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกๆ ด้วยครับ สำคัญมาก จริง ๆ แล้ว ตอนที่เขายังพูดไม่ได้ เขาก็สื่อสารกับเรา โดยการชี้มือชี้ไม้ ร้องไห้ หรือ วิ่งไปหาของที่ต้องการ เพื่อบอกกับเราถึงความต้องการของเขา ตอนนั้นเราเองก็ยังรู้เรื่องเลย นับประสาอะไร นี่เขาทำท่าทำทางด้วย พูดสื่อสารออกมาด้วย พ่อแม่ที่ดีควรจะรู้เรื่องได้ ถึงไม่ทุกอย่าง แต่ก็น่าจะมากกว่าครึ่งที่เขาต้องการสื่อสาร แบบว่า ผมว่า ผมก็เป็นพ่อที่ดีอยู่เหมือนกัน

    ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ อยู่ในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่บรูไนอยู่เลยครับ ทุกครั้งที่ลูกของผมดูกีฬา เขาจะชอบมาก แต่ที่ชอบนั้นไม่ใช่การแข่งขันหรอกครับ เป็นกองเชียร์ต่างหาก แล้วก็ไม่ได้ชอบที่การเชียร์อะไรนักหนา แต่ว่าชอบตรงที่ ธงชาติไทย ที่แหละครับ เขาสามารถเปล่งเสียงออกมาชัดเจนว่า “ธงชาติไทย” เขาชอบดูธงชาติไทยมากครับ เขาว่าเขาคงรักชาติมากเลยครับ ขนาดบางทีตอนเขาดื้อ ๆ เช่น ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าหลังอาบน้ำเสร็จ ผมบอกว่า ให้ผมใส่เสื้อให้เขา แล้วผมจะร้องเพลงชาติไทย ให้เขาฟัง เขาก็นิ่งเลยครับ ปล่อยให้ผมร้องเพลงชาติไทยไป ใส่เสื้อผ้าให้เขาไป กว่าจะใส่เสร็จ ร้องจบไป 2 - 3 เที่ยวเหมือนกัน แต่ก็สนุกดีครับ

    มีอีกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับความรักชาติของเขาครับ ทุกครั้งที่เขาเห็นในหลวงของเรานั้น แม้จะเพียงเห็นแค่ตราสัญลักษณ์กาญจนาภิเษก(ผมไม่ทราบราชาศัพท์คำนี้) ไม่ว่าจะตามทีวี หรือตามปฎิทิน เขาจะไหว้ทุกครั้ง ไม่ต้องบอกให้ไหว้เลยครับ เห็นแล้วภูมิใจมากเลยครับ

    ผมคิดว่าผมจะไม่หยุดความภูมิใจไว้แค่นี้หรอกครับ ผมจะสอนเขาให้เป็นคนดี ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม และประเทศชาติต่อไป ความรักชาติของเขา จะต้องไม่ขาดหายไปเมื่อเขาเติบโตขึ้น คุณความดีของเขาจะต้องเพิ่มพูน งอกเงยออกมาจากผลของการทำดีตลอดช่วงชีวิตของเขา อย่างน้อย ถ้าไม่สามารถสร้างคุณความดีให้กับสังคมได้ เขาก็จะไม่ทำตัวเป็นตัวถ่วง หรือ ตัวทำลายสังคม ผมเชื่ออย่างนั้นครับ !

    Tags: , , ,

  • โดย… หมอนข้าง

    ถ้าจะกล่าวถึงผู้หญิง SEXYที่สุดของไทยในตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ผมว่ามีไม่ต่ำกว่า 100 มาแล้วก็หายบ้าง ไปมีครอบครัวบ้าง สังคมไม่ยอมรับบ้าง หรือแม้กระทั่งไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ต่างแดนก็มี แต่คนหนึ่งที่ยืนหยัดและก็ยังได้รับการยอมรับว่ายังคงเป็นหนึ่งในดารา นักร้อง นางแบบแฟชั่น นางแบบนู้ด ที่ SEXY ที่สุดตลอกกาล ผมเชื่อว่ากระทาชายไทยน่าจะเดาได้ไม่ยาก ว่าเธอคือใคร ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามผลงานเธอมาตลอด ไม่ว่าผลงานของเธอจะนู้ดหรือไม่ก็ตาม

    เท่าที่จำได้ เธอเริ่มต้นอาชีพด้วยการถ่ายแบบให้สุรายี่ห้อหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นก็ทำให้เธอแจ้งเกิดในวงการนู้ดอย่างเต็มตัว ถ้าจำไม่ผิดอายุเวลานั้นน่าจะประมาณ17 เท่านั้น ด้วยใบหน้าที่หวาน SEXY ผมยาวตรงสลวย ผิวที่ขาว ตามแบบฉบับของคนเหนือ และรวมไปถึงสรีระร่างกายที่สมบูรณ์ ได้สัดส่วนลงตัว ทั้งหน้าอก เอว สะโพก รวมไปถึงท่อนขาที่กลมกลึงแข็งแรง จากนั้นงานถ่ายแบบนู้ดก็เข้ามาหาเธออย่างมากมาย ตามมาด้วยงานแสดง งานเดินแบบ รวมไปถึงทำเทปเพลงกับค่ายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ประมาณสักชุด 2 ชุดเห็นจะได้ จากวันนั้นถึงวันนี้ เธอเข้ามาในแวดวงนี้ถ้าไม่ใช่ 20 ปีก็ใกล้เคียง และก็ยังปรากฏในจอโทรทัศน์เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์โชว์หรือ ท้อกโชว์

    สิ่งที่ผมจะพูดถึงคุณต่ายวันนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของเตียงและกามรมณ์ แต่เป็นเศษเสี้ยวอารมณ์ที่อึดอัดอยู่ในใจผม กับผู้หญิงบางคนสมัยนี้ที่พยายามนำเสนอตัวฉัน SEXY ในทางตรงกันข้ามกับผู้หญิงคนที่ชื่อ เพ็ญพักตร์ ศิริกุลที่ถูกวาง positioning ว่าเป็นนางแบบนู้ด

    ถ้าพูดถึงนางแบบนู้ด เธออยู่ในกลุ่มนี้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าพูดถึงพฤติกรรมที่เธอแสดงออกสู่สาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การวางตัว กิริยามารยาท ผมว่าเธออยู่ในความสมดุลในตัวของเธอเอง ไม่เคยแต่งตัวที่ส่อแสดงไปถึงเรื่องการเน้นร่างกายจนเกินไป ไม่วางตัวให้เป็นหญิงที่ดูยั่วยวน SEXY อย่างบางคน หรือแม้กระทั่งกิริยามารยาทที่ไม่กร้าวร้าว บางครั้งออกจะดูเขิน ๆ ขรึม ๆ ด้วยซ้ำไป

    เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงบางกลุ่ม ผมรู้สึกเอือม ทุเรศ สมเพช กับคนบางคนที่บอกว่าฉันคือ Miss Thailand World ซึ่งวางตัวเองเป็นนางงาม หรือนางแบบ ด้วยการให้สัมภาษณ์ในบางรายการด้วยการใส่ชุดราตรีสายเดี่ยว ทุก ๅ1 นาทีที่นั่งให้สัมภาษณ์ เธอต้องทำสายเดี่ยวนั้นหลุดลงมาที่แขน แล้วก็จับกลับขึ้นไปใหม่ เป็นอย่างนั้นตลอดรายการ บาง Miss (นางงาม) ก็พยายามที่จะแสดงตัวว่าเธอนั้นแสนจะ SEXY เป็นพิธีกรรายการสาระภาษาอังกฤษ ก็แต่งตัวจนดูไม่ได้ ถ่ายแบบปีชุดปี 2000 อย่างนั้นเขาเรียกว่าภาพนู้ด ไม่ใช่แฟชั่น ข่าวในหนังสือพิมพ์ก็พูดถึงเสมอว่าไปกับชายคนนั้น คอนโดของคนนี้ ดาราฝรั่งคนโน้น กับเพื่อนคู่หู ถ้า ภาษาสุภาพเขาอาจจะเรียกว่า มี date แต่ถ้าภาษาตรง ๆ เขาเรียกว่า fuck around ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าคุณไม่ได้ทำให้เป็นข่าว และไม่ใช่ Miss Thailand เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยรอยหยักในสมองของคนกลุ่มนี้ก็ไม่มีความเป็นไทยอยู่ แล้ว

    SEX APPEAL เป็นสิ่งที่มีอยู่ในสตรีทุกคน ยิ่งโดยเฉพาะคนที่มีพร้อมทางด้านสรีระ ทั้งร่างกาย และ ใบหน้า แต่การนำเสนอในสิ่งที่มีอยู่นั้น เป็นสาระแก่นสารของความเป็นคน โดยเฉพาะความเป็นคนไทย “สันดานส่อภาษา กริยาส่อสกุล” การวาง positioning ของคุณต่ายอาจจะผิด ตั้งแต่ต้น แต่การกระทำต่อมาก็พิสูจน์ได้ว่าเธอไม่ได้เป็นอย่างในภาพที่ปรากฏออกมาตามนิตยสารต่าง ๆ แต่ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ถูกวางไว้ว่าเป็นนางงาม นางแบบ การเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า เธอเหล่านั้นไม่ได้เป็นอย่างที่นำเสนอมาเลย

    ผู้ชายวันนี้ รู้ครับ ว่าคุณผู้หญิงคนไหนเป็นอย่างไร เขารู้ถึงความแตกต่างว่าคุณนั้น SEXY หรือ SLUT ผู้ชายทุกคนชอบสาวงามทุกคนครับ แต่จะปฏิบัติด้วยอย่างไร เคารพศรัธทาแค่ไหน สิ่งนั้นจะตอบสนองความมีคุณค่าในตัวคุณเองเท่านั้น

    คืนนี้ เตียงเดิม คงเป็นอีกหนึ่งในบางคืนที่คุณคิดเรื่อง SEX เป็นเรื่องมากกว่าแค่คำว่า FUCK เท่านั้น

    Tags: ,

  • ฝ่าหลุนกง ลัทธิหรือวิชาที่กำลังถูกทางการจีนเล่นงาน ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งฝ่าหลุนกง เขาชื่อ ลี หง ซี่ หรือ หลี่ หง จื้อ อายุ 48 ปี (Li Hongzhi ) ซึ่งแปลลอกมาจากนิตยสาร “เวลา” (time - รายสัปดาห์) ฉบับวันที่ 02.08.42 อีกที

    เวลา รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการโค่นล้ม (crackdown)
    ลี มันไม่แฟร์ รัฐบาลจีนไม่เข้าใจฝ่าหลุนกง, การฝึกชี่กง หรือการสวดมนต์ (masses) รัฐบาลไม่น่าห้าม ฝ่าหลุนกง
    เวลา คิดว่าทำไมรัฐบาลจีนถึงทำอย่างนี้ (ถามล่อให้ด่าปักกิ่งนี่หว่าเนี่ย)
    ลี บางทีรัฐบาลอาจคิดว่ามีประชาชนฝึกฝ่าหลุนกงมากเกินไป หรือแม้แต่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์บางคนเองก็ฝึกฝ่าหลุนกงด้วยซ้ำไป
    เวลา รัฐบาลกลัวว่าประชาชนเหล่านั้นจะเชื่อฟังคุณมากกว่าพรรมคอมมิวนิสต์กระมัง
    ลี ผมไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน ผมไม่รู้ว่าทำไมรัฐบาลถึงต่อต้านนักหนา ผมรู้แต่ว่าผมทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน (the country and the people - แต่นายลีอาศัยอยู่ในนิวยอร์ค อเมริกามาหลายปีแล้ว-เขาไม่ได้ระบุว่าประเทศชาติใดและประชาชนชาวอะไร) และผมคิดว่าฝ่าหลุนกงดีสำหรับชุมชน ไม่ดีหรือไงถ้าทุกคนเป็นคนดีและมีสุขภาพดี (virtuous and healthy)
    เวลา มีญาติอยู่ในเมืองจีนไหม แล้วพวกเขาเดือดร้อนหรือเปล่า
    ลี คุณแม่ผม, พี่หรือน้องสาว (sister ) ผมและลูก ๆ ของเธออยู่ในเมืองจีน พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่จับตาดูอยู่ แต่ผมไม่รู้ว่าพวกเขาถูกตำรวจสอบปากคำหรือเปล่า
    เวลา เชื่อหรือไม่ว่ามีคนพยายามใช้ฝ่าหลุนกงเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย
    ลี สาวกจริง ๆ ของฝ่าหลุนกงจะไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย (อ้าว…งั้นหมายความว่าใครทำผิดกฎหมายก็ไม่ใช่สาวกล่ะสิ…เล่นง่ายนี่) ส่วนใหญ่แล้วสาวกเป็นคนที่มีพื้นฐานดี (people of good nature) เหมือนกับที่คนจีนพูดว่า ” พวกเขาจะไม่ตีคุณถ้าคุณตีพวกเขา, และพวกเขาก็จะไม่โต้แย้งถ้าคุณเอ็ดเขา ” พวกเขาจะมองที่ตัวเองก่อนเมื่อเกิดความขัดแย้ง สาวกที่แท้จริงของฝ่าหลุนกงจะไม่เคยเป็นอาชญากรเลยในชีวิต
    เวลา คิดว่าตัวเองต้องรับผิดชอบกันเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองจีนตอนนี้ไหม
    ลี ผมสอนลัทธิฝ่าหลุนกงในเมืองจีนมาแค่สามปีเอง ผมไม่เคยติดต่อโดยตรงกับสาวกมาเกือบสี่ปีแล้ว พวกเขาฝึกฝนกันไปด้วยตนเอง ผมไม่เคยบังคับพวกเขาเลย ประชาชนเผยแพร่หนังสือของผมไปทั่ว แล้วการฝึกแพร่หลายไปจากปากต่อปาก (แล้วตกลงจะต้องรับผิดชอบไหมเนี่ย)
    เวลา แต่สาวกฝ่าหลุนกงดูเหมือนว่าจะมีการติดต่อกันเป็นอย่างดีโดยสม่ำเสมอ
    ลี พวกเขาก็แค่โทรถามกันว่าจะไปฝึกกันหรือเปล่า ไม่ได้มีการจัดตั้งกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียเมื่อไร
    เวลา ถ้าคุณได้มีโอกาสคุยกับคณะผู้นำจีน คุณจะพูดอะไรกับเขา
    ลี ผมจะบอกพวกเขาอย่างจริงใจว่า ” ถ้าผมได้ทำอะไรผิด, ผมจะเปลี่ยน, ถ้ามีอะไรผิดเกี่ยวกับฝ่าหลุนกง, จะเปลี่ยนแปลงมันซะก็ได้, อย่าโจมตีฝ่าหลุนกง, มันไม่ดีต่อชุมชน, และไม่ดีต่อรัฐบาลเองด้วย”
    เวลา รัฐบาลกล่าวหาว่าคุณแก้วันเกิดของคุณให้ตรงกับวันประสูติของพระพุทธเจ้า (Sakyamuni) (สิทธารถะ โคตมะ (Siddhartha Gautama))
    ลี ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม, รัฐบาลพิมพ์วันเกิดผมผิด ผมแค่แก้ให้มันถูก ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม มีการพิมพ์ข้อมูลส่วนบุคคลผิดมากมาย ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง และผู้หญิงก็กลายเป็นผู้ชาย เป็นเรื่องธรรมดาเวลาคนจะใส่ร้ายคุณ, เขาก็จะขุดคุ้ยหาเรื่องคุณทุกทาง แล้วมันจะเป็นอะไรกันนักหนาถ้าเกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า ผู้ร้ายหลายคนก็เกิดวันนั้นเหมือนกัน ผมไม่เคยพูดว่าผมเป็นพระศากยมุนี ผมเป็นแค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง

    นิตยสาร “เวลา” (time) เป็นนิตยสารรายสัปดาห์เกี่ยวกับข่าวสารการเมืองสังคมวิทยาการที่แพร่หลายไปทั่วโลก เป็นของสหรัฐอเมริกา

    Tags: ,

  • โดย… ไดโนเสาร์หลงยุค

    ปกติเคยได้ยินแต่พระยาน้อยชมเมือง แต่นี่เห็นชายวัยกลางคน ใส่เสื้อผ้าไหมลายระยับ นั่งอู้ฟู้บนรถเกราะคันบะเริ่ม ลุยตรวจน้ำท่วม อุบ๊ะมาดเท่ห์แบบแรมโบ้เลยเจ้าค่ะ แต่สงสัยในอารมณ์ว่าทำไม่ต้องนั่งรถเกราะตรวจน้ำท่าม รถอย่างอื่นมันนั่งไม่ได้หรือ เห็นภาพชาวบ้านยกมือไหว้ท่านบนรถ ท่านไหว้ตอบ เท่ห์ พรหมินร์เชียวนะท่าน แต่เอ๊ะ ภาพลุยน้ำแบบเท่ห์นี้คล้ายเคยเห็นอีกภาพเมื่อสี่ห้าปีก่อน ก็ภาพขี่คอตำรวจชายแดน มือถือแก้วไวน์ลุยข้ามลำน้ำ โก้อย่างบอกใคร แต่ไม่กี่เดือน รัฐนาวาที่ท่านถือหางเสือกลับล่มกลางคันไปเลย ระวังนะท่านประวัติศาสตร์มักย้อนกลับ เดี๋ยวจะหาว่าไดโนเสาร์หลงยุคอย่างผมไม่เตือน

    นี่ก็โฉ่งฉ่างในอารมณ์กระผมอีก ก็ไอ้เครื่องแบบนักเรียนไงท่าน มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเรียนตีกัน เด็กมันก็สารภาพว่าที่ตีบางครั้งก็เขม่นหัวเข็มขัดกันที่มันต่างสถาบัน หรือต้องการหัวเข็มขัดหรือแหวนรุ่นของอีกฝ่าย ก็ต้องออกกำลังพะบู๊สักหน่อย ทีนี้ผู้ใหญ่ในกระทรวงกลับบอกว่าเรื่องเครื่องแบบไม่เกี่ยวกับการตีกันของนักเรียน ดังนั้นไม่ต้องยกเลิกเครื่องแบบ โธ่เอ๊ยพี่ท่านใช้หัวอะไรตรองตอบ หรือตอนเด็ก ๆ อยู่ในห้องพับเป็นผ้า จินตนาการเก่า ๆ ของท่านจึงไม่มีในเรื่องรุ่น ที่เป็นอีโก้ต่างสถาบัน ถ้าท่านที่วังจันทน์เกษมไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ ลองเลียบไปแถบคลองหลอด ที่นั่นเห็นสิงห์ต่างสี ฮึ่ม ๆ ใส่กันเรื่อย เดินให้ดีนะครับท่าน เดี๋ยวจะเจอลูกหลงเข้าให้บ้าง.

    เห็นรายการหนึ่งที่เจเอสแอลท่านเอามาแทนรายการจันทร์กระพริบ รู้สึกหดหู่ใจ เห็นวัยรุ่นหญิงอายุไม่ถึงยี่สิบ ยืนเรียงแถวตอบคำถามดารา ให้คัดออกตามเกณฑ์ที่อีกฝ่ายเสนอออกมา เด็กเราก็พยายามทำตัวให้เข้าเกณฑ์เขาให้อีก เห็นแล้วมันมีรายการอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้ไม่มีอีกหรือ อีกหน่อยมิเอาเด็กหญิงอายุไม่ถึงสิบขวบมานั่งเลือกคู่กัน ผมว่าบางครั้งอย่ามัวแต่หลงเรทติ้งจนทำลายสังคมระยะยาวไปเลย มันจะร้อนระอุเป็นภัยในวันข้างหน้า จะว่าผมหลงยุคก็ว่าไป ก็ชื่อผมมันไดโนเสาร์หลงยุคอยู่แล้ว ว่าแต่นี่มันขัดกับ “สิทธิสตรี” หรือเปล่าคุณหญิงแอ๋ว หรือมัวแต่ยุ่งตกเขียวมากไปหน่อย เลยลืมชำเลืองมองเรื่องที่ถือว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ ร้องไห้ดีกว่าเรา ฮือ ฮือ ฮือ

    อ้าวรีบจอง รีบจอง ทำเลทองบนสถานีรถไฟลอยฟ้าบีทีเอส กลุ่มเป้าหมายร่วมหกแสนคนต่อวัน แต่ขอโทษเขาให้อภิสิทธิ์ต่อกลุ่มบุคคลที่มีเครดิตเหล่านี้ก่อน เอ่ยชื่อพวกท่านต้องร้องว่าโอ้โหแน่เลย ก็พวก “เซเว่นอีเลเว่น, เอสแอนด์พี, โอปองแปง, ดอลลี่ เป็นต้น” ชื่อเขาฟังดูดีกว่าพวกเรานะ นายสมชาย นางสมศรี จะหาบเร่ เอากล้วยปิ้งไปขาย เอาแป้งจี่ไปทำขนม โทษเถอะ เขาไม่ให้ขึ้นไปหรอก แล้วท่านผู้ว่ากทม. ท่านจะให้พวกกระผมไปทำมาค้าขายที่ไหน จะได้เงินเยอะ ๆ มาจ่ายค่าภาษีโรงเรือนให้ท่าน หรือภาพภูมิสถาปัตย์ของพวกผมมันไม่เหมาะกับการลอยฟ้า ต้องหนีหัวซุกหัวซุนตามข้างทางท่าน คิดแล้วคิดถึงเลมอนฟาร์ม ที่อุ้มชูคนไทยตัวเล็ก ๆ ด้วยกันเอง เอ้า พวกเราช่วยกันสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์เลมอนฟาร์มกันหน่อย

    เศรษฐกิจฟื้นหรือฟุบ ฟุบหรือฟื้น เห็นผู้มาตอบพากันอ้างตัวเลขสารพัด ทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย ฟังรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ที่แน่ ๆ หัวผมมันเต้นตุบ ๆ อย่างกับโดนไมเกรนเล่นงาน ถ้าพณ.ท่านตอบแค่นี้ ผมว่าให้นักเรียนระดับมัธยมปลายมาตอบก็คงตอบได้แน่ ดูแค่ตัวเลขมิติเดียว แล้วตะแบงพูด มันง่ายดีออกหรอก แต่ความจริงของชิวิตและสังคมมันซับซ้อนเกินกว่าตัวเลขจะแสดงออกมาได้หมด บางครั้งคนยิ่งเรียนสูงยิ่งจมอยู่ในตัวเลข ขอดูตัวเลข ขอดูข้อมูล ทั้งที่ภาพความจริงที่เห็นตรงหน้ามันตอบคำถามได้หมด แค่ลงไปเดินตามท้องถนน เคาะประตูถามว่า “วันนี้ คุณได้งานที่สมฐานะคุณหรือยัง” หรือ “คุณได้เงินเดือนในอัตราที่สมควรได้หรือเปล่า” มันชัดยิ่งกว่ากุ้งแช่แป้งแทมปุระเสียอีก โรคตัวเลขขึ้นสมองนี่ ผู้บริหารท่านชอบเป็นเสียจริง เอ้า ใครคิดว่าได้งานแล้ว ยกมือขึ้น แล้วใครคิดว่าจะถูกปลดตอนสิ้นปีนี้อีก ยกมือขึ้น อุ๊ย มือสลอนเลยครับ พณ.ท่าน

    Tags:

  • “เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์สมมติ ถ้าหากไปพ้องกับความจริงของท่านใดบ้าง ผู้เขียนขออภัยไว้ล่วงหน้า และผู้เขียนขอแสดงเจตจำนงค์ว่าไม่ต้องแวะมาเยี่ยมเยียน เพราะผู้เขียนเป็นคนตกใจง่าย เดี๋ยวหัวใจจะวายก่อน”

    กาลครั้งหนึ่ง อากาศพลบค่ำสลัว ๆ ตามแบบฉบับแสงไฟในยุค IMF จิ้งจกสองตัวที่อยู่ในอาคารหลังหนึ่ง ก็ยังมองเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งประมาณหกเจ็ดคน เดินส่ายอาด ๆ เข้ามาที่ตึกที่จิ้งจกทั้งคู่อาศัยอยู่

    จิ้งจก ตัวซ้ายพอเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น ถึงกับอุทานว่า “อุ๊ย เท่ห์จริง ๆ ใส่ชุดซาฟารีสีเข้ม ช่างองอาจเหมือนทหารแหละ เพื่อนเอ๊ย เห็นด้วยไหม” จิ้งจกตัวขวาพยักหัวหงึก ๆ ตอบรับกลับ และทันใดนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นก็ฮือเข้ามายังห้องที่จิ้งจกน้อยสองตัว อาศัยอยู่อย่างรวดเร็ว

    ห้องที่จิ้งจกทั้งสองเกาะอยู่ เป็นห้องทำงานของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าข่าวของสำนักข่าวแห่งนี้ ซึ่งขณะนี้นั่งนิ่งจ้องมองกลุ่มชายแปลกหน้าที่ผลุนผลันเข้ามา พลันชายกลางคนที่นำหน้ากลุ่มก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มว่า “คุณชื่อมนัส ใช่หรือไม่ ?”

    ชายวัยกลางคนนั้นพอได้ยินฝ่ายตรงข้ามเรียกชื่อตัวเองออกมา ใจหายวูบ รีบกล่าวตอบไปว่า “ใช่ครับ ขอโทษคุณคือใคร มีธุระอะไรกับผม”

    “เฮ้ย ผมเป็นคนสนิทของพณ.ท่านดำสนิท คุณไม่รู้จักหรือ มาวันนี้ต้องการให้คุณลงแก้ข่าวให้เรา คุณเล่นพาดหัวข่าวว่านายผมหนีม๊อบคนลนลาน ไม่ถูกนะ จริง ๆ นายผมท้องเสียกะทันหัน ต้องรีบไปหาหมอเท่านั้นเอง คุณเล่นข่าวอย่างนี้ เราเสียหมด แก้ข่าวให้ด้วย”

    “อ้าว . . . ”

    “ไม่ต้องคิดมาก ถ้าไม่แก้อย่างที่เราต้องการในวันพรุ่งนี้ คงเห็นดีกันแน่”

    ชายวัยกลางคนที่ชื่อมนัส ต้องกลืนน้ำลายลงคอ กวาดตามองชายฉกรรจ์มาดเข้มในห้อง ล้วนท่าทางขึงขัง เห็นหว่างเอวตุง ๆ นูนออกมา จากประสบการณ์ทำข่าว ใจหายวาบทันที ทันใดได้ยินเสียงหญิงสาวดังขึ้นมาในห้องว่า “ขอโทษ พวกคุณมาพบคุณมนัสด้วยเรื่องอะไร เชิญไปคุยที่ห้องรับแขกมิดีกว่าหรือค่ะ” สิ้นเสียงหญิงสาวในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ผมสั้น ท่าทางทะมัดทะแมงปรากฎตัวออกมา มนัสพอเห็นหญิงสาวนั้น รู้สึกใจชื้นขึ้น ชายวัยกลางคนหัวหน้ากลุ่มเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง แค่นเสียงว่า “คุณคือใคร”

    หญิงสาวเหลือบมองตาฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่หวาดหวั่น กล่าวตอบว่า “ดิฉันเป็นหัวหน้ากองบก.ที่นี่ พวกคุณมีธุระอะไรกับคุณมนัสหรือค่ะ” ชายวัยกลางคนไม่ตอบคำถาม แต่ตอบไปว่า “ธุระผมเสร็จแล้ว คุณมนัสคุณอย่าลืมคำพูดผมแล้วกัน ไม่นั้นผมจะกลับมาใหม่ แต่คงไม่มาอย่างวันนี้อีก”

    จิ้งจกสองตัวในห้องตากลมโตออกแววตื่น ๆ ส่ายหัวหามุมซอกตึกเพื่อหลบบรรยากาศที่น่ากลัวนี้ แต่ทันใดได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้าห้อง พร้อมเสียงกระหืดกระหอบดังว่า “พี่ชาน ตำรวจมา” ชายกลางคนหัวหน้ากลุ่มที่ชื่อชายชาน สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย โพล่งออกมาว่า “ใครว่ะ แจ้งตำรวจ” ไม่ทันขาดคำในห้องเพิ่มกลุ่มตำรวจสามสี่นายในเครื่องแบบ คนนำหน้ามียศร้อยตำรวจเอก

    นายชานพอเห็นตำรวจเข้ามา รีบส่งเสียงดังว่า “ผู้กอง ผมนายชาน คนสนิทคนพณ.ท่านดำสนิท ได้รับคำสั่งจากนายมาคุยธุระกับคุณมนัส ตอนนี้คุยเสร็จแล้ว ผมจะกลับล่ะ” ผู้กองหนุ่มพอได้ยินชื่อคนใหญ่โต ต้องชะงักขึ้นมา กวาดตามองรอบห้องตลบหนึ่ง แล้วหันมามองหญิงสาวที่เป็นหัวหน้ากองบก.กล่าวขึ้นว่า “พี่ครับ ผมว่าคงเข้าใจผิดอะไรกันนิดหน่อย คงไม่มีอะไรกัน”

    หญิงสาวพอฟัง รู้สึกฉิวขึ้นมา โพล่งว่า “นี่ผู้กอง พวกเขายกพวกมาตั้งหกเจ็ดคน เข้ามาในสำนักพิมพ์ดิฉันยามวิกาล มาข่มขู่คนของดิฉัน ผู้กองยังบอกว่าไม่มีอะไรอีกหรือ”

    นายชานชิงกล่าวตัดบทว่า “ผู้กองไม่ต้องยุ่งยากใจหรอก ธุระผมจบแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนล่ะ” ไม่รอฟังคำตอบฝ่ายตรงข้าม หันหน้ามาหานายมนัสที่ยังนั่งอยู่ พูดว่า “น้องมนัส อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ล่ะ พี่กลับก่อน” กล่าวจบก็นำหน้ากลุ่มคนเดินออกไป ปล่อยให้คนในห้องงุนงง

    จิ้งจกน้อยทั้งสองตัวส่งเสียง “จั๊ก จั๊ก” รีบคลานไปหลบในซอกหลืบทันที

    คืนรุ่งขึ้น เจ้าจิ้งจกสองตัวไต่ไปตามขื่อลอดไปที่ห้องนั่งเล่นของสำนักงานที่มันสองอาศัยอยู่ เห็นข่าวในโทรทัศน์กำลังถ่ายทอด เห็นชายวัยกลางคนที่ชื่อนายชาน ที่เข้ามาเมื่อคืนให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขัง จับใจความได้ว่า “ผมฟ้องแน่ ทำอย่างนี้ผมเสียชื่อหมด พวกเขาข่มขู่ผม คนตั้งร้อยกว่าคน แค่คนละตุ๊บสองตุ๊บ พวกผมต้องลงไปนอนดิ้นกลางพื้นแน่ เราไปกันแค่เจ็ดคนเท่านั้น ยังไงผมไม่ยอมความล่ะ”

    จิ้งจกน้อยสองตัวพอฟังจบ งงเป็นจิ้งจกตาแตก จิ้งจกตัวซ้ายผงกหัว กล่าวว่า “เกลอ เกิดมาก็เพิ่งได้ยิน คนบุกรุกบ้านผู้อื่นยามวิกาล ยังมีสิทธิ์ฟ้องเจ้าของบ้าน โลกมนุษย์นี่มันมีอะไรแปลก ๆ จริงเว๊ย ช่างเข้าใจยากจัง ไม่เหมือนพวกเราเลย”

    จิ้งจกตัวขวาพยักหน้าหงึก ๆ ตอบ แลบลิ้นกล่าวว่า “โอโห พากันมาตั้งเจ็ดคน ท่าทางน่ากลัว เรายังแทบหลบไม่ทัน ใครเห็นก็ขี้หดแล้ว อุ๊ว่ะ แต่คนในห้องกูก็เห็นแค่สองสามคน รวมทั้งตึกก็แค่ร่วมสามสิบ คนเป็นร้อยมันคงรวมคนบนท้องถนนด้วยกระมัง”

    จิ้งจกตัวซ้ายเห็นเพื่อนกล่าวอย่างมีอารมณ์ รีบส่งเสียงเตือนเพื่อนว่า “เฮ้ย นายเสียงดังไป เดี๋ยวมันได้ยิน พากันมาเยี่ยมพวกเรา พวกเรามิแบนเป็นจิ้งจกทับเหมือนกล้วยทับหรือ”

    ว่าแล้วจิ้งจกน้อยทั้งสองตัวรีบไต่หลบเข้าไปซอกหลืบ ไม่โผล่หัวกลับออกมาอีก เสียงจิ้งจกทักก็คงเป็นเสียงจิ้งจก ความถูกต้องก็คงต้องถามหาต่อไป ตราบใดที่มโนสำนึกมนุษย์ยังไม่สามารถแยกแยะมายากับความจริงได้ สิ่งที่เห็นว่าจริงก็อาจจะเป็นมายา เงามายาก็กลับกลายเป็นความจริง เหมือนสีที่ป้ายลงไป คลับคล้ายการเปลี่ยนสีผิวของจิ้งจกให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเพื่อหลบภัยของ มัน.

    Tags: ,

  • โดย… วิรัช ฉัตรพร

    ย้อนกลับไปสัก 1 เดือน ประมาณ 1 ทุ่มเห็นจะได้ ผมกำลังขับรถกลับจากที่ทำงาน ระหว่างทางก็แวะเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งแถวบางจาก ที่จริงจะเรียกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างเดียวคงไม่ถูกนัก ที่ต่างประเทศเราเรียกรูปแบบนี้ว่า community supermarket ซึ่งในบริเวณนั้นก็ประกอบด้วย sport club, shops, supermarket และ bowling ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งของวัยรุ่นและคนมีระดับเข้ามาใช้บริการพอสมควร

    ผมกำลังมองหาที่จอดรถ ซึ่งกำลังจะจอดซ้อนคันตามเปอร์โยต์ 405 คันหน้า ยาม (รปภ.) ก็รี่เข้ามาหาผมแล้วบอกว่าจอดซ้อนไม่ได้ ผมก็เลยย้อนถามกลับไปว่า แล้วทำไมคันหน้าจอดได้ คำตอบที่ได้รับมาพร้อมทั้งสีหน้าและแววตาที่เหนื่อยหน่ายคือ “ผมบอกเขาไปแล้วครับ และเตือนเขาด้วยว่าอาจจะถูกเฉี่ยวชน เค้าบอกผมว่า เรื่องของกู พ่อกูรวย จอดทิ้งไว้แล้วก็เดินไป” ผมเข้าใจและเห็นใจ รปภ. คนนี้พอสมควร จึงเลี่ยงไปจอดที่อื่น แล้วจึงเดินกลับมา ระหว่างที่เดินกลับมานั้นอดไม่ได้ที่จะหันมามองรถคันดังกล่าว ก็พบเจ้าของรถ ซึ่งอายุประมาณ 17-18 เห็นจะได้ เป็นเด็กสาวหน้าตาดี แต่งสายเดี่ยว กางเกงต่ำกว่าเอวตามสมัยนิยม พร้อมเพื่อนอีก 3 คน กำลังขึ้นรถและออกตัวเอี๊ยดอย่างเร็วออกไป ต่อหน้า รปภ. คนนั้นที่กำลังโบกรถให้อยู่ !!!

    วันรุ่งขึ้น ผมไปที่ทำงานก็เล่าเรื่องนี้ให้เลขาฟัง เธอฟังแล้วก็หัวเราะ พร้อมทั้งหยิบนิตยสารสตรีฉบับหนึ่งออกมา เปิดคอลัมน์กลางเล่มที่สัมภาษณ์ลูกสาวของอดีตเจ้าพ่อหนังสือพิมพ์ที่มีอาคารอยู่แถวถนนพระรามเก้า จากคำสัมภาษณ์สรุปได้ว่า เธอจบมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็เข้ามหาวิทยาลัย เรียนถึงสองแห่ง แต่ไม่ชอบเพราะต้องเช็คชื่อเข้าเรียน จึงลาออก หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งก็ไม่ได้จบอะไรกลับมา พร้อมทั้งกล่าวว่า เธอไม่จำเป็นต้องเรียน เพราะเธอผ่านมหาวิทยาลัยชีวิตมาแล้ว ปัจจุบันไม่ได้ทำงาน เพราะจุดมั่งหมายของการทำงานคือการหาเงินใช้ พ่อเธอมีเงินมากมาย จึงไม่รู้ว่าจะทำงานไปทำไม !!!

    ตอนพักเที่ยง หลังอาหาร ผมหยิบหนังสือพิมพ์หัวสีที่ขายดีที่สุดมาอ่าน พบลูกชายอดีตรมต. นายตำรวจมีเรื่องกับวัยรุ่นและผู้หญิงในผับแถวสุขุมวิท และถูกแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเรื่องเกณฑ์ทหาร ทำร้ายคนมาเที่ยวผับ อื่น ๆ ก็ยังไม่จบสิ้นคดีความ โดยย่อหน้าต่อมาก็เป็นบทสัมภาษณ์ของคุณพ่อ ว่าลูกชายตนหน้าตาดีจึงมีหญิงสาวมาติด พร้อมทั้งอ้างว่า ถูกโยงใยให้เป็นเรื่องการเมือง ต้องการทำให้ลูกและตนเสื่อมเสีย “ถ้าไม่ชอบผมก็ทำผมคนเดียว อย่างไปนำลูกผมมาเกี่ยวข้องด้วย” พร้อมทั้งบอกว่าจะเปิดตัวลูกชายทั้งสองว่าจะลงเล่นการเมืองเร็ว ๆ นี้ !!!

    พลิกไปหน้าบันเทิง ก็พบคอลัมน์เล็ก ๆ สัมภาษณ์นักร้องสาว 2 คน เป็น duo ที่แต่งการชะเวิบชะวาบ สายเดี่ยว เอวลอย กระโปรงสั้นกางเกงขาสั้น ว่าคิดอย่างไรกับการแต่งตัวอย่างนี้ ตามที่สังคมหลายส่วนออกมาให้ความเห็นในทางลบ คำตอบก็คือ “ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะปกติก็แต่งตัวแบบนี้ พ่อแม่ที่บ้านก็เฉย ๆ ไม่ได้ว่าอะไร” !!!

    ที่ผมเขียนมาทั้งหมดเป็นเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาวที่กำลังจะเป็นกำลังของชาติ ของสังคม และของโลกต่อไปในอนาคต ผมไม่รู้ว่าเขาเหล่านี้มีทัศนคติแบบนี้ได้อย่างไร และอะไรกำลังเกิดขึ้นกับสังคมสมัยนี้ ใครเป็นคนอบรมสั่งสอนความคิดความอ่านให้กับเขา

    ผมเคยมีความเชื่อว่า โดยสามัญสำนึกของพ่อแม่ ไม่ว่าพ่อแม่เองจะมีสันดานที่เลวร้าย คดโกง ปล้นฆ่า ค้ายา คอร์รับชั่น ก็ไม่หวังให้ลูกเป็นอย่างตน เพราะจิตใต้สำนึกก็บอกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นผิด โดยหวังว่าลูกตนจะได้เล่าเรียนในสิ่งที่ดี และก้าวไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยตน

    ผมคิดผิด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เห็นผิดเป็นชอบ ปกป้องการกระทำผิดของลูกหลาน ให้เงินใช้โดยไม่มีการไตร่ตรอง อีกทั้งยังสนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่เข้าท่าเหล่านั้นอีก ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่า ถ้าสังคมไทยยังดำรงตัวของมันเองไปในลักษณะนี้ อนาคตของชาติ (เด็กและเยาวชน) จะเติบโตขึ้นมาในลักษณะไหน

    สมัยเราพูดว่า “เด็กมันชั่วเพราะพ่อแม่ไม่สั่งสอน”

    ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องพูดว่า

    “เด็กมันชั่วเพราะพ่อแม่มันส่งเสริม”

    Tags: , , , ,

  • โดย…ส้มจี๊ด

    ทุกวันนี้ ผมรู้สึกหดหู่ในหัวใจพิกล ทุกคนยังลุ่มหลงต่อมายาภาพเก่าที่เมามันส์กับคลื่นฟองสบู่ ซึ่งทำให้แต่ละคนเร้าใจต่อการโต้ลูกคลื่นของมันลูกแล้วลูกเล่า จนล้มคว่ำคะมำหงาย ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจตอนนี้ก็เปรียบเสมือนซากปลักหักพังจากระเบิดนาปาล์มที่เหลือแต่ซากตึก แต่คนไทยเราก็ยังอยากเข้าไปอาศัยอยู่ใต้ซากอาคารที่เหลืออยู่ ทั้ง ๆ ที่ฐานรากมันง่อนแง่นเต็มที จะโค่นทับลงมาอีกวันนี้พรุ่งนี้ก็ยังไม่รู้ และคราวนี้คงหนักกว่าคราวก่อน เพราะเราไม่ได้ทำโครงให้มัน มัวแต่ปะผุ ดังนั้นล่มครืน คงเจ็บหนักกว่าเก่า เผลอ ๆ อาจจะล้มหายตายจากไปเลย คราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะขนานนามเป็น “แฮมเบอร์เกอร์รสต้มยำกุ้ง” แผลงฤทธิ์ใช่หรือไม่ เอ้า ทายกันเองก็แล้วกัน ถูกผิดส่งชื่อไปชิงเตรียมไว้ที่ IMF ได้เลย

    ฮ่อ เราวันนี้ไม่มีอะไรที่จะมองเห็นยุทธศาสตร์ระยะยาวของชาติ ความเห็นสมองฝ่อ ๆ ของพลเมืองไทยคนหนึ่งคิดว่า “เราต้องสร้างพลังทางปัญญาให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง” ซึ่งมันเป็นเรื่องละเอียดละอ่อนกว่าการโด๊ปตัวเลขไปวัน ๆ ข้อเสนอเบื้องต้น ขอยั่วให้ช่วยกันทุบหรือถองกัน มีแค่สองสามข้อ ดังนี้

    ข้อหนึ่ง เราควรไม่ฝากความหวังไว้ที่รัฐจุดเดียว ทุกชุมชนควรรวมตัวสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง และประกันความมั่นคงซึ่งกันและกัน ไม่ต้องมัวแต่รอความช่วยเหลือจากรัฐ หรือกฎหมายผ่านรัฐสภา เพราะระบอบเหล่านี้เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเรา เราไม่ควรฝากผีฝากไข้มากเกินไป ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เราสามารถร่วมมือกันเองได้ และที่สำคัญอย่าปล่อยการเมืองไว้ในมือคนกลุ่มเดียว ความหมายการเมืองของผมกว้างกว่าในรูปแบบการเลือกตั้ง ทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตของเรา จริง ๆ ก็คือการเมือง เป็นผลประโยชน์เรา ดังนั้นเราต้องร่วมใจกันดูแลกันเองได้ให้สมกับคลื่นยุคที่สามยุคดิจิตอล อุ๊ย ลืมคำเท่ห์ของใครมาใช้ก็ไม่รู้ เอาละเรื่องที่เราสามารถพึ่งตัวเองกันได้ ผมขอเสนอรูปแบบที่สหกรณ์ภาคใต้รวมกลุ่มกันมาให้ดู ถ้าเราเห็นว่าระบบธนาคารไทยติดที่หล่ม NPL และระบบธนาคารต่างชาติเน้นกำไรสูงสุด โดยลดต้นทุนการเงินให้ต่ำ ไม่ปล่อยกู้และไม่รับฝาก แต่ใช้ฐานเมืองไทยเป็นแค่ชุมสายการเงินให้เครือข่ายตนเอง เราจะไม่ง้อเขาทำไม ทำไมไม่ตั้งสหกรณ์กันเองในบริษัท เอาเงินมารวมกัน มาประกันความมั่นคงของกันและกันเอง เงินเหลือก็นำไปสนับสนุนองค์กรธุรกิจที่สร้างความดีให้สังคม เช่น บางจาก, เลมอนฟาร์ม, สหกรณ์หนองโพ หรือแม้แต่กลุ่มแม่บ้านท้องถิ่น หรือสหกรณ์ครูชุบ หรือถ้าต้องการอัตราตอบแทนสูง ๆ ก็ตั้งเป็น Venture Capital ไปโอบอุ้มกลุ่ม SME ที่มีศักยภาพกันเองก็ได้ ซึ่งจริงมันไม่ยาก ถ้าคิดจะทำกันเอง สังคมต้องอุ้มชูกันเอง อุ๊ย คำฮิตของใครอีกล่ะ ขอยืมใช้หน่อยคงไม่เป็นไร

    ข้อ สอง การศึกษาของไทย เลิกเสียทีเถอะที่ต้องใช้ตำราเดียวกันทั่วประเทศ เรียนแบบเดียวกันเหมือนหุ่นยนต์ วิชาสร้างเสริมประสบการณ์อะไรนั่น ให้ตอบคำถามใช้ไม้กวาดอะไรกวาดพื้น โธ่ถ้าอยากรู้จริง ก็เอาไม้กวาดหลายแบบ ๆ ให้เด็กไปลองกวาด เด็กก็คงจะถกกันเองได้ หรือบางทีหาอะไรที่ดีกว่าในคำตอบที่มีข้อเดียวตอบกลับมาให้ผู้ใหญ่อย่างเรา อึ้งกิมกี่ไปเลย ดังนั้นจำพวกที่ท่องจำแล้วไปกาคำตอบหรือท่องเขียนเป็นหน้า ๆ มันก็เลยขาดจินตนาการของการสร้างสรรค์ปัญญาใหม่ ๆ โตขึ้นมาก็เลยก้มหน้ารับคำว่า “ครับ ๆ” จากลูกพี่ใหญ่เสื้อนอกผมต่างสีลูกเดียว (เอ้า เกี่ยวไม่เกี่ยว ช่วยกันเอาหัวตรองดูก็แล้วกัน) เอาละ กลับมาเรื่องการศึกษาดีกว่า ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รู้ดีว่าการศึกษาไทยเราปัจจุบันไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตได้ จริงของเด็กต่อไป แต่ก็ยังเคี่ยวเข็ญ ก็เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ถูกครอบงำด้วยความคิดเหล่านี้มาชั่วชีวิต คิดได้ แต่ไม่กล้าฝ่าแนวคิดที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ ส่วนคนที่คิดได้ ก็ไม่มีพลังทำ กลายเป็นสังคมของคนทอดหุ่ยไปเลย ว่าไปก็เข้าตัวเอง แต่ยังไงก็หวังว่าเราควรผนึกรวมตัวกันสร้างการศึกษาทางปัญญาที่แท้จริง เอื้อต่อชุมชนของตนเองได้จริงขึ้นมา เพื่อสนองต่อการพัฒนาของประเทศไทยเรา ไม่ใช่ของบรรษัทข้ามชาติ ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องรอการปฏิรูปการศึกษา ถ้าเราร่วมมือกบฎ สร้างรากฐานการศึกษาใหม่ ผมว่าต่อให้มีออกพรบ.อีกหลายร้อยฉบับ ความคิดไท ใจเป็นทาส ก็ ยังอยู่กับสังคมการศึกษาไทยอยู่ดี สังคมเรายังมีภูมิปัญญาดี ๆ เหลืออยู่มาก ช่วยกันเอาออกมาพัฒนากันเถอะ ลงมือทำกันได้แล้ว ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งที่ผมจะสื่อให้เห็นเราเป็นทาสความคิดของเขา ก็คือเราไม่รู้เรื่องนวัตกรรมเงินตรา แต่ดันอยากเข้าร่วมสังคมชั้นสูง ทะลึ่งเปิด BIBF มันก็บรรลัยอย่างที่เห็น ๆ กัน ที่จะชี้ให้เห็นอีกเรื่อง คือตอนนี้โลกเข้าสู่สังคมสารสนเทศ ซึ่งเครื่องมือเครื่องไม้ที่จะสร้างสังคม มันเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ต้องการงานเร็ว ๆ งานถูก ๆ จึงกลายเป็นว่าบีบให้โปรแกรมเมอร์เขียนด้วย Visual ซึ่งมันก็เหมือนนำเครื่องจักรอัตโนมัติมาใช้ ต่างชาติเพียงเห็นค่าแรงถูก ๆ ก็โยกฐานการผลิตเข้ามา ไม่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีอะไรให้ เมื่อใดต้นทุนเราแพงขึ้น ก็ปิดโรงงาน โยกไปที่อื่น คนเราก็ตกงาน คิดทำอะไรก็ไม่เป็น ต้องงอมืองอเท้าให้เขาขว้างเศษเงินเข้ามา ก็เข้ากรอบเขาอีก เอาเงินเข้ามาให้คนเรียนโปรแกรมแต่เป็นเครื่องมือของเขา เมื่อเรียนจบเขาได้ค่าแรงโปรแกรมเมอร์ถูก ๆ เขียนโดยเทคโนโลยีความรู้เขา ทำโปรแกรมรองรับระบบงานให้ แต่เราไม่มีความรู้ที่จะสร้างเครื่องมือของเราขึ้นเองได้เลย ดังนั้นบางครั้งต้นทุนต่ำที่สุดของบริษัท ไม่ได้ช่วยส่งเสริมประเทศ แต่ทำลายประเทศในวันหน้า เพราะเราต้องไปเอาเครื่องมือที่พัฒนาของเขามาใช้ทั้งดุ้น เพราะมันถึงจะถูก ตรงใจลูกค้า แต่เราไม่ได้พัฒนาเครื่องมือได้ด้วยตัวเราเองเลย ดังนั้นบางทีเขาพัฒนาระบบไปถึงปี 2000 เราก็ต้องจำใจไปซื้อจากเขา เพราะเราไม่ได้รองรับระบบที่จะพัฒนาความรู้ด้วยตัวของเราเอง มันก็เป็นได้แค่แหล่งต้นทุนต่ำของบรรษัทข้ามชาติเขาล่ะ ถูกผิดก็ช่วยชี้แนะกลับมาก็แล้วกัน

    ร่ายยาวมาถึงตอนนี้ ก็เลยคันปาก(กา) อยากร่ายให้เห็นสัจธรรมทฤษฎีการสอนตะวันตก สักสองสามเรื่อง บางท่านอาจจะด่ากลับว่า “มันเป็นความจริง เถียงไม่ได้” มันก็จริง แต่จริงบนสังคมของเขา ไม่ใช่ของเรา

    เรื่องแรกก็คือ “Economy of Scale” ความหมายก็คือเมื่อผลิตมาก ๆ ต้นทุนต่อหน่วยก็จะถูกลง เพราะความประหยัดต่อขนาดของการผลิต มันก็จริงเพราะกระบวนการผลิตแบบ Mass Production มันทำให้ตัวเลขต้นทุนต่อชิ้นที่ผลิตในบัญชีต่ำลงจริง แต่ความจริงก่อนตัวเลขจะต่ำได้ขนาดนี้ ต้องอาศัยขนาดของตลาดที่ใหญ่มาก และในสหรัฐที่มีขนาดของประเทศกว้างขวาง มีภูมิศาสตร์ที่ติดต่อเชื่อมถึงกันได้ยาก ทำให้เกิดการประหยัดเพราะขนาดของตลาด ดังนั้นเขาจึงสามารถโยกสินค้าที่ต้นทุนต่ำไปยังประเทศเล็ก ๆ ได้ในราคาถูก ๆ เพราะตลาดของเขาดูดซับความคุ้มทุนไปแล้ว ตัวอย่างง่าย โค๊กกว่าจะราคาถูกเทียบเท่าน้ำเปล่าขวด ก็ต้องมีตลาดรองรับที่มหึมา มันถึงถูกกินได้เหมือนน้ำเปล่า ที่นี้สังคมเรารับมา ก็ไม่มีทางทำได้ถูกเท่าเขา เพราะภูมิศาสตร์เราไม่เหมือนเขา จึงมีสองวิธีคือทำส่งกลับไปขายที่สหรัฐ เพื่อให้ความใหญ่ของตลาดดึงต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำลง มันก็ได้ แต่มันยืมจมูกคนอื่นเขาหายใจ วันดีคืนดีอาจจะออกกฎระเบียบมาบีบให้เราทำตามความต้องการเขา ก็เราต้องพึ่งเขานะสิ แต่เขาไม่ต้องง้อเรา เราจึงต้องเดินตามต้อย ๆ อีกวิธีก็สร้าง Demand เทียม แบบสร้างบ้าน, ไฟฟ้า, ปั๊มน้ำมัน หรือแม้แต่อีกหน่อยเรื่องอินเตอร์เนต ก็เข้าอีกหรอบเดียวกัน ในเมื่อเกิด Demand เทียม มันก็ไม่ใช่ความต้องการของจริง ดังนั้นมันจึงสะดุดได้ง่าย เพราะมันไม่เที่ยงแท้ เราต้องเข้าใจที่มาของรากทฤษฎี และอย่าลืมความเป็นจริงของสังคมเรา ปรับให้เหมาะกับเรา รับมาดุ้น ๆ ก็เสร็จเขาละสิ อย่าลืมตลาดเขาใหญ่ มันก็เลยเข้าทำนอง Economy of Scale ได้ละ

    แล้วก็มาทฤษฎีที่สอง เรื่อง 80 : 20 นี่ไม่ใช่ตัวเลขใบ้หวยนะ เหมือน 888 ของคุณนายจิต แต่เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ของระบบการค้าเสรี บางท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยิน ก็จะขออธิบายง่าย ๆ ว่า “ยอดขาย 80% เกิดจากจำนวนลูกค้าแค่ 20%” มันฟังดูดี และต้องยอมรับว่าเป็นความจริงถ้าเอาแค่ตัวเลขมาดูและวิเคราะห์ และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ธนาคารอ้างกันว่าไม่ปล่อยกู้ลูกค้ารายย่อย ก็กลุ่มนี้ทำรายได้ให้แค่ 20% ไปสนใจทำไม สู้ปล่อยกู้โครงการใหญ่ ๆ ไม่กี่โครงการ เสียค่าใช้จ่ายโสหุ้ยน้อยกว่าไม่ดีเหรอ แต่โทษทีลูกค้ารายใหญ่ตอนนี้ล้วนท่องคติพจน์ “ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่เบี้ยว” แต่สหกรณ์ครูชุบที่ปล่อยกู้ให้คนในหมู่บ้านเป็นราย ๆ กลับไม่มีใครเบี้ยวหนี้ แต่เรื่องนี้อย่าเอะไปให้รัฐได้ยินละ ท่านไม่เชื่อหรอก ไม่อย่างนั้นท่านก็ช่วยเหลือประชาชนตาดำ ๆ ก่อน ไม่เอาเงินไปละลายอยู่กับกลุ่ม NPL ไม่กี่ตระกูล แล้วท่องคาถาว่า “ถ้าหัวขบวนเคลื่อนได้ มันก็จะชักนำหางขบวนไปเอง” ก็อาจจะจริง แต่หัวขบวนท่านเคลื่อน แต่ท่านเหล่านั้นตัดหางขบวนออกไปตั้งเยอะ เพื่อตัวท่านจะได้เบา ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเมื่อเคลื่อนได้ ก็รีบไต่ระดับความเร็ว ทิ้งหางขบวนไปเลย ไปหาหางใหม่ทันที และนี่ก็คงเห็นสาเหตุหนึ่งที่การค้ำชูกลุ่ม SME ไม่คืบหน้า มีแต่โครงการหาเสียง เพราะท่านเชื่อมั่นระบบ 80 : 20 จนฝังไว้ในแกนกลางของสมอง เพราะนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเลขในงบดุลดูสวยงามขึ้น แต่ละทิ้งน้ำใจของคนไทยไปซะ แล้วเราจะหวังอะไรจากความช่วยเหลือของรัฐท่านเป็นชิ้นเป็นอัน ดังนั้นนโยบาย SME ของรัฐจึงเป็นแค่ยกระดับให้บางคนใน 80 เข้ามาตรฐานที่ชนชั้น 20 ยอมรับ แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้เกิดกลุ่มคน 80 ขึ้นมามาก ๆ มาเป็นระบอบเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

    แล้วมาที่ทฤษฎีข้อที่สาม ที่ถือว่าเป็นอมตะนิยมอีกทฤษฎีหนึ่ง นั่นก็คือ “Comparative Advantage” หรือภาษาไทยใช้คำว่าเศรษฐศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ เชื่อว่าคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์ต้องรู้จักทฤษฎีนี้ดี เจ้าคนที่ตั้งทฤษฎีนี้ชื่อว่าคุณริคาร์โด ซึ่งแกเชื่อว่าใครที่ชำนาญด้านไหน ก็ควรทำอย่างนั้น ทิ้งงานที่ไม่ชำนาญให้ผู้อื่นทำ มันจะได้ผลผลิตมาก ๆ แล้วนำไปขายในราคาถูก แล้วนำเงินไปซื้อสิ่งที่ตนไม่มีจากคนที่ทำได้ชำนาญกว่า ความมั่งคั่งของระบอบเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้น และนำไปสู่ระบอบตลาด เอ้า ฟังดูก็ดีสิ แต่ก็ดีถ้าทุกคนสามารถมีความสุขอยู่บนความเป็นธรรมของตลาด แต่มันกลับกลายเป็นว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ส่วนคนมือสั้นก็ได้แต่แบมือขอความเมตตาจากคนมีไปวัน ๆ ก็นำไปสู่ชุมชนที่อ่อนแอ เห็นได้จากระบอบการเกษตรของไทยที่ปรับเปลี่ยนวิธีการ จากการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ เป็นการเพาะปลูกเชิงเดี่ยวเพื่อค้าขาย และระบบการค้านี่หละ ที่อ้างว่าจะนำชาติไปสู่อารยะชนเหมือนต่างประเทศอื่นเขา มันจึงเกิดปัญหาต่าง ๆ เข้ามา ม๊อบเกษตรต่าง ๆ แห่เข้ามากรุงเพื่อเรียกร้อง เพราะเขาปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว, มะนาว เป็นต้น มันไม่สามารถนำเอามาบรรเทาความหิวได้ทุกมื้อ และพวกเขาจะอยู่ได้ไง ในเมื่อท้องต้องอยู่ด้วยอาหาร และที่ดินก็ไม่เป็นของตนเอง ต้องหาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยที่จำนองเขาไว้ เพื่อเป็นเงินซื้อเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยมาเพาะปลูก มันจึงส่งผลให้พวกเขาต้องเรียกร้องกับรัฐ เพราะเส้นเลือดใหญ่ที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตเขามันถูกตัดขาดไป ดังนั้นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า ก็เหมือนภาษิตตะวันตกที่บอกว่า “Don’t Put All Eggs in One Basket” นั่นเอง ดังนั้นเมื่อไข่มันแตกหมด มันก็เลยหมดตัว ถ้านายริคาร์โดแกรู้ว่าทฤษฎีที่คิดขึ้นมาสร้างหายนะให้สังคมแตกสลายขนาดนี้ คงร้องไห้ในหลุมศพ เหมือนนายไอนสไตน์ที่คิดระเบิดปรมาณูมาถล่มนางาซากิและฮิโรชิมา จนเป็นจุณไป ความเสียใจแกก็สุดซึ้ง ถึงกับอึ้งไปเลยที่ความรู้ที่คิดเป็นภัยต่อมนุษย์ชาติถึงเพียงนี้ กิเลสตัณหาของมนุษย์เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินควบคุม บางครั้งแม้จะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังดื้อดึงทำต่อไป จนหายนะเกิดขึ้น แล้วค่อยเสียใจกัน ระวังให้ดี พวกที่บ้าโคลนนิ่ง อีกหน่อยคงต้องเสียใจจนน้ำตาตกในกับผลการกระทำของตนเอง

    อุ๊บ๊ะ ร่ายยาวมาตั้งหลายเรื่อง ดูเห็นไม่เกี่ยวกัน แต่ถ้าคิดดี ๆ มันก็อาจจะเกี่ยวกันได้ เหมือนความหลากหลายชีวภาค ที่ทุกสิ่งสัมพันธ์กัน (หรูมั๊ยครับศัพท์แสลงของผม) หรือถ้าดูหัว Web ผมยิ่งชัดใหญ่ “ทุกสิ่งมีสาระ แม้เรื่องไร้สาระ” มันจึงเกิดนิตยสารอิเล็คทรอนิครายเดือนนี้ขึ้นไงท่าน

    ก่อนจบ ขอบ่นถึงข้อสาม ก็คือการช่วยกันสร้างพิมพ์เขียวของเราเองขึ้นมา แต่อย่ารอจากรัฐท่านเลย เพราะท่านมัวแต่รอจาก IMF, World Bank อีกที และโมหะของนักวิชาการเราก็มัวแต่เถียงหักล้างกันไป ๆ มา ๆ ไม่ระดมสมองให้เป็นเค้าภาพอนาคตให้คนเข้าใจเลย ดังนั้นเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันในการกำหนดพิมพ์เขียวที่เหมาะสมกับท้องถิ่นเรา ไม่นั้นอีกหน่อยน้ำและพันธุกรรมที่เรามี ก็ต้องตกอยู่ในมือของต่างชาติ ที่มันออกกฎมาทีละข้อกำหนดไว้ในสัญญาที่ IMF, World Bank, ADB, WTO มาให้เรารับปากทำทีสองที สุดท้ายหมดตัว ตกอยู่ในความครอบครองของเขาหมด เหมือนกับที่ดินที่ถูกถ่ายโอนจากคนตัวเล็ก ๆ ไปสู่นายทุน และคงไปสู่ต่างชาติอีกไม่นานนี้กระมัง ถึงเวลาที่เราต้องกล้าก้าวออกมา ต้องใช้จิตสำนึกของพระเจ้าตาก ที่ทรงทิ้งกรุงศรีอยุธยาไว้ข้างหลัง เพราะพระองค์ท่านทราบดีว่ามันยากที่จะกอบกู้ฟื้นคืนกลับมา ทิ้งกรุงไปแล้วไปตั้งฐานใหม่ พระองค์ท่านยึดจันทบุรีด้วยการทุบหม้อข้าวทิ้ง ทุกอย่างพระองค์ท่านทรงทำด้วยวิธีใหม่หมด ชาติไทยจึงรอดมาได้ ถ้ามัวแต่รี ๆ รอ ๆ ป่านนี้ประเทศไทยคงย่อยยับไปหมดแล้ว ดังนั้นความกล้าอย่างมีจิตสำนึกเท่านั้นที่จะสนับสนุนสังคมไทยอยู่กันเองได้ กินอยู่ด้วยน้ำพริกปลาทู, ข้าวเหนียวส้มตำ คุ้นลิ้นมากกว่าแฮมเบอร์เกอร์มิใช่หรือ และเราก็จะเป็นไทต่อไป.

    Tags: , , , ,