ถาม - การศึกษาคืออะไร ?
” การศึกษาคือ การเล่าเรียน,ฝึกฝน และอบรม ซึ่งเป็นความรู้กว้างๆ เพื่อใช้เป็นพื้นฐาน หรือเพื่อไปใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งศึกษาได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชิงวิชาการ หรือ เรื่องความรู้รอบตัว ศึกษาเพื่อให้รู้ และนำความรู้ไปฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ จากนั้นก็อบรมเพิ่มเติมในสิ่งนั้นๆ เพื่อจะได้เกิดความเชี่ยวชาญมากขึ้น การศึกษามีความสำคัญมาก เพราะการศึกษาช่วยในการพัฒนาประเทศชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยเริ่มจากรัฐได้ออกกฎหมายใช้บังคับ พ่อ, แม่ และผู้ปกครอง ว่าถ้าใครมีคนที่อยู่ในอุปการะ อายุเข้าเกณฑ์ 7 ขวบต้องส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียน และต้องส่งให้เรียนอย่างต่ำต้องจบการศึกษาภาคบังคับ คือ ประถมปีที่ 6 (ในสมัยนี้ ) ถ้าไม่ส่งเรียนถือว่ามีความผิด นั้นเป็นเพราะต้องการให้ประชาชน ในประเทศไทยต้องมีความรู้ และอ่านออกเขียนได้อย่างต่ำ เด็กไทยทุกคนต้องเรียนหนังสือจบชั้น ป.6 เพื่อจะได้รู้จักว่า การอยู่ร่วมในสังคมเป็นอย่างไร? การจะกินอยู่ การดำรงชีวิตที่ถูกต้องเป็นอย่างไร การประพฤติปฏิบัติตัวที่ดีควรทำอย่างไร เพื่อให้เขาได้รู้จักหน้าที่ว่าเขาควรมีหน้าที่อย่างไร เคยจำได้ว่าในสมัยเด็กๆ ได้เคยเรียนวิชาหนึ่ง ซึ่งวิชานี้ชื่อว่า “วิชาหน้าที่พลเมือง” ซึ่งวิชานี้จะบอกให้เรารู้ว่าพลเมืองทุกคนต้องปฏิบัติตนอย่างไร มีหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดีเป็นอย่างไร อะไรคือข้อควรทำ อะไรที่ทำแล้วต้องมีความผิด จึงทำให้คนรู้ว่าหน้าที่ของตนเองในแต่ละวัยต้องทำอะไรบ้าง เมื่ออยู่บ้านก็เป็นลูกที่ดี เป็นพี่เป็นน้องที่ดี เมื่อเข้าเรียนก็เป็นศิษย์ที่ดีของครู เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนๆ เมื่อเรียนจบ ก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นพลเมืองที่ดี ซึ่งในปัจจุบันรู้สึกว่าวิชานี้ ไม่มีสอนแล้ว จึงน่าเสียดายพอสมควร เพราะถ้าฝึกให้คนรู้ว่าหน้าที่ของตนเองต้องทำอะไรบ้าง และในแต่ละวัยต้องทำ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้างก็น่าจะช่วยให้ประเทศเราพัฒนาได้เร็วขึ้นกว่าที่เป็น อยู่นี้ โดยเฉพาะในสมัยเด็กๆ นักเรียนทุกคน (ในสมัยนั้น) มักจะกลัวครูมาก และ กลัวครูมากกว่าพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ดังนั้นเมื่อครูสั่ง หรือสอนอะไรมักจะต้องรีบทำรีบปฏิบัติตามให้ได้ ฉะนั้น ถ้าครูสอนว่าอะไรดี เขาก็จะจำ และเป็นการจำที่ฝังใจเสียด้วยเพราะเด็กๆ ยังไม่สามารถแยกดีชั่วได้ ถ้าเราป้อนให้ในสิ่งที่ดีๆ เขาจะได้สิ่งที่ดี แต่ถ้าป้อนในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องเขาก็จะจดจำในสิ่งนั้นตลอด การศึกษาจึงมีความสำคัญมากสำหรับการพัฒนาประเทศชาติ ง่ายๆ ประเทศที่เจริญแล้ว เขามีพื้นฐานการศึกษากันในระดับสูงๆทั้งนั้น คุณภาพชีวิตเขาจึงดี ดังนั้น เราจึงมักจะเห็นว่านโยบายของรัฐฯ ยังมีการเปลี่ยนแปลงระดับการศึกษาภาคบังคับอย่างต่ำเปลี่ยนมาเรื่อยๆ โดยเมื่อก่อน บังคับต้องจบอย่างต่ำ ป.4 แต่พอมาถึงปัจจุบันต้องจบ ป.6 และต่อไปคิดว่าอีกไม่เกิน 10 ปีต้องเปลี่ยนเป็น ม.3 แน่เพราะพื้นฐานการศึกษาของประชาชนในชาตินั้น เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก ”
ถาม — จุดมุ่งหมายในการศึกษาของท่านคืออะไร ? ”
จุดมุ่งหมายในการศึกษาคือ ใบปริญญาบัตร นั้นคือ 1 ใน 10 ส่วน แต่ที่หลักๆคือศึกษาเพื่อรู้และรู้ในทางที่ถูกต้อง พร้อมนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และใช้เป็นแนวปฏิบัติในสังคมให้ถูกต้องไม่ว่าจะในเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนร่วม นำทฤษฎี ดัดแปลงให้เหมาะสมกับการทำงานที่ทำอยู่ และการอยู่ร่วมในสังคมต่างๆ ถ้ามีโอกาสได้ใช้ในเรื่องที่ตนเองศึกษามาโดยตรงก็ต้องดูจังหวะ ดูโอกาส ดูวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมนั้นๆก่อนว่าจะนำความรู้จากการศึกษามาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร รู้มา 10 อย่าง ได้ใช้มันสัก 2 - 3 อย่างก็ได้ แต่เมื่อใช้แล้วต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ใช้ให้ถูกวิธี ถูกที่ ถูกทาง ถูกกาละเทศะ พร้อมมีความยุติธรรม มีความถูกต้อง มีกฎมีเกณฑ์ ซึ่งต้องแน่ใจด้วยว่าถ้าทำแล้วต้องไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน และไม่ฝืนความรู้สึกของตัว ดังนั้นจุดมุ่งหมายคือ ได้นำความรู้มาดัดแปลงและใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งแก้ไขสิ่งต่างๆที่เคยทำมาแล้วแต่ไม่ถูกต้อง ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ท้อแท้ไม่ว่ามันจะมีอุปสรรคเพียงไรถ้าใจสู้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
“ถาม - การศึกษาคืออะไร ? “
การศึกษา คือ การพัฒนาตนเองให้มีความรู้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้นำความรู้นั้นมาพัฒนาตัวเราให้มีความรู้เพิ่มขึ้น และ เรายังสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้จากการศึกษา มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน หรือ การดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และการศึกษา คือการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน ก็ถือได้ว่า เป็นการศึกษาเช่นกัน เพราะชีวิต คือการศึกษาที่ไม่หยุดนิ่ง ดังคำกล่าวที่ว่า ชีวิตคือการศึกษาตลอดชีวิต ในการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ถ้าเราขาดการศึกษาถึงวิธีการ และรายละเอียดในงานที่ทำแล้ว เราจะไม่มีการพัฒนา เพราะการศึกษาจะทำให้รู้ และเข้าใจในงานที่ทำอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การศึกษา คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา ที่จะนำพาตัวเราไปสู่จุดมุ่งหมายที่มุ่งหวัง และ ยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปช่วยเหลือสังคมและผู้ด้อยโอกาสได้ จะเห็นได้ว่า การศึกษา คืออะไรก็ได้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าเราจะตาย ซึ่งหมายความว่า นั้นคือ การสิ้นสุดของการศึกษาของแต่ละคน ส่วนคนที่อยู่ก็ต้องศึกษาต่อไปจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิตเหมือนกัน และการศึกษาไม่จำเป็นจะต้องศึกษากันในห้องเรียนเท่านั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไรในแต่ละวันมันคือการศึกษาทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครมีวิธีการศึกษาอย่างไร ที่จะนำมาประยุกต์พัฒนาตัวเองอย่างไรก็เท่านั้น
” ถาม — จุดมุ่งหมายในการศึกษาของท่านคืออะไร ? “
เพื่อที่จะให้ได้รับความรู้มาเพิ่มเติมในสมองให้มากขึ้น และ ก็ต้องการที่จะนำความรู้ที่ได้ศึกษามา มาพัฒนาตนเองในเรื่องส่วนตัว และมาพัฒนาในเรื่องการงานให้ดีขึ้น และยังสามารถมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ และต้องการที่จะให้ความรู้ที่ได้รับมาสามารถช่วยเหลือสังคมได้บ้างบางส่วน และต้องการให้ครอบครัวได้มีหน้ามีตาขึ้นบ้างก็หมายถึง ข้าพเจ้าต้องการเรียนให้จบปริญญาตรี และสามารถนำใบปริญญาบัตรมาให้ครอบครัวได้ชื่นใจ ”
นี่คือคำตอบของ นส. สุนันทา จุดอน อายุ 30 กว่าๆ และ น.ส เกศิณี ผดุงทักษิณ อายุ 20 ต้น ๆ ทั้งคู่เพิ่งรับปริญญา (ตรี) ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง เธอเป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนที่องค์กรของเราอนุญาตให้ศึกษาต่อในขณะที่ยังทำงาน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือทำไปเรียนไปโดยใช้เวลาทำงานของบริษัทบ้างบางส่วน
หลายปีก่อนผมเริ่มสังเกตุว่าระดับการศึกษาของพนักงานในองค์กรนั้น ยังไม่มากพอ มีคนจบปริญญาตรีนับจำนวนได้เลยว่าไม่ถึงร้อยละ 5 บริษัทจึงคิดสนับสนุนให้พนักงานศึกษาต่อ โดยใช้เวลาทำงานบางส่วนได้ ก็มีผู้ใฝ่ดี 4-5 คน ลงทุนลงแรงไปเรียน เรียนไปทำงานไปจนจบซึ่งถ้าใครไม่เคยก็ไม่รู้หรอกว่า มันทั้งเหนื่อยทั้งเครียดแค่ไหน แล้วก็เรียนสำเร็จกันทุกคน 2คนในจำนวนนั้น ลาออกเพราะได้งานใหม่ที่จ่ายเงินเดือนมากกว่าภายในเดือนแรกที่เรียนจบ ที่เหลือทำงานต่อไปไม่ถึงหนึ่งปีแล้วก็ลาออกด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป ในช่วงนั้นเรายังไม่มีนโยบายให้เงินเดือนเพิ่มแก่ผู้ที่บริษัทส่งเสริมให้ เรียนต่อ
ผมโมโหคน ที่ลาออกอยู่สี่ห้าวันอย่างเงียบ ๆ ในใจก็นึกตามไปด้วยว่าเป็นอย่างไรมาอย่างไร คาดหวังไว้อย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคืออะไรกันแน่ เมื่อคิดออกแล้ว ผมก็ยกเลิกความโมโหที่เคยมีแก่คนเหล่านั้น ความรู้สึกสังเวชอเน็จอนาถใจเกิดขึ้นมาแทนที่ตั้งแต่สี่ห้าปีก่อนเป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน ทำไมถึงสลดใจน่ะหรือ…….
ถ้าผมเป็นพนักงานที่เรียนจบด้วยวุฒิที่สูงกว่าไม่ว่าจะมีความรู้มากขึ้น หรือไม่ ไม่ว่าจะทำงานได้เก่งขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะกลายเป็นคนดีขึ้นหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือถ้ามีโอกาสที่จะหาเงินได้มากขึ้น ผมก็ไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนงานที่มีรายได้มากขึ้นทันที อาจสรุปได้ง่าย ๆ ว่าเรียนจบให้ได้วุฒิที่สูงขึ้นเพื่อหาเงินได้มากขึ้น แต่จะมีสักกี่คนโดยเฉพาะในช่วงเวลานั้น คือช่วงเวลาที่ฟองสบู่เศรษฐกิจยังไม่แตก จะคิดได้มากกว่าการเรียนเพื่อหาเงิน แล้วพวกเขาเรียนอะไรกันมาล่ะ ระบบการศึกษาอย่างไร ที่ทำให้นักเรียนเป็นอย่างนี้กันไปแทบทั้งหมด ระบบการศึกษาอย่างไรที่ผลิตค่านิยมอย่างที่เป็นอยู่นี้ขึ้นมา ระบบการศึกษาอย่างไรที่สอนให้ผมเพิ่งมาคิดอย่างนี้ได ้ก็ต่อเมื่อได้เจอกับเหตุการณ์จริงๆ หลังจากที่เรียนจบออกมาทำงานแล้ว 4-5 ปี ระบบการศึกษาอะไรที่ทำให้ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย และก็ไม่เคยมีผู้สอนคนใดเคยสอน หรือแม้แต่จะถามให้คิดเลยว่า “เรียนไปทำไม ?” “เรียนเพื่ออะไร ?” หรืออาจจะมีคนเคยสอนแต่ผมเองที่ไม่ใส่ใจก็เป็นได้ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าระบบการศึกษาที่ดีกว่าเดิมนั้น อย่างน้อยต้องสอนและปลูกฝังให้นักเรียนคิดอยู่เสมอว่าเรียนไปทำไม, เพื่ออะไร คำถามง่าย ๆ ที่ฟังดูพื้น ๆ นี้ต้องเป็นคำถามหลักในการศึกษาที่นักเรียนจะต้องครุ่นคิดอยู่เสมอ นับแต่วันแรกที่เขาเริ่มเรียนจนกระทั่งจบ และแน่นอนว่า ถึงตอนนั้น นักเรียนจะต้องหาคำตอบที่น่าพึงพอใจสำหรับตนเองได้แล้ว คำตอบของแต่ละคน ก็จะแตกต่างกันไป มีความหลากหลาย และไม่มีบรรทัดฐานอะไรแน่นอนมาประเมินได้ว่าอย่างไรถูกอย่างไรผิด
ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมว่า ประเทศไทยก็จะมีประชากรที่ส่วนใหญ่ ซึ่งมีโอกาสผ่านการศึกษาภาคบังคับ (ปัจจุบันนี้ถึงป.6) ครั้งหนึ่งเป็นอย่างน้อยในชีวิตของเขา ได้เคยใช้เวลาและสมองคิดมาแล้วว่า “เรียนไปทำไม (วะ) , เพื่ออะไร (วะ) ?” มันจะแตกต่างกับสภาพปัจจุบันนี้อย่างมากมายหน้ามือเป็นหลังมือ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ถ้าเราถามใครก็ได้ว่า “251 + 34 ได้เท่าไร ? ” ลองตอบดูสิครับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ได้ 274 ใช่ไหมครับ
ถามต่อไปว่า ” ประเทศไทยมีกี่จังหวัด ? ” ลองตอบดูสิครับ 75 หรือ 76 หรือ 79 กันแน่
ถามอีกว่า ” ศึลห้ามีอะไรบ้าง ? ” ห้ามฆ่าสัตว์, ห้ามลักทรัพย์, ห้ามผิดลูกเมียเขา, ห้าม.., ห้าม…
ถามอีกว่า ” บุญคืออะไร ? ” คุณตอบได้ไหม
แล้วถ้าถามว่า ” แล้วบาปล่ะ คืออะไร ? ” ยังพอตอบได้ใช่ไหมครับ
แต่ ถ้าถามว่า ” เรียนไปทำไม ? ” “…………………………………….”
ถามต่อทันทีว่า ” แล้วเรียนไปเพื่ออะไร ? ” “…………………………………….”
ช่วยบอกตัวเองหน่อยเถอะครับว่าคุณตอบได้ทันทีเลยใช่ไหม หรือต้องใช้เวลาคิดนานกี่นาที คุณเคยคิดถึงคำถามนี้มาก่อนแล้วใช่ไหม, คุณคิดว่ามันเป็นคำถามที่น่าตอบ และถกกันในวงกว้างไหม แล้วมันควรเป็นคำถามพี้นฐานประจำตัวนักเรียนไทยหรือไม่ ถ้าคำตอบของคุณส่วนใหญ่คือ “ไม่” ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่าเป็นคุณแน่ ๆ ที่ได้รับการศึกษามาแบบเดียวกับผม แบบเดิม ๆ ที่ทำให้บ้านเมืองเป็นอะไรๆ ที่ แบบว่า เป็นอะไรที่ เป็นแบบนี้…..ไงล่ะครับ
แต่ถ้ามันได้กลายเป็นคำถามประจำตัวนักเรียนไทยขึ้นมาจริงๆ เวลาคุณถามใครว่า เรียนปทำไม และ เพื่ออะไร คนส่วนใหญ่ที่ถูกคุณถาม (รวมถึงตัวผมด้วย) ก็มักจะตอบได้ทันที เพราะเขาได้ครุ่นคิดถึงคำถามนี้มาหลายหนแล้วตลอดเวลาที่เขาใช้ชีวิตช่วงเป็น นักเรียน คนที่รู้จักคิดหาคำตอบเหล่านี้ ค่อนข้างจะเป็นผู้ที่มีหลักเกณฑ์ในการดำรงชีวิตบ้างไม่มากก็น้อย เพราะมันเป็นคำถามที่หาเรื่องให้คิด สำหรับผมก็มีคำตอบเหมือนกันฟังแล้วช่วยกันวิจารณ์ด้วยนะครับ
ถามว่า ” เรียนไปทำไม ? ”
ตอบง่าย ๆ ว่า ” เรียนเพื่อให้รู้น่ะสิ ” แล้วคุณคิดว่าน่าจะรู้อะไรบ้างหละ ภาษาไทย, เรขาคณิต, ภาษาอังกฤษ, ฟิสิกส์, ประวัติศาสตร์ ฯลฯ หรืออย่างไร ? ผมคิดว่าการศึกษาพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นจะต้องสอนอะไรที่ยาก ๆ อย่างนั้นก็ได้ แค่สอนง่าย ๆ ให้นักเรียนรู้เรื่องที่เขาควรจะต้องรู้ก็พอ ในความคิดของผมเรื่องที่นักเรียนไทยทุกคนควรจะรู้มี 3 เรื่อง
1. รู้ว่า -เกิดมาทำไม, เพื่ออะไร
2. รู้ว่า -จะเรียนรู้ได้อย่างไร, แม้มีหรือไม่มีใครสอนก็ตาม หมายถึง การศึกษาต้องสอนให้คนรู้จักเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หมายถึงสอนให้คนรู้จัก รู้วิชา, รู้ทฤษฏี, รู้ข้อมูล, แหล่งข้อมูล, วิธีหาข้อมูล, การประมวลข้อมูล, การวิเคราะห์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้ข้อมูล และรู้แนวปฏิบัติ ในเรื่องอะไรก็ได้ที่เขาสนใจอยากรู้ และเป็นประโยชน์
3. รู้ว่า -วินัย คือ การบังคับควบคุมตนเองให้ปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อประโยชน์สุขต่อส่วนรวม
ถามต่ออีกนิดเถอะว่าคุณรู้ไหมว่าเกิดมาทำไม, เพื่ออะไร แล้วคุณเรียนเป็นไหม คุณรู้วิธีที่จะเรียนไหม ? คุณรู้ไหมว่าวินัยคืออะไร ทำไมทุกคนต้องมีวินัย นักเรียนคนไหนยังไม่รู้ 3 เรื่องนี้เห็นทีจะเรียนต่อไปอย่างถูกต้องได้ยาก อย่าว่าแต่นักเรียนเลย นักสอนเองหลาย ๆ คนก็ไม่รู้เหมือนกัน
ถ้าไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร แล้วคุณจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร อยู่ไปเรื่อย ๆ ตามยะถากรรม ตามมีตามเกิด ตามความอยาก ตามสภาพแวดล้อมจะชักพาไป คุณเป็นเจ้าของชีวิตคุณหรือเปล่า
ถ้าไม่รู้วิธีเรียน แล้วคุณจะเรียนได้อย่างไร วิธีเรียนนี้รวมการเรียน 2 แบบคือ แบบที่มีคนสอน กับแบบที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองแม้ไม่มีใครสอน คุณรู้ไหมว่าเรื่องที่คุณรู้โดยมีคนสอน กับเรื่องที่คุณต้องรู้แต่ไม่มีใครอยากสอนคุณ เรื่องไหนมีมากกว่ากัน
ถ้าคุณไม่รู้และไม่มีวินัย แล้วสังคมส่วนรวมประเทศชาติบ้านเมือง โลกนี้ไปจนถึงจักรวาลจะอยู่กันอย่างไร เว้นแต่ว่าคุณจะไปอยู่ป่าคนเดียวตามลำพัง แต่คุณก็ต้องอยู่กับธรรมชาติอยู่ดี ตราบใดที่คุณไม่สามารถอยู่คนเดียว หมายถึงมีแค่คุณคนเดียวไม่มี คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ มีแต่พื้นที่กับความว่างเปล่าให้คุณอยู่เท่านั้น ตราบใดที่คุณยังอยู่ในสังคมคุณต้องมีวินัย ไม่ว่าคุณชอบมันหรือไม่ก็ตาม
แล้ว ก็เนื่องจากระบบการศึกษามันยังไม่เคยถามคำถามประจำตัวนักเรียนอย่างนี้ และมันไม่คิดจะถาม และมันก็จะยังไม่ถามต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยเหตุฉะนี้ผมจึงสังเวชอเน็จอนาถใจ ในขณะที่หายโมโหอดีตนักเรียนทั้งหลายที่เรียนจบ แล้วก็ออกไปหารายได้ให้ตัวเองได้มากกว่าเดิมโดยไม่ทันมีโอกาสฟังคำถามของผม ด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีความหวัง ดังนั้น ผมจึงริเริ่มให้ความเชื่อมั่นกับตัวเองอีกครั้งว่า ผมจะถามคำถามประจำตัวนักเรียนได้ทัน ดังตัวอย่างที่นำมาแสดงไว้ข้างต้นจาก พนักเรียน ของผม 2 คน คุณจะย้อนกลับไปอ่านแล้วช่วยผมให้คะแนน (ในใจก็ได้) ด้วยก็ดีนะครับ กลัวก็แต่ว่าคุณเองก็ยังไม่รู้คำตอบเหมือนกันน่ะสิ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมชักจะเริ่มสิ้นหวังอีกแล้ว…