• โดย…หมอนข้าง

    เซ็กซ์ซึ่งเกือบทุกคนถือว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในชีวิตปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวพันธ์ไปถึงการดำรงค์ชีวิตเผ่าพันธุ์ต่อไปในอนาคต ผมได้อ่านพบคอลัมน์ในหนังสือ GM เกี่ยวกับความเป็นจริง (facts) ที่พูดถึงเรื่องของเซ็กซ์ในอดีตโบราณของทางตะวันตก ซึ่งก็ได้แง่คิดบางอย่าง และน่าจะสรุปได้ว่าเซ็กซ์มีความสำคัญต่อคนทุก ๆ สมัย ลองอ่านดูซิครับ

    • หมอตำแยชาวกรีกรักษาการตกเลือดหลังคลอด โดยการให้คนไข้กินยาที่ทำจากมูลและปัสสาวะของแพะ
    • ช่วง ต้นๆของยุคกลางเชื่อกันว่า วิธีการที่หญิงสาวจะกระตุ้นความต้องการของสามีได้ด้วยการโลมร่างเปลือยของตน ด้วยน้ำผึ้ง จากนั้นก็เกลือกกลิ้งตัวกับกองข้าวสาลีและแกะเมล็ดข้าวเหล่านั้นออกจากตัว เอาเมล็ดข้างสาลีที่ได้ไปบดโดยหมุนทวนเข็มนาฬิกาจนเป็นแป้ง แป้งขนมปังที่ทำจากแป้งชนิดพิเศษเหล่านี้จะถูกนำมานวดด้วยต้นขาของเธอเอง ผู้ชายที่ได้กินขนมปังเหล่านี้แล้วเชื่อว่าจะมีความต้องการทางเพศสูงและ คึกคักฮึกเหิม ส่วนในการรักษาชายที่หมดสมรรถภาพทางเพศก็ใช้วิธีการเดียวกัน เพียงแต่ในตอนที่บดแป้งให้หมุนตามเข็มนาฬิกา
    • อีกวิธีหนึ่งที่เชื่อว่าจะเพิ่มความต้องการทางเพศสำหรับผู้ชายได้ในยุคกลางคือการใส่ปลาเป็น ๆ เข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิงจนกว่าปลาจะตาย จากนั้นนำปลาเจ้ากรรมนั้นมาปรุงเป็นอาหารให้ผู้ชายกิน
    • สาวชาวอิตาเลียนในยุคเรอแนสซองส์ที่ต้องการจะยั่วยวนหนุ่มผู้จะมาเป็นสามีในอนาคต จะให้เขากินขนมเค้ก คอนฟาร์รีโช ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นขนมที่บรรจุมนต์เสน่ห์เอาไว้ ขั้นตอนการทำขนมที่สำคัญก็คือ จะอบเค้กไว้ในเตาอบเล็ก ๆ ซึ่งวางไว้บนอวัยวะเพศของสาวเจ้า ถือกันว่าเค้กนี้จะถูกอบด้วย ความเร่ร้อนแห่งเสน่หา จำเพาะเจาะจงของสาวคนนั้น
    • ธรรมเนียมการเสิร์ฟขนมเค้กแต่งงานหลังเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานนั้นมีต้นกำเนิดมาจากขนมเค้ก คอนฟาร์รีโช นั่นเอง มันเป็นขนมเค้กแป้งสาลีก้อนเล็ก ๆที่ให้คู่บ่าวสาวสมัยโรมันโบราณกินเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตคู่ การกินขนมเค้กนี้มีความสำคัญมาก จนชื่อของเค้กกลายเป็นชื่อเรียกพิธีแต่งงานว่า คอนฟาร์รีชั่น ซึ่งแปลได้ว่า งานแต่งงานแป้งสาลี หรือพิธีกินแป้งสาลีร่วมกัน
    • วิธีทดสอบความสามารถในการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงยุคศตวรรษที่ 16 ใช้กลีบกระเทียมสอดเข้าไปในช่องคลอด ในระยะเวลา 12 ชั่วโมง หากมีกลิ่นกระเทียมออกมาจากลมหายใจของหญิงผู้นั้น ก็แสดงว่าเธอสามารถเจริญพันธุ์ได้เป็นอย่างดีฃ
    • การทดสอบบิทเทอร์ลิ่ง’ เป็นการทดสอบการตั้งครรภ์ในยุคศตวรรษที่ 19 ใช้ปลาบิทเทอร์ลิ่ง ซึ่งเป็นปลาเล็ก ๆ คล้ายปลาคาร์พ พบในแม่น้ำแถบยุโรปตะวันออก ใส่ปลาลงไปในน้ำประมาณ 1 ควอทกับน้ำปัสสาวะของผู้หญิงที่ต้องการทดสอบ 2 ช้อนชา หากผู้หญิงคนนั้นตั้งครรภ์ ท่อไข่ของปลาซึ่งยื่นออกมาให้เห็นภายนอก จะถูกฮอร์โมนกระตุ้นให้ตกลงไปด้านล่าง
    • ซ่องโสเภณีของฝรั่งเศสในยุคศตวรรษที่ 18 จำนวนมากที่มี ‘ห้องเตรียมการ’ ซึ่งเป็นห้องพิเศษที่ใช้ในการเตรียมยากระตุ้นทางเพศ โลชั่น และเครื่องสำอางต่าง ๆ
    • ซ่องโรมันโบราณ มีชื่อเรียกว่า ‘ลูปานาร์’ หรือ ‘ถ้ำนางหมาป่า’
    • โสเภณีชาวโรมันมักจะถูกเรียกว่า ‘เมเรทริกซ์’ หมายความว่า ‘ผู้หญิงหากิน” หรือคนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการใช้ร่างกาย
    • กล่าวกันว่า ในยุคโรมโบราณ มีการจัดลำดับชั้นของโสเภณีไว้ถึง 12 ชั้น จาก ‘เดลิคาเต’ ผู้มั่งคั่งฐานะดี หรือ ‘สาวผู้ถูกสงวน’ ไปจนถึง ‘ควาดรันทาเรีย’ ที่ยากจนข้นแค้น ซึ่งบางครั้งก็ให้บริการทางเพศแลกกับเศษขนมปังเพียงก้อนเดียว ส่วนพวก ‘ปัสตัวเรีย’ คือโสเภณีที่อยู่แถวหลุมฝังศพ บางครั้งก็หาลำไพ่ด้วยการรับจ้างร้องไห้ในงานศพ
    • คำว่า ‘ฟอร์นิเคชั่น’ (เซ็กซ์ระหว่างคนที่ยังไม่แต่งงาน) มาจากคำในภาษาลาตินว่า ‘ฟอร์นิกซ์’ หมายถึง ‘ทางหลังคาโค้ง’ โสเภณีข้างถนนของพวกโรมันหากินได้อย่างคล่องตัวบริเวณใต้หลังคาโค้งของโคลี เซียม คอยให้บริการเหล่าผู้ชายกลัดมันซึ่งถูกกระตุ้นมาจากเล์อดและความรุนแรงจาก เกม หรือการละเล่นที่ยั่วยุทางเพศจากข้างในโคลิเซียม
    • โสเภณีโรมันที่เร่ขายบริการของตนบนท้องถนน จะถูกกฎหมายบังคับให้ต้องใส่ชุด ‘ทูนิกา’ สั้น และย้อมผมเป็นสีเหลืองด้วยหญ้าฝรั่ง ทั้งนี้เพื่อให้พวกเธอดูแตกต่างไปจากหญิงสาวผู้ดีคนอื่นๆในเมือง ซึ่งมีผมสีดำและแต่งตัวเรียบร้อยรัดกุมมากกว่า
    • โสเภณีโรมันมักจะระบายสีหรือปิดทองที่ทรวงอกและหัวนมของตน
    • ‘เฮรายตาย’ (เพื่อนหญิง หรือ สหาย) คือโสเภณีชั้นสูงของกรีกและโรมโบราณ เป็นผู้หญิงในกลุ่มที่ได้รับการยกย่องว่ามีวัฒนธรรม การศึกษา และเชี่ยวชาญในเรื่องเพศ สถานะและอิสรภาพที่พวกเธอได้รับในสังคมชั้นสูงยิ่งกว่าแม่บ้านโรมันทั่วไปอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

    Tags: , ,

  • บางท่านอาจจะสงสัยว่า ดินเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ซึ่งความจริงดินในท้องถิ่นต่าง ๆ ล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งสัมพันธ์กับระบบนิเวศในแถบนั้น ร้อยเรียงกันเป็นห่วงโซ่อาหาร ก่อเกิดเป็นพันธุกรรมที่หลากหลาย ตามศัพท์วิชาการที่เรียกว่า “ความหลากหลายชีวภาค” ฟูกูโอกะ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจระบบธรรมชาติที่ก่อเกิดขึ้นเอง โดยใช้วงจรของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเชื่อมโยงกันสร้างขึ้นมา นับตั้งแต่จุล-ลินทรีย์ในดินและน้ำ, หญ้า (วัชพืชต่าง ๆ), แมลง, นก, สัตว์เลี้ยลูกด้วยนม, มนุษย์ ร่วมร้อยสังคมนิเวศให้เกิดเป็นพลังชีวิตขึ้นมา เรียกตามศัพท์ฟูกูโอกะว่า “เกษตรธรรมชาติ”

    natural_11 natural_21 natural_3

    ทัศนคติของฟูกูโอกะ เชื่อว่ามนุษย์เราปัจจุบันแยกตัวจากธรรมชาติ สร้างมายาภาพหลอกตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านอาหารที่กินเข้าไป, เสื้อผ้าที่สวมใส่, การเกษตรที่พึ่งปิโตรเลียม เหล่านี้ล้วนมีผลให้มนุษย์หลงตนเอง และรู้จักธรรมชาติน้อยลง ในหนังสือเล่มที่สาม มีข้อความที่บรรยายไว้ว่า “ขอเพียงเอนหลังกับผืนหญ้า เพ่งมองเมฆา ใจใฝ่ความสงบ พระเจ้า (ธรรมชาติ) ก็อยู่ใกล้ชิดท่าน” ซึ่งไม่ต้องไปฝืนสังขารนั่งสมาธิหลังขดหลังแข็ง แล้วตอบว่าเห็นนิมิตรของพระเจ้า ความเชื่อของฟูกูโอกะ หล่อหลอมรวมพระเจ้าและธรรมชาติเป็นสิ่งเดียวกัน ธรรมชาติรวมทุกสิ่งบนผืนโลกใบนี้ มนุษย์เป็นแค่ห่วงโซ่หนึ่งที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อื่น ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดชีวิตให้สิ่งอื่นแทนธรรมชาติ

    ความ เชื่อมั่นของฟูกูโอกะในระบบเกษตรธรรมชาติ ที่ใช้ธรรมชาติฟื้นฟูซึ่งกันและกัน จนเชื่อว่าแม้แต่ผืนทะเลทรายที่แห้งแล้ง ก็สามารถปลูกพืชขึ้นได้ เพราะก่อนเกิดเป็นทะเลทราย ก็มีร่องรอยของความอุดมสมบูรณ์ซ่อนอยู่ก่อน แต่มนุษย์เป็นผู้มาทำลาย ด้วยความเชื่อว่าตนรู้ดีว่าสิ่งใดควรอยู่บนผืนดินแถบนี้มากกว่าธรรมชาติ ดังนั้นผลที่สุดทุกสิ่งก็สิ้นสูญ กลับกลายเป็นทะเลทรายว้างเปล่า วิถีของฟูกูโอกะ ก็คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่หลากหลายบนผืนทะเลทราย ปล่อยให้ธรรมชาติเลือกสรรสิ่งที่เหมาะสมกับระบบนิเวศแถบนั้น เมื่อผลผลิตงอกเงยแม้เพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นคำตอบจากธรรมชาติ ก็เลือกเมล็ดพันธุ์กลุ่มที่งอกเงยนั้นทำซ้ำ จนดึงให้สิ่งมีชีวิตอื่นไม่ว่าจะเป็นวัชพืช, แมลง, หนอน, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เข้ามาร่วมสร้างระบบนิเวศที่หลากหลายเหมาะสมแก่ผืนดินถิ่นนั้นขึ้นมา ดังนั้นผืนดินที่แห้งแล้งก็จะฟื้นกลับด้วยความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง และนี่คือจิตวิญญาณของวิถีธรรมชาติ ฟูกูโอกะ ผู้ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางข้าวเส้นเดียว

    หนังสือ ชุด “วิถีสู่ธรรมชาติ” มีด้วยกันสามเล่ม พิมพ์ออกมาสามครั้ง เป็นจำนวนแปดพันเล่ม นับเป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจต่อสาธารณชนเล่มหนึ่ง เนื้อหาหนังสือแฝงปรัชญาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่เหยียบย่ำและไม่อุ้มชู แต่ปล่อยวางให้ธรรมชาติร่วมกันเข้ามามีบทบาทสร้างสรรค์วิถีชีวิตที่เป็นต้น ฉบับดั้งเดิมของตัวมันเอง ซึ่งออกจะแปลกแยกจากกระแสหลักของโลกที่เน้นการคัดสรรโดยมนุษย์แต่ฝ่ายเดียว ตัวหนังสือเขียนด้วยสำนวนที่อ่านง่าย อ่านได้เรื่อย ๆ แต่ต้องครุ่นคิดทีละประโยคด้วยจิตใจทีใสซื่อต่อความเชื่อมั่นในวัยเด็กของตน เอง ถึงจะเข้าใจแก่นแท้ของเนื้อหาที่ต้องการสื่อ หนังสือทั้งสามเล่มสามารถแยกอ่านไม่เรียงลำดับ หรือจะอ่านให้ครบทั้งสามเล่มก็ได้ อรรถรสก็ครบถ้วนอยู่ในเนื้อหาแต่ละเล่มแล้ว แต่จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเมื่อนำผนึกความคิดทั้งสามเล่มมารวมกัน ก็จะยิ่งเข้าใจวิถีสู่ธรรมชาติของฟูกูโอกะ ภาพประกอบที่แทรกอยู่ระหว่างบทก็สื่อจิตนาการแบบเซนได้ดีทีเดียว.

    ชื่อหนังสือ วิถีสู่ธรรมชาติ
    เล่ม 1 จำนวน 124 หน้า ราคา 60 บาท
    เล่ม 2 จำนวน 137 หน้า ราคา 60 บาท
    เล่ม 3 จำนวน 118 หน้า ราคา 60 บาท
    ผู้แต่ง มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ
    ผู้แปล นวลคำ จันทา
    สำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทอง
    เนื้อหา ปรัชญา
    เกษตรธรรมชาติ
    ความหลากหลายทางชีวภาค
    ชีววิทยา

    Tags: ,

  • นักเรียนที่หวังสอบเอนทรานซ์ได้ และจะต้องมีการบนบานเป็นกำลังใจ ศาลเจ้าพ่อเสือใกล้ ๆ กับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็นอีกที่หนึ่งที่พลาดไม่ได้ ที่นั่นจะมีเครื่องเซ่นไหว้จัดเตรียมไว้อย่างเพรียบพร้อม เรียกว่าไปถึงจ่ายเงินก็ได้ของตามที่ต้องการ และถ้าออกจากศาลเจ้าฯ แล้วเดินขึ้นมาถึงถนนข้างศาลาว่าการฯ จะมีร้านขายข้าวหมูแดงอยู่เจ้าหนึ่งฝั่งขวามือ เป็นห้องแถวห้องเดียวสภาพขมุกขมัว

    ที่นี่จะมีข้าวหมูแดง หมูกรอบ กุนเชียง เป็นพื้น แต่จะมีพิเศษตรงไข่ ซึ่งจะไม่เหมือนที่อื่น เพราะที่นี่จะไม่ใช้ไข่ต้มปลอกเปลือกขาวนิ่ม แต่ไข่ของที่นี่จะไปเหมือนไข่พะโล้ที่เปลือกแข็งสีเข้ม เวลาเคี้ยวกรุบกรับ ๆ อร่อยแปลกไปอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าหาไม่ค่อยได้แล้วในปัจจุบัน

    นอกจากรายการอาหารข้างต้นแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารตามสั่งที่จัดเตรียมไว้เพิ่มเติม อย่างแรกที่จะต้องสั่งคือ หมูสับต้มจืดใส่เลือดหมูน้ำขลุกขลิก รสชาติออกเค็มนิด ๆ ตักกินกับข้าวสวยร้อน ๆ เหยาะพริกน้ำส้มนิดหนึ่ง โอ้ ! อร่อยอย่าบอกใครเชียว และสำหรับคอมังสะวิรัติจะต้องสั่งปลากระพงผัดขื่นช่าย ที่นี่จะใช้ปลากระพงสด ๆ ทุกวัน เพราะฉะนั้น เนื้อปลาจะไม่คาว ถือว่าเป็นจานยอดนิยมจานหนึ่งของที่นี่ และถ้ามากันหลาย ๆ คนอยากหาอะไรน้ำ ๆ มาซดคล่องคอ จะต้องไม่ลืมต้มยำปลา เพราะรสชาติจะแซบเข้มข้นถึงใจ เรียกว่าซดจนหยดสุดท้ายเลยทีเดียว

    สนนราคาเหมาะกับยุคนี้ ก็ไม่แพงเหมือนเหลาหรู ๆ บริการก็เป็นกันเองจริง ๆ โดยเฉพาะอาเฮียกับอาซ้อ จะเอาใจใส่ลูกค้าดีแม้ว่าเสียงดังไปหน่อย แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะแกเป็นอย่างนี้เอง ลูกค้าประจำรู้ดี บางคนคิดว่าแกกำลังจะทะเลาะกับลูกค้าแต่ไม่ใช่ แกเคยบอกว่าค้าขายแบบนี้ จะให้แกมาทำเป็นเสียงนิ่ม ๆ สั่งนู่นสั่งนี่ ก็เป็นอันไม่ต้องกินกันพอดี ถ้ามีโอกาสผ่านไปแถวนั้นอย่าลืมไปแวะชิมแล้วจะติดใจ… สวัสดี

    Tags: , ,

  • โดย…น้ำพริกเผา

    ทิชชู คำสั้น ๆ คำนี้มีความเกี่ยวพันธ์กับชีวิตประจำวันเรามากมาย ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน ตั้งแต่ห้องส้วมถึงห้องอาหาร ตั้งแต่ใบหน้ายันปลายเท้า ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับกระดาษทิชชูทั้งนั้น ลองคิดกันดูเล่น ๆ ว่า ถ้าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาเราไม่มีกระดาษทิชชูใช้ อะไรจะเกิดขึ้น ???

    เมื่อเรารู้อยู่ว่าทิชชูมีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของเราขนาดนี้ แล้วเรารู้หรือไม่ว่ากระดาษทิชชูแต่ละชนิดใช้กันยังไง ทำไมต้องมีหลายแบบ ใช้แบบเดียวได้หรือไม่ ” คนไทยต้องถือว่าเป็นชาติที่ประยุกต์การใช้กระดาษทิชชูนี้ได้มากที่สุด เพราะไม่ว่าจะใช้กับส่วนไหน เช็ดอะไร ก็ใช้กระดาษม้วนหรือที่เราเรียกกันว่ากระดาษชำระทั้งสิ้น” สิ่งเหลานี้คงไม่เป็นประเด็นสำคัญนัก ถ้ามันไม่ทำให้เราสิ้นเปลืองกว่าปกติทั้งตัวกระดาษและผลที่ตามมา

    กระดาษทิชชู น่าจะแบ่งกันง่าย ๆ เป็น 4 แบบ โดยมีรูปแบบและวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ต่างกัน อันดับแรกคือกระดาษชำระ (bathroom tissue) เป็นกระดาษทิชชูแบบม้วนที่เราเห็นกันประจำวัน อยู่ในห้องน้ำเป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งก็อยู่ในกล่องกลม ๆ พลาสติกบนโต๊ะอาหาร กระดาษชำระนี้มีหน้าที่ในการนำมาชำระส่วนขับถ่ายของเรา หรือชาวบ้านเรียกว่ากระดาษเช็ดก้น คุณสมบัติของมันก็คือจะต้องนุ่มพอสมควรและสำคัญที่สุดต้องย่อยสลายน้ำได้ดี เพราะคนส่วนใหญ่ก็ยังคุ้นเคยกับการทิ้งกระดาษชำระลงไปในส้วมหรือชักโครกหลังจากที่เราใช้

    กระดาษเช็ดหน้า (facial tissue) เป็นกระดาษอีกชนิดหนึ่งที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ตามบ้าน มีลักษณะเป็นแผ่น ๆ อยู่ในกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าหน้าที่ของมันคือใช้เช็ดหน้า ไม่ว่าเช็ดเครื่องสำอางหรือเช็ดน้ำหลังจากล้างหน้า คุณสมบัติของมันก็คือจะต้องนุ่ม ไม่มีฝุ่น และต้องเหนียวพอที่จะไม่ยุ่ยง่ายถ้าโดนน้ำ

    กระดาษเช็ดปาก (napkin) โดยทั่วไปเราจะไม่พบในบ้าน ที่ที่พบบ่อยคือร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม เป็นต้น โดยทั่วไปจะมี 3 แบบ หนึ่งคือ dinner napkin กระดาษเช็ดปากสำหรับอาหารเย็น คือวัฒนธรรมตะวันตก เวลาทางอาหารจะต้องมีผ้ากันเปื้อน ซึ่งผ้านี้จะเรียกว่า napkin คราวนี้เมื่อคนเริ่มต้องการความสะดวกก็เลยเปลี่ยนเป็นกระดาษแทน ซึ่งกระดาษตัวนี้จะหนา และ เมื่อคลี่แล้วไม่ต่ำกว่า 14 นิ้วขึ้นไป อีกตัวหนึ่งคือ cocktail napkin โดยมากจะใช้พันแก้ว cocktail หรือนำมาเช็ดปาก คลี่ออกมาแล้วประมาณ 12 นิ้ว ตัวสุดท้ายก็คือ mini napkin หรือกระดาษเช็ดปากแผ่นจิ๋ว โดยทั่วไปมักจะพบใน food center หรือ ร้านอาหารเล็ก ๆ จะมีสองสีคือสีขาวกับสีชมพู คุณสมบัติก็คือต้องเหนียวและไม่ยุ่ยน้ำ

    แบบสุดท้ายก็คือกระดาษเช็ดมือ (hand towel) เราแทบจะไม่มีโอกาสเห็นเจ้ากระดาษนี้เลย ถ้าไม่เข้าไปใช้ห้องนำสาธารณะ และที่แห่งนั้นต้องดีและพร้อมที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายตัวนี้ โดยมากก็น่าจะเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวขึ้นไป ส่วนใหญ่จะถูกบรรจุในกล่องติดผนังข้าง ๆ อ่างล้างมือ เมื่อชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเช็ดมือ คุณสมบัติของมันก็จะต้องเหนียว ไม่ยุ่ยน้ำและซึมซับดี ไม่เน้นที่นุ่ม

    อีกตัวหนึ่งที่ควรจะกล่าวถึงแม้จะมีการใช้ไม่มากนักก็คือกระดาษเอนกประสงค์ (kitchen towel) หน้าตาของมันก็จะเหมือนกับกระดาษชำระ 2 ม้วนต่อกัน และกระดาษจะหนากว่า มักใช้กันในครัวเพื่อเช็ดสิ่งต่าง ๆ หรือซับน้ำมันจากการทอด เป็นต้น

    เป็นยังไงบ้างครับ แค่ไอ้กระดาษทิชชูนี่ ทำไมมันต้องมีมากมายขนาดนั้น “ชั้นก็ใช้ของชั้นอย่างนี้ มาตั้งนานแล้วไม่เห็นจะเป็นไรเลย” คุณอาจจะค้านอยู่ในใจอย่างนั้น

    ได้เกริ่นเอาไว้แต่ต้นแล้วว่า คนไทยเป็นชาติที่ประยุกต์การใช้กระดาษทิชชูมากที่สุดชาติหนึ่ง เพราะเราคงไม่เถียงว่า ไม่ว่ากรณีไหนก็ตามเราจะนำกระดาษม้วนหรือที่เรียกว่ากระดาษชำระมาใช้แทนทุกที เช่น ชำระ เช็ดหน้า เช็ดปาก เช็ดมือ ซับมัน จริงอยู่การใช้แบบนี้มันก็ครอบคลุมจักรวาล ง่ายต่อการซื้อ และประหยัด(ในความรู้สึกของเรา) เพราะกระดาษชำระจะมีราคาต่ำกว่า แต่การใช้งานผิดประเภทนั้น สิ่งหนึ่งที่จะตามมาก็คือคุณจะมีต้นทุนแฝงที่คุณไม่รู้ และในที่สุดก็กลายเป็นว่าแพงกว่า ยกตัวอย่างเช่น

    การที่คุณนำกระดาษชำระมาเช็ดหน้า กระดาษก็จะยุ่ย ติดหน้า และคุณก็ต้องใช้จำนวนแผ่นที่มากกว่า ถ้าคุณใช้กระดาษเช็ดหน้าอาจจะใช้ 1 แผ่น แต่ถ้าใช้กระดาษชำระอาจจะใช้ 5-6 แผ่น หรือ 1-2 ฟุต ในทางกลับกัน การที่คุณนำกระดาษเช็ดหน้าที่นุ่มกว่า มาใช้ชำระ ก็จะทำให้ส้วมตัน เพราะกระดาษเช็ดหน้าไม่มีคุณสมบัติที่ย่อยน้ำ สุดท้ายคุณก็ต้องเรียกช่างมาลอกท่อ เป็นต้น

    ผม มีวิธีง่าย ๆ ในการทดสอบดูว่า กระดาษไหนย่อยน้ำ หรือกระดาษไหนไม่ย่อยน้ำ โดยที่คุณน้ำกระดาษที่คุณต้องการทดสอบมาแช่ลงไปในแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ค่อน แก้ว แล้วคุณนำตะเกียบหรืออะไรก็ได้ที่เป็นแท่งแข็งมาคนหรือแกว่งไปมาซักพัก ถ้ากระดาษที่ย่อยน้ำก็จะยุ่ยจนน้ำที่ใสจะกลายเป็นคล้าย ๆ น้ำมะพร้าว แต่ถ้ากระดาษไม่ย่อยน้ำ ก็จะยังคงมีสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าคุณจะคนทั้งวันก็เหอะ

    อีกสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนไม่สำคัญในสายตาของคนไทย ก็คือการที่เรานำกระดาษชำระใส่กระป๋องพลาสติกหรือไม่ใส่ แล้วไปวางไว้บนโต็ะอาหาร เพื่อไว้เช็ดปาก คงไม่มีปัญหาถ้าคุณใช้ในบ้าน แต่ถ้าคุณต้องต้อนรับเพื่อนต่างชาติ หรือเป็นภัตตาคารที่มีระดับพอสมควร คนต่างชาติที่มารับประทานอาหารคงรู้สึกกระอักกระอ่วนถ้ามีกระดาษชำระวางอยู่หน้าจานอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรามีน้ำใจดี ด้วยใจที่ต้องการบริการ ดึงกระดาษชำระแล้วส่งให้คนต่างชาติรายนั้น เขาจะรู้สึกอย่างไร คนไทยมีวัฒนธรรมที่ดีในการให้บริการ แต่กระดาษทิชชูเป็นกระดาษที่วิวัฒนาการจากชาติตะวันตก เราควรจะปรับความมีน้ำใจให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ที่วิวัฒนาการจากเขาด้วย

    “การใช้งานอย่างถูกต้อง นำไปสู่ความไม่สูญเสีย ความไม่สูญเสียก็นำไปสู่ความประหยัด ความประหยัดก็นำไปสู่ความมีอันจะกิน” ใครจะไปรู้ได้ว่าแค่การใช้กระดาษทิชชูอย่างถูกต้อง อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราหลุดพ้นจากความเป็นทาส IMF ได้.

    Tags: ,

  • โดย…ส้มจี๊ด

    ทุกวันนี้ คนไทยอยู่ในภาวะสับสนทางความคิด บางทีอาจจะเข้าทำนองสุภาษิตที่ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” เนื่องจากอาจจะอยู่ท่ามกลางสื่อที่กรอกหู ผ่านตาทุกวันและหลงเชื่อตามสื่อที่เสนอมา โดยปราศจากวิจารญาณส่วนตัวที่จะตรวจสอบได้เอง แม้แต่สื่อบางทีก็เขียนไปตามแหล่งข่าว เชื่อแหล่งข่าว เฮ้อ น่าอัศจรรย์ใจต่อการปฏิรูปการศึกษาของไทยเสียจริง ตัวอย่างที่อยากยั่วให้ทะเลาะ เอ้าไม่ใช่ ขอโทษที ยั่วให้ต่อมความคิดและต่อมน้ำลายแตกเป็นฟอง ก็คือนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

    นโยบาย แปรรูปนี้ ผมได้ยินมาตั้งแต่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย จนจบออกมา การแปรรูปรัฐวิสหากิจก็ยังอยู่บนแผ่นกระดาษ คงเป็นเพราะประเทศไทยใหญ่โต จนต้องใช้เวลานั่งสื่อสารบนโต๊ะประชุมนานไป จนผมจบมาทำงาน และตกงานอยู่ทุกวันนี้ นโยบายนี้ก็ได้ถูกเบี่ยงประเด็นไปเป็นว่า ต้องขายให้ต่างชาติ เพื่อนำเงินมาเป็นกองทุนสำรอง หรืออื่นไดก็แล้วแต่ เพื่อให้ IMF มั่นใจว่าไทย จะไม่ใช้นโยบาย “3 ไม่” อันเลื่องชื่อของลูกหนี้เกรดเอ แต่เท่าที่สติปัญญาจะคิดออก การแปรรูปเป็นการปรับปรุงการบริหาร ซึ่งหมายถึงจัดโครงสร้างให้เหมาะสมกับทิศทางธุรกิจที่จะดำเนินไป และในฐานะรัฐวิสาหกิจ ก็ต้องใส่ใจต่อสังคมด้วย เพราะรัฐวิสาหกิจประดานี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นกันชนความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นความรับผิดชอบตัวนี้ ควรจะต้องติดตัวต่อไป ถึงแม้ปรับเปลี่ยนให้บริหารคล่องตัวแบบโลกาภิวัฒน์ก็ตาม กล่าวโดยสรุป เพื่อกันงงก็คือ “รัฐวิสาหกิจเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ และรัฐอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงต้องคำนึงถึงประชาชน อีกทั้งรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาเพื่อประกันความมั่นคงของสังคมซึ่ง เป็นจุดยืนที่สำคัญ ดังนั้นการปรับปรุงให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในอนาคตสู้กับระบอบการค้าเสรี ก็ต้องอย่าลืมกำพืดของตนเองด้วย”

    ในกรณีของบริษัทบางจาก เป็นบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และถือหุ้นโดยปตท.และธ.กรุงไทย ซึ่งต่างก็เป็นรัฐวิสาหกิจของคนไทย ดังนั้นนโยบายแปรรูปจึงใคร่อยากให้ดูว่าประโยชน์ตกเป็นของคนไทยทั้งแผ่นดิน หรือไม่ คงจะไม่เหมือนนโยบาย BIBF ห้าปีเห็นผลคนไทยเป็นหนี้ IMF ทั่วทุกคนไม่มีเว้น เอ๊ะ มันเกี่ยวกันตรงไหน ขออภัยก็แล้วกัน กลับมาเรื่องบางจากเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจได้มั่นคงระดับหนึ่ง ผมขอใช้คำว่ามั่นคง มากกว่ากำไร เพราะยังไม่ได้ศึกษางบการเงินโดยละเอียด แต่ทว่าก็ได้ตอบสนองผลกำไรให้ผู้ลงทุนไปไม่ใช่น้อย ไม่ว่าเงินปันผลหรือหุ้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งยังตอบสนองความมั่นคงของสังคมตามนโยบายรัฐวิสาหกิจที่ดี คือประกันความผันผวนของราคาน้ำมัน อีกทั้งช่วยเหลือชุมชนยืนได้ด้วยลำแข้งตนเองระดับหนึ่ง ไม่เหมือนกรมส่งเสริม สหกรณ์ที่จะให้สหกรณ์ยืนได้ด้วยการเข้าเล้าไก่ซีพี อุ๊ย ขอโทษ ลืมตัวอีกแล้วชอบเล่นเกินบท (แต่ทำไมเราติดขอโทษบ่อยจังนะ ลิ้นอ่อนหรือไรเรา) เอาเป็นว่าเข้ามุ้งสหกรณ์บริหารด้วยระบบ ISO14000 ก็แล้วกัน ในกรณีแปรรูปบางจาก ซึ่งไม่อยากใช้คำว่าแปรรูปเลย เพราะมันไม่ต้องตามความหมายของผมตามย่อหน้าที่สอง บรรทัดใดก็จำไม่ได้ อยากรู้ช่วยนับให้ก็แล้วกัน ผมจึงอยากใช้คำว่า “ขายมาใช้หนิ้ให้กับต่างชาติ” ซึ่งความจริงคนไทยก็เข้าชื่อร่วมหนึ่งแสนคน สามารถลงทุนซื้อหุ้นบางจากได้ระดับหนึ่ง ซึ่งกล่าวอย่างเป็นธรรม เวลาซื้อจริงก็คงไม่ทั้งหนึ่งแสน เพราะบางส่วนได้ตกงานไปแล้ว หรือไปเล่นบับจี้ จัมพ์ (แบบที่โดดหอจากที่สูง ผูกเชือกไว้ที่ข้อเท้า แต่เผอิญเชือกที่ผูกมันหลวมไปมากหน่อย!)ที่วัยรุ่นนิยมกันไปบ้าง ดังนั้นที่มี .พณ.บางท่านออกมาแย้งนโยบายขายให้คนไทยไม่ได้ทั้งหมด แต่ต้องผลักดันให้ไปอยู่ในอ้อมกอดของ IMF เพื่อรับประกันความเป็นเด็กดี (เฮ้อ โตจนป่านนี้ยังอยากทำตัวเป็นเด็กดีอีก) โดยมากระทบชิ่งเรื่องงบไม่โปร่งใสบ้าง หรือนำเงินกู้ไปฝากกินดอกเบี้ย ผมซึ่งจบแค่สาขาบริหารทั่วไป ไม่ถึงขั้น MBA ขอตอบกระทู้แบบกวนบาทา เฮ้ยไม่ใช่ กำปั้นทุบดิน ดังนี้ :

    1. ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่เป็นของประชาชน การขายหุ้นก็ควรคำนึงถึงเจ้าของ ซึ่งก็คือประชาชนตาดำ ๆ ใช่ไหมท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย ด้วยเหตุผลหลักสำคัญอีกประการก็คือท่านใช้ภาษีของผมไปบริหารรัฐวิสาหกิจ เหล่านี้ด้วย ยิ่งปตท.และธ.กรุงไทย ที่มีหุ้นส่วนในบางจาก ยิ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ยิ่งต้องฟังเสียงเจ้าของตัวจริงของท่านที่หลงลืมชื่อไปนาน คงไม่เหมือนไปฟังความแบบท่อแก๊สกระมัง
    2. การส่งเสริมสังคมเป็นสิ่งที่ดี ในเมื่อบางจากสนับสนุนสังคม ทำไมต้องตั้งท่ารังเกียจ ด้วยการคุ้ยหาตัวเลขว่าใช้จ่ายมากเกินไปหรือเปล่า หรือว่าบางจากไม่ส่งเสริมสังคมของพวกท่าน กลับมาส่งเสริมสังคมของคนชนบทตัวเล็ก ๆ แทน
    3. การดำเนินธุรกิจที่มีความหลากหลายในตัวปั๊มน้ำมัน ก็เพื่อสร้างผลกำไรให้กับผู้ลงทุน และเอาใจตลาดก็คือพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติได้ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย ก็ต้องสะท้อนอยู่ในงบที่ยังมีความหลากหลายตามโครงสร้างที่บางจากดำเนินการอยู่ ถ้าโครงสร้างมีการแยกการจัดการ งบการเงินถึงควรแยกออกเป็นหน่วยย่อย ๆ เช่น Holding Company กับบริษัทลูก ดังนั้นงบการเงินของบางจากสะท้อนมูลค่าธุรกิจที่บางจากดำเนินการ ไม่ใช่เป็นมูลค่าแยกส่วน
    4. เข้าใว่าในบอร์ดบางจาก ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐอยู่ไม่น้อย ดังนั้นถ้าเห็นว่านโยบายอุ้มชูสังคม เฉกเช่นปั๊มสหกรณ์เดินผิดทาง ทำไมถึงไม่ท้วงติง ปล่อยให้ดำเนินการมาร่วมสิบปี ช่วยตอบให้คลายสงสัยด้วย
    5. หากงบบัญชีบางจากไม่โปร่งใสดังท่านว่า บางจากเป็นบริษัทมหาชนสังกัดตลาดหลักทรัพย์ ผมว่าท่านควรจะสังคายนาตลาดหลักทรัพย์ เพราะเกรงว่าจะมีงบไม่โปร่งใสหลอกผู้ลงทุนอีกมาก และอีกอย่างถ้าต้องใช้บริษัทชื่อฝรั่งตรวจสอบบัญชี กีดกันบริษัทสัญชาติไทย โดยอ้างว่ามีความชำนาญและประสบการณ์ ผมว่าเมืองไทยคงถึงคราวร้องเพลง “ธรณีกันแสง” ร่วมกันได้แล้ว ผมว่าขนมจีนไทยก็มีน้ำยาสู้แฮมเบอร์เกอร์ได้ ถ้าเราให้โอกาสคนของเรา
    6. ในกรณีเงินกู้ 150 ล้าน ผมไม่ทราบรายละเอียดหลัก ๆ แต่ขอแถลงไขว่าถ้าเงินกู้มาจากแหล่งเงินกู้ระยะสั้น ก็ควรใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งก็ควรฝากธนาคารประกันความมั่นคงจากความผันผวนของตลาด ตามหลักบริหารการเงินที่ว่า “เงินทุนระยะสั้นก็ใช้ระยะสั้น เงินทุนระยะยาวก็ใช้ระยะยาว” ถ้าใครเอาเงินระยะสั้นไปใช้ระยะยาว ก็ดูตัวอย่างที่ส่งเสียงร้องโอดโอยตอนนี้ได้ อีกอย่างหนึ่งการคืนเงินกู้ ที่ศัพท์เทคนิคใช้คำว่า Refinance ก็ต้องดูปัจจัยอื่นประกอบและตัดสินใจจะชำระเงินกู้หรือไม่ เหมือนกรณีการจะนำเงินทุนสำรองที่มีอยู่ไปจ่ายคืนเงินกู้เกินกำหนดของ IMF ถ้าเห็นว่าเศรษฐกิจของโลกยังผันผวน ก็ไม่ต้องอุตริตัวว่าเก่งรีบใช้คืน เสร็จแล้วก็ต้องรีบกู้อีกระลอกใหม่

    korfalong_2

    กล่าวตามหลักบริหารธุรกิจ นโยบายธุรกิจไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขในงบการเงินอย่างเดียว ยังต้องมีภาพการตลาดในอนาคตประกอบด้วย และนำเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อผลักดันให้จิตนาภาพการตลาดเป็นจริง ดังนั้นการดูตัวเลขแค่ระยะสั้น แล้วตอบโจทย์ว่า “ไร้ประสิทธิภาพ” โดยไม่รู้จริงว่าตลาดของธุรกิจยืนอยู่ตรงไหน นรกมันจะมาเยือนเอง ถ้าไม่เชื่อผม ลองคุยกับคุณฮาร์วาร์ด ชูลทท์ เจ้าของสตาร์บัคส์ตัวจริงดูก็ได้

    ที่อวดอ้างเหตุผลหกข้อมาหักหาญกับ พณ. บางท่านอาจจะแย้งกลับก็ยินดีรับฟังแต่ขอให้เล่นบนเกมส์บริหารธุรกิจ ไม่ใช่เกมส์การเมือง เพราะเรายืนบนหลักของการบริหารธุรกิจอยู่ไม่ใช่หรือ

    อีกเรื่องที่อยากพูดถึง เพราะเป็นผลสืบเนื่องจากแปรรูปก็คือตัวคุณโสภณ ซึ่งส่วนตัวก็รู้จักผ่านจากหน้าสื่อต่าง ๆ แต่ก็รู้สึกว่าความคิดของท่านเข้าที มีวิสัยทัศน์ ตั้งแต่ใช้นโยบายป่าล้อมเมือง ขยายปั๊มสหกรณ์ จนติดหนึ่งในห้าผู้นำปั๊มน้ำมัน เล่นเอาบริษัทยักษ์ใหญ่ครั่นคร้าม กลับไปหากลยุทธ์โต้ตอบ อีกทั้งยังคำนึงถึงชนบท ส่งเสริมให้รวมกลุ่มตั้งสหกรณ์, เย็บเสื้อผ้าให้เด็กปั๊มใส่, รับสินค้าท้องถิ่นมาขายในปั๊ม เป็นมิติการบริหารธุรกิจที่าเข้าคอนเซปท์โลกาภิวัฒน์ หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Green Marketing” ผมจึงเห็นว่าท่านมีวิสัยทัศน์ที่ดี นอกจากนี้ยังอุ้มชูคนตัวเล็กในสังคม โดยนำเอาพระราชดำรัสของในหลวงมาประยุกต์ใช้ จนเป็นเลมอนฟาร์ม ผมก็เชื่อว่าท่านกล้าทำจริง อีกทั้งยังได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสังคม (ไม่แน่ใจ ก็ขออภัยไว้ก่อน) ก็แสดงว่ามีจริยธรรม คนที่มี “วิสัยทัศน์, กล้าทำ, จริยธรรมต่อสังคม” ผมว่าสังคมไม่ควรทอดทิ้ง และแผ่นดินไทยยังมีเรื่องให้ท่านช่วยอีกมาก หวังว่ารัฐบาลคงไม่กีดกันคนเช่นนี้ออกไปจากสังคมไทย เหมือนปูชนียบุคคลบางท่าน เช่นอาจารย์ปรีดี, อาจารย์ป๋วย ที่ต้องหลบภัยไปอยู่ต่างแดน ผมว่าคนไทยต้องช่วยกันแบกรับคนที่มีจิตวิญญาณเช่นนี้ เพื่อจะให้เมืองไทยก้าวทันอารยประเทศเสียที ผมไม่อยากเห็นคนเก่งและมีธรรม ต้องตกขอบกรุงอีกคนหนึ่ง ถ้าเราไม่ช่วยกันตอนนี้ ก็คงสายไปอีกแล้วสำหรับสังคมไทย ได้แต่พูดว่า “โอ้ อนิจจา สังคมไทย”

    ท้ายนี้ ผมขอเตือนสติทุก ๆ ท่าน ว่าเศรษฐกิจไทยคงฟื้นในเวลาไม่ช้านี้ ตามนโยบายการโด๊ปของคลัง แต่การฟื้นนี้คงไม่เหมือนเดิม ที่เห็นชัดความมั่งคั่งขององค์กร จะแยกเดินกับความมั่นคงของชีวิตพนักงาน และอีกเรื่องการฟื้นครั้งนี้ยืนอยู่บนรากฐานอะไรที่เป็นทุนของเราเอง รวมทั้งเหล่าผู้นำรัฐมียุทธศาสตร์อะไรที่จะนำไทยโต้คลื่นเสรีนิยมทั้งทุนและ การค้า ดังนั้นผมใคร่ฟันธงว่า เศรษฐกิจจะฟื้นนี้เสี่ยงต่อการดิ่งลงเหว และช่วงเวลาฟื้นและดิ่งลงเหวจะหดสั้นเข้าหากันด้วยความเร็วบนระบบดิจิตอล ดังนั้นรูปการฟื้นตัวจึงเป็นรูป W ต่อเนื่องกันไป ถ้าเราไม่สร้างพิมพ์เขียวของเราขึ้นเอง มัวแต่วิ่งตามก้นระบอบเสรี ดังนั้นถึงเวลาแล้ว ที่คนหนึ่งในสี่ของประเทศ ตามพระราชดำรัสของในหลวงต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์ เราอาจใช้ยุทธศาสตร์ “เศรษฐกิจพอเพียง” นำ และใช้ยุทธวิธี “ทฤษฎีใหม่” ดำเนินการ ซึ่งความจริงตัวทฤษฎีใหม่ไม่ใช่ยืนอยู่บนรากฐานการเกษตร ทุกคนสามารถประยุกต์ใช้ได้ แม้แต่หลักบริหารธุรกิจ สมมติเช่น การแบ่งการบริหารเป็นสี่ส่วน : ส่วนหนึ่งเน้นแกนหลักธุรกิจของตน, ส่วนหนึ่งตอบสนอง Ego ของผู้ถือหุ้น, ส่วนหนึ่งประกันความมั่นคงชีวิตพนักงานด้วยระบอบสหกรณ์, อีกส่วนจุนเจือกลับชุมชนท้องถิ่น ถ้าเราทำได้ ธุรกิจเราก็อาจจะอยู่รอดในกระแสโลกาภิวัฒน์นี้ได้ นี่เป็นแค่แนวความคิดหนึ่ง อาจจะมีแนวอื่นที่ดีกว่า แต่ขอให้ทุกท่านตระหนักโจทย์ที่เป็นปัญหายาว อยากมัวหลงแก้เรื่องปากท้องระยะสั้นจนลืมสร้างทางเดินระยะยาวร่วมกัน.

    “นักรบที่ดีมือหนึ่งต้องถือโล่ อีกมือหนึ่งต้องถือดาบ”.

    Tags: ,

  • หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเครื่องที่ตนเองซื้อมาถึงแฮงบ่อยนัก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งซื้อมาไม่กี่เดือนเอง บางคนซื้อมาใช้ได้ไม่ถึงวัน เครื่องก็แฮงไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว เจอแบบนี้ เสียความรู้สึกมากเลยใช่ไหมครับ เรามาดูสาเหตุกันดีกว่า ว่าทำไมเครื่องถึงได้แฮงบ่อยนัก

    ซีพียู

    เครื่องที่แฮงบ่อย เนื่องจาก ซีพียู นี้ เกิดจากการนำเอา ซีพียูรุ่นต่ำกว่ามาขายเป็นรุ่นสูงกว่า เนื่องจากซีพียูแต่ละตัว จะถูกผลิตให้ทำงานเกินมาตรฐานประมาณ 20 % อยู่แล้ว ทำให้เกิดมีพ่อค้าหัวใส เอาซีพียูรุ่นต่ำกว่ามาสกรีนข้อความบนตัวซีพียูใหม่ เป็นรุ่นสูงกว่า ขายได้ในราคาสูงกว่า วิธีการแบบนี้เรียกว่า การ remark บางครั้ง ผู้ขายเครื่อง (ประกอบเครื่องขายอีกที) ก็ไม่รู้ว่า ซีพียูนั้นถูก remark หรือไม่ เขาก็รับซีพียูมาเพื่อประกอบอีกทีหนึ่ง พวกนี้ เวลาเรานำเครื่องไปเคลม เขาเองก็หาสาเหตุไม่ได้เหมือนกัน ก็ต้องลองเปลี่ยนชิ้นส่วนไล่ไปทีละตัว จนกว่าเครื่องจะมีอาการดีขึ้น

    ยังมีร้านค้าบางร้าน จะตั้งใจโกงลูกค้าเองเลยก็มี เช่น นำเอาซีพียูความเร็วต่ำมาขายเป็นซีพียูความเร็วสูง เขาจะใช้เทคนิค การ overclock ซีพียู คือจะตั้งให้ซีพียูทำงานในความถี่ที่สูงขึ้นเกินมาตรฐาน ยิ่งถ้าเป็น ซีพียูของ Intel ด้วยแล้ว overclock ได้มาก อีกทั้งยังมีพัดลมติดมากับซีพียูเลย หรือ จะเป็นกล่องหุ้มไว้ถ้าเป็น Pentium II หรือ III . ถ้าเกิดลูกค้าใช้แล้วไม่เกิดปัญหาใดๆ รับรองว่าลูกค้าไม่รู้แน่ๆ ผู้ขายก็ได้กำไรไปสบาย ๆ (Celeron 300A เกือบทุกตัว สามารถ overclock ได้เป็น 450 MHZ สบาย ๆ )

    พัดลมซีพียู

    พัดลมก็สามารถเป็นสาเหตุให้เครื่องแฮงได้เหมือนกัน พัดลมที่เป่าตัวซีพียู ถ้าเป็น ซีพียู ของ Intel ก็คงไม่น่าจะมีปัญหา เพราะจะมีพัดลมติดมากับตัดซีพียูเลย แกะออกยาก แต่ถ้าเป็นของค่ายอื่น เช่น AMD หรือ Cyrix พัดลมจะต้องติดแยกต่างหาก พัดลมที่ทางร้านค้าติดมาหรือที่เราซื้อแยกมาต่างหาก ถ้าเป็นพัดลมคุณภาพต่ำ หรือเป็นพัดลมตัวเล็ก ไม่เพียงพอความต้องการของซีพียู ก็จะทำให้ซีพียูเกิดความร้อนสูงเกินไป จนทำให้เครื่องแฮงได้ ถ้าแน่ใจว่าพัดลมตัวใหญ่พอ สาเหตุอาจเกิดจากพัดลมเสีย คือ หมุนบ้างไม่หมุนบ้าง หรือไม่หมุนเลย แบบนี้ ซื้อตัวใหม่เปลี่ยนได้เลย ถ้าซื้อใหม่ ควรซื้อพัดลมที่มีตัววัดรอบการหมุนของใบพัดด้วย เราจะได้ตรวจเช็คได้โดยทาง software หรือ ทาง bios โดยไม่ต้องเปิดฝาเครื่องดู

    เพาเวอร์ซัพพลาย

    หลายคนคงหาสาเหตุการแฮงไม่เจอ เปลี่ยนชิ้นส่วนทุกชิ้นส่วนดูแล้ว ฟอร์แมต ลงโปรแกรมใหม่ก็แล้ว เครื่องก็ยังแฮงอยู่เรื่อย ใครจะรู้ อีกสาเหตุหนึ่งมาจากตัวเพาเวอร์ซัพพลายนี่แหละครับ ถ้าเพาเวอร์ซัพพลายไม่ดี คือ จ่ายไฟไม่สม่ำเสมอ จ่ายไฟขาดบ้าง เกินบ้าง ไม่ใช้แค่เครื่องแฮงครับ ชิ้นส่วนบางชิ้น หรือทุกชิ้น อาจพังได้ ต้องระวังให้ดี เราสามารถเช็คกระแสไฟได้จาก bios หรือจาก software เช่น Motherboard Monitor คอยหมั่นเช็คก็ดีครับ แต่ถ้าเจอแบบ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายหละก็ คงเช็คยาก ลงทุนเปลี่ยนตัวใหม่ก็ดีครับ ตัดปัญหา เพาเวอร์ตัวหนึ่ง ถ้าเป็น AT ไม่เกิน 500 บาทหรอกครับ ถ้าเป็น ATX ก็ไม่น่าเกิน 800 บาท (แบบมาตรฐาน)

    ฮาร์ดดิสค์

    อีกสาเหตุหนึ่งก็ตัว ฮาร์ดดิสค์ นี่แหละครับ คือ อาการ bad sector ที่เกิดขึ้นแบบจานแม่เหล็กในฮาร์ดดิสค์ เราสามารถตรวจเช็คได้ง่าย โดยการใช้ scandisk ของตัว Windows นี่แหละครับ เลือก option : Thorough ถ้าเจอ bad sector จริง ก็รีบ mark ตัว bad sector ไว้ เพื่อไม่ให้เครื่องเข้าถึงข้อมูลใน sector นั้นอีก ถ้าตัวฮาร์ดดิสค์ยังอยู่ในประกัน (3 ปี) เอาไปเคลมเลยครับ อย่ารอช้า ถ้าหมดประกันแล้ว ก็ต้องทนใช้ไปครับ ถ้า mark bad sector แล้ว ก็ใช้ได้ดีครับ แค่ทำให้พื้นที่เก็บข้อมูลลดลงไปเท่านั้น ถ้ายังไม่พอใจ ซื้อใหม่เลย (อีกแล้ว)

    หน่วยความจำ

    หน่วยความจำ หรือ แรม นี้มีต่อมากกับการแฮงของระบบ ถ้าเป็นแรมคุณภาพต่ำ รับรอง ใช้ไปแฮงไป ถ้าพบว่า แรมเป็นสาเหตุ รีบนำไปเปลี่ยนกับร้านที่ซื้อมาครับ ก่อนจะหมดประกัน แล้วทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี

    บางครั้ง สาเหตุไม่ได้เกิดจากแรมไม่ดี แต่ว่าเป็นการติดตั้งครับ คือ ถ้าเราเสียบแรมไม่เข้าล็อคของมัน ก็เป็นสาเหตุให้เครื่องแฮงได้ เราจะสังเกตุได้จาก บางครั้งเครื่องจะ detect แรมผิดพลาด บางทีเจอแค่แผงเดียว ถ้าเกิดมีแผงเดียวอยู่แล้ว ก็อาจทำให้เครื่อง detect แรมไม่เจอเลย แบบนี้ boot ไม่ขึ้นเลยครับ เวลาเสียบ ต้องเสียบให้เข้าล็อคครับ กดลงไปลึก ๆ จนขาทั้งสองข้างของตัวรับสามารถพับขึ้นมาล็อคตัวแรมได้ เวลาเสียบระวังหักนะครับ จับมั่นๆ เอาไว้

    เมนบอร์ด

    อีกสาเหตุหนึ่ง ก็คือตัวเมนบอร์ดเองครับ ถ้าเป็นเมนบอร์ดคุณภาพต่ำ ราคาถูก อาจเป็นสาเหตุได้ ปัญหานี้ตรวจเช็คได้ยากครับ คงต้องยกไปที่ร้าน ให้ลองเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น ๆ ดู ถึงจะพบปัญหานี้ได้ ถ้าสาเหตุเป็นที่เมนบอร์ดจริง ก็คงแย่หน่อย เพราะทางร้านจะส่งซ่อม แทนที่จะเคลมอันใหม่ให้ ต้องรอนานอย่างน้อยเป็นเดือนหรือมากกว่านั้นครับ ยกเว้น เพิ่งซื้อไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ อาจได้เปลี่ยนเป็นของใหม่ทันที ต้องแล้วแต่ร้านที่ซื้อมาแล้วครับ

    ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ต่าง ๆ

    อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์แต่ละชิ้น ที่พบบ่อยๆ จะเป็นการเข้ากันไม่ได้ของ เมนบอร์ดกับการ์ดแสดงผล เมนบอร์ดกับแรม จะมีบ้างคือเมนบอร์ดกับฮาร์ดดิสค์ อุปกรณ์แต่ละตัว ไม่มีตัวไหนเสียหรือรวน ทุกตัวใช้การได้ดีหมด เพียงแต่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าพบปัญหานี้ ลองค้นข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละชิ้นในอินเตอร์เนท อาจจะมี patch ออกมาแก้ไขปัญหาได้ ถ้าไม่มีคงต้องปรึกษากับร้านที่คุณซื้ออุปกรณ์มา อธิบายปัญหาให้เขาฟังเพื่อจะขอเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้น ๆ เป็นตัวอื่นที่ไม่มีปัญหา

    ไวรัส

    อาการแฮงจากไวรัสนี้ แม้จะสร้างปัญหามาก แต่สามารถตรวจพบ และ แก้ไข ปัญหาได้ง่าย ขอเพียงหมั่นตรวจเช็คเจ้าวายร้าย ไวรัส ให้สม่ำเสมอ ปัญหานี้จะหมดไป

    Driver

    ถ้าคุณลง driver ไม่ตรงกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ รับรองเกิดปัญหาแน่ ซึ่งอาจทำให้เครื่องแฮงได้บ่อย ๆ เหมือนกัน ฉะนั้น เราจะต้องระวังปัญหานี้ไว้ด้วย สามารถตรวจเช็คว่าได้ลง driver ไว้ตรงตามรุ่นหรือไม่ โดยการ คลิกขวาที่ My Computer เลือก Property แล้วเลือก Device Manager อีกที ถ้าอุปกรณ์ใดที่มีเครื่องหมายตกใจ (!) ให้รีบแก้ไข driver ใหม่ให้ตรงตามรุ่นที่มีอยู่

    ตัวเราเอง

    ฟังดูแล้วบางคนอาจจะหัวเราะเยาะว่า ใครจะบ้าจะทำให้เครื่องตัวเองแฮงบ่อย สร้างปัญหาให้กับตัวเอง จริง ๆ แล้ว พวกเราอาจจะไม่ตั้งใจทำก็ได้ อาจเกิดจากความไม่รู้ ความสะเพร่า หรือความรีบร้อน เราอาจจะอยากกำจัด file ที่คิดว่าไม่สำคัญออกจากฮาร์ดดิสค์โดยการลบทิ้ง แต่แท้จริง file นั้นสำคัญมาก ถ้า file นั้นเสียหาย หรือ หายไป จะทำให้เกิดอาการผิดปกติของโปรแกรมได้ บางคนอาจจะรีบร้อนปิดเครื่องโดยที่ไม่สั่ง shutdown เสียก่อน file ต่างๆ ที่ load ไว้ยังไม่ถึงสั่งปิดอย่าถูกวิธี ทำให้ file นั้น ๆ เสียหายได้ และทำให้เครื่องแฮงได้ ฉะนั้น ทางแก้ไขคือ เราจะต้องศึกษาการใช้โปรแกรมนั้น ๆ เสียก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้แบบผิด ๆ ถูก ๆ สร้างปัญหาให้ตัวเองอย่างไม่รู้ตัวอีกต่อไป

    Tags: , ,

  • เจอกันอีกแล้วครับ ครั้งที่แล้ว ลูกของผมเพิ่งอายุได้ประมาณ 13 -14 เดือนเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ ปาเข้าไป 18 เดือน หรือ หนึ่งขวบครึ่งแล้วครับ เวลามันช่างผ่านไปได้รวดเร็วเหลือเกิน จากที่เพิ่งเรียก ป่าป๊ะ หม่ามะ ตอนนี้เขาสามารถผูกเป็นประโยคได้แล้วครับ พอโดนผมดุเข้าหน่อย เขาก็จะพูดว่า “ป่าป๊าว่า ป่าป๊าตี ป่าป๊าว่า ป่าป๊าตี” ทำเอาคนอื่น ๆ ที่ได้ยินคงคิดว่า พ่อของเจ้าเด็กคนนี้ คงจะดุเอามากๆ เลย เด็กเลยกลัวขึ้นสมองอะไรขนาดนั้น เฮ้อ… ก็ลูกผมมันช่างพูดจะตายไป แล้วจะชอบโยนความผิดให้คนอื่นอยู่เรื่อย บางทีตัวเองปู๋ (ตด) ก็จะพูดว่า “ป่าป๊าอู๋ หรือ หม่าม้าอู่” ยังดีที่พูดไม่ชัด ไม่งั้นถ้าออกไปอยู่นอกบ้าน คนอื่นคงคิดว่า ผมตดแน่ๆ เลยครับ

    ตอนนี้เขากำลังชอบหยิบพวกหนังสือการ์ตูนนิทานสำหรับเด็กเล็กมาเปิดดูเล่น ทุกวันเลยครับ การ์ตูนพวก หมีพู นางเงือกน้อย อลาดินกับตะเกียงวิเศษ บ้านเล็กในป่าใหญ่อะไรทำนองนี้แหละครับ เปิดมาแล้วจะดูรูปไป เจอตัวไหนที่รู้จัก สามารถพูดออกเสียงออกมาได้ จะพูดเสียงดังเลย เช่น หมา หมีพู ช้าง ยีราฟ ปลา จักรยาน จานชาม มากมายเลยใช่ไหมครับ ยังไม่พอครับ ถ้าผมอยู่ใกล้ๆ หรือแม้แต่อยู่ไกล เขาก็จะให้ผมไปชี้รูปต่างๆ เขาจับนิ้วของผมไปชี้เลยครับ ชี้ตามความพอใจ ชี้ไปก็เรียกตัวการ์ตูนนั้นๆ ไป เล่นเอาผมไม่ต้องไปไหนเลยครับ นั่งดูทีวีไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยมือให้ลูกอันสุดแสนจะน่ารัก (?) เอานิ้วชี้เราไปเล่น ชี้โน่น ชี้นี่ สนุกเขาแหละครับ

    ยังมีอีกเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟัง ตอนนี้เขาชอบดูโฆษณาทีวีมากเลยครับ จะเลือกดูเฉพาะโฆษณาที่มีเพลงประกอบเพราะๆ หรือว่าสนุกสนานนะครับ แล้วก็โฆษณาที่มีสาวๆ หน้าตาดีๆ เขาจะหยุดอยู่กับที่ได้เลยครับ แต่ไม่นิ่งนะครับ ถ้ามีเพลงมัน ๆ เขาจะลุกขึ้นเต้นไป ร้องเพลงไป เขาร้องว่า “จะจะ จ๊ะจ๊ะจะ จะจะ จ๊ะจ๊ะจะ” เป็นทำนองสามช่าหนะครับ คุณลองร้องเป็นสามช่าสิครับ มันส์น่าดูเลยครับ โฆษณาที่ชอบสุดๆ ก็ เบียร์ช้างครับ สามช่า ขนานแท้ โฆษณาเบียร์สิงห์ ไฮเนเก้น ดูทั้งนั้น โฆษณาที่มีสาวๆ ที่เขาชอบก็เริ่มที่ ซันซิลที่มีเพลงประกอบ Misteenที่มีหมิวเป็นพรีเซ์นเตอร์ ลาวีนัสก็ชอบครับ แต่ยังซะ เด็กก็ยังเป็นเด็ก ก็ต้องชอบโฆษณาที่มีเด็กๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Pampers, Johnson & Johnson ดูทั้งนั้น ดาราสาวๆ ที่ชอบ ที่เห็นชัดๆ ก็ คุณโฮ๋ ภัคจีรา ครับ เขาเห็นทีไร ร้องว่า “จ๋า จ๋า เจ่ เจ๊ จ๋า” เขาจะเรียกสิ่งของหรือคนที่เขาเห็นว่าน่ารักว่า “จ๋า” ก็จะเรียกเด็ก ๆ ทุกคนในทีวี เป็น จ๋า หมดครับ ไม่รู้คุณโอ่ หน้าเด็กเหมือนจ๋า หรือว่า หน้าตาโดนใจลูกผมก็ไม่รู้ (หัวงูแต่เด็กเลย)

    โอ้โห กะว่าจะเล่าเรื่องลูกตัวน้อยนี่นะนิดหน่อยเท่านั้น ปาเข้าไปครึ่งหน้าได้แล้วนี่ พอเริ่มเล่าแล้ว ผมก็ชักมันส์ เล่าไป อมยิ้มไป รู้สึกมีความสุขที่ได้สาธยายวีรกรรมหรือความเป็นอยู่ทั่วไปของลูกของผม แปลกดีครับ ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกยังไง มันไม่เหมือนการเล่าเรื่องคนอื่นที่คุณรัก เช่น เรื่องพ่อแม่ เรื่องของภรรยา เรื่องพี่น้อง ผมจะรู้สึกสนุกสนาน สบายอารมณ์ ทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องลูกของผม มันเป็นความรู้สึกประหลาด มันไม่รู้ว่า คุณพ่อคนอื่น ๆ จะเป็นเหมือนผมหรือเปล่า ถ้าให้ผมคาดเดาเอา ผมว่า คุณพ่อ 95 % ต้องรู้สึกเหมือนผม (อีก 5% สงสัยต้องเป็นพ่อใจยักษ์) ผมเองก็ไม่ได้อยู่กับลูกทั้งวันทั้งคืน ผมต้องไปทำงานทุกวันเหมือนคนอื่น ๆ วันหนึ่ง ๆ ก็ไม่ค่อยได้อุ้มเขามาก แต่ทำไมผมถึงไม่รู้สึกห่างเหิน แถมผมยังคิดว่าผมรู้ใจลูกพอสมควรทีเดียว ลูกผมเองก็รักผม และ เขาก็ไม่คิดว่าผมห่างเหินเขา ทั้งๆ ที่ผมเอาแต่ดุเขาทั้งวัน ดุมากกว่าเล่นกับเขาด้วยซ้ำไป แต่เราก็ยังรักกันดี รักมากเสียด้วย มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเป็นเหตุบังเอิญหรือเปล่า สำหรับผม ผมคิดว่า คงเป็นความเอาใจใส่ดูแลเขา คอยสังเกตุเขา เอาอกเอาใจเขา ดุเขาเมื่อเห็นว่าเขาทำผิด ถ้าคุณทำอย่างนี้ได้ สิ่งมหัศจรรย์ก็จะเกิดกับคุณ และ ผมเรียกสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่า “ความอบอุ่น” .

    Tags: , ,

  • ถาม - การศึกษาคืออะไร ?

    ” การศึกษาคือ การเล่าเรียน,ฝึกฝน และอบรม ซึ่งเป็นความรู้กว้างๆ เพื่อใช้เป็นพื้นฐาน หรือเพื่อไปใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งศึกษาได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชิงวิชาการ หรือ เรื่องความรู้รอบตัว ศึกษาเพื่อให้รู้ และนำความรู้ไปฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ จากนั้นก็อบรมเพิ่มเติมในสิ่งนั้นๆ เพื่อจะได้เกิดความเชี่ยวชาญมากขึ้น การศึกษามีความสำคัญมาก เพราะการศึกษาช่วยในการพัฒนาประเทศชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยเริ่มจากรัฐได้ออกกฎหมายใช้บังคับ พ่อ, แม่ และผู้ปกครอง ว่าถ้าใครมีคนที่อยู่ในอุปการะ อายุเข้าเกณฑ์ 7 ขวบต้องส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียน และต้องส่งให้เรียนอย่างต่ำต้องจบการศึกษาภาคบังคับ คือ ประถมปีที่ 6 (ในสมัยนี้ ) ถ้าไม่ส่งเรียนถือว่ามีความผิด นั้นเป็นเพราะต้องการให้ประชาชน ในประเทศไทยต้องมีความรู้ และอ่านออกเขียนได้อย่างต่ำ เด็กไทยทุกคนต้องเรียนหนังสือจบชั้น ป.6 เพื่อจะได้รู้จักว่า การอยู่ร่วมในสังคมเป็นอย่างไร? การจะกินอยู่ การดำรงชีวิตที่ถูกต้องเป็นอย่างไร การประพฤติปฏิบัติตัวที่ดีควรทำอย่างไร เพื่อให้เขาได้รู้จักหน้าที่ว่าเขาควรมีหน้าที่อย่างไร เคยจำได้ว่าในสมัยเด็กๆ ได้เคยเรียนวิชาหนึ่ง ซึ่งวิชานี้ชื่อว่า “วิชาหน้าที่พลเมือง” ซึ่งวิชานี้จะบอกให้เรารู้ว่าพลเมืองทุกคนต้องปฏิบัติตนอย่างไร มีหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดีเป็นอย่างไร อะไรคือข้อควรทำ อะไรที่ทำแล้วต้องมีความผิด จึงทำให้คนรู้ว่าหน้าที่ของตนเองในแต่ละวัยต้องทำอะไรบ้าง เมื่ออยู่บ้านก็เป็นลูกที่ดี เป็นพี่เป็นน้องที่ดี เมื่อเข้าเรียนก็เป็นศิษย์ที่ดีของครู เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนๆ เมื่อเรียนจบ ก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นพลเมืองที่ดี ซึ่งในปัจจุบันรู้สึกว่าวิชานี้ ไม่มีสอนแล้ว จึงน่าเสียดายพอสมควร เพราะถ้าฝึกให้คนรู้ว่าหน้าที่ของตนเองต้องทำอะไรบ้าง และในแต่ละวัยต้องทำ ต้องรับผิดชอบอะไรบ้างก็น่าจะช่วยให้ประเทศเราพัฒนาได้เร็วขึ้นกว่าที่เป็น อยู่นี้ โดยเฉพาะในสมัยเด็กๆ นักเรียนทุกคน (ในสมัยนั้น) มักจะกลัวครูมาก และ กลัวครูมากกว่าพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ดังนั้นเมื่อครูสั่ง หรือสอนอะไรมักจะต้องรีบทำรีบปฏิบัติตามให้ได้ ฉะนั้น ถ้าครูสอนว่าอะไรดี เขาก็จะจำ และเป็นการจำที่ฝังใจเสียด้วยเพราะเด็กๆ ยังไม่สามารถแยกดีชั่วได้ ถ้าเราป้อนให้ในสิ่งที่ดีๆ เขาจะได้สิ่งที่ดี แต่ถ้าป้อนในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องเขาก็จะจดจำในสิ่งนั้นตลอด การศึกษาจึงมีความสำคัญมากสำหรับการพัฒนาประเทศชาติ ง่ายๆ ประเทศที่เจริญแล้ว เขามีพื้นฐานการศึกษากันในระดับสูงๆทั้งนั้น คุณภาพชีวิตเขาจึงดี ดังนั้น เราจึงมักจะเห็นว่านโยบายของรัฐฯ ยังมีการเปลี่ยนแปลงระดับการศึกษาภาคบังคับอย่างต่ำเปลี่ยนมาเรื่อยๆ โดยเมื่อก่อน บังคับต้องจบอย่างต่ำ ป.4 แต่พอมาถึงปัจจุบันต้องจบ ป.6 และต่อไปคิดว่าอีกไม่เกิน 10 ปีต้องเปลี่ยนเป็น ม.3 แน่เพราะพื้นฐานการศึกษาของประชาชนในชาตินั้น เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก ”
    ถาม — จุดมุ่งหมายในการศึกษาของท่านคืออะไร ? ”

    จุดมุ่งหมายในการศึกษาคือ ใบปริญญาบัตร นั้นคือ 1 ใน 10 ส่วน แต่ที่หลักๆคือศึกษาเพื่อรู้และรู้ในทางที่ถูกต้อง พร้อมนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และใช้เป็นแนวปฏิบัติในสังคมให้ถูกต้องไม่ว่าจะในเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนร่วม นำทฤษฎี ดัดแปลงให้เหมาะสมกับการทำงานที่ทำอยู่ และการอยู่ร่วมในสังคมต่างๆ ถ้ามีโอกาสได้ใช้ในเรื่องที่ตนเองศึกษามาโดยตรงก็ต้องดูจังหวะ ดูโอกาส ดูวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมนั้นๆก่อนว่าจะนำความรู้จากการศึกษามาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร รู้มา 10 อย่าง ได้ใช้มันสัก 2 - 3 อย่างก็ได้ แต่เมื่อใช้แล้วต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ ใช้ให้ถูกวิธี ถูกที่ ถูกทาง ถูกกาละเทศะ พร้อมมีความยุติธรรม มีความถูกต้อง มีกฎมีเกณฑ์ ซึ่งต้องแน่ใจด้วยว่าถ้าทำแล้วต้องไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน และไม่ฝืนความรู้สึกของตัว ดังนั้นจุดมุ่งหมายคือ ได้นำความรู้มาดัดแปลงและใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งแก้ไขสิ่งต่างๆที่เคยทำมาแล้วแต่ไม่ถูกต้อง ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ท้อแท้ไม่ว่ามันจะมีอุปสรรคเพียงไรถ้าใจสู้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว


    “ถาม - การศึกษาคืออะไร ? “

    การศึกษา คือ การพัฒนาตนเองให้มีความรู้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้นำความรู้นั้นมาพัฒนาตัวเราให้มีความรู้เพิ่มขึ้น และ เรายังสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้จากการศึกษา มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน หรือ การดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และการศึกษา คือการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน ก็ถือได้ว่า เป็นการศึกษาเช่นกัน เพราะชีวิต คือการศึกษาที่ไม่หยุดนิ่ง ดังคำกล่าวที่ว่า ชีวิตคือการศึกษาตลอดชีวิต ในการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ถ้าเราขาดการศึกษาถึงวิธีการ และรายละเอียดในงานที่ทำแล้ว เราจะไม่มีการพัฒนา เพราะการศึกษาจะทำให้รู้ และเข้าใจในงานที่ทำอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การศึกษา คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา ที่จะนำพาตัวเราไปสู่จุดมุ่งหมายที่มุ่งหวัง และ ยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปช่วยเหลือสังคมและผู้ด้อยโอกาสได้ จะเห็นได้ว่า การศึกษา คืออะไรก็ได้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าเราจะตาย ซึ่งหมายความว่า นั้นคือ การสิ้นสุดของการศึกษาของแต่ละคน ส่วนคนที่อยู่ก็ต้องศึกษาต่อไปจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิตเหมือนกัน และการศึกษาไม่จำเป็นจะต้องศึกษากันในห้องเรียนเท่านั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไรในแต่ละวันมันคือการศึกษาทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครมีวิธีการศึกษาอย่างไร ที่จะนำมาประยุกต์พัฒนาตัวเองอย่างไรก็เท่านั้น
    ” ถาม — จุดมุ่งหมายในการศึกษาของท่านคืออะไร ? “

    เพื่อที่จะให้ได้รับความรู้มาเพิ่มเติมในสมองให้มากขึ้น และ ก็ต้องการที่จะนำความรู้ที่ได้ศึกษามา มาพัฒนาตนเองในเรื่องส่วนตัว และมาพัฒนาในเรื่องการงานให้ดีขึ้น และยังสามารถมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ และต้องการที่จะให้ความรู้ที่ได้รับมาสามารถช่วยเหลือสังคมได้บ้างบางส่วน และต้องการให้ครอบครัวได้มีหน้ามีตาขึ้นบ้างก็หมายถึง ข้าพเจ้าต้องการเรียนให้จบปริญญาตรี และสามารถนำใบปริญญาบัตรมาให้ครอบครัวได้ชื่นใจ ”

    นี่คือคำตอบของ นส. สุนันทา จุดอน อายุ 30 กว่าๆ และ น.ส เกศิณี ผดุงทักษิณ อายุ 20 ต้น ๆ ทั้งคู่เพิ่งรับปริญญา (ตรี) ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง เธอเป็นหนึ่งในหลาย ๆ คนที่องค์กรของเราอนุญาตให้ศึกษาต่อในขณะที่ยังทำงาน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือทำไปเรียนไปโดยใช้เวลาทำงานของบริษัทบ้างบางส่วน

    หลายปีก่อนผมเริ่มสังเกตุว่าระดับการศึกษาของพนักงานในองค์กรนั้น ยังไม่มากพอ มีคนจบปริญญาตรีนับจำนวนได้เลยว่าไม่ถึงร้อยละ 5 บริษัทจึงคิดสนับสนุนให้พนักงานศึกษาต่อ โดยใช้เวลาทำงานบางส่วนได้ ก็มีผู้ใฝ่ดี 4-5 คน ลงทุนลงแรงไปเรียน เรียนไปทำงานไปจนจบซึ่งถ้าใครไม่เคยก็ไม่รู้หรอกว่า มันทั้งเหนื่อยทั้งเครียดแค่ไหน แล้วก็เรียนสำเร็จกันทุกคน 2คนในจำนวนนั้น ลาออกเพราะได้งานใหม่ที่จ่ายเงินเดือนมากกว่าภายในเดือนแรกที่เรียนจบ ที่เหลือทำงานต่อไปไม่ถึงหนึ่งปีแล้วก็ลาออกด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป ในช่วงนั้นเรายังไม่มีนโยบายให้เงินเดือนเพิ่มแก่ผู้ที่บริษัทส่งเสริมให้ เรียนต่อ

    ผมโมโหคน ที่ลาออกอยู่สี่ห้าวันอย่างเงียบ ๆ ในใจก็นึกตามไปด้วยว่าเป็นอย่างไรมาอย่างไร คาดหวังไว้อย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคืออะไรกันแน่ เมื่อคิดออกแล้ว ผมก็ยกเลิกความโมโหที่เคยมีแก่คนเหล่านั้น ความรู้สึกสังเวชอเน็จอนาถใจเกิดขึ้นมาแทนที่ตั้งแต่สี่ห้าปีก่อนเป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน ทำไมถึงสลดใจน่ะหรือ…….

    ถ้าผมเป็นพนักงานที่เรียนจบด้วยวุฒิที่สูงกว่าไม่ว่าจะมีความรู้มากขึ้น หรือไม่ ไม่ว่าจะทำงานได้เก่งขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะกลายเป็นคนดีขึ้นหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือถ้ามีโอกาสที่จะหาเงินได้มากขึ้น ผมก็ไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนงานที่มีรายได้มากขึ้นทันที อาจสรุปได้ง่าย ๆ ว่าเรียนจบให้ได้วุฒิที่สูงขึ้นเพื่อหาเงินได้มากขึ้น แต่จะมีสักกี่คนโดยเฉพาะในช่วงเวลานั้น คือช่วงเวลาที่ฟองสบู่เศรษฐกิจยังไม่แตก จะคิดได้มากกว่าการเรียนเพื่อหาเงิน แล้วพวกเขาเรียนอะไรกันมาล่ะ ระบบการศึกษาอย่างไร ที่ทำให้นักเรียนเป็นอย่างนี้กันไปแทบทั้งหมด ระบบการศึกษาอย่างไรที่ผลิตค่านิยมอย่างที่เป็นอยู่นี้ขึ้นมา ระบบการศึกษาอย่างไรที่สอนให้ผมเพิ่งมาคิดอย่างนี้ได ้ก็ต่อเมื่อได้เจอกับเหตุการณ์จริงๆ หลังจากที่เรียนจบออกมาทำงานแล้ว 4-5 ปี ระบบการศึกษาอะไรที่ทำให้ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย และก็ไม่เคยมีผู้สอนคนใดเคยสอน หรือแม้แต่จะถามให้คิดเลยว่า “เรียนไปทำไม ?” “เรียนเพื่ออะไร ?” หรืออาจจะมีคนเคยสอนแต่ผมเองที่ไม่ใส่ใจก็เป็นได้ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าระบบการศึกษาที่ดีกว่าเดิมนั้น อย่างน้อยต้องสอนและปลูกฝังให้นักเรียนคิดอยู่เสมอว่าเรียนไปทำไม, เพื่ออะไร คำถามง่าย ๆ ที่ฟังดูพื้น ๆ นี้ต้องเป็นคำถามหลักในการศึกษาที่นักเรียนจะต้องครุ่นคิดอยู่เสมอ นับแต่วันแรกที่เขาเริ่มเรียนจนกระทั่งจบ และแน่นอนว่า ถึงตอนนั้น นักเรียนจะต้องหาคำตอบที่น่าพึงพอใจสำหรับตนเองได้แล้ว คำตอบของแต่ละคน ก็จะแตกต่างกันไป มีความหลากหลาย และไม่มีบรรทัดฐานอะไรแน่นอนมาประเมินได้ว่าอย่างไรถูกอย่างไรผิด

    ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมว่า ประเทศไทยก็จะมีประชากรที่ส่วนใหญ่ ซึ่งมีโอกาสผ่านการศึกษาภาคบังคับ (ปัจจุบันนี้ถึงป.6) ครั้งหนึ่งเป็นอย่างน้อยในชีวิตของเขา ได้เคยใช้เวลาและสมองคิดมาแล้วว่า “เรียนไปทำไม (วะ) , เพื่ออะไร (วะ) ?” มันจะแตกต่างกับสภาพปัจจุบันนี้อย่างมากมายหน้ามือเป็นหลังมือ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    ถ้าเราถามใครก็ได้ว่า “251 + 34 ได้เท่าไร ? ” ลองตอบดูสิครับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ได้ 274 ใช่ไหมครับ

    ถามต่อไปว่า ” ประเทศไทยมีกี่จังหวัด ? ” ลองตอบดูสิครับ 75 หรือ 76 หรือ 79 กันแน่

    ถามอีกว่า ” ศึลห้ามีอะไรบ้าง ? ” ห้ามฆ่าสัตว์, ห้ามลักทรัพย์, ห้ามผิดลูกเมียเขา, ห้าม.., ห้าม…

    ถามอีกว่า ” บุญคืออะไร ? ” คุณตอบได้ไหม

    แล้วถ้าถามว่า ” แล้วบาปล่ะ คืออะไร ? ” ยังพอตอบได้ใช่ไหมครับ

    แต่ ถ้าถามว่า ” เรียนไปทำไม ? ” “…………………………………….”

    ถามต่อทันทีว่า ” แล้วเรียนไปเพื่ออะไร ? ” “…………………………………….”

    ช่วยบอกตัวเองหน่อยเถอะครับว่าคุณตอบได้ทันทีเลยใช่ไหม หรือต้องใช้เวลาคิดนานกี่นาที คุณเคยคิดถึงคำถามนี้มาก่อนแล้วใช่ไหม, คุณคิดว่ามันเป็นคำถามที่น่าตอบ และถกกันในวงกว้างไหม แล้วมันควรเป็นคำถามพี้นฐานประจำตัวนักเรียนไทยหรือไม่ ถ้าคำตอบของคุณส่วนใหญ่คือ “ไม่” ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่าเป็นคุณแน่ ๆ ที่ได้รับการศึกษามาแบบเดียวกับผม แบบเดิม ๆ ที่ทำให้บ้านเมืองเป็นอะไรๆ ที่ แบบว่า เป็นอะไรที่ เป็นแบบนี้…..ไงล่ะครับ

    แต่ถ้ามันได้กลายเป็นคำถามประจำตัวนักเรียนไทยขึ้นมาจริงๆ เวลาคุณถามใครว่า เรียนปทำไม และ เพื่ออะไร คนส่วนใหญ่ที่ถูกคุณถาม (รวมถึงตัวผมด้วย) ก็มักจะตอบได้ทันที เพราะเขาได้ครุ่นคิดถึงคำถามนี้มาหลายหนแล้วตลอดเวลาที่เขาใช้ชีวิตช่วงเป็น นักเรียน คนที่รู้จักคิดหาคำตอบเหล่านี้ ค่อนข้างจะเป็นผู้ที่มีหลักเกณฑ์ในการดำรงชีวิตบ้างไม่มากก็น้อย เพราะมันเป็นคำถามที่หาเรื่องให้คิด สำหรับผมก็มีคำตอบเหมือนกันฟังแล้วช่วยกันวิจารณ์ด้วยนะครับ
    ถามว่า ” เรียนไปทำไม ? ”

    ตอบง่าย ๆ ว่า ” เรียนเพื่อให้รู้น่ะสิ ” แล้วคุณคิดว่าน่าจะรู้อะไรบ้างหละ ภาษาไทย, เรขาคณิต, ภาษาอังกฤษ, ฟิสิกส์, ประวัติศาสตร์ ฯลฯ หรืออย่างไร ? ผมคิดว่าการศึกษาพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นจะต้องสอนอะไรที่ยาก ๆ อย่างนั้นก็ได้ แค่สอนง่าย ๆ ให้นักเรียนรู้เรื่องที่เขาควรจะต้องรู้ก็พอ ในความคิดของผมเรื่องที่นักเรียนไทยทุกคนควรจะรู้มี 3 เรื่อง

    1. รู้ว่า -เกิดมาทำไม, เพื่ออะไร
    2. รู้ว่า -จะเรียนรู้ได้อย่างไร, แม้มีหรือไม่มีใครสอนก็ตาม หมายถึง การศึกษาต้องสอนให้คนรู้จักเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หมายถึงสอนให้คนรู้จัก รู้วิชา, รู้ทฤษฏี, รู้ข้อมูล, แหล่งข้อมูล, วิธีหาข้อมูล, การประมวลข้อมูล, การวิเคราะห์ข้อมูล และการประยุกต์ใช้ข้อมูล และรู้แนวปฏิบัติ ในเรื่องอะไรก็ได้ที่เขาสนใจอยากรู้ และเป็นประโยชน์
    3. รู้ว่า -วินัย คือ การบังคับควบคุมตนเองให้ปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อประโยชน์สุขต่อส่วนรวม

    ถามต่ออีกนิดเถอะว่าคุณรู้ไหมว่าเกิดมาทำไม, เพื่ออะไร แล้วคุณเรียนเป็นไหม คุณรู้วิธีที่จะเรียนไหม ? คุณรู้ไหมว่าวินัยคืออะไร ทำไมทุกคนต้องมีวินัย นักเรียนคนไหนยังไม่รู้ 3 เรื่องนี้เห็นทีจะเรียนต่อไปอย่างถูกต้องได้ยาก อย่าว่าแต่นักเรียนเลย นักสอนเองหลาย ๆ คนก็ไม่รู้เหมือนกัน

    ถ้าไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร แล้วคุณจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร อยู่ไปเรื่อย ๆ ตามยะถากรรม ตามมีตามเกิด ตามความอยาก ตามสภาพแวดล้อมจะชักพาไป คุณเป็นเจ้าของชีวิตคุณหรือเปล่า

    ถ้าไม่รู้วิธีเรียน แล้วคุณจะเรียนได้อย่างไร วิธีเรียนนี้รวมการเรียน 2 แบบคือ แบบที่มีคนสอน กับแบบที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองแม้ไม่มีใครสอน คุณรู้ไหมว่าเรื่องที่คุณรู้โดยมีคนสอน กับเรื่องที่คุณต้องรู้แต่ไม่มีใครอยากสอนคุณ เรื่องไหนมีมากกว่ากัน

    ถ้าคุณไม่รู้และไม่มีวินัย แล้วสังคมส่วนรวมประเทศชาติบ้านเมือง โลกนี้ไปจนถึงจักรวาลจะอยู่กันอย่างไร เว้นแต่ว่าคุณจะไปอยู่ป่าคนเดียวตามลำพัง แต่คุณก็ต้องอยู่กับธรรมชาติอยู่ดี ตราบใดที่คุณไม่สามารถอยู่คนเดียว หมายถึงมีแค่คุณคนเดียวไม่มี คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ มีแต่พื้นที่กับความว่างเปล่าให้คุณอยู่เท่านั้น ตราบใดที่คุณยังอยู่ในสังคมคุณต้องมีวินัย ไม่ว่าคุณชอบมันหรือไม่ก็ตาม

    แล้ว ก็เนื่องจากระบบการศึกษามันยังไม่เคยถามคำถามประจำตัวนักเรียนอย่างนี้ และมันไม่คิดจะถาม และมันก็จะยังไม่ถามต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยเหตุฉะนี้ผมจึงสังเวชอเน็จอนาถใจ ในขณะที่หายโมโหอดีตนักเรียนทั้งหลายที่เรียนจบ แล้วก็ออกไปหารายได้ให้ตัวเองได้มากกว่าเดิมโดยไม่ทันมีโอกาสฟังคำถามของผม ด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีความหวัง ดังนั้น ผมจึงริเริ่มให้ความเชื่อมั่นกับตัวเองอีกครั้งว่า ผมจะถามคำถามประจำตัวนักเรียนได้ทัน ดังตัวอย่างที่นำมาแสดงไว้ข้างต้นจาก พนักเรียน ของผม 2 คน คุณจะย้อนกลับไปอ่านแล้วช่วยผมให้คะแนน (ในใจก็ได้) ด้วยก็ดีนะครับ กลัวก็แต่ว่าคุณเองก็ยังไม่รู้คำตอบเหมือนกันน่ะสิ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมชักจะเริ่มสิ้นหวังอีกแล้ว…

    Tags: , , ,

  • โดย…เครื่องเทศ

    บ่ายวันนี้ อากาศค่อนข้างร้อนกว่าวันปกติ แสงแดดจัดจ้านเหลือเกิน เขาเพิ่งออกมาจากศูนย์การค้าที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ พอผิวหนังสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงเปรี้ยง ถึงกับทำให้เขาปั่นป่วนภายในร่างกาย สายตาเพ่งมองไปยังท้องถนน เหลือบเห็นรถเมล์สายที่ต้องการควบตะบึงมาเทียบป้าย เขาไม่รอชักช้า โถมร่างขึ้นไปทันที ตากวาดมองหาที่นั่งว่าง โชคดีเหลือเกิน ข้างคนขับยังมีที่เหลือ ขาไวเท่าความคิด ก้าวฉับนั่งลงบนเบาะที่หมายตาด้วยความโล่งใจ ที่ไม่ต้องยืนขาแข็งกลับบ้านร่วมชั่วโมง ท่ามกลางรถที่แสนติดของบ่ายวันนี้

    รถเมล์แล่นอย่างช้า ๆ ตรงไปข้างหน้า แต่ถ้าคนขับเห็นช่องว่างพอที่จะปาดได้บ้าง เขาจะรีบเหยียบคันเร่ง หันพวงมาลัย ซอกซอนไปที่ป้ายต่อไปอย่างรวดเร็ว เขาหัวเราะในใจ พานคิดว่า “มันคงจะขับหนีคันหลังละซิ” จริงแท้คนขับรถเมล์เล็กส่วนใหญ่ล้วนต้องการกวาดผู้โดยสารให้มากที่สุด ดังนั้นจึงจะแล่นแซงคันที่จะขับตามมาในไม่กี่นาที ยิ่งรถเมล์สายนี้ ต้นสายยิ่งปล่อยถี่ยิบ ยังกับต้องการดูว่าใครจะเข้าเส้นชัยที่ปลายทางอันดับที่หนึ่ง ดังนั้นหัวใจคนขับ จึงต้องมุ่งมั่นกับเกมส์แข่งขันนี้ ถ้าบางครั้งถูกแซง คนขับก็จะแสร้งจอดเทียบท่าเฉย ๆ รอจนแน่ใจอีกคันไปไกล และมีผู้โดยสารยืนรอเพียงพอ เขาก็จะใช้สไตล์ขับเยี่ยงงูที่โฉบเหยื่อ แล่นแซงรถคันอื่นไปทันที

    เขาปรายสายตาออกไปนอกรถ เพื่อต้องการเปลี่ยนจิตนาการ เห็นรถเก๋งที่ขับบนท้องถนน บ้างขับไปคุยกับคนนั่งข้างไป บ้างขับไปฮัมเพลงในลำคอไป และที่เห็นบ่อยช่วงนี้ก็คือมือหนึ่งจับพวงมาลัย อีกมือถือมือถือไร้สาย ท้องถนนช่างเต็มไปด้วยตัวละครมากมายจริง แม้จะเล่นเรื่องเดิม ๆ อย่างนี้ทุกวี่ทุกวัน แต่ผู้คนก็จำต้องกลับมาเล่นบทละครเดิมนี้อีกอย่างกับไม่รู้จักเบื่อ เหมือนบทละครน้ำเน่าก็ปานนั้น ทันใดนั้น เขารู้สึกรถหยุดนิ่ง คงถึงอีกป้ายสักกระมัง ผู้คนขึ้นมายืนเบียดเสียดหนาตาขึ้น ทันใดเขาเห็นแขกโพกหัวคนหนึ่ง กึ่งวิ่งกึ่งโบกมือให้รถหยุดคอย เขาเหลือบมองคนขับ เห็นคนขับจ้องมองแขกโพกผ้าคนนั้น แต่มือสาวพวงมาลัย นำตัวรถออกจากป้าย เหยียบคันเร่งต่อไป เหมือนกับไม่เห็นแขกโพกผ้าคนนั้น เขามองกลับไปเห็นแขกโพกผ้ายืนบ่นหัวเสีย แต่ข้างหูเขาได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของคนขับ เสียงพึมพำพอจับใจความได้ว่า “ชิชะ ทำตัวงุ่มง่าม ปล่อยให้ตกรถก็ดี”

    เขา รู้สึกเย็นวาบไปในลำตัว นี่มันเป็นการแสดงออกของการเหยียดเชื้อชาติของคนหรือ เพราะเมื่อก่อนหน้านี้ เขายังเห็นคนขับจอดรับผู้โดยสาร แม้ห่างป้ายไปช่วงตัวหนึ่ง แต่เพียงเพราะคนที่โบกรถเป็นแขกโพกหัว เขากลับจงใจทิ้งให้ยืนเต้นแร้งเต้นกา ดั่งกับเป็นตัวตลกให้ผู้คนขบขัน นี่หรือคือกมลสันดานของคนที่ต้องการแสดงความเหนือกว่าต่อกลุ่มคนที่แปลกแยก จากเผ่าพันธุ์ของตนเอง มิน่าเล่าเขาถึงได้ยินได้เห็นการกระทำที่เป็นการข่มแหงคนกลุ่มน้อยตั้งแต่ เด็ก ๆ ดั่งเช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซี, การขับไล่อินเดียแดงออกจากดินแดนของตนของสหรัฐ, การจับคนผิวดำเป็นทาสของชาวผิวขาว, การไล่เข่นฆ่าชนกลุ่มน้อยในพม่า, การขับไล่ชนชาวเขาออกจากถิ่นพำนัก ข่าวเหล่านี้ล้วนได้ยินมาและคงได้ยินอีก เขาคิดว่าในแกนสมองของคนก็คงไม่ต่างกับสัตว์ ที่ต้องการดำรงเผ่าพันธุ์ของตนให้มากที่สุด กีดกันเผ่าพันธุ์แปลกแยกในสังคมตนเองให้ออกจากบริเวณตนเองอยู่

    ทันใด นั้นสมองเขาหยุดคิด รถเมล์จอดสนิทแล้ว เขาลุกขึ้นและลุกจากที่นั่งลงไปทันที! ไม่ใช่เพราะเขาตระหนักถึงความเหยียดหยามชาติพันธุ์จนทนนั่งต่อไม่ได้ แต่มันเป็นป้ายจุดหมายของเขา ดังนั้นเขาปล่อยให้อารมณ์ของความไม่เสมอภาคทิ้งอยู่บนรถเมล์ คนขับได้นำรถออกแล่นต่อไปตามเส้นทางเดินรถ ส่วนเขาก็รีบสาวเท้าไปยังทิศทางที่ต้องการ.

    Tags: , ,

  • คนไทยบอกว่าจริง ๆ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นหรอก จะฟื้นได้อย่างไรในเมื่อธนาคารยังไม่ปล่อยกู้ หรือถ้าปล่อยก็เป็นสินเชื่อพวกอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้ลงไปถึงภาคเศรษฐกิจแท้จริง หนำซ้ำยังบอกอีกว่า ที่ต่างชาติประโคมว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วนั้น จริง ๆ ก็เป็นเพื่อให้ตลาดหุ้นคึกคัก จะได้ขายทำกำไร ส่วนคนต่างชาติที่มองอีกมุมหนึ่งว่า เศรษฐกิจฟื้นแล้วจริง ดูได้จากปัจจัยทางเศรษฐกิจหลาย ๆ ตัว ที่กำลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น พร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้มาหลอกเพื่อให้ขายหุ้นได้ราคาดี ตำหนิคนไทยว่ามองเขาในแง่ร้ายเกินไป และไม่ไว้ใจคนไทยด้วยกันเอง ว่าเข้าไปนั่น ขณะนี้จึงเป็นภาวะยักแย่ยักยันกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าฟื้น อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ ประชาชนทั่วไปถึงกับงงว่า จะเชื่อใครดี สับสนไปหมด เถียงกันหน้าดำหน้าแดง ไม่มีใครสรุปได้ว่าใครถูกใครผิด

    มุมมองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ แล้วแต่ว่าใครจะหยิบส่วนไหนมาพูด ฝ่ายบริหารก็ต้องพูดแต่เรื่องดี ฝ่ายที่เห็นว่าจะต้องปรับปรุงอีกหลาย ๆ เรื่อง ก็พูดแต่เรื่องแย่ไป กลายเป็นตาบอดคลำช้าง โดยไม่ได้มองไปถึงภาพรวมบนพื้นฐานที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกื้อหนุนกัน เป็นเหตุเป็นผลกัน ข่าวสารมีอยู่มากมาย บริโภคกันไม่หวาดไม่ไหว ทำให้ไม่เกิดการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา เจอมาอย่างไรก็พูดกันไปอย่างนั้น จะว่าไปแล้วคนที่จะมาบอกกล่าวเรื่องราวที่มาที่ไปอย่างละเอียด และให้เข้าใจง่ายยังมีอยู่น้อย

    เพียงแค่นิยามความหมายของ “การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” ก็ยังแตกต่างกันไป เอาอย่างนี้ได้หรือไม่ ? กลับมารากฐานที่แท้จริงของคนไทยว่าถนัดอย่างไร ให้ทำอย่างนั้น เช่น การเกษตร การบริการ เป็นต้น บางคนอาจโต้แย้งว่าเศรษฐกิจแบบเดิมมูลค่าต่ำ ทำแล้วไม่คุ้ม โดยลืมความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ว่าการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ใช่ด้วยการปรนเปรอทางเงินทองแต่เพียงฝ่ายเดียว การมีชีวิตที่พอเพียงกับฐานะ เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่แก่งแย่งชิงดีกัน มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าโต๊ะทำงานในออฟฟิศ ได้พักหรือ ? เป็นการพักผ่อนตลอดระยะเวลาของการทำงาน กล่าวคือ มีความสุขกับการทำงานโดยลดความเห็นแก่ตัวลง เราก็คงมีวันหยุดที่ไม่ต้องรอไปจนถึงวันลาพักร้อน

    เราคงไม่ต้องการที่จะฟื้นเพื่อกลับไปฟุบอีกครั้งใช่หรือไม่ ? เพราะฉะนั้น ถ้าจะเปลี่ยนจากความมุ่งมั่นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ให้มาเป็นการหยุดคิดทบทวนถึงจุดมุ่งหมายในการมีชีวิตที่แท้จริงบ้าง ความขัดแย้งเรืองฟุบหรือฟื้น คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป …

    Tags: ,