• อย่าเพิ่งรีบชาชินกับความกลุ้มใจ หนำซ้ำขอให้ซึมซับความทุกข์เศร้าเอาไว้มาก ๆ เพราะสิ่งมีชีวิตต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อดำรงเผ่าพันธ์เอาไว้ ผู้ที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ( survival of the fittest : หลักการหนึ่งที่ฮิตเลอร์ใช้ปลุกระดมชาวเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ; ww II ) นอกจากนั้น โอกาสเช่นนี้คงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เพราะขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ยังปลงกันเป็นเสียงเดียวว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นบ้านเมืองเดือดร้อนสาหัสเยี่ยงนี้มาก่อน แม้จะเทียบกับช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม ดังนั้นหากเกิดขึ้นอีกก็คงประจานให้โลกรู้ได้ว่า คนไทยนั้นลืมง่าย และน่าสมเพชที่ไม่รู้จัดเข็ดหลาบกับความสะเพร่าหลงผิด ที่ได้ทำลงไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา ; แน่นอนว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ สภาพเศรษฐกิจล่มจมลักษณะวินาศสันตะโรกันอยู่ทุกวันนี้ หลาย ๆ คน พยายามคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขนาดคนที่เป็นต้นเหตุหลาย ๆ คนยังไม่รู้ตัวแล้ว นับประสาอะไรกับชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ต้องพลอยมาใช้กรรมที่ตนไม่ได้ทำเอาไว้ แต่ก่อนอื่นลองมองย้อนกลับไปดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตหลาย ๆ ปี (หลายจริง ๆ ) ที่ผ่านมาเผื่อจะนึกอะไรออกบ้าง ตั้งแต่ยังไม่เป็นประเทศ (ฝรั่งบัญญัติว่า Nation State ไทยเรียกตามว่า “รัฐชาติ” ) คนไทมีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นานแค่ไหน ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้แน่ แต่โลกรู้แน่ ๆ ว่าก่อนที่ฝรั่งจะเจอทวีปอเมริกา แล้วไล่ฆ่าอินเดียนแดงจนเกือบสูญพันธ์เพื่อปล้นแผ่นดิน แล้วก็จับพวกแอฟริกันมาเป็นทาส แล้วฝรั่งก็ฆ่ากันเองเพราะตกลงกันไม่ได้ว่า จะมองคนดำเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไรดี จนล่าสุด ฝรั่งอเมริกันเพิ่งศิโรราบต่อคนดำที่เล่นบาสเก็ตบอลว่า แกเล่นเก่งที่สุดในโลก คนดำคนนี้คนไทยเรียกว่าคุณไมเคิ่น จอแดน ก่อนหน้านั้นอีกหลาย ๆ ปี ฝรั่งก็เคยมาอยู่ในเมืองไทย แล้วที่มีหลักฐานชัดเจนและเฟื่องที่สุดสมัยหนึ่งก็คือ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่มีคนจากทั่วโลกเช่น จีน, ฮอลันดา (ทุกวันนี้ไทยเรียกฮอนแลน), กรีก, แขกขาว และญี่ปุ่น มาอยู่และทำงานในกรุงเก่า ตอนนั้นก็มีฝรั่งคนหนึ่งที่ไทยทุกวันนี้รู้จักว่า “เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ” ตอนเด็ก ๆ ถ้าเคยเรียนในตำราจะบอกว่าชื่อ คอนสะแตนติน ฟอนค่อน ท่านเก่งที่หาวิธีชั่งน้ำหนักปืนใหญ่โดยเอาปืนใหญ่ใส่เรือ แล้ววัดว่าเรือจมลงในน้ำลึกแค่ไหน, ยกปืนนั้นออก แล้วหาของใส่ลงแทนจนเรือจมเท่าเพื่อเทียบน้ำหนัก (เรื่องธรรมดา ๆ คนไทยก็คิดออก) จึงนึกขึ้นได้ว่า ตำราดรุณศึกษานี้บาทหลวงฝรั่งเศสแต่ง ปัจจุบันมีผู้รู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ศึกษาค้นคว้าพบว่า คุณคอนสะแตนตินนี้เคยคิดอกุศลที่จะยกเอากรุงเก่าของเราเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง เพราะแกมีอำนาจและอิทธิพลขนาดมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา นับว่าไม่ใช่ย่อย โชคดีเดชะบุญที่กรุงเก่าไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเพราะ “ผลัดแผ่นดิน” ทุกวันนี้จะมีคนไทยกี่คนที่รู้เรื่องนี้บ้าง ตำราดรุณศึกษายังใช้อยู่หรือเปล่า ถ้าใช้ได้แก้ไขให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่พบหรือยัง ?

    Tags: ,

  • ชื่อหนังสือ              รินหัวใจใส่ธุรกิจ สตาร์บัคส์ กาแฟบันลือโลก
    ผู้แต่ง                      ฮาวาร์ด ชูลท์ซ และ โดริ โจนส์ ยัง
    สำนักพิมพ             เอ อาร์ อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน
    ครั้งที่พิมพ์              พิมพ์ครั้งที่ 1 เดือนตุลาคม 2541
    จำนวนหน้า             496 หน้า
    ราคา                        290 บาท
    สาขา                        บริหารธุรกิจ ด้านการจัดการ, การตลาด, การเงิน
    รูปแบบการเขียน     เรื่องเล่า โดยประสบการณ์ของผู้แต่ง ในการบริหารธุรกิจ

    starbuck_cover

    กลิ่นหอมของกาแฟ เปรียบเสมือนมนต์ตราของปีศาจดำ ที่ผู้สูดดมเข้าไปแล้ว จะหลงใหลถอนตัวออกมาได้ยาก ฮาวาร์ด ชูลท์ซ ก็เป็นหนึ่งในคนประดานั้น ที่ทนความเย้ายวนของกาแฟไม่ไหว จนทำให้เขาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟที่ยิ่งใหญ่รายหนึ่งของโลก จากเด็กในย่านบรู๊คลิน ที่เป็นที่อยู่ของคนยากไร้ ตัวฮาวาร์ด ชูลท์ซ ได้พยายามผลักดันวิถีชีวิตตนเองไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ ก่อตั้งธุรกิจร้านกาแฟพร้อมดื่มชื่อว่า อิล จอร์นาลลี จนในที่สุดบริษัทลูกก็ได้กลับไปควบกิจการกับบริษัทพ่อ สตาร์บัคส์ และนำสตาร์บัคส์ ไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยการยึดมั่นในปฎิธานที่จะนำเสนอกาแฟที่มีคุณภาพสูง ไม่ยอมเจือปนกับกาแฟคุณภาพต่ำ และผสมกับสารเคมีใด ๆ ตลอดจนการคำนึงถึงหุ้นส่วน (พนักงาน) ในฐานะปัจเจกชน ผลักดันให้สตาร์บัคส์ มีลูกค้าอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของสหรัฐอเมริกา และทำให้เป็นที่พำนักแห่งที่สามของคน ที่ต้องการความรื่นรมย์ของบรรยากาศกาแฟ ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายและดื่มด่ำกับความฝันของตัวเองได้ในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ระยะหนึ่ง พันธกิจนี้ ฮาวาร์ด ชูลท์ซ ยึดมั่นอย่างหนักแน่น และทำให้ตราสินค้าสตาร์บัคส์ ธำรงสถานะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตราสินค้า หนังสือเล่มนี้ เหมาะกับสถานะการณ์ธุรกิจปัจจุบันที่เน้นคำว่า SME ฮาวาร์ด ชูลท์ซ ได้พิสูจน์ให้เห็น โดยใช้จิตวิญญาณ จินตนาการ ความฝัน ในการก่อรากฐานสตาร์บัคส์ ให้เป็นดั่งทุกวันนี้ คุณจะได้รู้จักบริษัทหนึ่งที่เริ่มตั้งแต่ตั้งไข่ ไปจนถึงประสบความสำเร็จระดับโลก เรียนรู้วิธีการการก่อสร้างองค์กร การสร้างเป้าหมายระยะยาว และเทคนิคการบริหารตราสินค้าจนประสบความสำเร็จ ตลอดทั้งเล่มของหนังสือเล่มนี้ ยังแฝงปรัชญาของการจัดการบุคคลากร ที่ถือว่าพนักงานและลูกค้ามีความสำคัญยิ่งกว่าผู้ถือหุ้นในวอลล์สตรีท ฮาวาร์ด ชูลท์ซ เลือกยืนอยู่ข้างคอกาแฟเดียวกันมากกว่าตัวเลขที่ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธตัวเลขไป ตราบใดที่สามารถสร้างตราสินค้าสตาร์บัคส์ให้มีมูลค่าเพิ่ม ท้ายสุด อย่าละทิ้งความฝันของตัวคุณ จงใช้จิตใจที่มุ่งมั่นของผู้ประกอบการ และทักษะการบริหารแบบมืออาชีพ คุณก็อาจจะสร้างอาณาจักรของตัวเองได้ เฉกเช่น ฮาร์วาร์ด ชูลท์ซ ที่สร้างสตาร์บัคส์ขึ้นมา และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมเคารพความเป็นปัจเจกบุคคลของคนรอบข้างตัวคุณเอง.

    ภาพการตลาดสตาร์บัคส์

    กลุ่มเป้าหมาย

    ผู้มีการศึกษาสูง, มีรสนิยมชั้นดี, ฐานะค่อนข้างดี, เดินทางบ่อย, มีความรู้ในเรื่องวิทยาการ, สนใจศิลปและวัฒนธรรม

    ตำแหน่งผลิตภัณฑ์

    กาแฟคั่วที่มีคุณภาพที่สุด, ไม่เจือปนกาแฟคุณภาพต่ำ, และสารเคมี

    ภาพพจน์ผลิตภัณฑ์

    เป็นผู้สร้างสรรค์บรรยากาศรื่นรมย์ของกาแฟ ระเบียงต่อของบ้าน สถานที่ที่สามของคนทำงาน

    สายผลิตภัณฑ์

    • เม็ดกาแฟคั่วประเภทต่าง ๆ
    • กาแฟชง
    • กาแฟพร้อมดื่ม เช่น บรรจุในขวด
    • สารสกัดกาแฟ เช่น ไอศกรีมรสกาแฟ, เบียร์รสกาแฟ
    • บรรยากาศกาแฟ เช่น ซีดีเพลง, ของพรีเมี่ยม

    นโยบายราคา

    • เน้นระดับราคาสูง
    • ไม่ผลักภาระต้นทุนกาแฟทั้งหมดให้ผู้บริโภค กรณีเม็ดกาแฟขึ้นราคา แต่ใช้ส่วนเพิ่มของต้นทุนที่เพิ่มจริงคำนวณราคา

    นโยบายช่องทางจำหน่าย

    ช่วงแรก จำหน่ายที่ร้านสาขาสตาร์บัคส์ เพื่อควบคุมคุณภาพ ไม่วางจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เกต และนำระบบฟรานไชส์มาใช้ เร่งขยายสาขาทั่วสหรัฐ เมลล์ออร์เดอร์

    ช่วงสอง ขยายกลุ่มเป้าหมายไปออกไป วางตามซุปเปอร์มาร์เกต เนื่องจากลูกค้ามีภาพพจน์ในใจแล้วว่าสตาร์บัคส์จำหน่ายกาแฟ ที่มีคุณภาพสูงสุดเท่านั้น เชื่อถือในตราผลิตภัณฑ์ ให้สิทธิคนขายในจุดที่สตาร์บัคส์เข้าไม่ถึง เช่น สนามบิน, ร้านหนังสือ, มหาวิทยาลัย และ สายการบินยูไนเต็ค

    ช่วงสาม
    ขยายเครือข่ายครอบคลุมทุกพื้นที่ ตั้งสตาร์บัคส์อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อตั้งร้านสตาร์บัคส์ในต่างประเทศ สร้างนวัตกรรมใหม่ โดยร่วมกับเป๊บซี่ เพื่อกระจายกาแฟบรรจุขวด ให้พนักงานสตาร์บัคส์ออกบริการลูกค้าตามท้องถนน

    นโยบายส่งเสริมการตลาด

    ด้านการขาย

    สร้างนวัตกรรมใหม่ เฉพาะสิ่งที่สามารถเพิ่มมูลค่าแก่ตราผลิตภัณฑ์สตาร์บัคส์เท่านั้น สร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักรายบุคคล ดังนี้

    • ฝึกอบรมพนักงานหน้าร้าน เพื่อให้รู้จักกาแฟ และให้คำแนะนำลูกค้าได้
    • ลดอัตราหมุนเวียนพนักงาน ด้วยการให้หุ้นแก่พนักงาน, สวัสดิการที่ดี เพื่อให้ พนักงานสามารถรู้จักลูกค้าประจำเสมือนญาติมิตร
    • เน้นสนองความต้องการลูกค้า โดยไม่กระทบต่อมูลค่าเพิ่มของตราสินค้า

    ด้านสิ่งแวดล้อม

    • เข้าร่วมกับมูลนิธิแคร์ ในการช่วยเหลือเด็กยากไร้
    • ลดการบริโภคบรรจุภัณฑ์
    • คืนกำไรต่อท้องถิ่นของร้านสาขาที่ตั้งอยู่เป็นประจำทุกปี

    ด้านประชาสัมพันธ์

    สร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ต่อการกาแฟ ดังนี้

    • เปิดซีดีเพลง
    • จัดนักดนตรีมาแสดงหน้าร้าน เช่น เคนนี่จี
    • สร้างร้านที่มีเอกลักษณ์สัมพันธ์กับท้องถิ่นที่ตั้งอยู่
    • สร้างพรีเมี่ยมที่มีเอกลักษณ์สัมพันธ์กับท้องถิ่น
    • ใช้กราฟฟิคดีไซน์ช่วยในออกแบบบรรจุภัณฑ์หรือโลโก้
    • เน้นกลิ่นกาแฟที่แท้ โดยกำจัดสารเคมีในร้าน เช่นพนักงานไม่ใช้น้ำหอม
    • เน้นความสะอาด

    Tags: , ,

  • คุณคงเคยได้ยินชื่อร้านข้าวขาหมูดังๆที่ขึ้นด้วยสารพัดตรอกมาบ้างแล้ว แต่ร้านที่จะแนะนำนี้ไม่ต้องมีชื่อตรอกก็อร่อยได้ ถ้าคุณรู้จักโรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ ตรงข้ามจะเป็นซอยกรรณิการ์ขับไปเรื่อยจะเจอซอยประดู่ 1 ให้เลี้ยวซ้ายวิ่งไปได้สักพัก จะเห็นสามแยกให้เลี้ยวขวาเข้าซอยแฉล้มนิมิตร เรียกกันสั้นๆว่าซอยแฉล้ม คนละแวกถนนเจริญกรุงรู้จักดี ร้านข้าวขาหมูที่ว่านี้อยู่ซ้ายมือห่างจากปากซอยไม่ถึงร้อยเมตร ร้านนี้เริ่มต้นจาก “เจี๊ยะป้าบ่อสื่อ” แปลว่ากินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ เพราะปรกติเจ๊เจ้าของร้านก็มีร้านขายของชำอยู่แล้ว ฐานะไม่เดือดร้อนมีทองหยองใส่เต็มคอเต็มมือ แต่อย่างว่าพอว่างไม่ได้ แกเลยไปร่ำเรียนวิชาทำขาหมูพะโล้จากมืออาชีพที่ไม่ต้องการเปิดเผยนาม ต้องกราบกรานเป็นศิษย์ยังกับหนังจีนอย่างไงอย่างงั้น เมื่ออ่อนน้อมถ่อมตนผู้ใหญ่ก็เอ็นดูและแนะนำสั่งสอนอย่างไม่ปิดบัง เรียนแบบตัวต่อตัวจนครบถ้วนกระบวนความ แล้วจึงมาเปิดร้าน โดยเจ๊จะขายทุกวันเริ่มตั้งแต่เช้าไปหมดตอนใกล้เที่ยง เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะไปตอนเที่ยง…หมดสิทธิ ขาหมูที่นี่มีรสชาติออกเค็มตามสไตล์คนจีน แต่รับรองว่าส่วนผสมเข้มข้นใส่เครื่องปรุงแบบไม่ต้องเกรงใจอาเฮียที่บ้าน รสชาติกลมกล่อมชิมดูก็รู้ว่าไม่ใช่มือสมัครเล่น นอกจากนี้ยังมีคากิ สำหรับคนไม่กลัวอ้วน ไส้พะโล้ เต้าหู้ ผักที่ใส่ประกอบมีทั้งผักคะน้าและผักไช้กัว ที่มีน้อยร้านนักจะใช้ผักแบบนี้ ถ้าไม่รู้จักแนะนำว่าต้องลองแล้วคุณจะติดใจ คุณอาจเลือกกินแบบข้ามาคนเดียว คือ ขาหมูราดข้าวเพิ่มไข่หรือเต้าหู้หรือไส้ได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด และอย่าลืมปอกกระเทียมสด หรือเด็ดพริกขี้หนูที่ทางร้านเตรียมไว้ให้แบบไม่กลัวเปลืองใส่ลงไปด้วย แค่นี้ก็หร่อยจังหูแล้ว หรือถ้ามากันหลายคนสั่งขาหมูสักจานกินกับข้าวสวยร้อนๆ ควันขโมง และถ้าให้ครบเครื่องอย่าลืมสั่งแกงจืดมาซดโฮกๆ พร้อมกันไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายหมูสับ หรือมะระซี่โครงหมูได้ทั้งนั้น สำหรับราคาก็ไม่แพงเพราะเอาใจคนเบี้ยน้อย เรียกว่าทั้งอร่อยทั้งถูกขายดีทุกวัน เคยถามเหมือนกันว่าทำไมขายดีอย่างนี้ไม่ทำเพิ่ม เจ๊แกตอบว่า “พอแล้ว ไม่โลภ เดี๋ยวเหนื่อยเกินไป” เจ๊แกจึงเป็นประเภททำเอามันส์ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากชิมต้องรีบหน่อย เดี๋ยววันไหนเจ๊แกหายมันส์เลิกขายเป็นอดของอร่อย และทำให้วงการข้าวขาหมูขาดมือดีไปอีกหนึ่งราย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน…สวัสดี

    Tags: , ,

  • ป่า ป๊ะ … ป่า ป๊ะ… ป่า ป๊ะ

    ชื่นใจจริงๆ กับคำๆนี้ เป็นคำที่ลูกชายวัย 13 เดือนของผม หัดเรียกผม คิดแล้วก็แปลก ผมเองยังไม่คิดว่าตัวเองจะโตจนมีลูกได้แล้วเลย ยังคิดว่าเพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ อยู่เลย ทั้งๆที่จบมาก็ประมาณ 7-8 ปีได้แล้ว ไม่ทันไร ผมก็ได้แต่งงาน มีลูก เวลามันช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกินครับ แต่เวลามันจะผ่านไปอย่างไรก็ช่างมันเถอะครับ เป็นไม่ใช่ประเด็นที่ผมต้องการเล่าสู่กันฟังเสียหน่อย จริงๆ แล้ว ผมต้องการสื่อถึงความมหัศจรรย์ของการเป็นพ่อมากกว่าครับ นับย้อนไปประมาณเกือบ 2 ปี เริ่มตั้งแต่ภรรยาผมตั้งท้อง ผมยังจำได้ วันที่เอาเจ้าแท่งมหัศจรรย์ที่สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้เองที่บ้านมาใช้ดู วันนั้น เพื่อน ๆ ของผมมาที่บ้านด้วยหลายคนทีเดียว มาช่วยกันลุ้นครับ จะดูว่าท้องแน่ครับเปล่า และแล้ว ชัวร์ครับไม่มั่วนิ่ม ภรรยาผมตั้งครรภ์หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีท้องครับ เพื่อนๆ ของผมเฮกันยกใหญ่ แต่ผมสิครับ อะไรกัน เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานเลย กะเอาไว้ว่าจะใช้ชีวิตคู่กันสักพักก่อนครับ เผื่ออยากไปเที่ยวไหน ลุยไหนลุยกันได้ ปีนเขา ลงน้ำ ไม่หวั่นครับ แต่แล้ว ทุกอย่างก็ไม่เป็นตามคาด วันนั้น ผมเองก็ยังไม่แน่ใจตัวเองเลยว่า ผมดีใจหรือเปล่า มันตื้อๆ ยังไงชอบกล อยู่ดีๆ ก็จะกลายเป็น พ่อ แล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบอะไรบ้างที่ผมจะต้องเผชิญกับมัน ผมจะเป็นพ่อที่ดีได้หรือเปล่า ผมจะเลี้ยงลูกของผมยังไง ผมทำไม่เป็นแน่ๆ เขาจะเติบโตเป็นคนที่ดีคนหนึ่งในสังคมได้หรือเปล่า คำถามมากมาย มันมากองอยู่ในหัวผม และแน่นอน คำถามนั้นยังคาใจผมอยู่นานหลายเดือนทีเดียว จวบจนกระทั่ง… “ทำไมลูกเราตัวกระจิ๋วเดียวเอง ดูๆ แล้วประมาณ 2 นิ้วเองนะนี่” เป็นคำพูดที่อยู่ในใจผมขณะดูคุณหมอกำลัง อัลตร้าซาวน์ ท้องของภรรยาผมอยู่ และแล้ว ผมก็เกิดความรู้ถึง หัวใจยิ้ม มันเหมือนหัวใจผมกำลังยิ้มต่อสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า มีชีวิตอยู่ในท้องของภรรยาผม และเขาคือเลือดเนื้อเชื้อไขของผมเอง ผมยังดูเป็นไส้กรอกท่อนสั้นๆ อยู่เลย แต่เขาเป็นลูกผม เจ้าท่อนไส้กรอกในท้องภรรยาผมคือ ลูกของผม…ผมรักเขาจัง ความรู้สึกมีคำถามในจริง มันเหมือนหายไปในทันที ที่ว่ามันเหมือนหายไป ทำไม่ไม่หายไปเลย คงสังสัยสิครับ ผมจะไปสนใจมันทำไมเล่าครับ ว่าคำถามมันยังอยู่หรือเปล่า ในเมื่อผมไม่ต้องการคำตอบใดๆ จากคำถามเหล่านั้น ผมเป็นพ่อคนแล้วครับ ผมไม่สนใจครับว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมเป็นพ่อ ผมมีลูก ผมรักลูก ผมจะพยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด เท่านั้นแหละครับคือคำตอบของทุกคำถาม และเป็นคำตอบของทุกคนที่เป็นพ่อ ผมเชื่ออย่างนั้น

    Tags: , ,

  • ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมเดินดูหนังสือที่ร้าน Asia Book เห็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง สะดุดใจขึ้นมา ชื่อเรื่องว่า .”Think Out of The Box.” แปลแบบไทย ๆ สไตล์ของคนไม่ใช่ราชบัณฑิตว่า “คิดให้หลุดกรอบ” ความคิดแรกที่ฉุกคิดขึ้นมากคือ “เอามันไปเผาทิ้ง” หากท่านสงสัยว่าทำไม คำตอบง่าย ๆ ก็คือ เมื่อจะคิดนอกกรอบ ก็ไม่ควรมีกรอบอะไรมากำหนดความคิด ดังนั้นถ้าหากอ่านหนังสือเล่มนี้ มันก็ถูกหนังสือมาครอบไว้ชั้นหนึ่ง จึงสมควรเผาทิ้ง เพื่อจะได้ไม่ติดกรอบอะไรเลย แต่ในที่สุดด้วยกิเลสตัณหาของปุถุชน ผมก็ต้องเสียเงินเกือบพัน ซื้อมันกลับไป แต่ไม่ใช่เผาทิ้งนัก เพราะเสียดายเงินว่ะ หวนกลับมาดูกระแสเศรษฐกิจสังคมปัจจุบันนี้ ผมว่าเรายังไม่หลุดกรอบความคิดที่ครอบงำมา ถามแต่ว่าเศรษฐกิจเมื่อไหร่ดี ซึ่งผมก็ตอบได้ว่า “มันดีขึ้นแน่” แต่ไปได้กี่น้ำ ถ้าเรายังเดินไปตามกระแสเดิม ๆ ซึ่งเป็นกรอบกติกาที่ผู้อื่นกำหนดให้เราเล่น ทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จ ก็คือ “ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง, ยืนบนความจริงของสังคมเราเอง, ทุกวันนี้รู้สึกหดหู่กับชนชั้นนำของประเทศ ที่มัวแต่ดูตัวเลข แล้วพูดว่ามันดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นมาส่งผลกระทบ มันเหมือนกับการปะผุตัวถังรถ แต่ไม่ได้ยกเครื่องอะไรขึ้นมา เมื่อรถวิ่งไปสักพัก ก็ต้องเอากลับเข้ามาอู่อีก สังคมไทยมีความหลากหลาย แต่ไหนเลยวัดค่าออกมาเป็นแค่ GNP ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงอัตราความเติบโตของการใช้จ่ายเงินแต่เพียงอย่างเดียว เราละเลยความจริงว่า เรายังอยู่รอดได้ด้วยระบบน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การค้ำชูของสังคม ไม่ใช่แต่เพียงหาเงินมามาก ๆ แต่เงินไม่ใช่ของกู เป็นของมัน (มัน ในที่นี้ ไม่ใช่ Potato) ในที่นี้ถ้าเราใช้ดรรชนีที่หลากหลายมาประสม และดรรชนีเหล่านั้นยืนบนความจริงของตัวเราเอง เป็นเกณฑ์วัดความมั่งคั่งของเรา มันจะไม่ดีกว่าหรือ ทุกวันนี้เราถามหาแต่คำว่า “เสรี, โลกาภิวัฒน์” แต่ทั้งนี้เราเดินตามไปโดยใช้กติกาที่คนอื่นสร้างโดยไม่รู้ตัว ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่นเทคโนโลยี, การศึกษา, ภาพยนตร์, ข่าวสาร หลงมายาภาพที่ผู้อื่นกำหนด เห็นดีเห็นงามไปด้วย โดยที่ไม่เคยฉุกคิดว่ากติกาหรือวิสัยทัศน์ของเขาจะเหมาะสมกับเตัวเราหรือไม่ การเปิดเสรีทางการเงิน BIBF โดยดูแต่เพียงตัวเลขอย่างเดียว ละเลยความพร้อมของคนในสังคมว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้หรือไม่ ทั้งด้านเทคนิค, การจัดการ, การศึกษา ในที่สุดฟองสบู่ที่สร้างไว้ก็แตกดังโพล๊ะ ถึงเวลาแล้วที่เราจะหวนกลับมาปฏิรูปความคิดของตัวเรากันเอง ให้คนไทยเป็นไทในความคิด สามารถสร้างกรอบกติกาของตัวเราเองได้ ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ บางครั้งอาจจะไม่ใช่ชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อด้วยการบริโภคนิยม แต่อาจเป็นชีวิตที่พอเพียง ที่ตื่นตัวอยู่เสมอ ท้ายสุดถ้าเราสามารถเปลี่ยนความคิดที่ครอบงำเราในช่วงนี้ได้ เราก็จะยืนได้อย่างทรนงบนเวทีโลกแห่งนี้.

    Tags: ,

  • สวัสดีครับ…

    เกิดขึ้นมาจนได้ครับ สาระสาร ถ้าจะแปลกันตรง ๆ ก็คือ สารที่จะสื่อถึงสาระต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม อ่านแล้วอย่าเพิ่งร้องยี้กับคำว่าสาระเลยนะครับ เพราะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสาระ แม้แต่เรื่องไร้สาระ Home page นี้เกิดขึ้นจากคน 4 - 5 คน ที่มองสังคมปัจจุบัน แล้วรู้สึกอยากจะสื่อความรู้สึกที่ดี และ/หรือไม่ดี ออกมาให้ได้อ่านกัน สำหรับ สาระสาร ฉบับปฐมฤกษ์นี้ อาจจะยังไม่มีเนื้อหาที่หลากหลายนัก แต่พวกเราสัญญาว่าจะเขียนแต่สิ่งดีๆ มีคุณภาพ อาจหนักหัวไปบ้างในบางบทความ แต่ก็มีเรื่องให้ยิ้มได้เหมือนกัน เอาหละครับ ผมคิดว่า เริ่มแนะนำ เนื้อหาสาระของ สาระสาร กันเลยดีกว่า

    World Wild Web ดูให้ดีๆ นะครับ ไม่ใช่ World Wide Web นะครับ บทความคอลัมน์นี้ออกจะหนักๆ อยู่สักหน่อย จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับ สังคมและวิธีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ ถ้ายกตัวอย่างง่าย ๆ แบบเข้ายุคเข้าสมัย ก็คือ บทบาทของประเทศไทยกับต่างประเทศ เช่น IMF นี่แหละครับ คล้ายๆ แบบนั้นครับ

    … กลับชาติมาเกิด !!!
    เรื่องราวที่เกี่ยวพันโยงใยระหว่างคนๆ หนึ่ง ที่เรียกตัวเองอย่างเต็มปากว่า พ่อ เขาจะบรรยายความรู้สึก ความสนุกสนาน หรือ ความมันส์ ที่เขามีต่ออีกคนหนึ่ง ก็คือ ลูกของเขานั่นเอง บทความนี้ อ่านแล้วคิดว่าไม่น่าจะเครียดนะครับ คงจะเป็นเรื่องความน่ารักของเด็กๆ หละครับ

    File Not Found ชื่อคอลัมน์นี้ฟังแล้วงงๆ ยังไงพิลึกเหมือนกันนะครับ แต่ว่าเจ้าของคอลัมน์นี้เขาชอบของเขานะครับ เลยตั้งชื่อนี้มา เนื้อหาก็เกี่ยวกับ การแนะนำร้านอาหารเด็ดๆ แบบชาวบ้านๆ อย่างเราๆ เข้าไปรับประทานได้ หัวไม่แตกครับ ถ้าเป็นนักชิมตัวจริงกันหละก็ คอลัมน์นี้ห้ามพลาดเลยครับ….หย่อย

    เคาะฝาโลง ไม่ใช่บทความตลกนะครับ ถ้าได้ลองอ่าน หนักหัวดีครับ แต่ก็เป็นคอลัมน์ที่จะจรรโลงสังคมไทยได้พอสมควรทีเดียว เนื้อหาจะเน้นการปฏิรูปสังคมไทยอะไรทำนองนั้นหละครับ อาจนำทฤษฎีใหม่ของในหลวง มาเล่าสู่กันฟังบ้าง น่าสนใจครับ

    ขอรบกวนเวลา ก็เกี่ยวกับการแนะนำหนังสือน่าอ่านครับ เป็นหนังสือที่มีประโยชน์ สามารถประเทืองปัญญาได้ดี คงไม่ค่อยได้มี หนังสือพวกโปกฮา ขำกลิ้ง นะครับ ก็อย่างว่าหละครับ สาระสาร ไม่ใช่ สาระขัน

    คอลัมน์อื่นๆ ตอนนี้ ยังคิดกันไม่ออกครับ แต่ทางทีมงานจะพยายาม เพิ่มเติมเข้าไปเรื่อยๆ ถ้ามีคำแนะนำ หรือ ติชม อย่ารีรอที่จะส่งมาให้เราครับ ที่ sarasarn@geocities.com ทางทีมงานของเรา จะรีบปรับปรุงให้ดีที่สุดอย่างเต็มความสามารถเลยครับ

    ขอบคุณครับ

    Tags: ,