• จีนพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้ได้เป็นสมาชิก WTO มาร่วม 13 ปีกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที จนเมื่อวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้แทนการเจรจาของจีนและสหรัฐได้ลงนามรับรองข้อตกลงสำคัญ เพื่อปูทางไปสู่การรับจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO จนได้หลังจากที่ได้เจรจากันอย่างเคร่งเครียดติดต่อกันนานถึง 6 วัน หลังจากที่การเจรจาล่าสุดที่ผ่านมาสะดุดลงเมื่อสหรัฐถล่มสถานทูตจีนในกรุง เบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก่อนนางชาร์ลีน บาร์เชฟสกี้ ( Charlene Barchefsky ) ผู้แทนการค้าสหรัฐ และ นายสือ กวงเซิง ( Shi Guangsheng ) รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเจรจาได้เป็นตัวแทนการลง นาม

    การลงนามครั้งนี้เป็น ก้าวที่สำคัญสำหรับจีนเพราะสหรัฐเป็นอุปสรรคที่สำคัญตลอดมา สาระสำคัญก็คงเป็นการต่อรองผลประโยชน์ของประเทศทั้งสองในการลงทุนทางธุรกิจ อาทิเช่น การอนุญาตให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดของสหรัฐส่งภาพยนตร์เข้ามายังจีนได้ 40 เรื่องต่อปีทันที และเพิ่มเป็น 50 เรื่องภายในสามปี นอกจากนั้นในนาทีสุดท้ายก่อนจะตกลงกันได้นายกรัฐมนตรี จู หรงจี ( Zhu Rongji ) ของจีนถึงกับต้องยอมอนุญาตให้ต่างชาติถือครองหุ้นของกิจการโทรคมนาคมได้ถึง ร้อยละ 50 ทั้ง ๆ ที่รู้กันว่าโทรคมนาคมเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งของตะวันตก นายกรัฐมนตรี จู หรงจี มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังในการตกลงครั้งนี้ เพราะเป็นความรับผิดชอบและผลงานชิ้นสำคัญของเขา หลังจากที่พลาดมาแล้วเมื่อครั้งที่เขาเดินทางไปเยือนสหรัฐในเดือนเมษายนที่ ผ่านมา

    กว่าจีนและสหรัฐจะตกลงกันได้คราวนี้ต่างก็งัดลูกไม้ขึ้นมาใช้กันอย่างแพรวพราว นางบาร์เชฟสกี้ถึงกับสั่งให้ลูกทีมเก็บกระเป๋ากลับบ้านหลายหนกว่าจะตกลงกันได้ ตอนแรกทีมเจรจาของสหรัฐตั่งใจจะใช้เวลาเจรจาเพียงสองวันเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 และเก็บกระเป๋าพร้องตีตั๋วกลับบ้านตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์เมื่อเช้ามืด 03.15 น. ในวันเสาร์ว่านายกรัฐมนตรี จู หรงจี ต้องการจะพบในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ในการพบปะนั้น ทีมเจรจาจากสหรัฐรับทราบว่าประเด็นสำคัญคือการควบคุมการโทรคมนาคมโดยต่างประเทศ และการควบคุมสื่อบันเทิงโดยต่างประเทศนั้น เป็นสองประเด็นที่อ่อนไหว ซึ่งบรรดาฝ่ายขวาและกองทัพไม่ค่อยสบายใจนัก การพบปะกับนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ในคราวนี้นับเป็นครั้งแรกที่ทีมเจรจาจากสหรัฐเห็นเค้าลางแห่งความสำเร็จ

    แต่การเจรจาในเช้าวันอาทิตย์ที่ 14 ยิ่งหนักเข้าไปอีก ทีมเจรจาจากสหรัฐกลับโรงแรมและเก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้านเป็นครั้งที่สอง แต่แล้วก็ถูกเรียกให้เข้าพบกับรัฐมนตรีสือ กวงเซิงอีกในวันจันทร์แต่ก็เจรจากันไม่ได้จนนางชาร์ลีนเดินกลับออกไป และเผอิญได้พบกับสมาชิกสภาประชาชน วู ยี ซึ่งได้แจ้งว่านายกรัฐมนตรี จู หรงจี กำลังเดินทางมาร่วมประชุมด้วย และในที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกลงกันได้ ณ การเจรจานั้น

    หลังจากการลงนามทีมเจรจาจากสหรัฐได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชม Private Pavilion ที่ จงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งโดยมี ประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมินคอยดูแลด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญ และพอใจกับความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้เพียงใด ทางด้านสหรัฐเอง ประธานาธิบดีคลินตันถึงกับออกมายกย่องว่าเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ ในอันที่จะรับจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO

    ผ่านด่านสำคัญที่สุดมาได้ แต่จีนก็จะต้องไปเจรจาเรื่องเดียวกันนี้กับสหภาพยุโรปในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาที่ 134 ชาติสมาชิก WTO จะเปิดการเจรจาเสรีการค้าโลกรอบใหม่ที่นครซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกาในวันที่ 30 พฤศจิกายนศกนี้

    Tags: ,

  • และแล้วอินโดนีเซียก็ได้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนแรก นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมานั้นนับได้ว่าพลิกล็อกอย่างถล่มทลาย เพราะตัวเก็งที่ว่ากันว่าประชาชนชาวอินโดนีเซียทั้งหลายให้การสนับสนุนก็คือนางเมกาวาตี ซุการ์โนบุตรี ซึ่งชื่อของเธอก็บอกอยู่แล้วว่าเธอเป็นลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีซุการ์โน (ซึ่งเป็นวีรบุรุษผู้เรียกร้องเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ให้แก่อินโดนีเซีย ในยุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตนะ แต่ชื่อคล้าย ๆ กัน)

    ประธานาธิบดี คนใหม่ล่าสุดนี้คือผู้นำกลุ่มมุสลิมผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศขื่อว่า อับดุลราห์มาร วาฮิด ซึ่งก็เป็นพันธมิตรกับนางเมกาวาตีมาก่อน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ในที่สุด นางเมกาวาตีก็ได้กลายเป็นรองประธานธิบดีเช่นกันหลังจากที่ตีหลุดโผอดเป็น ประธานาธิบดีแล้ว ก็เลยทำให้ชาวอินโดฯ โกรธกันใหญ่พากันออกมาเดินขบวนทำท่าว่าความไม่สงบจะบานปลายนั่นเอง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือพลเอกวิรันโต ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ก็จึงตัดสินใจสละสิทธิ์ชิงตำแหน่งเพื่อความสงบแห่งชาติ (ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการประสานงานและความมั่นคง แห่งชาติ)

    ประธานาธิบดี วาฮิดนั้นสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเลย ดวงตาข้างหนึ่งเกือบจะบอดสนิท ดังนั้นใคร ๆ ก็คาดการณ์กันว่ารองประธานาธิบดีเมกาวาตีน่าจะเป็นผู้ที่กุมอำนาจอย่างแท้ จริง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาได้สอง-สามสัปดาห์ผู้คนก็ประจักร์ถึงชั้นเชิงของ ประธานาธิบดีคนใหม่ท่านนี้แล้ว เริ่มตั้งแต่ลงมือสลายฐานอำนาจของกองทัพซึ่งเข้มแข็งครอบคลุมขุมอำนาจทั้ง ประเทศ นับตั้งแต่ได้รับเอกราชตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประธานาธิบดีวาฮิดแต่งตั้งพลเรือเอก เอ เอส วิโดโด เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วในอดีตที่ผ่านมาทหารเรือนั้นมีภาพพจน์ดีที่สุดในเหล่าทัพ การแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่นี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ประธานาธิบดีพยายามจะสลายอำนาจแห่งกองทัพ และจากนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณหนึ่งเดือน ประธานธิบดีวาฮิดก็ออกเดินสายพบปะผู้นำชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มตั้ง แต่สิงค์โปร์, ไทย, ลาว, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ และ เวียดนามตามลำดับ

    ทางด้านติมอร์ตะวันออก กองทัพอินโดนีเซียได้ถอนกำลังชุดสุดท้ายออกไปแล้วอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่คืนวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา อันเป็นการปิดฉากการยึดครองดินแดนแห่งความขัดแย้งแห่งนี้ ซึ่งต้องสังเวยชีวิตผู้คนชาวติมอร์เป็นเรือนแสน อินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ซึ่งนอกจะเต็มไปด้วยเกาะแล้ว ยังประกอบไปด้วยหลายดินแดนที่แตกต่างกันทั้งทางเชื้อชาติและประวัติศาสตร์ อาเจห์ (Aceh) เป็นอีกดินแดนหนึ่งซึ่งมีความขัดแย้งเพราะต้องการเป็นอิสระเช่นเดียวกับติมอร์ตะวันออก อาเจห์อยู่ในจังหวัดอีเรียนจายาและอัมบอนทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ชาวอาเจห์เกือบแสนคนรวมตัวกันเรียกร้องเอกราชเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และในวันเดียวกันนั้นเองกองทัพอินโดนีเซียก็ประกาศว่าจะเริ่มถอนทหารออกจากดินแดนดังกล่าว และยังได้พลโทฟาหรูล์ ราซี ซึ่งเป็นชาวอาเจห์ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ ประธานาธิบดีวาฮิดเองก็ไม่ได้ปฏิเสธท่าทีของชาวอาเจห์แต่อย่างใด หนำซ้ำยังค่อนข้างแสดงท่าทีเห็นด้วย ที่จะเปิดโอกาสให้ชาวอาเจห์ลงประชามติกำหนดอนาคตของตนเอง เช่นเดียวกับที่ชาวติมอร์ตะวันออกได้ทำสำเร็จมาแล้ว แม้จะเผชิญความลำบากแสนสาหัสก็ตาม แต่อิสรภาพนั้นเป็นสัญชาติญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนต้องการ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าใครท่ามกลางสถานการณ์ใด นักวิเคราะห์หลายคนเกรงว่าการยินยอมให้ทั้งติมอร์ตะวันออกและอาเจห์เป็นอิสระ จะนำมาซึ่งความล่มสลายของอาณาจักรอินโดนีเซีย อาจจะเข้าทำนองเดียวกับที่อดีตสหภาพโซเวียตประสบมาแล้ว

    แผ่นดินอินโดนีเซียเพิ่งผลัดท่ามกลางสภาพปัญหารุนแรงในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ, สังคม หรือ การเมือง ประกอบกับประวัติศาสต์อันสลับซับซ้อนเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ถ้าหากเบื่อหนังละครน้ำเน่าตอนหัวค่ำก็ลองหันมาติดตามเรื่องราวจริง ๆ สด ๆ ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียดู บางทีคุณอาจจะมีโอกาสใช้มันก็ได้ในอนาคต ถ้าชะตาชีวิตของเราถึงคราวเคราะห์กรรมร่วมกัน !!!

    Tags: ,

  • ” ติมอร์ ” เป็นภาษามาเลย์แปลว่า ” ตะวันออก ” ติมอร์เป็นเกาะ ๆ เกาะหนึ่งภายใต้การยึดครองของอินโดนีเซีย ซึ่งมีออสเตรเลียอยู่ทางใต้ไม่ไกลนัก และมีนิวซีแลนด์อยู่ทางตะวันออก ติมอร์มีเนื้อที่ประมาณ 32.350 ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็นตะวันตกและตะวันออก ก่อนที่จะมีเรื่องมีราวมาถึงทุกวันนี้ที่ไทยเราต้องส่งทหารเข้าไป ” ช่วยสร้างสันติภาพ ” ติมอร์มีประวัติความเป็นมายาวนานซึ่งล้วนแต่น่าเห็นใจเพราะตกเป็นอาณานิคม อยู่ร่ำไป เริ่มตั้งแต่พวกโปรตุเกสึดมะละกาได้เมื่อ ค.ศ. 1511 ถัดมาอีก 4 ปี คือ ค.ศ. 1515 ก็ถูกค้นพบก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคมยุคแรก ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแม้ว่าโปรตุเกสจะประกาศนโยบายเป็นกลาง ( Neutrality) แต่ติมอร์ก็ไม่วายถูกกองทัพดัทช์ (Holland) และออสเตรเลียบุกรุกโดยเหตุของสงครามโลก แต่ที่หนักกว่านั้นก็เมื่อถูกกองทัพลูกพระอาทิตย์ลบุกยึดในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 1942 ขณะนั้นชาวติมอร์ถูกมองเป็นตัวประกอบในการทำสงคราม ทั้ง ๆ ที่พวกเขาพยายามจะต่อสู้เพื่อเอกราชมาตลอด หลังสงครามโลกญี่ปุ่นแพ้ราบคาบ ติมอร์ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียจนได้ ในยุคสงครามเย็นประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ รวมถึงอินโดนีเซียต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากมหาอำนาจแห่งโลกเสรี อย่างอเมริกา การที่อินโดนีเซียยังคงยึดเอาติมอร์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้ในช่วงนั้น ก็มาจากความช่วยเหลือในทางลับของมหาอำนาจแห่งโลกเสรี

    เมื่อ สหภาพโซเวียตล่มสลาย พี่เบิ้มแห่งโลกคอมมิวนิสต์กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวไปเสียแล้ว ไม่มีสงครามเย็นที่ขัดแย้งกันทางอุดมการณ์การเมืองให้วุ่นวาย เศรษฐกิจและผลประโยชน์แห่งชาติเท่านั้นที่สำคัญที่สุด เมื่อเอเซียถูกโจมตีด้วยสงครามเศรษฐกิจ อินโดนีเซียก็ไม่เป็นข้อยกเว้น และเป็นประเทศในย่านนี้ที่หายนะที่สุดโดยเฉพาะในประเด็นของเชื้อชาติของ ประชาชน และอำนาจอธิปไตย มี่หลายเกาะหลายท้องที่ที่ต่างก็เรียกร้องเอกราชจากอินโดนีเซีย ความหายนะทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความอ่อนแอในทางความมั่นคง ไม่เฉพาะแต่ในเกาะติมอร์ที่ติมอร์ตะวันออกพยายามไขว่คว้าหาอิสระเท่านั้น ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่กำลังจับตามองดูติมอร์เป็นกรณีตัวอย่าง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่อินโดนีเซียไม่สบายใจนักที่จะปล่อยให้ติมอร์ตะวัน ออกเป็นอิสระ

    วันพุธที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่ชาวติมอร์ตะวันออกผู้รักอิสระได้แสดงพลังลงประชามติว่าพวกเขาต้องการเอกราช แม้ว่าจะมีกองกำลังชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอินโดนีเซีย คอยทำลายล้างอิสระชนเหล่านั้นอย่างรุนแรงก็ตาม ยิ่งเมื่อผลการลงประชามติออกมาตามที่อิสระชนต้องการอย่างท่วมท้น พวกกองกำลังที่เรียกกันว่า ” ทหารบ้าน ” ยิ่งลงมือรุนแรงจนไม่มีใครควบคุมสถานการณ์ได้ ความป่าเถือนโหดร้ายเกิดขึ้นทั้วไปหมดจนไม่มีใครควบคุมได้ แม้หน่วยงาน UNAMET ของสหประชาชาติก็ไม่เว้น

    คณะ มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจึงมีมติที่ 1264 ให้ส่งกองกำลังจากนานาชาติที่เรียกว่า International Force in East Timor หรือ INTERFET เข้าไปช่วยยุติความรุนแรงและคุ้มครองความปลอดภัยให้ UNAMET หรือ United Nation Assistance Mission in East Timor ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดำเนินการในติมอร์ตะวันออกอยู่ก่อนแล้ว โดยมีออสเตรเลียซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจทางดะวันตกให้เป็นผู้นำ อนึ่ง, ออสเตรเลียได้มีโครงการที่ทำสัญญากับรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 1983 ที่ขุดเจาะน้ำมันในช่องแคบติมอร์อยู่ ก็จึงต้องรีบรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ไม่กล้าแสดงท่าทีที่ชัดเจน ในการใช้กำลังเข้าช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในติมอร์ตะวันออก เพราะเกรงใจกลัวจะถูกว่าเข้าไปก้าวก่ายกิจการภายใน แต่ไทยก็ได้ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าหารือกับประธานาธิบดีและผู้นำกองทัพอินโดนีเซีย ซึ่งต่างก็ต้องการให้ไทยเป็นผู้นำในหมู่อาเซียนด้วยกันเข้าไปช่วยสร้าง สันติภาพในกรณีนี้ ดังนั้นไทยจึงได้เตรียมกองกำลังประมาณ 1,500 นาย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่กองทัพไทยส่งไปดำเนินภารกิจนอกประเทศ นับตั้งแต่ในคราวสงครามเวียดนาม โดยมี พล. ต. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผอ. สำนักวเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร บก. ทพารสูงสุด อดีต ผู้ช่วยทูตทหารบกประจำอินโดนีเซียเป็นรอง ผบ. กองกำลังเฉพาะกิจในครั้งนี้ กองกำลังนี้เรียกว่า กองกำลังเฉพาะกิจร่วม 972 ไทย/ติมอร์ ตะวันออก หรือเรียกย่อ ๆ ว่า กกล. ฉก. ร่วม 972 นั่นเอง กองกำลังหลักส่วนหนึ่งที่ไทยส่งไปนี้ได้แก่กองกำลังที่เรียกกันว่า ฉก. RDF หรือ กองพันทหาราบที่ 31 รักษาพระองค์ หรือ ร. 31 พัน 3 รอ . คือหน่วยเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว ( Rapid Deployment Force ) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตผบ. ทบ. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ตั้งแต่เดือนเมษายน 2540 นอกจากนั้น กองทัพไทยทุกเหล่าทัพได้พร้อมใจสามัคคีร่วมกันปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และ กองบัญชาการทหารสูงสุดก็ตาม เมื่อเห็นว่าไทยมีท่าทีที่ชัดเจนแล้วประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอีก 4 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์, สิงค์โปร์, มาเลเซีย และ บรูไน ก็จะส่งกองกำลังเข้าร่วมภารกิจนี้ นัยว่าเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงมีกำลังพอที่จะดูแลกันเองได ้แม้ว่าจะต้องพึ่งพาชาติตะวันตกบ้างก็ตาม แม้ว่าติมอร์ตะวันออกจะเป็นครึ่งหนึ่งของเกาะที่ไม่ใหญ่โตนักในหมู่เกาะ อินโดนีเซีย แต่โลกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีอายุมานานหลายร้อยปี แต่ละส่วนของโลกมีเบื้องหลังความเป็นมาที่ขัดแย้งสับสนอลหม่าน การดำเนินการใด ๆ ก็ตามในดินแดนเล็ก ๆ แห่งนี้ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกแห่งสงครามเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่แทบจะถูกครอบงำโดยมหาอำนาจเดี่ยว แทบจะแบ่งออกเป็นตะวันออกและตะวันตก ความขัดแย้งที่ไม่ใหญ่โตนัก ก็ล้วนแต่สลับซับซ้อนจนยากที่จะตัดสินได้ถูกว่าควรจะทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม ขอเป็นแรงใจลูกทหารไทยทุกท่าน ที่ได้รับเกียรติให้ปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญนอกราชอาณาจักรในครั้งนี้ เพื่อแสดงให้โลกประจักษ์ว่า กองทัพไทยนั้นมีประสิทธิภาพ และเข้าใจลึกซื้งถึงศิลปการใช้กำลังเพื่อสันติภาพได้ดีกว่ากองกำลังอื่น ๆ อย่างไร

    Tags: ,

  • โดย… ไดโนเสาร์หลงยุค

    กล้าหรือเปล่า ลูกชายวัฒนาขับรถเบนซ์พุ่งเข้าใส่กลุ่มตำรวจ อย่างนี้รายการ “ช๊อคเกมส์” หรือ “ชิงร้อยชิงล้าน” น่าจะเชิญไปร่วมรายการ ท้าพิสูจน์ หรือวัดใจไปเลย ดูว่ามีใครกล้ารับคำท้าหรือเปล่า และจะยิ่งดี ถ้าให้ “ไอ้ตีนโหด” เจอกับ “ท่านเสรี” มันจะระทึกแบบ “ไอ้มือปืนขาเป๋” เจอกับ “ไอ้มือดำ” ว่าแต่ คุณกล้าหรือเปล่า ?

    ตี๋ใหญ่ ละครฮิตย้อนยุคกลับมาฉายอีกครั้ง ดูแล้วฟอร์มโตน่าดู แต่รู้สึกการโปรโมชั่นโดยให้ดารานำแสดงวัยรุ่น ขวัญใจขาโจ๋ทั้งหลายมาพูดว่า “ให้ดูให้ได้ ใครไม่ดูเจอปล้น” มันอะไรกันวะ สังคมนี้ จะชักนำวัยรุ่นไทยไปเข้าคุกกันหมดหรือส่งไปฝึกทหารที่เขาชนไก่ จริง ๆ ตัวตี๋ใหญ่ก็เป็นมหาโจร ฆ่าคนเป็นผักเป็นปลา การสร้างเป็นตัวเอก โดยขาดน้ำหนักการถ่วงของเรื่องให้ดี มันก็อันตรายอยู่แล้ว นี่ยังใช้วิธีประชาสัมพันธ์แบบไม่คิดหน้าหลัง สักวัน วัยรุ่นไทยอาจเลียนแบบตี๋ใหญ่ไปหมด

    คุณชายสุขุมพันธ์เป็นฮีโร่ แค่สี่ห้าชั่วโมง นั่งเฮลิคอปเตอร์ไปชายแดนพม่า กลับมาดังระเบิดเถิดเทิงเลยครับ นี่เคยมีคนวิเคราะห์เมื่อสามสีปีก่อนว่าท่านมีแววเป็นนายก ถ้าจะจริง “นายกตัวประกัน” หรือ “นายกขัดตาทัพ” อาจจะดังพอกับน้าชาติ ที่เจอ รสช. แต่อีกท่านสิ ก็ดังจริง เสธสนั่นเราไงครับ ท่านเล่นแถลงข่าว มีนายพลตำรวจยืนด้านหลังเป็นฉากที่สวยงาม สงสัยท่านจะถวิลหาอารมณ์ของนักปฏิวัติอยู่ จึงชอบมีคนแต่งเสื้อสีมาล้อมรอบ เอ้า ยอมให้ท่านปล่อยแก่สักวันก็แล้วกัน

    วาทะยอดฮิตของท่านตาดูดาว เท้าติดดิน ที่บอกว่านายกชวน เป็น “มนุษย์เงินเดือน” เจ็บแสบไปถึงทรวง ว่าได้ไง นายกชวนท่าน “โกอินเตอร์” แล้วนะ ไทม์ยังถ่ายรูปลงหน้าปก ยืนไขว้มือจับกับท่านคลินตันมาก็แล้ว มาว่าท่านเก่งแต่ทำงานประจำ ไม่มีวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร แต่องครักษ์พิทักษ์ชวนท่านก็เข้าใจเล่นคำผวน หาว่าท่านทักษิณดูถูกคนกรุงเทพ แล้วระดมยิงใส่ว่าทักษิณเป็น “มนุษย์มือถือ” เอาเปรียบประชาชนจนรวย แต่ว่าทั้งมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์มือถือ ก็ยังดีกว่ามนุษย์ตกงานนะครับท่าน

    เคยได้ยินว่า ดร.โจ ขอเป็นผู้ว่ากทม. แค่เทอมเดียว จะไม่ลงสมัครอีกแล้ว แต่ไหน ๆ โพลสำนักต่าง ๆ จึงโผล่มาว่า “คนกรุง ยังนิยมเลือกท่านเป็นอันดับหนึ่ง” อย่างนี้ถ้าจะเป็นใบเบิกทางท่านโจ ให้กลับคำลงสนามอีกครั้งกระมัง ว่าไงครับ ดร.โจ

    อำนาจสื่อนี่มันช่างทะลุทะลวงได้จริง ขนาดผู้ก่อการร้ายพม่ายึดสถานทูต ไม่กี่ชั่วโมง ทุกคนรู้ความเคลื่อนไหวภายในหมด มีตัวประกันกี่คนในสถานทูต หลบซ้อนตรงไหน เอ้า ท่านเล่นใช้ไมค์จ่อปาก ออกอากาศไปทั่ว ใครที่ฟังภาษาไทยออกมั้ง มันก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นี่แหละอำนาจสื่อ แต่ไดโนเสาร์อย่างผม อยากให้มีจริยธรรมบ้าง เล่นสัมภาษณ์ให้รู้รายละเอียดขนาดนี้ ถ้าผู้ก่อการร้าย เป็นมืออาชีพ ป่านนี้ไม่บรรลัยไปข้างแล้วหรือครับ

    Tags: ,

  • การเดินทางเยือนประเทศ ไทยของประธานาธิบดี เจียง เจ๋อ หมิน (Jiang Zemin) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ (ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 2 ถึง วันอาทิตย์ที่ 5) นับเป็นการเดินทางเยือนประเทศไทยโดยประมุขแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคนที่ 3 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่เพียงแต่เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ยังถือว่าเป็นปีเฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณัฐประชาชนจีนครบรอบ 50 ปีอีกด้วย และหากพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว เป็นที่ตระหนักดีว่า นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดไปพร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต โลกก็เข้าสู่สภาพความเป็นเอกมหาอำนาจ (Hegemony)

    เมื่อ รัสเซียล่มสลายก็คงจะมีแต่จีนเพียงประเทศเดียวที่เป็นกำลังสำคัญในหมู่ ประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็ยังเหลือเพียง เกาหลีเหนือ, เวียดนาม และคิวบาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อโลกนี้เหลือประเทศคอมมิวนิสต์เพียงสี่ประเทศ สงครามเย็นก็จึงไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป สงครามเศรษฐกิจทั้งในและนอกรูปแบบต่างหากที่กุมชะตาชีวิตของชาวโลก

    จีน เป็นประเทศเดียวที่ยังพอจะมีกำลังอำนาจแม้ไม่มากเท่าสหรัฐแต่ก็มากกว่า ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือ โดยเฉพาะข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ที่จีนได้วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับแนวเสรี นิยม แม้จะไม่ทั้งหมดโดยทันทีทันใดก็ตาม จีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะประชากรจีนมีจำนวนมหาศาล นักธุรกิจสหรัฐหลายรายต่างก็ให้ความสำคัญกับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

    ใน การเยือนไทยครั้งนี้ ประธานาธิบดีจีนได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง ” กระชับสัมพันธไมตรี สมานฉันท์เพื่อนบ้าน ร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่รุ่งโรจน์ ” เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยประกาศจุดยืนที่จะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อแสวงหาสันติภาพ ต่อต้านคัดค้านอำนาจนิยม และการเมืองที่ถืออำนาจเป็นใหญ่ ขณะที่จีนจะไม่แสวงหาความเป็นเจ้าโลกอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังระบุถึงเรื่องลัทธิล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจใหม่ ตามสภาพที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปท่านกลางความล่มสลายทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เอเซียอะตัวออกเฉียงใต้

    สุนทรพจน์ของประธานธิบดีจีนนั้นอาจจะเป็นที่ถูกใจใครบางคนในเมือง ไทยเรา ทั้งนี้เพราะต่างก็ได้เรียนรู้แล้วถึงมหามิตรของเราในอดีตที่เมื่อยามที่เรา ตกระกำลำบาก ก็ไม่เคยช่วยเหลือตามที่มิตรพึงจะกระทำต่อกัน นอกจากนั้นประธานธิบดีจีนยังกล่าวอีกว่า การติดต่อทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศควรยึดถือหลักการเสมอภาค อำนวยผลประโยชน์และการพัฒนาร่วมกัน กำหนดกฎระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ควรสะท้อนถึงข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่

    ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือการกล่าวถึงการละทิ้งความคิดแบบสงครามเย็นโดยสิ้นเชิง เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของโลก ประเด็นนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าสหรัฐพยายามใช้นโยบาย ” ปิดล้อม ” (Contendment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งจีนพยายามทำทุกวิถีทางและพยายามผ่อนปรนในหลายประเด็นเพื่อจะได้เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก แต่ก็ถูกสหรัฐขัดขวางมานานหลายปี

    ประธานาธิบดีจีนยังกล่าวถึงวิกฤติทางการเงินของเอเซียว่า จีน ไทย และประเทศอาเซียนมีความรู้สึกอันเดียวกัน และได้ลงเรือลำเดียวกันมาท่ามกลางมรสุม (คำพูดลักษณะนี้ไม่เคยมีมาจากมหามิตรของเราเลย)

    เป็น ที่รู้กันทั่วโลกว่าจีนพยายามรักษาวิกฤตนี้ทางหนึ่งก็คือการไม่ลดค่าเงิน หยวน (Renminbi) แม้ว่าจะมีสาเหตุมาจากการรักษาผลประโยชน์ของจีนเองด้วยก็ตาม แต่ก็ได้แสดงให้เห็นน้ำใจในระดับหนึ่งที่จีนในฐานะมหาอำนาจแห่งตะวันออกพีงก ระทำต่อมิตรประเทศ นอกจากนั้นประธานาธิบดียังยังย้ำถึงแนวทางการรักษาสันติภาพ และเสถียรภาพของส่วนภูมิภาคและทะเลจีนใต้โดยการปรึกษาหารือกัน เรื่องนี้หมายถึงข้อพิพาทในกรณีหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratley Is.) ในทะเลจีนใต้เป็นหมู่เกาะที่อยู่ท่ามกลางอาณาบริเวณของประเทศในแถบริมทะเล จีนใต้ เช่น เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และจีนเป็นต้น ซึ่งต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะแห่งนี้ ทำให้แยกไม่ออกว่าใครเป็นเจ้าของกันแน่ และที่สำคัญนัยว่าจะมีทรัพยากรมีค่ามากในหมู่เกาะดังกล่าว

    ประธานธิบดีจีนยังกล่าวอีกว่า จีนกับไทยเป็นพี่น้องกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ทรงสร้างคุณูปการอันล้ำเลิศไว้เพื่อผลักดันมิตรสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี้ ตนใคร่ขออำนวยพรอย่างจริงใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยเป็นอย่างมาก โดยถือว่าประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญที่สุดประเทศหนึ่งใน ภูมิภาค และทิ้งท้ายไว้ว่า ” ข้าพเจ้าขออวยพรให้ประเทศไทยเจริญไพบูลย์ ขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยจงเหมือนเครื่องสังคโลก ซึ่งช่างจีนและช่างไทยร่วมมือสร้างขึ้นนั้น ยิ่งเวลานานเท่าไร ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเท่านนั้น ”

    ได้ยินแล้วพลางนึกย้อนว่าเคยมีประมุขฝรั่งท่านใดพูดกับไทยอย่างนี้บ้างหรือเปล่าหนอ ?

    Tags: , ,

  • โดย… ไดโนเสาร์หลงยุค

    เอ้า ท่านบอกกันว่าตัวเลขประกันสังคมพุ่งสูงขึ้น แสดงว่าคนตกงานน้อยลง แต่ไงดูข่าวภาคค่ำวันหนึ่ง เห็นคนเข้าคิวรอรับแจกอาหารจากปอเต๊กตึ๊ง ซึ่งจัดทุกปี คนนี้แน่นขนัดไปเลย ข่าวยังบอกว่าปีนี้คนเข้าคิวยาวกว่าปีกลายอีก เอ๊ะ มันส่อให้เห็นอะไรนะครับ แล้วไดโนเสาร์แก่ ๆ อย่างผมจะเชื่อใครดี แต่ใครอย่าอุตริไปถามท่านวุฒิเข้าให้ล่ะ ท่านชำนาญเกี่ยวกับออกแรงเตะปี๊บเสียงดัง ตัวเลขไหนก็ไม่สนใจหรอก สนแต่ใจยังสู้

    แปลกจริงเหนอ คุณสุรสีห์ที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับพรบ.ข่าวสาร ทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนให้คลายสงสัย วันดีคืนดี ถูกถอดออกจากตำแหน่ง เตะโด่งกลับไปอัยการสูงสุด ด้วยว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ทันอกทันใจเจ้านาย แต่สื่อกับ NGO กลับบอกว่าท่านทำงานดีเกินไป จิ๊กกี๋เลยสั่งย้ายสักเลย ไดโนเสาร์อย่างผมฟังจนไมเกรนขึ้น แต่เอ๊ะจะใช้สิทธิพรบ.ข่าวสารตรวจสอบคำสั่งย้ายนี่ จะถูกถอนจากสิทธิไดโนเสาร์ไทยหรือเปล่าหนอ

    เสรีภาพ ในการเลือกซื้อถุงยางมีใกล้แค่เอื้อม ได้ข่าวว่าบริษัทชื่อดังจะวางถุงยางไว้ข้างรั้วมหาวิทยาลัยเลย พร้อมทั้งยังชี้แจงว่าเพื่อเป็นการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องให้ เกิดปัญหาภายหลัง แต่ฟังแล้วมันเหม่ ๆ พิกลนายท่านครับ เพราะมันสะดวกต่อการใช้และสะดวกซื้อจังเลย แล้วไอ้ที่ฟรี ๆ นี่มันจะไม่ยุ่งทั้งวงการศึกษาหรือครับ แค่ข่าวนักศึกษาขายตัว ก็ปวดหัวแล้ว ไดโนเสาร์อย่างผมว่าการนำถุงยางไปไว้ใกล้เหมือนเอาปลาย่างไปฝากแมว มันปลายเหตุครับ ถ้าจะแก้ต้นเหตุน่าจะอบรมให้เข้าใจต่อปัญหาที่จะเกิดภายหลัง เคารพซึ่งกันและกัน มันน่าจะดีกว่า ขอเถอะ เห็นแก่สังคมบ้าง อย่างเร่งตัวเลขขายมากนักเลย แค่นี้อกไดโนเสาร์จะแตกแล้ว

    ด่วนสายฟ้า มันมาตามสาย ไม่ใช่โฆษณาหนังนางนากนะครับ แต่เป็นหวยออนไลน์ใบละ 40 บาท กดปุ๊บได้ปั๊บ เท่ไปเลย ไฮเทคแบบสหวรรษ 2000 ครับ แต่มันเข้าข่ายอบายมุขหรือไม่นายหัวชวน เห็นบอกให้เยาวชนละเลิกอบายมุข สั่งเก็บตู้เกมส์ที่มีการเล่นเป็นแต้ม คะแนน แล้วไอ้ตู้หวยออนไลน์มันไม่เข้าข่ายหรือ คะแนนออกเห็น ๆ ได้เสียชัดยิ่งกว่าตู้เกมส์ตามห้าง เฮียตือไม่ลองมาขอเอี่ยวด้วยคนหรือ

    ช่วงนี้วลียอดฮิตคงไม่เกิน “ไม่เอาชวน แล้วเอาใคร” อึ้งกิมกี่กันทั้งเมือง เจอลูกนี้ของประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้ว ไดโนเสาร์แก่ ๆ อย่างผมอยากตอบว่า “ไม่เอาใครทั้งนั้น ที่ไม่ใช่มหาเธห์” นายชวนจะว่าอย่างไรครับ

    เจ้าพ่อซีไอเอ ได้รับรางวัลใหญ่อีกแล้ว ก็ระเบิดไงครับ ท่านเจอทุกทีตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม ผมว่าท่านผูกดวงรับเละ (ระเบิด) คนเดียว น่าสงสารจังเลย ว่าง ๆ น่าจะเปิดรับอาสาสมัครรับช่วงแทนท่าน แต่เอ๊ะ อย่ามาให้ไดโนเสาร์อย่างผมรับแล้วกัน

    รักกันสนั่นเมือง ตูม ความรักของอีดี้จวบช่างยิ่งใหญ่ ใจหนึ่งรักคุณชายกรหมดหัวใจ อีกใจก็เกรงใจสมัครพรรคพวกข้าวเหนียวกระติ๊บเดียวกัน เช่น คุณพินิจ, คุณรักเกียรติ, คุณเกียรติชัย จนร่ำ ๆ อยากเป็นผู้นำทัพให้ แต่ความรักของท่าน มันเกินดีกรีพอดีไป ๆ มา ๆ ทำท่าท่านจะมาอยู่กับไดโนเสาร์อย่างพวกผม (ฮิ ฮิ สูญพันธุ์ไงครับท่าน)

    คณะกรรมการไตรภาคีไม่ลองเข้ามาดูแลเรื่องแบบนี้บ้างหรือ เล่นแต่ค่าแรงขั้นต่ำทุกปี เรื่องมันมีอยู่ว่าหนังสือพิมพ์ลงข่าว ทางเทเลไฟว์จะสร้างละคร และให้พนักงานแสดงเป็นนักแสดง โดยถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ และไม่มีค่าตัวพิเศษให้ ไอ้ผมฟังแล้วหนังตามันกระตุก การสมัครทำงานกับบริษัทหนึ่งเดี๋ยวนี้ต้องอุทิศทั้งกายและวิญญาณให้หมดเลย หรือ มันไม่ต่างกับการเป็นทาสเลย ยิ่งยุคนี้ใครปฏิเสธบริษัท มีหวังออกไปวิจัยฝุ่น ได้เล่นละครเรื่อง “ชีวิตเปื้อนฝุ่น” แทน เอ้า ช่วยกันดูหน่อย ทาสยุคทุนนิยมมันมาแรง แบบสามช่าเลยครับ

    Tags:

  • โดย… เครื่องเทศ

    ณ. มุมห้องเงียบสงบแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มรูปร่างผอมคล้ำนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ยาว สายตาเหม่อลอยชมภาพที่ประดับบนผนังเป็นรูปวิวทิวทัศน์ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ สัตว์ป่า จำพวกเก้ง กวาง ออกมาเล็มยอดไม้ และดื่มน้ำริมห้วยที่ใสจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย นาฬิกาเรือนหนึ่งเดินอย่างช้า ๆ สม่ำเสมอตามหน้าที่ของมัน เห็นเป็นเวลา 15.00 น.

    ณ. เวลา 15.00 น.

    เสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว ยามเช้าวันใหม่มาถึง กลิ่นหอมของพืชพันธุ์นานาชนิดทำให้ผู้อาศัยอยู่จิตใจรื่มรมย์ยิ่ง ที่นี่เป็นรังรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ปลูกกระท่อมอาศัย เสียงชายหนุ่มดังว่า

    “มะลิ เดี๋ยวพี่จะไปที่แม่น้ำใหญ่ตกปลา น้องอยู่นี่เตรียมหุงข้าวไว้รอก่อนแล้วกัน”

    หญิงสาวชื่อมะลิ ยิ้มตอบว่า

    “จ๊ะพี่ เดี๋ยวน้องจะหุงข้าวรอและเด็ดผักละแวกนี้เตรียมไว้ พี่กลับมาพร้อมปลา เราก็จะได้กินปลาทอดกัน”

    ชายหนุ่มกระชับผ้าขาวม้า มือหันไปหยิบปืนแก๊ป, คันเบ็ด และสะพายย่าม ขยับกายหมายจะเดินออกไป พลันได้ยินเสียงเรียกทักดังว่า

    “นี่บ้านของนายบุญมาก ใช่หรือไม่ ?”

    ชายหนุ่มชะงักอัปกิริยาเหลียวหน้าไปทางต้นเสียง เห็นชายฉกรรจ์ในชุดกากี จำนวนห้าคนเดินมาทิศทางนี้ ผู้นำหน้าเป็นชายหนุ่ม ในมือถือสมุดขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง สายตากวาดมองรอบบริเวณ ปากพึมพำว่า “อ้อ ที่นี่ช่างสมบูรณ์ดีแท้”

    นายบุญมาก เห็นคนแปลกหน้าจำนวนมากเข้ามาในเขตบ้าน สงสัยในใจยิ่ง ปากตอบว่า

    “ครับนาย ผมบุญมาก นายมีอะไรกับผมหรือ ?”

    “อ้อ ไม่มีอะไรมาก คือหลวงเขาจะเวนคืนที่แถบนี้ เพื่อทำถนน นายต้องออกจากที่นี่ในเดือนนี้ เอ้า รับจดหมายเวนคืนสัก”

    ชายสีกากีทางซ้ายมือ หยิบซองน้ำตาลวางไว้หน้าบ้าน พูดว่า

    “เงินค่าเวนคืน มีรายละเอียดอยู่ในนี้ อีกสองวัน ก็นำเอกสารไปจัดการกับทางอำเภอได้เลย”

    ชายที่ถือสมุดบัญชี กล่าวตัดบทว่า

    “พวกข้าต้องไปละ ยังต้องไปอีกหลายบ้าน”

    กล่าวจบ พากันหันกายเดินจากไป บุญมากกับมะลิยังยืนงุนงง ใบหน้าของมะลิซีดขาว กล่าวว่า “นี่ เราจะเอาอะไรมาทำกินล่ะพี่ เขาไล่ที่เราอย่างนี้”

    บุญมากทรุดกายลงนั่ง ตามองซองสีน้ำตาล นิ่งเงียบไม่ตอบวาจามะลิ

    ณ. เวลา 18.00 น.

    ใบสีเขียวปลิวว่อนอยู่ทั่วทุ่ง ทุ่งนี้เป็นของตาดำและลูกชายชื่อนายเอก ทั้งสองยืนนิ่งมองดูต้นข้าวที่เริ่มออกรวง แต่ปีนี้แล้งนัก ผ่านมาหลายเดือน ฝนก็ไม่มีทีท่าจะตก พันธุ์ข้าวนี้ทั้งสองซื้อมาด้วยราคาแพงจากบริษัทมอนหิวโซ ที่ผูกขาดเมล็ดพันธุ์หอมมะลิ เขาโฆษณานักหนาว่าข้าวพันธุ์นี้เติบโตได้ดี แม้จะแล้งนัก ใช้น้ำน้อย แต่นี่มันแล้งจัดมาก แม้พันธุ์จะทนแล้งและใช้ปุ๋ยน้อยจริงอย่างที่มอนหิวโซมันบอก แต่มันก็ยังต้องการน้ำบ้าง ถ้าขืนแล้งจัดอย่างนี้ น่ากลัวนาคงต้องล่มแน่

    นายเอก ส่งเสียงดังทำลายความเงียบว่า

    “พ่อ เห็นทีต้องจ่ายเงินให้บริษัทชลเอดีบี ผันน้ำเข้ามานาเรา ขืนปล่อยอย่างนี้ เราคงฉิบหายแน่ แล้วปลายปีเราคงไม่มีเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์มอนหิวโซมาลงได้อีก เราจะแย่กว่านี้นักพ่อ”

    ตาดำ มองท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ แสงแดแผดแรงจ้า ถอนหายใจ ตอบกลับว่า

    “อ้อ ก็คงอย่างเอ็งว่า ต้องไปเสียค่าน้ำให้ชลเอดีบีมันอีกแล้ว เมื่อก่อนนึกว่าพันธุ์มอนหิวโซจะทนแล้ง ใช้ำน้ำน้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่มันว่า แต่ฝนฟ้าไม่เคยเป็นใจ ตกซู่ สองซู่ ก็หมดไป เสียค่าน้ำให้ชลเอดีบีอีก ฮ่อ เมื่อก่อนน้ำจากฝายเราก็จัดการวิดเข้านาเอง ตั้งแต่มันเข้ามา บอกว่าไม่ต้องลำบากเรื่องจัดหาน้ำ มันจะบริการให้เสร็จสรรพมาถึงที่ แต่ไป ๆ มา ๆ มันก็เป็นเสือนอนกินดี ๆ นี่เอง สูบเราไปจนกรอบเลย”

    น้ำเสียงตาดำ แฝงแววตัดพ้อต่อโชคชะตา แต่ก็ต้องจำยอมเพราะนับวันอากาศยิ่งวิปริตหนักขึ้น

    ณ. เวลา 20.00 น.

    “แม่ แม่ ช่วยซื้อ O2 บริสุทธ์ กระป๋องหนึ่งให้ผมหน่อยสิ ผมรู้สึกคัดจมูกจังเลย”

    เสียงใส ๆ ของเด็กชายวัยประมาณสิบสองขวบ ใบหน้ามอมแมมไปด้วยฝุ่น จมูกและปากคลุมด้วยวัสดุสีเงิน และแต่งกายในชุดสีเงินทั้งเสื้อและกางเกง เงยหน้ามองผู้เป็นมารดาอย่างอ้อนวอน

    ผู้เป็นแม่ก็แต่งตัวในชุดสีเงินเฉกเช่นเดียวกับเด็กชาย ใบหน้าก็ปิดไว้ด้วยวัสดุบางสีเงิน ในมือนางกำบัตรขนาดเล็ก มุมบัตรติดชิบสีทองแดง มองดูตู้ขายระบบอัตโนมัติที่บรรจุกระป๋องมีโลโก้เป็นรูป “คาวบอยขี่ม้า” สีขาว, สีชมพู, และสีฟ้า เรียงอยู่ในตู้เต็มไปหมด มันเป็นกระป๋องบรรจุออกซิเจนบริสุทธิ์ ซึ่งหายากยิ่งในผืนพิภพนี้ เปรียบได้กับน้ำที่มีค่าที่ต้องแลกซื้อหาด้วยอัตราสิบดอลล่าห์ต่อลิตร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต สมัยก่อนนางเคยได้ยินคนเราสามารถรองน้ำฝนมาดื่มกินได้ หรือตักจากแม่น้ำลำคลอง แต่สมัยนี้อย่าว่าจะเห็นเม็ดฝนสักหยดเลย แม่น้ำลำคลองล้วนถูกปิดด้วยแผ่นโลหะบางเพื่อป้องกันฝุ่นพิษในอากาศตกใส่ ทางเดียวที่ใช้น้ำบริสุทธิ์ คือใช้บัตรชิพใบนี้ ดังนั้นการซื้อ O2 บริสุทธิ์กระป๋องหนึ่งในราคาห้าดอลล่าห์ จึงทำให้นางต้องนิ่งคิดอยู่นาน เพราะตัวเลขสะสมในบัตรชิพนี้เหลือน้อยเต็มที กว่าจะถึงเดือนใหม่

    นางเหลียวมองดูตู้ขายอัตโนมัติ สลับกับใบหน้าลูกชายที่ยืนกระวนกระวายรอคำตอบ ต้องฝืนใจตอบลูกว่า

    “ลูกเอ๋ย ทนไปก่อนเถอะ เรายังต้องใช้ชิพซื้ออาหารและน้ำอีก อีกอย่างเรายังไม่ได้จ่ายค่าเช่าแคปซูลเดือนนี้เลย”

    เด็กชายพอฟัง ในใจต้องผิดหวัง จริงอยู่อากาศที่หายใจยังฝืนทนสูดเข้าออกได้ แต่มันรู้สึกดีถ้าได้สูดอากาศบริสุทธิ์จากกระป๋อง O2 สักกระป๋องหนึ่ง แต่เขาก็ทราบดีมันเป็นการผลาญชิพโดยใช่เหตุ จิตใจดวงน้อย ๆ ของเด็กชายจมอยู่ในภวังค์มืดมิด เฉกเช่นควันเทารอบกาย

    ณ. เวลา 24.00 น.

    . . . . .

    Tags: ,

  • ฝ่าหลุนกง ลัทธิหรือวิชาที่กำลังถูกทางการจีนเล่นงาน ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งฝ่าหลุนกง เขาชื่อ ลี หง ซี่ หรือ หลี่ หง จื้อ อายุ 48 ปี (Li Hongzhi ) ซึ่งแปลลอกมาจากนิตยสาร “เวลา” (time - รายสัปดาห์) ฉบับวันที่ 02.08.42 อีกที

    เวลา รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการโค่นล้ม (crackdown)
    ลี มันไม่แฟร์ รัฐบาลจีนไม่เข้าใจฝ่าหลุนกง, การฝึกชี่กง หรือการสวดมนต์ (masses) รัฐบาลไม่น่าห้าม ฝ่าหลุนกง
    เวลา คิดว่าทำไมรัฐบาลจีนถึงทำอย่างนี้ (ถามล่อให้ด่าปักกิ่งนี่หว่าเนี่ย)
    ลี บางทีรัฐบาลอาจคิดว่ามีประชาชนฝึกฝ่าหลุนกงมากเกินไป หรือแม้แต่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์บางคนเองก็ฝึกฝ่าหลุนกงด้วยซ้ำไป
    เวลา รัฐบาลกลัวว่าประชาชนเหล่านั้นจะเชื่อฟังคุณมากกว่าพรรมคอมมิวนิสต์กระมัง
    ลี ผมไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน ผมไม่รู้ว่าทำไมรัฐบาลถึงต่อต้านนักหนา ผมรู้แต่ว่าผมทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน (the country and the people - แต่นายลีอาศัยอยู่ในนิวยอร์ค อเมริกามาหลายปีแล้ว-เขาไม่ได้ระบุว่าประเทศชาติใดและประชาชนชาวอะไร) และผมคิดว่าฝ่าหลุนกงดีสำหรับชุมชน ไม่ดีหรือไงถ้าทุกคนเป็นคนดีและมีสุขภาพดี (virtuous and healthy)
    เวลา มีญาติอยู่ในเมืองจีนไหม แล้วพวกเขาเดือดร้อนหรือเปล่า
    ลี คุณแม่ผม, พี่หรือน้องสาว (sister ) ผมและลูก ๆ ของเธออยู่ในเมืองจีน พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่จับตาดูอยู่ แต่ผมไม่รู้ว่าพวกเขาถูกตำรวจสอบปากคำหรือเปล่า
    เวลา เชื่อหรือไม่ว่ามีคนพยายามใช้ฝ่าหลุนกงเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย
    ลี สาวกจริง ๆ ของฝ่าหลุนกงจะไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย (อ้าว…งั้นหมายความว่าใครทำผิดกฎหมายก็ไม่ใช่สาวกล่ะสิ…เล่นง่ายนี่) ส่วนใหญ่แล้วสาวกเป็นคนที่มีพื้นฐานดี (people of good nature) เหมือนกับที่คนจีนพูดว่า ” พวกเขาจะไม่ตีคุณถ้าคุณตีพวกเขา, และพวกเขาก็จะไม่โต้แย้งถ้าคุณเอ็ดเขา ” พวกเขาจะมองที่ตัวเองก่อนเมื่อเกิดความขัดแย้ง สาวกที่แท้จริงของฝ่าหลุนกงจะไม่เคยเป็นอาชญากรเลยในชีวิต
    เวลา คิดว่าตัวเองต้องรับผิดชอบกันเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองจีนตอนนี้ไหม
    ลี ผมสอนลัทธิฝ่าหลุนกงในเมืองจีนมาแค่สามปีเอง ผมไม่เคยติดต่อโดยตรงกับสาวกมาเกือบสี่ปีแล้ว พวกเขาฝึกฝนกันไปด้วยตนเอง ผมไม่เคยบังคับพวกเขาเลย ประชาชนเผยแพร่หนังสือของผมไปทั่ว แล้วการฝึกแพร่หลายไปจากปากต่อปาก (แล้วตกลงจะต้องรับผิดชอบไหมเนี่ย)
    เวลา แต่สาวกฝ่าหลุนกงดูเหมือนว่าจะมีการติดต่อกันเป็นอย่างดีโดยสม่ำเสมอ
    ลี พวกเขาก็แค่โทรถามกันว่าจะไปฝึกกันหรือเปล่า ไม่ได้มีการจัดตั้งกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียเมื่อไร
    เวลา ถ้าคุณได้มีโอกาสคุยกับคณะผู้นำจีน คุณจะพูดอะไรกับเขา
    ลี ผมจะบอกพวกเขาอย่างจริงใจว่า ” ถ้าผมได้ทำอะไรผิด, ผมจะเปลี่ยน, ถ้ามีอะไรผิดเกี่ยวกับฝ่าหลุนกง, จะเปลี่ยนแปลงมันซะก็ได้, อย่าโจมตีฝ่าหลุนกง, มันไม่ดีต่อชุมชน, และไม่ดีต่อรัฐบาลเองด้วย”
    เวลา รัฐบาลกล่าวหาว่าคุณแก้วันเกิดของคุณให้ตรงกับวันประสูติของพระพุทธเจ้า (Sakyamuni) (สิทธารถะ โคตมะ (Siddhartha Gautama))
    ลี ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม, รัฐบาลพิมพ์วันเกิดผมผิด ผมแค่แก้ให้มันถูก ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม มีการพิมพ์ข้อมูลส่วนบุคคลผิดมากมาย ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง และผู้หญิงก็กลายเป็นผู้ชาย เป็นเรื่องธรรมดาเวลาคนจะใส่ร้ายคุณ, เขาก็จะขุดคุ้ยหาเรื่องคุณทุกทาง แล้วมันจะเป็นอะไรกันนักหนาถ้าเกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า ผู้ร้ายหลายคนก็เกิดวันนั้นเหมือนกัน ผมไม่เคยพูดว่าผมเป็นพระศากยมุนี ผมเป็นแค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง

    นิตยสาร “เวลา” (time) เป็นนิตยสารรายสัปดาห์เกี่ยวกับข่าวสารการเมืองสังคมวิทยาการที่แพร่หลายไปทั่วโลก เป็นของสหรัฐอเมริกา

    Tags: ,

  • โดย… ไดโนเสาร์หลงยุค

    ปกติเคยได้ยินแต่พระยาน้อยชมเมือง แต่นี่เห็นชายวัยกลางคน ใส่เสื้อผ้าไหมลายระยับ นั่งอู้ฟู้บนรถเกราะคันบะเริ่ม ลุยตรวจน้ำท่วม อุบ๊ะมาดเท่ห์แบบแรมโบ้เลยเจ้าค่ะ แต่สงสัยในอารมณ์ว่าทำไม่ต้องนั่งรถเกราะตรวจน้ำท่าม รถอย่างอื่นมันนั่งไม่ได้หรือ เห็นภาพชาวบ้านยกมือไหว้ท่านบนรถ ท่านไหว้ตอบ เท่ห์ พรหมินร์เชียวนะท่าน แต่เอ๊ะ ภาพลุยน้ำแบบเท่ห์นี้คล้ายเคยเห็นอีกภาพเมื่อสี่ห้าปีก่อน ก็ภาพขี่คอตำรวจชายแดน มือถือแก้วไวน์ลุยข้ามลำน้ำ โก้อย่างบอกใคร แต่ไม่กี่เดือน รัฐนาวาที่ท่านถือหางเสือกลับล่มกลางคันไปเลย ระวังนะท่านประวัติศาสตร์มักย้อนกลับ เดี๋ยวจะหาว่าไดโนเสาร์หลงยุคอย่างผมไม่เตือน

    นี่ก็โฉ่งฉ่างในอารมณ์กระผมอีก ก็ไอ้เครื่องแบบนักเรียนไงท่าน มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเรียนตีกัน เด็กมันก็สารภาพว่าที่ตีบางครั้งก็เขม่นหัวเข็มขัดกันที่มันต่างสถาบัน หรือต้องการหัวเข็มขัดหรือแหวนรุ่นของอีกฝ่าย ก็ต้องออกกำลังพะบู๊สักหน่อย ทีนี้ผู้ใหญ่ในกระทรวงกลับบอกว่าเรื่องเครื่องแบบไม่เกี่ยวกับการตีกันของนักเรียน ดังนั้นไม่ต้องยกเลิกเครื่องแบบ โธ่เอ๊ยพี่ท่านใช้หัวอะไรตรองตอบ หรือตอนเด็ก ๆ อยู่ในห้องพับเป็นผ้า จินตนาการเก่า ๆ ของท่านจึงไม่มีในเรื่องรุ่น ที่เป็นอีโก้ต่างสถาบัน ถ้าท่านที่วังจันทน์เกษมไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้ ลองเลียบไปแถบคลองหลอด ที่นั่นเห็นสิงห์ต่างสี ฮึ่ม ๆ ใส่กันเรื่อย เดินให้ดีนะครับท่าน เดี๋ยวจะเจอลูกหลงเข้าให้บ้าง.

    เห็นรายการหนึ่งที่เจเอสแอลท่านเอามาแทนรายการจันทร์กระพริบ รู้สึกหดหู่ใจ เห็นวัยรุ่นหญิงอายุไม่ถึงยี่สิบ ยืนเรียงแถวตอบคำถามดารา ให้คัดออกตามเกณฑ์ที่อีกฝ่ายเสนอออกมา เด็กเราก็พยายามทำตัวให้เข้าเกณฑ์เขาให้อีก เห็นแล้วมันมีรายการอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้ไม่มีอีกหรือ อีกหน่อยมิเอาเด็กหญิงอายุไม่ถึงสิบขวบมานั่งเลือกคู่กัน ผมว่าบางครั้งอย่ามัวแต่หลงเรทติ้งจนทำลายสังคมระยะยาวไปเลย มันจะร้อนระอุเป็นภัยในวันข้างหน้า จะว่าผมหลงยุคก็ว่าไป ก็ชื่อผมมันไดโนเสาร์หลงยุคอยู่แล้ว ว่าแต่นี่มันขัดกับ “สิทธิสตรี” หรือเปล่าคุณหญิงแอ๋ว หรือมัวแต่ยุ่งตกเขียวมากไปหน่อย เลยลืมชำเลืองมองเรื่องที่ถือว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ ร้องไห้ดีกว่าเรา ฮือ ฮือ ฮือ

    อ้าวรีบจอง รีบจอง ทำเลทองบนสถานีรถไฟลอยฟ้าบีทีเอส กลุ่มเป้าหมายร่วมหกแสนคนต่อวัน แต่ขอโทษเขาให้อภิสิทธิ์ต่อกลุ่มบุคคลที่มีเครดิตเหล่านี้ก่อน เอ่ยชื่อพวกท่านต้องร้องว่าโอ้โหแน่เลย ก็พวก “เซเว่นอีเลเว่น, เอสแอนด์พี, โอปองแปง, ดอลลี่ เป็นต้น” ชื่อเขาฟังดูดีกว่าพวกเรานะ นายสมชาย นางสมศรี จะหาบเร่ เอากล้วยปิ้งไปขาย เอาแป้งจี่ไปทำขนม โทษเถอะ เขาไม่ให้ขึ้นไปหรอก แล้วท่านผู้ว่ากทม. ท่านจะให้พวกกระผมไปทำมาค้าขายที่ไหน จะได้เงินเยอะ ๆ มาจ่ายค่าภาษีโรงเรือนให้ท่าน หรือภาพภูมิสถาปัตย์ของพวกผมมันไม่เหมาะกับการลอยฟ้า ต้องหนีหัวซุกหัวซุนตามข้างทางท่าน คิดแล้วคิดถึงเลมอนฟาร์ม ที่อุ้มชูคนไทยตัวเล็ก ๆ ด้วยกันเอง เอ้า พวกเราช่วยกันสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์เลมอนฟาร์มกันหน่อย

    เศรษฐกิจฟื้นหรือฟุบ ฟุบหรือฟื้น เห็นผู้มาตอบพากันอ้างตัวเลขสารพัด ทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย ฟังรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ที่แน่ ๆ หัวผมมันเต้นตุบ ๆ อย่างกับโดนไมเกรนเล่นงาน ถ้าพณ.ท่านตอบแค่นี้ ผมว่าให้นักเรียนระดับมัธยมปลายมาตอบก็คงตอบได้แน่ ดูแค่ตัวเลขมิติเดียว แล้วตะแบงพูด มันง่ายดีออกหรอก แต่ความจริงของชิวิตและสังคมมันซับซ้อนเกินกว่าตัวเลขจะแสดงออกมาได้หมด บางครั้งคนยิ่งเรียนสูงยิ่งจมอยู่ในตัวเลข ขอดูตัวเลข ขอดูข้อมูล ทั้งที่ภาพความจริงที่เห็นตรงหน้ามันตอบคำถามได้หมด แค่ลงไปเดินตามท้องถนน เคาะประตูถามว่า “วันนี้ คุณได้งานที่สมฐานะคุณหรือยัง” หรือ “คุณได้เงินเดือนในอัตราที่สมควรได้หรือเปล่า” มันชัดยิ่งกว่ากุ้งแช่แป้งแทมปุระเสียอีก โรคตัวเลขขึ้นสมองนี่ ผู้บริหารท่านชอบเป็นเสียจริง เอ้า ใครคิดว่าได้งานแล้ว ยกมือขึ้น แล้วใครคิดว่าจะถูกปลดตอนสิ้นปีนี้อีก ยกมือขึ้น อุ๊ย มือสลอนเลยครับ พณ.ท่าน

    Tags:

  • “เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์สมมติ ถ้าหากไปพ้องกับความจริงของท่านใดบ้าง ผู้เขียนขออภัยไว้ล่วงหน้า และผู้เขียนขอแสดงเจตจำนงค์ว่าไม่ต้องแวะมาเยี่ยมเยียน เพราะผู้เขียนเป็นคนตกใจง่าย เดี๋ยวหัวใจจะวายก่อน”

    กาลครั้งหนึ่ง อากาศพลบค่ำสลัว ๆ ตามแบบฉบับแสงไฟในยุค IMF จิ้งจกสองตัวที่อยู่ในอาคารหลังหนึ่ง ก็ยังมองเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งประมาณหกเจ็ดคน เดินส่ายอาด ๆ เข้ามาที่ตึกที่จิ้งจกทั้งคู่อาศัยอยู่

    จิ้งจก ตัวซ้ายพอเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น ถึงกับอุทานว่า “อุ๊ย เท่ห์จริง ๆ ใส่ชุดซาฟารีสีเข้ม ช่างองอาจเหมือนทหารแหละ เพื่อนเอ๊ย เห็นด้วยไหม” จิ้งจกตัวขวาพยักหัวหงึก ๆ ตอบรับกลับ และทันใดนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นก็ฮือเข้ามายังห้องที่จิ้งจกน้อยสองตัว อาศัยอยู่อย่างรวดเร็ว

    ห้องที่จิ้งจกทั้งสองเกาะอยู่ เป็นห้องทำงานของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าข่าวของสำนักข่าวแห่งนี้ ซึ่งขณะนี้นั่งนิ่งจ้องมองกลุ่มชายแปลกหน้าที่ผลุนผลันเข้ามา พลันชายกลางคนที่นำหน้ากลุ่มก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มว่า “คุณชื่อมนัส ใช่หรือไม่ ?”

    ชายวัยกลางคนนั้นพอได้ยินฝ่ายตรงข้ามเรียกชื่อตัวเองออกมา ใจหายวูบ รีบกล่าวตอบไปว่า “ใช่ครับ ขอโทษคุณคือใคร มีธุระอะไรกับผม”

    “เฮ้ย ผมเป็นคนสนิทของพณ.ท่านดำสนิท คุณไม่รู้จักหรือ มาวันนี้ต้องการให้คุณลงแก้ข่าวให้เรา คุณเล่นพาดหัวข่าวว่านายผมหนีม๊อบคนลนลาน ไม่ถูกนะ จริง ๆ นายผมท้องเสียกะทันหัน ต้องรีบไปหาหมอเท่านั้นเอง คุณเล่นข่าวอย่างนี้ เราเสียหมด แก้ข่าวให้ด้วย”

    “อ้าว . . . ”

    “ไม่ต้องคิดมาก ถ้าไม่แก้อย่างที่เราต้องการในวันพรุ่งนี้ คงเห็นดีกันแน่”

    ชายวัยกลางคนที่ชื่อมนัส ต้องกลืนน้ำลายลงคอ กวาดตามองชายฉกรรจ์มาดเข้มในห้อง ล้วนท่าทางขึงขัง เห็นหว่างเอวตุง ๆ นูนออกมา จากประสบการณ์ทำข่าว ใจหายวาบทันที ทันใดได้ยินเสียงหญิงสาวดังขึ้นมาในห้องว่า “ขอโทษ พวกคุณมาพบคุณมนัสด้วยเรื่องอะไร เชิญไปคุยที่ห้องรับแขกมิดีกว่าหรือค่ะ” สิ้นเสียงหญิงสาวในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ผมสั้น ท่าทางทะมัดทะแมงปรากฎตัวออกมา มนัสพอเห็นหญิงสาวนั้น รู้สึกใจชื้นขึ้น ชายวัยกลางคนหัวหน้ากลุ่มเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง แค่นเสียงว่า “คุณคือใคร”

    หญิงสาวเหลือบมองตาฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่หวาดหวั่น กล่าวตอบว่า “ดิฉันเป็นหัวหน้ากองบก.ที่นี่ พวกคุณมีธุระอะไรกับคุณมนัสหรือค่ะ” ชายวัยกลางคนไม่ตอบคำถาม แต่ตอบไปว่า “ธุระผมเสร็จแล้ว คุณมนัสคุณอย่าลืมคำพูดผมแล้วกัน ไม่นั้นผมจะกลับมาใหม่ แต่คงไม่มาอย่างวันนี้อีก”

    จิ้งจกสองตัวในห้องตากลมโตออกแววตื่น ๆ ส่ายหัวหามุมซอกตึกเพื่อหลบบรรยากาศที่น่ากลัวนี้ แต่ทันใดได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้าห้อง พร้อมเสียงกระหืดกระหอบดังว่า “พี่ชาน ตำรวจมา” ชายกลางคนหัวหน้ากลุ่มที่ชื่อชายชาน สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย โพล่งออกมาว่า “ใครว่ะ แจ้งตำรวจ” ไม่ทันขาดคำในห้องเพิ่มกลุ่มตำรวจสามสี่นายในเครื่องแบบ คนนำหน้ามียศร้อยตำรวจเอก

    นายชานพอเห็นตำรวจเข้ามา รีบส่งเสียงดังว่า “ผู้กอง ผมนายชาน คนสนิทคนพณ.ท่านดำสนิท ได้รับคำสั่งจากนายมาคุยธุระกับคุณมนัส ตอนนี้คุยเสร็จแล้ว ผมจะกลับล่ะ” ผู้กองหนุ่มพอได้ยินชื่อคนใหญ่โต ต้องชะงักขึ้นมา กวาดตามองรอบห้องตลบหนึ่ง แล้วหันมามองหญิงสาวที่เป็นหัวหน้ากองบก.กล่าวขึ้นว่า “พี่ครับ ผมว่าคงเข้าใจผิดอะไรกันนิดหน่อย คงไม่มีอะไรกัน”

    หญิงสาวพอฟัง รู้สึกฉิวขึ้นมา โพล่งว่า “นี่ผู้กอง พวกเขายกพวกมาตั้งหกเจ็ดคน เข้ามาในสำนักพิมพ์ดิฉันยามวิกาล มาข่มขู่คนของดิฉัน ผู้กองยังบอกว่าไม่มีอะไรอีกหรือ”

    นายชานชิงกล่าวตัดบทว่า “ผู้กองไม่ต้องยุ่งยากใจหรอก ธุระผมจบแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนล่ะ” ไม่รอฟังคำตอบฝ่ายตรงข้าม หันหน้ามาหานายมนัสที่ยังนั่งอยู่ พูดว่า “น้องมนัส อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ล่ะ พี่กลับก่อน” กล่าวจบก็นำหน้ากลุ่มคนเดินออกไป ปล่อยให้คนในห้องงุนงง

    จิ้งจกน้อยทั้งสองตัวส่งเสียง “จั๊ก จั๊ก” รีบคลานไปหลบในซอกหลืบทันที

    คืนรุ่งขึ้น เจ้าจิ้งจกสองตัวไต่ไปตามขื่อลอดไปที่ห้องนั่งเล่นของสำนักงานที่มันสองอาศัยอยู่ เห็นข่าวในโทรทัศน์กำลังถ่ายทอด เห็นชายวัยกลางคนที่ชื่อนายชาน ที่เข้ามาเมื่อคืนให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขัง จับใจความได้ว่า “ผมฟ้องแน่ ทำอย่างนี้ผมเสียชื่อหมด พวกเขาข่มขู่ผม คนตั้งร้อยกว่าคน แค่คนละตุ๊บสองตุ๊บ พวกผมต้องลงไปนอนดิ้นกลางพื้นแน่ เราไปกันแค่เจ็ดคนเท่านั้น ยังไงผมไม่ยอมความล่ะ”

    จิ้งจกน้อยสองตัวพอฟังจบ งงเป็นจิ้งจกตาแตก จิ้งจกตัวซ้ายผงกหัว กล่าวว่า “เกลอ เกิดมาก็เพิ่งได้ยิน คนบุกรุกบ้านผู้อื่นยามวิกาล ยังมีสิทธิ์ฟ้องเจ้าของบ้าน โลกมนุษย์นี่มันมีอะไรแปลก ๆ จริงเว๊ย ช่างเข้าใจยากจัง ไม่เหมือนพวกเราเลย”

    จิ้งจกตัวขวาพยักหน้าหงึก ๆ ตอบ แลบลิ้นกล่าวว่า “โอโห พากันมาตั้งเจ็ดคน ท่าทางน่ากลัว เรายังแทบหลบไม่ทัน ใครเห็นก็ขี้หดแล้ว อุ๊ว่ะ แต่คนในห้องกูก็เห็นแค่สองสามคน รวมทั้งตึกก็แค่ร่วมสามสิบ คนเป็นร้อยมันคงรวมคนบนท้องถนนด้วยกระมัง”

    จิ้งจกตัวซ้ายเห็นเพื่อนกล่าวอย่างมีอารมณ์ รีบส่งเสียงเตือนเพื่อนว่า “เฮ้ย นายเสียงดังไป เดี๋ยวมันได้ยิน พากันมาเยี่ยมพวกเรา พวกเรามิแบนเป็นจิ้งจกทับเหมือนกล้วยทับหรือ”

    ว่าแล้วจิ้งจกน้อยทั้งสองตัวรีบไต่หลบเข้าไปซอกหลืบ ไม่โผล่หัวกลับออกมาอีก เสียงจิ้งจกทักก็คงเป็นเสียงจิ้งจก ความถูกต้องก็คงต้องถามหาต่อไป ตราบใดที่มโนสำนึกมนุษย์ยังไม่สามารถแยกแยะมายากับความจริงได้ สิ่งที่เห็นว่าจริงก็อาจจะเป็นมายา เงามายาก็กลับกลายเป็นความจริง เหมือนสีที่ป้ายลงไป คลับคล้ายการเปลี่ยนสีผิวของจิ้งจกให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเพื่อหลบภัยของ มัน.

    Tags: ,