• โดย… ส้มจี๊ด

    เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกล้วยแขก และคงเคยลิ้มชิมมัน อาจจะชอบหรือไม่ ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน ส่วนตัวส้มจี๊ดต้องถือว่าชอบมาก เป็นของว่างที่คลาสสิคของส้มจี๊ดประเภทหนึ่งเลย แต่ถ้าอยากทาน ต้องไปหาซื้อตามตลาดหรือท้องถนน ถ้าเดินตามห้าง เห็นทีจะต้องอด เพราะของว่างอย่างนี้ยังไม่ได้ขึ้นห้าง หรืออาจจะขึ้นแล้ว แต่ส้มจี๊ดอาจจะไม่รู้ เมื่อหาซื้อตามท้องถนน ก็ต้องยอมรับว่าอนามัยอาจจะไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งในอดีตอาหารบนท้องถนนอาจจะถือว่ามีสุขลักษณะที่เข้ายุคสมัยนั้น แต่ปัจจุบันรถก็มาก ควันเสียจากรถยนตร์ บวกกับมลภาวะต่าง ๆ อาจจะทำให้อาหารบนท้องถนนไม่ได้มาตราฐานตามหลักวิชาการ แต่ส้มจี๊ดก็ยังชอบทานเจ้าค่ะ

    เกริ่นนำมาค่อนข้างยาว เพื่อมาชี้ให้เห็นถึงข่าวสั้น ๆ หนึ่งก็คือ น้ำมันที่ได้จากการทอดกล้วยแขกนั้นได้มาจากน้ำมันที่ใช้แล้วของอาหาร ฟาสต์ฟู๊ด จำพวกเคเอฟซี, แมคโดนัลด์ ที่ขายต่อให้บรรจุขายกับร้านอาหารข้างทางจำพวกกล้วยแขก นักวิชาการท่านออกมาชี้ว่าน้ำมันเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการ ผลิต “ไบโอดีเซล” ได้ดี สมควรนำมาให้ท่านในการผลิต และชี้ต่อไปว่าน้ำมันที่นำทอดกล้วยแขกนั้น หากใช้ไปหลายครั้ง จะมีสารทำให้เกิดมะเร็งขึ้นกับคนทาน และบอกว่าที่ต้องพูดเพราะว่าสงสารคนทานที่เป็นคนส่วนใหญ่ ถึงแม้จะมีผลกระทบกับคนหาเช้ากินค่ำ แต่คิดว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ก็ต้องชี้แจง

    เจตนาดีของท่าน ส้มจี๊ดขอน้อมนับถือ เพียงแต่ว่าในฐานะที่ท่านเป็นนักวิจัย ไฉนเมื่อคิดค้นสูตรไบโอดีเซลช่วยชาติได้แล้ว ไฉนไม่คิดหาวิธีคิดค้นน้ำมันราคาถูกที่ปลอดสารให้กับพ่อค้าแม่ขายข้างถนนเหล่านี้บ้าง ซึ่งการใช้น้ำมันเก่าหลายหน ทำให้เป็นมะเร็ง เป็นเรื่องที่ควรชี้แจง แต่ขณะเดียวกันมาตราการแก้ไขควรจะต้องมี ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเรื่องด้านเดียวไป เหมือนตาบอดคลำช้าง คือมุ่งแต่ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง

    กล้วยแขกเป็นอาชีพหนึ่งที่ถือว่าเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี แน่นอนหากเทียบกับกลุ่มฟาสต์ฟู๊ดส์ที่มีศักยภาพในการประหยัดต่อหน่วย จนสามารถแสวงหาต้นทุนต่ำสุดมารองรับผู้บริโภคได้ กลุ่มกล้วยแขกต้องสู้ไม่ได้ในการหาวัตถุดิบที่ต้นทุนต่ำสุด ในขณะที่คุณภาพเหมาะสม ดังนั้นปัญหานี้มันไม่ง่ายแต่เพียงการพูด การผลิตน้ำมันปาล์มที่ถูก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่ค่าย เพื่อเป็นวัตถุดิบที่เหมาะสมต่อกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี น่าจะเป็นวาระแห่งชาติได้วาระหนึ่ง เพราะหากให้พวกเขายืนอยู่ได้ในสังคม ในกฎเกณฑ์มาตราฐานโลกานุวัตร ก็คงต้องมีวิธีสนับสนุนให้พวกเขาเข้มแข็งได้เช่นกัน ซึ่งส้มจี๊ดว่าปัญหานี้แก้ไม่ง่ายเลย หรือไม่มีใครใส่ใจจะแก้ เพราะไม่เห็นช่วยเสริมภาพพจน์ ประเด็นผู้ก่อการร้าย จึงตกเป็นของพ่อค้าแม่ขาย “กล้วยแขก” ไปเสียฉิบ

    นโยบายประเภทโลกาภิวัฒน์มุ่งสู่สากล แต่ทำร้ายรากหญ้าของกลไกบ้านเรา ยังมีมาก ตัวอย่างง่าย ๆ อีกตัวอย่างก็เช่น นโยบายอาหารจานละยี่สิบบาท ซึ่งเมื่อก่อนเห็นว่าจะสร้างศูนย์อาหารเองให้พ่อค้าแม่ขายมาขายกันได้อิสระ ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นไปตกร่วมกับบิ๊กโฟร์ อาทิ เทสโก้, คาร์ฟูรล์, บิ๊กซี, แมคโคร ทำให้พ่อค้าแม่ขายกลายเป็นไก่ในเล้า ถูกเขาหลอกให้ร่วมในอัตรากำไรที่ต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ เพียงแค่เป็นเครื่อง Sales Promotion สนับสนุนกิจกรรมของพวกเขาเอง แต่ผลร้ายพ่อค้าแม่ขายอาหารตามห้องแถว ตามท้องถนนจะไปสู้กับกลุ่มบิ๊กโฟร์ได้อย่างไร มันเป็นนโยบายที่กลับมาทำลายความเข้มแข็งชุมชนของตนเอง ตัวอย่างเหล่านี้ส้มจี๊ดเสนอว่าน่าจะมี Work Shop นะเจ้าค่ะ ท่านทักษิณ เพื่อว่ากลไกการค้าขายระดับรากหญ้าที่ท่านหวังจะได้เดินเต็มลูกสูบ ไม่นั้นเตะลูก จะไปเข้าเท้าของคนไม่กี่คนนะเจ้าค่ะ.

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    เพื่อชาติ … วลีนี้กำลังฮิตในยุคไทยไอเอ็มเอฟ แต่รับรองว่าความหมายของชาติของแต่ละคนมันแตกต่างกันแน่ ซับซ้อนและซ่อนเงื่อน เหมือนองค์กรซ่อนเงื่อน มันไม่ใช่ยุคกรุงศรีอยุธยา ที่สามารถชี้นิ้วได้เลยว่า “คนไทยที่เปิดประตูป้อมรับพม่า เป็นคนขายชาติ” ทุกวันนี้นิ้วที่ชี้ไปกล่าวหาคนโน้นคนนี้ว่า “ขายชาติ” อาจจะถูกอีกสี่นิ้วที่ชี้กลับมาว่า “คุณนั่นแหละขายชาติ”

    ความซับซ้อนของมิติ “เพื่อชาติ” นั้นทำให้เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่สถานการณ์ปกติไม่เกิด แต่ดันมาเกิดในยุคดิจิตอลนี้ ไม่ว่า “เสียบเพื่อชาติ” หรือ “อุ้ม … เพื่อชาติ” ความละเอียดอ่อนของปัญหาทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดของกลุ่มคนในชาติ เดียวกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ยก ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การควบคุมธุรกิจขายปลีกข้ามชาติขนาดใหญ่ จนบัดนี้ยังไม่สามารถจบประเด็นเลยว่าควรควบคุมหรือไม่ ถ้ามันง่ายเหมือนปอกกล้วย ส้มจี๊ดว่าปัญหาคงจบไปได้นานแล้ว ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าถ้าไม่ควบคุมธุรกิจของคนไทยที่เป็นร้านค้าขนาดเล็กขนาดกลาง ขาดเงินทุน เทคโนโลยี อำนาจการต่อรองต่าง ๆ จะสูญหายไป และมีผลต่อสังคม อีกฝ่ายเห็นว่าธุรกิจเหล่านี้นำเงินตราเข้ามาสร้างงานให้คนจำนวนมาก ขับเคลื่อนจรวด GDP ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้ามากกว่า ดังนั้นควรสนับสนุน ถกไปถกมาก็ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจะถูกต้องมากกว่ากัน เพราะระยะสั้นและระยะยาวที่แต่ละคนเห็นต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นคนไทยจนลง ๆ แต่อีกฝ่ายเห็นว่าโลกมันเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ จะมาปิดประเทศไม่ได้ ยังไง ๆ ก็ต้องพึ่งบรรษัทข้ามชาติ แม้ว่าเงินตราจะไหลออก แต่ถ้าไม่พึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ ไทยก็จะล้าหลัง ต่างคนต่างถูก แต่ใครถูกมากกว่ากันนั้น ส้มจี๊ดว่าคงต้องไปดูประวัติศาสตร์ในอนาคตอีกสองร้อยปีข้างหน้า ว่าลูกหลานเขาคิดกับบรรพบุรุษตัวเองอย่างไร

    ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเลขซึ่งแปลงออกมาเป็นเงิน ไม่ว่าจะบาทหรือดอลล่าห์ มันได้ถีบให้แต่ละคนคิดต่างมุม ต่างยึดตัวกู ของกู จนบดขยี้อีกฝ่ายให้ย่อยยับ ขาดความอารีของศาสนาเป็นตัวรั้ง ก็หวังว่ายุครุ่งโรจน์จะกลับมาฟื้นตัว อุ๊ย ฟื้นชาติเจ้าค่ะ สุดท้ายยังไง ๆ ส้มจี๊ดก็ขอเขียนเพื่อชาติ … เหมือนกันเจ้าค่ะ.

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ส้มจี๊ดต้องขออภัยที่ฉบับที่แล้วหนีหน้าหายไปไม่บอกกล่าว ความจริงส้มจี๊ดไม่อยาก “แวบ” หรอก เพียงแต่แบตเตอรี่การเขียนมันหดหาย จึงต้องขออนุญาตโดยไม่บอกกล่าวแอบไปชาร์จแบตเตอรี่ แต่ขอรับรองว่าไม่ได้ไปชาร์จผิดที่เหมือนใครบางคน จนเบลอ ๆ ไป

    เห็นชื่อเรื่องวันนี้ไม่ต้องตกใจ คิดว่าพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคชาติไทยผสมกับพรรคเสรีธรรม เพียงแต่ว่าหมู่นี้ส้มจี๊ดเห็นโรค “การค้าเสรี” จับสมองของผู้นำประเทศหลายคน จึงขอเล่นด้วยคนเจ้าค่ะ อันว่า “การค้าเสรี” ฟังก็ดูดีออก มันคงไม่มีการกีดกันการทำมาค้าขาย แต่จริง ๆ แล้วมันอยู่ภายใต้กรอบความคิดที่ว่า “การไหลอย่างเสรีของทุน” ซึ่งก็คือผู้มีเงิน สามารถทำการค้าขายได้คล่องกว่าคนที่มีทุนน้อย ส่วนทุนน้อยก็ต้องหมอบให้ทุนมาก คือยอมเป็นพวกเขา หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไปเลย

    อย่าถามหาความยุติธรรมกับการค้าเสรี เพราะเงินซึ่งก็คืออัตราการเติบโตของประเทศ (GDP) เป็นคำตอบสุดท้ายของเกมเศรษฐีนี้ มันต่างจากวลีในอดีตของคนไทยที่จารึกในหลักศิลาว่า “ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย” ถ้าส้มจี๊ดเขียนผิดก็ต้องขออภัยด้วย เพราะหลงลืมตามวัยของตัวเอง แต่รับรองจิตวิญญาณของประโยคนี้มันต่างจากเสรีที่เหล่าผู้นำพูดถึงแน่

    การค้าเสรีที่เป็นธรรม ส้มจี๊ดของย้ำคำว่า “เป็นธรรม” มากกว่า “ยุติธรรม” เพราะส้มจี๊ดเชื่อในหลักธรรมของศาสนามากกว่าหลักยุติธรรมของกฎหมาย เราควรเห็นแก่ชุมชน สิ่งแวดล้อม สถาบันครอบครัว มากกว่าแค่เงินอย่างเดียว บางครั้งการค้าเสรีอาจจะนำมากซึ่งอัตราเติบโตเศรษฐกิจที่สูงปรี๊ด แต่บอกได้ว่ามันอยู่กับกลุ่มคนแค่หยิบมือเดียว เหมือนผู้บริหารคนหนึ่งในอดีตได้เงินเดือนเป็นล้านบาทในบริษัทของตนเอง แต่พอทำงานการเมืองเหลือเงินเดือนแค่แสนบาท ฟังแล้วน่าสงสาร แต่ถ้าเทียบกับรายได้ค่าแรงรายวันวันละประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่าบาท มันเทียบไม่ได้ ช่องว่างคนมันต่างนัก ดังนั้นหากหวังว่าคนหยิบมือที่สร้างความรุ่มรวยและความเจริญให้กับประเทศ จะเป็นแรงฉุดให้คนระดับล่างอยู่อย่างสุขสบายแล้วละก็ ส้มจี๊ดว่าไม่จริง เพียงแต่เราควรทำให้คนระดับล่างสามารถอยู่กินได้อย่างผาสุก มุ่งหาอบายมุขที่น้อยลง ส้มจี๊ดว่าจะดีกว่ารอหัวรถจักรของการค้าเสรีมาฉุดนำประเทศ

    ร่ายมาตั้งนานท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ไฟในตัวส้มจี๊ดก็เดือดปุด ๆ อยากให้ประเทศไทยอยู่อย่างเป็นธรรมจริง ๆ เด็กข้างถนนล้วนรอความหวังจากผู้นำเงินล้านของเรา แต่อย่างว่าเดี๋ยวนี้ความจริงของเราอยู่อย่างตัวใครตัวมัน อากาศร้อนเร่งแอร์ เปิดแอร์อย่างสุด ๆ ค่าไฟขึ้นกระฉูด ดุลเงินไหลออกตามน้ำมัน หรือต้องสร้างเขื่อนเพิ่ม และยังผลักอากาศร้อนออกสู่ภายนอก ปากก็ว่า “ร้อน ๆ ขึ้นทุกปี” แต่ความจริงส่วนหนึ่งของกระทำของคนเราที่อยากสบายอยู่คนเดียว ทำให้อากาศร้อนขึ้น ก็ต้องอนาถกับชะตาของโลกใบนี้ ผู้อ่านอย่างงนะเจ้าค่ะว่าส้มจี๊ดบ้า มันเหมือนคนละเรื่อง แต่จะบอกว่า “การกระทำเสรีบางครั้ง มันทำร้ายส่วนรวมในภายหน้า” เจ้าค่ะ.

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    คอลัมภ์ “เคาะฝาโลง” ของส้มจี๊ด อาจจะทำตัวเป็นแผ่นเสียงตกร่อง เน้นเรื่องเดียวซ้ำไป ซ้ำมา อ่านไปมาดูเหมือนน้ำเน่า แต่ส่วนตัวส้มจี๊ดขอให้ผู้อ่านคิดว่า “เป็นอีกด้านหนึ่งของสังคม” ถูกต้องเราคงหนีความจริงของโลกาภิวัฒน์ไปไม่พ้น เพราะระบบ “เงินตรา” มันซึมเข้าไปอยู่ในดรรชนีความเจริญของประเทศ ดังนั้นเราจึงเร่งรัดตัวเงินเพื่อวัดอัตราเติบโต แต่ฉันใดระบบนี้ก็ทำลายชุมชนท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีงามของโลกไปไม่น้อย ถูกต้องด้านดีมันก็มี แต่ด้านเสียมันก็มาก ซึ่งที่จริงถ้าเราเอา “ธรรม” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต มันอาจจะดีกว่านี้ เพราะระบบ “เงินตรา” ที่ขาดหลักธรรม บางครั้งทำลายคนที่อยู่กับ “ธรรมชาติหรือน้ำใจ” ลงไปโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างระบบเกษตรกรซึ่งสมัยก่อนคนมีอาชีพนี้มีที่ดินทำกินกว้างขวาง เพราะเขาใช้ความขยันเป็นเกณฑ์ และแลกเปลี่ยนการกินระหว่างเพื่อนบ้าน ทำให้ต่างอยู่ได้ผาสุก แต่พอถูกการครอบงำด้วย “เกษตรเชิงเดี่ยว” เน้นพืชอย่างเดียวเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เกษตรกรกลายเป็นคนยากไร้ ต้องนำเข้าหยูกยาจากต่างประเทศ ติดหนี้สิน จนต้องขายไร่นาให้อุตสาหกรรมเป็นนิคมอุตสาหกรรมไป ส่วนตัวเองต้องเข้าไปเป็นลูกจ้างรายวัน ทำงานตามชั่วโมง ชีวิตอิสระสูญสิ้น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า “ความเป็นอยู่ได้เปลี่ยนไป และท้องของใครอิ่มหรือหิว”

    ขึ้นต้นคอลัมภ์อย่างซีเรียส เพราะส้มจี๊ดอยากจะคัดท้ายประเทศเล็กน้อย ด้วยกำลังตัวคนเดียว เพราะเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ทำใจกว้างต้อน รับ “ค้าปลีก” รายใหญ่จากบรรษัทข้ามชาติ เช่นเทสโก้ ที่ขยายตัวไปทุกชุมชน จนดูไม่ออกว่าเขาจะทำกำไรได้อย่างไร ทางกระทรวงพาณิชย์อ้างเหตุผลว่าเขานำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยประเทศ และอาจจะนำสินค้าไทยไปกระจายไปต่างประเทศ เป็นรายได้เข้าประเทศ ฟังดูก็ถูกต้อง แต่ถ้าดูให้ดีมันก็เหมือนสมัยโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนตร์ที่สนับสนุนเข้ามา แต่โกยกำไรกลับประเทศ ส่วนไทยเป็นแค่โรงงานผลิตที่มีต้นทุนต่ำ ดังนั้นพอต้นทุนค่าแรงสูง การย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศต้นทุนต่ำก็เกิดขึ้น ทิ้งซากโรงงานไว้ ฉันใดฉันนั้นการสนับสนุนให้ค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายตัวเกินพอดี ไม่ใช่ที่จะสามารถนำเงินตราเข้าประเทศ แต่จะทำให้รากหญ้าของสังคมล่มสลาย ร้านโชวห่วยที่อาศัยความสัมพันธ์ฉันพี่น้องก็ไม่มี การที่ธุรกิจขนาดย่อมจะเขาของไปขายก็ถูกปิด เพราะถูกบล๊อคด้วยระบบการสั่งซื้อที่ทันสมัยที่น้อยซัพพลายเออร์จะทำได้ ผลสุดท้ายธุรกิจที่อยู่ก็จะเหลืออยู่ไม่กี่กลุ่ม ส่วนที่ทำมาค้าขายไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปหากินในห้างเหล่านี้ นอกจากนี้การระดมเปิดสาขาไปเกลื่อนเมืองก็เพราะต้องการทำแบรนด์ให้เป็นที่ รู้จักโดยง่าย และให้เกิดการประหยัดต่อขนาด พอถึงจุดหนึ่งส้มจี๊ดว่าจะเห็นซากขนาดยักษ์ทิ้งเกลื่อนเมือง เมื่อถึงตอนนั้นชุมชนที่ล่มสลายขาดฐานธุรกิจครอบครัวรองรับจะมีปัญหาขนาดไหน ซึ่งอาจจะร้ายแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นปัจจุบันก็ได้ เพราะอย่างน้อยคนยังมีธุรกิจครอบครัวรองรับ พออยู่พอกินไปวัน ๆ

    ส้มจี๊ดจึงอยากอ้อนวอนให้รัฐทบทวนกฎเกณฑ์กติกาการแข่งขันที่ยุติธรรมกับสังคม อย่าละโมมกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า ขนาดนักมวยยังเห็นว่าเขามีรุ่นยักษ์และรุ่นเล็ก รุ่นยักษ์เขาก็ให้ซัดกันในยุโรป รุ่นเล็กเขาก็ให้ชกกันเป็นแชมป์ในเอเชีย ดังนั้นถ้าอยากมันส์ ก็ควรสร้างน้ำหนักเพื่อไปชกกับเขาในรุ่นยักษ์ก่อน ไม่ฉะนั้นยักษ์เล็กที่คิดว่ายิ่งใหญ่ ก็อาจจะถูกน๊อคด้วยกฎการค้าเสรีของรุ่นยักษ์โดยไม่รู้ตัว สุดท้ายคนท้องอิ่มก็คงไม่ใช่ทุกคนในสังคม แต่จะเป็นบางคนที่เขาว่า “มีประสิทธิภาพ” นะเจ้าค่ะ.

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    อกส้มจี๊ดจะแตกเจ้าค่ะ เห็นข่าวชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง สมองส้มจี๊ดต้องหมุนติ๋ว ๆ ด้วยความเวทนาประเทศ ความจริงเนื้อข่าวก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่เป็นคนคิดลึกแบบส้มจี๊ด ก็คงไม่หมกหมุ่น จนต้องมานั่งจ่าชื่อชื่อหัวคอลัมภ์น่ากลัวประมาณนี้นะเจ้าค่ะ ข่าวชิ้นนี้ปรากฎที่หน้าเศรษฐกิจของมติชนรายวัน ขึ้นด้วยข้อความที่ว่า

    “ติงสหกรณ์ทำสุราพื้นบ้านยาก ชี้ขายเกิน 30 บาทต่อขวด ไปไม่รอด”

    ฮิ ฮิ อ่านแล้วเหมือนไม่มีอะไร ซึ่งความจริงก็คือไม่มีปัญญาในหัวของคนให้ข่าว ซึ่งส้มจี๊ดเห็นแล้วเวทนาประเทศ ถ้าหากมีข้าราชการมีแนวคิดอยู่ประมาณนี้อย่างดาษดื่น ความจริงเมรัยจำพวก “อุ สาโท” เป็นของพื้นบ้านเสมือนไวน์ขวดละหนึ่งแสนของเสธหนั่น ที่นำเข้าหรือจำลองมาจากประเทศแม่แบบ แต่ไฉนเมรัยของไทยจึงดูด้อยค่านัก

    ความจริงสมัยก่อนชาวบ้านต้มเหล้ากินจนเป็นเครื่องดื่มประจำหมู่บ้าน แต่อยู่ไปวันหนึ่งราชการซึ่งก็รับแนวคิด “พัฒนาประเทศ” มาจากประเทศที่เข้าอ้างว่า “เจริญแล้ว” มาพัฒนาระบบประเทศใหม่ เห็นว่าเมรัยจำพวกนี้เป็นของไม่ดี และในเมื่อไม่ดีรัฐก็ต้องริบสิทธิเหล่านี้มาควบคุม จึงเปิดให้กลุ่มทุนแค่บางกลุ่มเข้ามาลงทุน จนร่ำรวยอยู่ ส่วนชาวบ้านหากจะต้มเหล้ากิน ก็ระวังให้ดีตำรวจท่านจะเชิญไปนอนเล่นในคุก เหมือนประหนึ่งว่าทำผิดอาชญากรรมอุกฤษ ซึ่งถ้าเห็นหนังไทยบางเรื่องที่เป็นสื่อกลาง จะมีภาพชาวบ้านที่ต้มเหล้าเถื่อนแตกกระเจิงเมื่อเห็นตำรวจ เป็นมุขตลกของภาพยนตร์ แต่ส้มจี๊ดดูไปแล้วเสมือนว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้ชาวบ้านดูต่ำต้อย ที่ริอ่านทำมาหากินด้วยตนเอง ตัดรายได้ของรัฐท่านเข้า

    ถ้าเปรียบเมรัยพื้นบ้านของชาวบ้านเฉกเช่นไวน์ สาเก ก็จะเห็นว่าที่ประเทศกลุ่มนี้พัฒนาอุตสาหกรรมแขนงนี้จนเป็นรายได้เข้าประเทศ ก็เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่รัฐไม่ได้ (เสือก) เข้าไปเตะต้อง แต่สนับสนุนให้เขาอยู่ได้ จนประเทศไทยต้องนำเข้ามาเป็นเครื่องดื่มที่แสดงถึงฐานะ

    เข้าหัวข้อดีกว่า ส้มจี๊ดไม่เห็นด้วยว่าทำไม่เหล้าไทยต้องลดเกรดไปแข่งขวดละ 30-40 บาท เหมือนเบียร์บางยี่ห้อ และหากจะไปแข่งก็ดี ก็ไม่เห็นว่าจะต้องขาดทุนเหมือนที่เขาปรามาส เพราะแนวคิดเริ่มต้นของคนสองกลุ่มก็ต่างกัน หากราชการคิดว่าอุตสาหกรรมนี้ต้องคืนทุน มีผลกำไรประมาณนี้ถึงอยู่รอด นั่นก็ถูกแต่เป็นแนวคิดแบบหอคอยงาช้าง ขณะที่ชาวบ้านอาจจะคิดเพียงแต่ผลิตเพื่อลดการบริโภคของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ เป็นเครื่องดื่มที่ผ่อนคลายในยามพัก ดังนั้นหากเหลือจึงค่อยขาย มันก็คือ “เศรษฐกิจพอเพียง” ดังนั้นแนวคิดสองขั้วจะวัดว่ากิจกรรม “ต้มเมรัย” จะไปถึงดวงดาวนั้น ก็ต่างกันแล้วเจ้าค่ะ

    ส้มจี๊ดไม่ได้เชียร์ให้คนกินเหล้า แต่อยากเอาเรื่องนี้มาเตือนใจคนในชาติ เพราะหากไม่สะกิดก็อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา หากสหกรณ์คิดผลิตเมรัยเพื่อครัวเรือนและเพื่อนฝูง ความเป็นไปได้ก็จะมีสูง ไม่ต้องไปดูตัวเลข อีกประการทำไม่สินค้าที่ผลิตต้องขายในราคาต่ำ ขณะที่เมรัยต่างชาติขายในราคาที่สูงได้ และมีคนนำเข้าจนขาดดุลการค้าและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชาติไทยต้องพึ่งพา IMF อยู่ขณะนี้ เราทำไมไม่คิดว่าสินค้าที่ผลิตสามารถขายได้ราคาที่สูง หากรสชาติและคุณค่าที่เสพเป็นที่พอใจของผู้บริโภค การตลาดแบบ Nich ไม่ทราบท่านเคยเรียนรู้หรือไม่ หรือมัวแต่ถูกครอบด้วย Mass Marketing ซึ่งเป็นของเหลือเดนจากเขาแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เขาพูดกันแต่เรื่อง “Customized Marketing” ซึ่งก็คือผลิตเพื่อคนคนนั้นคนเดียว

    สุดท้ายส้มจี๊ดหวังว่าทางราชการคงไม่กำหนดชะตาชีวิตของชาติไว้คนเดียว ซึ่งความจริงภูมิปัญญาของชาวบ้านในหลายท้องถิ่นก็สามารถอยูได้อย่างไท แบบสหกรณ์ที่รวมกลุ่มจนมีเงินออมมหาศาล แม้จะไม่มีระบบบัญชีที่รัดกุม แต่ยึดถือ “มิตรและน้ำใจ” ก็สามารถอุ้มชูคนในสหกรณ์อยู่ได้อย่างสบาย ดังนั้นหากราชการจะมีใจสนับสนุนชาวบ้าน ก็ไม่ควรใช้วิธีครอบงำ แต่เป็นช่วยสนับสนุนในสิ่งที่ท้องถิ่นนั้นต้องการ ดังนั้นหากคิดแค่ว่าเหล้าไทยสู้อุตสาหกรรมใหญ่ไม่ได้ มันก็ปิดกั้นความสามารถและดูถูกภูมิปัญญาตนเองแล้วนะเจ้าค่ะ.

    Tags: ,

  • สวัสดีปีใหม่เจ้าค่ะ แฟนผู้อ่านของส้มจี๊ด ความจริงปีนี้น่าจะเป็นสหัสวรรษใหม่ของจริง ไม่เทียมเหมือนปีที่แล้ว แต่เมื่อฝรั่งเขาประกาศว่า “ปีที่แล้วคือเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่” เราก็ต้องเชื่อเขา เอ้า ไม่ว่ากัน ไหง ๆ ก็ผ่านมาแล้ว เอาเป็นว่าปีนี้ส้มจี๊ดของให้ทุกท่านอยู่ในภาวะ “มีสติ” ทำการอะไรก็ให้รอบคอบ เพื่อความสุข สงบที่ยั่งยืนของสังคมและชีวิต

    มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า เห็นส้มจี๊ดจ่าหัวคอลัมภ์ อย่าทึกทักว่าจะเปลี่ยนเป็นเขียนเรื่องนู้ด จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวกับบุญรอดหรอก แต่อยากให้ทุกท่าน “รอด” ในปี 2544 นี้เจ้าค่ะ จึงเป็นความหมายของชื่อเรื่องเดือนนี้ ความจริงในปี 2543 ที่เพิ่งผ่านไป หลายท่านเอามือก่ายหน้าผาก และถอนหายใจยาว ๆ ว่า “รอด . . . มาได้อย่างไร” ซึ่งจริง ๆ แล้ว หลายปัจจัยในปี 2543 ดูเหมือนจะดี แต่ไป ๆ มา ๆ มันตีลังกาบ้าง วิ่งบ้าง เหมือนม้าพยศ เลยได้แต่นั่งดู ปล่อยไปตามยถากรรม แต่ถ้าถามใคร ๆ ก็จะบอกว่ามันดี แต่น้ำเสียงดูอิดโรยชอบกล คือทุกอย่างมันไม่เที่ยงแท้ น่ะว่าไปตามธรรมะเลยเรา แต่ปีนี้ 2544 ส้มจี๊ดว่ามันยิ่งกว่านั้น คือ “มองไม่ออก” เหมือนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนที่จะถึงวันที่ 6 มกราคม นี้เลยเจ้าค่ะ ดูไม่ออกว่าจะเลือกใครดี มันดูเหมือนกันไปหมด

    ที่ส้มจี๊ดร่ายปาก (กา) แบบนี้ เป็นเพราะว่าเราเดินเข้าห้าง จะเห็นได้เลยว่ากำลังซื้อมันซบเซา แต่จะว่าไปส้มจี๊ดอาจจะไม่รอบคอบก็ได้ เพราะกำลังซื้ออาจจะผ่านจากห้างไปสู่ Discount Store จำพวกกลุ่มก๊อดซิล่าก็ได้ ก็ท่านพี่ Lotus, Makro, Big C, คาร์ฟูร์ เจ้าค่ะ กลุ่มนี้ดูดคนไปได้มาก และกระจายไปตามชุมชนต่าง ๆ ทั่วถึงกว่าห้าง เลยทำให้ห้างหงอยก็เป็นได้เจ้าค่ะ ดังนั้นมันจึงดูเหมือนซึม แต่ไม่ซึม อุ๋ย ปวดหัวเจ้าค่ะ

    ทีนี้มาเล่นอีกดัชนีดูเจ้าค่ะ ก็ตัวเลขการจับจ่ายซื้อของขวัญปีใหม่ พวกการ์ดอวยพร, กระเช้าของขวัญ ตัวเลขนี้ก็ดูดี ก็คือกลุ่ม SME พากันซื้อเอา ๆ ก็แสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกระแส CRM (Customer Relationship) หรือเปล่า เลยจับจ่ายกัน หรือว่ามันมีแนวโน้มต้องผูกสัมพันธ์ หลังจากว่างเว้นไปสองสามปีแล้ว แต่ก็ถือว่าภาพรวมมันเริ่มกระเตื้องขึ้น แต่พอไปดูปัจจัยที่เกี่ยวกับผลการดำเนินการธุรกิจ มันผกผันไปเลยเจ้าค่ะ ตัวเลข NPL อย่างนี้ มีทีท่าจะพุ่งปรี๊ดปร๊าด น้ำมันก็ไม่ย่อหย่อนเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง แต่ทีท่าจะชอบขึ้นมากกว่าลง หุ้นนี้จากต้นปี 2543 ประมาณ 400 กว่าจุด เหลือ 200 กว่าจุดปลายปี 2543 โดยเฉพาะเขาบอกว่า “ปีนี้ สหรัฐมีทีท่าฟองสบู่จะแตก” แล้วส่งออกจะเหลืออะไร

    มันก็เลยดูเหมือนยิ่งมืด จุดเทียนแล้ว เพ่งแล้ว ก็เห็นแต่ความมืด ส้มจี๊ดที่เก่งนั่งทางใน ก็ได้แต่ปลง นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจ ปัจจัยสังคมยิ่งน่ากลัว เรื่องจิตใจชนชั้นกลางที่ตั้งหวังไว้เยอะ แต่มีทีท่าจะต้องไปหาหมอโรคจิตมากกว่าจะหวังกับรัฐบาลใหม่ รวมทั้งความมั่นคงของประเทศที่มีทีท่ารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศที่เก่งแต่สร้างภาพในเวทีระดับโลก WTO, สหประชาชาติ, AFTA บ้าง แต่อ่อนกับเรื่องรอบรั้วข้างบ้านเราเอง ทำไปทำมาดูเหมือนไทยจะโดดเดี่ยวเอามาก ได้แต่หวังพระสยามเทวาธิราชจะคุ้มครองอยู่ร่ำไป ปัญหาชุมชนที่ปะทะกับสิ่งแวดล้อมตามโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ยิ่งทำให้ภาพดูมืดมัว ถ้าหากนโยบายของรัฐบาลไม่มีการปรับปรุงใหม่ มันชวนขนหัวลุกยิ่งกระไร !

    ถ้าให้ส้มจี๊ดสรุป ก็ขอเพียงให้เศรษฐกิจปี 2544 นั้นเหมือน 2543 ก็ดีมากแล้ว แต่ถ้าหากเกิดมีอัศวินม้าขาวโดดลงมา ต่อสายตรงกับพ่ออุปถัมภ์ ยอมเปิดก๊อกสุดท้ายของประเทศ เหยียบเกียร์ห้า ให้กราฟมันพุ่งฉิว ส้มจี๊ดก็ไม่ขอให้เกิด เพราะเกรงว่าจะไปชดใช้บาปกรรมหลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี เหมือนชวน 1 เปิด BIBF พอชวน 2 เสร็จ IMF ได้ “F” เหมือนกันเลย

    เอาเป็นว่าแล้วเราคนตัวเล็ก ๆ จะทำอย่างไรในสภาพแบบนี้ ส่วนตัวส้มจี๊ดเราคงต้องรวมกลุ่มเลือกทางเดินที่เหมาะสม อย่ามัวแต่รอรัฐบาลนำหน้าเลย เพราะมันจะสายเกินการณ์ ซึ่งคนกลุ่มเล็กตามชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งเลือกเดินมาแล้ว และสามารถอยู่อย่างผาสุก เช่นสหกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ขอเพียงแต่รัฐอย่าเข้ามายุ่งมากเกินไป เพราะมันจะฉิบหาย คือถูกดูดไปอยู่กับระบบเก่า (ไม่ว่าแบบคิดใหม่ หรือคิดเก่า) มันก็อยู่ในระบบเก่า แต่เอาเป็นว่าเราต้องปรับตัวบ้าง แม้จะเล็กน้อยก็ยังดีกว่างอมืองอเท้า จริง ๆ นี่คือหัวใจของคอลัมภ์นี้ บ่นแทบตาย ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดผลอะไรขึ้นหรือไม่ เหมือนพ่อฟอร์เรสท์ กัมพ์เลยเจ้าค่ะ นั่งบ่นอยู่คนเดียว

    ส้มจี๊ดหวังว่ารัฐบาลใหม่ จะดำเนิน “เศรษฐกิจพอเพียง” แบบจริงจัง มากกว่าประชาสัมพันธ์ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงมันคงละเรื่องกับเศรษฐกิจกระแสหลัก มันจะต้องมีวิธีการ หรือมาตรวัดที่แตกต่างจากที่ใช้ในระบบปัจจุบัน ถ้าหากคนรุ่นเก่าทั้งคิดใหม่และคิดเก่าทำไม่ได้ ก็ขอปลูกฝังจิตสำนึกนี้เข้าหาเยาวชน รวมทั้งนำศาสนากลับมาเชื่อมกับชุมชน อนาคตของชาติไทยก็คงมีหวัง ในส่วนธุรกิจก็น่าจะเพิ่มมาตรวัดอีกตัวนอกจากผลกำไรขาดทุนในงบดุล เช่นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่พันธมิตรธุรกิจ (ซับพลายเออร์, ลูกค้า) เป็นต้น แต่จะเป็นอะไรที่จับต้องได้จริงจังนั้น ก็คงต้องนิ่งคิด และทำกันจริงจัง แสงสว่างปลายอุโมงค์ก็จะแลเห็น.

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ว้าว เผลอแป๊บเดียวก็จะพ้นปีมิลเลนเนียมตามฉบับฝรั่งจ๋าแล้ว แต่ใจจริงส้มจี๊ดว่ามันเพิ่งเข้าสู่ยุคสหัสวรรษใหม่ เพราะมันเพิ่งเริ่มเลขหนึ่งของปีสองพันก็ปีหน้านี้ไงเจ้าค่ะ งานนี้ไม่รู้ฝรั่งหลอก หรือฝรั่งโง่ ก็ไม่รู้ แต่รู้อย่างเดียวว่าพี่ไทยตามก้นเขาต้อย ๆ ทุกทีเลยเจ้าค่ะ

    ทีนี้ ขอเข้าประเด็นเลยนะเจ้าค่ะ ที่จ่าหัวไว้ข้างบนเป็นเพราะเห็นซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง นั่นคือ “กฎของการแข่งขัน” อ้าว อย่าเพิ่งงงเป็นไก่ตาแตก เดี๋ยวจะอธิบายความหมายให้ฟัง เวลาเราเล่นเกมส์ ย่อมมีกฎกติกาต่าง ๆ กำหนดวิธีการเล่นได้และเสีย ทีนี้ในเกมส์ธุรกิจขบวนการต่าง ๆ ก็จะถูกกำหนดจากสภาพแวดล้อม ยกตัวอย่างง่าย ๆ WTO, ISO, การค้าเสรี, กำไร หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ประเด็นมันอยู่ที่ว่าตอนนี้เราใช้กฎการแข่งขันตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่เคยชินกับสภาพการแข่งขันแบบนี้ ทำให้เสียเปรียบผู้ที่คอยเล่นเกมส์นี้มาอย่างช่ำชอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าหากเราให้ฝรั่งเล่นตะกร้อ หรือต่อยมวยไทย มันจะสู้เราได้หรือ แต่ถ้าเราดันไปแข่งมวยสากล หรือเล่นอเมริกันฟุตบอล ก็จบเห่เลยสิเจ้าค่ะ

    เหตุที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะกฎกติกามันบังคับให้เราเดินตามมัน เป็นทิศทางที่เขากำหนด ดังนั้นในช่วงเวลานี้เราจึงได้ยินคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่ไม่ชินหูดั่งที่ว่า “สะดวกสบาย, รวดเร็ว, คุณภาพ, บรรษัทภิบาล, . . . ” ล้อมกรอบเราอยู่ทุกทิศทาง ทำให้ผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน แพ้เกมส์นี้เป็นแถบ ๆ ถูกยึดกิจการและปรับสู่ระบบสากล แม้บางครั้งจะพยายามเล่นกฎหมู่ แต่ในเมื่อเดินตามกรอบเกมส์ใหญ่ ๆ ก็ทำให้สู้เขาไม่ได้ ยกเว้นเราจะล้มกระดาน และเลือกทางเราเอง ถ้าหากเราเล่นตามกฎเขา แต่ใช้สไตล์ของตัวเอง ไม่ปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำ ในที่สุดก็เหมือนกบอยู่ในกะทะน้ำร้อน ตายแบบไม่รู้ตัว

    ความจริงคนไทยเรามีความเก่งไม้แพ้คนชาติอื่น แต่วัฒนธรรมของเรามักจะชอบอยู่แบบรักสงบ และอารีกับคนใกล้เคียง ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอก ถ้าเราอยู่แค่สังคมของเราเอง แต่หากเปิดรับความคิดและวัฒนธรรมสังคมอื่นเข้ามา และที่สำคัญปล่อยให้เขากำหนดเกมส์ เราก็ม้วยแน่ เพียงช้าหรือเร็ว ยกตัวอย่างละครเรื่อง “บุญรอด” ที่เพิ่งจบไปเร็ว ๆ นี้ มีอยู่ตอนหนึ่งที่บุญรอดพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการทำขนมขาย และเดินฝากขายตามร้านค้าต่าง ๆ แม้ขนมของเธอจะอร่อย แต่ผู้คนยังไม่รู้จักชื่อเสียง ทำให้เธอถูกปฏิเสธจากเจ้าของร้าน จนถึงกับบุญรอดต้องยอมให้วางขนมขาย แล้วมาเก็บเงินทีหลังตามยอดขายจริง แบบที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Consignment” ด้วยน้ำใจของเจ้าของร้านบ้าง หรือทนความอ้อนวอนไม่ไหว ในที่สุดเจ้าของร้านก็ยอมให้เธอวางขาย ปรากฎว่าขนมมีรสชาติดี ลูกค้าอุดหนุนกันมาก ทำให้ในที่สุดเธอสามารถตั้งตัวขึ้นมาได้

    ที่ยกตัวอย่างละครเรื่องนี้ เพราะอยากให้เปรียบเทียบการค้าขายของอดีตและปัจจุบัน เมื่อก่อนความสัมพันธ์เกิดระหว่างผู้ค้าและเจ้าของร้าน ดังนั้นการพึ่งพาแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยจึงเกิดขึ้น มีหลายคนในอดีตที่ร่ำรวยได้ด้วยวิธีนี้ คือใช้ลูกตื้อหรืออ้อนวอน และน้ำใจตอบแทนกันไปมา แต่ปัจจุบันระบบค้าปลีกตกอยู่ในมือของ Discount Store หรือร้านสะดวกซื้อ ภาพเหล่านี้ย่อมเห็นได้ยาก เพราะมันไม่ “โปร่งใส” ตรวจสอบได้ลำบาก จึงถูกแทนที่ด้วย “ระบบ” ดังนั้นผู้ค้ารายเล็กรายน้อย จึงมีแนวโน้มจะสาบสูญไป สินค้าที่คิดใช้วิธีในอดีต “ป่าล้อมเมือง” คงจะลำบากขึ้น เพราะนโยบายถูกกำหนดจากศูนย์กลาง ซึ่งบางครั้งอยู่นอกประเทศไทยเสียอีก ดังนั้นแบรนด์ใหม่ ๆ มีแนวโน้มว่าจะเกิดได้ยาก เพราะเขาจะวัดกันที่ “อัตราหมุนเวียนของสินค้า” มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์จับสถิติ และมักจะเลือกสินค้าที่มีงบโฆษณาสูงมาลงในร้าน เพราะมันขายคล่องกว่า ดังนั้นเราอาจจะต้องเป็นเพียงแค่ “ผู้รับจ้างทำของ” หรือ “ลูกจ้าง” เขานั่นแหละ

    เพราะความโลภของตัวเลขมันมากขึ้น ดังนั้นทฤษฎีมือที่มองไม่เห็นจึงเดินเครื่องได้เต็มที่ กวาดต้อนคนชายขอบตกขอบไป หากเราจะใช้กฎกติกาการแข่งขันแบบเขา เราต้องเตรียมพร้อม และหากคิดว่ายังไม่พร้อม เราควรถอยก้าวหนึ่ง แต่ถ้าให้ดีเราควรอยู่บนความจริงของสังคมไทยเราเอง “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระราชดำรัสของในหลวงของเรา.

    Tags: ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ช่วงหาเสียงผู้ว่ากทม. ได้ฟังไอเดียสุดบรรเจิดของผู้ว่าหนึ่งล้านเสียงแล้ว ชวนเคลิบเคลิ้มดียิ่งนัก ท่านหาเสียงทำนองว่าจะขยายความเจริญไปแถบชานเมืองซึ่งยังมีพื้นที่ว่างเปล่าเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาคารสงเคราะห์ ถนนหนทาง หรือสวนสัตว์ แง่หนึ่งฟังแล้วดูดี เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือความเจริญ แต่อีกแง่หนึ่งส้มจี๊ดรู้สึกวังเวงยังไงไม่รู้ เพราะพื้นที่ที่ท่านว่าส่วนใหญ่เป็นผืนนาไร่สวนของคนกลุ่มหนึ่ง . . .

    วันหนึ่งส้มจี๊ดไปแถวหนองจอก ยืนอยู่บนอาคารพาณิชย์หลังหนึ่งติดกับอาคารเป็นทุ่งนาเขียวขจีกว้างยาวสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศที่เงียบสงบ ชวนให้จิตใจแจ่มใส หวนคิดถึงเมื่อครั้งอดีตบุคคลที่เป็นคนขยันขันแข็ง จะต้องต่อสู้กับความทุรกันดาร จึงจะได้ผืนดินที่กว้างใหญ่มา ถือว่าเป็นคนที่ร่ำรวย แต่ช่วงพริบตาเดียวที่ดินที่กว้างใหญ่เหล่านี้กลับเปลี่ยนแปลงไปสู่ในเงื้อม มือของนายทุนหรือของรัฐด้วยการออกกฎหมายเวนคืน เปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาความเจริญให้กับประเทศ จ้างคนในท้องถิ่นมาเป็นลูกจ้างในโรงงาน รับค่าแรงรายวัน เสริมสร้าง GDP ถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลยทีเดียว แต่เผลอแผล๋บเดียว ที่ดินที่ตกอยู่ในกำมือของเศรษฐียุคใหม่ ก็เปลี่ยนไปอยู่ในกำมือของเศรษฐียุคโลกาภิวัฒน์ คือตกอยู่ในกำมือของบรรษัทข้ามชาติ ที่มีเทคโนโลยีและระบบการสื่อสารที่ทันสมัยกว่าเรา นำระบบจัดการที่ทันสมัย จำพวก ISO หรือแฟรนไชส์ มาสวมทับการดำเนินธุรกิจของคนไทย เพราะระบบที่เป็นมาตราฐานเดียวกันนี้ ทำให้บรรษัทข้ามชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวก นี่แหละอนิจาของชีวิต ทุกอย่างล้วนไม่จีรังเป็นสัจจธรรมที่แท้จริง

    ท่านผู้อ่านฟังส้มจี๊ดบ่นแล้วอย่าเพิ่งเบื่อนะเจ้าค่ะ เพราะส้มจี๊ดพยายามที่จะเชื่อมให้เห็นว่าบางครั้งเรานึกแค่ความเจริญ จนขาดความสมดุลย์ของชีวิต นั่นก็คือคุณภาพของชีวิตที่ประกอบด้วยจริยะธรรม สังคมที่ผูกพัน และวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่มีค่าในแง่ GDP แต่เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศที่จะช่วยให้เราอยู่อย่างไท จินตนาการอันสุดพริ้งนี้เจ้าค่ะ เกิดแวบเดียวเมื่อมองที่นาของหนองจอก มันอะไรจะขนาดนั้น !

    หัวใจของบทความนี้คือความพอเพียง จริงอยู่เราคงปฏิเสธกระแสโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็มีสิทธิเลือกรับสิ่งที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของสังคม เรา บางครั้งการที่ทำอะไรจนเฟ้อไป มันส่งผลในแง่ลบกลับมา ยกตัวอย่างเรื่องที่กำลังอยู่ในช่วงเทศกาลก็คือกระทง จริง ๆ แล้วประเพณีการลอยกระทงเป็นวัฒนธรรมที่งดงามของสังคมไทย ที่ต้องการบูชาเจ้าแม่คงคา เนื่องจากการใช้น้ำมาตลอดปี แต่พอถูกแปรเข้ามาเป็นการบริโภค การลอยกระทงไม่ใช่แค่วัฒนธรรม แต่เป็นการสนุก เป็นการขายกระทง ดังนั้นผลของกระทงโฟมหรือวัสดุธรรมชาติล้วนส่งผลเสียของสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโฟมที่ทำลายได้ยาก แต่เก็บได้ง่าย เพราะไม่จมน้ำ ขณะเดียวกันวัสดุธรรมชาติที่จมน้ำได้ ก็เป็นการทำให้น้ำเสีย เหล่านี้เพราะเราก้าวเลยความพอดีไป จนเปลี่ยนประเด็นมาทะเลาะกันแค่โฟมหรือวัสดุธรรมชาติอย่างไหนส่งผลเสียต่อ สภาพแวดล้อมมากกว่ากัน นี่หละผลของความไม่พอดี และเกิดความไม่พอใจในที่สุด.

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    ส้มจี๊ดยอมรับว่าเป็นผู้หนึ่งที่คลั่งไคล้ใหลหลงทฤษฎีและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ เห็นชื่อแปลก ๆ เป็นต้องวิ่งเข้าใส่ ไม่ว่า Re Engineering, Just In Time, Quality Control, ชุมชนเข้มแข็ง, ทฤษฎีไร้ระบบ เป็นต้น ขวนขวายจนเสียเงินไปตั้งเยอะ เพื่อหามาประดับไว้ในสมอง แต่ค่อนข้างอาภัพขาดสถานที่โชว์หยักสมอง จึงต้องร่ายคียบอร์ดบ่น ๆ อยู่แถว ๆ นี้

    แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่ส้มจี๊ดช่วงแรกฟังดูแล้วรู้สึกซู่ซ่า แต่สักพักเกิดอาการขย้อนในอารมณ์พิกล นั่นก็คือ Benchmarking ซึ่งได้ยินมาว่าฝรั่งเขานิยมยิ่งนัก ขนาด Re Engineering ของอีตาแฮมเมอร์ยังต้องชิดซ้าย (นี่ไม่ใช่พูดเองนะ เคยได้ยินคนพูดในศูนย์หนังสือจุฬา สมัย Re Engineering บูมในไทย)

    เอ้า แล้วส้มจี๊ดหวั่นอะไรกับไอ้ Benchmarking นี่หล่ะ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง ทุกทฤษฎีที่เอ่ยมาข้างต้น ล้วนแฝงความหมายสองแง่สองง่าม นั่นก็คือ ใช้ซื่อ ๆ ก็เสร็จมัน ถ้าประยุกต์ใช้ ก็อาจจะดี เหมือนกระบี่ที่สิบสามของอี้จับซาไงล่ะครับ แต่ของอี้จับซาเลือกจบชีวิตกับกระบวนท่าตนเอง จนเป็นโศกนาฎกรรมอมตะจนถึงทุกวันนี้ แต่ส้มจี๊ดไม่อยากให้พวกเราเป็นอย่างนั้น

    เกริ่นมาเนิ่นนานขอเข้าประเด็นเลยนะเจ้าค่ะ ทฤษฎี Benchmarking นั้น เขาให้ใช้มาตราฐานที่เราเลือกแล้วเป็นต้นแบบ เพื่อให้เราพัฒนาไปสู่ต้นแบบนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเลือกเบอร์หนึ่งกัน ทีนี้การที่จะชักนำตัวเราไปสู่ Benchmark ก็ต้องมาแยกส่วนว่าไอ้ตัวต้นแบบนั้นประกอบด้วยอะไร มันถึงดีนะหนา เพื่อดรรชนีชี้วัด และหาวิธีการผลักดันตัวเราให้ถึงมาตราฐานเขา มันเหมือนงานวาดรูปจากต้นแบบของจริง ที่เอาต้นแบบมาให้นักเรียนในชั้นหัดวาดให้เหมือนจริงที่สุด

    การ Benchmark แบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็เหมือนการบริโภคนิยม ที่กลไกลการค้าเสรีเขาชอบนัก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนอเมริกาดื่มกาแฟวันละห้าแก้ว ขณะที่คนไทยดื่มวันละหนึ่งแก้ว Benchmark เริ่มทำงานแล้วไงเจ้าค่ะ “ทำอย่างไรให้คนไทยดื่มให้เท่ากับคนอเมริกา โอกาสมันยังมีอีกเยอะ โดยละเลยสภาพสังคมและภูมิศาสตร์ไป” ดังนั้นจึงเห็นร้านกาแฟเปิดใหม่ยี่ห้อต่างชาติเปิดตัวเป็นทิวแถว อาทิ สตาร์บัคส์ ออปองแปง คอฟฟี่เวิร์ด เดอลิฟรานซ์ เป็นไงค่ะฟังแล้วอยากจิบหรือดื่มหรือยัง มันเข้ากับสโลแกน “Anyway Any Cups” ตัวเลขแก้วกาแฟต่อคนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแน่ ๆ เลย หรืออีกกรณีหนึ่ง ตอนที่ประเทศไทยเจอพิษ “ต้มยำกุ้ง” ต้องพึ่งคุณหมอ IMF ซึ่งท่านก็ใจดีเจียดยามาให้ชุดหนึ่ง คือผลักดันสถาบันการเงินไทยให้เข้าสู่ระบบการเงินสากลแบบอารยชนตะวันตก ด้วยการสร้างทุนสำรองต่อหนี้สินประมาณนี้ ผลสุดท้ายธนาคารเราก็รับอานิสงฆ์ของ Benchmark ด้วยการแปลงสัญชาติเป็นลูกครึ่งเหมือนสมัยนิยมเป็นทิวแถว อีกส่วนก็เข้าโรงเรียนติวเข้มของ พณ.ท่านผู้นำฮาร์วาร์ด ด้วยวิธีการยุบ ๆ แยก ๆ จนเป็นเป็ดง่อยทุกวันนี้

    ที่ร่ายมานี้ไม่ใช่บอกว่า Benchmark มันไม่ดี แต่ถ้าหากการใช้โดยไม่รู้ลึกหนาบางของอวิชชา รับมาดุ้น ๆ แบบไม่ประยุกต์เลย มหันตภัยจะเกิดตามหลังมา ไม่ใช่หลงดีใจร้องแต่เพลง “เราจะโต ๆ” เสร็จแล้ว กลายเป็น “เด็กตาลขโมย” โตแค่บางส่วน กลายเป็นเด็กขาดสารอาหารไป เป็นภาระต่อสังคม มันดูแล้วทุเรศเจ้าค่ะ

    เราควรเลือกมาใช้อยากมีสติ นั่นก็คือนำต้นแบบ Benchmark มาวิเคราะห์ หาข้อดีข้อเสีย ดูว่าทำไมเขาถึงสามารถอยู่จุดนี้ บวกกับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวที่เขาดำรงอยู่ เสร็จแล้วนำมาปรับเป็นวิสัยทัศน์แบบที่เหมาะกับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบเขา สร้างกลยุทธ์ที่จะไปให้ถึง ไม่แปลกถ้าจะมีผลออกมาไปอีกแบบหนึ่ง ไม่ต้องมุ่งไปทิศทางเดียวกันแบบแม่ปูกับลูกปู พวกเราพึงระลึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงเรา “อย่าตาโต” นั่นแหละจะคุ้มครองพวกเราให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน.

    Tags: , ,

  • โดย… ส้มจี๊ด

    สมัยส้มจี๊ดเป็นนักศึกษา มีวิชาหนึ่งที่ชอบมาก แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบอาจารย์ แต่ก็ประทับใจในวิธีการสอนของท่าน นั่นคือวิชาบริหารเชิงกลยุทธ์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Strategic Management ซึ่งทุกคาบวิชาต้องมี Case ให้แก้ ซึ่งทางออกมีมากกว่าหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมตลอดเวลา ขนาดคำตอบที่เคยถูกในห้องเรียน แต่พอนำ Case นั้นมาออกข้อสอบ นักศึกษาที่ตอบเหมือนเดิม กลับไม่ได้คะแนน เนื่องจากข้อสมมติฐานนั้นเปลี่ยนไป จึงใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้ นี่ละที่เขาเรียกว่า “กลยุทธ์” ไม่มีผิด และไม่มีถูกเสมอ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่

    อีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ท่านมักจะย้ำพูดเสมอก็คือ เวลาแก้ปัญหานั้น คนเราส่วนใหญ่ใช้สัญชาติเดิมที่ได้รับสอนสั่งเข้ามาแก้ไข ดังที่ท่านเรียกว่า Perspective เช่น นักบัญชีเวลาแก้ปัญหา มักจะดูที่ตัวเลขเป็นหลัก เนื่องจากร่ำเรียนมาจากระบบบัญชี นี่คือกรอบของความคิด ดังนั้นไม่แปลก ที่ว่าปัญหาการเงินของชาติขณะนี้ ให้นายธนาคารมานั่งแก้ จะมัวแต่มุ่งแก้ไปที่ระบบการเงินเป็นหลัก เนื่องจากกรอบความคิดผูกติดกับแนวทางที่เคยเป็นมาช้านาน ถึงแม้จะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า แต่ก็เอาชัวร์ไว้ก่อน เพราะวิธีอื่นมันไม่เคยชิน จึงไม่มีความมั่นใจ

    ที่ส้มจี๊ดร่ายมายืดยาว เพื่อจะนำสู่ประเด็นที่ว่า “กำพืดความคิด” คนเรายึดติดกำพืด ดังนั้นการแสดงออกล้วนเป็นไปตามเคยชิน เพื่อความชัดเจน จะขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมสักสองสามข้อ

    เรื่องแรก ก็คือการที่กระทรวงศึกษาธิการปรับระบบหลักสูตร โดยนำวิชา “หน้าที่พลเมือง” เข้ามาสอนอีกครั้ง เพราะต้องการให้เด็กรู้จักหน้าที่และประพฤติดีต่อประเทศชาติ เพราะคิดด้วยความเคยชินว่าถ้าสอนในชั้นเรียน นักเรียนย่อมเข้าใจ และนำไปประพฤติปฏิบัติ มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือเฮียตือ สังคมไทยปัจจุบันเด็กรับสื่อหลายด้าน และเลียนแบบได้ง่าย ห้องเรียนเป็นแค่ทางเลือกทางหนึ่งเท่านั้น เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาไปไกล (ขอลอกก๊อปปี้เขาหน่อย) อินเตอร์เนตก็ใช้ได้ อีกทั้งสื่อจำพวก Edutainment ที่มีค่ายเพลงเป็นตัวดี กล่อมเด็กสักอยู่หมัด ว่านอนสอนง่าย นอกจากนี้วัฒนธรรมฮอลีวู๊ดก็ซึมเข้ามาในสายเลือด ดังนั้นห้องเรียนและครูไม่ใช่ตัวกำหนด ถึงแม้กำหนดได้เถอะ เชื่อว่ามันก็ท่องจำตำรา แต่เวลาทำจริงไปคนละทาง ไม่เชื่อถามท่านนักการเมืองดู พวกนี้อยู่ในยุคเรียน “หน้าที่พลเมือง” แต่ทำไมจึงออกไปทาง “หน้าที่โลกาภิวัฒน์ บริโภคนิยม โคตรกิน” ก็ไม่รู้ จริง ๆ น่าจะนำกิจกรรมมาเป็นใช้แบบเรียนรู้สัมผัสด้วยของจริง หรือให้เข้าไปสัมผัสกับชุมชน เรียนรู้จากชุมชน ซึ่งจะได้รู้ได้ชัดว่าชุมชนต้องการให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอย่างไร ประพฤติอย่างไร ไม่ดีหรือท่านเจ้านายเจ้าขา

    เรื่องสองคือ “เบี้ยกุดชุม” เห็นตอนนี้แบงค์ชาติประกาศิตลงมาว่าผิดพรบ.เงินตราอะไรนั่น ซึ่งเบี้ยกุดชุมเกิดจากชุมชนหนึ่งที่ร่วมใจกันออกกระดาษชุดหนึ่งมาใช้ภายในชุมชนในการจับจ่ายซื้อของ เพื่อไม่ให้เงินบาทไหลออก และเศรษฐกิจไหลอยู่ในชุมชน แต่ทั้งนี้ต้องมีเงินบาทผสมอยู่ในการชำระเงิน และผู้ซื้อผู้ขายตกลงยินยอมรับ จริง ๆ มันก็คือ Credit Instrument ที่พวกนายแบงค์เขานิยมใช้ แต่ผิดที่คนคิดและใช้เป็นชาวบ้าน ไม่เหมือนที่พวกแบงเกอร์เล่น และเล่นแบบมือเติบเอาประเทศไปจำนองกับ IMF เขาล่ะ หรือคูปองศูนย์อาหารเขาก็นิยมใช้ แต่ที่ถูกสั่งห้าม สาเหตุคงไม่ใช่ที่ประเด็นเบี้ยกุดชุม แต่น่าจะเป็นเรื่องที่ปะทะกับความหมายของ “รัฐ” นั่นคือประเทศไทยต้องเป็นเอกภาพ ชุมชนที่กล้าทำเช่นนี้ รัฐย่อมกลัวเสียอำนาจ และอาจจะปกครองได้ยาก จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม สั่งห้ามและประกาศว่าผิดกฎหมาย ถ้าใช้แนวคิดรัฐศาสตร์มันก็ถูก แต่ถ้าใช้แนวคิดสังคม จะเห็นได้ว่าพลเมืองของชาติก้าวหน้า และหาทางออกด้วยตัวเอง เป็นความเข้มแข็งของชุมชน น่าจะสนับสนุน นี่ล่ะที่เรียกว่า Perspective ในการมองปัญหาคนละมุมมอง

    เอาอีกเรื่องที่น่าจะแสดงออกถึงกำพืดของความคิด เรื่องน้ำมันร้อน ๆ ตอนนี้ ที่ลิตรละเกือบ 18 บาท รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะไทยต้องนำเข้าน้ำมัน ไม่มีบ่อน้ำมันดิบของตัวเอง รัฐบาลอ้างแต่ว่า “ระบบการค้าเสรี” ทำอะไรไม่ได้ ก็จริงของท่าน ถูกต้องในเรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่ที่แน่ ๆ ท่านไม่ได้มองว่ามันมีสองปัจจัยที่แฝงอยู่ในเรื่องการค้าเสรี ก็อุปสงค์และอุปทาน การที่ท่านเล่นแก้แต่ลดค่าการตลาดของน้ำมัน หรือจะลดมาตรฐานการกลั่น เพื่อให้ราคาถูกลงบ้าง มันแก้ที่อุปทาน โดยที่ไม่ได้เตะต้องอุปสงค์เลย เพราะมันอาจจะขัดการค้าเสรีก็ได้ หรือกลัว GDP จะโตไม่เท่ากับที่รับปาก IMF ไว้ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะสัญญาแต่ละฉบับท่านมุบมิบทำกัน โดยที่ไม่เคยบอกเจ้าของประเทศแบบพวกผม สมัยพลเอกเปรม ที่มีสถานการณ์เช่นนี้ ป๋าท่านสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ช่วง 18.00 - 20.00 และบังคับสถานบันเทิงปิดให้ตรงเวลา ประหยัดน้ำมันไปได้มาก แต่ทว่าปัจจุบัน เรากลับส่งเสริมการบริโภคที่เกินตัว ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ ห้างสรรพสินค้าปัจจุบันใช้ไฟฟ้ามากกว่าบางจังหวัดเสียอีก เปรียบเทียบให้ชัดก็ตัวอย่างเดอะมอลล์โคราช ที่พอเปิดปุ๊บ การไฟฟ้าต้องผันไฟเข้าห้างแห่งเดียว จนที่อื่นมีปัญหาไฟตก นี่หละการบริโภคนิยม ซึ่งเป็นการโตเกินตัว ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหาราคาน้ำมันจริง ๆ มันต้องออกแรงมากกว่านี้ อย่ามัวแต่เชื่อทฤษฎีการค้าเสรี ลูกหลานมันจะเดือนร้อน นะท่านนายหัววัวชน

    สองสามเรื่องก็พอเห็นตัวอย่างกำพืดความคิด ที่เป็นตัวชี้นำการกระทำ ถ้าไม่เปลี่ยนมุมมอง แต่เชื่อมั่นกำพืดเดิม ๆ แม้จะเคยประสบความสำเร็จในสมัยก่อน แต่อาจจะฉิบหายได้ในปัจจุบัน เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยน มันไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูป ฉีกปุ๊บได้กิน อิ่มได้เลย นะเจ้าค่ะ บางครั้งพฤติกรรมและระบบภูมิศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน ย่อมนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาแตกต่าง แต่ก็เศร้าใจที่เห็นพฤติกรรมบางอย่างถูกครอบงำด้วยกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่ ไหลบ่าจากฮอลีวู๊ด ฟาสฟู๊ด สินค้าแฟชั่น และตำรับตำราเรียน ซึ่งยังผลให้พฤติกรรมส่วนบุคคล เลียนแบบไปตามสิ่งที่ได้รับมา ง่ายต่อการครอบงำ นอกจากนี้ตลาดองค์กรก็ยังถูกปรับพฤติกรรม รับเอาระบบ ISO ธรรมรัฐ ลิขสิทธิ์ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายพฤติกรรมการสั่งซื้อก็จะถูกชี้นำด้วยกระแสเหล่านี้ นอกจากนี้ตอนนี้ชุมชนท้องถิ่นยังต้องฝึกเขียนโครงการ หรือศัพท์หรู ๆ ว่า Business Plan ซึ่งมองความสำเร็จที่ตัวเลข มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ในการเสนอโครงการต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างถูกครอบงำ ที่ว่านี่ส้มจี๊ดไม่ได้เหมารวมว่าทุกวิธีการที่กล่าวข้างต้นไม่ดี เพียงแต่ติงว่าเหมาะสมแค่ไหน และควรเลือกรับได้แค่ไหน ประยุกต์ให้เข้ากับภูมิศาสตร์ของเรา กลัวท้ายสุดความคิดจะเหมือนท่าน ๆ ที่อยู่แถวคลองประปา จริง ๆ Business Plan ของเราก็มี แต่ไม่ใช่มองที่ผลลัพธ์ แต่มองที่ตัว “คน” เป็นหลัก ชุมชนที่ตนเองสังกัดอยู่ ดังจะเห็นโครงการหนึ่งที่ยื่นมาเรื่องประกวดป่าในโครงการลูกโลกสีเขียว เขียนถึงการสร้างโรงเรียนให้บุตรหลาน ให้มีที่เรียนที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ถล่มง่ายเมื่อเจอพายุ ซึ่งต้นเรื่องไม่เห็นเกี่ยวกับป่าเลย แต่ไป ๆ มา ๆ มีการนำเรื่องทำบุญทอดผ้าป่า เพื่อหาเงินมาสร้างโรงเรียน ผลพลอยได้ก็คือนำกล้าไม้มาลง ช่วยกันจนเป็นป่า นั่นแหละส่อให้เห็นวิธีคิดของไทยเรา ที่เห็นคนเป็นสำคัญ จึงมีวิธีการ “ลงแขก” มาลดความเดือดร้อน ไม่ใช่กู้เงินมาหมุนให้ GDP โตเอา ๆ สุดท้ายต่างชาติขนเงินกลับประเทศเหมือนเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่งที่จะถูกแปรสภาพเป็นสาขาย่อย โดยบริษัทที่เข้ามาถือหุ้นใหญ่ขนเงินออกไปหมด นำไปสู่บริษัทแม่ เพิ่มมูลค่าที่ตลาดหลักทรัพย์หลักในต่างประเทศของตนเอง ดังนั้นเราควรกลับมายึดกำพืดความคิดของตนเอง ไทยควรประพฤติตนแบบไท มิใช่หรือเจ้าค่ะ.

    Tags: , ,