
คนอิ่ม (จนปิดปาก กินไม่เข้า)
เพราะได้ดื่ม วิมุติภาพเข้าไป จนอ้วนพี
อิ่มเอิบด้วยความสุข เกินกว่าจะเปิดปากกินตัณหาเข้าไปลงคออีก
นี่คือ อิ่มจนไม่อยากกินเหยื่อโลกอีก ไม่ว่าเหยื่อชนิดไหนหมด

คนอิ่ม (จนปิดปาก กินไม่เข้า)
เพราะได้ดื่ม วิมุติภาพเข้าไป จนอ้วนพี
อิ่มเอิบด้วยความสุข เกินกว่าจะเปิดปากกินตัณหาเข้าไปลงคออีก
นี่คือ อิ่มจนไม่อยากกินเหยื่อโลกอีก ไม่ว่าเหยื่อชนิดไหนหมด
Tags: คนอิ่ม, สาระสาร # 23

ท่านเว่ยหล่างฉีกพระไตรปิฎก ท่านจะฉีกจริงหรือไม่นั้นไม่มีใครยืนยัน แต่เจ้าของความคิดนี้เขามุ่งแสดงว่า พระไตรปิฎกทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นอยู่ในใจ อยู่ที่ใจ ไม่ใช่ตำรา
ฉีกพระไตรปิฎกฉบับภายนอกเสียจึงจะเห็นพระไตรปิฎกแท้ฉบับที่เขียนไว้ที่ใจ “ฉีก” มิได้หมายถึงการฉีก แต่หมายถึงการทำลายความยึดมั่นในตำรานั้น พระไตรปิฎกฉบับแท้ อยู่ในใจที่ใจแล้วตลอดกาลนานมา
Tags: พระไตรปิฎก, สาระสาร # 20, เว่ยหล่าง
| คนนั่งจัด ปุปผชาติ ก็คาดคิด | ว่าพิชิต มันได้ ตามใจหวัง |
| ความคิดนี้ ถูกดี แล้วหรือยัง | มันจัดใคร เข้าให้มั่ง หยั่งคิดดู |
| คิดดูเถิด พวกถนัด จัดมาลัย | ลิงโลดใจ ว่าจัด ได้สวยหรู |
| ใครจัดใคร แย่ไป ให้นึกดู | อย่าหลงรู้ แต่ว่าตน จัดมาลัย |
| ดูให้ดี พวกคน หลงดอกไม้ | มันมัดท่าน ใจไข้ อยู่ไหวไหว |
| ในทันที ที่คนจัด ดอกไม้ไป | มันรวบใจ คนมัด ในบัดดล |
| ดอกไม้จัด คนบ้าง อย่างภาพนี้ | คือพวกที่ หลงมัน ทุกแห่งหน |
| เด็กผู้ใหญ่ ไพร่ผู้ดี มีหรือจน | ไม่เคยพ้น บุปผชาติ คาดมัดเอยฯ |

คนมีกิเลสหมายมั่นว่าเราเป็นผู้จัดการ, เราเป็นผู้บงการทุกสิ่ง, เราเป็นผู้กระทำให้ได้ตามใจเรา แต่ที่แท้คนกำลังถูกบงการจากกิเลสนั่นเอง ; จึงถูกกิเลสรัดรึงอยู่รอบด้าน.
ส่วนผู้รู้ใช้ปัญญาเข้าจัดการกับทุกเรื่อง จึงเป็น “อิสระ” .
Tags: ดอกไม้จัดคน, สาระสาร # 19
หลักสำคัญมีอยู่ว่า ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ ที่ไหนไม่มีการทำหน้าที่ ที่นั่นไม่มีธรรมะ ต่อให้ในโบสถ์ที่มีอะไร ๆ สำหรับจะมีในโบสถ์ เต็มไปหมดแล้วไม่มีการทำหน้าที่ของธรรมะ มีแต่สั่นเซียมซี พิธีบวงสรวง ขอร้องอ้อนวอน ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว ขอยืนยันว่าในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว แต่ธรรมะไปมีอยู่ที่กลางนา ที่ชาวนาคนหนึ่งรู้จักหน้าที่ของตน แล้วไถนาอยู่ด้วยความพอใจ ความสุขใจ ไถนาอยู่โครม ๆ ในนานั่นแหละจะมีธรรมะ ในโบสถ์กลับไม่มีธรรมะ เพราะไม่มีการทำหน้าที่ หรือแม้จะมีการทำหน้าที่ ก็ไม่รู้สึกว่าหน้าที่คือธรรมะ ก็มาทนทำอะไรคับอกคับใจอยู่กลางโบสถ์นั่นเอง มันก็เลยไม่มีธรรมะ ฉะนั้นอย่าไปเอาสถานที่เป็นหลัก แต่เอาธรรมะเป็นหลัก เอาของจริงเป็นหลัก ว่าที่ไหนมีการทำหน้าที่อันถูกต้อง ที่นั้นมีตัวธรรมะอันแท้จริง
เอ้า ที่นี้มันน่าหัว ในข้อที่ว่า พวกเราก็ทำหน้าที่กันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักความจริง ที่ว่าหน้าที่คือธรรมะ มันก็เลยกลายเป็นนรกในการทำหน้าที่ มันบีบบังคับความรู้สึก ให้รู้สึกเป็นการต้องทน ต้องอดกลั้น และทนทรมาน ไม่มีความชื่นอกชื่นใจในการทำหน้าที่ ทำให้เกิดการว่างงานกันเสียก็มาก เดี๋ยวนี้มารู้กันเสียใหม่ คือรู้ความลับข้อนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะ ก็เลยเป็นการปฏิบัติธรรมะอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เคยทำอยู่ จะเป็นการทำไร่ ทำนา ค้าขาย ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง อะไรก็ตามเถิด มันก็จะกลายเป็นธรรมะไปหมด ถ้ารู้สึกว่าการงานในหน้าที่คือธรรมะ แล้วก็จะพอใจอย่างยิ่ง ที่ได้ทำการงาน เมื่อพอใจ มันก็เป็นสุข มันก็มีความสุข ในการขุดดิน ทำสวน ทำนา ทำราชการ ทำกรรมกร ทำขอทาน เรียกว่ามีความพอใจ จนมีความสุข เมื่อได้ทำหน้าที่ นี่เรียกว่าหลักเกณฑ์ ที่เราจะทำให้มันมีสวรรค์ อยู่ในทุกอิริยาบถ เมื่อทำหน้าที่ของตน มีความพอใจ ชื่นใจตัวเอง อยู่ทุกอิริยาบถ.
โดย… พุทธทาสภิกขุ
Tags: ธรรมะ, สาระสาร # 9, หน้าที่




