• ฉันกับแม่กลับจากตลาดแดดก็เริ่มแรงแล้ว ด้วยความที่ตลาดอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 20 กิโลเมตร เราจึงไปตลาดเพื่อซื้อของแห้ง และเนื้อสัตว์อาทิตย์ละครั้ง จันทร์กำลังรดน้ำแปลงผักข้างครัว วางมือมาช่วยถือของ

    “วันนี้แม่ซื้อขนมจีนมาด้วย … ทำขนมจีนน้ำพริกนะคะแม่” จันทร์ช่วยเก็บของเข้าที่
    “จ้ะ…แม่เห็นว่าจันทร์ชอบ แล้วก็ไม่ได้กินเสียนาน …. แล้วรดน้ำเสร็จแล้วหรือลูก ไปทำต่อก็ได้เดี๋ยวแม่กับพี่ตะวันเก็บกันเอง” แม่ตอบ
    “เสร็จแล้วละค่ะแม่ จันทร์เดินไปดูฟักทองที่เจ้าไทมาปลูก ลูกโตแล้วนะคะ”
    “แม่เก็บขายไปรุ่นนึงแล้วล่ะจันทร์ พี่ก็เขียนจดหมายไปบอกไทว่าฟักทองที่ไทมาปลูก ตอนนี้ทำ Jack-o’-lantern ได้แล้ว คงจะดีใจแน่…แม่จะทำน้ำพริกเลยไหมคะ ตะวันจะเตรียมเครื่องไว้ให้เลย”
    “เอาสิลูก….จันทร์ไปเก็บผักมาทอดแกล้มขนมจีนสิลูก ตะกร้าอยู่ตรงที่คว่ำจานแน่ะ เก็บมาเผื่อทอดไปถวายเพลหลวงลุงด้วยนะ”

    แม่พาจันทร์ไปกราบนมัสการหลวงลุง ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของแม่ ตอนที่ท่านยังเด็กอาศัยวัดเป็นที่เรียนหนังสือ ท่านรักเรียนมากแต่ตากับยายไม่มีเงินส่งให้เรียนจึงให้หลวงลุงบวชเรียนทางธรรม ด้วยความที่ใกล้พระใกล้วัด และถูกอบรมสั่งสอนโดยหลวงตาที่เป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ยังเด็ก หลวงลุงจึงศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก บวชมาเกือบสามสิบพรรษาแล้ว ถวายเพลหลวงลุงแล้วจึงกลับ

    “จันทร์…ไปเด็ดพวงชมพูข้างวัดมาทำไม บาปตายเลย” ฉันเห็นจันทร์ถือยอดพวงชมพูมากำมือหนึ่ง
    “หลวงลุงอนุญาตแล้วจ้ะพี่ตะวัน แถมยังบอกให้เด็ดมาเยอะๆเอามาชุบแป้งทอดแกล้มขนมจีนอีก” จันทร์เดินถือเข้าครัวไปล้างเตรียมทอด….ฉันงง
    “กินได้หรือคะแม่…ตะวันไม่ทราบมาก่อนเลย เห็นปลูกเลื้อยไว้ทำรั้วให้สวยๆ”
    “ได้สิลูก…แม่ก็ลืมไปหลวงลุงเคยบอกแม่นานแล้วว่ากินได้ สมัยที่หลวงลุงธุดงค์ไปที่ไชยา หลวงลุงว่าทางใต้เขาเอามาลวกจิ้มน้ำพริกบ้าง ผัดใส่ไข่ยังได้เลย”
    “หัวที่อยู่ใต้ดินก็เอามาต้มกินได้นะพี่ตะวัน จันทร์เด็ดยอดมาลองชุบแป้งทอดดูก่อน ถ้าอร่อยคราวหน้าค่อยลองขอหัวมาต้มมั่ง”

    เรา นั่งล้อมวงกินข้าวกันสามแม่ลูก ผักที่นำมาทอดมีหลายอย่าง หาได้ในบ้านทั้งนั้น เช่น ใบพริก ใบทองหลาง ใบเล็บครุฑ ใบตำลึง ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว หัวปลีสด ฯลฯ ทั้งอร่อยและปลอดภัย เราไม่ได้อยู่พร้อมกันนานมากแล้ว ตั้งแต่กลางจันทร์สอบชิงทุนรัฐบาลเยอรมันได้เมื่อสองปีที่แล้วก็เพิ่งกลับมา เยี่ยมบ้านครั้งนี้ ส่วนปลายดาวน้องสาวคนเล็กพอจบปริญญาโทที่ออสเตรเลียก็แต่งงาน สร้างครอบครัวอยู่ที่นั่นมาเกือบสี่ปีแล้ว แต่ก็กลับมาเยี่ยมบ้านปีละ 2-3 ครั้ง

    “พี่ตะวันรู้ไหม พวงชมพูเนี่ยฝรั่งเค้าเรียกว่า Chain of love นะ”
    “อ๋อ…เพราะใบเป็นรูปหัวใจใช่ไหม อืมม….จริงสิ เหมือนเอาหัวใจมาร้อยเป็นเส้นยาวๆเลยนะ”
    “คิดถึงดาวนะคะแม่ ถ้าดาวอยู่ต้องมีแกงเขียวหวานไก่อีกอย่าง” จันทร์ตักน้ำพริกราดขนมจีนส่งให้แม่
    “อยู่ที่เยอรมันคิดถึงบ้านจะแย่ คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่” จันทร์หันมายักคิ้วกับฉัน
    “อย่ามาประจบแม่ ที่โน่นก็มีอาหารไทยกิน จันทร์ก็ซื้อมาทำเองออกบ่อยนี่” แม่ยิ้ม
    “มันไม่เหมือนแม่ทำนี่คะ แม่รู้ไหมคะที่โน่นเค้าไม่ค่อยทำอาหารกัน มัวแต่ทำงานหาเงิน แล้วเอาเงินไปซื้อมากินกันในครอบครัว”
    “เมืองไทยก็มีเยอะไปจ้ะ หลายคนถือว่าเงินคือความสุข ใครที่หาได้มากถือว่าเก่ง และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต” ฉันว่า
    “เรากำลังทำลายสังคมที่เป็นรากหรือเป็นแก่นของเราจนเกือบหมดแล้วละลูก เมื่อสมัยตากับยาย และสมัยแม่ยังเด็กๆ สังคมไทยเป็นเรื่องของมนุษย์ มีความผูกพันกันทุกระบบสังคม ตอนนั้นความสุขคือการได้แบ่งปัน เป็นการร่วมสุขร่วมทุกข์กัน เป็นเหมือนกันทั้งระบบสังคม” แม่อธิบาย
    “ตอนนี้ไม่มีใครรู้จักความสุขที่แท้จริงนะคะแม่” จันทร์ต่อ
    “ตอนนี้ต่างคนต่างให้ความหมายกันไป ถ้าเราให้ความสำคัญกับอะไรมากสิ่งนั้นก็เป็นความสุขสูงสุดในชีวิตนั่นแหละจ้ะ” แม่ตอบ
    “สังคมเมื่อก่อนให้ความสำคัญกับอะไรคะแม่” ฉันถามบ้าง
    “สังคมเมื่อก่อนเป็นสังคมแม่จ้ะ ผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน เขาถึงเรียกว่า แม่ศรีเรือน เมื่อก่อนผู้ชาย ไปขอสาวมาเป็นแม่เรือนต้องเอาเงินเอาทองไปขอ แต่งงานแล้วต้องเข้ามาอยู่บ้านผู้หญิง ถือว่าผู้ชายเป็น ขี้ข้าเงินแถม มาอยู่บ้านผู้หญิงก็ต้องออกไปทำงานหารายได้ แล้วยังเอาเงินมาให้ผู้หญิงเก็บด้วยแน่ะ” เราหัวเราะกันใหญ่
    “มีเงินมันก็ดี มันแลกความสะดวกสบายได้หลายอย่าง แต่มีให้พอดี” แม่พูดต่อ
    “คนส่วนใหญ่จะสะกดคำว่าพอดีไม่ค่อยเป็นนะคะแม่ หรือกะไม่ถูกว่าความพอดีอยู่ตรงไหน”
    “ใช่ลูก….สมัยนี้เราเน้นสอนกันแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ลืมสอนเรื่องสุนทรีย์เรื่องความเป็นมนุษย์ไปหมด พอเด็กถูกสอนแบบนี้ก็จะลืมนึกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะมีแต่เรื่องตัวเลข เรื่องเครื่องจักรกล เอาชนะธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับเงินเป็นใหญ่” แม่อธิบายต่อ
    “ประเทศที่เห็นเงินทองเป็นเรื่องใหญ่ จะหลงลืมความเป็นสังคมแม่มากขึ้น ลูกสังเกตไหมว่าผู้หญิงถูกทำร้ายมากขึ้น”
    “โชคดีที่บ้านเรามี Chain of love อยู่นะคะแม่ …. และแม่ก็ยังเป็นคนที่สำคัญที่สุดของเรา”

    ฉันไปถามวิธีการปลูกพวงชมพู หรือ Chain of love จากหลวงลุงมาแล้วละค่ะ ถ้าใครสนใจจะปลูกไว้เลื้อยริมรั้วสวยๆจะเหมาะมากเพราะจะคลุมรั้วมิดชิด ออกดอกตลอดปี ปลูกโดยใช้เมล็ดค่ะ ขุดหลุมเล็กๆริมรั้วให้ลึกประมาณสองข้อนิ้วมือ โรยปุ๋ยคอกก้นหลุม ใช้ดินกลบทับเล็กน้อยหยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 2-3 เมล็ด ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 2 เมตร แล้วกลบดินบางๆ รดน้ำทุกวันให้ชุ่มๆ พอแตกใบจริงและตั้งยอดได้ คราวนี้ก็คอยจัดยอดให้เลื้อยไปตามรั้วให้สวยงามค่ะ

    Tags: ,

  • ฉันได้รับข้อความผ่านอีเมล์จากหนุงหนิงว่าจะกลับมาเมืองไทยเพื่อประชุมวางแผนงานที่บริษัทเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และจะลางานต่ออีก 1 สัปดาห์ เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ และบอกอีกว่ามีเรื่องให้เซอร์ไพรซ์อีกด้วย นายภูโทรศัพท์มาแจ้งข่าวนัดหมายเพื่อนๆ มารวมกันที่บ้านสวนของฉันวันเสาร์หน้า

    เช้าวันเสาร์ รถยนต์สามคันขับตามกันมา จอดเรียงกันที่ใต้ต้นมะขามเทศ หนุงหนิงลงจากรถก่อนใคร วิ่งเข้ามากอดฉัน “ตะวันจ๋า…ฉันคิดถึงเธอจริงๆเลย เมื่อคืนเกือบไม่ได้นอน หลังจากคุยโทรศัพท์กับเธอแล้ว ปูเป้ก็มานอนด้วย คุยกันเรื่องเธอกับเพื่อนคนอื่นๆเกือบเช้าแน่ะ”

    “คุยเรื่องฉันน่ะเหรอ…ฉันไม่มีเรื่องอะไรให้พูดถึงสักหน่อย อยู่บ้านทุกวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

    “ก็ตะวันเป็นคนที่ติดต่อยากที่สุด กว่าจะตอบเมล์ก็ตั้งอาทิตย์นึง โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยมีสัญญาณ” หนุงหนิงค้อน

    ” จะเอาอะไรกับบ้านกลางสวนแบบนี้ล่ะจ๊ะ ตะวันเข้าอำเภออาทิตย์ละหน ก็ได้อาศัยเช็คเมล์ตอนนั้น มือถือที่นี่สัญญาณดีเฉพาะตอนอากาศดีๆเท่านั้นแหละจ้ะ….พวกนี้ก็บ่นกันจะแย่ …..ไปๆๆขึ้นเรือนก่อนดีกว่า”

    “พวกเราใช้วิธีบุกถึงบ้านเลยล่ะหนุงหนิง ไม่โทรบอกล่วงหน้าด้วย…ฮ่าๆๆๆ” ภูหิ้วของพะรุงพะรังตามหลังมา พร้อมเพื่อนๆอีก 7-8 คน

    ฉันเพิ่งสังเกตว่าหนุงหนิงผมยาวขึ้นและเริ่มมีแก้มยุ้ยมากขึ้น นอกจากนี้กางเกงยีนส์ที่เคยนุ่งกลับเป็นกางเกงผ้าเนื้อเบา เสื้อสีสดใส แต่งหน้าบางๆ

    “สวยขึ้นนะเนี่ย…เพื่อนเรา” ฉันชม

    “ตอนฉันไปรับที่สนามบินยังจำไม่ได้เลย มัวแต่มองหายายเพิ้ง ที่แท้แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงมา” เอกกระเซ้า

    “บ้า…มันก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิยะ” หนุงหนิงค้อน

    “อ๋อ..นี่เหรอที่เธอบอกว่ามีเซอร์ไพรส์…” ฉันยกน้ำกระชายเย็นเจี๊ยบมาวางที่ระเบียงบ้าน

    “ไม่ใช่…มีเซอร์ไพรส์กว่านั้นอีก…” คราวนี้ทุกคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม

    “อะไรล่ะ..บอกมาเร็วๆ” จะมาไม้ไหนอีกหนอ พวกเพื่อนๆตัวดีของฉัน

    “แหม…ไปหาของว่างมาต้อนรับเพื่อนก่อนสิจ๊ะ เลี้ยงแต่น้ำยังไม่ทันหายเหนื่อย…ปูเป้กับจุ๊บแจงไปช่วยตะวันทำแล้วยกมาดีไหม… เห็นว่าทำทอดมันหัวปลีไม่ใช่เหรอจ๊ะ” หนุงหนิงรีบรุนหลังเพื่อนอีกสองคนไปในครัว เดาว่าจะให้คอยคุมฉันไว้ก่อน

    “พิธีรีตองเยอะจังนะ…เอ้า…ก็ได้” ฉันเดินเข้าครัวนำทอดมันหัวปลีที่เตรียมไว้แล้วออกมาตั้งกะทะทอดเป็นชิ้นๆ ปูเป้และจุ๊บแจงช่วยทำน้ำจิ้ม เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงยกออกไปที่ระเบียง

    ภาพข้างหน้าที่ฉันเห็นทำให้ฉันแทบจะทิ้งจานทอดมัน นั่น….”กลางจันทร์” น้องสาวของฉันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร

    “พี่ตะวัน สวัสดีค่ะ….แปลกใจไหม” จันทร์เดินเข้ามาไหว้ ฉันรับไหว้อย่าง งงๆอยู่

    “นี่มาได้ยังไงกัน ไม่บอกกล่าวกันเลย คบคิดกับพวกพี่ๆเค้าเหรอเนี่ย จันทร์”

    “มาพร้อมพี่หนุงหนิงเลยแหละ พอดีจันทร์ได้หยุดสามอาทิตย์ก่อนเสนอวิทยานิพนธ์ค่ะ เก็บตังค์ตั้งนานแน่ะ กว่าจะได้มา” จันทร์ยกจานทอดมันหัวปลีไปตั้งบนโต๊ะ

    “สายๆแม่คงกลับมาจากวัด แล้วอย่าเล่นอย่างนี้กับแม่นะ เดี๋ยวดีใจจนช็อคตาย”

    เป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก น้องสาวฉันได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศสองปีแล้วที่ไม่ได้กลับมาบ้านเลย แล้วจู่ๆก็มาปรากฏตัวโดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าแบบนี้

    “แม่ตากกล้วยอีกหรือเปล่าคะพี่ตะวัน” จันทร์เดินไปเปิดตู้ในครัว แม่มักจะมีอาหารแปรรูปใส่โหลเรียงรายไว้ เช่น ฟักทองอบกรอบ กล้วยตาก กล้วยกวน ถั่วลิสงคั่ว มะม่วงแผ่น มะยมหยี ฯลฯ เป็นของกินเล่นของลูกๆเวลาหิว นั่งดูโทรทัศน์ และได้รับแขกเวลาเพื่อนๆของลูกมาเที่ยวบ้าน ครั้งนี้ จันทร์ยกโหลใสบรรจุของกินเล่นไปหลายโหล

    “ฉันชอบบ้านตะวันก็ตรงนี้แหละ ไม่มีวันอดตาย ผักก็มี ผลไม้ก็มี ขนมก็มีกินสารพัดหาจากในบ้านได้เลย” เอกว่า

    “กล้วยตากหวานจังเลยตะวัน แม่แช่น้ำผึ้งด้วยเหรอ” จุ๊บแจงหยิบกล้วยตากขึ้นมาชิม

    “ไม่ได้แช่หรอกจ้ะ ใช้กล้วยน้ำว้าสุกมาตากก็เลยหวาน” ฉันตอบ

    “จริงสินะ ในบรรดากล้วยทั้งหลายนี่ เรื่องความหวานต้องยกให้กล้วยน้ำว้า แถมยังมีธาตุเหล็กและวิตามินซีเยอะกว่าชนิดอื่น” เภสัชกรเอกเริ่มบรรยาย “กล้วยสุกก็ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และเป็นยาระบายที่ดีเลยละ”

    “ทำไมบางทีฉันกินกล้วยแล้วท้องอืดน่ะเอก” ปูเป้สงสัย

    “เธอไปกินกล้วยที่ยังไม่สุกน่ะสิ จะท้องอืด กล้วยดิบช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ แต่เป็นท้องเสียแบบไม่ได้ติดเชื้อนะ รักษาโรคกระเพาะด้วย ทางยาสมุนไพรเขาใช้สมานแผลได้อีก” เอกอธิบายต่อ

    “แล้วหัวปลีนี่ล่ะ แก้อะไรได้” หนุงหนิงถามบ้าง

    “หัวปลีมีธาตุเหล็กสูงมาก..เอ้า ให้ทายดีกว่า” เอกยิ้ม

    “โรคโลหิตจางใช่ไหม” จุ๊บแจงตอบ

    “เก่งนี่” เอกหัวเราะ

    “ใบตองก็ใช้ประโยชน์สารพัดเนอะ หยวกอ่อนข้างในก็อร่อย ตะวันจำได้ไหมที่เราไปเดินป่าที่ จ. น่าน กัน แล้วพี่ที่เป็นทหารนำทางเค้าตัดหยวกกล้วยป่ามาจิ้มน้ำพริกกัน อร่อยแทบตาย” ภูบอก

    “เมื่อก่อนแม่กับพวกเรานั่งลอกก้านใบ ตรงที่เราเห็นเป็นต้นน่ะค่ะ ลอกเป็นเส้นยาวๆแล้วชุบน้ำเกลือตาก เอาไปขายที่ตลาดให้แม่ค้าทำเชือกผูกของ” จันทร์บอก “ตัดใบตองขายด้วย ใครตัด ใครมัด ก็ได้ค่าขนมไปโรงเรียน”

    “ดาวสิ เก่งกว่าใคร..เอาขนมที่แม่ทำให้เราไปกินที่โรงเรียนไปขายต่อเพื่อนๆ ได้สตางค์เยอะเลย กว่าจะรู้ เล่นเอากล้วยฉาบ กับกล้วยกวนหมดโหลเลย” จันทร์เล่าต่อ

    “ทำไมกล้วยบางชนิดมีเมล็ดบางชนิดไม่มีล่ะ” ปูเป้ถาม

    “จุดดำๆที่แกนกลางนั่นแหละจ้ะ มันคือรังไข่ที่ไม่เจริญเลยไม่เป็นเมล็ด มันจึงหาทางแพร่พันธุ์โดยมีหน่อไงล่ะ” ฉันตอบ

    “ถ้าอย่างนั้นก็ปลูกไม่ยากสิ แค่เอาหน่อไปปลูกเอง” ภูถามต่อ

    “จ้ะ แต่ต้องปลูกในดินร่วนปนดินเหนียว พอระบายน้ำได้ดี แต่อย่าให้น้ำท่วมขัง หน่อที่จะเอาไปปลูกจะต้องสูงสักเมตรนึงจะดี”

    “เห็นแม่ตัดรากก่อนลงดินด้วยนะพี่ตะวัน” จันทร์บอก

    “ใช่จ้ะ ขุดหลุมลึกสักสองฟุต ใส่ปุ๋ยด้วย พอปลูกแล้วต้องรดน้ำ แต่อย่าให้น้ำขังสัก ๓ เดือนค่อยใส่ปุ๋ยอีกที … ๒-๓ เดือนเอง…..ก็ได้กินแล้ว”

    “ง่ายดีเนอะ”

    Tags: , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    “ขึ้นเหนือช่วงหน้าหนาวนี่สุขใจจริงๆเลยนะ” จุ๊บแจงลงจากรถมายืดเส้นยืดสาย เมื่อรถของเราเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง

    “เอ้า…สาวๆ มาเติมพลังกันหน่อยดีไหม” เอกปลุกเพื่อนๆที่นอนขดกันอยู่ด้านหลังรถ

    “ถึงไหนแล้วนี่…” ปูเป้ค่อยๆลืมตา

    “หลับตลอดทางเลยนะเธอ….ถึงลำพูนแล้วจ้ะ” ภูตอบ “ตะวัน … กาแฟสักถ้วยไหม กลิ่นมันยั่วยวนมาถึงนี่เลย”

    “ดีเหมือนกันภู ขอบใจมาก ขอไปล้างหน้าสักประเดี๋ยวนะ….ไปไหมปูเป้” ฉันหันไปชวนปูเป้ที่ทำท่าจะนอนต่อ

    “อืม…ก็ได้จ้ะ”

    แสงสีส้มแดงเริ่มปรากฏบนท้องฟ้า ลมหนาวพัดแรงจนทำให้พวกเราต้องหยิบเสื้อแขนยาวออกมาด้วย กลิ่นกาแฟขมๆอุ่นๆ โชยมาจากร้านกาแฟเล็ก แคบ แต่สะอาดตา โลโก้หน้าร้านบ่งบอกว่าเป็นร้านกาแฟแฟรนไชส์ เราพักรถที่นี่ เราออกเดินทางจากบ้านสวนของฉันตั้งแต่เที่ยงคืน เอกและภูอาสาเป็นคนขับรถให้สาวๆ สามคนหลับสบายอยู่ด้านหลัง เรานั่งจิบกาแฟอุ่นเติมพลัง พร้อมกับรอรับเสด็จสุริยะเทพทรงรถสีทองจากฟากฟ้าตะวันออก

    ไม่นานนักเราก็มาถึงเรือนไม้งามกลางทุ่ง “พลอยงาม” เจ้าของบ้านเดินยิ้มแป้นออกมาต้อนรับ บ้านเรือนไม้งามมีเรือนนอนของพลอยกับน้องอีกสองคนหนึ่งหลัง และเรือนหลังใหญ่ ซึ่งเป็นโถงกว้างอีกหนึ่งหลังไว้เป็นเรือนรับเพื่อนๆหรือญาติพี่น้องเวลามาพัก ระหว่างเรือนมีสะพานไม้ทอดเชื่อมกันทั้งสองหลัง

    “ไม่ได้มาหลายเดือน ต้นไม้โตขึ้นเยอะเลยนะพลอย” ฉันทัก

    “ใช่จ้ะ ที่นี่อากาศดี เลยแข่งกันโตใหญ่เลย….นี่ต้นโมกที่เอามาจากบ้านตะวัน จำได้ไหม ออกดอกหอมฟุ้งทุกวันเลย” พลอยชี้ไปที่ต้นโมกลาย ปลูกอยู่ข้างบ้าน

    “เอาของขึ้นไปเก็บก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวค่อยเดินดูบ้าน รับรองแปลกตาไปเยอะเลย”

    “พลอยทำอะไรอยู่เนี่ย…ชิมได้ไหม” ภูเดินเข้าไปในครัว

    “มะเขือเทศอบแห้งน่ะ ภู….ลองชิมสิ ใช้ได้ไหม”

    “ทำไมซื้อมะเขือเทศมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะพลอย …. นี่ตั้งใจจะทำขายเลยเหรอเนี่ย” ปูเป้หยิบมะเขือเทศจากเข่งข้างครัวเดินเข้ามาสมทบ

    “ก็ เจ้าของไร่ฝั่งตรงข้ามนั่นแหละจ้ะ เขาเก็บขายแล้วมันเหลือ ช่วงหน้าหนาวนี่มะเขือเทศออกเยอะ ราคาไม่ค่อยดี เหลือทิ้งกันเป็นเข่งๆ” พลอยบอก “ลูกศิษย์ของพลอยเค้าเป็นญาติกับเจ้าของไร่นี่แหละ เค้าอยากลองแปรรูปมะเขือเทศเป็นซอสมะเขือเทศ เห็นว่าจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ด้วย พลอยเห็นว่าน่าสนใจดี เลยลองเอามาทำมะเขือเทศอบแห้งบ้าง คงคุณค่าทางอาหารเหมือนเดิม แต่เก็บได้นาน”

    “ทำแพคเกจสวยๆ แล้วหาตลาดวางขายเลยพลอย” นักการตลาดภูเสนอ “ของก็ไม่เสีย ได้ประโยชน์กับชาวไร่ด้วย”

    “ถ้าเป็นไปได้ให้เขารวมตัวกันสิ ทำเป็นกลุ่มแม่บ้าน ระดมทุนกันคนละนิดหน่อย แล้วมาช่วยกันทำ พลอยก็เป็นที่ปรึกษาให้” เอกเสนอบ้าง “แล้วพลอยก็คิดผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศใหม่ๆ มาทดลองตลาด แล้วค่อยสอนให้กลุ่มแม่บ้านทำ”

    “นี่ๆๆๆ พวกเธอ มาเสนอโน่นเสนอนี่ แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆกันไป โครงการใหญ่พันแปดร้อยล้านทั้งนั้นเลยนะนี่” พลอยหัวเราะ

    “อันที่จริงพลอยก็คิดจะทำเหมือนกัน แต่คงค่อยเป็นค่อยไปก่อน พลอยก็เพิ่งย้ายกลับมาสอนที่นี่ คงต้องใช้เวลาสักพัก เธออยากไปคุยกับเค้าไหมล่ะ พลอยจะพาไป”

    พวกเรายกโขยงกันมาบ้านลุงเวียง ไชยแสน เจ้าของไร่มะเขือเทศ อายุประมาณ ๕๐ ปี ปลูกผักหลายชนิดแต่ปลูกมะเขือเทศมากที่สุด ลุงเวียงเล่าว่าปลูกมะเขือเทศ ๒ ชนิด เป็นพันธุ์ใหญ่ที่กินได้สดๆ ส่งที่ตลาดในเชียงใหม่ อีกชนิดหนึ่งคือพันธุ์ที่ส่งโรงงาน เนื้อจะหนากว่า และมีสีแดงสดกว่าพันธุ์ที่กินสด พันธุ์โรงงานจะสุกพร้อมกันส่งครั้งเดียว แต่พันธุ์กินสดบางทีจะเหลือส่ง

    “ช่วงหน้าหนาวติดลูกเยอะ อาจารย์ก็เอาไปลองทำน้ำมะเขือเทศบ้าง อบแห้งบ้าง” ลุงบอกพวกเรา

    “มะเขือเทศต้องปลูกหน้าหนาวเหรอคะลุง” ปูเป้ถาม

    “หน้าฝนปลูกไม่ได้ ช่วงออกดอกพอฝนตกแล้วดอกร่วงหมด หน้าร้อนก็มีโรคระบาด แมลงเยอะ” ลุงตอบ “มะเขือเทศปลูกยาก ต้องดูแลกันตลอดตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บขายเลย”

    “ต้องเพาะกล้าก่อนไหมคะลุง” ฉันเริ่มสนใจ เพราะที่บ้านยังไม่เคยปลูกมะเขือเทศมาก่อน ได้แต่ซื้อมาจากตลาด

    “ต้องเพาะก่อนถ้าหยอดหลุมปลูกจะไม่ค่อยงอก ฉันเพาะในกะบะปุ๊น” ลุงพยักหน้าไปทางข้างแคร่ มีกะบะไม้ขนาดประมาณ ๒ ฟุต ลึกสัก ๑๐ เซนติเมตร ตั้งวางอยู่เกือบสิบกะบะ

    “เตรียมดินในกะบะอย่างไรคะลุง” ฉันถามต่อ

    “ใช้ดิน ๓ ส่วน ต้องดูให้แน่ใจว่าดินไม่มีโรค คลุกกับปุ๋ยคอก ๑ ส่วน แกลบ ๑ ส่วนถ้าไม่มีใช้ทรายก็ได้ โรยเมล็ดลงไปให้เป็นแถว กลบด้วยแกลบหรือทรายบางๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม” ลุงอธิบาย

    “พอสัก ๒ อาทิตย์หรือรอให้ต้นกล้ามีใบจริง ๒ ใบ ค่อยย้ายกล้าลงถุงพลาสติก หาที่วางอย่าให้ถูกแดดจัดพอกล้าสูงสักคืบแล้วค่อยย้ายไปปลูก ก่อนปลูกก็ไม่ต้องรดน้ำ ๑ วันดินจะได้จับเป็นก้อน ปลูกง่าย”

    “ย้ายไปย้ายมา น่าจะตายไปเยอะนะครับลุง” ภูถาม

    “ก็ต้องระวังให้ดี บางคนที่เขาปลูกมากๆเขาก็ไม่ใส่ถุง แต่ขุดย้ายไปแปลงชำ แล้วค่อยย้ายไปปลูกจริงอีกที แต่ใส่ถุงจะดีกว่าเพราะจะลงปลูกตอนไหนก็ได้ ต้นแข็งแรง รอดตายเกือบทั้งหมด”

    “แล้วพันธุ์ที่ต้องทำค้างให้เลื้อย กับแบบพุ่มนี่ปลูกต่างกันไหมคะ” ฉันถามต่อ

    “ปลูกเหมือนกันขุดหลุมไม่ต้องลึกมาก ปลูกหลุมละต้นสองต้นก็ได้ ต้องคอยตัดกิ่งออก พรวนดินกลบโคนต้น รดน้ำอย่าให้ขาด อย่าให้น้ำขัง ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงลูกเริ่มแก่เป็นสีแดง ตอนนี้ฉันไม่ค่อยรดน้ำแล้ว ลูกมันจะแตกขายไม่ได้”

    “ตั้งแต่เพาะจนถึงเก็บขายได้ ใช้เวลาเท่าไรคะลุง” จุ๊บแจงถามบ้าง

    ” ๓ เดือนได้ แต่ก็เก็บไปขายไปได้เรื่อยๆอีก ๒ เดือน”

    “ไม่ไหว…ปลูกยากจริงๆเลย ยังกับคุ้มครองอารักขาเจ้าหญิง” ภูส่ายหน้า

    ” ใช่ … ฉันซื้อกินน่ะดีแล้ว” จุ๊บแจงว่า

    Tags: , , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    “ตะวัน….ตะวัน…อยู่หรือเปล่า” เสียงคุ้นหูตะโกนมาแต่ไกล ฉันกำลังยกแปลงใหม่กับแม่อยู่ในสวนหลังบ้าน

    “เพื่อนมาละมั้ง ไปดูหน่อยสิตะวันว่าใครมา เดี๋ยวจะเดินหาไม่เจอ” แม่ให้ฉันวางมือจากแปลงดินก่อน

    “เสียงแบบนี้จะเป็นใครล่ะคะแม่ … อ้าว…นั่นไง ว่าแล้วเชียว” นายภูเดินยิ้มเลาะริมแปลงผักมา

    “สวัสดีครับแม่ … เป็นไงบ้างตะวัน นึกอยู่แล้วว่าต้องอยู่ที่นี่” ภูไหว้แม่แล้วนั่งลงข้างๆ ช่วยแม่ทุบดิน

    “อย่าทำเลยภู แม่ว่าจะเลิกอยู่เหมือนกันแดดเริ่มแรงแล้ว นี่ไปไหนมาล่ะ มากันกี่คน” แม่ลุกขึ้นล้างมือ

    “มาแต่เช้าเชียวนะเธอ กินข้าวมาหรือยังล่ะ” ฉันเตรียมเก็บอุปกรณ์สวนครัวเข้ากระต๊อบไม้ไผ่ข้างรั้ว

    “ว่าจะมาชวนตะวันขึ้นเชียงใหม่ด้วยกันครับ ไปเที่ยวบ้านใหม่ของพลอย ขออนุญาตนะครับแม่” ภูหันไปขออนุญาตแม่ให้

    “เธอนี่…จู่ๆก็มาไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เห็นฉันว่างงานหรือยังไง จะมาลากไปไหนก็ไปได้”

    “ไปคุยกันในบ้านดีกว่าลูก…แดดแรงแล้ว” แม่เดินนำหน้าไป

    ——————————————————————————

    เรา นั่งปูเสื่อทานอาหารเช้ากันบนระเบียงหน้าบ้าน คุยกันถึงบ้านใหม่ของพลอยที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบถึงแปดปีเต็ม ปลูกเรือนไม้เล็กๆเป็นเรือนนอนหนึ่งหลัง และเรือนหลังใหญ่ ซึ่งเป็นโถงกว้างอีกหนึ่งหลังไว้เป็นเรือนรับเพื่อนๆหรือญาติพี่น้องเวลามา พัก ระหว่างเรือนมีสะพานไม้ทอดเชื่อมกัน และที่น่ารักที่สุดคือ หอดูดาวสูง 20 เมตร มีบันไดปีนขึ้น ด้านบนเป็นลานวงกลมกว้างขวาง เราเคยไปนอนเรียงรายดูดาวกันเป็นแถวยาวนับได้ 12 คน ครบโหลพอดี

    “เดี๋ยวเอก จะไปรับจุ๊บแจง กับปูเป้แล้วจะตามมาคงมาถึงบ่ายๆหน่อยละ เพราะวันนี้สองสาวนั่นทำงานครึ่งวัน” ภูบอก

    “อ้าว แล้วจะเดินทางกันคืนนี้เลยหรือยังไง ค้างที่นี่กันสักคืนก่อนสิลูก เช้าๆค่อยไป คืนนี้ที่วัดมีงานพุทธาภิเษกด้วยจะได้ไปเที่ยวกัน” แม่ชวน

    “ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับแม่ นี่เอกเขาขนเทเลสโคปมาด้วย บอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะดูนกที่นี่ก่อน สายๆค่อยไปกัน”

    “ช่วงนี้นกเป็ดน้ำมากันแล้ว นกน้ำอื่นก็เยอะ เมื่อวานตะวันก็พาเด็กๆแถวนี้ไปดู เฮฮากันใหญ่ … เดี๋ยวแม่จะไปช่วยเขาที่วัดหน่อยนะตะวัน แล้วจะเลยไปตลาด ซื้อของแห้งมาไว้สักหน่อย”

    “ค่ะแม่… ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวตะวันลงไปเตรียมแปลงต่อดีกว่า เย็นนี้จะได้ย้ายกล้ากะหล่ำปลีกัน…มีผู้ช่วยแล้วล่ะค่ะแม่”

    “ไปทำแถวต้นขนุนก่อนก็ได้ลูก ไม่ค่อยร้อน”

    ——————————————————————————

    “นี่เหรอ กะหล่ำปลีน่ะ ตอนต้นเล็กนี่หน้าตาแปลกๆนะ ไม่เห็นจะเป็นก้อนๆเหมือนตอนโตเลย” ภูชี้ไปที่แปลงเพาะกล้า

    “นี่แหละ เริ่มเพาะเมื่อเดือนที่แล้วพอมันโตประมาณนี้ คือมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ ก็ต้องย้ายกล้าไปปลูกแปลงใหม่”

    “นานไหมตะวันถึงจะโตขนาดนี้”

    “ก็ประมาณเดือนนึง … แล้วนี่นะ ต้นที่ไม่ค่อยแข็งแรงแบบนี้เราก็ถอนทิ้งได้เลย อย่าเสียดาย เราคัดต้นที่แข็งแรงไปปลูก เพราะทนต่อโรคและแมลงได้ดีกว่า บ้านเราไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงก็อย่างนี้แหละ”

    “แปลงเพาะนี่เป็นแปลงเล็กๆเองเหรอ”

    “ใช่จ้ะ..ยกแปลงกว้างสักเมตรนึงก็พอ ขุดดินลึกสักครึ่งฟุต ตากดินไว้สัก 5-7 วัน แล้วค่อยใส่ปุ๋ย ย่อยดินให้ละเอียดแล้วคลุกใหม่ เวลาเราโรยเมล็ดมันจะได้ไม่ตกลงไปลึกนัก เพราะมันจะไม่ขึ้นเป็นต้น”

    “แปลงปลูกนี่ก็ต้องทำวิธีเดียวกันไหม…ตะวัน” ภูนั่งย่อยดินที่แปลงปลูกอย่างขะมักเขม้น

    “เหมือนกันจ้ะ … แล้วไม่ต้องยกแปลงสูงนักแค่ประมาณ 20 เซนติเมตรก็พอ เพราะกะหล่ำปลีเป็นผักที่มีรากตื้น…พอเราย่อยดินเสร็จแล้วเดี๋ยวตอนเย็นค่อยมาปลูก”

    “ทำไมล่ะตะวัน ปลูกไปเลยก็ได้นะ….หรือว่ารอแรงงานอีก 3 คน..ฮ่าๆๆๆ”

    “นั่นแหละ.. วัตถุประสงค์หลัก… แต่จริงๆไม่ใช่หรอก การย้ายต้นกล้าไม่ควรย้ายเวลาแดดร้อนเปรี้ยงแบบนี้ เดี๋ยวตายหมด ย้ายตอนเย็นหรือแดดร่มลมตกหน่อยจะดีกว่า”

    ——————————————————————————

    เกือบห้าโมงเย็นแรงงานปลูกกะหล่ำปลีอีก 3 คนก็มาถึง

    “ขอโทษทีนะตะวัน มาถึงช้าไปหน่อย ปูเป้แย่เลย ปวดท้องโรคกระเพาะมาตลอดทาง แถมยังจู๊ดๆอีก เภสัชกรเอกต้องจอดปั๊มเป็นระยะๆ” ปูเป้บอก

    “งั้นปูเป้ไปพักก่อนดีกว่าจ้ะ เอกพาเพื่อนไปกินอะไรมาจนท้องเสียเลยล่ะ”

    “สงสัยก๋วยเตี๋ยวเรือใกล้ๆที่ทำงานนั่นแหละ กินแต่เช้าเลย ใส่พริกเสียน่ากลัว” จุ๊บแจงบอก

    “สมน้ำหน้าแล้ว…เป็นโรคกระเพาะยังไม่ดูแลตัวเองอีก” เอกว่า

    “แต่ตอนนี้หายแล้วจ้ะ…ถ้าไม่มีเพื่อนเป็นเภสัชกรเราก็แย่เหมือนกันนะ” ปูเป้ยิ้มหวาน

    “นี่เรารอพวกเธออยู่พอดี ตะวันบอกว่าต้องทำงานแลกข้าวแลกที่พักนะ ไม่งั้นคืนนี้เชิญนอนในรถและกินข้าวนอกบ้าน” ภูเดินไปช่วยเพื่อนๆขนของ

    “เธอพูดเองน่ะสินายภู” จุ๊บแจงค้อน

    “อ้าว…จริงๆนะ นี่ฉันทำมาแล้ว ย่อยดินแปลงปลูกกะหล่ำปลี 3 แปลง แลกกับข้าวเช้า-กลางวัน 2 มื้อเลย” ภูทำท่าจริงจัง

    “ฉันว่าตะวันขาดทุนนะเนี่ย…นายภูกินมากกว่าที่ลงแรงไปอีก ฮ่ะๆๆๆ”

    ——————————————————————————

    แรงงานปลูกผักทั้งหมดดูตื่นเต้นเกินจริงที่ได้มาปลูกกะหล่ำปลี

    “ฉันมาบ้านตะวันทีไรได้กำไรชีวิตกลับไปทุกทีเลย” จุ๊บแจงบอก

    “คราวที่แล้วก็เรื่อง ขิง ข่า กระชาย ใช่ไหมเอก คราวนี้ได้ปลูกกะหล่ำปลีอีก …มาๆๆๆ ช่วยๆๆๆๆ”

    “อ๊ะ.. อย่าจับดึงแบบนั้นจ้ะ จุ๊บแจง เวลาย้ายต้นกล้าเราจะใช้ไม้แผ่นบางๆนี่ งัดต้นขึ้นมาให้ดินติดรากเป็นก้อนแบบนี้จ้ะ ไม่อย่างนั้นรากขาดหมดเลย” ฉันบอกจุ๊บแจงที่ทำท่าจะถอนต้นกล้าด้วยมือ

    “ให้ปูเป้ทำอะไรดีล่ะตะวัน”

    “ปูเป้ตัดปลายใบออกสักครึ่งนึงแบบนี้ก็ได้นะ เดี๋ยวค่อยส่งให้หนุ่มๆที่ขุดดินอยู่ทางโน้นเขาปลูกเลย”

    “ทำไมต้องตัดใบทิ้งด้วยล่ะตะวัน”

    “ใบกับรากทำงานสัมพันธ์กันไง เวลาเราย้ายต้นกล้าจะทำให้รากบางส่วนขาด ดูดน้ำได้น้อย แต่ถ้าใบคายน้ำมากเกินไปก็อาจทำให้ต้นเหี่ยว ตั้งตัวช้า”

    “ตัดใบออกบ้างเพื่อลดการคายน้ำเหรอจ๊ะ…แหมเป็นเคล็ดลับเลยนะเนี่ย” จุ๊บแจงบอก

    “เดี๋ยวตะวันขอไปดูหนุ่มๆทางโน้นก่อนนะจ๊ะ…อ้าว หนุ่มๆ เป็นไงบ้าง”

    “ขุดลึกแค่นี้ใช้ได้ไหม ตะวัน” เอกถาม

    “ได้เลย ขุดให้กว้างๆแต่อย่าลึกแบบนี้แหละจ้ะ เพราะเวลารดน้ำ น้ำจะได้ไม่ขังอยู่ในหลุม รากจะได้ไม่เน่าไง”

    “เวลาปลูกก็ ใช้มือจับใบเลี้ยงหย่อนลงหลุม กลบดินให้เสมอหลังแปลงกดดินให้จับรากแบบนี้จ้ะ”

    “อืม…ขั้นตอนเยอะแต่ก็ง่ายดีเนอะ”

    “แล้วเมื่อไรจะเก็บได้ล่ะตะวัน…ฉันจะได้มาอีก ไหนๆก็ปลูกแล้ว อยากเก็บด้วย บริการครบวงจร”

    “อีกสองเดือนเธอมาได้เลยเอก ได้เก็บแน่จ้ะ”

    เรา 5 คนช่วยกันปลูก เอกกับภูช่วยตัดใบตองมาทำร่มบังแดดให้แปลงผัก สามสาวช่วยกันรดน้ำ
    ตะวันตกดินพอดี แม่ตะโกนเรียกมาจากบนเรือน

    “เอ้า…ขึ้นบ้านมากินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวแม่จะพาไปเที่ยวงานวัด”

    “แม่เธอนี่ยังคิดว่าพวกเราเป็นเด็กๆอยู่เลยเนอะ ตะวัน” ภูกระซิบ

    “เราทุกคนก็ยังเด็กในสายตาแม่อยู่ดีแหละ” จุ๊บแจงบอก

    “ดีเลย เดี๋ยวฉันจะร้องเอาลูกโป่งสวรรค์”

    “งั้นฉันจะเอาสายไหมสีชมพู”

    “ฉันจะนั่งม้าหมุน ชิงช้าสวรรค์ด้วย”

    แล้วพวกนี้ก็ทำอย่างที่พูดกันเสียด้วยสิคะ…..เฮ้อ…..

    Tags: ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    ในร้านอาหารเล็กๆ บนถนนพระอาทิตย์ ที่เป็นที่นัดพบกันระหว่างเพื่อนๆเป็นประจำ วันนี้ถูกเนรมิตเป็นสถานที่จัดงานพบปะสังสรรค์ หรืองานเลี้ยงรุ่นของพวกเรา ทำให้ร้านที่เล็กอยู่แล้วดูคับแคบไปอีก เจ้าของร้านเดินยิ้มแย้มต้อนรับเพื่อนๆถึง 22 ชีวิต บ้างก็มีผู้ติดสอยห้อยตามมาด้วย ทั้งสามีหรือภรรยาและว่าที่ แต่ไม่มีใครพาลูกๆ มาเนื่องจากเป็นมื้อเย็นและมีการวางแผนกันว่าจะมี “ต่อ” ภาคสองกันด้วย

    โต๊ะ อาหารในร้านแปลงร่างมาเป็นโต๊ะกลางแบบบุฟเฟต์ ไม่มีเก้าอี้ตั้งวางให้เปลืองเนื้อที่ ทุกคนเดินทักทายเพื่อนๆ ซึ่งแยกย้ายกันไปทำงานหลากหลายอาชีพ บางคนไม่ได้พบกันตั้งแต่เรียนจบ บ้างก็ไปเรียนต่อเพิ่งกลับมา ในร้านอบอวลไปด้วยมิตรภาพและเรื่องราวในอดีตที่นำมาเล่ากันไม่รู้เบื่อ

    “เสียดายที่หนุงหนิงมาไม่ได้ ไม่งั้นคงสนุกกว่านี้นะตะวัน” ภูยื่นแก้วน้ำผลไม้มาให้

    “แต่ฉันว่ายายหนุงหนิงต้องหาเรื่องบ่นอยู่ดีนั่นแหละ อย่างน้อยก็เรื่องเพลง แล้วก็เรื่องกลิ่นบุหรี่ในร้านนี่”

    “ฉันว่าแม่ครัวของป้อมนี่ทำอาหารอร่อยนะ จัดจานอาหารก็ดูน่ากิน” ภูตักลาบปลาช่อนทอดใส่จาน

    “เป็นไงบ้างตะวัน ลองทานเมี่ยงก๋วยเตี๋ยวหรือยัง” ป้อม เจ้าของร้านเป็นสาวตัวเล็กๆ ท่าทางคล่องแคล่ว เดินเข้ามาพร้อมกับเอกและนพ คนหลังนี่เป็นหุ้นส่วนร้าน และเป็นหุ้นส่วนชีวิตด้วย

    “ทานแล้ว เครื่องเยอะดี และน้ำจิ้มอร่อยมากจ้ะ เมนูใหม่ของร้านหรือเมนูพิเศษวันนี้ล่ะป้อม”

    “ฉันก็ลองดัดแปลงเอง ใส่โน่นใส่นี่ ผักที่เอามารองแผ่นก๋วยเตี๋ยวนี่ก็ใช้ผักกาดหอม ฉันว่าเป็นผักที่สวยดี ทั้งสีและรูปทรงของมัน”

    “จริงสินะ ถ้าใช้คะน้าก็คงดูแข็งๆ ไปหน่อย ดูไม่ค่อยอ่อนหวานเท่า” ภูว่า

    “ผักกาดหอมป้องกันมะเร็งได้จริงๆหรือเปล่า..เอก” ภูหันไปถามเภสัชกรเอก

    “จริงสิ มีแอนติออกซิแดนท์หลายชนิดเลยแหละ ทั้งกรดโฟลิค แล้วก็ลูทีน” เอกอธิบาย

    “ฉันเคยได้ยินแต่เบต้า-แคโรทีน แล้วโฟลิคกับลูทีน นี่ทำหน้าที่เหมือนกันไหม” ป้อมถาม

    “ก็เป็นแอนติออกซิแดนท์เหมือนกันนั่นแหละป้อม คอยไปจับอนุมูลอิสระในตัวเรา แล้วร่างกายก็จะปลอดภัยจากมะเร็งไง ทางมหาวิทยาลัยมินเนโซตาทำวิจัยไว้ว่า ถ้ากินผักกาดหอมสดๆ จะลดการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้นะ”

    “ดูท่าทางเธอจะชอบผักกาดหอมนะป้อม ฉันเห็นใช้ตกแต่งจานทุกจานเลย” เอกพูดต่อ

    “ฉันว่ามันสวยกว่าผักชนิดอื่นน่ะ เอามารองจาน หรือจัดตะกร้าก็ได้ แล้วหยิบโน่นนิดนี่หน่อย วางๆประกอบกันเข้าก็สวยแล้วเห็นไหม” ป้อมชี้ให้ดูตะกร้าผักหลากชนิดที่วางประดับบนโต๊ะอาหารแทนแจกันดอกไม้

    “แล้วเธอรู้ไหมว่ายายหนุงหนิงเรียกผักกาดหอมว่าอะไร” ภูถามยิ้มๆ

    “บางคนเขาก็เรียกผักสลัดนะ ทางเหนือเขาเรียกอะไรนะคะนพ” ป้อมหันไปถามคู่หมั้น

    “ผักกาดยี” นพตอบ

    “แต่หนุงหนิงเค้าเรียกว่า ผักเสือก” นายภูพูดหน้าตาเฉย

    “ต๊าย…ทำไมเรียกอย่างนั้นล่ะภู” ป้อมหัวเราะ

    “ก็หนุงหนิงเขาสังเกตว่าเวลาเราไปทานข้าวตามร้านอาหาร จะมีผักกาดหอมเนี่ย แซมมาทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นจานทอด จานยำ จานลาบ จานผัดยังเคยเจอเลย” ภูตอบ

    “ตายแล้ว…ถ้าหนุงหนิงกลับมา ฉันต้องหาวิธีตกแต่งจานอาหารฉันใหม่แล้วละ”

    “ตะวันเอาผักที่บ้านมาส่งที่ร้านป้อมสิ ปลอดสารพิษของแท้เลยนะป้อม” นักการตลาดภูเริ่มทำตลาดสินค้า

    “คุ้มตายละ… หรือเธอจะรับอาสาไปรับผักจากบ้านฉันแล้วมาส่งให้ป้อมล่ะ”

    “ปลูกเองไหมป้อม… ประดับบ้านก็ได้” ภูยุป้อม

    “ปลูกง่ายเหรอ”

    “เรื่องนี้ต้องยกให้ตะวัน.. เอ้า..ว่าไงตะวัน”

    “ไม่ยากหรอกจ้ะ ก่อนอื่นต้องเลือกพันธุ์ก่อน มี 3 ชนิดนะ คือชนิดใบห่อเป็นหัว แบบนี้จะสวยมากแต่ต้องปลูกที่อากาศเย็นๆ ส่วนชนิดต้น เขาจะปลูกไว้กินต้น ใบจะเล็กแต่หนา ไม่ค่อยนิยมปลูก อีกชนิดนึงคือพันธุ์ใบ เมืองไทยนิยมปลูกกันเพราะทนร้อนได้ดีกว่า”

    “เออ..ฉันก็เพิ่งรู้ว่ามีหลายพันธุ์นะนี่” ป้อมพูด “ปลูกยังไงล่ะตะวัน”

    “ปลูกในดินได้ทุกประเภทจ้ะ ที่ดีคือดินร่วนปนดินเหนียวหน่อย ตากดินไว้ก่อนสัก 5-7 วัน แล้วใส่ปุ๋ยคอกคลุกกับดินเลย ปลูกหน้าหนาวนี่เหมาะเลยเพราะผักกาดหอมชอบอากาศเย็น จะโตเร็ว ถ้าอากาศร้อนผักจะออกรสขมเลยละ และต้องให้ได้รับแสงเต็มที่ด้วยนะ ถ้าจะปลูกแบบใบห่อเป็นหัวต้องทำแปลงเพาะก่อน ถ้าจะปลูกแบบพันธุ์ใบ ก็หว่านเมล็ดได้เลยจ้ะ ปลูกในกระถางก็ได้ หยอดเมล็ดสัก 3-4 เมล็ด กลบดินหนาสัก 1 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งคลุมหน้าดิน รดน้ำให้ชุ่มๆ ทุกวัน แรกๆ อาจต้องให้เช้า-เย็น พอเป็นต้นแล้วให้วันละครั้งก็พอ ประมาณเดือนครึ่งก็เก็บกินได้แล้วจ้ะ อย่าปล่อยทิ้งให้แก่เพราะจะขม”

    “อืม…ไม่ยากๆๆ”

    “คุณนี่โชคดีจริงๆนะป้อม เพื่อนๆ หลายอาชีพดีจัง พอคิดถึงกันก็แวะเวียนมาให้ความรู้ถึงบ้าน…ไม่ต้องไปลงทะเบียนเรียนเอง ฮ่าๆๆ”

    Tags: ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    “แม่คะ เตรียมแปลงไว้ลงอะไรคะ” ฉันเดินไปสวนครัวหลังบ้าน เห็นแม่กำลังยกแปลงเตรียมดินไว้สองแปลง

    “แม่ว่าจะลงฟักทองน่ะตะวัน เก็บถั่วหมดเมื่อเดือนที่แล้วที่มันว่าง ปลายฝนพอดีด้วย”

    “ฟักทองไม่ชอบฝนเหรอคะแม่” ฉันลงไปช่วยเก็บเศษหญ้าและทุบดินก้อนใหญ่ให้แตก

    “ฟักทองชอบแดดจัด และไม่ชอบชื้นแฉะจ้ะ ปลูกช่วงหน้าหนาวจะดี ถ้าจะเริ่มปลูกก็ปลายฝนต้นหนาวเหมาะที่สุดจ้ะ” เราช่วยกันทำดินให้ร่วน ใส่ปุ๋ยคอกแล้วคลุกดินอีกครั้ง รดน้ำสวนครัวชนิดอื่นๆเสร็จ แดดก็เริ่มแรงขึ้น

    “เมื่อเช้าตอนแม่ใส่บาตรอยู่ ดาวโทรมานะคะ บอกว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงออกพรรษานี่ค่ะ แฟรงค์จะมาบันทึกรายการโทรทัศน์ เรื่องตักบาตรเทโวด้วยค่ะ” ฉันพูดถึงปลายดาวน้องสาวคนเล็กที่มีครอบครัวน่ารักอยู่ออสเตรเลีย

    “แล้วจะพาหลานมาด้วยหรือเปล่า”

    “มาด้วยทั้งคู่เลยค่ะแม่ คราวนี้มาอยู่ 2 อาทิตย์เลยนะคะ ส่วนคณะของแฟรงค์เขาก็พักโรงแรมกัน”

    “ดีเลย เดี๋ยวแม่จะทำสังขยาฟักทอง แบบนึ่งทั้งลูกดีไหม แฟรงค์มาคราวก่อนเห็นบอกว่าชอบ”

    บ้านเรามีชีวิตชีวาขึ้นมากเมื่อหลานชายทั้งสองคนมาอยู่ เด็กชายไทคนโต 3 ขวบครึ่งกำลังอยากรู้อยากเห็น และซนมาก ส่วนเด็กชายทิมคนเล็ก 8 เดือนเหมือนตุ๊กตาฝรั่ง ผมหยิก ตาสีเขียวใส มองตาแป๋วแหวว ชอบทำเสียงอือออเวลาที่ถูกใจ

    ไทชอบวิ่งเล่นในสวนครัว พอบอกว่าทุกชนิดในบริเวณนี้กินได้ก็ลองเด็ดใบไม้ทุกใบเข้าปาก ต้องคอยห้าม ตอนเช้าไทมีหน้าที่รดน้ำต้นไม้กับคุณยาย และจะมีคำถามทุกวันวันละหลายสิบคำถาม

    “แกรนด์มา ครับ ทำไมใบนี้มีกลิ่น แล้วใบนี้ไม่มี”

    “ทำไมเราไม่เอาใบยาวๆนี้ไปใส่ซุปบ้างล่ะครับ” “ทำไมเราไม่กินใบนี้ด้วยล่ะครับ กินได้แต่ลูกมันหรือครับ” ฯลฯ

    วันนี้ไทช่วยคุณยายกับป้าตะวันปลูกฟักทอง ป้าตะวันขุดหลุมลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร คุณยายเอาปุ๋ยคอกโรยก้นหลุมเล็กน้อย ไทเป็นคนหยอดเมล็ดฟักทองที่แช่น้ำมาแล้ว 1 คืน ลงในหลุม ทุกครั้งที่หยอดไทจะนับ 1-2-3-4-5 หยอด 5 เมล็ด แล้วเอาดินกลบ ไทภูมิใจมากที่รู้ว่าต่อไปเมล็ดที่ไทหยอดนั้นจะกลายเป็น pumpkin ผลโต

    “เมื่อไรจะโตล่ะครับแกรนด์มา” ไทถาม

    “ก็อีก 2 เดือนจ้ะ ประมาณคริสต์มาส ถ้าไทมาหาคุณยายอีกก็จะเห็นต้นมันจ้ะ มีดอกสีเหลืองแล้วด้วยนะ”

    “แล้วเมื่อไรเป็น pumpkin ล่ะครับ” ไทเอาบัวเล็กๆรดน้ำ ป้าตะวันเกลี่ยฟางคลุมแปลงที่หยอดเมล็ดไว้แล้ว

    “เดือนมกราคมก็เริ่มมี pumpkin เล็กๆแล้ว ถ้าอยากให้โตกว่านั้นต้องรอเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมจ้ะ” คุณยายตอบหลาน

    “แล้วเราเก็บมาทำ Jack-o’-lantern ได้ไหมครับ” ไทหมายถึงฟักทองที่แกะเป็นรูปหน้าประหลาดๆ แล้วจุดเทียนไว้ข้างใน ช่วงเทศกาลฮัลโลวีน ปลายเดือนตุลาคมนี้

    “ได้สิจ๊ะ แต่ปีนี้เราต้องซื้อมาก่อนนะ เพราะที่เราปลูกจะยังโตไม่ทันจ้ะไท” ไทมีความสุขมาก ไปคุยให้แฟรงค์ฟังว่าวันนี้เขาปลูกฟักทองกับคุณยาย และคุณยายจะส่งฟักทองที่เขาปลูกไปให้แดดดี้ทำ Jack-o’-lantern ในวันฮัลโลวีนปีหน้าด้วย

    Tags: , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    พี่ตะวันคะ

    เมื่อวานนี้พี่หนุงหนิงโทรศัพท์มาหาจันทร์ บอกว่ามาถึงที่พักแล้ว แหม..บ่นเรื่องการเดินทางเสียกระบุงโกย แล้วยังบ่นอีกว่าพี่ตะวันน่ะใจดำไม่ยอมไปส่งที่สนามบิน จันทร์ว่าจะแวะไปหาพี่หนุงหนิงอาทิตย์หน้าค่ะ เพราะต้องรอสอบเสร็จก่อน จะได้พาพี่หนุงหนิงไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาได้ โชคดีที่เราอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร ขับรถประมาณ 20 นาทีก็ถึงค่ะ อีกอย่าง..เล่นจองตัวจันทร์ไว้ล่วงหน้าขนาดนี้ หากไม่ว่างจะได้โดนบ่นหูชาอีกปะไร

    เดือนหน้าจะถึงวันจัด party ของกลุ่มเพื่อนๆ จันทร์ที่นี่ค่ะ ซึ่งเวียนกลับมาถึงคราวที่ต้องจัดที่บ้านจันทร์ กำลังคิดว่าจะทำอะไรเลี้ยงเพื่อนๆ ดี คราวที่แล้วทำข้าวเหนียว ส้มตำ ย่างบาบิคิวไก่กันสนุกสนาน คราวนี้อยากได้อาหารไทยง่ายๆ (หมายถึงทำง่าย และกินง่ายด้วยค่ะ) เหมาะทั้งไทยและฝรั่ง พี่ตะวันแนะนำหน่อยนะคะ e-mail มาบอกก็ได้ค่ะ ไม่ต้องโทรศัพท์จะได้ไม่เปลืองสตางค์ไง จันทร์ว่าจะชวนพี่หนุงหนิงมา party ด้วย จะได้รู้จักกับเพื่อนๆ จันทร์ด้วย

    จันทร์ไปเรียนก่อนนะคะ ฝากกอดแม่หลายๆครั้งเลย อีกปีเดียวจันทร์ก็เรียนจบแล้วค่ะ แล้วจะไปกอดแม่เอง

    รักค่ะ

    กลางจันทร์

    ฉันนั่งอ่านข้อความที่ถูกส่งมาทาง e-mail ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข่าวจากเพื่อนๆ เล่าให้ฟังถึงวันไปส่งหนุงหนิงที่สนามบิน รวมทั้งจดหมายจาก บก. สาระสาร ที่ขยันทวงต้นฉบับกันได้ทุกเดือน กำลังนั่งกุมขมับว่าจะเขียนอะไรดีหนอ พอเห็นจดหมายของน้องสาวก็ช่วยชีวิตทำให้เกิดความคิดที่จะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาได้ แต่ขอตอบจดหมายจันทร์ก่อนนะคะท่านผู้อ่าน

    จันทร์เจ้าน้องรัก

    ขอบใจจันทร์มากที่เป็นธุระเรื่องพี่หนุงหนิงให้ พี่ต้องฝากจันทร์ดูแลสักพักล่ะจ้ะ ทนฟังพี่เขาบ่นหน่อยนะ (ฮา) อ้อ…ที่จะพาพี่เขาไปช็อปปิ้งน่ะ เลือกที่เดินสบายๆ ไม่ร้อน และมียี่ห้อหน่อยนะจ๊ะ ไม่งั้นต้องฟังบ่นตลอดทางเลยละ

    ปาร์ตี้ คราวนี้ลองทำทอดมันดีไหมล่ะจันทร์ ตั้งโต๊ะทอดกันเลย ทำไปทานไปร้อนๆ อร่อยดี เสิร์ฟเป็นของทานเล่นกันก่อน อาหารจานหลักก็เป็นผัดไทยดีไหม เครื่องเยอะไปหน่อย แต่ก็ทำไม่ยาก คิดว่าน่าจะถูกปากเพื่อนฝรั่งด้วย อ้อ…ช่วงนี้ถั่วพูที่บ้านกำลังออกเยอะเลยจ้ะ ค้างถั่วที่จันทร์ทำไว้ให้เมื่อปีที่แล้วยังใช้การได้อยู่เลย แข็งแรงทนทานจริงๆ เมื่อวานแม่ยังพูดถึงฝีมือการยำถั่วพูของจันทร์ คราวนี้ก็โชว์ที่นั่นเสียเลยสิจ๊ะ ที่นั่นคงหาซื้อได้ไม่ยาก ยำแบบไม่ใส่น้ำพริกเผากับกะปิน่ะ เดี๋ยวเพื่อนๆฝรั่งจะทานกันไม่ได้ ส่วนทอดมันก็ลองซอยถั่วพูลงไปแทนถั่วฝักยาวก็น่าทานดีจ้ะ

    อ้อ….ถั่วพูเค้าเรียกว่า wing bean หรือ princess bean นะ ขอให้สนุกกับปาร์ตี้จ้ะ

    พี่ตะวัน

    วิธีปลูกถั่วพู

    หน้าฝนแบบนี้เป็นเวลาที่ดีสำหรับการปลูกถั่วพูเลยค่ะ เตรียมดินร่วนๆสักหน่อย ปนทรายลงไปบ้างให้ระบายน้ำได้ดี หรืออาจใช้ดินที่ผสมกับเศษใบไม้หยาบๆ จะดีมากเลยค่ะ โรยปุ๋ยคอกผสมนิดหน่อย ได้ดินปลูกแล้วก็เตรียมปลูกค่ะ หัวถั่วพูรากตื้น ดังนั้นจึงขุดหลุมไม่ต้องลึกมาก สัก 2 ข้อนิ้วมือก็พอ นำเมล็ดถั่วพูหยอดลงหลุม หลุมละ 3-4 เมล็ด กลบดินบางๆ รดน้ำเช้าเย็น ช่วงหน้าฝนนี้สบายหน่อยนะคะมีพระพิรุณช่วยรดอีกต่างหาก

    สำหรับคนที่ไม่มีที่มากนักแต่อยากปลูกไว้กินเอง ก็ไม่ยากเลยค่ะ ปลูกในกระถางก็ได้ เตรียมดินเหมือนกันหยอดเมล็ด 1 กระถาง เท่ากับ 1 หลุมนะคะ

    พอต้นถั่วเริ่มงอกต้องคอยหลบแดดให้ด้วยหากปลูกในกระถางอาจยกย้ายที่ได้ ถ้าเป็นแปลงก็อาจทำที่บังแดดให้ ช่วงแรกๆต้นถั่วจะโตช้าหน่อยนะคะ ต้องอดทนใจเย็นๆ พอเริ่มทอดยอดหรือเริ่มเลื้อยคราวนี้ต้องมีค้างถั่ว หรือไม้ค้ำให้ถั่วเลื้อย วิธีของจันทร์ที่ทำไว้และใช้ได้ทนทานมาถึงเดี๋ยวนี้ ก็คือ ไปซื้อไม้ไผ่ตัดให้สูงประมาณ 1.5 เมตร ผ่าออกเป็นซี่ยาวๆ กว้างประมาณ 2 นิ้วมือ (ลองเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาติดกันนะคะ) ใช้ 3 ซี่ปักคร่อมต้นถั่วไว้เป็นรูปสามเหลี่ยม ให้ปลายด้านบนมาชนกันแล้วมัดด้วยเชือก เท่านี้ก็ได้ค้างไว้ให้ต้นถั่วพันแล้วค่ะ

    พอถั่วเริ่มทอดยอดคราวนี้จะโตเร็วมาก รดน้ำวันละครั้งก็พอค่ะ หลังจากถั่วออกดอกสัก 3-4 สัปดาห์ก็ได้เก็บฝักไปรับประทานกันแล้ว จะรับประทานสดๆ จิ้มน้ำพริก หรือจะลวก ยำ ผัดผสมกับผักอื่นๆ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดค่ะ

    Tags: , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    ฉันมองออกไปที่ถนนเล็กๆ เห็นรถยนต์ 2 คัน ขับตามกันมา ฝุ่นแดงฟุ้งทำให้มองไม่เห็นคนในรถ แต่พอเลี้ยวเข้ามาในบริเวณบ้านฉันจึงจำได้ว่าเป็นรถของหนุงหนิง แต่อีกคันหนึ่งเป็นรถ OFF ROAD ยุโรป ไม่คุ้นตา คงจะเพิ่งถอยออกมาจากโชว์รูมใหม่เอี่ยมซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนยังเป็นสีแดง รถสองคันจอดตรงลานมะขามเทศซึ่งมีร่มเงากว้างพอสำหรับรถทั้งสองคัน

    “นี่พวกเธอไม่มีอะไรทำกันหรือไงนี่…แห่แหนกันมาบ้านฉันอีกแล้ว” ฉันเดินออกไปต้อนรับ
    “เออแน่ะ…เจ้าของบ้านที่นี่ไม่ต้อนรับซะแล้ว” หนุงหนิงลงจากรถเป็นคนแรก
    “พวกเราอุตส่าห์ขับรถมาสองสามร้อยกิโลนี่ ไม่เห็นใจกันบ้างเลยหรือตะวัน”
    “น้ำท่าก็ไม่มีมาต้อนรับ…ว้า..” นายภูลงจากรถคันใหม่
    “นั่นรถเธอเหรอ..ภู”
    “แน่นอน…สวยมากเลยใช่มั้ยล่ะ ” นายภูยืดอก
    “เห่อมากด้วยละตะวัน…นี่ถ้าเอาเข้าห้องนอนกอดได้ก็คงทำแล้ว” จุ๊บแจงกระเซ้า
    “รถประจำตำแหน่งเธอก็มี…ซื้อใหม่ทำไมเนี่ย…เอ..หรือว่าบริษัทเขายึดรถไปแล้ว” ฉันสงสัย
    “นั่นก็เอาไว้ใช้เวลางาน คันนี้ฉันเอาไว้ไปเที่ยว จะได้มารับเธอไปเที่ยวป่าไงล่ะตะวัน”
    “ไม่ต้องมาพูดดีเลย…ไป ๆ ขึ้นบ้านก่อน”

    3 หนุ่ม 4 สาว มาบุกบ้านฉันโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อันที่จริงก็เป็นอย่างนี้กันอยู่บ่อย ๆ โดยแขกประจำคือหนุงหนิงกับนายภู ส่วนคนอื่น ๆ ก็สับเปลี่ยนเวียนหน้ากันมา อยู่ที่ว่าทั้งสองคนจะ “หนีบ” ใครมาได้

    “คราวนี้รวมตัวกันได้แค่นี้เองนะตะวัน 7 คน รวมเจ้าของบ้านเป็น 8 นอกนั้นติดงานมั่งติดลูกมั่ง” หนุงหนิงบอกหลังจากลงนั่งเหยียดยาวบนศาลาริมน้ำ
    “ถึงแม้มากันแค่นี้ฉันก็คงต้องไปเกี่ยวข้าวมาเลี้ยงพวกเธอแล้วละ”
    “ไม่ต้องจ้ะ เราเตรียมกันมาแล้ว วันนี้วันพิเศษ พวกเรามาเลี้ยงส่งหนุงหนิงกันอาทิตย์หน้าจะเดินทางแล้ว” จุ๊บแจงบอก
    “พวกผู้ชายกำลังลำเลียงของไปที่ครัวเธอ ให้ทำกันซะบ้างเนอะ” หนุงหนิงหันมาพยักเพยิด
    “งั้นเดี๋ยวฉันไปดูในครัวก่อน เดี๋ยวหนุ่มๆทุบจานชามฉันพังพินาศหมด เออ เผื่อมีอะไรมาสมทบบ้าง”

    กินกันไปคุยกันไป หัวข้อการสนทนาก็ไม่พ้นเรื่องรถคันใหม่ของนายภู และเรื่องเมืองที่หนุงหนิงจะไปอยู่

    “เวลาฉันอยากพักใจคลายปัญหานี่ฉันคงมาที่นี่ไม่ได้แล้วนะตะวัน ไกลกันจริง ๆ”
    “น้ำขิงรสจัด ทุบน้ำแข็งใส่ดื่มเย็น ๆ นี่ดีจังเลย” ภูเทน้ำขิงจากเหยือกแจกเพื่อนๆ
    “แล้วใครจะทำกับข้าวอร่อยๆให้ฉันกิน” หนุงหนิงรำพัน
    “ติ่มซำเจ้านี้อร่อยสุดๆเลย ว่าไหม” นเรศคีบฮะเก๋าเข้าปาก
    “ใครจะพาฉันไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ใครจะไปช็อปกับฉันหาใครถือของเก่งเท่านายภูไม่มีอีกแล้ว” หนุงหนิงรำพันต่อ
    “นี่ดอกอะไรเนี่ยตะวัน เอามาใส่แจกันแล้วสวยดี” จุ๊บแจงยกแจกันดอกไม้ไปดูใกล้ๆ
    “เฮ้ย!.. สนใจฉันหน่อยสิพวกเธอนี่ ไหนว่ามาเลี้ยงส่งฉันไง วันนี้ฉันเป็นนางเอกต้องเอาใจฉันย่ะ” หนุงหนิงโวยวาย
    แต่ทุกคนหัวเราะที่แกล้งทำเป็นไม่สนใจหนุงหนิงได้ผล “นี่แน่ะ..แม่หนุงหนิง เธอไปอยู่สบายอย่างนั้น ค่าโน่นค่านี่ก็มากกว่าเงินเดือนโข หน้าที่การงานก็ก้าวหน้าขึ้น มีแต่คนอิจฉา ยังจะบ่นอีก” จุ๊บแจงค้อน
    “เรามาสนุกสนาน คลายเครียดกันนะ ไม่ใช่เอาความเครียดมาทิ้งไว้รกบ้านตะวันอีก” น้องปูเป้เพื่อนอายุน้อยสุดในรุ่นสอนบ้าง
    “พรุ่งนี้ให้ตะวันพาไปดูนกในสวนกันดีกว่า” นเรศเสนอ
    “อ้าว คืนนี้พวกเธอจะนอนนี่กันเหรอ”
    “งั้นสิ”

    พวกนี้นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป ตั้งแต่ฉันร่ำลาเพื่อน ๆ และหอบของจากเมืองกรุงกลับบ้านสวน ฉันก็พลั้งปากไปเองว่าให้มาเที่ยวที่บ้านสวนของฉันได้ทุกเมื่อ คิดเสียว่าเป็นบ้านตัวเอง เฮ้อ !

    “นี่ดอกอะไร ยังไม่ตอบฉันเลยตะวัน” จุ๊บแจงยื่นแจกันมาข้างหน้าฉัน
    “ดอกกระทือจ้ะ”
    “ต๊าย ชื่อพิลึก ชื่อนี้จริง ๆ เหรอตะวัน” ยังไม่มั่นใจ
    “จริง เป็นตระกูลขิง ข่า กระชาย ขมิ้นไง พวกลำต้นใต้ดิน ฉันปลูกไว้ทางโน้นเป็นดงเลย”
    “ใช้เป็นเครื่องเทศใช่ไหมตะวัน” ภูถาม
    “ใช่จ้ะ ปลูกเป็นไม้ประดับก็ได้ หน้าฝนนี่จะออกดอกสวยมาก นั่นไงดอกเข้าพรรษา นี่ก็ตระกูลเดียวกัน เราจะเห็นดอกช่วงเข้าพรรษานี่แหละ เลยได้ชื่อนี้”
    “ดอกขิงสีเหลืองมีปลายกลีบสีม่วงแดงไม่มีก้านดอก ส่วนข่าออกดอกเป็นช่อกลีบดอกสีขาวอมเขียว” นเรศเภสัชกรหนุ่มเนื้อหอมของโรงพยาบาลเอกชนมีชื่ออธิบาย
    “ดอกกระทือสีแดง แล้วดอกขมิ้นสีเหลืองหรือเปล่านเรศ” จุ๊บแจงถาม
    “ใช่ แต่เป็นสีเหลืองอ่อนนะ มีกลีบเลี้ยงสีชมพูหุ้ม สวยมากเลยละ ช่อดอกโผล่ขึ้นมาจากดินดื้อ ๆ เหมือนกระทือนี่แหละ”
    “นอกจากปลูกเป็นไม้ประดับได้ ใช้ทำอาหารได้ เรากินไปจะได้ประโยชน์ทางยาไหม” หนุงหนิงซักต่อ
    “มีสิ อย่างขิงเนี่ยก็ขับลมเวลาท้องอืดเพราะจะไปกระตุ้นระบบทางเดินอาหารให้บีบตัวเพิ่มมากขึ้น เคยรู้มาอีกว่าใช้เป็นสารกันบูดกันหืนในน้ำมันด้วยนะ ส่วนข่าก็เหมือนกับขิง แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงมาก ๆ ก็มีฤทธิ์กดการหายใจเหมือนกัน ทางยาเขาใช้ข่าสกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อราพวกกลาก เกลื้อน และตกขาวได้ด้วย”
    “แล้วขมิ้นล่ะ กินมาก ๆ เป็นอะไรไหม ฉันยิ่งชอบแกงส้มปักษ์ใต้อยู่ด้วย” นายภูถาม
    “เป็นยาบำรุงธาตุ ฟอกโลหิต อะไรทำนองนี้แหละ เอามาทาแผลสด แผลถลอกก็ได้ มีฤทธิ์แก้อักเสบ”
    “ปลูกยังไงล่ะตะวัน” จุ๊บแจงหันมาถาม
    “หากะละมังเก่า ๆ ยางรถยนต์ หรือถังน้ำก็ได้ เททรายใส่ไป หรือเอาดินร่วนผสมหน่อย หาเหง้าที่มีตาติดอยู่ด้วยฝังทรายลงไป ช่วงต้นฝนแบบนี้ยิ่งดีใหญ่ไม่ต้องคอยรดน้ำบ่อย สัก 2-3 เดือนก็งอกออกใบออกก้าน อายุสัก 4-5 เดือนก็ขุดใช้ทำกับข้าวได้เลย อย่าขุดขึ้นมาหมดล่ะ เอาลงดินเหลือไว้งอกเป็นต้นต่อไปได้อีก”
    “ตะวันพูดอะไรเหมือนง่ายไปหมดเลยเนอะ” จุ๊บแจงว่า
    “ก็มันยากซะที่ไหนเล่า”

    Tags: , ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    พระจันทร์คืนแรม 4 ค่ำ ยังไม่แหว่งเว้าเท่าไรนัก ทอแสงนวลท่ามกลางดงมะพร้าว เราหนีห้องสี่เหลี่ยมเย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศออกมาปูผ้านอนริมหาดรับลมธรรมชาติกัน 3 คน หวังว่าลมริมทะเลจะช่วยพัดความรุ่มร้อนในใจคนนอนข้างๆ ได้บ้าง

    “ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีเหมือนกันนะ ตะวัน…วันๆ ฉันเห็นแต่จอสี่เหลี่ยม ใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องสมองกล ได้มาเห็นอะไรกว้าง ๆ สุดลูกหูลูกตาแบบนี้ สบายตาจริง ๆ” ภูทำลายความเงียบ

    “สบายตาแต่มันไม่สบายใจนี่” หนุงหนิงหงุดหงิด

    “เธอก็กังวลไปเกินเหตุนะ … บริษัทเขาให้เธอไปอยู่สาขาต่างประเทศตั้ง 2 ปี น่าจะดีใจนะ ไม่ใช่มานั่งกลุ้มอยู่อย่างนี้” ภูขยับตัวพิงหลังกับต้นมะพร้าว

    “พวกเธอคิดดูนะ..ฉันตัวคนเดียวไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง .. ไม่รู้จักใครสักคน อาหารการกินก็ไม่ถูกปาก … ผู้คนก็พูดคนละภาษา … ที่พักก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยแค่ไหน จะไปเจอคนใจร้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้” หนุงหนิงบ่น

    “คิดซะว่าไปเที่ยวสิ แป๊บเดียวก็กลับ” ภูหัวเราะ

    “เที่ยวอะไรตั้งสองปี … เฮ้อ”

    “แต่ฉันว่าเธออยู่ได้นะ หนุงหนิง เธอเป็นคนกระตือรือร้น ชอบที่จะพบเห็นอะไรใหม่ๆ มีความสุขกับการทำงานที่ไม่อยู่กับที่ ติดต่อพบปะกับคนมากหน้าหลายตา … เสียอย่างเดียว …” ฉันบอก

    “… เป็นโรควิตกกังวล ..” ภูต่อให้

    “ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน ตะวันว่าที่นี่ขนมจีนอร่อยไม่ใช่เหรอ” หนุงหนิงลุกขึ้น ปัดทรายออกจากตัวแล้วเดินนำหน้าไป ภูกับฉันมองหน้ากันงงๆ

    “ฉันว่ามันเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนอีกโรคนึงแล้วละ” ภูแอบกระซิบ

    ร้าน อาหารเล็ก ๆ ขนาดห้องแถวห้องเดียวอยู่ริมถนน เขียนป้ายหน้าร้านว่า “ขนมจีนป้าจันทร์” โดยไม่มียี่ห้อใด ๆ มารับรองให้มาชิม แต่ความอร่อยก็เลื่องลือไปไกลขนาดคนกรุงอย่างพวกเราต้องมาขอชิม เราสั่งขนมจีนน้ำยาคนละจาน ผักกินแกล้มทั้งผักสดผักดอง ใส่ถาดวางตรงหน้ากองพูนมากกว่า 10 ชนิด บางชนิดเป็นผักพื้นบ้าน เช่น “เม็ดชุน” รสปร่า ตะลิงปลิง ที่เปรี้ยวเข็ดฟัน ลูกตอ ลูกเนียงสด ๆ รสมัน เข้ากันกับน้ำยาข้นรสจัด ฉันชอบผักบุ้ง ถั่วพู กะหล่ำปลีและแมงลัก ส่วนนายภูเห็นหยิบกระถิน กะเฉด และลูกเนียงใส่จานไม่ยั้งมือ หนุงหนิงเองก็ก้มหน้าก้มตากับจานที่สอง หยิบถั่วงอก ผักกาดดอง แตงกวา ลำเลียงใส่จานอยู่เรื่อย ๆ

    “เด็ดขาดไปเลย ตะวัน” ภูสั่งจานที่ 3

    “นี่นายภู.. ตะกละนักเดี๋ยวก็มานอนท้องอืด ไปเที่ยวไม่ไหว ฉันทิ้งไว้ที่โรงแรมจริง ๆ ด้วย” หนุงหนิงค้อน

    “นี่ไงภู..แก้ท้องอืด … กินซะ .. ภูมิปัญญาไทยเชียวนะเธอ”

    “ใบแมงลักเนี่ยนะ ….”

    “งั้นสิ … เส้นขนมจีนเป็นแป้งหมักไงอาจทำให้ท้องอืด ส่วนใบแมงลักมีฤทธิ์ขับลม กินตามเข้าไปแบบนี้ก็ช่วยย่อยแก้ท้องอืดได้”

    “ดู ๆ ไปหน้าตาก็คล้าย ๆ กะเพรา โหระพา อะไรแบบนี้นะตะวัน” หนุงหนิงหยิบมาชิมบ้าง

    “พี่น้องท้องเดียวกันเลยแหละ อยู่วงศ์เดียวกัน มีชื่อเรียกเป็น Basil เหมือนกัน แมงลักเขาเรียก Hairy Basil จ้ะ”

    “เมล็ดแมงลักที่เรากินกับน้ำแข็งใส กับใส่ในน้ำเต้าหู้นี่ก็มาจากต้นนี้ใช่ไหม”ภูถาม

    “ใช่เลยจ้ะ … เมล็ดแมงลักเป็นยาระบายอ่อน ๆ ด้วยนะ ช่วยเพิ่มปริมาณและทำให้เราถ่ายสะดวกขึ้นเพราะทำให้อุจจาระอ่อนตัวมากขึ้น”

    “ปลูกยากไหมตะวัน”

    “เธอนี่อยากปลูกทุกอย่างเลยนะหนุงหนิง … คอนโดหลังห้องเธอยังกับป่าแน่ะ นี่ถ้าไปอยู่เมืองนอกแล้วใครจะดูแลสวนครัวหลังห้องเธอล่ะ” ภูแหย่

    “เธอไง … ฉันให้เธออยู่ฟรี ดูแลบ้านกับสวนครัวให้ฉันด้วยละกัน” หนุงหนิงหัวเราะ

    “อืมม์ … คุ้มแฮะ เดี๋ยวกลับจากสมุยนี่ฉันย้ายของไปเลยละกัน ดีไหม ..” ภูยักคิ้ว ยิ้มเจ้าเล่ห์

    “บ้าสิเธอ แม่ฉันมาเดี๋ยวเข้าใจผิดแย่เลย ฉันไปเดือนหน้าโน่นย่ะ” หนุงหนิงโวยวาย

    “อ้าว .. เราก็มาทำให้แม่เข้าใจเรื่องที่ถูกต้องไปเลยดีไหม .. ฮ่า ฮ่า”

    ———————————————————————-

    โอย…ท่านผู้อ่านคะ กว่าจะหย่าศึกเพื่อนรักสองคนนี้ได้ก็เกือบลืมบอกวิธีปลูกแมงลักไปเลย ปลูกง่ายค่ะ …. ใช้วิธีเดียวกันกับปลูกกะเพราหรือโหระพา นั่นแหละค่ะ กิ่งแก่ๆ หน่อยเอามาปักลงดินรดน้ำชุ่มๆ สัก 2 สัปดาห์ก็แข็งแรงแล้วค่ะ หรือจะใช้เมล็ดโรยก็ได้ อีกไม่นานก็เป็นต้นเก็บรับประทานได้แล้วค่ะ …. จะใส่แกงเลียงก็เข้ากันนะคะ แต่งหน้าหรือรับประทานกับห่อหมกก็ยังไหว ฉบับนี้ต้องลาไปก่อนนะคะ เพื่อน ๆ รอแล้ว … กำลังจะไปดำน้ำกันค่ะ

    Tags: ,

  • โดย… ต้นตะวัน

    บนศาลากลางน้ำ ชายหนุ่มสองคนครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงเสาศาลาคนละมุม ส่วนอีกสองสาวนั่งอยู่บนเสื่อเตรียมจัดอาหารที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯ จัดใส่จาน เจ้าของบ้านเดินข้ามสะพานไม้ขึ้นมาบนศาลาพร้อมกระติกน้ำแข็งและน้ำตะไคร้หอม

    “ฉันว่าพวกเธอมาบ้านฉันบ่อยเกินไปแล้วนะ….” ฉันเปรยยิ้ม ๆ “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วหนุงหนิงก็มาส่งฉัน….ยังไม่ทันไรอาทิตย์นี้ยกโขยงกันมาอีกแล้ว”

    “เธอจะได้มีเพื่อนคุยไง..ตะวัน ถ้าพวกเราไม่มาเธอก็คุยกับลมกับแล้งไปเรื่อย…..”

    “เพื่อนรักชาวกรุงทั้ง 4 คนอุตส่าห์ขับรถกันมา 200 กว่ากิโล เพื่อมาคุยกับฉันเนี่ยนะ ….เป็นเหตุผลที่ฉันควรซึ้งใจใช่ไหม”

    อาหารกลางวันเหลือเพียงจานเปล่า ผลไม้ถูกลำเลียงมาแทนที่… เสียงพูดคุยเฮฮาในวงข้าวไม่ได้ลดลง

    “มะม่วงอกร่องบ้านเธอนี่หวานเจี๊ยบเลย ตะวัน…. แต่ลูกเล็กไปหน่อยนะ” หนุงหนิงปอกพลางชิมไปพลาง

    “ฉันปล่อยให้มันสุกที่ต้นน่ะ พอเริ่มเหลืองก็สอยลงมา วันรุ่งขึ้นก็สุกพอดี ถ้าสอยตอนดิบแล้วเอามาบ่มจะไม่หวานเท่านี้”

    “ฉันชอบมะม่วงดิบมากกว่า….นี่พันธุ์อะไรนะ ตะวัน” เอกถาม

    “นี่เจ้าคุณทิพย์จ้ะ….ส่วนนี่หนองแซง เสียดายนะปีนี้ศาลายาติดน้อย ไม่งั้นเธอได้ลองชิมแล้ว พลอยคงจะชอบนะเพราะมันอมเปรี้ยวหน่อยๆ”

    “งั้นฉันรอรุ่นสองละกัน…เออ…ภู ของฝากจากเม็กซิโกที่จะมาให้ตะวันล่ะ…ฝากไปหยิบทีเถอะ” พลอยส่งกุญแจรถให้ภู

    ของฝากจากเม็กซิโกจากพลอยซึ่งไปอบรมพนักงานโรงแรมที่สาขาเม็กซิโก เป็นโปสการ์ดหลายแผ่นสวยถูกอกถูกใจผู้รับเป็นอย่างยิ่ง

    “ตะวันรู้ไหม… ฉันไปเจออะไรที่เม็กซิโก… ยอดกระถินบ้านเรานี่แหละ เป็นอาหารขึ้นโรงแรมเชียวนะเธอ”

    “โห…นี่ถ้าเก็บกระถินริมรั้วบ้านสวนส่งไปขายเม็กซิโก… ตะวันรวยเลยนะ… ฉันทำตลาดให้เอาไหมตะวัน” หนุ่มเอกนักการตลาดรีบอาสา

    “ฉันว่าเป็นการเอามะพร้าวไปขายสวนซะมากกว่าละมั้ง… .กระถินเนี่ยเป็นไม้พื้นเมืองของอเมริกาใต้จ้ะ เพราะฉะนั้นพลอยไปเห็นที่เม็กซิโก ก็ไม่ใช่ของแปลก” ฉันตอบ

    “ที่ออสเตรเลียเค้าก็ใช้กระถินเลี้ยงวัวกันนะ….ฉันเคยถามเพื่อนที่ควีนสแลนด์เขาบอกว่า FAO วิจัยออกมาแล้วว่าใบอ่อนของกระถินมีโปรตีนสูง…สามารถเพิ่มคุณภาพเนื้อได้ ที่โน่นเลยปลูกกระถินไว้เลี้ยงวัวกันใหญ่” ภูเล่าถึงสมัยที่ไปเรียนปริญญาโทที่นั่น

    “คนไทยเชื่อว่ากระถินเป็นไม้มงคลป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย”

    “จริงเหรอตะวัน…ฉันจะได้ปลูกที่บ้านมั่ง กันนายภูเข้าบ้าน”

    “อ้าว! ไหงพูดอย่างนี้ล่ะ ยายพลอย” ภูโวยวาย

    “แล้วจำเป็นไหมที่ต้องปลูกริมรั้วน่ะ….ฉันได้ยินใครๆ เขาพูดกันติดปากว่ากระถินริมรั้ว” เอกสงสัย

    “ไม่จำเป็นหรอกจ้ะ…เมื่อก่อนกระถินคงเป็นไม้หัวไร่ปลายนาที่ไม่มีใครรู้จักประโยชน์ คงมีคนไปลองกินเข้าคงติดใจเลยเอามาปลูกในบ้านน่ะ… และอาจเป็นเพราะกระถินโตเร็วแตกกิ่งก้านดี ชาวบ้านก็เลยมาปลูกเป็นรั้วไง” ฉันตอบ

    “เธอดูรั้วกระถินของฉันสิ… อายุแก่กว่าบ้านฉัน 3 ปีเชียวนะ คิดแล้วก็เกือบบรรลุนิติภาวะแล้วละ”

    “เกือบ 20 ปี ต้นแค่นี้เองเหรอ”

    “ไม่หรอกพลอย…ต้นที่แก่แล้วก็ตายไป ป้าข้างบ้านเขาก็เอาไปเผาถ่าน บางทีต้นโตเหมาะมือ แม่ก็ตัดเอามาทำด้ามจอบ ด้ามเสียมบ้าง… ที่มีอายุอยู่นานเพราะเมล็ดมันดกมาก ขึ้นง่ายด้วย… ถ้าเธอลองไปดูใต้ต้นกระถินนะเธอจะเห็นต้นเล็ก ๆ ขึ้นเต็มเลย” ฉันพูดต่อ “กระถินเป็นพืชตระกูลถั่วไง.. รากจะตรึงไนโตรเจนไว้ได้ดี ชาวสวนหลายที่เขาจะปลูกไว้ในร่องสวนเพื่อบำรุงดิน… แถมยังช่วยยึดดินตามตลิ่งที่ลาดชันไม่ให้พังด้วย”

    “มีประโยชน์มากจริงๆเลยนะ…” พลอยว่า

    “ใบ ยอด ฝักอ่อน มีธาตุเหล็กมากกว่าผักชนิดอื่นเลยละ… มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งแคลเซียม ทั้งเบต้าแคโรทีน ป้องกันมะเร็งไง… ป้าข้างบ้านฉันเคยเอาเมล็ดไปเป็นยาถ่ายพยาธิหลาน ๆ เขาเลย”

    “ที่เราไปลองกินยอดกระถินแกล้มหอยนางรมสดก็อร่อยดีเหมือนกันนะ เอก” ภูหันไปทางเอก

    “อืม…ฉันเคยเห็นร้านข้าวแกงที่ภาคใต้เขาจัดยอดกระถินใส่จานรวมกับผักอื่นๆ เอาไว้กินแกล้มกับแกงใต้ที่เผ็ดๆด้วยนะ” เอกพูดต่อ

    “บ้านฉันก็กินกับส้มตำจ้ะ…บางทีก็ตำฝักอ่อนใส่รวมไปเลย” หนุงหนิงสาวอิสานแนะนำบ้าง

    “ตกลงวันนี้ไม่มีใครกลับเมืองกรุงกันใช่ไหม เย็นนี้ฉันจะได้ทำน้ำพริกปลาย่าง เอายอดกระถินมาเป็นผักจิ้ม ถ้ายังไม่พอยำผักกระถินใส่กุ้งสดอีกยังไหวเลย”

    “มีประโยชน์มากมายขนาดนี้ท่าทางคงปลูกไม่ยากนะ ตะวัน”

    “ไม่ยากเลยเอก…. ขุดต้นอ่อนนี่ไปปลูกเลยก็ได้ ขุดหลุมให้ห่างกันสักศอกนึงปลูกเป็นแนวไปเรื่อย ๆ”

    “ฉันกลัวว่าต้นอ่อนจะตายซะก่อนนะซี… ฉันว่าจะเอาไปลงเป็นรั้วที่คลอง 13 ซื้อไว้ตั้งนานไม่ได้ทำอะไร ไปทำสวนแบบตะวันก็น่าจะดีนะ”

    “ถ้าอย่างนั้นเธอเอาเมล็ดไปก็ได้… เก็บไว้ได้นานหน่อย สมมติว่าเธอจะปลูกพรุ่งนี้… คืนนี้เธอก็แช่เมล็ดในน้ำอุ่นทิ้งไว้สักคืน ขุดหลุมห่าง ๆ กันแล้วโรยเมล็ดลงไป ดินที่คลอง 13 ถือว่าเป็นดินดีนะ กระถินชอบดินร่วนซุย หรือดินเหนียวก็ได้”

    เมฆฝนเคลื่อนมาฟ้าเริ่มครึ้ม ลมพัดกลิ่นไอดินโชยมา วงข้าวยอมสลายตัวก่อนฝนลงเม็ด หนุ่ม ๆ รีบเก็บของจากศาลาเข้าบ้าน สาว ๆ ช่วยกันเก็บยอดกระถินสำหรับเป็นอาหารมื้อเย็นนี้

    Tags: , ,