• สวัสดีครับแฟนๆ เสพอักษรทุกๆท่าน

    ในสภาวะการณ์ที่สับสน ท่ามกลางสังคมที่วุ่นวาย การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น พวกคุณๆเคยเจอสภาวะแบบนี้หรือเปล่า หรือว่าคุณบางคนอาจเป็นผู้ทำให้มันเกิด คุณอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเมื่อเข้าไปสู่สภาวะแบบนี้

    ขึ้นย่อหน้าแรกดูเครียดๆอย่างไรก็ไม่รู้ ผู้เขียนเจอหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจ ที่ว่าเจอคือเจอจริงๆ เพราะมีคนมาลืมวางไว้ที่โต๊ะทำงานของผู้เขียน เลยถือวิสาสะรีบนำไปอ่าน รวดเดียวภายในคืนเดียว หนังสือที่ว่าน่าจะเกี่ยวพันกับย่อหน้าแรกอยู่ เป็นหนังสือแปลชื่อเรื่อง คืนชีวิต สู่ความเรียบง่าย

    หนังสือนี้น่าสนใจตรงที่ผู้เขียน เป็นนักธุรกิจผู้ประสพความสำเร็จชาวอเมริกัน ที่เคยทุ่มเทชีวิตก่อนหน้าให้กับงาน ออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้า กลับเข้าบ้านอีกทีสองสามทุ่มทุกวัน เวลาในแต่ละวันหมดไปกับงานจริงๆ ไม่มีเวลาที่จะคิดเรื่องอื่นนอกจากงาน ชีวิตอย่างนี้น่าจะตรงกับใครหลายๆคน แต่ใครหลายๆคนไม่โชคดีอย่างเธอ ที่เธอมีโอกาสฉุกคิดและทบทวนด้วยเวลาว่างแค่ห้านาที แล้วคำถามเกี่ยวกับชีวิตก็พรั่งพรูออกมา ที่ผ่านมาใช้ชีวิตแบบนั้นไปเพื่ออะไร มีความสุขดีไหม ชีวิตด้านอื่นๆหายไปไหน ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงวิธีคิด เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต ทำให้เธอได้ค้นเจอชีวิตที่เรียบง่าย และก็เขียนมันออกมา

    ความจริงหนังสือแนวนี้ คนที่ไม่สนใจจริงๆไม่กล้าซื้อ แต่สำหรับเล่มนี้แล้ว ผู้เขียนขอแนะนำว่าอ่านง่าย ไม่ซับซ้อนหากนำไปปฏิบัติจริง ถ้าผู้เขียนตั้งชื่อเรื่องเองได้ ขอตั้งชื่อเล่มนี้ว่า สู๋ความเรียบง่ายในยุคดิจิตอล เหตุว่าแนวหนังสือเป็นอย่างนั้น แนะนำการใช้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักดิบ ตั้งแต่ตื่นนอน จนหมดวัน แม้อยู่ที่ทำงานก็มีวิธีการที่สามารถทำให้มันเรียบง่ายได้ เหมาะกับชีวิตคนเมืองอย่างพวกๆเรา ไม่ต้องสุดโต่งจนถึงขนาดย้ายตัวเองไปปฏิบัติในที่วิเวก หรือจนขนาดต้องสละทุกอย่างแล้วไปบวช พวกคุณสามารถมีชีวิตที่เรียบง่ายตามแบบฉบับของตนเองได้

    นักเขียนคนนี้เป็นนักเขียนสาวชาวอเมริกัน เมืองที่มีความขัดแย้งกันในตัวเองสูง เธอถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือได้อย่างงดงามในแง่เนื้อหาสาระ ผู้แปลก็แปลได้ไม่มีที่ตำหนิ แต่ขอติงสักนิดสำหรับชื่อเรื่อง เพราะว่าบางคนเกิดมาก็ไม่เคยเจอะเจอความเรียบง่ายเลย แต่อยากจะแสวงหา ก็เป็นอันว่าขอแนะนำเล่มนี้ ไปหาอ่านกันให้ได้อาจจะค้นพบอะไรใหม่ๆให้กับชีวิต โดยเฉพาะความเรียบง่าย แล้วจะรู้ว่ามันอยู่ใกล้ๆตัวพวกเรานี่เอง

    คืนชีวิต สู๋ความเรียบง่าย
    Living the Simple Lift
    เอเลน เซนต์ เจมส์ / เขียน
    นุชจรีย์ ชลคุป / แปล
    สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
    ราคา 180 บาท

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: , , , ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เป็นวลียอดฮิตในขณะนี้ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ความจริงถ้าวิเคราะห์กันให้ลึกลงไปมันมีนัยยะอะไรแอบแฝงอยู่ในนั้น แม้วลีนี้มาพักหลัง ผู้พูดแค่พูดออกไปเพราะว่ามันฮิต พูดแค่สนุกกับคำ แต่รากเง้าที่แท้ มันถูกพูดออกมาจากปากนักจัดรายการวิทยุ-โทรทัศน์ท่านหนึ่ง(เจ้าตัวยืนยันว่าเป็นคนพูดคนแรก)
    อิทธิพลของวลีนี้มันเกิดจากนักจัดรายการท่านนั้น จัดรายการที่เกี่ยวกับการพิสูจน์เรื่องเร้นลับ เรื่องผีสาง เทวดา เรื่องเหนือจริงที่มีผู้คนติดกันมากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่น

    ถามว่าทำไมเรื่องราวเหล่านี้ผู้คนจึงให้ความสนใจกันมากมาย แม้แต่วัยรุ่น ผู้เขียนขอตอบว่าเป็นเรื่องความเชื่อ ความเชื่อเรื่องที่ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้เป็นเรื่องงมงาย ในขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มคนที่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง ผีสาง นางไม้ ทรงเจ้าเป็นเรื่องที่โกหกทั้งเพ คนกลุ่มหลังก็น่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มงมงายได้เช่นกัน เราอาจจะสอนลูก สอนหลานให้มีทัศนะคติที่ถูกที่ควรกับเรื่องเหล่านี้ยากสักหน่อย เพราะขนบเก่าๆที่สั่งสมมายังเป็นตัวชี้นำความคิดอยู่ อย่างเช่นภาพเหล่านี้สะท้อนอะไรบ้างในสายตาของทุกคน รัฐมนตรีใหม่กระทรวงวิทยาศาสตร์บวงสรวงใหญ่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง , สนามสอบบรรจุครูโคราชคึกคัก ผู้เข้าสอบแห่บนย่าโมแน่นขนัด

    หนังสือ เรื่องเหนือสามัญวิสัย อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) น่าจะเป็นหนังสือที่เหมาะกับทั้งผู้ที่เชื่อ และผู้ที่ไม่เชื่อ ผู้เขียนไม่ขอบรรยายว่าท่านได้เขียนอะไรบ้าง ถ้าเป็นผู้อ่านที่เคยได้อ่านงานของ ท่านพระธรรมปิฎก จะรู้ว่างานของท่านอ่านง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สำหรับเล่มนี้แยกเป็นบทไว้ชัดเจน เล่มกระทัดรัดไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป รับรองว่าได้อ่านแล้วน่าจะได้มีทัศนะคติใหม่ๆกับเรื่องราวเหล่านี้ที่ผู้คนให้ความสนใจกันทุกยุคทุกสมัย และผู้เขียนเห็นว่ายิ่งในยุคนี้ มีสิ่งบีบคั้น ผู้คนสับสน ขาดที่พึ่งทั้งทางกายทางใจ จึงทำให้ผู้คนเห็นว่าสิ่งที่เหนือสามัญ สิ่งที่เชื่อว่าศักดิสิทธิ์ การทรงเจ้า หมอดู หรือแม้แต่ผีสางนางไม้ ก็น่าจะเป็นที่พึ่งพิงในยามนี้ได้

    ผู้เขียนเห็นว่า การเกิดมาและการดำเนินชีวิตอยู่ ล้วนเป็นปาฏิหาริย์ และที่เหนือไปกว่านั้นก็คือการยังชีวิตอยู่ได้ด้วยสติ ได้ด้วยปัญญา และสามารถประคับประคองหรือช่วยเหลือให้ผู้อื่น มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิงตนเองด้วยความดีความชอบ นับว่าน่าเป็นปาฏิหาริย์ยิ่งกว่า

    เรื่องเหนือสามัญวิสัย
    อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา
    โดย พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต)
    สำนักพิมพ์ ธรรมดา
    ราคา 60 บาท

    นักแห้งอ่านไส้

    Tags: , , ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    เป็นอย่างไรบ้างครับ สงกรานต์ที่ผ่านมา คงสนุกสนานกันเต็มที่ สำหรับผู้เขียนคงจะแก่ไปสำหรับการไปเล่นสาดน้ำ เลยอยู่แต่บ้าน หาหนังสือมาอ่านก็ดีเหมือนกันไม่สิ้นเปลืองเงินทอง

    อยู่ที่บ้านช่วงสงกรานต์ ขอสารภาพว่าได้อ่านแต่หนังสือพิมพ์ ได้อ่านเต็มๆเลยครับ อ่านทุกหน้า อ่านแบบละเอียดยิบ ซึ่งที่ผ่านๆมาอ่านแบบผ่านๆ พอได้อ่านละเอียดขนาดนี้จึงได้รู้ว่าหนังสือพิมพ์ไม่เหมาะกับเด็กครับ(ทัศนะ ส่วนตัวของผู้เขียน) ความจริงแล้วผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า หนังสือพิมพ์เป็นหนังสือที่สร้างให้ผู้เขียนรักการอ่าน เพราะที่บ้านรับหนังสือพิมพ์รายวัน

    ส่วนที่ไม่เหมาะกับเด็กที่ชัดเจนที่สุด คือหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ ไม่ว่ากรอบเล็กกรอบใหญ่ ล้วนใช้คำที่หวือหวา หรือใช้คำย่อต่างๆ แม้แต่ผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่สามารถเข้าใจความหมายเหล่านี้ได้ ถ้าไม่ได้ติดตามข่าวมาตลอด เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเด็ก นี่ยังไม่ได้นับรวมภาพข่าวที่ไม่เหมาะสม หรือภาพหวือหวายั่วยุกามมารมณ์ในฉบับวันเสาร์ หรืออาทิตย์ของหนังสือพิมพ์บางฉบับ แต่ก็ต้องขอชมเชยบางฉบับที่ทั้งคำและภาพข่าวยังพอทนได้ หรือหน้าสำหรับเด็กๆในวันหยุด ส่วนการตรวจคำผิดก่อนนำเสนอก็ต้องเห็นใจทางหนังสือพิมพ์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา จนทำให้มีคำผิดเยอะแยะในหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ

    ที่กล่าวๆมาไม่ใช่หนังสือพิมพ์จะมีแต่เรื่องไม่ดีสำหรับเด็ก เรื่องดีๆก็มีเยอะแยะ ความใหม่ของเรื่องราวต่างในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความรู้ทางการศึกษา ความบันเทิง ศิลปหรือวัฒนธรรม ล้วนหาได้จากหนังสือพิมพ์ทั้งสิ้น เพราะหนังสือพิมพ์ออกทุกวัน และมีการแข่งขันการนำเสนอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับเด็กเล็กๆที่ยังไม่สามารถใช้วิจารณญาณของตนเองได้ พ่อแม่ควรมีส่วนช่วยเหลือ

    ต้องยอมรับถึงการพาดหัวข่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ขายดี บ่อยครั้งเราซื้อเพราะหัวข่าว แม้ข้างในรายละเอียดของข่าวจะแห้งแล้งเสียเต็มที สำหรับพาดหัวแล้วความหมายของคำย่อ ชื่อเล่นหรือฉายาที่นักข่าวใช้เรียกบุคคลสำคัญภายในประเทศ คนที่อ่านแล้วจะเข้าใจในระดับหนึ่ง น่าจะต้องเป็นแฟนพันธ์แท้ของหนังสือพิมพ์และข่าวสารบ้านเมือง เพราะถ้าคนที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ต้องงงเป็นไก่ตาแตกแน่ๆ อย่างเช่นพาดหัวเหล่านี้ผู้อ่านเห็นแล้วคิดอย่างไรบ้าง วาระซ่อนเร้นย้าย”มธ” ฟาด”โท-เอก” 60ล./ปี หรือ 3ปี”เต่า พาศก.ลงหลุม นี่ยังไม่นับรวมพาดหัวของหนังสือพิมพ์ข่าวชาวบ้านบางฉบับ ที่ชอบลงเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่องมงายของชาวบ้าน เช่นควายออกลูกมีหน้าคล้ายหมู หรือคนเมาสุราอาละวาดกัดกับหมาโดเบอแมน ซึ่งมีคนเคยกล่าวถึงเรื่องที่จะเป็นข่าวได้คือ หมากัดคนไม่เป็นข่าวแต่ถ้าคนไปกัดหมาเข้าละก้อดังแน่ๆ

    สรุปว่าหนังสือทุกชนิดมีทั้งดี ไม่ดี พ่อแม่ผู้ปกครองควรพิถีพิถันในเรื่องนี้ ไม่ควรเพียงแต่เห็นว่าลูกรักการอ่านก็อัดเข้าไป ไม่ต้องสนกันหรอกว่าหนังสือนั้นมีประโยชน์หรือไม่ ผู้เขียนคนหนึ่งแหละที่จะไม่ยอมให้ลูกอ่านหนังสือที่ไม่มีประโยชน์ จนกว่าเข้าจะโตพอที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่ามันไม่มีประโยชน์ตรงไหน

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    ความจริงแล้วไม่อยากจะแนะนำหนังสือ ที่หาซื้อยากๆหรือหาซื้อบนแผงหนังสือไม่ได้แล้ว มันเหมือน
    เป็นการมัดมือชกผู้อ่านเกินไป

    นิตยสาร “ฟ้า” ที่จะแนะนำปิดตัวเองไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้เขียนยังเก็บไว้เกือบทุกเล่มแม้บางเล่มหรือบางเรื่องได้ถูกหนูแทะเป็น อาหารไปเรียบร้อย “ฟ้า”เป็นนิตยสารที่ว่าด้วยงานเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว อีกทั้งเรื่องแปลก็ถูกอัดแน่นอยู่ในนั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า”ฟ้า” ไม่มีเรื่องราวอย่างอื่นอยู่ในนั้นเสียเลย มีทั้งเรื่องท่องเที่ยว สารคดี ปกิณกะบันเทิงเริงรมย์ ซึ่งในตอนนี้เราคงหา นิตยสารอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว

    นิตยสาร “ฟ้า” อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงจาก “ฟ้าเมืองไทย”ที่ปิดตัวลง บรรณาธิการคือคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในยุคสมัยนั้นไม่มีใครเทียบเคียงได้ ทำให้”ฟ้า”อัดแน่นไปด้วยนักเขียนคุณภาพ ไม่ว่ารุ่นเล็กรุ่นใหญ่มารวมกันอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น คำสิงห์ ศรีนอก, สุจิตต์ วงษ์เทศ, รงค์ วงษ์สวรรค์, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,หรือแม้กระทั่งตลกชื่อดังผู้มากความสามารถ ยาว อยุธยา นี่ขนาดแค่ฉบับแรกคือ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ เท่านั้น
    ซึ่งฉบับต่อๆมาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้เขียนนำเล่มเก่าๆมาอ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ เรื่องสั้นเรื่องยาวของนักเขียนน้อยใหญ่ที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ในปัจจุบันนักเขียนเหล่านี้ได้รางวัลใหญ่จากงานเขียนก็หลายคน แต่ถ้าย้อนกลับไปแล้วเขาเริ่มต้นงานเขียนที่”ฟ้า”

    ก็อย่างที่บอกหนังสืออาจจะหายากสักหน่อย อาจจะต้องไปหาตามแผงหนังสือเก่า หรือไม่ก็ตามรถซาเล้งรับซื้อของเก่า แต่ถ้าเจอแล้วแพงอย่าซื้อครับ “ฟ้า”เป็นหนังสือที่เหมาะกับการนำไปอ่านไม่เหมาะกับการไปเก็บเก็งกำไรเป็นหนังสือหายาก หนังสืออาจจะหายากจริงๆเพราะผู้เขียนไปเดินหาหลายครั้งยังไม่เจอสักเล่ม อาจจะเป็นเพราะพิมพ์น้อย ดังที่คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์กล่าวไว้ในบทบรรณาธิการ ฉบับที่ ๒ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๒
    ว่า “การที่หาซื้อยาก มิได้แสดงว่าหนังสือนี้ ดีเลิศประเสริฐศรีอะไรนักหรอก แต่มันหมายว่าเราพิมพ์น้อยเผื่อเหนียวต่างหากเล่า อันคุณภาพนั้นก็ยังคงรอให้ท่านติชมแสดงความเห็นต่อไป”

    จะเห็นได้ว่าแม้บทบรรณาธิการ ท่านก็ยังกล่าวแบบอ่อนน้อม ถ่อมตน ซึ่งเป็นนิสัยแท้จริงของท่าน นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักเขียนน้อยใหญ่ แห่แหนกันมาเขียนให้นิตยสาร”ฟ้า” ด้วยความศรัทธาในบรรณาธิการคือ คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ มากกว่ามาด้วยอามิสสินจ้าง

    ผู้เขียนเก็บ”ฟ้าตั้งแต่เล่มแรก คือ ๑ มกราคม ๒๕๓๒ จนถึงเล่มปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓๔ ตุลาคม ๒๕๓๔ หน้าปกเป็นรูปคุณศรัญยู วงศ์กระจ่าง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเล่มสุดท้ายหรือเปล่า เพราะมีอยู่แค่นี้ ผู้เขียนพยายามค้นอ่านบทบรรณาธิการฉบับเก่าๆ โดยเฉพาะเล่มสุดท้ายที่มี ก็ไม่มีการกล่าวอะไรที่เป็นสัญญาณว่า “ฟ้า”จะต้องปิดตัวเองหรือว่าเริ่มอยู่ไม่ได้แล้ว หรือว่ายังมีต่อจากเล่มนี้ แล้วผู้เขียนไม่ได้ซื้อต่อก็เป็นไปได้ ผู้ใดทราบจะแรกเปลี่ยนข้อมูลกันก็เชิญได้

    “ฟ้า” เป็นนิตยสารรายเดือน ฉบับแรกที่ออกมามีราคา ๓๐ บาท จนถึงฉบับสุดท้ายที่ผู้เขียนมีขึ้นเป็น ๓๕ บาท นับจากวันที่ออกจนถึงเดือนนี้ก็มีอายุ ๑๒ ปี ผู้เขียนยังหยิบมาอ่านได้อย่างไม่รู้เบื่อ แม้บางเล่มจะถูกกัดแทะจากแมลงและหนู “ฟ้า”อัดแน่นไปด้วยงานคุณภาพหลายแขนง ไม่ใช่เรื่องวรรณกรรมอย่างเดียว รับรองว่าหาไม่ได้ในนิตยสารปัจจุบันนี้ ถ้าไปเดินแผงหนังสือเก่าแล้วพบเจอ ถ้าไม่แพงนักพอจะซื้อได้ซื้อเถอะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแล้วถ้าได้มาสักเล่ม ผู้เขียนเชื่อว่าคราวนี้หยุดไม่ได้ที่จะต้องหาเล่มอื่นๆมาอ่านอีก

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: , ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    เอ้า ! ฟังนะ ผมกำลังจะเรียนจบแล้ว วิชาการเกษตรไม่ใช่เป็นอะไรที่ง่ายๆ ใช่ครับการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ายาก ที่ว่ายากนั้นเพราะเราทำเกษตรในแบบ ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่กันมากเกินไป ถ้าหันกลับมาทำเกษตรแบบโบราณรับรองว่าไม่ยุ่งยาก แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย

    ความจริงแล้วมาแนะนำหนังสือ ที่เกี่ยวกับผักและคุณประโยชน์ของผัก ชื่อ มหัศจรรย์ผัก 108 แต่เกริ่นเข้าไปหาเรื่องเกษตรเสียนิด เผื่อได้มีโอกาสปลูกผักไว้กินกันเองที่บ้าน หรือจะคลิ๊กเข้าไปดูงานเขียนของ “ต้นตะวัน” เจ้าของคอลัมน์ “ผักริมรั้ว สวนครัวข้างบ้าน” ใน สาระสาร ก็ให้ความรู้เรื่องเหล่านี้ไว้เยอะ

    มหัศจรรย์ผัก 108 หนังสือว่าด้วยผักและคุณประโยชน์ของผักล้วนๆ เป็นหนังสือเล่มโตหนากว่า 400หน้า แต่ราคาเล็กกระทัดรัดแค่ 200 บาท ที่ขายในราคาขนาดนี้ได้ เพราะเป็นหนังสือในโครงการสนับสนุนของ มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย สำหรับข้อมูลนั้นทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้จัดทำ ที่เห็นว่าน่าแนะนำให้หามาอ่านกันเพราะว่าทำได้ดีมาก ทั้งในแง่เนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ อ่านได้ทุกเพศทุกวัย รู้จักใช้เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยที่น่าสนใจมาอธิบายประกอบ ทำให้เข้าใจได้ง่ายไม่เหมือนกำลังนั่งอ่านตำราทางวิชาการ มีภาพสี่สีประกอบ แถมข้อมูลทางวิชาการที่เรียบเรียงไว้อย่างเป็นระบบ นำไปเป็นหนังสือเรียนหรือหนังสืออ้างอิงได้ พอได้เปิดอ่านแล้วทำให้นึกไปว่าตำราเรียนทั้งหลายแหล่ น่าจะเอาเยี่ยงเอาอย่าง เอารูปแบบไปปรับใช้สำหรับตำราเรียนบ้าง เด็กๆจะได้ไม่เบื่ออ่านตำราเหมือนทุกวันนี้ที่เปิดเข้าไปเนื้อหาก็ไม่ได้เรื่อง รูปเล่มก็ไม่เร้าใจ สู้การ์ตูนญี่ปุ่นไม่ได้

    เนื้อหา ในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบกินผัก รู้ว่ามีประโยชน์แต่ก็รู้แค่นั้น จนได้อ่านเล่มนี้ทำให้เพลิดเพลินกับการกินผักเพิ่มขึ้นไปอีก ได้รู้ว่ามากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ต้องเดินสายกลางคือพอดีๆ อย่างเช่นใครจะไปรู้ว่า พริกเผ็ดๆที่เรากินเข้าไปมีประโยชน์มากกว่าการเพิ่มรสชาดให้อาหาร แต่พริกสามารถยับยั้ง โรคมะเร็งได้ เพราะพริกมีสารชื่อว่าแคปไซซิน(capsaicin) ที่อยู่ในไส้ของพริก และยังแถมทำให้เลือดไหลเวียนดีอีกด้วย แต่นั่นใช่ว่าพริกจะไม่มีโทษเสียเลย ถ้ากินมากไปจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้ไม่ดี นี่เป็นตัวอย่างเพียงหนึ่งเดียวจากร้อยแปดของหนังสือเล่มนี้

    เรามัวมานั่งถกเถียงกันถึงเรื่องปลายเหตุ เช่นเสียค่ารักษาพยาบาล 30 บาทต่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
    แต่ผู้มีอำนาจกับละเลย ที่จะรู้จักหาวิธีที่จะไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่นรณรงค์ให้รู้จักการกิน การอยู่ การออกกำลังกายที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เผยแพร่ข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างเช่นหนังสือเล่มนี้

    ทำดีก็ต้องช่วยกันเชียร์ มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย นับได้ว่าเป็นองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ให้กับส่วนรวม เป็นของแท้ไม่ใช่พวกอีแอบ ที่แฝงธุรกิจเข้ามาในรูปของการทำบุญบังหน้า หนังสือของมูลนิธิฯออกมาหลายเล่ม ทุกเล่มล้วนมีประโยชน์ ราคาไม่แพง พิถีพิถันทั้งด้านเนื้อหาสาระ การออกแบบรูปเล่ม
    การใช้ขนาดของตัวอักษร คุณภาพของรูปภาพประกอบ ล้วนทำได้ดีไม่สุกเอาเผากิน

    เป็นอันว่าไปหามาอ่านกันดีกว่า หรือจะไปเลือกดูก่อนก็ได้ อาจจะมีให้ตัดสินใจอีกหลายเล่มไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของมูลนิธิโตโยต้าเท่านั้น ใครมีดีก็บอกบ้างแล้วกัน ทางเราไม่ยึดติดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งอยู่แล้ว

    นักอ่านไส้แห้ง

    มหัศจรรย์ผัก 108
    โครงการหนูรักผักสีเขียว

    Tags: , ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    เห็นแค่ชื่อหนังสือ “สนามหลวง” ก็ได้อารมณ์ร่วมมากมาย คนรุ่นผู้เขียนอายุ ๓๐ ค่อนขึ้นเลข ๔ ยังได้สัมผัสสนามหลวงในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของคนทุกเพศทุกวัย ให้ค้นหา “เวลาว่าง” ของตนเอง และบางคนก็อาจจะใช้
    สนามหลวงเต็มเวลา

    aksorn_21

    หนังสือเป็น “เวลาว่าง” ที่ผู้เขียนค้นพบที่นี่ เพียงก้าวย่างไปสนามหลวงครั้งแรกเท่านั้น นี่คือโลกใหม่ที่น่าพิสมัยยิ่ง โลกของการอ่านที่แท้จริงถูกเปิดขึ้นแล้ว แม้ที่บ้านจะปลูกฝังให้อ่านตั้งแต่เด็กๆ ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจไปกว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่พ่อรับทุกวัน หนังสือเก่าหลายเล่มถูกซื้อไปอ่านด้วยเงินค่าข้าว ที่แม่ให้มากินข้าวในขณะเรียนหนังสือ แม้หนังสือไม่ทำให้อิ่มจนหนังท้องตึง ความอิ่มกลับไปบังเกิดขึ้นที่ใจแทน

    ผู้เขียนอาจจะฟุ้งไปหน่อย ที่พอคิดถึงสนามหลวงก็หยุดไม่ได้ อยากจะบรรยายความรู้สึกออกมา แม้สนามหลวงปัจจุบันเป็นแค่ตำนาน ให้คนแก่หรือเริ่มแก่ขนาดผู้เขียนโหยหารำลึกถึง ให้เด็กรุ่นใหม่ค้นหาถึงที่มาที่ไป

    เห็น แค่ชื่อหนังสือ “สนามหลวง” ก็ได้อารมณ์ร่วมมากมาย ขึ้นต้นประโยคนี้เอาไว้แต่มัวไปฟุ้งถึงเรื่องอื่น แต่จะว่าเป็นเรื่องอื่นก็ไม่ได้ หนังสือ “สนามหลวง” ถูกตั้งชื่อขึ้นโดย คำสิงห์ ศรีนอก(ลาว คำหอม) โดยมีความหมายให้เป็นสนามกลางของทุกคน มีคนเคยบอกว่าหัวเรือใหญ่และต้นคิดทำหนังสือเล่มนี้คือ ชาติ กอบจิตติ

    ผู้เขียนขอแนะนำหนังสือ “สนามหลวง” เล่มนี้ไม่ใช่แค่เป็นการรวมเรื่องสั้นคุณภาพ ๒๔ เรื่องของนักเขียน ๒๔ ท่านเท่านั้นแต่ผู้เขียนมองว่านี้คือการเกิด “ประชาคม” ของนักเขียนและนักอ่านอย่างธรรมชาติที่สุด แม้หนังสือจะพิมพ์มาน้อยและวางแผงมานานแล้ว คงยังมีเหลือให้หามาอ่านกันอยู่บ้าง ลองอ่านข้อความที่พิมพ์อยู่ปกด้านหลัง จะรู้ได้ว่า
    “ประชาคม” เกิดขึ้นได้อย่างไรใครทำให้เกิดขึ้น

    หนังสือรวมเรื่องสั้น “สนามหลวง” เล่มนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความเมตตา,
    ความร่วมมือจากนักเขียนทุกท่าน ตั้งแต่พี่(ใหญ่) จนถึงรุ่นน้อง(สุดท้อง) ซึ่งเป็นที่น่ายิน
    ดีว่าความเป็น “พี่น้อง” ยังอบอุ่นเหมือนเดิม ไม่เสื่อมคลาย นักเขียนทุกท่านยินดีเขียน
    เรื่องขึ้น “ใหม่” โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ใดๆ นอกจากนั้น หลายท่านยังกรุณามอบเงินช่วย
    สมทบทุนในการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกด้วยโดยมีจุดประสงค์ร่วมกันคือ อยากทำให้
    “ช่อการะเกด” มีอายุยืนยาวต่อไป

    ๑. อาจินต์ ปัญจพรรค์ : ลูกหมาป่า
    ๒. ลาว คำหอม : โถ พ่อ
    ๓. อัศศิริ ธรรมโชติ : เหนือเหน็บหนาวและเร่าร้อน
    ๔. ศรีดาวเรือง : งามเมือง-กลางเมือง
    ๕. วาณิช จรุงกิจอนันต์ : ไก่ชน
    ๖. ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ : ไก่ ซี.พี.
    ๗. วัฒน์ วรรลยางกูร : หักมุมหัวใจ
    ๘. “อัญชัน” : การประเมินค่า
    ๙. “เหลืองฝ้ายคำ” : เรื่องเล็กๆ
    ๑๐. ไพโรจน์ บุญประกอบ : ลมกระพือ
    ๑๑. มาลา คำจันทร์ : หนองเขียว
    ๑๒. วิมล ไทรนิ่มนวล : พรหมจารี
    ๑๓. ประมวล มณีโรจน์ : บ้านหลังสุดท้ายของดวงตะวัน
    ๑๔. จำลอง ฝั่งชลจิตร : อนาคตของชาติ
    ๑๕. ชาติ กอบจิตติ : เรื่องเบาสมอง
    ๑๖. ไพฑูรย์ ธัญญา : ร่วงหล่นอยู่ปลายเท้า
    ๑๗. ศิลา โคมฉาย : ผู้ชม
    ๑๘. กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ : ระหว่างวินาศกรรม
    ๑๙. เสี้ยวจันทร์ แรมไพร : ถ้ำ
    ๒๐. ชีวี ชีวา : หิ่งห้อย
    ๒๑. ขจรฤทธิ์ รักษา : เรื่องเล่าของคนล้มเหลว
    ๒๒. เดือนวาด พิมวนา : ผมอยากนอนกับคุณ
    ๒๓. วินทร์ เลียววาริณ : วรรณกรรม ๔๘ ชั่วโมง
    ๒๔. ประชาคม ลุนาชัย : เพลงขลุ่ย แสงเดือน และดาวเสด็จ

    ผู้เขียนมองว่า “ประชาคม” เกิดขึ้นแล้วแต่จะดำรงอยู่หรือไม่ อยู่แบบยั่งยืนหรือเปล่าพวกเราต้องช่วยกัน ไม่ว่านักเขียนหรือว่านักอ่าน โดยเฉพาะนักอ่าน การช่วยที่เป็นรูปธรรมที่สุด ก็คือการช่วยกันสนับสนุนงานของนักเขียน โดยเฉพาะงานที่มีคุณภาพ สำหรับงานที่ไม่เอาไหน ไม่ต้องถึงกับโห่ไล่ก็ได้ แต่ช่วยกันติติงให้แก้ไขให้กำลังใจกันก็พอ
    หนังสือนั้นไม่ได้มีไว้ให้รักอย่างเดียว รักแล้วต้องอ่านด้วย

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    สวัสดีปีใหม่ครับ คงเฉลิมฉลองกันเต็มที่เลยซิ กลับเข้าสู่สภาวะปกติกันอีกครั้ง หรือบางคนอาจจะไม่ปกติก็ได้ เช่นได้โบนัสกันจนล่ำซำ ได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใหญ่โตเพิ่มขึ้น บางคนอาจจะโชคดีกว่านั้นไม่ต้องทำงานอีกแล้ว(ตกงาน) แต่ไม่เป็นไรหรอกทำใจของเราให้ปกติก็พอ (อาจต้องใช้เวลาทำใจนานหน่อย)

    เทศกาล ปีใหม่กันทีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หนีไม่พ้นของขวัญหรือไม่ก็ขนมเค็ก ของขวัญที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดที่เคยได้รับก็คือหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไรก็แล้วแต่ และของขวัญที่อยากให้ใครๆ ก็เลยเป็นหนังสือเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกด้วยว่าควรจะให้หนังสือกับใคร เพราะมีบางคนที่ผู้เขียนให้ของขวัญที่เป็นหนังสือแล้วเขาไม่ประทับใจ แถมพูดจาค่อนขอดเสียอีก นั้นก็ไม่เป็นไรเพราะแต่ละคนต่างจิตต่างใจกัน ให้คุณค่าในสิ่งของต่างๆไม่เหมือนกัน

    หนังสือที่ได้รับเป็นของขวัญนั้นประทับใจทุกเล่ม ส่วนเนื้อเรื่องในหนังสือนั้นคงไม่ประทับใจทั้งหมด ถ้าสามารถเลือกเนื้อเรื่องได้จะเลือกตามนี้ (เอ้าเพื่อนๆคนไหนจะซื้อให้ตามนี้เลยนะครับ เงินสดก็ไม่ขัดข้องครับจะไปจัดหาซื้อเอง รับรองไม่เอาไปหมุนใช้ก่อนแน่นอน)

    1. งานของท่านพุทธทาสทุกเล่ม
    2. งานของคำสิงห์ ศรีนอก(ลาว คำหอม)
    3. งานของอาจินต์ ปัญจพรรค์
    4. งานของศิเรมอร อุณหธูป
    5. งานของชาติ กอบจิตติ
    6. ฯลฯ

    และก็แน่นอนครับที่ผู้เขียนก็อยากให้หนังสือเหล่านี้กับคนอื่นด้วย กว่าเสพอักษรฉบับนี้จะออกคงเลยปีใหม่ไปหลายวันแล้ว คงไม่เป็นปัญหาเพราะของขวัญที่เป็นหนังสือ ให้ได้ตลอดเวลาแม้ไม่ใช่เทศกาลอะไรก็ตาม ส่วนของขวัญที่ผู้เขียนจะมอบให้ผู้อ่านทุกๆท่านก็คงเป็น เสพอักษร นี่แหละครับจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นๆต่อไป ทั้งสาระและบันเทิงจะไม่ให้ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด ขอให้ติดตามกันต่อๆไปรวมทั้งส่วนอื่นๆในสาระสารด้วยก็แล้วกันครับ สวัสดีปีเก่าพร้อมกับขอต้อนรับปีใหม่

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกๆท่าน

    ชื่อเรื่องดูแปลกๆ ไม่ใช่ชื่อเรื่องสั้นนะ เป็นเพลงครับ ผู้เขียนเป็นคนชอบจัดหนังสือบ่อย เนื่องจากไม่มีที่เก็บที่แน่นอน จัดทีหนึ่งมักเจอหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน หนังสือเพลงหลายเล่มได้เจอจากการจัดหนังสือครั้งนี้ แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับเสพอักษร เกี่ยวแน่นอนครับ

    การที่ไม่ได้ซื้อหนังสือมานาน(ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้หลังจากตกงาน)ทำให้ผู้เขียนจัดหนังสืออยู่บ่อยๆ เผื่อได้เจอหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน พอได้เจอหนังสือเพลงก็อ่านเป็นการใหญ่ ดีครับไม่เคยอ่านเพลงจริงๆจังๆสักที ได้อ่านเต็มอิ่มเลยครับเที่ยวนี้ พออ่านไปสักพักเข้าท่าครับใครจะว่ายังไงก็ไม่สน หนังสือเพลงที่เจอจากการจัดมีอยู่3เล่มใหญ่ๆ มีทั้งรวมเพลงเพื่อชีวิต ลูกทุ่งเสียงทอง อีกเล่มเป็นคู่มือการเกากีต้าร์ ทั้งหมดไม่รู้ว่าซื้อมาตอนใหน ซื้อมาเพื่ออะไร ไม่ต้องสนใจแล้ว เพราะว่าตอนนี้มันถูกอ่านไปเรียบร้อยแล้ว

    เราเคยแต่ฟังใช่ไหมครับสำหรับเพลง ผู้เขียนอยากให้ลองอ่านกันดูบ้าง บางบทเพลงเหมือนเรื่องสั้นดีๆเรื่องหนึ่ง บางบทเพลงเป็นกวีรักชั้นดี บางบทเพลงพออ่านก็รู้ได้ว่า ชีวิตต้องผ่านร้อนหนาวมาขนาดไหนกว่าจะออกมาเป็นเพลงบทนี้ อย่างบทเพลงอมตะอย่าง คิดถึงบ้าน ของอัสนีย์ พลจันทร์ ที่มีเนื้อหาดังนี้ เดือนเพ็ญ แสงเย็น เห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา นี่เป็นบางส่วนนะครับคิดว่าหลายคนคงเคยฟัง ลองไปหาอ่านกันดูเอาแบบที่ไม่ ต้องมีเสียงดนตรี หรืออย่างลูกทุ่งนี่พออ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บไม่ต้องตีความ ใช้ภาษาซื่อๆแต่งดงามในแง่วรรณกรรม อย่าง เพลง เซียมซีเสี่ยงรัก ขับร้องโดย สมยศ ทัศนพันธ์ ต้องขออภัยที่ไม่ทราบนามผู้แต่ง เนื้อหามีว่า เซียมซีเสี่ยงรักทักทำนายว่า ใบที่เก้านั่นหนาชีวิตเกิดมาเหมือนฟ้ามืดมน สูญสิ้นความหวังกระทั่งคนรักอับจน ขาดชู้ราหูเข้าดล จำทนเศร้าหมองมิคลาย สำหรับลูกทุ่งนั้นต้องขอบอกว่าเป็นของโปรดสำหรับผู้เขียนเลยทีเดียว

    ความจริงยุคนี้พวกเราใกล้ชิดกับการอ่านเพลง อ่านกันแบบไม่รู้ตัวนั่นคือ คาราโอเกะ ตามบ้านนอกมีกันแทบทุกบ้าน หรือไปนั่งตามร้านอาหารก็มักจะมีให้บริการ แต่การอ่านแบบนี้มักไม่มีสมาธิเพราะมีเสียงดนตรีที่ดังแสบแก้วหู แถมฉากหลังยังมักมีภาพวาบหวิวช่วยดึงสมาธิให้กระเจิดกระเจิงอีก เอาเป็นว่าใครใคร่อยากอ่านแบบไหนก็เชิญตาม อัธยาศัย ก็ลองเสพอรรถรถจากเนื้อหากันดูบ้าง อาจจะได้ความแปลกใหม่จากการเสพอักษรจากเพลงก็ได้ หรือเมื่อ เสพอย่างที่ว่าจนเข้าที่แล้ว จะลองทั้งอ่านและฟังแบบที่มีดนตรีประกอบก็ไม่ว่ากัน แผ่นเพลงมี ทั้งของจริงจากค่ายหรือ แผ่นผีละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ใตร่ตรองเอาเองแล้วกันว่าอันไหนควรไม่ควร สำหรับผู้เขียนแล้วก็ขอเอาแบบถูกทำนองคลองธรรมดีกว่า เห็นบรรดานักแสดง ของแต่ละค่ายเขามารณรงค์ให้ อย่าซื้อของละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ต้องวอนขอร้องนักแสดงเหล่านั้นว่าอย่าเอาค่าตัวจากค่ายให้มากมายนัก เพราะเมื่อค่าตัวนักแสดงแพง คนที่ต้องจ่ายไม่ใช่ค่ายหรอกครับ คนเสพที่ซื้องานของพวกคุณต่างหากที่ต้องจ่าย เมื่อแพงนักเขาก็ต้องหาทางเลือกที่ดีกว่า

    วนไปเวียนมาไม่พ้นเรื่องเพลง เอาเป็นว่าไปหามาทั้งอ่านและฟังไปพร้อมๆกันไม่ผิดกติกาครับ ใกล้จะหมดปีเข้าไปทุกที ถือโอกาสอวยพรปีใหม่เลยดีกว่า ขอให้มีความสุข สุขภาพทั้งร่างกายและการเงินขอให้ดีตลอดปีและตลอดไปนะครับ

    นักอ่านไส้แห้ง

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนเสพอักษรทุกท่านมีปัญหามาทายครับ ต่อไปนี้ข้อไหนเป็น คอร์รัปชั่น , คอมมิสชั่น , คอนเน็คชั่น

    1. อดีตรองนายกของประเทศหนึ่ง แจ้งทรัพย์สินไม่ครบในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่าต้องแจ้งให้ชัดเจน
    2. น้องนักการเมืองท่านหนึ่ง ชนะการประมูลก่อสร้างที่ทำการสหกรณ์ซึ่งนำงบ ส.ส.ของพี่ชายผู้เป็น ส.ส.ในจังหวัดนั้นไปจัดตั้งสหกรณ
    3. บิ๊กทหารของประเทศด้อยในทุก ๆ ทางประเทศหนึ่ง ได้รับเงินก้นถุงหลายร้อยล้าน จากบริษัทค้าอาวุธสงครามซึ่งขายอาวุธให้กับประเทศด้อยในทุก ๆ ทางประเทศนั้น
    4. รัฐมนตรีกระทรวงมือถือ อนุมัติโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ใหม่ มูลค่าโครงการ 5,400 ล้านบาทขอย้ำ 5,400 ล้านบาท ก่อนจะหมดวาระการบริหารประเทศไม่กี่เดือน ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นกับประชาชนในสภาวะการขณะนั้

    aksorn_18

    คำถามเหล่านี้ถ้าคุณต้องไปตอบใน รายการเกมเศรษฐี คุณอาจจะต้องใช้ ตัวช่วยเช่น ขอเปลี่ยนคำถาม ต้องช่วยให้คนทางบ้านตอบ หรือไม่ก็ขอตอบสองครั้ง แต่ที่หนักกว่านั้นคุณอาจจะถูกบีบคั้นให้ตอบเป็น คำตอบสุดท้าย ผมขอแนะนำให้คุณอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ แม้คุณจะไม่ได้เงินล้านจากการรู้คำตอบแต่คุณจะเพลิดเพลินกับการรู้เท่าทัน รู้จักวิเคราะห์ หรือเลยเถิดไปรู้จักที่จะปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมซึ่งเป็นของคุณด้วยเช่นกัน

    คู่มือทรราช เทคนิคในการคอร์รัปชั่น ปล้นชาติ ยึดประเทศ และทำลายคนดี ทั้งหมดเป็นชื่อหนังสือ และคำโปรย ผมว่าอ่านแล้วได้อารมณ์ดี หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมา แล้วก็ตั้งชื่อให้แค่สะใจเล่นๆ มันเหมาะสมจริงๆที่หนังสือมีชื่อเช่นนี้ และมีข้อความโปรยอย่างนี้ ผู้เขียนมีดีกรีเป็นถึง ด๊อกเตอร์ทางด้านเศรฐศาสตร์ แถมมีอาจารย์ ชัยอนันต์ สมุทรวณิช มาเขียนคำนิยมให้ก็ยิ่งเพิ่มความไม่ธรรมดาให้กับงานเขียนชิ้นนี้

    แบบเรียนวิชาทรราชวิทยา พิมพ์อยู่ในปกด้านใน เมื่ออ่านจบจึงรู้ว่าเป็นแบบเรียนให้กับผู้อ่านทุกคน ทำให้เรารู้เท่าทันรู้ว่าในทุกวงการมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ทำให้ฉุกคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เราควรมองข้าม เราเคยปล่อยให้มันผ่านไปเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเราไปติดต่อหน่วยงานไม่ว่าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือแม้กระทั่งเอกชน เรามักซื้อความสะดวกด้วยการจ่ายใต้โต๊ะ มีสิ่งของกำนัลติดไม้ติดมือจนเกิดเป็นประเพณี อันนี้ผมว่าเราไปว่าใครไม่ได้เพราะพวกเราทำให้มันเกิดขึ้นมาเอง

    อาจารย์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช เขียนคำนิยมไว้ได้ตรงประเด็น และช่วยทำให้เห็นภาพของเรื่องราวรวม ๆ ในหนังสือเล่มนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจารย์เขียนไว้ว่า “ผมเห็นว่าหนังสือนี้จะเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญที่ สุดอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งสะท้อนสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยในยุคการเปลี่ยนผ่าน ที่การปล้นชาติกระทำได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ในนามของความชอบธรรมและเพื่อสาธารณะประโยชน์ เป็นยุคที่อัปยศมากที่สุดยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติไทย”

    อาจจะกล่าวได้ว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ อาจหาญมากที่กล้าวิเคราะห์แล้วเขียนออกมาแบบฟันธง แต่ถึงแม้เนื้อหาจะหนักในเชิงวิชาการ แต่รูปแบบและสำนวนของตัวหนังสือ ทำให้หนังสือเล่มนี้เบาลงจนอ่านง่าย ผู้เขียนจัดลำดับเนื้อเรื่อง วิเคราะห์แบบตรรกศาสตร์ง่ายๆ ที่ใครเมื่ออ่านก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่ออ่านจนจบก็รู้สึกใจหายที่เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดจริง ๆ แล้วมันอยู่ใกล้ตัวเรามาก เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่ดูดายมันเอง

    คู่มือทรราช วางเนื้อหาเป็นสามส่วน คือ 1 ภาคทฤษฎี 2 แนวทางปฏิบัติ 3 แบบฝึกหัด ผู้อ่านควรจะอ่านตามลำดับ เพราะเนื้อหาได้กล่าวที่มาที่ไป ตั้งแต่การสร้างฐานอำนาจ เริ่มเข้าไปครอบครอง จนถึงการเข้าไปจัดการ ใครได้อ่านจนจบจากนี้ผมเชื่อว่า เราจะรับข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องการโกงกิน ปล้นชาติ ได้อย่างมีรสมีชาด เพราะเราจะวิเคราะห์เป็น นอกจากพวกคนเหล่านั้นจะหาวิธีการที่มันแยบคายมากขึ้น

    ผมไม่รู้จะบอกอย่างไรดี เป็นอันว่าผมแนะนำให้ไปหามาอ่านกันดีกว่า เอาหนังสือดี ๆ อย่างนี้ไปไว้ในชั้นหนังสืออีกสักเล่มจะเป็นอะไรไปใช่ไหมครับ

    “นักอ่านใส้แห้ง”

    Tags: ,

  • สวัสดีครับแฟนๆเสพอักษรทุกท่าน

    อาชีวะ………..พ่อทุกสถาบัน? ประโยคนี้ใครเป็นผู้คิดได้คนแรก ใครรู้ช่วยบอกที มีปรากฏให้เห็นทั่วไป ตามกำแพง บนป้ายจราจร หลังเบาะรถเมล์ หรือแม้บนเสาตอม่อสะพานทางด่วน

    ผมวิเคราะห์เอาเองว่า คนไทยมีวิญญาณกวี มาตั้งแต่เกิดโดยไม่รู้ตัว สมัยก่อนหนุ่มจีบสาว จะต้องเขียนกลอนรักส่งไปให้สาว แต่งเพลงเกี่ยวข้าวหน้าลงนา เพลงเรือในหน้าน้ำหลาก เรียกว่าหายใจเข้าออก เป็นโคลงเป็นกลอนกันเลยทีเดียว

    ในยุคนี้ก็ใช่น้อยหน้า กลอนเพจของวัยรุ่น สำหรับส่งข้อความจีบกัน หรือส่งไปให้เพื่อน กลอนเปล่าที่ไม่มีสัมผัส หรือแม้กระทั่งคำหรือสัญลักษณ์คิดขึ้นมา สำหรับใช้คุยกันแบบออนไลน์ที่เรียกกันว่า แชท [Chat] ถึงขนาดรวมเป็นเล่มออกมาขายกันเป็นล่ำเป็นสัน

    กลอนฟรีที่จะแนะนำ มักปรากฏอยู่ในที่สาธารณะ ในที่ต่างๆ ตามกำแพง แต่ที่น่าสังเกตก็คือผู้แต่งมักไม่เขียนบนกำแพงบ้านตัวเอง แต่ดันไปเขียนบนที่ของคนอื่น สร้างความเลอะเทอะพอสมควร แต่มีอีกมากอยู่ในห้องน้ำสาธารณะ เป็นสติกเกอร์ ติดกระจกรถ ติดท้ายรถบรรทุก ใครได้เห็นก็อดอมยิ้มในอารมณ์ขันของผู้คิดคำเหล่านี้ ไม่ได้

    ส่วนที่ปรากฏในที่นี้ เป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่มีอยู่ เอามาเสนอเพื่อเรียกน้ำย่อยเท่านั้น

    บนกำแพง ป้ายจราจร เสาสะพาน บนรถเมล์

    ส่วนใหญ่ข้อความที่ปรากฏ มักจะเป็นการประกาศศักดา ของบรรดาเหล่านักเรียนนักศึกษาผู้รักสถาบันทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าในน้ำมีปลา บางนามี………….ในช่องจุด….ที่เว้นไว้เป็นชื่อสถาบันมีชื่อเสียงย่านบางนา ประกาศให้รู้ว่าย่านบางนานั้นเราคุม นักเรียนมัธยมกางเกงขาสั้นก็ใช่ย่อยเขียนไว้ตามกำแพง หรือหลังเบาะรถเมล์…………เจ้าพ่อขาสั้น ใครอยากเป็นเจ้าพ่อก็เขียนได้ มีบางที่ประกาศความยิ่งใหญ่แค่สาขาที่ตนเองเรียน แย่งตำแหน่งกันภายในสถาบัน เช่นช่างก่อสร้างรุ่น 30 อยากเจอกับทุกคน อันนี้ไม่ใช่อยากเจอเพื่อท้าลองวิชาที่ร่ำเรียนมาหรอก ส่วนอยากเจอกับใคร เพื่ออะไรตามดูกันเอาเอง วันสถาปนาสถาบันอันนี้ก็เอามาอวดได้เหมือนกัน 32 มกราคม วันเทวดาเกิด มีบางสถาบันไม่เห็นด้วยว่าวันนั้นมีเทวดามาเกิด เลยพ่นทับข้อความด้านท้ายว่า วันหมาเกิด เห็นไหมครับว่าอารมณ์กวีเหลือเกิน มีการต่อบทต่อกลอนกัน

    ผนังห้องน้ำห้างสรรพสินค้า ห้องน้ำสาธารณะ

    ่ ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่หยาบคาย ลามก มีภาพประกอบบ้างนิดหน่อย ไม่เหมาะที่จะนำมาเผยแพร่ ผมเข้าห้องน้ำชายที่สถาบันการศึกษาของรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งใน กทม. เหนือโถฉี่บนผนังมีข้อความน่ารักร้ายๆ ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์หลายๆอารมณ์พร้อมกันได้ ข้อความที่ว่าคือ พ่อเเม่ส่งให้มาเรียน(เสือก)ดันมาเยี่ยว

    รถยนต์ส่วนตัว รถโดยสาร รถบรรทุก

    รถส่วนตัวมักติดสติกเกอร์ ร้านแอร์หรือไม่ก็ร้านเครื่องเสียงไว้ที่กระจกหลัง นอกเหนือจากนี้ที่นิยมติดกันมากคือ มือใหม่หัดขับ ประโยคนี้น่าจะขึ้นแท่นเป็นประโยคคลาสสิคไปแล้ว บางคันอารมณ์กวีเกิดเพราะต้องการประชดประชัน เช่นรถของทางราชการติดข้อความ ใช้ในราชการเท่านั้น

    แต่ของกวีนายนี้ติด ใช้นอกราชการเท่านั้น รถสองแถว หรือรถโดยสารชอบติดสติกเกอร์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับตนเองและผู้โดยสารเช่น ไม่มี่ท่านเราอด ไม่มีรถท่านเดิน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกัน ส่วน เดินในคนละนิดต่อชีวิตให้คนรถ อันนี้ออดอ้อนให้ช่วยชิดใน ผู้โดยสารจะได้ขึ้นได้อีก รายได้จะได้เยอะขึ้น ข้อความที่บ่งบอกได้ว่าคนทุกเพศทุกวัย ใช้บริการรถโดยสารต้องนี่เลย ขับเร็วคนแก่ก็ว่า ขับช้าวัยรุ่นก็บ่น มีบ้างที่ข้อความเหมือนกันแต่ดัดแปลงตัวบุคคล ขับเร็วเมียหลวงก็ว่า ขับช้าเมียน้อยก็บ่น อันนี้วิเคราะห์เล่นๆว่า เมียน้อยกับเมียหลวงต้องมีวัยต่างกันแน่นอน

    สำหรับท้ายรถบรรทุกสิบล้อแล้ว เป็นที่รวมข้อความเด็ดๆ รถสิบล้อมักวิ่งช้าในเวลากลางวันเพราะตำรวจดักจับ เป็นโอกาสดีถ้าเราขับตามหลัง จะได้อ่านประโยคเด็ดๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ แต่ก็อย่าเพลินจนเกิดอุบัติเหตุ แซงไปเลยไอ้น้องเมีย อันนี้ใครขับตามมักไม่กล้าแซง ทำไมดูกันเอาเอง ส่วนต้องรีบแซงถ้าสิบล้อคันหน้าติดประโยคนี้ ดีใจจังคันหลังก็ลาว สำหรับอันนี้ผมยกให้เป็นประโยคเด็ดประจำสหัสวรรษ นายกชวนยังหลีกภัย(มึง)คุณเป็นใครไม่หลีกผม(กู) ไม่รู้ว่าท่านนายกเคยเห็นหรือเปล่า คิดว่าคงยากเพราะท่านไปแบบมีรถนำรถตามเต็มไปหมด มีบางอันเป็นรูปภาพที่ติดไว้ตรงยางบังโคลนล้อรถ มักเป็นรูปดาราดังๆ ทั้งไทยและเทศ แต่ต้องดังทางบู๊และมีบุคคลิกเฉพาะตัว คือต้องหล่อแบบโหดๆ ดิบๆ เช่น เซอร์ปิโก้ ตี๋ใหญ่ แต่ที่น่าสนใจคือคนนี้ เช กูวาร่า คุณหมอนักปฏิวัติชาวคิวบา ถ้ายังไม่เคยเห็นหรือนึกไม่ออกจะบอกคร่าวๆ คนที่ใส่หมวกทหารเบเร่ต์(ใส่เอียงๆ)มีดาวแดงอยู่ที่หมวก ผมเผ้าหนวดเครารุงรังดูเท่แบบเถื่อนๆ ตัวจริงเสียงจริงท่านตายไปนมนานแล้ว แต่ยังมีคนที่มีอารมณ์กวีลงตับอุตส่าห์กล่าวไว้ว่า เชยังไม่ตาย แต่อยู่ท้ายรถบรรทุก

    ยังมีอีกมากครับ หาดูกันเอง บางอันมีสาระบางอันไม่มี สุดแท้แต่ว่าผู้เสพจะหยิบจะฉวยเอาไปได้มากได้น้อยแค่ไหน แต่ทุกๆอันที่ผมได้เห็นได้อ่านสร้างอารมณ์ที่พักนี้ไม่ค่อยเกิดให้กับผมได้ นั้นคืออารมณ์ขัน อารมณ์ขันในยุคนี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ พบเจอใครก็มีแต่หน้าแห้ง หน้าเหี่ยว ยิ้มไม่ออกว่าอย่านั้นเถอะ ตักตวงกันเอาไว้ครับไม่ต้องลงทุนอะไร ก่อนที่ไอ้เจ้าอารมณ์นี้มันจะหมดไปจากโลกของเรา

    Tags: , ,