• จีนพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้ได้เป็นสมาชิก WTO มาร่วม 13 ปีกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที จนเมื่อวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้แทนการเจรจาของจีนและสหรัฐได้ลงนามรับรองข้อตกลงสำคัญ เพื่อปูทางไปสู่การรับจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO จนได้หลังจากที่ได้เจรจากันอย่างเคร่งเครียดติดต่อกันนานถึง 6 วัน หลังจากที่การเจรจาล่าสุดที่ผ่านมาสะดุดลงเมื่อสหรัฐถล่มสถานทูตจีนในกรุง เบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก่อนนางชาร์ลีน บาร์เชฟสกี้ ( Charlene Barchefsky ) ผู้แทนการค้าสหรัฐ และ นายสือ กวงเซิง ( Shi Guangsheng ) รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเจรจาได้เป็นตัวแทนการลง นาม

    การลงนามครั้งนี้เป็น ก้าวที่สำคัญสำหรับจีนเพราะสหรัฐเป็นอุปสรรคที่สำคัญตลอดมา สาระสำคัญก็คงเป็นการต่อรองผลประโยชน์ของประเทศทั้งสองในการลงทุนทางธุรกิจ อาทิเช่น การอนุญาตให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดของสหรัฐส่งภาพยนตร์เข้ามายังจีนได้ 40 เรื่องต่อปีทันที และเพิ่มเป็น 50 เรื่องภายในสามปี นอกจากนั้นในนาทีสุดท้ายก่อนจะตกลงกันได้นายกรัฐมนตรี จู หรงจี ( Zhu Rongji ) ของจีนถึงกับต้องยอมอนุญาตให้ต่างชาติถือครองหุ้นของกิจการโทรคมนาคมได้ถึง ร้อยละ 50 ทั้ง ๆ ที่รู้กันว่าโทรคมนาคมเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งของตะวันตก นายกรัฐมนตรี จู หรงจี มีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังในการตกลงครั้งนี้ เพราะเป็นความรับผิดชอบและผลงานชิ้นสำคัญของเขา หลังจากที่พลาดมาแล้วเมื่อครั้งที่เขาเดินทางไปเยือนสหรัฐในเดือนเมษายนที่ ผ่านมา

    กว่าจีนและสหรัฐจะตกลงกันได้คราวนี้ต่างก็งัดลูกไม้ขึ้นมาใช้กันอย่างแพรวพราว นางบาร์เชฟสกี้ถึงกับสั่งให้ลูกทีมเก็บกระเป๋ากลับบ้านหลายหนกว่าจะตกลงกันได้ ตอนแรกทีมเจรจาของสหรัฐตั่งใจจะใช้เวลาเจรจาเพียงสองวันเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 และเก็บกระเป๋าพร้องตีตั๋วกลับบ้านตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์เมื่อเช้ามืด 03.15 น. ในวันเสาร์ว่านายกรัฐมนตรี จู หรงจี ต้องการจะพบในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ในการพบปะนั้น ทีมเจรจาจากสหรัฐรับทราบว่าประเด็นสำคัญคือการควบคุมการโทรคมนาคมโดยต่างประเทศ และการควบคุมสื่อบันเทิงโดยต่างประเทศนั้น เป็นสองประเด็นที่อ่อนไหว ซึ่งบรรดาฝ่ายขวาและกองทัพไม่ค่อยสบายใจนัก การพบปะกับนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ในคราวนี้นับเป็นครั้งแรกที่ทีมเจรจาจากสหรัฐเห็นเค้าลางแห่งความสำเร็จ

    แต่การเจรจาในเช้าวันอาทิตย์ที่ 14 ยิ่งหนักเข้าไปอีก ทีมเจรจาจากสหรัฐกลับโรงแรมและเก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้านเป็นครั้งที่สอง แต่แล้วก็ถูกเรียกให้เข้าพบกับรัฐมนตรีสือ กวงเซิงอีกในวันจันทร์แต่ก็เจรจากันไม่ได้จนนางชาร์ลีนเดินกลับออกไป และเผอิญได้พบกับสมาชิกสภาประชาชน วู ยี ซึ่งได้แจ้งว่านายกรัฐมนตรี จู หรงจี กำลังเดินทางมาร่วมประชุมด้วย และในที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกลงกันได้ ณ การเจรจานั้น

    หลังจากการลงนามทีมเจรจาจากสหรัฐได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชม Private Pavilion ที่ จงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งโดยมี ประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมินคอยดูแลด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญ และพอใจกับความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้เพียงใด ทางด้านสหรัฐเอง ประธานาธิบดีคลินตันถึงกับออกมายกย่องว่าเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ ในอันที่จะรับจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO

    ผ่านด่านสำคัญที่สุดมาได้ แต่จีนก็จะต้องไปเจรจาเรื่องเดียวกันนี้กับสหภาพยุโรปในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาที่ 134 ชาติสมาชิก WTO จะเปิดการเจรจาเสรีการค้าโลกรอบใหม่ที่นครซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกาในวันที่ 30 พฤศจิกายนศกนี้

    Tags: ,

  • และแล้วอินโดนีเซียก็ได้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนแรก นับตั้งแต่ได้รับเอกราช ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมานั้นนับได้ว่าพลิกล็อกอย่างถล่มทลาย เพราะตัวเก็งที่ว่ากันว่าประชาชนชาวอินโดนีเซียทั้งหลายให้การสนับสนุนก็คือนางเมกาวาตี ซุการ์โนบุตรี ซึ่งชื่อของเธอก็บอกอยู่แล้วว่าเธอเป็นลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีซุการ์โน (ซึ่งเป็นวีรบุรุษผู้เรียกร้องเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ให้แก่อินโดนีเซีย ในยุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตนะ แต่ชื่อคล้าย ๆ กัน)

    ประธานาธิบดี คนใหม่ล่าสุดนี้คือผู้นำกลุ่มมุสลิมผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศขื่อว่า อับดุลราห์มาร วาฮิด ซึ่งก็เป็นพันธมิตรกับนางเมกาวาตีมาก่อน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ในที่สุด นางเมกาวาตีก็ได้กลายเป็นรองประธานธิบดีเช่นกันหลังจากที่ตีหลุดโผอดเป็น ประธานาธิบดีแล้ว ก็เลยทำให้ชาวอินโดฯ โกรธกันใหญ่พากันออกมาเดินขบวนทำท่าว่าความไม่สงบจะบานปลายนั่นเอง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือพลเอกวิรันโต ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ก็จึงตัดสินใจสละสิทธิ์ชิงตำแหน่งเพื่อความสงบแห่งชาติ (ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการประสานงานและความมั่นคง แห่งชาติ)

    ประธานาธิบดี วาฮิดนั้นสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเลย ดวงตาข้างหนึ่งเกือบจะบอดสนิท ดังนั้นใคร ๆ ก็คาดการณ์กันว่ารองประธานาธิบดีเมกาวาตีน่าจะเป็นผู้ที่กุมอำนาจอย่างแท้ จริง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาได้สอง-สามสัปดาห์ผู้คนก็ประจักร์ถึงชั้นเชิงของ ประธานาธิบดีคนใหม่ท่านนี้แล้ว เริ่มตั้งแต่ลงมือสลายฐานอำนาจของกองทัพซึ่งเข้มแข็งครอบคลุมขุมอำนาจทั้ง ประเทศ นับตั้งแต่ได้รับเอกราชตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประธานาธิบดีวาฮิดแต่งตั้งพลเรือเอก เอ เอส วิโดโด เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วในอดีตที่ผ่านมาทหารเรือนั้นมีภาพพจน์ดีที่สุดในเหล่าทัพ การแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่นี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ประธานาธิบดีพยายามจะสลายอำนาจแห่งกองทัพ และจากนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งได้ประมาณหนึ่งเดือน ประธานธิบดีวาฮิดก็ออกเดินสายพบปะผู้นำชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มตั้ง แต่สิงค์โปร์, ไทย, ลาว, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ และ เวียดนามตามลำดับ

    ทางด้านติมอร์ตะวันออก กองทัพอินโดนีเซียได้ถอนกำลังชุดสุดท้ายออกไปแล้วอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่คืนวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา อันเป็นการปิดฉากการยึดครองดินแดนแห่งความขัดแย้งแห่งนี้ ซึ่งต้องสังเวยชีวิตผู้คนชาวติมอร์เป็นเรือนแสน อินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ซึ่งนอกจะเต็มไปด้วยเกาะแล้ว ยังประกอบไปด้วยหลายดินแดนที่แตกต่างกันทั้งทางเชื้อชาติและประวัติศาสตร์ อาเจห์ (Aceh) เป็นอีกดินแดนหนึ่งซึ่งมีความขัดแย้งเพราะต้องการเป็นอิสระเช่นเดียวกับติมอร์ตะวันออก อาเจห์อยู่ในจังหวัดอีเรียนจายาและอัมบอนทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ชาวอาเจห์เกือบแสนคนรวมตัวกันเรียกร้องเอกราชเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และในวันเดียวกันนั้นเองกองทัพอินโดนีเซียก็ประกาศว่าจะเริ่มถอนทหารออกจากดินแดนดังกล่าว และยังได้พลโทฟาหรูล์ ราซี ซึ่งเป็นชาวอาเจห์ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ ประธานาธิบดีวาฮิดเองก็ไม่ได้ปฏิเสธท่าทีของชาวอาเจห์แต่อย่างใด หนำซ้ำยังค่อนข้างแสดงท่าทีเห็นด้วย ที่จะเปิดโอกาสให้ชาวอาเจห์ลงประชามติกำหนดอนาคตของตนเอง เช่นเดียวกับที่ชาวติมอร์ตะวันออกได้ทำสำเร็จมาแล้ว แม้จะเผชิญความลำบากแสนสาหัสก็ตาม แต่อิสรภาพนั้นเป็นสัญชาติญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสิ่งล้ำค่าที่ทุกคนต้องการ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าใครท่ามกลางสถานการณ์ใด นักวิเคราะห์หลายคนเกรงว่าการยินยอมให้ทั้งติมอร์ตะวันออกและอาเจห์เป็นอิสระ จะนำมาซึ่งความล่มสลายของอาณาจักรอินโดนีเซีย อาจจะเข้าทำนองเดียวกับที่อดีตสหภาพโซเวียตประสบมาแล้ว

    แผ่นดินอินโดนีเซียเพิ่งผลัดท่ามกลางสภาพปัญหารุนแรงในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ, สังคม หรือ การเมือง ประกอบกับประวัติศาสต์อันสลับซับซ้อนเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ถ้าหากเบื่อหนังละครน้ำเน่าตอนหัวค่ำก็ลองหันมาติดตามเรื่องราวจริง ๆ สด ๆ ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียดู บางทีคุณอาจจะมีโอกาสใช้มันก็ได้ในอนาคต ถ้าชะตาชีวิตของเราถึงคราวเคราะห์กรรมร่วมกัน !!!

    Tags: ,

  • ” ติมอร์ ” เป็นภาษามาเลย์แปลว่า ” ตะวันออก ” ติมอร์เป็นเกาะ ๆ เกาะหนึ่งภายใต้การยึดครองของอินโดนีเซีย ซึ่งมีออสเตรเลียอยู่ทางใต้ไม่ไกลนัก และมีนิวซีแลนด์อยู่ทางตะวันออก ติมอร์มีเนื้อที่ประมาณ 32.350 ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็นตะวันตกและตะวันออก ก่อนที่จะมีเรื่องมีราวมาถึงทุกวันนี้ที่ไทยเราต้องส่งทหารเข้าไป ” ช่วยสร้างสันติภาพ ” ติมอร์มีประวัติความเป็นมายาวนานซึ่งล้วนแต่น่าเห็นใจเพราะตกเป็นอาณานิคม อยู่ร่ำไป เริ่มตั้งแต่พวกโปรตุเกสึดมะละกาได้เมื่อ ค.ศ. 1511 ถัดมาอีก 4 ปี คือ ค.ศ. 1515 ก็ถูกค้นพบก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคมยุคแรก ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแม้ว่าโปรตุเกสจะประกาศนโยบายเป็นกลาง ( Neutrality) แต่ติมอร์ก็ไม่วายถูกกองทัพดัทช์ (Holland) และออสเตรเลียบุกรุกโดยเหตุของสงครามโลก แต่ที่หนักกว่านั้นก็เมื่อถูกกองทัพลูกพระอาทิตย์ลบุกยึดในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 1942 ขณะนั้นชาวติมอร์ถูกมองเป็นตัวประกอบในการทำสงคราม ทั้ง ๆ ที่พวกเขาพยายามจะต่อสู้เพื่อเอกราชมาตลอด หลังสงครามโลกญี่ปุ่นแพ้ราบคาบ ติมอร์ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียจนได้ ในยุคสงครามเย็นประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ รวมถึงอินโดนีเซียต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากมหาอำนาจแห่งโลกเสรี อย่างอเมริกา การที่อินโดนีเซียยังคงยึดเอาติมอร์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้ในช่วงนั้น ก็มาจากความช่วยเหลือในทางลับของมหาอำนาจแห่งโลกเสรี

    เมื่อ สหภาพโซเวียตล่มสลาย พี่เบิ้มแห่งโลกคอมมิวนิสต์กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวไปเสียแล้ว ไม่มีสงครามเย็นที่ขัดแย้งกันทางอุดมการณ์การเมืองให้วุ่นวาย เศรษฐกิจและผลประโยชน์แห่งชาติเท่านั้นที่สำคัญที่สุด เมื่อเอเซียถูกโจมตีด้วยสงครามเศรษฐกิจ อินโดนีเซียก็ไม่เป็นข้อยกเว้น และเป็นประเทศในย่านนี้ที่หายนะที่สุดโดยเฉพาะในประเด็นของเชื้อชาติของ ประชาชน และอำนาจอธิปไตย มี่หลายเกาะหลายท้องที่ที่ต่างก็เรียกร้องเอกราชจากอินโดนีเซีย ความหายนะทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความอ่อนแอในทางความมั่นคง ไม่เฉพาะแต่ในเกาะติมอร์ที่ติมอร์ตะวันออกพยายามไขว่คว้าหาอิสระเท่านั้น ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ที่กำลังจับตามองดูติมอร์เป็นกรณีตัวอย่าง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่อินโดนีเซียไม่สบายใจนักที่จะปล่อยให้ติมอร์ตะวัน ออกเป็นอิสระ

    วันพุธที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่ชาวติมอร์ตะวันออกผู้รักอิสระได้แสดงพลังลงประชามติว่าพวกเขาต้องการเอกราช แม้ว่าจะมีกองกำลังชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอินโดนีเซีย คอยทำลายล้างอิสระชนเหล่านั้นอย่างรุนแรงก็ตาม ยิ่งเมื่อผลการลงประชามติออกมาตามที่อิสระชนต้องการอย่างท่วมท้น พวกกองกำลังที่เรียกกันว่า ” ทหารบ้าน ” ยิ่งลงมือรุนแรงจนไม่มีใครควบคุมสถานการณ์ได้ ความป่าเถือนโหดร้ายเกิดขึ้นทั้วไปหมดจนไม่มีใครควบคุมได้ แม้หน่วยงาน UNAMET ของสหประชาชาติก็ไม่เว้น

    คณะ มนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจึงมีมติที่ 1264 ให้ส่งกองกำลังจากนานาชาติที่เรียกว่า International Force in East Timor หรือ INTERFET เข้าไปช่วยยุติความรุนแรงและคุ้มครองความปลอดภัยให้ UNAMET หรือ United Nation Assistance Mission in East Timor ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดำเนินการในติมอร์ตะวันออกอยู่ก่อนแล้ว โดยมีออสเตรเลียซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจทางดะวันตกให้เป็นผู้นำ อนึ่ง, ออสเตรเลียได้มีโครงการที่ทำสัญญากับรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 1983 ที่ขุดเจาะน้ำมันในช่องแคบติมอร์อยู่ ก็จึงต้องรีบรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ไม่กล้าแสดงท่าทีที่ชัดเจน ในการใช้กำลังเข้าช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในติมอร์ตะวันออก เพราะเกรงใจกลัวจะถูกว่าเข้าไปก้าวก่ายกิจการภายใน แต่ไทยก็ได้ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าหารือกับประธานาธิบดีและผู้นำกองทัพอินโดนีเซีย ซึ่งต่างก็ต้องการให้ไทยเป็นผู้นำในหมู่อาเซียนด้วยกันเข้าไปช่วยสร้าง สันติภาพในกรณีนี้ ดังนั้นไทยจึงได้เตรียมกองกำลังประมาณ 1,500 นาย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่กองทัพไทยส่งไปดำเนินภารกิจนอกประเทศ นับตั้งแต่ในคราวสงครามเวียดนาม โดยมี พล. ต. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผอ. สำนักวเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร บก. ทพารสูงสุด อดีต ผู้ช่วยทูตทหารบกประจำอินโดนีเซียเป็นรอง ผบ. กองกำลังเฉพาะกิจในครั้งนี้ กองกำลังนี้เรียกว่า กองกำลังเฉพาะกิจร่วม 972 ไทย/ติมอร์ ตะวันออก หรือเรียกย่อ ๆ ว่า กกล. ฉก. ร่วม 972 นั่นเอง กองกำลังหลักส่วนหนึ่งที่ไทยส่งไปนี้ได้แก่กองกำลังที่เรียกกันว่า ฉก. RDF หรือ กองพันทหาราบที่ 31 รักษาพระองค์ หรือ ร. 31 พัน 3 รอ . คือหน่วยเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว ( Rapid Deployment Force ) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตผบ. ทบ. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ตั้งแต่เดือนเมษายน 2540 นอกจากนั้น กองทัพไทยทุกเหล่าทัพได้พร้อมใจสามัคคีร่วมกันปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และ กองบัญชาการทหารสูงสุดก็ตาม เมื่อเห็นว่าไทยมีท่าทีที่ชัดเจนแล้วประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอีก 4 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์, สิงค์โปร์, มาเลเซีย และ บรูไน ก็จะส่งกองกำลังเข้าร่วมภารกิจนี้ นัยว่าเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงมีกำลังพอที่จะดูแลกันเองได ้แม้ว่าจะต้องพึ่งพาชาติตะวันตกบ้างก็ตาม แม้ว่าติมอร์ตะวันออกจะเป็นครึ่งหนึ่งของเกาะที่ไม่ใหญ่โตนักในหมู่เกาะ อินโดนีเซีย แต่โลกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีอายุมานานหลายร้อยปี แต่ละส่วนของโลกมีเบื้องหลังความเป็นมาที่ขัดแย้งสับสนอลหม่าน การดำเนินการใด ๆ ก็ตามในดินแดนเล็ก ๆ แห่งนี้ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกแห่งสงครามเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่แทบจะถูกครอบงำโดยมหาอำนาจเดี่ยว แทบจะแบ่งออกเป็นตะวันออกและตะวันตก ความขัดแย้งที่ไม่ใหญ่โตนัก ก็ล้วนแต่สลับซับซ้อนจนยากที่จะตัดสินได้ถูกว่าควรจะทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม ขอเป็นแรงใจลูกทหารไทยทุกท่าน ที่ได้รับเกียรติให้ปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญนอกราชอาณาจักรในครั้งนี้ เพื่อแสดงให้โลกประจักษ์ว่า กองทัพไทยนั้นมีประสิทธิภาพ และเข้าใจลึกซื้งถึงศิลปการใช้กำลังเพื่อสันติภาพได้ดีกว่ากองกำลังอื่น ๆ อย่างไร

    Tags: ,

  • การเดินทางเยือนประเทศ ไทยของประธานาธิบดี เจียง เจ๋อ หมิน (Jiang Zemin) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ (ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 2 ถึง วันอาทิตย์ที่ 5) นับเป็นการเดินทางเยือนประเทศไทยโดยประมุขแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคนที่ 3 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่เพียงแต่เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ยังถือว่าเป็นปีเฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณัฐประชาชนจีนครบรอบ 50 ปีอีกด้วย และหากพิจารณาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว เป็นที่ตระหนักดีว่า นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดไปพร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต โลกก็เข้าสู่สภาพความเป็นเอกมหาอำนาจ (Hegemony)

    เมื่อ รัสเซียล่มสลายก็คงจะมีแต่จีนเพียงประเทศเดียวที่เป็นกำลังสำคัญในหมู่ ประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็ยังเหลือเพียง เกาหลีเหนือ, เวียดนาม และคิวบาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อโลกนี้เหลือประเทศคอมมิวนิสต์เพียงสี่ประเทศ สงครามเย็นก็จึงไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป สงครามเศรษฐกิจทั้งในและนอกรูปแบบต่างหากที่กุมชะตาชีวิตของชาวโลก

    จีน เป็นประเทศเดียวที่ยังพอจะมีกำลังอำนาจแม้ไม่มากเท่าสหรัฐแต่ก็มากกว่า ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือ โดยเฉพาะข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ที่จีนได้วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับแนวเสรี นิยม แม้จะไม่ทั้งหมดโดยทันทีทันใดก็ตาม จีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะประชากรจีนมีจำนวนมหาศาล นักธุรกิจสหรัฐหลายรายต่างก็ให้ความสำคัญกับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

    ใน การเยือนไทยครั้งนี้ ประธานาธิบดีจีนได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง ” กระชับสัมพันธไมตรี สมานฉันท์เพื่อนบ้าน ร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่รุ่งโรจน์ ” เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยประกาศจุดยืนที่จะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อแสวงหาสันติภาพ ต่อต้านคัดค้านอำนาจนิยม และการเมืองที่ถืออำนาจเป็นใหญ่ ขณะที่จีนจะไม่แสวงหาความเป็นเจ้าโลกอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังระบุถึงเรื่องลัทธิล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจใหม่ ตามสภาพที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปท่านกลางความล่มสลายทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เอเซียอะตัวออกเฉียงใต้

    สุนทรพจน์ของประธานธิบดีจีนนั้นอาจจะเป็นที่ถูกใจใครบางคนในเมือง ไทยเรา ทั้งนี้เพราะต่างก็ได้เรียนรู้แล้วถึงมหามิตรของเราในอดีตที่เมื่อยามที่เรา ตกระกำลำบาก ก็ไม่เคยช่วยเหลือตามที่มิตรพึงจะกระทำต่อกัน นอกจากนั้นประธานธิบดีจีนยังกล่าวอีกว่า การติดต่อทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศควรยึดถือหลักการเสมอภาค อำนวยผลประโยชน์และการพัฒนาร่วมกัน กำหนดกฎระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ควรสะท้อนถึงข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มที่

    ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือการกล่าวถึงการละทิ้งความคิดแบบสงครามเย็นโดยสิ้นเชิง เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของโลก ประเด็นนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าสหรัฐพยายามใช้นโยบาย ” ปิดล้อม ” (Contendment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งจีนพยายามทำทุกวิถีทางและพยายามผ่อนปรนในหลายประเด็นเพื่อจะได้เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก แต่ก็ถูกสหรัฐขัดขวางมานานหลายปี

    ประธานาธิบดีจีนยังกล่าวถึงวิกฤติทางการเงินของเอเซียว่า จีน ไทย และประเทศอาเซียนมีความรู้สึกอันเดียวกัน และได้ลงเรือลำเดียวกันมาท่ามกลางมรสุม (คำพูดลักษณะนี้ไม่เคยมีมาจากมหามิตรของเราเลย)

    เป็น ที่รู้กันทั่วโลกว่าจีนพยายามรักษาวิกฤตนี้ทางหนึ่งก็คือการไม่ลดค่าเงิน หยวน (Renminbi) แม้ว่าจะมีสาเหตุมาจากการรักษาผลประโยชน์ของจีนเองด้วยก็ตาม แต่ก็ได้แสดงให้เห็นน้ำใจในระดับหนึ่งที่จีนในฐานะมหาอำนาจแห่งตะวันออกพีงก ระทำต่อมิตรประเทศ นอกจากนั้นประธานาธิบดียังยังย้ำถึงแนวทางการรักษาสันติภาพ และเสถียรภาพของส่วนภูมิภาคและทะเลจีนใต้โดยการปรึกษาหารือกัน เรื่องนี้หมายถึงข้อพิพาทในกรณีหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratley Is.) ในทะเลจีนใต้เป็นหมู่เกาะที่อยู่ท่ามกลางอาณาบริเวณของประเทศในแถบริมทะเล จีนใต้ เช่น เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และจีนเป็นต้น ซึ่งต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะแห่งนี้ ทำให้แยกไม่ออกว่าใครเป็นเจ้าของกันแน่ และที่สำคัญนัยว่าจะมีทรัพยากรมีค่ามากในหมู่เกาะดังกล่าว

    ประธานธิบดีจีนยังกล่าวอีกว่า จีนกับไทยเป็นพี่น้องกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ทรงสร้างคุณูปการอันล้ำเลิศไว้เพื่อผลักดันมิตรสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี้ ตนใคร่ขออำนวยพรอย่างจริงใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยเป็นอย่างมาก โดยถือว่าประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญที่สุดประเทศหนึ่งใน ภูมิภาค และทิ้งท้ายไว้ว่า ” ข้าพเจ้าขออวยพรให้ประเทศไทยเจริญไพบูลย์ ขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยจงเหมือนเครื่องสังคโลก ซึ่งช่างจีนและช่างไทยร่วมมือสร้างขึ้นนั้น ยิ่งเวลานานเท่าไร ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเท่านนั้น ”

    ได้ยินแล้วพลางนึกย้อนว่าเคยมีประมุขฝรั่งท่านใดพูดกับไทยอย่างนี้บ้างหรือเปล่าหนอ ?

    Tags: , ,

  • ฝ่าหลุนกง ลัทธิหรือวิชาที่กำลังถูกทางการจีนเล่นงาน ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งฝ่าหลุนกง เขาชื่อ ลี หง ซี่ หรือ หลี่ หง จื้อ อายุ 48 ปี (Li Hongzhi ) ซึ่งแปลลอกมาจากนิตยสาร “เวลา” (time - รายสัปดาห์) ฉบับวันที่ 02.08.42 อีกที

    เวลา รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการโค่นล้ม (crackdown)
    ลี มันไม่แฟร์ รัฐบาลจีนไม่เข้าใจฝ่าหลุนกง, การฝึกชี่กง หรือการสวดมนต์ (masses) รัฐบาลไม่น่าห้าม ฝ่าหลุนกง
    เวลา คิดว่าทำไมรัฐบาลจีนถึงทำอย่างนี้ (ถามล่อให้ด่าปักกิ่งนี่หว่าเนี่ย)
    ลี บางทีรัฐบาลอาจคิดว่ามีประชาชนฝึกฝ่าหลุนกงมากเกินไป หรือแม้แต่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์บางคนเองก็ฝึกฝ่าหลุนกงด้วยซ้ำไป
    เวลา รัฐบาลกลัวว่าประชาชนเหล่านั้นจะเชื่อฟังคุณมากกว่าพรรมคอมมิวนิสต์กระมัง
    ลี ผมไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน ผมไม่รู้ว่าทำไมรัฐบาลถึงต่อต้านนักหนา ผมรู้แต่ว่าผมทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน (the country and the people - แต่นายลีอาศัยอยู่ในนิวยอร์ค อเมริกามาหลายปีแล้ว-เขาไม่ได้ระบุว่าประเทศชาติใดและประชาชนชาวอะไร) และผมคิดว่าฝ่าหลุนกงดีสำหรับชุมชน ไม่ดีหรือไงถ้าทุกคนเป็นคนดีและมีสุขภาพดี (virtuous and healthy)
    เวลา มีญาติอยู่ในเมืองจีนไหม แล้วพวกเขาเดือดร้อนหรือเปล่า
    ลี คุณแม่ผม, พี่หรือน้องสาว (sister ) ผมและลูก ๆ ของเธออยู่ในเมืองจีน พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่จับตาดูอยู่ แต่ผมไม่รู้ว่าพวกเขาถูกตำรวจสอบปากคำหรือเปล่า
    เวลา เชื่อหรือไม่ว่ามีคนพยายามใช้ฝ่าหลุนกงเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย
    ลี สาวกจริง ๆ ของฝ่าหลุนกงจะไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย (อ้าว…งั้นหมายความว่าใครทำผิดกฎหมายก็ไม่ใช่สาวกล่ะสิ…เล่นง่ายนี่) ส่วนใหญ่แล้วสาวกเป็นคนที่มีพื้นฐานดี (people of good nature) เหมือนกับที่คนจีนพูดว่า ” พวกเขาจะไม่ตีคุณถ้าคุณตีพวกเขา, และพวกเขาก็จะไม่โต้แย้งถ้าคุณเอ็ดเขา ” พวกเขาจะมองที่ตัวเองก่อนเมื่อเกิดความขัดแย้ง สาวกที่แท้จริงของฝ่าหลุนกงจะไม่เคยเป็นอาชญากรเลยในชีวิต
    เวลา คิดว่าตัวเองต้องรับผิดชอบกันเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองจีนตอนนี้ไหม
    ลี ผมสอนลัทธิฝ่าหลุนกงในเมืองจีนมาแค่สามปีเอง ผมไม่เคยติดต่อโดยตรงกับสาวกมาเกือบสี่ปีแล้ว พวกเขาฝึกฝนกันไปด้วยตนเอง ผมไม่เคยบังคับพวกเขาเลย ประชาชนเผยแพร่หนังสือของผมไปทั่ว แล้วการฝึกแพร่หลายไปจากปากต่อปาก (แล้วตกลงจะต้องรับผิดชอบไหมเนี่ย)
    เวลา แต่สาวกฝ่าหลุนกงดูเหมือนว่าจะมีการติดต่อกันเป็นอย่างดีโดยสม่ำเสมอ
    ลี พวกเขาก็แค่โทรถามกันว่าจะไปฝึกกันหรือเปล่า ไม่ได้มีการจัดตั้งกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียเมื่อไร
    เวลา ถ้าคุณได้มีโอกาสคุยกับคณะผู้นำจีน คุณจะพูดอะไรกับเขา
    ลี ผมจะบอกพวกเขาอย่างจริงใจว่า ” ถ้าผมได้ทำอะไรผิด, ผมจะเปลี่ยน, ถ้ามีอะไรผิดเกี่ยวกับฝ่าหลุนกง, จะเปลี่ยนแปลงมันซะก็ได้, อย่าโจมตีฝ่าหลุนกง, มันไม่ดีต่อชุมชน, และไม่ดีต่อรัฐบาลเองด้วย”
    เวลา รัฐบาลกล่าวหาว่าคุณแก้วันเกิดของคุณให้ตรงกับวันประสูติของพระพุทธเจ้า (Sakyamuni) (สิทธารถะ โคตมะ (Siddhartha Gautama))
    ลี ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม, รัฐบาลพิมพ์วันเกิดผมผิด ผมแค่แก้ให้มันถูก ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม มีการพิมพ์ข้อมูลส่วนบุคคลผิดมากมาย ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง และผู้หญิงก็กลายเป็นผู้ชาย เป็นเรื่องธรรมดาเวลาคนจะใส่ร้ายคุณ, เขาก็จะขุดคุ้ยหาเรื่องคุณทุกทาง แล้วมันจะเป็นอะไรกันนักหนาถ้าเกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า ผู้ร้ายหลายคนก็เกิดวันนั้นเหมือนกัน ผมไม่เคยพูดว่าผมเป็นพระศากยมุนี ผมเป็นแค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง

    นิตยสาร “เวลา” (time) เป็นนิตยสารรายสัปดาห์เกี่ยวกับข่าวสารการเมืองสังคมวิทยาการที่แพร่หลายไปทั่วโลก เป็นของสหรัฐอเมริกา

    Tags: ,

  • อย่าเพิ่งรีบชาชินกับความกลุ้มใจ หนำซ้ำขอให้ซึมซับความทุกข์เศร้าเอาไว้มาก ๆ เพราะสิ่งมีชีวิตต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อดำรงเผ่าพันธ์เอาไว้ ผู้ที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ( survival of the fittest : หลักการหนึ่งที่ฮิตเลอร์ใช้ปลุกระดมชาวเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ; ww II ) นอกจากนั้น โอกาสเช่นนี้คงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เพราะขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ยังปลงกันเป็นเสียงเดียวว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นบ้านเมืองเดือดร้อนสาหัสเยี่ยงนี้มาก่อน แม้จะเทียบกับช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม ดังนั้นหากเกิดขึ้นอีกก็คงประจานให้โลกรู้ได้ว่า คนไทยนั้นลืมง่าย และน่าสมเพชที่ไม่รู้จัดเข็ดหลาบกับความสะเพร่าหลงผิด ที่ได้ทำลงไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา ; แน่นอนว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ สภาพเศรษฐกิจล่มจมลักษณะวินาศสันตะโรกันอยู่ทุกวันนี้ หลาย ๆ คน พยายามคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขนาดคนที่เป็นต้นเหตุหลาย ๆ คนยังไม่รู้ตัวแล้ว นับประสาอะไรกับชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ต้องพลอยมาใช้กรรมที่ตนไม่ได้ทำเอาไว้ แต่ก่อนอื่นลองมองย้อนกลับไปดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตหลาย ๆ ปี (หลายจริง ๆ ) ที่ผ่านมาเผื่อจะนึกอะไรออกบ้าง ตั้งแต่ยังไม่เป็นประเทศ (ฝรั่งบัญญัติว่า Nation State ไทยเรียกตามว่า “รัฐชาติ” ) คนไทมีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นานแค่ไหน ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้แน่ แต่โลกรู้แน่ ๆ ว่าก่อนที่ฝรั่งจะเจอทวีปอเมริกา แล้วไล่ฆ่าอินเดียนแดงจนเกือบสูญพันธ์เพื่อปล้นแผ่นดิน แล้วก็จับพวกแอฟริกันมาเป็นทาส แล้วฝรั่งก็ฆ่ากันเองเพราะตกลงกันไม่ได้ว่า จะมองคนดำเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ได้อย่างไรดี จนล่าสุด ฝรั่งอเมริกันเพิ่งศิโรราบต่อคนดำที่เล่นบาสเก็ตบอลว่า แกเล่นเก่งที่สุดในโลก คนดำคนนี้คนไทยเรียกว่าคุณไมเคิ่น จอแดน ก่อนหน้านั้นอีกหลาย ๆ ปี ฝรั่งก็เคยมาอยู่ในเมืองไทย แล้วที่มีหลักฐานชัดเจนและเฟื่องที่สุดสมัยหนึ่งก็คือ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่มีคนจากทั่วโลกเช่น จีน, ฮอลันดา (ทุกวันนี้ไทยเรียกฮอนแลน), กรีก, แขกขาว และญี่ปุ่น มาอยู่และทำงานในกรุงเก่า ตอนนั้นก็มีฝรั่งคนหนึ่งที่ไทยทุกวันนี้รู้จักว่า “เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ” ตอนเด็ก ๆ ถ้าเคยเรียนในตำราจะบอกว่าชื่อ คอนสะแตนติน ฟอนค่อน ท่านเก่งที่หาวิธีชั่งน้ำหนักปืนใหญ่โดยเอาปืนใหญ่ใส่เรือ แล้ววัดว่าเรือจมลงในน้ำลึกแค่ไหน, ยกปืนนั้นออก แล้วหาของใส่ลงแทนจนเรือจมเท่าเพื่อเทียบน้ำหนัก (เรื่องธรรมดา ๆ คนไทยก็คิดออก) จึงนึกขึ้นได้ว่า ตำราดรุณศึกษานี้บาทหลวงฝรั่งเศสแต่ง ปัจจุบันมีผู้รู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ศึกษาค้นคว้าพบว่า คุณคอนสะแตนตินนี้เคยคิดอกุศลที่จะยกเอากรุงเก่าของเราเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง เพราะแกมีอำนาจและอิทธิพลขนาดมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา นับว่าไม่ใช่ย่อย โชคดีเดชะบุญที่กรุงเก่าไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเพราะ “ผลัดแผ่นดิน” ทุกวันนี้จะมีคนไทยกี่คนที่รู้เรื่องนี้บ้าง ตำราดรุณศึกษายังใช้อยู่หรือเปล่า ถ้าใช้ได้แก้ไขให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่พบหรือยัง ?

    Tags: ,